เมื่อพ่อมดการเงิน ‘โซรอส’ ด้อยค่า ‘สีจิ้นผิง’ #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662091

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 19:45 น.เมื่อพ่อมดการเงิน 'โซรอส' ด้อยค่า 'สีจิ้นผิง'วันนี้พ่อมดการเงินคนดัง (ผู้ที่คนไทยรู้จักกันดี) โจมตีสีจิ้นผิงถี่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังทางการจีนจัดระเบียบครั้งใหญ่ในประเทศ แต่เขาไม่ใช่มิตรของสีจิ้นผิงอยู่แล้ว

คนไทยรู้จักจอร์จ โซรอสกันดีคงไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงกันอีก แต่ช่วงหลังหลายคนคงไม่ได้ติดตามความเคลื่อนของเขามากนัก ในระยะไม่กี่เดือนมานานี้โซรอสเอ่ยถึงจีนบ่อยๆ

ท่าทีล่าสุดคือการที่เขาบอกว่า การลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ของ BlackRock Inc (บริษัทจัดการการลงทุนข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน) ในจีนตอนนี้เป็น “ความผิดพลาด” และมีแนวโน้มที่จะเสียเงินของลูกค้า และยังบอกว่า BlackRock แยกแยะรัฐวิสาหกิจของประเทศจีนกับบริษัทเอกชนห่างไกลจากความเป็นจริงเกินไป

ทำไมโซรอสถึงมาโจม BlackRock บริษัทอเมริกันแท้ๆ ? นั่นก็เพราะเมื่อเดือนที่แล้ว BlackRock กลายเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ต่างประเทศรายแรกที่ดำเนินธุรกิจกองทุนรวมในประเทศจีนที่ถือหุ้นโดยตนเองทั้งหมดโดยที่รัฐจีนไม่เข้ามายุ่ง เข้ามาโกยกองทุนค้าปลีกที่เติบโตอย่างรวดเร็วที่ 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมๆ กับที่รัฐบาลจีนยกเลิกขีดจำกัดการถือครองของต่างชาติในธุรกิจกองทุนเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2020

พูดง่ายๆ คือ BlackRock เข้ามาโกยเงินในจีน เมื่อจีนเปิดเสรีภาคกองทุน แต่โซรอสกลับลุกลี้ลุกลนกับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเขาสนับสนุน “ตลาดเปิด” และ “สังคมเปิด” แท้ๆ แถมยัง “พยากรณ์ในเชิงสาปแช่ง” ให้ BlackRock เจ๊งในจีนเสียอีก

โซรอสไม่แคร์ที่จะถูกมองว่าสองมาตรฐาน เพราะเขาตั้งตัวเป็นศัตรูกับจีน โดยเฉพาะกับสีจิ้นผิงไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเขาบอกว่า “จีนไม่ใช่แค่ระบอบเผด็จการเพียงแห่งเดียวในโลก แต่เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และล้ำหน้าที่สุดทางเทคโนโลยี” และ “สิ่งนี้ทำให้สีจิ้นผิงเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของสังคมเปิด” 

มาถึงปีนี้เขาก็ยังโจมตีสีจิ้นผิงและถี่ขึ้นอีก ความเห็นที่สั่นสะเทือนมากเป็นพิเศษมาจากบทความของเขาใน Financial Times ที่ชื่อ “นักลงทุนในจีนภายใต้อำนาจของสี เผชิญกับอาการตาสว่างแบบตั้งตัวไม่ติด“

อาการตาสว่างที่ว่านี้เกิดขึ้นจากการตระหนักว่าจีนไม่ได้เสรีอย่างที่คิดและความเชื่อ (ผิดๆ) ว่าจีนจะวิวัฒนาการเป็นสังคมเสรีนั้นผิดมหันต์ จะเห็นได้จากการจัดระเบียบและกวาดล้างภาคส่วนต่างๆ ของสีจิ้นผิง และยังส่งภาครัฐเข้าไปถือหุ้นและนั่งในบอร์ดของบริษัทใหญ่ๆ เรื่องนี้กระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนภายนอกและเป็นการตัดตอนธุรกิจในประเทศตัวเองไม่ให้โต

โซรอสก็เหมือนคนภายนอกจีนที่เชื่อว่าสักวันจีนต้องพังเแน่ๆ ตัวที่จะทำจีนพังคือภาคอสังหาฯ ที่ถูกปั่นมาหลายปีแล้ว อาจจะเป็นสิบปีด้วยซ้ำ

เนื้อหาของบทความตอนหนึ่งบอกว่า “สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ปะทะกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ การปราบปรามกิจการเอกชนของเขาเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจ ภาคที่เปราะบางที่สุดคืออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ประเทศจีนมีความเจริญรุ่งเรืองด้านอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ตอนนี้กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด”

ปรากฎว่าหลังจากบทความนี้ออกไปรัฐบาลจีนสั่งเตือนบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ๆ ที่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน โดยทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงความโกลาหลของตลาดอสังหาฯ เพราะหากอสังหาฯ พังเมื่อไร เศรษฐจีนจะซวนเซทันที เงินออมและเงินลงทุนของประชาชนนั้นส่วนใหญ่ฝากไว้กับภาคนี้

โซรอสเตือนว่า “This could cause a crash” (มันอาจจะพังลงได้) แต่อย่างที่บอกคือผ่านมานับสิบปีแล้ว จีนก็ยังสามารถคุมอสังหาฯ ไม่ให้พังได้ แต่ก็ไม่อาจจะแก้ปัญหามันได้เหมือนกัน

โซรอสอาจจะเดาผิดเหมือน “กูรู” ตะวันตกคนอื่นๆที่เดาเรื่องจีนผิดตลอด แต่มีเรื่องหนึ่งที่โซรอสอาจจะถูกคือ สีจิ้นผิงไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจเหมือนเติ้งเสี่ยวผิง หรืออย่างน้อยไม่ได้คิดจะสานต่อมรดกตลาดเปิดเหมือนเติ้งเสี่ยวผิง

โซรอสคิดว่าจีนจะเป็นจีนได้จะต้องเดินบนเส้นทางทุนนิยมเสรีเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าสีจิ้นผิงเป็นอันตรายต่อ “รัฐจีน” เขาไม่ได้มองจีนเป็นศัตรู แต่ผิดหวังที่จีนไม่เดินบนเส้นทางทุนนิยม

เขาถึงกับบอกว่า “สีไม่เข้าใจว่าตลาดดำเนินการอย่างไร เป็นผลให้การเทขายถูกปล่อยใม้เกิดขึ้นมากเกินไป เริ่มทำร้ายวัตถุประสงค์ (การดำรงอยู่) ของจีนในโลก”

จุดนี้โซรอสเห็นเหมือนบางคนที่คิดว่าสีจิ้นผิงไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ และสิ่งที่สีจิ้นผิงทำตอนนี้คือการทำร้ายเศรษฐกิจจีนชัดๆ

แต่โซรอสคงจะลืมไปว่ารัฐจีนยังคงเป็นสังคมนิยมและพร้อมที่จะหวนคืนสู่รากเหง้าเดิมเมื่อสถานการณ์เรียกร้อง พวกฝ่ายซ้ายนั้นเข้าใจเรื่องทุนได้ดีกว่านายทุน แต่ความเข้าใจนั้นมีขึ้นเพื่อป้องกันการขูดรีกอบโกยแบบนายทุน ขณะที่นายทุนรู้จักทุนนิยมและรักตลาดเสรีเพราะทำให้พวกเขากอบโกยได้ง่าย

มีแต่นายทุนเท่านั้นที่ไม่ชอบสังคมนิยม เพราะสังคมนิยมมีศัตรูคือนายทุน เหมือนในบทความก่อนหน้าของผู้เขียนเรื่อง “ได้กลิ่น “การปฏิวัติ” โชยมาแต่ไกลจากในจีน” ที่ชี้่ต่อไปนี้จีนจะมุ่งสู่การแบ่งปันความมั่งคั่งที่เท่าเทียม และหมดยุคของนายทุนที่รวยตามลำพัง

โซรอสนั้นต้องการให้จีนเป็นไปตามแนวทางของเติ้งเสี่ยวผิง ดังจะเห็นได้จากบทความที่โจมตีสีจิ้นผิงโดยตรงใน Wall Street Journal เมื่อเดือนเมษายน ในชื่อ “เผด็จการของสีจิ้นผิงคุกคามรัฐจีน” เขาบอกว่า “ในการแสวงหาอำนาจส่วนตัว เขาได้ปฏิเสธแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิงและเปลี่ยนพรรคคอมมิวนิสต์ให้กลายเป็นกลุ่มคนคล้อยตามเขา”

ข้อความนี้ชัดเจนว่าโซรอสผิดหวังที่จีนไม่เปิดเสรีแบบเติ้งเสี่ยวผิงอีก และยังกระแทกกระทั้นไปที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าได้แต่เออออหม่อหมกกับสีจิ้นผิง

นี่คือความยอกย้อนโดยแท้เพราะชื่อพรรคก็บอกอยู่แล้วว่า “คอมมิวนิสต์”

อีกอย่างคือ ต่อให้สีจิ้นผิงไม่สานต่อมรดกของเติ้งเสี่ยวผิงก็ใช่ว่าเขาทรยศต่อเติ้งเสี่ยวผิง เพราะเติ้งเองชูแนวทาง “สังคมนิยมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” มันหมายความว่าจีนยังเป็นสังคมนิยมอยู่ไม่ว่าจะรับทุนนิยมมาแค่ไหนก็ตาม

ที่สำคัญสังคมนิยมมีแต่วิวัฒนาการไปสู้สังคมคอมมิวนิสต์ในท้ายที่สุดไม่มีทางถอยหลังกลับไปสู่สังคมนายทุน และสังคมศักดินา เติ้งเสี่ยวผิงมองไว้ว่าการเปิดตลาดจีนก็เพื่อให้จีนวิวัฒนาการเป็นขั้นตอนที่แท้จริงจากสังคมทุน ไปสู่สังคมนิยมแท้ๆ และสังคมคอมมิวนิสต์ในที่สุด

ทฤษฏี “สังคมนิยมที่มีคุณลักษณะแบบจีน” นั้นมีความจำเป็น มันออกมาตอนที่จีนมีความมั่งคั่งทางวัตถุในระดับที่ค่อนข้างต่ำและจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก่อนที่จะมุ่งสู่รูปแบบสังคมนิยมที่เท่าเทียมมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ตามที่อธิบายไว้ในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม

ไม่อย่างนั้นสีจิ้นผิงคงไม่ผลักดันแนวคิด “วงไพบูลย์แห่งความมั่งคั่ง” มันหมายถึงมีกินมีใช้เท่าๆ กันนั่นเอง เพราะตอนนี้จีนเริ่มอิ่มตัวกับทุนนิยมแล้ว เห็นได้จากภาวะการณ์หลายๆ อย่างมุ่งไปสู่ความเสื่อมถอยทางสังคม เพราะผู้คนหลงเงินและวัตถุ เกิดการสั่งสมทุนที่ไม่เท่าเทียม

นี่คือทฤษฎีมาร์กซิสต์แท้ๆ ดังนั้นนายทุนทั้งหลายต้องตระหนักเอาไว้ว่าจีนไม่มีทางเป็นทุนนิยมเสรีอย่างที่เขาใฝ่ฝันหรอก

เพียงแต่สิ่งน่ากังวลคือ สีจิ้นผิงเร่งรัดวิวัฒนาการทางสังคมเร็วไปไหมกับการผลักดันจีนเป็นสังคมนิยมที่เข้มข้นอีก หลังจากทดลองเป็นทุนนิยมมานานกว่า 40 ปีแล้ว – เรื่องนี้เราต้องจับตากันต่อไป

ครั้งสุดท้ายที่จีนเร่งรัดจะเป็นสังคมนิยมบริสุทธิ์ผุดผ่องให้ได้คือทศวรรษที่ 50 (การก้าวกระโดดใหญ่) และทศวรรษที่ 60 (การปฏิวัติวัฒนธรรม) ผลคือพังพินาศไปทุกมิติสังคมและเศรษฐกิจ คนตายไปนับล้าน

จนบัดนี้เหมาเจ๋อตงก็ยังถูกมองว่าเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เก่งกาจ แต่อ่อนด้อยเรื่องเศรษฐกิจ จีนต้องอาศัยใบบุญของเติ้งเสี่ยวผิงมาช่วยเก็บกวาดในทัศวรรษที่ 70 และ 80

โซรอสชี้ไว้อย่างถูกต้องว่า “คอมมิวนิสต์ล้มเหลวเพราะปัญหารื่องตัวผู้บัญชาการ ข้อเสนอของคาร์ล มาร์กซ์—ที่ว่าดึงจากทุกคนตามความสามารถและให้ทุกคนตามความต้องการ—เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก แต่ผู้ปกครองคอมมิวนิสต์กลับให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตนของประชาชน”

ผู้นำจีนอาจไม่สนใจผลประโยชน์ส่วนตน แต่การตัวบุคคลไม่กี่คนอาจทำให้เสียการณ์ได้

สีจิ้นผิงจะเป็นแบบเหมาเจ๋อตงหรือไม่ โซรอสบอกในบทความของ Wall Street Journal ว่า “สหรัฐเป็นตัวแทนของสังคมเปิดที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งบทบาทของรัฐบาลคือการปกป้องเสรีภาพของแต่ละบุคคล สีเชื่อว่าเหมาเจ๋อตง ได้คิดค้นรูปแบบการปกครองที่เหนือกว่า ซึ่งเขากำลังดำเนินอยู่ นั่นคือ สังคมปิดแบบเผด็จการที่บุคคลอยู่ภายใต้รัฐที่มีพรรคเดียว”

ขณะที่โซรอสเยินยอสหรัฐว่าเป็น “ตัวแทนของสังคมเปิดที่เป็นประชาธิปไตย” ในบทความนี้ อีกบทความใน Financial Times เขากลับสนับสนุนที่ทางการสหรัฐออกกฎหมายกีดกันบริษัทจีน คำถามก็คือทำแบบนี้แล้วยังเรียกว่าเป็นสังคมเปิดได้เต็มปากอีกหรือ?

โซรอสบอกว่าสีจิ้นผิงพยายามที่จะรั้งอำนาจตัวเองไว้เพื่อสานต่อการล้างบางในประเทศ เรื่องนี้อาจมีส่วนจริง แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนนั้นอาจเป็นผลพวงจากการที่สหรัฐกีดกันและเปิดสงครามการค้ากับจีนด้วย นั่นคือการบีบให้จีนจนมุม จนจีนต้องคลายความเป็นทุนนิยมและสังคมเปิดลงเพราะมันคือจุดอ่อนให้ถูกโจมตี

โซอรสมีมูลนิธิที่ชื่อ Open Society Foundations ซึ่งมีจุดประสงค์ คือการส่งเสริมประชาธิปไตยและสังคมเสรี หรือ “สังคมเปิด” ตามชื่อมูลนิธิ

แต่เราต้องระมัดระวังกับคนที่มักอ้างหลักการประชาธิปไตย เพราะบางคนนั้นอ้างประชาธิปไตยและการเปิดเสรีเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจด้วย เช่น บางประเทศทำเป็นส่งเสริมประชาธิปไตยทางการเมืองแต่ใจหวังให้เปิดเสรีเศรษฐกิจ และบีบให้ประเทศโน้นประเทศนี้เปิดเสรีด้านต่างๆ

จุดประสงค์แอบแฝงก็เพื่อทำให้ประเทศนั้นเป็น “สังคมเปิด” เมื่อเปิดแล้วก็เจาะเข้าตลาดได้โดยง่าย เข้ามายึดกุมทรัพยากรและโครงสร้างสำคัญของประเทศนั้นไป คือการใช้ประชาธิปไตยเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง

แต่ต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ของเลวทราม แต่เป็นของดีที่ถูกอำพรางด้วยลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจที่เน้นนายทุนมือยาวสาวได้สาวเอา และมันจะกลายเป็นเรื่องมือให้บางคนบ่อนทำลายประเทศหนึ่ง เพื่อเข้าถึงทุนและทรัพยากรของประเทศนั้นๆ

มันไม่ใช่สังคมเปิดที่เขาต้องการ แต่เป็นตลาดที่เปิดอ้าซ่ามากกว่า

คนไทยในศักราชแห่งหายนะทางการเงินปี 2540 ย่อมเข้าใจแจ่มแจ้งว่ากาใช้เสรีนิยมของบางประเทศเพื่อแทรกแซงบ้านเมืองและตลาดของเรามันเป็นเจ็บปวดเพียงใด

จีนในเวลานี้กำลังผนึกตัวเองให้เป็นเอกภาพภายใต้หลักการสังคมนิยมมากขึ้น ลดความเป็นทุนนิยมให้น้อยลง ส่งเสริมค่านิยมฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวก “สังคมเปิด” (หรือตลาดเปิด) ไม่ต้องการ เพราะทำให้พวกเขาหมดโอกาสทำมาหากิน

โซรอสนั้นชิงชังทรัมป์ถึงขนาดตีโพยตีพายโทษเฟซบุ๊คว่าเป็นเหตุให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง แต่พอทรัมป์จะเล่นงานจีน โซรอสก็รักทรัมป์ขึ้นมาทำที ชมเปาะว่าเป็นนโยบายที่ดีที่สุดของเขา

อนึ่ง ชื่อของมูลนิธิสังคมเปิด Open Society Foundations ของโซรอสนั้นยืมมาจากหนังสือของคาร์ล พอพเพอร์ นักปรัชญาผู้ทรงอิทธิพล (และเป็นอาจารย์ของโซรอสด้วย) ชื่อหนังสือว่า “สังคมเปิดและศัตรูของมัน” เป็นหนึ่งสือที่เชิดชูเสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตกและเปิดเผยศัตรูของมันคือเผด็จการอำนาจนิยม

พอพเพอร์นั้นเป็นนักปรัชญาเต็มตัวจึงไม่มีผลประโยชน์เรื่องเงินๆ ทองๆ กับเสรีประชาธิปไตยและความคิดของเขานั้นมุ่งจะรักษาประชาธิปไตยจริงๆ

แต่จอร์จ โซรอสเป็นเช่นไรนั้น ความเห็นของคนทั่วโลกยังเสียงแตกอยู่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo 

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

REUTERS/Lisi Niesner/File Photo

จีนเตรียมขึ้นบัญชีดำ ‘พวกติดสินบน’ เร่งเครื่องปราบคอร์รัปชัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662710

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 17:50 น.จีนเตรียมขึ้นบัญชีดำ ‘พวกติดสินบน’ เร่งเครื่องปราบคอร์รัปชันหนึ่งในการขับเคลื่อนของสีจิ้นผิว จีนเตรียมขึ้นบัญชีดำ ‘ผู้ติดสินบน’ ยกระดับปราบทุจริตเข้มข้น

ปักกิ่ง, 8 ก.ย. (ซินหัว) — ทางการจีนเตรียมริเริ่มระบบขึ้นบัญชีดำผู้ติดสินบน เพื่อยกระดับการต่อสู้กับการทุจริตคดโกงให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

แนวปฏิบัติที่ร่วมกำหนดโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) และคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติ (NSC) รวมถึงฝ่ายต่างๆ ภายในพรรคฯ และหน่วยงานตุลาการระดับสูง ซึ่งเผยแพร่สู่สาธารณชนในวันพุธ (8 ก.ย.) ระบุว่าจะมีการวิจัยเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เกี่ยวพันกับการเข้าถึงตลาดและข้อจำกัดคุณสมบัติของผู้ติดสินบน

ทั้งผู้ให้และผู้รับสินบนจะต้องถูกลงโทษตามผลการสอบสวนที่มุ่งไปยังผู้ทำการติดสินบนหลายครั้ง ติดสินบนก้อนใหญ่ หรือติดสินบนกับคนจำนวนมาก, สมาชิกพรรคฯ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้สินบน, การติดสินบนในสาขาอาชีพหลัก และการติดสินบนเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่

ผลประโยชน์อันไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้รับจากการติดสินบนจะต้องถูกยึด กู้คืน หรือชดใช้ตามกฎหมาย ส่วนผลประโยชน์อันไม่เหมาะสมอื่นๆ อาทิ ตำแหน่งทางวิชาชีพ เกียรติคุณทางการเมือง ข้อเกื้อหนุนทางธุรกิจ และตำแหน่งทางวิชาการ จะต้องถูกยกเลิกหรือเพิกถอน

แนวปฏิบัติข้างต้นระบุว่าทางการจีนจะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของบุคคลและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อรับรองการดำเนินงานของผู้ประกอบการเหล่านั้นตามกฎหมาย ขณะมีการลงโทษกรณีติดสินบน

เนื้อหาข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by Anthony WALLACE / AFP

บิ๊กการเงินคาด Bitcoin แตะแสนดอลลาร์ต้นปีหน้า #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662706

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 17:28 น.บิ๊กการเงินคาด Bitcoin แตะแสนดอลลาร์ต้นปีหน้าทีมวิจัยสกุลเงินดิจิทัลจาก Standard Chartered คาดการณ์ราคา Bitcoin อาจสูงถึง175,000 เหรียญสหรัฐในระยะยาว

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทีมวิจัยสกุลเงินดิจิทัลจาก Standard Chartered คาดการณ์ว่า Bitcoin จะเพิ่มมูลค่าเป็น 2 เท่า และแตะ 100,000 เหรียญสหรัฐภายในต้นปีหน้า ยิ่งไปกว่านั้นอาจมีมูลค่าสูงถึง 175,000 เหรียญสหรัฐในระยะยาว

นอกจากนี้ยังประเมินว่า Ethereum จะอยู่ที่ราว 26,000 ถึง 35,000 เหรียญสหรัฐ

Geoffrey Kendrick ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่าในอนาคต Bitcoin อาจกลายเป็นวิธีการชำระเงินแบบ peer-to-peer ที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารและสำหรับโลกไร้เงินสดในอนาคต พร้อมคาดการณ์ว่าราคาของมันอาจแตะที่ระดับ 100,000 เหรียญสหรัฐในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

ทั้งนี้ ราคาของ Bitcoin ขณะนี้อยู่ที่ราว 46,141.40 เหรียญสหรัฐซึ่งปรับตัวจากระดับ 52,000 เหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ Ethereum ขณะนี้อยู่ที่ราว 3,354 เหรียญสหรัฐ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ประเทศแรกในโลก คิวบาเริ่มฉีดวัคซีนผลิตเองให้เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662702

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.ประเทศแรกในโลก คิวบาเริ่มฉีดวัคซีนผลิตเองให้เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปคิวบาประเดิมฉีดวัคซีนที่ผลิตเองให้เด็ก 2 ขวบ แม้อนามัยโลกยังไม่รับรอง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าคิวบาเป็นประเทศแรกของโลกที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยใช้วัคซีนที่ผลิตเองในประเทศ แม้ว่ายังไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

ทางการคิวบามีเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้กับเด็กเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปิดโรงเรียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังจากที่ปิดไปตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยรัฐบาลประกาศว่าจะเปิดโรงเรียนได้อีกครั้งหลังจากที่เด็กทุกคนได้รับวัคซีนแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ วัคซีนที่คิวบาผลิตเอง ได้แก่ Abdala และ Soberana 2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่าวัคซีนทั้งสองยี่ห้อได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันอาการป่วยรุนแรง รวมทั้งต่อสายพันธุ์เดลตาด้วย ซึ่งตั้งเป้าผลิตให้ครอบคลุมสำหรับประชากรทุกคนภายในสิ้นเดือนนี้

โดยทางการคิวบาเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้วัคซีน Abdala และ Soberana ซึ่งมีผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายออกมาว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า 90% แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO)

หลังจากที่ผ่านการทดลองทางคลินิกกับผู้เยาว์แล้วจึงได้อนุมัติให้ใช้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ก่อนที่ล่าสุดจะมีการอนุมัติให้ฉีดในเด็กอายุ 2 ถึง 11 ปี ซึ่งนับว่าเป็นประเทศแรกที่ฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุน้อยเท่านี้

เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศอนุมัติฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป โดยมีบางประเทศอย่างเช่น จีน และชิลี ซึ่งมีแผนใช้วัคซีนกับเด็กอายุน้อยกว่านั้น อยู่ที่ 3 และ 6 ปีตามลำดับ แต่คิวบาเป็นประเทศแรกที่เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ คิวบามีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมกว่า 700,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 5,881 คน

ส่งผลให้ทางการต้องเร่งฉีดวัคซีน โดยขณะนี้มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 11.2 ล้านคนได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม ขณะที่ราว 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

Photo by ADALBERTO ROQUE / AFP

เศรษฐีลูกค้าประจำทิ้งมรดกก้อนโต เปลี่ยนชีวิตพนักงานโรงแรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662692

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 15:38 น.เศรษฐีลูกค้าประจำทิ้งมรดกก้อนโต เปลี่ยนชีวิตพนักงานโรงแรมชีวิตพลิกผันของเด็กยกกระเป๋าตุรกี ได้มรดกก้อนโตจากเศรษฐีพ่อหม้ายชาวอังกฤษ ลูกค้าประจำที่เอ็นดูเขาเหมือนลูกชาย

Dailymail เปิดเผยเรื่องราวของ ชาร์ลส์ จอร์จ คอร์ตนีย์ (Charles George Courtney) เศรษฐีชาวอังกฤษซึ่งเสียชีวิตลงในวัย 87 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เพื่อนสนิทของชาร์ลส์เล่าว่า มิเรียม ภรรยาของชาร์ลส์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเมื่อ 10 ปีก่อน หลังจากที่ทั้งคู่แต่งงานมาได้ 50 ปี โดยไม่เคยมีลูกทั้งที่เขาอยากมีลูกมาก

หลังจากการเสียชีวิตของมิเรียม ชาร์ลส์ก็ใช้ชีวิตไปกับการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยเขามักไปพักที่โรงแรม Korumar Hotel De Luxe ในตุรกีเป็นประจำทุกปี และเป็นเช่นนี้มานานหลายสิบปีแล้ว

ชาร์ลส์มีห้องประจำคือห้อง 401 จนเรียกกันว่าเป็นห้องของชาร์ลส์ และพนักงานโรงแรมทุกคนให้การดูแลเขาเป็นอย่างดีตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน ที่นี่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเขา และพนักงานโรงแรมก็เปรียบเสมือนเป็นครอบครัวของเขาด้วย ทุกคนมักเรียกเขาว่า “godfather” (พ่อทูนหัว)

เพื่อนสนิทของชาร์ลส์ยังเล่าอีกว่าเขาเป็นคนใจดีมาก และทุกครั้งที่ไปโรงแรมเขาก็จะมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พนักงานเสมอ โดยมีพนักงานอยู่คนหนึ่งที่เขาสนิทมากเปรียบเสมือนเป็น “ลูกชาย” ที่เขาไม่เคยมีมาก่อน

พนักงานคนนี้คือทาซคิน ดาสแดน (Taskin Dasdan) พนักงานยกกระเป๋าของโรงแรม ซึ่งสนิทสนมกับชาร์ลส์จนเคยเชิญไปทานข้าวที่บ้านร่วมกับภรรยาและลูกๆ ของเขาด้วย พวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวของกันและกัน

เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ ชาร์ลส์ยังเคยให้เงินเป็นทุนการศึกษาให้กับลูกของทาซคินด้วย ซึ่งเขาซึ้งใจมากไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับอะไรจากชาร์ลส์เลย

ทาซคินเผยว่าเขาทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่นี่มาตั้งแต่ปี 1990 และรู้จักกับชาร์ลส์มาหลายปีแล้ว ซึ่งเขาให้การต้อนรับและดูแลชาร์ลส์อย่างดีเช่นเดียวกับที่บริการแขกคนอื่นๆ พร้อมกล่าวว่าพนักงานที่โรงแรมแห่งนี้จะดูแลเขกเหมือนเป็นคนในครอบครัว ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว

เมื่อชาร์ลส์เสียชีวิตลง ญาติห่างๆ ของเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าพินัยกรรมของชาร์ลส์ประสงค์ที่จะมอบมรดกก้อนโตให้กับทาซคิน และอีกส่วนหนึ่งมอบให้กับพนักงานโรงแรมคนอื่นๆ

ทาซคินและพนักงานโรงแรมทราบเรื่องเมื่อได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ที่อังกฤษว่าชาร์ลส์มอบมรดกให้พวกเขา โดยทาซคินได้เงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว

แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยจำนวนเงินที่ชัดเจน แต่ว่ากันว่ามากพอที่ทาซคินจะสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงาน (บางสื่อระบุว่ากว่า 2 แสนปอนด์ หรือเกือบ 10 ล้านบาท) ขณะที่เพื่อนสนิทของชาร์ลส์ซึ่งเป็นคนช่วยจัดการเอกสารต่างๆ คาดว่าชาร์ลส์น่าจะมีทรัพย์สินอยู่ที่หลายแสนปอนด์

อย่างไรก็ตามทาซคินกล่าวว่าเขารักงานนี้มาก และจะยังคงทำงานต่อไป เพราะมันทำให้เขามีโอกาสพบปะผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก รวมถึงพ่อทูนหัวอย่างชาร์ลส์ด้วย

พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662652

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย ในยุคที่จีนวุ่นวายสับสนจากสงครามกลางเมืองและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น มีปูชนียบุคคลผู้หนึ่งกล้าที่เผชิญหน้าอำนาจการเมืองและฝ่ายบิดเบือนหลักธรรม

พระเถระซวีหยุนเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในยุคที่จีนวุ่นวายสับสน แผ่นดินแตกเป็นเสี่ยง จนถูกเย้ยว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย การเมืองมีแต่เรื่องเลวทราม สังคมเสื่อมโทรมลง ศาสนาถดถอย แต่ท่านไม่ยอมให้พุทธศาสนาต้องสิ้นสูญตระเวนบูรณะวัดทั่วจีนมิให้โรยรา เดินทางปฏิบัติธรรมทั่วแผ่นดินนับหมื่นลี้ ปลอบประโลมปวงชนจากยุคแห่งสงคราม และพิทักษ์พระวินัยมิให้ถูกอลัชชีบ่อนทำลายในยุคคอมมิวนิสต์

ตอนที่คอมมิวนิสต์ครองแผ่นดินใหม่ๆ ได้จัดการประชุมสงฆ์ขึ้นชื่อว่า “สังฆะนำสันติสู่แผ่นดิน” ประชุมกันที่วัดกว่างจี้ กรุงปักกิ่ง มีอลัชชีกลุ่มหนึ่งเป็นพวกฝ่ายซ้าย เสนอให้ลดทอนพระวินัยเพื่อที่ภิกษุสงฆ์จะได้หาเลี้ยงชีพมีเหย้ามีเรือนเหมือนฆราวาส เป็น “พระก้าวหน้า” เหมือนญี่ปุ่น

พระเถระซวีหยุนไม่ยอมเด็ดขาด ท่านคัดค้านถึงที่สุด จนพวกอลัชชีต้องยอมถอย แม้แต่เหมาเจ๋อตงกับโจวเอินไหลก็ต้องยอมคล้อยตามท่าน พุทธศาสนาในจีนจึงรอดพ้นจากความเสื่อมถอยแห่งวินัยเหมือนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาที่หมิ่นเหม่จากภัยการเมือง ท่านยังพยายามที่จะเผยแพร่พระวินัยและบวชสงฆ์ให้ถูกต้องตามวินัยที่สุด จัดการบวชครั้งหนึ่งในยุคซ้ายพิฆาตขวา มีผู้ขอบวชมากมายโดยไม่เกรงกลัวฝ่ายซ้ายแม้สถานการณ์จะอันตรายมาก แต่ท่านก็ยังแอบบวชได้อีกหลายร้อย แม้จะบวชได้ไม่หมดทุกคน ท่านยังสอนว่าให้ปฏิบัติตามศีลในพรหมชาลสูตร ถือว่าได้ “บวชตัวเอง” แล้ว

ธรรมบรรยายเรื่องปลายพระศาสนา

พระเถระซวีหยุนเคยแสดงธรรมบรรยายเรื่อง “ปลายพระศาสนา” เอาไว้ในช่วงหลังจากที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะขอยกบางส่วนมาให้อ่านกัน

“เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสำหรับพุทธศาสนานี้เป็นยุคปลายพระศาสนา (ม่อฝ่าซื่อ) และด้วยเหตุนี้การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องจึงตกอยู่ในอันตรายที่จะสิ้นสูญไปในหมู่ชาวจีน (และผู้คนทั่วโลก) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่ปฏิบัติตามสัทธรรมปฏิรูปมีส่วนโดยตรงต่อการทำลายธรรมที่จริงและธรรมมที่แท้ คำสอนของพระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะสิ้นสูญ”

“พระพุทธธรรมอันเก่าแก่ได้รับความเคารพนับถือมาช้านาน และแม้ในยุคปลายพระศาสนานี้ก็ยังมีความหวังอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุกคามจากความเสื่อมถอยของการปฏิบัติทางพุทธศาสนาโดยทั่วไป ผู้คนไม่เข้าใจธรรมะที่แท้จริงและนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง วัฏฏะของการเกิดและการตาย (และการเกิดใหม่) จะดำเนินต่อไปเนื่องจากความเสื่อมของธรรมและการขาดความเข้าใจที่แท้จริงของพระสูตร ในเวลานี้มีกบรรพชิตบางรูป (ทั้งภิกษุและภิกษุณี) แต่งงานกันและจีวรเป็นเสื้อผ้าสีขาวของฆราวาส นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแม้แต่กับพระสงฆ์ระดับสูงผู้ที่สวมชุดขาวจนแยกกันไม่ออกจากฆราวาส ในขณะที่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติตามธรรม (และจีวรที่เหมาะสมและดำเนินชีวิตตามพระวินัย) ก็ถูกผลักไสให้มีสถานะต้อยต่ำลง”

“เมื่อสองปีก่อนอาตมาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของสมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนซึ่งทุกคนได้สนทนาธรรมกัน ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติธรรมที่ทุจริตของชาวพุทธบางกลุ่มที่ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าจากภายในและทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติที่ผิดเพี้ยน – นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลส่งตัวแทนเข้าร่วม ในการประชุมครั้งนี้ สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวนมากเข้าร่วมและได้รับการสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็น มีการเสนอว่าศีลของพระโพธิสัตว์ตามที่สอนในพรหมชาลสูตร (ฟ่านหว่างจิง) คำปฏิญาณที่มีอยู่ในจตุรภาควินัย (ซื่อเฟินลวื่อ) พิสุทธิศีลของพระฌานาจารย์ไป่จ้าง (ไป่จ้าง ชิงกุย) และศีลวินัยทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดไว้ทั้งหมดควรถูกยกเลิกเพราะมันก่อให้เกิดอันตรายต่อเยาวชนและเป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชายและหญิง”

“นอกจากนี้ยังเสนอว่าควรปฏิรูปคณะสงฆ์ที่อุปสมบทแล้วและไม่สวมจีวรตามประเพณีของภิกษุและภิกษุณีอีกต่อไป เหตุผลสำหรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าการปฏิบัติทางพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของลัทธิอนุรักษ์นิยมศักดินาที่ล้าหลัง และแท้จริงแล้วประเด็นนี้เกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนา มีการเสนอว่างภิกษุและภิกษุณีควรได้รับอนุญาตให้แต่งงานกัน สามารถดื่มสุราและกินเนื้อสัตว์และปราศจากข้อกำหนดทางวินัยใดๆ ทันทีที่อาตมาได้ยินคำเหล่านี้อาตมามีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงทันทีและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเขา อาตมาดูแคลนคำแนะนำเหล่านี้”

“อาตมาแนะนำว่าควรละทิ้งความคิดนี้ ไม่ใช่ละทิ้งจีวรแบบดั้งเดิมของพระภิกษุและภิกษุณีในพระพุทธศาสนา หากภิกษุและภิกษุณีไม่สวมจีวรที่แตกต่างอย่างชัดเจน ก็จะไม่มีทางแยกฆราวาสจากสงฆ์ที่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณ (พระวินัย) รัฐบาลรับฟังคำพูดของอาตมาและเห็นด้วยกับที่อาตมาไม่เห็นด้วยกับเรื่องทั้งหมดนี้ พวกเขาตกลงกันต่อไปว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาและจะปล่อยให้พระวินัย (และข้อบังคับอื่น ๆ) ตามที่มีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ทั้งหมดปฏิบัติตาม ข้อตกลงระหว่างอาตมากับรัฐบาลนี้ป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนา (และคณะบรรพชิต) ในจีนตกอยู่ในสภาพแห่งการทำลายตนเอง แม้ว่าอาตมา – ซวีหยุน – จะเป็นพระชราที่มีความสามารถเพียงเล็กน้อย แต่อาตมาก็จัดการได้โดยการพูดความจริงเพื่อรักษาพระพุทธธรรมและป้องกันการทำลายล้างผ่านการปฏิรูปทางการเมืองที่ไม่จำเป็น

วิถีเคร่งครัดของพระวัดเจินหรู

วัดเจินหรูซื่อ เป็นวัดนิกายฉาน (นิกายเซน) ตั้งอยู่บนเขาหยุนจู มณฑลเจียงซี เคยรุ่งเรืองสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง ต่อมาโรยราลง ทั้งยังถูกทำลายอย่างหนักช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่นครั้นถึงยุคปลดปล่อย ราวปี 2496 – 2497 พระเถระซวีหยุน ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 117 ปีแล้ว เดินทางมาพำนักที่นี่ แล้วเริ่มบูรณะครั้งใหญ่

วัดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการฟื้นฟูพุทธศาสนายุคปลดปล่อย (ก่อนจะชะงักไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) ปัจจุบันก็ยังคงรักษาธรรมเนียมของนิกายฉานยุคก่อนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ชิงฉาน – นิกายฉานสมัยราชวงศ์ชิง) อย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเข้มงวด และถือตามคำสอนของพระเถระซวีหยุน นับเป็นสายธารอมตธรรมท่ามกลางทะเลทรายแห่งวัตถุนิยมโดยแท้

สมัยที่พระเถระซวีหยุนยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะตื่นจากจำวัดตอนตี 2 นั่งวิปัสสนาถึงตี 3 ครึ่ง จากนั้นชำระล้างร่างกาย ใช้น้ำอุ่นกลั้วในปากแล้วบ้วนรดผ้าเช็ดหน้า จากนั้นนำผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตาก่อนแล้วค่อยเช็ดใบหน้า ท่านว่าช่วยรักษาสายตาและทำให้มองเห็นชัด เสร็จแล้วไปทำวัตรเช้า จากนั้นนั่งวิปัสสนาในกุฏิ เมื่อถึงเวลาท่านจะออกมาร่วมฉันเช้า 6 โมงเช้า เริ่มสอนธรรม 2 ชั่วโมง 8 โมงเช้าท่านอ่านจดหมายที่ส่งมานับร้อยฉบับ แล้วตอบฉบับที่เห็นว่าสำคัญ ต้อนรับผู้มาเยือนวันหลายๆ คน เวลาที่เหลือมีกิจการงานให้ทำมาก พอๆ กับการปฏิบัติธรรรม ท่านจะจำวัดตอนเที่ยงคืน แล้วตื่นขึ้นมาหลังจำได้เพียง 2 ชั่วโมง ดังนี้

ทุกวันนี้ วัดเจินหรูซื่อ ก็ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติดังเดิม เริ่มสวดปลุกตีกลองเช้าตอนตี 3.45 ทำวัตรตี 4.15 ฉันเช้า 6.00 เดินจงกรม 7.15 โมง นั่งวิปัสสนา 7.30 โมง จากนั้นทำงานในไร่บ้าง ตัดไม้ฟืนบ้าง เก็บใบชาบ้าง แล้วพัก ถึง 11.30 ฉันเพล 12.15 วิปัสสนาทั้งนั่งและเดิน บ่าย 2.40 ทำวัตรบ่าย แล้วเริ่มทำงานอีก 5.30 โมงเย็น เดินจงกรม 5.45 โมงเย็นนั่งวิปัสสนา ทุ่มครึ่งฉันบะหมี่รองท้อง ราวสองทุ่ม – สามทุ่ม วิปัสสนาทั้งนั่งและเดิน – จะเห็นได้ว่า พระที่นี่ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากทำงานเลี้ยงวัดและปฏิบัติธรรม เป็นวิถีแห่งนิกายฉานอย่างแท้จริง

แต่เดิมนั้นพระในจีนไม่ต้องไม่ต้องปลูกผัก ทำไร่เลี้ยงตัวเอง ออกบิณฑบาตเป็นวัตร แต่ในรัชสมัยของพระเจ้าถังอู่จงเกิดการกวาดล้างพุทธศาสนาครั้งใหญ่ นิกายอื่นๆ ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสาธุชนล้วนแต่พินาศเกือบหมดสิ้่น มีแต่นิกายฉานสายพระเถระไป่จ้างเท่านั้นที่ยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง เพราะท่านเป็นผู้ริเริ่มหลักการพึ่งพาตัวเอง ท่านเองยังกล่าวอมตวาจาไว้ว่า “วันไหนไม่ทำงาน วันนั้นไม่กินอาหาร” พระเถระไป่จ้างยังวางหลักเกณฑ์วัตรปฏิบัติของนิกาย ซึ่งพระเถระซวีหยุน นำมาปรับปรุงใช้ในภายหลังด้วย

พระเถระซวีหยุนแม้มีฐานะสูงส่ง แต่ก็ยังทำงานอย่างแข็งขัน มีครั้งหนึ่งพระหัวหน้าครัวไปตัดฟืนบนเขา แต่รู้สึกว่าหนักเกินแบกจึงทิ้งไว้ 2 ใน 3 นำกลับมาแค่ 1 ท่อน แต่แล้วมีผู้พบว่า พระเถระซวีหยุนแบกกลับลงมาทั้ง 2 ท่อนอย่างน่าอัศจรรย์ทั้งที่ท่านอายุ 100 กว่าปีแล้ว เมื่อพระหนุ่มช่วยกันยกไม้ท่อนหนึ่งไปชั่ง พบว่าเพียงท่อนเดียวยังหนักเกือบ 100 กิโลกรัมเข้าไปแล้ว!

เรื่องราวเหนือโลกของพระเถระ

เรื่องราวอัศจรรย์เกี่ยวกับท่านมีมากมายนัก เกินกว่าจะเล่าได้หมด

ในเวลาท่านเทศนาธรรมที่หนยุนจู พวกอีกาบนเขาจะพากันลงมาฟังธรรมท่านจะมืดฟ้ามัวดินแทบไม่มีทางเดิน เมื่อท่านแสดงธรรมจบแล้ว พวกมันจะบินกลับไปบนเขาหยุนจูตามเดิม มีอยู่ครั้งหนึ่งอากาศร้อนจัดแดดจ้า พวกศิษย์พาท่านขึ้นเสลี่ยงขึ้นเขา ไม่นานมีฝูงอีกามาบินเหนือศีรษะท่านกลุ่มใหญ่จนเป็นเงาบังแสงแดด ทุกครั้งที่วางเสลี่ยงลงพวกมันจะบินไป แต่เมื่อหามเสลี่ยงขึ้นก็จะพากันมาบังแดดให้ท่านอีกอย่างน่าพิศวง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเถระซวีหยุนเดินทางไปพำนักที่วัดหย่งเฉวียน ภูเขากู่ซาน มณฑลฝูเจี้ยน ปีนั้นท่านถ่ายทอดพระวินัย เป็นการสืบทอดพระศาสนาครั้งใหญ่ เกิดเหตุประหลาดขึ้น ต้นปรงคู่ อายุกว่า 1,000 ปี ต้นหนึ่งปลูกโดยหมิ่นอ๋อง ต้นหนึ่งปลูกโดยบูรพาจารย์สมัยถัง กลับมีดอกเบ่งบานขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบ 1,000 ปี น่าอัศจรรย์นัก

หลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ครบปี ท่านได้รับเชิญไปงานบำเพ็ญกุศลให้ดวงวิญญาณผู้วายชนม์จากสงคราม งานจัดขึ้นที่วัดลิ่วหรง ที่เมืองกว่างโจว มีผู้เข้าร่วมถึง 100,000 คน เมื่อพระเถระขึ้นธรรมาสน์ที่วิหารทิศอุดร จู่ๆ ต้นท้อก็ผลิดอกบานโดยพลันทั้งที่อยู่นอกฤดูใบไม้ผลิทั้งๆ ที่เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง

ปี 1934/35 ท่านเคยไปถ่ายทอดพระโพธิสัตว์ศีลที่วัดหนานหัว ที่กว่างตง วัดของบูรพาจารย์ฮุ่ยเหนิง จู่ๆ มีเสือตัวหนึ่งมาที่วิหารเหมือนจะมารับศีลด้วย ผู้คนหวาดกลัวมาก แต่ท่านสอนให้มันรับไตรสรณคมน์ เสือก็นิ่งไม่ได้ทำอันตรายใคร แล้วก็หนีไป

ภูมิธรรมของพระเถระซวีหยุนนั้นผู้คนทั้งแผ่นดินยอมรับ แม้แต่เจียงไคเช็กที่เป็นคริสเตียนก็นับถือท่าน มักส่งจดหมายมาถามเรื่องข้อธรรมทางโลกและแลกเปลี่ยนเรื่องหลักศาสนาคริสต์

ครั้งหนึ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1945 ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดในฤดูหนาว เจียงไคเช็กมาพบท่าน แล้วถามว่าสงครามต่อต้านญี่ปุ่นในแถบนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านมิได้ตอบ แต่หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง พับ 3 ครั้ง แล้วตัด 3 ครา จากนั้นโยนทิ้งไป ปรากฎว่ากระดาษทั้ง 3 แผ่นมีสัญลักษณ์ธงนาซี ญี่ปุ่น และอิตาลี

แม้ท่านไม่ตอบ (ตรงคำถาม) ก็พอทราบว่าหมายถึงอะไร

มรณกรรมและพยากรณ์เหตุวุ่นวายในจีน

ปี 2501 พระเถระซวีหยุนกล่าวว่า อีกไม่นานท่านจะจากไป เมื่อท่านจากไปแล้วแผ่นดินจีนจะตกอยู่ในกลียุคนาน 10 ปี สร้างความทุข์เข็ญเหลือประมาณ (หมายถึงการปฏิวัติวัฒนธรรม) ครั้นถึงปี 2502 ท่านล้มป่วยลง วันที่ 12 ตุลาคม หรือ 1 วันก่อนละสังขาร ท่านสั่งสอนบรรดาศิษย์ว่า

“ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกระท่อมมุงจาก เที่ยวจาริกธุดงค์ หรือจำอยู่ในวัดวาอาราม จงรักษากาสายะนี้ไว้เป็นธงชัยแห่งศรัทธา ถามว่าจะรักษาพระธรรมวินัยไว้อย่างไร? ก็ด้วยเพียงหนึ่งเท่านั้น คือ “ศีล” รักษาธรรมด้วยพระวินัย”

จากนั้นท่านพนมมือบอกให้บรรดาศิษย์รักษาเนื้อรักษาตัว แล้วศิษย์ออกจากห้องไป ครั้นถึงเวลาบ่ายกว่าๆ ของวันที่ 13 ตุลาคม 2502 ศิษย์เข้าไปในกุฏิท่าน จึงพบว่า พระเถระซวีหยุน มรณภาพแล้ว ที่วัดเจินหรูซื่อ สิริอายุได้ 119 ปี

โดย กรกิจ ดิษฐาน

สัญญาณอันตรายอสังหาจีน Evergrande ถูกดาวน์เกรดรัวๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662664

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 12:25 น.สัญญาณอันตรายอสังหาจีน Evergrande ถูกดาวน์เกรดรัวๆ Evergrande ผู้พัฒนาอลังหาริมทรัพย์ในจีนประสบปัญหาดาวน์เกรดครั้งที่ 2 ใน 2 วัน

“เหิงต้า” หรือ เอเวอร์แกรนด์ (Evergrande) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนถูกปรับลดจัดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งที่ 2 ในเวลาเพียง 2 วัน ทำให้เกิดความกลัวว่าบริษัทที่เป็นหนี้มากที่สุดในโลกจะผิดนัดชำระหนี้ และส่งหุ้นของบริษัทร่วงต่ำกว่าราคาจดทะเบียนเมื่อ 12 ปีที่แล้ว

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงแห่งนี้มีหนี้สินรวมมากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากหลายปีที่มีการกู้ยืมเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างรวดเร็วและการเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์จำนวนหนึ่ง ตลอดจนสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงทีมฟุตบอลจีน

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาในการชำระหนี้ และการปราบปรามภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรัฐบาลจีนทำให้การหาเงินทำได้ยากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัทจะล้มละลาย

นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจอันดับสองของโลกในฐานะบริษัท ซึ่งอ้างว่าจ้างพนักงาน 200,000 คนและสร้างงานทางอ้อม 3.8 ล้านตำแหน่งในจีน เนื่องจากจะทำให้บริษัทหลายร้อยแห่งไม่มีเงินไปด้วย

ความกังวลเหล่านั้นก็เพิ่มขึ้นในวันพุธ เมื่อ Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเป็น CC ซึ่งสะท้อนถึงทัศนะของบริษัทว่า “มีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้”

“เราเชื่อว่าความเสี่ยงด้านเครดิตอยู่ในระดับสูงเนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัว ยอดขายตามสัญญาที่ลดลง แรงกดดันในการแก้ไขการชำระเงินล่าช้าให้กับซัพพลายเออร์และผู้รับเหมา และความคืบหน้าในการกำจัดสินทรัพย์ที่จำกัด” Fitch Ratings กล่าวเสริมในแถลงการณ์

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจาก Moody’s ลดอันดับเครดิตลง โดยระบุว่า “มีแนวโน้มว่าจะอยู่ในหรือใกล้จะผิดนัด” ขณะที่ Goldman Sachs ได้ตัดหุ้นจากเป็นกลางเพื่อขาย

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทร่วงลงมากกว่า 3% สู่ระดับต่ำสุดที่ 3.46 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปที่ 3.50 ดอลลาร์ฮ่องกง ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อยจากการหยุดพัก หุ้นของบริษัทได้ทรุดตัวลงประมาณ 75% ในปีนี้เพียงปีเดียว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มบริษัทกล่าวว่าหนี้สินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.97 ล้านล้านหยวน (305,000 ล้านดอลลาร์) และเตือนถึงความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

นักวิเคราะห์เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้บริษัท Evergrande จนมุม แต่จะผลักดันให้บริษัทนี้ลดหนี้และกดดันให้ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้

บริษัท Evergrande ได้ดำเนินการขายสินทรัพย์ รวมถึงการถอนหุ้นออกจากการถือครอง เช่น ธุรกิจอินเทอร์เน็ตที่จดทะเบียนในฮ่องกง ธนาคารระดับภูมิภาค และบริษัทอสังหาริมทรัพย์บนบก ในขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า กำลังคร่ำครวญการขายสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงและที่ดินผืนใหญ่ในเมืองที่ขาดทุน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าแผนของพวกเขาที่จะดำเนินกับบริษัท Evergrande คืออะไร

REUTERS/Bobby Yip

นายกฯ แคนาดาถูกขว้างหินใส่เหตุไม่พอใจการจัดการโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662661

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 12:15 น.นายกฯ แคนาดาถูกขว้างหินใส่เหตุไม่พอใจการจัดการโควิดผู้นำแคนาดาถูกคนที่ไม่พอใจแนวทางแก้ปัญหา Covid-19 ขว้างก้อนหินใส่ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา ถูกผู้ประท้วงที่ไม่พอใจแนวทางการแก้ปัญหา Covid-19 และนโยบายบังคับฉีดวัคซีนขว้างปาก้อนหินใส่ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้

ภาพเหตุการณ์ในเมืองลอนดอนในรัฐออนแทริโอที่ปรากฏบนทีวีแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ทรูโดเสร็จจากการหาเสียงและกำลังเดินกลับไปขึ้นรถบัส บุคคลที่อยู่ในกลุ่มคนขว้างปาขว้างปาวัตถุที่ดูเหมือนจะเป็นก้อนกรวดหลายก้อนใส่ทรูโด

มีรายงานว่าก้อนกรวดดังกล่าวถูกทรูโด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และนักข่าวจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาผู้นำแคนาดาเผยขณะอยู่บนเครื่องบินว่า ก้อนกรวดอาจจะถูกไหล่และเคยถูกข้างปาเมล็ดฟักทองใส่มาแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ช่วงนี้ ทรูโดต้องเผชิญกับการประท้วงที่เจ้าตัวเรียกว่า “ม็อบต้านวัคซีน” ซึ่งไม่พอใจการแก้ปัญหาการระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายบังคับฉีดวัคซีนและมาตรการสกัดการแพร่ระบาดอื่นๆ หลายครั้ง โดยบางครั้งกลุ่มผู้ประท้วงพากันตะโกนข้อความเชิงเหยียดเชื้อชาติใส่ขบวนของเขาหลายครั้ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรูโดต้องยกเลิกการลงพื้นที่หาเสียงเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังจากมีผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งตามไปประท้วงระหว่างปราศรัย

ทรูโดเผยหลังยกเลิกการลงพื้นที่ว่า “ใช่ มีคนกลุ่มเล็กๆ ในประเทศนี้ที่โกรธ ที่ไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ที่แสดงออกด้วยการโจมตีด้วยถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติ คำพูดเกลียดชังผู้หญิง”

ทรูโรกล่าวต่อว่า “แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวแคนาดา คนส่วนใหญ่ของแคนาดา และผมจะไม่ยอมให้เสียงเหล่านั้น กลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้น ผมไม่อยากเรียกพวกเขาว่าผู้ประท้วง ม็อบต้านวัคซีนเหล่านั้น มาบงการว่าประเทศนี้จะก้าวผ่านการระบาดนี้อย่างไร”

Photo by Stephanie LECOCQ / POOL / AFP

ญี่ปุ่นเจอผู้เสียชีวิตอีกราย หลังฉีด Moderna ล็อตที่ถูกระงับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662656

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 11:57 น.ญี่ปุ่นเจอผู้เสียชีวิตอีกราย หลังฉีด Moderna ล็อตที่ถูกระงับขณะนี้มีผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนล็อตดังกล่าวรวมแล้ว 3 ราย แต่ยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือสารปนเปื้อนหรือไม่

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (6 ก.ย.) ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่ง ที่เสียชีวิตลงหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna ในล็อตที่ถูกระงับไปเนื่องจากวัคซีนจำนวนหนึ่งพบสารปนเปื้อน

ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 49 ปี ซึ่งได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ส.ค. และเสียชีวิตในวันต่อมา โดยเบื้องต้นทราบว่าเขามีโรคประจำตัวเพียงอย่างเดียวคือแพ้บัควีท

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีน Moderna ในล็อตที่ถูกระงับใช้รวมแล้ว 3 ราย โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย อายุ 30 ปีและ 38 ปี เสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากได้รับวัคซีนล็อตดังกล่าว ซึ่งทั้งคู่ไม่มีโรคประจำตัว

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ระงับวัคซีน 3 ล็อต ได้แก่ 3004667, 3004734 และ 3004956 ซึ่งคิดเป็นจำนวน 1.62 ล้านโดส หลังพบสิ่งปนเปื้อนขนาดเล็กในวัคซีนบางขวดที่ส่งไปยังศูนย์ฉีดวัคซีนกว่า 900 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฉีดให้ประชาชนไปแล้วมากกว่า 500,000 โดส วัคซีนทั้งหมดที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกันจึงถูกระงับไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ภายหลังบริษัทผู้ผลิตวัคซีน Moderna ชี้แจงว่าสารปนเปื้อนที่พบในวัคซีนคืออนุภาคเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของโลหะในกระบวนการผลิตที่มีการติดตั้งอย่างไม่ถูกต้อง พร้อมงยืนยันว่าวัตถุดังกล่าวมีความความเสี่ยงน้อยที่จะก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากเป็นอนุภาคขนาดเล็ก และ stainless steel ถูกใช้ในลิ้นหัวใจเทียม ข้อต่อเทียม และโลหะเย็บแผลอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าจะไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

ด้านบริษัท Takeda Pharmaceutical ผู้จัดจำหน่ายวัคซีน Moderna ในญี่ปุ่นตัดสินใจเรียกคืนวัคซีนทั้ง 3 ล็อตดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายมีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือสารปนเปื้อนในวัคซีนหรือไม่ ตลอดจนไม่มีการยินยันว่าทั้ง 3 รายได้รับวัคซีนจากขวดที่มีสารปนเปื้อน โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งสืบหาสาเหตุการเสียชีวิตและจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบต่อไป

Photo by Joseph Prezioso / AFP

คุก 5 ปี หนุ่มเวียดนามหนีกักตัว แพร่โควิดทำคนอื่นตาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662648

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 11:15 น.คุก 5 ปี หนุ่มเวียดนามหนีกักตัว แพร่โควิดทำคนอื่นตายเวียดนามสั่งจำคุก 5 ปี หนุ่มหนีกักตัว แพร่เชื้อสู่คนอื่นจนเสียชีวิต

Reuters อ้างรายงานจากสำนักข่าว VNA ของเวียดนามว่า เวียดนามสั่งจำคุกนาย เล วัน ตรี (Le Van Tri) วัย 28 ปี เป็นเวลา 5 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานแพร่โรคติดเชื้อันตราย สืบเนื่องจากการละเมิดมาตรการกักตัว เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อจากเขาอย่างน้อย 8 คน และหนึ่งในนี้เสียชีวิต

รายงานระบุว่านายตรีเดินทางจากโฮจิมินห์ซิตี้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 ในเวียดนาม ไปยังก่าเมา จังหวัดทางตอนใต้ของประเทศ และละเมิดมาตรการกักตัว 21 วันที่ทางการกำหนด ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากเขาอย่างน้อย 8 คน และ 1 คนเสียชีวิตหลังรักษาตัวนาน 1 เดือน

ทั้งนี้ ก่าเมามีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 191 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่นครโฮจิมินห์มีรายงานผู้ติดเชื้อเกือบ 260,000 คน และผู้เสียชีวิต 10,685 คน

ขณะที่เวียดนามกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เข้มงวด อาทิ มาตรการกักตัว การจำกัดพรมแดน การตรวจเชิงรุก และมาตรการล็อกดาวน์กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์

โดยก่อนหน้านี้เวียดนามเคยสั่งจำคุกบุคคลอีก 2 ราย เป็นเวลา 18 เดือน และ 2 ปี ในข้อหาเดียวกัน

ขณะนี้ เวียดนามมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ประมาณ 5.37 แสนคน และเสียชีวิต 13,385 คน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

Photo by Nhac NGUYEN / AFP