วิจัยเผย Sinovac เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้านเดลตา 2.5 เท่า #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662521

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.วิจัยเผย Sinovac เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้านเดลตา 2.5 เท่าการศึกษาล่าสุดจากจีนชี้ฉีด Sinovac เข็ม 3 ช่วยกระตุ้นแอนติบอดีต่อเชื้อเดลตาได้ 2.5 เท่าของเข็ม 2

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างถึงผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยฟูตัน เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัท Sinovac และสถาบันอื่นๆ ในประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเมื่อมีการฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3

ทีมวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างจากผู้เข้าร่วม 66 คนและอาสาสมัคร 38 คนที่ได้รับวัคซีน 2 หรือ 3 โดส พบว่าเมื่อฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน ไม่พบการทำงานของแอนติบอดีที่จะสามารถต้านทานโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

แต่หากกระตุ้นด้วยการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 พบว่าสามารถเพิ่มแอนติบอดีต่อเชื้อเดลตาได้ถึง 2.5 เท่า หลังฉีดเข็มที่ 3 ไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับระดับแอนติบอดีที่พบหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 4 สัปดาห์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าระดับแอนติบอดีที่เพิ่มขึ้นนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อต้านไวรัส หรือช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยอาการหนักหรือเสียชีวิตได้หรือไม่

โดยก่อนหน้านี้ทางผู้ผลิตวัคซีนยังไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ผลการศึกษาเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งมีศักยภาพในการแพร่ระบาดสูงอันเป็นที่น่าวิตกกังวลของทั่วโลก เนื่องจากส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แม้ในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

โดยหลายประเทศที่พึ่งพาวัคซีน Sinovac เป็นหลักเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนอื่นๆ ที่พัฒนาโดยชาติตะวันตกเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) วางแผนที่จะส่งมอบวัคซีน Sinovac และ Sinopharm ประมาณ 100 ล้านโดสไปยังแอฟริกาและเอเชียภายในสิ้นเดือนนี้ โดยเป็นการส่งมอบวัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนครั้งแรกผ่านโครงการ COVAX

ขณะที่บางประเทศปฏิเสธรับวัคซีนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าวัคซีนขาดข้อมูลด้านประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

รัฐบาลเงาเมียนมางัดกลยุทธ์ใหม่ต้านรัฐบาลทหาร #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662520

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.รัฐบาลเงาเมียนมางัดกลยุทธ์ใหม่ต้านรัฐบาลทหารรัฐบาลเงาเมียนมาเปิดยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาลทหาร

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) หรือรัฐบาลเงา ที่ก่อตั้งโดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเผยยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกดดันรัฐบาลทหาร รวมทั้งการดำเนินการผ่านกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังชนกลุ่มน้อย และการเรียกร้องให้บรรดาข้าราชการลาออก

ดูหว่า ละชิ ละ (Duwa Lashi La) รักษาการณ์ประธานาธิบดีรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมาเผยระหว่างกล่าวสรุปยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่า รัฐบาลเงาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่กำลังลี้ภัยหรือหลบซ่อนตัวได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

“ทั้งโลกรู้ดีว่ากองทัพก่ออาชญากรรมสงครามอย่างไร้มนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราจะเปิดสงครามป้องกันตัวเองของประชาชนต่อรัฐบาลทหาร” ดูหว่า ละชิ ละกล่าว

ดูหว่า ละชิ ละกล่าวอีกว่า “เราต้องเริ่มลุกฮือในทุกหมู่บ้าน เมือง นครทั้งประเทศพร้อมๆ กัน”

ภาพ: Facebook National Unity Government of Myanmar

Ota Benga มนุษย์ที่ถูกจับมาแสดงใน “สวนสัตว์มนุษย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662498

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 20:11 น.Ota Benga มนุษย์ที่ถูกจับมาแสดงใน "สวนสัตว์มนุษย์"ครั้งหนึ่งซึ่งคนขาวจับคนดำมาทำเป็นสิ่งจัดแสดงในสวนสัตว์ มันเริ่มต้นอย่างขมขื่นและจบลงอย่างเจ็บปวด

โอตา เบงกา (Ota Benga ) เคยมีชีวิตที่เรียบง่าย เขาเป็นสมาชิกของชนเผ่ามบูติ (Mbuti) ในป่าเส้นศูนย์สูตรใกล้แม่น้ำคาไซ ในรัฐอิสระคองโกในขณะนั้น

แต่วันหนึ่งเผ่าของเขาถูกโจมตีโดย Force Publique ซึ่งก่อตั้งโดยกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 แห่งเบลเยียมและกองทหารอาสาสมัครเพื่อควบคุมชาวพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นแรงงานอย่างเอารัดเอาเปรียบเพื่ออุตสาหกรรมยางพาราในคองโก และเงินนั้นก็เข้ากระเป๋าของกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 หนึ่งในผู้ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นผู้มีส่วนกับการเข่นฆ่าและขูดรีดแอฟริกาอย่างเลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง

ภรรยาของเบงกาและลูกสองคนถูกฆ่าตาย เขารอดชีวิตมาได้เพราะเขาออกไปเดินทางล่าสัตว์ขณะที่Force Publique โจมตีหมู่บ้านของเขา แต่ภายหลังเขาถูกจับโดยพ่อค้าทาสจนได้

ในปี ค.ศ. 1904 นักธุรกิจและนักสำรวจชาวอเมริกัน ซามูเอล ฟิลลิปส์ เวอร์เนอร์ เดินทางไปแอฟริกา เขาทำสัญญากับผู้จัดงานนิทรรศการนานาชาติแห่งเซนต์หลุยส์ (St. Louis World Fair) เพื่อจับและนำคนแคระปิกมีกลับคืนมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ เวอร์เนอค้นพบเบงกาขณะเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวปิกมีที่ชื่อบัตวา เขาซื้อเบงกาจากพ่อค้าทาสด้วยเกลือหนึ่งปอนด์และผ้าหนึ่งม้วน แม้จะเป็นการค้าทาสเห็นๆ และเป็นสนนราคาที่ต่ำเหลือเชื่อ แต่เวอร์เนอร์ยังบอกว่าเขาได้ช่วยชีวิตเบงก้าจากมนุษย์กินคน

Photograph of Ota Benga at the St. Louis World’s Fair in 1904

ก่อนจะเดินทางถึงหมู่บ้านบัตวา ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันหลายสัปดาห์จนคุ้นเคยกัน เมื่อถึงหมู่บ้านบัตวา ชาวบ้านแสดงอาการรังเกียจ “มูซังกู” (ชายผิวขาว”) จนเวอร์เนอร์ไม่สามารถจ้างชาวบ้านคนใดให้เข้าร่วมกับเขาเพื่อเดินทางไปสหรัฐอเมริกาได้ จนกระทั่งเบงกากล่าวว่ามูซังกูช่วยชีวิตเขาไว้ และพูดถึงความสัมพันธ์ดีที่ะรหว่างกัน ชาวบ้านจึงคลายใจลง และมีชาย 4 คนตัดสินใจไปกับพวกเขาในที่สุด เวอร์เนอร์ยังคัดเลือกชาวแอฟริกันคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวปิกมีด้วย เป็นชาย 5 คนจากบาคูบา รวมทั้งลูกชายของกษัตริย์นดอมเบ ผู้ปกครองของบาคูบา เป็นต้น ทั้งหมดจะเดินทางไปเพื่อเป็น “สิ่งจัดแสง” ในงานเวิลด์แฟร์ที่เซนต์หลุยส์

การจัดแสดงมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นแบบนี้ถูกเรียกว่า “สวนสัตว์มนุษย์” (Human zoo) นิยมทำกันในโลกตะวันตกก่อนที่จะตระหนักกันเรื่องสิทธิมนุษยชาติ

ชาวแอฟริกันกลุ่มนี้ถูกพาไปที่เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ในปลายเดือนมิถุนายน 1904 โดยไม่มีเวอร์เนอร์ เนื่องจากเขาป่วยด้วยโรคมาลาเรีย ตอนนั้นมีอีกง่นหนึ่งคือนิทรรศการจัดซื้อของรัฐลุยเซียนา (The Louisiana Purchase Exposition) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และชาวแอฟริกันก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในทันที เบงกาได้รับความนิยมเป็นพิเศษ และชื่อของเขาได้รับการรายงานจากสื่อต่างๆ เขามีบุคลิกที่เป็นมิตร และผู้มาเยี่ยมก็อยากเห็นฟันของเขาที่ถูดตะไบจนแหลมคมตอนที่ยังเยาว์วัยเพื่อเป็นการประดับประดาเชิงพิธีกรรมอย่างหนึ่ง

Title: “Cannibal.” (Ota Benga, Pygmy. Part of Department of Anthropology at the 1904 World’s Fair).

เมื่อกลายเป็น “สิ่งของจัดแสดง” ท่ามกลางสายตาของอเมริกัน ชาวแอฟริกันที่เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการเรียนรู้ที่จะเรียกเก็บเงินสำหรับภาพถ่ายและการแสดง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งยกย่องเบงกาว่าเป็น “มนุษย์กินคนแอฟริกันแท้เพียงคนเดียวในอเมริกา” และอ้างว่า “[ฟันของเขา] คุ้มกับเงิน 5 เซ็นต์ที่เขาเรียกเก็บสำหรับการแสดงให้ผู้มาเยือนดู”

เมื่อเวอร์เนอร์มาถึงในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาตระหนักว่าชาวแอฟริกันที่เขามาพามีสภาพเป็นนักโทษมากกว่านักแสดง เมื่อจะมีการนำเสนอคนเหล่านี้ในฐานะนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ก็ล้มเลิกไปเช่นกัน จนกระทั่งพวกเขาถูกจับให้แสดงการรบกับชนเผ่าอื่นๆ คือพวกอินเดียนแดงที่ถูกนำมาจัดแสดงเช่นกัน กลายเป็นการจัดแสดงความ “ป่าเถื่อน” ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นและสนองทัศนะคติที่คิดว่า “คนชนเผ่า” ต้องเป็นคนป่าเถื่อนของคนผิวขาวชาวอเมริกัน

หลังจากนั้น เบงกาเดินทางไปกับเวอร์เนอร์เมื่อเขาส่งชาวแอฟริกันคนอื่นๆ กลับคองโก เขาอาศัยอยู่ท่ามที่หมู่บ้านบัตวาชั่วครู่ในขณะที่ยังคงติดตามเวอร์เนอร์ในการผจญภัยในแอฟริกาของเขา เบงกาเขาแต่งงานกับผู้หญิงชาวบัตวา แต่เขาก็ลงหลักปักฐานไม่ได้อีก เพราะภรรยาเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะถูกงูกัด เบงการู้สึกผิดที่ผิดทางเมื่อยู่ที่บัตวา เขาจึงตัดสินใจกลับมายังสหรัฐพร้อมกับเวอร์เนอร์

Four Pygmies posing with spears. Ota Benga on right. (Taken during the 1904 World’s Fair)

เวอร์เนอร์พา เบงกาไปที่สวนสัตว์บรองซ์ (Bronx Zoo) ที่นิวยอร์ก ในปี 1906 ผู้อำนวยการสวนสัตว์เริ่มจัดแจงให้เบงกาทำงานดูแลกรงขังสัตว์ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการฯ เห็นว่าผู้คนให้ความสนใจเบงกามากกว่าสัตว์ในสวนสัตว์ และในที่สุดเขาก็จัดนิทรรศการเพื่อจัดแสดงเบงกาเสียเลยที่สวนสัตว์ เบงกาได้รับอนุญาตให้เดินเตร่ในพื้นที่ แต่ไม่มีบันทึกว่าเขาเคยได้รับค่าจ้างในการทำงานเป็น “ตัวจัดแสดง” ของสวนสัตว์

เพราะเบงกาสนิทสนมกับลิงอุรังอุตังตัวหนึ่งชื่อ Dohong ทำให้มีการจัดแสดงเขาร่วมกันลิงไปพร้อมๆ กันซึ่งหมายความว่าเขาต้องอยู่ในกรงสัตว์ร่วมกับลิง ยิ่งทำให้สภาพของเขาน่าเวนาขึ้นไปอีก ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้คือ เมดิสัน แกรนท์ เลขาธิการสมาคมสัตววิทยาแห่งนิวยอร์ก ผู้กล่อมให้สวนสัตว์นำเบงกามาจัดแสดงร่วมกับลิงที่สวนสัตว์บรองซ์ (ต่อมา แกรนท์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะนัก “มานุษยวิทยาทางเชื้อชาติ” และ “สุพันธุศาสตร์” ซึ่งทั้งสองเป็นแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เชื่อว่าคนเชื้อชาติหนึ่งเหนือกว่าชาติอื่น)

ผู้อำนวยการสวนสัตว์ นำเบงกาไว้ในกรงที่มีลิงชิมแปนซี และยังมีลิงอุรังอุตังชื่อ Dohong และนกแก้วอีกตัว และตั้งชื่อเขาว่า The Missing Link (ความเชื่อมโยงที่ขาดหายไป) ซึ่งบ่งบอกว่าในแง่ของวิวัฒนาการแล้ว ชาวแอฟริกันอย่างเบงกานั้นใกล้ชิดกับลิงมากกว่าชาวยุโรป (ซึ่งถือเป็นการเหยียดและทุกวันนี้ก็ยังมีการเหยียดคนแอฟริกันเป็นลิงในหมู่คนบางกลุ่มในบางประเทศก) มีรายงานว่าประชาชนแห่กันไปชมกันล้นหลาม

1906 photograph of Ota Benga, described as being taken at Bronx Zoo. Author unknown.

การนำคนแอฟริกันมาร่วมกรงขังสัตว์และยังจัดแสดงเป็นเหมือนสิ่งของหรือสัตว์ทำให้คนแอฟริกัน-อเมริกันรู้สึกหดหู่ใจมาก นักสอนศาสนาชาวผิวดำที่ชื่อ สาธุคุณ เจมส์ เอช. กอร์ดอน บอกว่า “เราคิดว่าเผ่าพันธุ์ของเรามีความหดหู่มากพอแล้ว โดยไม่ต้องเอาคนของเราไปแสดงร่วมกับลิง … เราคิดว่าเราคู่ควรกับการถูกมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ”

หลังกลายเป็นกรณีโต้เถียงกัน เบงกาจึงได้รับอนุญาตให้ออกจากกรุงและเดินเตร่บริเวณสวนสัตว์ได้ แต่เพราะผู้คนที่มาสวนสัตว์ยังมองเขาเป็น “สัตว์” และยุแหย่เขาทำเขาตอบโต้ทีเล่นทีจริงบ้างและบ้างครั้งค่อนข้างรุนแรง

ในที่สุดสวนสัตว์ก็นำเบงกาออกไป เวอร์เนอร์ไม่ประสบความสำเร็จในการหางานใหม่ๆ แต่ทั้งเบงกาและเวอร์เนอร์ตกลงกันว่าเบงกาควรจะอยู่ในสหรัฐต่อไป แต่ในเวลาต่อมาเบงกาได้ไปอยู่ในความดูแลของสาธุคุณกอร์ดอน ซึ่งหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้เขาและจัดการครอบฟันที่แหลมคมของเขาเสียให้ดูเป็นปกติเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม

เบงกาทำงานในโรงงานยาสูบและเริ่มคิดที่จะกลับแอฟริกาบ้านเกิด แต่ในปี ค.ศ. 1914 เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น การกลับมายังคองโกจึงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากการจราจรทางเรือสิ้นสุดลง เบงการู้สึกหดหู่เมื่อความหวังที่จะกลับไปบ้านเกิดของเขาเลือนรางลง

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1916 เขาก็ก่อไฟพิธีตามธรรมเนียมชนเผ่า แล้วดึงเอาที่ครอบฟันสัญลักษณ์ของ “อารยธรรมตะวันตก” ออกไป

แล้วยิงตัวเองเข้าที่หัวใจด้วยปืนพกที่ยืมมา จบชีวิตลงเมื่ออายุได้ 32 หรืออาจจะ 33 ปี 

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ไฟฟ้าถูกสุดๆ การขุดคริปโตจึงเป็นความหวังทำเงินของชาวเวเนซุเอลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662482

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ไฟฟ้าถูกสุดๆ การขุดคริปโตจึงเป็นความหวังทำเงินของชาวเวเนซุเอลาธุรกิจขุด Bitcoin ความหวังทำเงินง่ายๆ ในเวเนซุเอลา เหมืองแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลาจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ได้เงินเดือนละ 10,000 ดอลลาร์

เอเอฟพีรายงานว่าธุรกิจขุดคริปโตเคอร์เรนซีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ค่าไฟก็เป็นอุปสรรคสำหรับนักขุดในหลายประเทศเช่นกัน

แต่ค่าไฟฟ้าที่ราคาถูกในเวเนซุเอลาทำให้บรรดานักขุดสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย

Doctorminer คือเหมืองคริปโตแห่งหนึ่งทางตะวันออกของการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ที่นี่มีคอมพิวเตอร์เกือบ 80 เครื่อง มูลค่าประมาณ 400เหรียญสหรัฐต่อเครื่อง พร้อมกับพัดลมขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนอีก 4 เครื่อง

ซึ่งสามารถสร้างรายได้จาก Bitcoin ได้ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ (324,500 บาท) ต่อเดือน โดยจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐ (324.50 บาท) ต่อเดือน

Theodoro Toukoumidis ซีอีโอของ Doctorminer กล่าวว่า “เราได้ค้นพบวิธีการสร้างรายได้อย่างง่ายดาย ด้วยการเปลี่ยนพลังงานให้เป็นเงิน”

Toukoumidis เผยว่าเขาขายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์สำหรับขุดคริปโต โดยเริ่มเปิดเหมืองขุดที่ห้องอาหารในบ้านของเขาเมื่อปี 2016 ก่อนที่จะขยับขยายมาเรื่อยๆ จนสามารถสร้างเงินแสนต่อเดือนได้ในทุกวันนี้

Pedro เป็นนักขุดคริปโตอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทำเหมืองคริปโตในเวเนซุเอลา ซึ่งเขาเผยว่าเขาเริ่มขุดคริปโตในปี 2017 โดยใช้เงินลงทุนไป 800 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 25,952 บาท

ซึ่งเขาสามารถคืนทุนภายในเวลา 3 เดือน และจนถึงปัจจุบันนี้เขาทำเงินไปได้แล้วประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 649,030 บาท)

เอเอฟพีระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2020 มีอัตราเงินเฟ้อเกือบ 3,000 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้หลายคนหันไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาอนุญาตให้ขุดคริปโตเคอร์เรนซีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี National Cryptocurrency Superintendency (SUNACRIP) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านคริปโตโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องมีการควบคุมการใช้ไฟฟ้า ตลอดจนเฝ้าระวังเหมืองขุดที่ไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการปราบปรามและยึดอุปกรณ์ทำเหมืองไปได้กว่า 140 ชิ้น

ขณะเดียวกัน CriptoNoticias เว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอร์เรนซีเผยว่านักขุดในเวเนซุเอลาจำนวนมากถูกจับเพราะไม่มีเอกสาร

Photo by Federico PARRA / AFP

อลังการงานสร้าง อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำยาวสุดในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662480

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 17:06 น.อลังการงานสร้าง อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำยาวสุดในจีนเสร็จสิ้น! โครงสร้างหลัก ‘อุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำ’ ยาวสุดในจีน

อู๋ซี, 6 ก.ย. (ซินหัว) — การก่อสร้างโครงสร้างหลักของอุโมงค์ลอดใต้ทะเลสาบไท่หู ส่วนหนานเฉวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายฉางโจว-อู๋ซี ในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.ย.)

อุโมงค์ไท่หู ความกว้าง 43.6 เมตร และความยาว 10.8 กิโลเมตร ถือเป็นอุโมงค์ทางหลวงใต้น้ำสายยาวที่สุดในจีน ตั้งอยู่ใต้ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของจีน ส่วนทางหลวงสายฉางโจว-อู๋ซี มีความยาวรวม 43.9 กิโลเมตร

ภาพและข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จับตา Solana คริปโตที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662471

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 15:56 น. จับตา Solana คริปโตที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ขณะที่คริปโตใหญ่ๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีน้องใหม่ที่มาแรงเหมือนกันและแรงกว่า Dogecoin ซะด้วย

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Bitcoin และ Ethereum กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีคริปโตเคอร์เรนซี่มแรงที่ก้าวเข้ามาอยู่ในท็อป 10 เหนือคริปโตตัวดังตัวอื่น นั่นคือ Solana โดยมันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ทำราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 12.6% ในช่วง 24 ชั่วโมง และเป็นการทำลายสถิติซื้อขายไปเรียบร้อย

Motley Fool รายงานว่า Solana มีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 276.5% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และเฉพาะสัปดาห์เดียวมันพุ่งขึ้นมาถึง 70% ผลักดันมูลค่าตลาดของ Solana ให้อยู่ที่ประมาณ 41.200 ล้านดอลลาร์ และเมื่อเร็วๆ นี้มันยังแซงหน้า Dogecoin ให้กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ตามมูลค่าราคาตลาด และบางคนยังเชื่อว่าตอนนี้มันเป็นคู่แข่งของ Ethereum ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม กูรูบางคนชี้ว่าความแรงของมันมาพร้อมกับความเสี่ยงของการเพิ่มขึ้นของราคาสูงเกินไป เสี่ยงที่จะเกิดการเทขายในเซสชั่นซื้อขายหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ตลาดอิสระที่รู้จักในนามแฝง The Crypto Dog แนะนำให้นักเก็งกำไรปล่อยให้ Solana แรงไปเรื่อยๆ ก่อน และดูว่ามันจะแรงไปถึงไหนด้วยความแข็งแกร่งที่มันมีอยู่ในตอนนี้

Yuriy Mazur หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลที่ CEX.IO บริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี (CEX.IO) บอกกับเว็บไซต์ Cointelegraph โดยคาดการณ์ว่าอัตรา SOL/USD จะสูงกว่า 150 ดอลลาร์ในช่วงซื้อขายต่อไป กล่าวว่าตอนนี้นักลงทุนมองว่า Solana เป็นคู่แข่งระยะยาวกับ Ethereum โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อให้ค่าธรรมเนียมก๊าซ (Gas fee) ที่ต่ำกว่าและความสามารถในการทำราคาที่สูงกว่า

ทั้งนี้ Gas fee หมายถึง การชำระเงินโดยผู้ใช้เพื่อชดเชยพลังงานการคำนวณที่จำเป็นในการประมวลผลและตรวจสอบธุรกรรมบนบล้อคเชนของ Ethereum

เว็บไซต์ยัง Motley Fool รายงานว่า Solana นั้นเร็วกว่า Ethereum โดยประมวลผล 50,000 รายการต่อวินาทีหรือมากกว่านั้น เมื่อเทียบกับอัตรา 15 ถึง 45 TPS ของ Ethereum

Solana ถือกำเนิดขึ้นในปี 2017 โดย อะนาโตลี ยาโคเวนโก (Anatoly Yakovenko) ผู้ก่อตั้งบริษัท และ CoinShares รายงานเมื่อวันจันทร์ที่แล้วว่า Bitcoin สูญเสีย 2.8 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม Ethereum ได้มาเพียง 3.2 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Solana ได้มา 7 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนคริปโต

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศ “กินี” เมื่อทหารยึดอำนาจ แก้รธน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662467

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 15:12 น.เกิดอะไรขึ้นกับประเทศ "กินี" เมื่อทหารยึดอำนาจ แก้รธน.กลุ่มทหารกินีเข้ายึดอำนาจปธน. หลังดำรงตำแหน่งมากว่า 10 ปี ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ

คณะทหารสาธารณรัฐกินีประกาศยุบรัฐบาล ยึดอำนาจจากประธานาธิบดีอัลฟา คอนเดที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2010 และยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พร้อมประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ และปิดพรมแดนทั้งทางบกและทางอากาศอย่างไม่มีกำหนด

หลังจากที่กลุ่มทหารติดอาวุธบุกเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีคอนเด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ทีทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงโกนากรี ส่งผลให้เกิดเหตุยิงปะทะต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่กองกำลังความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมจะเข้าควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าวได้

ภายหลังมีภาพปรากฏว่าประธานาธิบดีคอนเดกำลังอยู่ในการควบคุมของทหาร แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นที่ใด

ขณะที่กลุ่มทหารซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น “คณะกรรมการความปรองดองและพัฒนาแห่งชาติ” ยืนยันว่าประธานาธิบดีคอนเดปลอดภัยดี และสถานการณ์ทุกอย่างจะเรียบร้อย พร้อมเผยว่าสาเหตุของการยึดอำนาจครั้งนี้คือการคอร์รัปชัน การบริหารที่ล้มเหลว ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจน โดยภายหลังจากนี้พวกเขาจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยล่าสุดมีรายงานว่าผู้นำรัฐประหารจะพบกับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเก่าในวันนี้ (6 ก.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจ โดยแหล่งข่าวเผยว่า มามาดี ดูมบัวยา ผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษแห่งกองทัพกินีจะเสนอตัวเองเป็นผู้นำคนใหม่

ด้านสหภาพแอฟริกาเผยว่าจะจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชาชนชาวกินีจำนวนหนึ่งเห็นด้วยและสนับสนุนการยึดอำนาจ แต่นานาชาติได้ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดยกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (ECOWAS) ได้ต่อต้านการกระทำดังกล่าวโดยเรียกว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร พร้อมระบุว่าจะกำหนดมาตรการคว่ำบาตรด้วย

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ออกมาประณามการใช้ความรุนแรงในการยึดอำนาจครั้งนี้ และเรียกร้องให้ปล่อยตัวประธานาธิบดีคอนเด

เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าการใช้ความรุนแรงและการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญจะทำลายโอกาสในด้านสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของกินี นอกจากนี้อาจกำจัดความสามารถของสหรัฐและประเทศพันธมิตรอื่นๆ ในการสนับสนุนกินีด้วย

รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคมของกินีก็ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามการยึดอำนาจครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

Photo by CELLOU BINANI / AFP

ชาวสิงคโปร์ที่ฉีด Sinovac หันพึ่ง Pfizer หลังเจอผลตรวจภูมิ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662450

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 12:40 น.ชาวสิงคโปร์ที่ฉีด Sinovac หันพึ่ง Pfizer หลังเจอผลตรวจภูมิขณะที่กระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าวัคซีน mRNA ป้องกันการติดเชื้อได้ราว 40% เท่านั้นหลังเจอเดลตา แต่กันป่วยหนัก-ตายได้ดี

South China Morning Post รายงานว่าชาวสิงคโปร์มากกว่า 85,000 คนเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อฉีดวัคซีนของ Sinovac และอีกไม่น้อยที่สนใจวัคซีนของ Sinopharm แม้ว่าทางรัฐบาลจะมีบริการวัคซีน Pfizer-BioNTech และ Moderna โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ฉีดวัคซีน Sinovac จำนวนไม่น้อยต้องกลับมาฉีด Pfizer อีกครั้งเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันหลังได้รับผลตรวจแอนติบอดีในเลือด

หนึ่งในนั้นคือ โซห์ (Soh) ชาวสิงคโปร์วัย 43 ปี ที่ตัดสินใจตรวจภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนของ Sinovac เป็นเข็มที่ 2 ไปแล้วเมื่อเดือนก่อน

ผลตรวจพบว่าจำนวนแอนติบอดีของเธออยู่ที่ 140 ซึ่งแพทย์กล่าวว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มจาก Pfizer ประมาณ 10 เท่า

โซห์เผยว่าเธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะได้จ่ายเงินไปประมาณ 20 เหรียญสิงคโปร์สำหรับการฉีด Sinovac 2 เข็ม ขณะที่ Pfizer และ Moderna มีให้ฉีดได้ฟรี

โดยก่อนหน้านี้แพทย์ของเธอแนะนำให้ฉีด Pfizer หรือ Moderna มาแล้วหลายครั้ง แต่เธอตัดสินใจลอง Sinovac ด้วยความอยากรู้ว่าวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเพียงใด เนื่องจากเธอได้อ่านรายงานพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าวัคซีนอื่นๆ

เช่นเดียวกับสามีและน้องสาวของเธอก็ฉีดวัคซีนของ Sinovac เช่นกัน โดยทั้งคู่มีผลตรวจแอนติบอดีอยู่ที่ 400 และ 9 ตามลำดับ

เมื่อทราบผลตรวจภูมิแล้วพวกเขาจึงกลัวว่าจะติดเชื้อจึงตัดสินใจฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เป็น Pfizer และตรวจแอนติบอดีอีกครั้ง โดยของโซห์เพิ่มขึ้นมาเป็น 1,900

ดร.เหลียง โฮ นัม (Leong Hoe Nam) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Rophi Clinic ซึ่งเป็น 1 ใน 31 คลินิกเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการฉีดวัคซีน Sinovac กล่าวว่าภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนของ Sinovac นั้นไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

พร้อมเผยว่ามีหลายคนที่เลือกฉีดวัคซีนวัคซีนของ Sinovac เพราะไว้วางใจวัคซีนเชื้อตายมากกว่าวัคซีนชนิด mRNA ก่อนที่จะตรวจแอนติบอดีและได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจจึงไปฉีด Pfizer เป็นเข็มที่ 3

ดร.เหลียงกล่าวว่า จำนวนแอนติบอดีเหล่านี้บ่งชี้ถึงระดับการป้องกันไวรัส โดยผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer 2 เข็มมักมีระดับแอนติบอดีอยู่ที่ระหว่าง 1,300 ถึง 2,000 ขณะที่ผู้ฉีด Sinovac อยู่ที่ 0 ถึง 40 และส่วนน้อยมีแอนติบอดีแตะระดับ 200 ถึง 300

ทั้งนี้ สิงคโปร์เปิดทางให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac หรือวัคซีนอื่นๆ จากเอกชน สามารถรับวัคซีน Pfizer และ Moderna จากโครงการของรัฐบาลได้

ขณะที่โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนบางแห่งเริ่มให้บริการวัคซีน Sinopharm แล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ระหว่าง 90 ถึง 100 ดอลลาร์สิงคโปร์สำหรับวัคซีน 2 เข็ม

รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าวัคซีน Sinovac มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 อยู่ที่ร้อยละ 51 ขณะที่ Sinopharm อยู่ที่ร้อยละ 79 วัคซีน Pfizer-BioNTech อยู่ที่ร้อยละ 95 และ Moderna อยู่ที่ร้อยละ 94

รายงานอีกฉบับจาก The Straits Times ระบุว่าออง เย กุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์กล่าวว่าวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังใช้อยู่ในประเทศ สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ในอัตราประมาณ 40% เท่านั้น เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม

ขณะที่มีชาวสิงคโปร์ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 80% จากทั้งหมด 5.7 ล้านคน แต่กลับมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเจ็บป่วยอาการหนักและการเสียชีวิตในระดับสูง

รองศาสตราจารย์เคนเนธ มัก (Kenneth Mak) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางการแพทย์ของสิงคโปร์กล่าวว่า แม้จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันติดเชื้อโควิด-19 แต่วัคซีนจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยรุนแรง

โดยในช่วง 28 วันที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อที่ได้รับวัคซีนครบแล้วแต่มีการเจ็บป่วยอาการหนักอยู่ที่เพียงร้อยละ 1.3 ขณะที่ผู้ป่วยหนักที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนอยู่ที่ร้อยละ 9.2

แสดงให้เห็นว่าวัคซีนช่วยลดอัตราการติดเชื้อรุนแรงหรือการเสียชีวิตได้ถึง 7 เท่า และนี่คือประโยชน์ที่ได้รับจากการฉีดวัคซีน

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าข้อมูลนี้ไม่นับรวมผู้ที่ฉีดวัคซีน Sinovac และวัคซีนอื่นๆ ที่นอกเหนือโครงการของรัฐบาล เนื่องจากจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวในสิงคโปร์นั้นมีน้อย และมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสามารถสรุปได้ รวมถึงยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการติดเชื้อในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วเกิดจากผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญจากสิงคโปร์ยืนยันว่าวัคซีนที่ใช้อยู่ในประเทศยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ แต่แอนติบอดีจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

ขณะที่สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังพิจารณาฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชน โดยเริ่มจากผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Photo by Lee Jia Wen / MINISTRY OF COMMUNICATIONS AND INFORMATION / AFP

เทคจีนสะเทือนอีก ผู้ก่อตั้ง JD.com ออกไปคุมเบื้องหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662442

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 11:26 น.เทคจีนสะเทือนอีก ผู้ก่อตั้ง JD.com ออกไปคุมเบื้องหลัง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทเทคของจีนสละเก้าอี้หรือเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานอีกราย ท่มกลางกระแสของการจัดระเบียบภายใจจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์ อ้างประกาศของ JD.com ที่กล่าวในวันจันทร์ว่า ริชาร์ด หลิว (Richard Liu) หรือ หลิวเฉียงตง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะเปลี่ยนโฟกัสไปที่กลยุทธ์ระยะยาวของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซโดยตั้งตำแหน่งใหม่ในฐานะประธานเพื่อดูแลดำเนินการในแต่ละวันของบริษัทแทนที่ตัวเขา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีของจีนอีกหลายรายค่อยๆ ละทิ้งตำแหน่งงานระดับสูง เช่น ที่ Alibaba และ Bytedance แม้ว่าหลิววัย 48 ปีจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารต่อไป

ผู้ที่จะมารับงประธานจะคือ สวีเหลย (Xu Lei) ซึ่งปัจจุบันเป็น CEO ของแผนกที่ใหญ่ที่สุดของ JD ซึ่งมีบทบาทสาธารณะที่โดดเด่นมากขึ้นในบริษัทในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

หลิวซึ่งเริ่มต้นบริษัทที่จะกลายเป็น JD.com ในปี 1998 จะใช้เวลามากขึ้นในการให้คำปรึกษากับผู้บริหารรุ่นเยาว์และมีส่วนสนับสนุนในการฟื้นฟูพื้นที่ชนบท JD กล่าวในแถลงการณ์

“การมองไปสู่อนาคต การออกแบบเชิงกลยุทธ์ระยะยาวที่ถูกต้อง การเติบโตและการพัฒนาของเยาวชนที่มีความสามารถ และการพัฒนาที่แข็งแรงและมีการประสานงานกันของหน่วยธุรกิจต่างๆ จะยังคงเป็นแรงผลักดันสำหรับ JD ในการทำสิ่งที่ยากที่สุดและท้าทายที่สุด แต่สิ่งที่ถูกต้องและมีค่าที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมนี้ “หลิวกล่าวในแถลงการณ์

หลิว เป็นเจ้าของอำนาจในการออกเสียงของ JD เกือบ 80% ตามรายงานประจำปี 2020 และนักลงทุนบางรายได้แสดงความกังวลก่อนหน้านี้ว่าการควบคุมอย่างเข้มงวดของเขา ประกอบกับการขาดผู้สืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการจัดการ

การควบคุมบริษัทของเขากลายเป็นจุดสนใจหลังจากที่เขาถูกจับกุมในเมืองมินนิอาโปลิสของสหรัฐฯ ในปี 2017 หลังจากถูกกล่าวหาว่าข่มขืน ซึ่งเขาปฏิเสธ หลิวไม่ถูกตั้งข้อหา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดกระแสรุนแรงในโซเชียลมีเดียของจีน

ซินลี่จวิน (Xin Lijun) ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าของแผนก JD Health จะรับช่วงต่อจากหวีเหลยในตำแหน่งหัวหน้าของ JD Retail ในขณะที่จินเอินหลิน (Jin Enlin) จะกลายเป็น CEO คนใหม่ของ JD Health

หลังจากการเลื่อนตำแหน่งของสวีเหลย หลิวจะดำรงตำแหน่งกรรมการและตำแหน่งซีอีโอของ JD.com โฆษกของบริษัทยืนยัน

ในปี 2019 แจ็ค หม่า (Jack Ma) ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group Holding Ltd ได้ก้าวลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในฐานะประธานบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ โดยมอบอำนาจให้ แคเนียล จาง (Daniel Zhang) รับตำแนห่งแทน

ในปี 2021 จางอีหมิง (Zhang Yiming) ผู้ก่อตั้ง ByteDance ประกาศว่าเขาจะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในขณะที่ผู้ก่อตั้ง Pinduoduo Inc ก้าวลงจากตำแหน่งประธานหลังจากการลาออกของตำแหน่ง CEO ก่อนหน้านี้

ทางการจีนยังได้เปิดตัวกฎข้อบังคับและบทลงโทษทางอุตสาหกรรมใหม่ๆ นับตั้งแต่ปลายปี 2020 ซึ่งหลายมาตรการได้กำหนดเป้าหมายไปที่ภาคอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ

REUTERS/Shannon Stapleton/File Photo

จีนย้ำสนับสนุนธุรกิจเอกชนไม่เปลี่ยนแปลง หลังเกิดการกวาดล้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662438

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 11:02 น.จีนย้ำสนับสนุนธุรกิจเอกชนไม่เปลี่ยนแปลง หลังเกิดการกวาดล้าง รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องเศรษฐกิจของจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลหลังมีการล้างบางภาคธุกิจจนอกสั่นขวัยแขวนกันไปทั่ว

สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างรายงานจากสำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนว่า หลิวเฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวว่าเศรษฐกิจภาคเอกชนจะต้องได้รับการสนับสนุนและ “แนวทางและนโยบายในการสนับสนุนเศรษฐกิจภาคเอกชนไม่เปลี่ยนแปลง … และจะไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคต”

เศรษฐกิจภาคเอกชนมีส่วนสนับสนุนมากกว่า 50% ของรายได้จากภาษี มากกว่า 60% ของ GDP ของจีน และ 80% ของการจ้างงานในเมือง หลิวเฮ่อกล่าว

หลิวเฮ่อพูดผ่านวิดีโอที่ฟอรัมในวันจันทร์เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่จัดขึ้นในมณฑลเหอเป่ยทางภาคเหนือของจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์ชี้ว่าจีนได้เริ่มปราบปรามอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย ปล่อยให้สตาร์ทอัพและบริษัทที่ดำเนินการมาหลายสิบปีต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจที่ไม่แน่นอน

AFP PHOTO / FRED DUFOUR