‘หยวนดิจิทัล’ ถูกใช้ในธุรกรรมซื้อขายล่วงหน้าเป็นครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661410

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 17:42 น.

‘หยวนดิจิทัล’ ถูกใช้ในธุรกรรมซื้อขายล่วงหน้าเป็นครั้งแรกจีนเปิดตัวโครงการนำร่องหยวนดิจิทัลในหลายเมืองตั้งแต่ปลายปี 2019 มันกำลังถูกจับตามากขึ้นเรื่อยๆ

ปักกิ่ง, 23 ส.ค. (ซินหัว) — วันจันทร์ (23 ส.ค.) วารสารหลักทรัพย์จีนรายงานว่า สกุลเงินดิจิทัลของจีนหรือหยวนดิจิทัล (e-CNY) ถูกใช้ทำธุรกรรมในตลาดซื้อขายล่วงหน้าภายในประเทศเป็นครั้งแรก

บริษัทหลักทรัพย์ต้าเหลียน คอมโมดิตี (DCE) ได้ใช้หยวนดิจิทัลในการชำระค่าธรรมเนียมการจัดเก็บแก่คลังจัดส่งสินค้าแห่งหนึ่ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารแห่งการสื่อสาร (Bank of Communications) และธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) สาขาท้องถิ่น

หนังสือพิมพ์รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวของธนาคารทั้งสองแห่งว่า การใช้หยวนดิจิทัลในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ผ่านการชำระเงินระหว่างธนาคารแบบเรียลไทม์ เป็นทางเลือกการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และปลอดภัย สำหรับการซื้อขายล่วงหน้าและสำหรับเหล่าผู้มีส่วนร่วมในตลาด

เจียงปิน ผู้จัดการคลังจัดส่งสินค้าข้างต้น กล่าวว่าการชำระเงินด้วยหยวนดิจิทัลไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และไม่ถูกจำกัดด้วยระยะเวลาการทำการของระบบการชำระเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับเหล่าผู้ประกอบ เพราะสามารถแสดงความคืบหน้าของธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์

ต้าเหลียน คอมโมดิตีกล่าวว่า ตนวางแผนที่จะส่งเสริมนวัตกรรมทางธุรกิจและจะขยายการใช้หยวนดิจิทัลต่อไป ขณะเดียวกันก็รับประกันการดำเนินงานที่ปลอดภัยและมั่นคงในตลาด

ทั้งนี้ จีนเปิดตัวโครงการนำร่องหยวนดิจิทัลในหลายเมืองตั้งแต่ปลายปี 2019 โดยเมืองต้าเหลียนได้เข้าร่วมในเดือนพฤศจิกายน 2020 และเมื่อนับถึงวันที่ 30 มิ.ย. ปีนี้ เงินหยวนดิจิทัลถูกใช้แล้วในมากกว่า 1.32 ล้านฉากทัศน์ ซึ่งครอบคลุมการชำระค่าสาธารณูปโภค การจัดเลี้ยง การขนส่ง การซื้อของ และบริการต่างๆ ของรัฐ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

‘บ้านเอื้ออาทรแห่งแรกของโลก’ 500 ปียังเก็บค่าเช่าปีละ 34 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661393

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 16:01 น.

'บ้านเอื้ออาทรแห่งแรกของโลก' 500 ปียังเก็บค่าเช่าปีละ 34 บาท เปิดตำนาน Fuggerei หมู่บ้านช่วยคนจนในเยอรมนี แม้ผ่านมา 500 ปีแต่ค่าเช่ายังเท่าเดิม

ฟุกเกอไร (Fuggerei) ที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าเป็น “หมู่บ้านในเมือง” เพิ่งครบรอบ 500 ปีไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา แม้จะมีการปรับปรุงพัฒนาจนเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือความต้องการช่วยเหลือสังคมด้วยค่าเช่าราคาเพียงปีละ 0.88 ยูโรเท่านั้น

หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ที่เมืองเอากส์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นในปี 1521 โดย ยาค็อบ ฟุกเกอร์ (Jakob Fugger) พ่อค้าผู้ร่ำรวยชาวเยอรมัน ที่เล็งเห็นว่าในสมัยนั้นครอบครัวที่ยากจนจะต้องถูกส่งไปยังสถานสงเคราะห์และต้องถูกแยกจากกันในที่สุด

แต่ Fugger เชื่อว่าการช่วยให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันและให้พื้นที่ส่วนตัวกับพวกเขา จะทำให้พวกเขาตั้งหลักและยืนหยัดด้วยตัวเองได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยมีใครทำในเวลานั้น

ดังนั้น Fuggerei จึงถือเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม หรือ ‘โครงการบ้านเอื้ออาทร’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และยังคงจัดหาที่อยู่อาศัยราคาถูกโดยได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับผู้อยู่อาศัยในเอาก์สบวร์กที่ประสบปัญหาทางการเงิน

Fugger ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1521 โดยระบุเงื่อนไขในการเช่าไว้ว่าจะคิดค่าเช่าเพียง 1 กิลเดอร์ หรือเท่ากับ 0.88 ยูโรต่อปี (ราว 34 บาท) เพื่อช่วยแบกรับภาระทางการเงินของผู้อยู่อาศัย แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าผู้เช่าจะต้องเป็นผู้ที่มีปัญหาด้านการเงินแต่ไม่มีหนี้สิน ต้องอาศัยในเอากส์บวร์กมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี และเป็นชาวคาทอลิก

ภาพโดย Wolfgang B. Kleiner/Wikipedia

การใช้ชีวิตที่นี่อาจต้องแลกกับการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การช่วยงานสวน ช่วยดูแลรักษาบ้านเรือนและอาคารต่างๆ การอธิษฐานให้ Fugger ผู้ก่อตั้ง 3 ครั้งต่อวัน หรือช่วยตรวจตั๋วนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของหมู่บ้านแห่งนี้

ตลอด 500 ปีที่ผ่านมา Fuggerei มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างอย่างเช่นจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการสร้างร้านกิฟต์ช็อป และพิพิธภัณฑ์สำหรับนักท่องเที่ยว

ในปี 1943 ยังได้มีการสร้างบังเกอร์เพื่อเป็นที่หลบภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยจากการถูกโจมตีทางอากาศและการทิ้งระเบิด โดยเกือบ 70% ของ Fuggerei ถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือราคาเช่าถูกแสนถูกเพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้อยู่อาศัยที่ประสบปัญหาด้านการเงิน

ที่หลายคนเรียกที่นี่ว่าหมู่บ้านในเมือง เพราะที่นี่ออกแบบมาให้มีพื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน มีบรรยากาศที่อบอุ่น มีโบสถ์ และพื้นที่สีเขียว รวมถึงจตุรัสเล็กๆ ให้ผู้อยู่อาศัยได้มานั่งเล่นพบปะกัน

ภาพโดย Lernerfolg/Wikipedia

Ilona Barber วัย 71 ปี ซึ่งอยู่ที่นี่มา 6 ปีด้วยเงินบำนาญอันน้อยนิด เธอเผยว่าเธอมีความสุขในบั้นปลายชีวิตอยู่กับสัตว์เลี้ยงและเพื่อนบ้านที่น่ารัก ทุกคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่เสมอ

ไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่หมู่บ้านแห่งนี้รองรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผ้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานแล้ว พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว คนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิต หรือคู่รักวัยกลางคนที่กำลังมองหาความสงบสุข

Noel Guobadia วัย 27 ปี อาศัยอยู่ที่นี่กับแม่และน้องชายตั้งแต่เขายังเป็นวัยรุ่น แม่ของเขาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งประสบปัญหาด้านการเงิน

ในตอนแรกเขากังวลมากที่ต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะมันเป็นที่ดินเก่าแก่และมีแต่ผู้สูงอายุ อีกทั้งครอบครัวของเขายังเป็นครอบครัวแรกของที่นี่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ

แต่เมื่อมาอยู่แล้วความกังวลของเขาก็หมดไป ทุกคนนั่งสังสรรค์ด้วยกันที่ลานเบียร์ และให้ความช่วยเหลือกันเสมือนเป็นคนในครอบครัว

สำหรับเขาแล้วที่นี่เป็นโอกาสที่คนหนุ่มสาวจะสามารถพัฒนาชีวิตของพวกเขาโดยไม่ต้องกังวลกับค่าเช่าบ้าน

“ผมสามารถอยู่ได้ด้วยเงินก้อนเล็กๆ ที่หาได้ระหว่างการฝึกงาน เพราะไม่มีภาระค่าเช่าบ้านราคาแพง ทำให้ผมมีโอกาสที่จะโฟกัสกับชีวิตตัวเอง และสร้างรากฐานให้กับชีวิต”

ภาพโดย Tiia Monto/Wikipedia

ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 150 คน จากห้องเช้าทั้งหมด 140 ห้อง ซึ่งสามารถรับผู้อยู่อาศัยได้ประมาณ 30 ถึง 40 คนต่อปี โดยตอนนี้มีรายชื่อผู้ที่รอคิวอยู่ประมาณ 80 คน

ห้องพักของพวกเขาขนาดประมาณ 45 ถึง 65 ตารางเมตร มีห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน และห้องว่างเล็กๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างน้ำประปาและโทรทัศน์ โดยห้องชั้นล่างหนึ่งห้องเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าชมได้

ข้อมูลจาก Deutsche Welle

‘กมลา’ ยั่วพญามังกรไม่หยุด ชี้ตัวการคุกคามทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661363

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:49 น.

‘กมลา’ ยั่วพญามังกรไม่หยุด ชี้ตัวการคุกคามทะเลจีนใต้สหรัฐยืนยันความร่วมมืออาเซียน อินโด-แปซิฟิก โต้อิทธิพลจีน

กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสิงคโปร์เมื่อวานนี้ (23 ส.ค.) โดยยืนยันความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และให้คำมั่นว่าสหรัฐจะสนับสนุนอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ตลอดจนจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีน

แฮร์ริสระบุว่าสหรัฐรับรู้ถึงท่าทีข่มขู่คุกคามและอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีน โดยการกระทำดังกล่าวบ่อนทำลายกฎระเบียบระหว่างประเทศ และเป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของนานาประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าสหรัฐจะยืนเคียงข้างพันธมิตรในการเผชิญกับภัยคุกคามจากจีน

โดยแฮร์ริสได้เข้าพบหารือกับนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง และประธานาธิบดีฮาลิมาห์ ยาค็อบ ของสิงคโปร์เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์กับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะตอบโต้อิทธิพลของจีนที่เพิ่มมากขึ้น

แฮร์ริสยังกล่าวว่าความร่วมมือกับสิงคโปร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั่วทั้งอินโด-แปซิฟิก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐ และภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐเป็นอย่างมาก

โดยในวันนี้ (24 ส.ค.) แฮร์ริสมีกำหนดการเยือนกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามด้วย

รอยเตอร์สระบุว่าภารกิจส่วนหนึ่งของแฮร์ริสคือการโน้มน้าวให้ภูมิภาคนี้เห็นว่าความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมั่นคงและไม่จะเหมือนกับอัฟกานิสถาน ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ สหรัฐปฏิเสธการอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ของจีนมาโดยตลอด และสนับสนุนคู่ขัดแย้งในข้อพิพาททะเลจีนใต้ของจีนซึ่งได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม

โดยกองทัพเรือสหรัฐได้แสดงท่าทีต่อต้านการอ้างสิทธิ์ของจีนโดยการเดินเรือผ่านพื้นที่พิพาทอยู่เป็นประจำ เพื่อแสดงถึงเสรีภาพในการเดินเรือ

ด้านจีนคัดค้านภารกิจของสหรัฐโดยกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยส่งเสริมสันติภาพหรือความมั่นคง และเมื่อเดือนที่แล้วนักการทูตระดับสูงของงจีนกล่าวว่าสหรัฐกำลังสร้างศัตรูในจินตนาการเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ และเพื่อปราบปรามจีน

อย่างไรก็ตามการคานอำนาจจีนเป็นหัวใจของนโยบายแห่งชาติของสหรัฐมาหลายปีแล้ว ขณะที่รัฐบาลโจ ไบเดน เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นบททดสอบทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ

Photo by EVELYN HOCKSTEIN / POOL / AFP

อิสราเอลชี้ Pfizer เข็ม 3 กันติดเชื้อ-ป่วยหนักได้ดีกว่า 2 เข็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661359

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

อิสราเอลชี้ Pfizer เข็ม 3 กันติดเชื้อ-ป่วยหนักได้ดีกว่า 2 เข็มPfizer เข็ม 3 กันติดเชื้อและอาการรุนแรงได้ดีขึ้นในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป

กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลเผย วัคซีนป้องกัน Covid-19 เข็มที่ 3 ของ Pfizer เพิ่มการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเพียง 2 เข็ม

ข้อมูลการศึกษาของ Gertner Institute และ KI Institute พบว่า ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปการปกป้องของวัคซีน 10 วันหลังจากฉีดเข็มที่ 3 สูงกว่าหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ถึง 4 เท่า และป้องกันอาการรุนแรงและการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้มากกว่า 5-6 เท่า

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับสถิติของ Maccabi ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขที่เป็นหนึ่งในหลายองค์กรที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อป้องกันการระบาดของสายพันธุ์เดลตาในอิสราเอล

ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลประกาศว่าภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะค่อยๆ ลดลงหลังจากเวลาผ่านไป โดยชาวอิสราเอลที่ได้รับวัคซีนแล้วและมีอาการรุนแรงอยู่ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ประชากรสูงอายุเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ประกาศลดอายุผู้มีสิทธิ์ฉีดเข็มที่ 3 ลงมาเหลือ 40 ปี รวมทั้งให้สิทธิ์หญิงตั้งครรภ์ ครู และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อายุน้อยกว่า 40 ปีด้วย โดยต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน

นอกจากนี้ สหรัฐ แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็ประกาศเตรียมฉีดเข็ม 3 เช่นเดียวกัน

Photo by JACK GUEZ / AFP

ตอลิบันกลับคำ! สั่งประหารชายอัฟกันพี่น้องล่ามของกองทัพสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661355

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

ตอลิบันกลับคำ! สั่งประหารชายอัฟกันพี่น้องล่ามของกองทัพสหรัฐตอลิบานสั่งประหารชีวิตชายอัฟกันที่เป็นพี่น้องของล่ามของกองทัพสหรัฐทั้งที่เคยประกาศว่าจะนิรโทษกรรมให้ทุกคน

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างว่า กลุ่มตอลิบานสั่งประหารชีวิตชายชาวอัฟกันรายหนึ่งในข้อหาให้ความช่วยเหลือสหรัฐและให้ความคุ้มครองพี่น้องรายหนึ่งที่ทำงานเป็นล่ามให้กองทัพสหรัฐในอัฟกานิสถาน

เรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผยหลังจาก CNN ได้รับจดหมายที่เป็นคำสั่งของตอลิบาน โดยอดีตเจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่เคยทำงานร่วมกับล่ามรายดังกล่าวยืนยันโชคชะตาของสองพี่น้อง

กลุ่มตอลิบานส่งจดหมายไปถึงชายที่เป็นพี่น้องของล่ามของกองทัพสหรัฐ 3 ฉบับในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยฉบับแรกซึ่งเขียนด้วยลายมือระบุว่า “คุณถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือคนอเมริกัน และคุณยังถูกกล่าวหาว่าให้ความคุ้มครองแก่พี่น้องของคุณที่เป็นล่าม” พร้อมกับสั่งให้ชายรายนี้เดินทางไปรับฟังการไต่สวน

จดหมายฉบับที่ 2 ซึ่งเขียนด้วยลายมือเช่นกันเป็นการแจ้งเตือนเรื่องที่ชายรายนี้ไม่ไปขึ้นศาล  

ส่วนฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นการพิมพ์แจ้งว่า เนื่องจากายรายนี้เพิกเฉยต่อคำเตือนให้หยุดเป็นข้ารับใช้ผู้รุกรานที่เข้ามาทำสงครามศาสนา และไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกให้ไปขึ้นศาล จึงถูกตัดสินแบบลับหลังจำเลยว่ามีความผิด และถูกตัดสินประหารชีวิต โดย “คำตัดสินของศาลนี้ถือเป็นที่สุดและคุณไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง” และระบุอีกว่า “คุณเลือกทางนี้เอง”

จดหมายทั้งสามฉบับเขียนในภาษาปาทานและมีตราประทับที่ตรงกับจดหมายของกลุ่มตอลิบานฉบับอื่นๆ

จดหมายทั้งสามฉบับขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาของ ซาบิอุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตอลิบานที่ให้ไว้ในการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะไม่มีใครในอัฟกานิสถานได้รับอันตราย และจะไม่มีการแก้แค้นชาวอัฟกันและครอบครัวที่เคยทำงานให้กองกำลังต่างชาติ

จดหมายนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งว่าทำไมชาวอัฟกันจึงหวาดกลัวการกลับมาของกลุ่มตอลิบาน และพากันหาทางหนีออกจากประเทศที่สนามบินฮามิดคาไซในกรุงคาบูลจนเกิดความโกลาหลเหยียบกันเสียชีวิตหรือตกจากเครื่องบินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Photo by KARIM JAAFAR / AFP

WHO เตือนโควิดกลายพันธุ์อีก ถ้าทุกชาติยังเข้าไม่ถึงวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661353

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 10:59 น.

WHO เตือนโควิดกลายพันธุ์อีก ถ้าทุกชาติยังเข้าไม่ถึงวัคซีนอนามัยโลกเตือนอาจมีโควิดกลายพันธุ์ใหม่หากอัตราการฉีดวัคซีนโดยรวมทั่วโลกยังคงต่ำ พร้อมเรียกร้องให้ชะลอฉีดเข็ม 3 เพื่อแบ่งให้ประเทศอื่น

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวานนี้ (23 ส.ค.) เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวในระหว่างการเยือนฮังการีว่าทุกประเทศควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก มิเช่นนั้นอาจเกิดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงกว่าที่มีอยู่ก็เป็นได้

เนื่องจากขณะนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่เพียง 1% ถึง 2% ของประชากรเท่านั้น ดังนั้นประเทศที่มีวัคซีนเพียงพอควรบริจาควัคซีนไปยังประเทศที่ประชากรยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 หรือ 2 และการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ควรเลื่อนออกไปก่อน

เทดรอสระบุว่าตนผิดหวังกับขอบเขตการบริจาควัคซีนทั่วโลกเนื่องจากยังมีอีกหลายพื้นที่กำลังดิ้นรนเพื่อวัคซีนเข็มแรก ในขณะที่ประเทศร่ำรวยยังคงมีคลังวัคซีนเพิ่มขึ้นเพื่อเข็มที่ 3

พร้อมเผยว่าปัจจุบันทั่วโลกได้ส่งมอบวัคซีนไปแล้ว 4.8 พันล้านโดส โดยร้อยละ 75 ถุกส่งไปยังประเทศร่ำรวย 10 ประเทศ ขณะที่ในแอฟริกานั้นได้รับวัคซีนไม่ถึงร้อยละ 2

“ไวรัสสามารถแพร่ระบาดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ และสายพันธุ์เดลตายิ่งทำให้การแพร่ระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้นด้วย” เทดรอสกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาฮังการีเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป 27 ประเทศที่อนุญาตให้พลเมืองลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีนเข็มที่ 3 โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนไปแล้วมากกว่า 187,000 คน แต่ได้บริจาควัคซีนให้แก่ประเทศอื่นๆ ไปแล้วมากกว่า 1.5 ล้านโดส

เทดรอสได้กล่าวขอบคุณฮังการีที่บริจาควัคซีนเหล่านั้น แต่หวังว่าจะมีการบริจาคเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้ พร้อมเสริมว่า “ไม่มีใครปลอดภัยจนกว่าทุกคนจะปลอดภัย”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐก็ได้ประกาศแผนการที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ชาวอเมริกันทุกคนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แต่ยืนยันว่ายังมีวัคซีนเพียงพอที่จะบริจาคให้ประเทศอื่นๆ ด้วย

Photo by AFP

เอกชนซื้อเองได้หรือไม่? จะเกิดอะไรหลังสหรัฐรับรอง Pfizer? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661346

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 08:55 น.

 เอกชนซื้อเองได้หรือไม่? จะเกิดอะไรหลังสหรัฐรับรอง Pfizer?การรับรองครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อการใช้ในสหรัฐเป็นหลักและเพื่อแก้ปัญหาในสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งผู้คนจำนวนมากยังไม่เชื่อใจในวัคซีน

1. การอนุมัติให้ใช้ทั่วไปจะพิจารณาโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวัคซีนและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เกี่ยวข้องของ FDA ประกอบด้วย 15 นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ระบาดวิทยา

2. ความปลอดภัยของวัคซีนขึ้นอยู่กับว่า “มีประโยชน์ที่ทราบมากกว่าความเสี่ยงที่ทราบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น” (จากข้อมูลของ FDA) หากเป็นไปตามนี้ก็สามารถอนุญาตให้ใช้ทั่วไป หลังจากมีการอนุมัติใช้ฉุกเฉินเท่านั้น

3. การใช้ฉุกเฉินทำให้หลายคนกังวลว่ามันอาจจะยังอยู่ในช่วงการทดลองและอาจมีผลข้างเคียง ความกังวลนี้ทำให้ผู้คนไม่กล้าฉีดวัคซีน และทำให้สหรัฐเริ่มรับมือไม่ไหวเมื่อเกิดการระบาดของเดลต้า

4. การอนุมัติจาก FDA อาจทำให้นายจ้างภาคเอกชนและโรงเรียนจำนวนมากขึ้นออกคำสั่งบังคับใช้พนักงาน นักเรียน นักศึกษาต้องฉีดวัคซีน ซึ่งไบเดนขานรับเรื่องนี้ทันทีหลังการอนุมัติโดย FDA

5. การสำรวจของ Kaiser Family Foundation แสดงให้เห็นว่า 32% ของผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับวัคซีนกล่าวว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะได้รับวัคซีนหากได้รับการอนุมัติจาก FDA

6. วัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) จะทำให้บริษัทที่เป็นผู้ผลิตสามารถทำการตลาดโดยตรงกับผู้บริโภคได้

7. การตรวจสอบวัคซีนมาตรฐานของ FDA ยังรวมถึงการเจรจากับผู้ผลิตเพื่อพิจารณาว่าจะติดฉลากวัคซีนอย่างไร และบริษัทจะโฆษณาวัคซีนได้อย่างไร

8. กระบวนการอนุมัติจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับวัคซีนและทำให้เกิดการโฆษณาไปยังประชาชนผ่านโทรทัศน์ วิทยุ และสื่ออื่นๆ ในฐานะสินค้า เพื่อพยายามผลักดันการฉีดวัคซีนและการขาย

9. การอนุมัติจะช่วยให้ผู้ผลิตวัคซีนสามารถขึ้นราคาได้ ซึ่งพวกเขาได้กล่าวไว้แล้วว่าจะทำตามที่การระบาดใหญ่ลดน้อยลง ดังนั้นการการอนุมัติจะนำไปสู่ยุคที่วัคซีนจะไม่มีการแจกฟรีอีกต่อไป

10. แต่เช่นเดียวกับวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล วัคซีนโควิด-19 ระบบสาธารณสุขของรัฐอาจจะช่วยอุดหนุนราคาวัคซีนอย่างน้อยบางส่วน

11. การอนุมัติยังเป็นการปูทางให้บริษัทหรือองค์กรตั้งข้อแม้ให้ลูกค้าฉีดวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการท่องเที่ยว การพักผ่อน และการบริการจะได้รับประโยชน์เพราะชาวอเมริกันเต็มใจที่จะเดินทาง รับประทานอาหารนอกบ้าน เยี่ยมชมสวนสนุก และเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น

12. ผลที่เห็นชัดในแง่เศรษฐกิจคือ การอนุมติครั้งนี้ผลักดันตลาดให้ดัชนีหุ้นสูงขึ้น หนุน Dow Jones Industrial Average ขึ้น 300 จุด และผลักดัน S&P 500 และ Nasdaq สู่ระดับสูงสุดใหม่

ข้อมูลจาก

How full FDA approval could pave the way for COVID-19 vaccine mandates

FDA vaccine approval is good news for markets, employment, economy

Photo by Angela Weiss / AFP

สหรัฐอนุมัติการใช้ Pfizer เต็มรูปแบบ เร่งสกัดเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661339

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 08:21 น.

สหรัฐอนุมัติการใช้ Pfizer เต็มรูปแบบ เร่งสกัดเดลตาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) อนุมัติวัคซีน Pfizer-BioNTech อย่างสมบูรณ์ เปิดทางให้มีการบังคับมาตรการฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่มากขึ้น เนื่องจากการระบาดของเดลตาโจมตีประเทศ

ประมาณ 52% ของประชากรอเมริกันได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้ว แต่หน่วยงานด้านสุขภาพเล็งเป้าหมายไปที่ผู้คนที่ลังเลใจเรื่องวัคซีน จนขัดขวางการรณรงค์ระดับชาติ

ในคำปราศรัยทางโทรทัศน์ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเรียกการอนุมัติของ FDA ว่าเป็น “มาตรฐานทองคำ”

“วันนี้ผมขอเรียกร้องให้บริษัทในภาคเอกชนเพิ่มมาตรการบังคับฉีดวัคซีนซึ่งจะ (ทำให้วัคซีน) เข้าถึงผู้คนอีกหลายล้านคน” เขากล่าว

วัคซีนของ Pfizer ซึ่งขณะนี้จะวางตลาดภายใต้ชื่อแบรนด์ Comirnaty เป็นรายแรกที่ได้รับการอนุมัติเต็มรูปแบบ

Pfizer มากกว่า 200 ล้านโดสได้รับการจัดการภายใต้การอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน (EUA) ที่ได้รับเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2020

การตัดสินใจอนุมัติอย่างเต็มที่ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปนั้นอิงตามข้อมูลล่าสุดจากการทดลองทางคลินิกของวัคซีนที่มีผู้คนมากกว่า 40,000 คน ซึ่งพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ 91% ในการป้องกันโรคโควิด

องค์การอาหารและยาติดสหรัฐตามข้อมูลจากผู้รับวัคซีน 12,000 รายหกเดือนจากชุดวัคซีนของพวกเขา

ผลข้างเคียงที่รายงานโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและรวมถึงอาการปวดและบวมบริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ หนาวสั่นและมีไข้

หน่วยงานกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับภาวะการอักเสบของของกล้ามเนื้อหัวใจ (myocarditis) ซึ่งเป็นภาวะที่หายากมากแต่เป็นกรณีน่าเป็นห่วงมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในเจ็ดวันหลังจากการให้วีคซีนที่สอง

ตรวจพบความเสี่ยงสูงสุดในเด็กชายอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี โดยมีข้อมูลที่มีอยู่ซึ่งบ่งชี้ว่าบุคคลส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ แต่บางคนต้องการการดูแลอย่างเข้มข้น

กองทัพสหรัฐฯ กล่าวหลังจากประกาศว่าจะบังคับใช้วัคซีนได้ไม่นาน และคาดว่าธุรกิจส่วนตัวและมหาวิทยาลัยจำนวนมากมายจะใช้มาตรการเดียวกันในอีกไม่นาน

นครนิวยอร์กยังระบุด้วยว่า ต้องการให้พนักงานแผนกการศึกษาทุกคนได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดสภายในวันที่ 27 กันยายน

วัคซีนยังคงใช้ได้ภายใต้การอนุญาตใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 15 ปี แต่เนื่องจากขณะนี้ได้รับการอนุมัติโดยสมบูรณ์แล้ว แพทย์อาจกำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีหากเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์

Photo by Robyn Beck / AFP

เมื่อ Ant Group ของแจ็ค หม่าสั่นคลอนบัลลังก์ของ ‘สีจิ้นผิง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661325

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 21:04 น.

เมื่อ Ant Group ของแจ็ค หม่าสั่นคลอนบัลลังก์ของ 'สีจิ้นผิง'  ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของการเมืองจีนเริ่มเผยให้เห็นชัดขึ้นจากกรณีนักการเมืองในค่ายของสีจิ้นผิงถูกเล่นงานเพราะพัวพันกับบริษัทฟินเทคของแจ็ค หม่า

การเล่นงาน Alibaba Group Holding Ltd. ของรัฐบาลจีนดูเหมือนจะยังไม่จบ เพราะโจวเจียงหย่ง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคเทศบาลเมืองหางโจว วัย 53 ปี ถูกสอบสวนฐานละเมิดวินัยพรรคและกฎหมายของรัฐอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคณะกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัย (CCDI) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับวินัยภายในของพรรค และคณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติ และหน่วยงานต่อต้านการทุจริตสูงสุดของประเทศจีน

สาเหตุของการจับกุมมีเบาะแสมาจากรายงานจากบุคคลหนึ่ง (วึ่งเราจะเอ่ยถึงต่อไป) ที่ระบุว่าครอบครัวของโจวซื้อหุ้นในบริษัทฟินเทคแห่งหนึ่งเป็นเงิน 500 ล้านหยวนก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่แผนการจดทะเบียนจะถูกยกเลิก รายงานนี้ไม่ได้ระบุชื่อบริษัท

แต่จากข้อมูลที่เรามีทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามันหมายถึง Ant Group ของ แจ็ค หม่าที่ถูกเล่นงานในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนที่จะเปิดขายหุ้นครั้งแรกแล้วโดนเบรคจนหัวทิ่ม ตามมาด้วยการเล่นงาน Alibaba อย่างหนักหน่วงของรัฐบาลจีน

ที่สำคัญคือ Alibaba มีสำนักงานใหญ่ที่หางโจว แจ็ค หม่า เป็นพลเมืองอกิติมศักดิ์ของหางโจว คนใหญ่คนโตของหางโจวจำนวนหนึ่งสนิทสนมกับ Alibaba

เมื่อวันอาทิตย์ Ant Group ปฏิเสธว่าไม่มีบุคคลบางคนซื้อหุ้นของบริษัทก่อนการเสนอขายหุ้น IPO เมื่อปีที่แล้วและระบุว่าข้อมูลที่อกมาเป็นข่าวลือออนไลน์ แต่ปรากฎว่าพอเปิดตลาดวันจันทร์ หุ้นของ Alibaba ในตลาดปรับลดลง ย่อมหมายความว่าตลาดหวั่นใจไม่น้อย

ดูเผินๆ การสั่งสอบโจวเจียงหย่งดูเหมือนจะเป็นการกวาดล้างการคอร์รัปชั่น เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการสั่งสอบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมณฑลเจ้อเจียงอีกคน ในชั่วเวลาเพียง 4 วันมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหางโจวโดนเล่นงานแล้วสองคน คือโจวเจียงหย่ง (วันที่ 21 สิงหาคม) และหมาเสี่ยวฮุย (วันที่ 19 สิงหาคม) นายกเทศมนตรีเขตหนิงไห่ เมืองหนิงปัว (โจวเจียงหย่ง ก็เคยทำงานที่หนิงปัวมาก่อน)

แต่มันยังมีมากกว่านี้อีก เหมือนกับว่าเจ้าใหญ่นายโตที่เจ้อเจียงกำลังถูกถอนรากถอนโคนครั้งใหญ่ สื่อภาษาจีนต่างเรียกว่า “แผ่นดินไหวใหญ่” ที่เจ้อเจียง

หลังจากโจวและหมาโดนเล่นงาน วันที่ วันที่ 23 สิงหาคม สวีกวงเย่า รองผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมของเขตอิ๋นโจว เมืองหนิงปัว, เฉินเสี่ยวหลง อดีตเลขาธิการพรรคและผู้อำนวยการศูนย์การจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมืองหูโจว และ หวงเสียงฉง รองผู้จัดการทั่วไปของ บจก. แห่งหนึ่งในเมืองเวินโจวอยู่ระหว่างการพิจารณาและสอบสวนทางวินัยเช่นกันจากรายงานของสื่อแนวสอบสวนของจีน “ไฉจิง”

ย้อนกลับไปวันที่ 22 กรกฎาคม จางสุ่ยถัง อดีตรองเลขาธิการและผู้อำนวยการสำนักงานต้อนรับของรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเกษียณอายุมาแล้ว 7 ปี ก็ยอมมอบตัวและยอมรับการตรวจสอบทางวินัย

มันยังไม่เหมดแค่นั้น เมื่อเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ฉู่เมิ่งสิง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพรรคเขตไหสู่ เมืองหนิงปัวถูกตั้งข้อหาว่าละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบทางวินัยและการกำกับดูแลและการสอบสวนโดยคณะกรรมการตรวจสอบวินัยประจำมณฑลเจ้อเจียง

ในกรณีต่างๆ นี้ต้องจับตากรณีโจวเจียงหย่ง หมาเสี่ยวฮุย และฉู่เมิ่งสิง เราะทั้งสามคนนี้มีความสนิทสนมกันมากและมีพื้นเพมาจากเมืองหนิงปัว ส่วนพวกที่ถูกสอบสวนคนอื่นๆ ก็มีความเกี่ยวข้องกับทั้งสามคนนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แล้วความสัมพันธ์ของคนทั้งหมดนี้โยงไปถึง หูหมิ่นชุน ทนายความหญิงที่มีบริษัทในหนิงปัว ที่สำคัญเธอเป็นภรรยาของฉู่เมิ่งสิง หลังจากที่สามีของเธอถูกจับ เธอก็วิ่งเต้นกับคนใหญ่คนโตต่างๆ หนึ่งในนั้นคือโจวเจียงหย่ง ซึ่งแม้ว่าจะเห็นอกเห็นใจและเป็นเพื่อนกับสามีของเธอแต่เขาก็ไม่ช่วยอะไร

ด้วยความสิ้นหวัง หูหมิ่นชุนจึงรายงานเรื่องครอบครัวของโจวเจียงหย่งใช้เงิน 500 ล้านหยวนซื้อหุ้นก่อนการจะเปิด IPO ของบริษัทฟินเทคแห่งหนึ่ง (ที่ลือกันว่าเป็น Ant Group) และจะได้เงินคืน 520 ล้านหยวนถ้าบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ เธอรายงานเรื่องนี้โดยใช้ชื่อจริงของโจวเจียงหย่งและคนอื่นๆ โดยไม่ใช้นามแฝงเอาเลย

เรื่องนี้มีประเด็นที่ควรพูดถึง 3 ประเด็น

ประเด็นแรก นี่คือการ “สั่งสอน” Alibaba และแจ็ค หม่า เหมือนที่รัฐบาลจีนเริ่มทำมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว อันมีจุดเริ่มต้นมาจากการแสดงความเห็นท้าทายอำนาจรัฐในแง่การเงินของแจ็ค หม่า เมื่อเร็วๆ นี้ประเด็นนี้ก็ยังมีน้ำหนักเพราะรัฐบาลจีนสั่งจัดระเบียบ ออกใบเหลือง ใบแดงกับบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากจัดการกับภาคธุรกิจแล้ว คงถึงเวลาที่จะจัดการกับภาคการเมืองที่ไปพัวพันกับภาคธุรกิจมากเกินไป กรณีของโจวเจียงหย่งนั้นสนิทสนมกับแจ็ค หม่าค่อนข้างมาก เขาส่งเสริมหม่าและไปร่วมงานเปิดตัวอีเวนต์ของ Alibaba ครั้งใหญ่ๆ และยังมอบตำแหน่งพลเมืองกิตติมศักดิ์ของหางโจวให้กับหม่า ดังนั้นโจวจึงน่าจะถูกจับตาเป็นพิเศษ

จะเห็นได้จากแถลงการณ์จากกรรมการกลางเพื่อการตรวจสอบวินัย (CCDI) สั่งให้สมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในหางโจวแก้ไขตัวเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ตนเองหรือญาติไปพัวพันด้วย และเมื่อวันจันทร์ CDDI กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของพรรคที่ยังดำรงตำแหน่งเกือบ 25,000 คนที่มีฐานะนำในรัฐบาลหางโจว รวมถึงผู้ที่เกษียณอายุภายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กำลังดำเนินการ “ตรวจสอบตนเอง” เพื่อตรวจว่าตนเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ประเด็นที่สอง มีข้อสังเกตจาก เริ่นเจี้ยนหมิง ศาสตราจารย์จากคณะบริหารรัฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยวิชาการบินและการอวกาศของปักกิ่งกล่าวกับสื่อจีน “เหลียนเหอ เจ่าเป้า”ว่า นับตั้งแต่การประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับมณฑลและผู้บริหารส่วนกลางมากกว่า 80 คนในแต่ละปี แต่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในเจ้อเจียงค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ของเจ้อเจียงได้รับการยกย่องอย่างสูงและมีความสามารถมาโดยตลอด

แต่การที่เจ้าหน้าที่เจ้อเจียงถูกเล่นงานคนแล้วคนเล่าในเวลานี้ แสดงว่าปัญหาคอร์รัปชั่นยังกำจัดไม่หมดสิ้นและยังต้องใช้เวลาอีกนาน และสีจิ้นผิงจริงจังกับเรื่องนี้มากถึงกับบอกว่าการคอร์รัปชั่นเป็น “ความเสี่ยงสูงสุดต่อการปกครอง” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่าที่มีในเวลานี้

ประเด็นที่สาม เรื่องนี้อาจมีนัยทางการเมือง มณฑลเจ้อเจียงเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญและมีแต่คนเก่งไปบริหาร และอย่างที่ศาสตราจารย์เริ่นเจี้ยนหมิง กล่าวไว้ว่าแต่ไรมาเจ้าหน้าที่ของเจ้อเจียงรอดพ้นการสอบสวนเรื่องคอร์รัปชั่นมาโดยตลอด เจ้อเจียงถูกเรียกว่า “เกาะแห่งความปลอดภัยทางการเมือง”

แต่การกวาดล้างคอร์รัปชั่นของสีจิ้นผิงถูกมองว่ามีนัยทางการเมืองมาโดยตลอด เบื้องลึกอาจเป็นการกำจัด “กลุ่มการเมือง” (แฟ็คชั่นหรือ “พ่าย” หรือ “ซี่” ในภาษาจีน) ซึ่งในการเมืองจีนนั้นมี “พ่าย” อยู่ 2 กลุ่มหลักคือ “ซ่างไห่ปาง” กับ “ถวนพ่าย” และกลุ่มอื่นๆ ที่เรียกว่า “ซี่”

“พ่าย” หรือ “ซี่” เหล่านี้บ้างก็ยอมรับสีจิ้นผิง บ้างก็รอเวลาสั่นคลอนเก้าอี้เขา ที่เจ้อเจียงนั้นมี “พ่าย” ที่เรียกว่า “จือเจียงซินจวิน” (ทหารใหม่แห่งจือเจียง)

“จือเจียง” เป็นอีกชื่อของมณฑลเจ้อเจียงหมายถึงตอนล่างของแม่น้ำเฉียนถังซึ่งไหล่ผ่านหางโจวด้วย “จือเจียงซินจวิน” เป็นกลุ่มหรือพ่ายของสีจิ้นผิงโดยเฉพาะ คนเหล่านี้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสีจิ้นผิง เมื่อตอนที่เขาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียง รวมถึงคนอื่นๆ ที่สีจิ้นผิงคัดเลือกมาทำงานด้วยเขาอยู่ที่ฝูเจี้ยนและ “เพื่อนร่วมชั้น” ของเขาที่มหาวิทยาลัยชิงหวารวมถึงเจ้าหน้าที่พรรคฯ ที่ทำงานใกล้ชิกับสีจิ้นผิง แน่นอนว่าใครอยู่ “พ่าย” นี้ย่อมเจริญก้าวหน้าได้ไว

โจวเจียงหย่งอยู่ในกลุ่ม “จือเจียงซินจวิน” (บางแห่งว่าไม่ได้เป็นสายนี้โดยตรง) ได้รับการส่งเสริมอย่างรวดเร็วตั้งแต่การประชุมแห่งชาติครั้งที่ 18 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการหลักพรรคประจำเจ้อเจียงที่อายุน้อยที่สุด หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เขาควรจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลเจ้อเจียง หรือส่งไปรับตำแหน่งงเดียวกันนี้ในมณฑลอื่น แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจนได้ ดังนั้นกรณีนี้จึงสั่นสะเทือนกลุ่มของสีจิ้นผิงอย่างมาก และรายงานสื่อออนไลน์ที่แฉเรื่องนี้ถูกลบไปในภายหลัง

แต่ก็น่าสนใจที่ 1 วันก่อนจะถูกสั่งสอบ โจวเจียงหย่งคงไม่ทราบเรื่องเลยจำออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แสดงว่านี่คือการจัดการลงดาบแบบสายฟ้าฟาดจากเบื้องบนเป็นแน่ เพราะการแฉเรื่องของเขาเท่ากับสั่นคลอนกลุ่ม “จือเจียงซินจวิน” และอำนาจของสีจิ้นผิง มันหมายความว่าฐานที่มั่นของสีจิ้นผิงที่ไม่เคยโดนเล่นงานเรื่องคอร์รัปชั่น แท้จริงแล้วมีเรื่องหมกเม็ดเอาไว้ และมันทำให้ภาพลักษณ์ของสีจิ้นผิงในฐานะพระเอกขี่ม้าขาวมาปราบคอร์รัปชั่นต้องแปดเปื้อนไปด้วย

เรื่องนี้แสดงว่าสีจิ้นผิงไม่ปราณีกระทั่งคนในกลุ่มของตัวเอง แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า?

อันที่จริงมันมีตัวอย่างมาก่อนหน้านี้แล้วจากกรณีการระบาดของโควิด-19 ระลอกล่าสุดที่เหอหนาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเหอหนานหลายคนถูกโยกย้ายหรือลดตำแหน่งเพราะความไม่มีประสิทธิภาพในการรับมือ แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเล่นงานเพราะรับมือกับน้ำท่วมที่เจิ้งโจว, เหอหนานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

สื่อนอกจีนชี้ว่าอาจจะมีการสั่งพักงาน โหลวหยางเซิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคประจำมณฑลซึ่งพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนมิถุนายนนี่เอง และ สวีลี่อี้ สมาชิกประจำคณะกรรมการหลักของพรรคประจำมณฑล ระหว่างที่พรรคฯ สั่งสอบสวนกรณีความล้มเหลวเรื่องการจัดการน้ำท่วมที่เจิ้งโจว ทั้งคู่เป็นคนของ “จือเจียงซินจวิน” ซึ่งหมายความว่าเป็นคนของสีจิ้นผิงนั่นเอง โดยเฉพาะสวีลี่อี้เคยอยู่เจ้อเจียงมาถึง 30 ปีและเคยเป็นลูกน้องของสีจิ้นผิงด้วย

แต่เฉินพั่วคง นักวิเคราะห์การเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายจีนชี้ว่า การตั้งกรรมการสอบคนของสีจิ้นผิงมีนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงพัวพันด้วย หลี่เค่อเฉียงนั้นไม่ไปสั่งการคุมน้ำท่วมที่เจิ้งโจวแต่สั่งจากข้างนอกและไม่ได้ไปเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยอย่างที่ควรจะไป แต่เขากลับเสนอให้ “แสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริง เผยแพร่ข้อมูลอย่างเปิดเผยและโปร่งใส” จากกรณีนี้

คำพูดนี้เหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่มันเหมือนจะกระแทกกระทั้นอีกฝ่ายอำนาจว่า “ไม่โปร่งใส”

ปรากฎว่าทางพรรคจึงตั้งคณะสอบสวนขึ้นมาและคนของสีจิ้นผิงก็หายหน้าไป (แม้แต่สีจิ้นผิงก็ไม่ไปดูความเสียหายที่เจิ้งโจวแต่ไปทิเบตเสียอย่างนั้น) คณะสืบสวนที่ตั้งมานั้นตั้งมาจากหน่วยงานในอาณัติของสภาแห่งรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยที่อยู่ในอำนาจของกลุ่มหรือ “พ่าย” อื่นๆ นอกอำนาจสีจิ้นผิง และเฉินพั่วคงชี้ว่า “พ่าย” อื่นๆ นั้นถือหางหลี่เคอเฉียง โดยเฉพาะสมาชิกพรรคอาวุโสที่มีประสบการณ์ นี่คือสัญญาณของการท้าทายอำนาจสีจิ้นผิงอย่างหนึ่ง

หลายคนคงจะไม่ทราบว่า หลี่เค่อเฉียงแม้จะเป็นนายกฯ คู่กับประธานสีจิ้นผิงแต่ก็มาจากกลุ่มการเมืองคนละกลุ่มกับสีจิ้นผิง (มาจาก “ถวนพ่าย” หรือกลุ่มที่นำโดยหูจิ่นเทา) และหลี่เค่อเฉียงเป็นหมากสำคัญของกลุ่มอำนาจอื่นๆ ในพรรคที่จะคานอำนาจกับสีจิ้นผิงที่นับวันยิ่งใช้กำปั้นเหล็กในการบริหารประเทศมากขึ้น

ประเทศจีนอาจดูเป็นเอกภาพภายใต้การบริหารของสีจิ้นผิง แต่หลายเรื่องเขาสร้างความไม่พอใจในหมู่ “พ่าย” ต่างๆ ในพรรคโดยเฉพาะการกุมอำนาจที่พวกตัวเอง ผู้คนจึงกำลังจับตาว่า หลังจากเกิด “แผ่นดินไหวใหญ่” ที่เจ้อเจียงแล้ว จะเกิดแผ่นดินใหวใหญ่ที่อื่นๆ เพื่อสั่นคลอนสีจิ้นผิงอีกหรือไม่

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by LEO RAMIREZ / AFP

จำคุกอดีตรัฐมนตรีอินโดนีเซีย 12 ปี โกงเงินช่วยเหลือประชาชนสู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/661327

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 19:16 น.

จำคุกอดีตรัฐมนตรีอินโดนีเซีย 12 ปี โกงเงินช่วยเหลือประชาชนสู้โควิดอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมของอินโดนีเซียถูกจำคุกเป็นเวลา 12 ปี ในวันจันทร์หลังจากถูกตัดสินว่ารับสินบน 1.2 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านอาหารสำหรับครอบครัวที่ยากจนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส

ศาลในกรุงจาการ์ตาพิพากษาโทษหนักแก่ จูเลียรี บาตูบารา ภายหลังเขาถูกจับกุมเมื่อเดือนธันวาคพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง เป้สะพายหลัง และซองจดหมายที่เต็มไปด้วยเงินสด

“ศาลตัดสินจำคุกจำเลย 12 ปี และสั่งให้เขาจ่ายค่าปรับ 500 ล้านรูเปียห์ (35,000 ดอลลาร์) หรือรับโทษจำคุกอีก 6 เดือน” มูฮัมหมัด ดามิส ประธานผู้พิพากษากล่าวกับการพิจารณาคดี ซึ่งทำการพิจารณาคดีออนไลน์ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยจากไวรัส

อดีตนักการเมืองรายนี้ยังได้รับคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ หรืออาจต้องโทษจำคุกเพิ่มอีก 2 ปี ศาลกล่าว

บาตูบารารับเงินสดจากผู้รับเหมาสองรายที่จ้างมาเพื่อจัดหาบรรจุภัณฑ์อาหารที่นำไปแจกชาวอินโดนีเซียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ให้คำมั่นว่าจะไม่ปกป้องเจ้าหน้าที่ทุจริตหลังจากการจับกุมของ บาตูบาราและชี้ว่าเงินกองทุนที่ถูกขโมยไปนั้นเป็น “เงินของประชาชน”

การรับสินบนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งนักการเมืองถูกมองว่าเป็นกลุ่มทุจริตมากที่สุด

หน่วยงานต่อต้านการทุจริตของประเทศได้จับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงประมงเอธี ปราโบโวซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วและถูกจำคุกเป็นเวลา 5 ปีในคดีการรับสินบนที่เชื่อมโยงกับการส่งออกกุ้งก้ามกราม

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วเกือบ 4 ล้านคน และผู้เสียชีวิตมากกว่า 126,000 คน แม้ว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการจะถือว่าต่ำมาก เนื่องจากการทดสอบต่ำและการรวบรวมข้อมูลทำกันอย่างประปราย

Photo by RICKY PRAKOSO / AFP