จีนเผยวัคซีนโควิดชนิดสูดดมปลอดภัย-ได้ผลดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659320

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

จีนเผยวัคซีนโควิดชนิดสูดดมปลอดภัย-ได้ผลดีผลการทดลองระยะแรกชี้ว่าวัคซีนชนิดสูดดมของ Cansino ให้ผลดีและไม่มีผลข้างเคียง เดินหน้าทดลองระยะที่ 2

Global Times สำนักข่าวจีนรายงานว่าวัคซีนต้านโควิด-19 ชนิดสูดดมหรือฉีดพ่นทางจมูกที่พัฒนาโดยบริษัท CanSino Biologics นักวิจัยจากสถาบันการแพทย์ทหาร (Institute of Military Medicine) สังกัดสถาบันวิทยาการทหาร (Academy of Military Sciences) ได้รับการพิสูจน์ว่าปลอดภัยในการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1

วัคซีนดังกล่าวเรียกว่า “Ad5-nCoV” เป็นวัคซีนที่อะดีโนไวรัส (Adenovirus) สูตรเดียวกับวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดสเดียวของบริษัท CanSino ซึ่งได้มีการใช้งานไปแล้วก่อนหน้านี้

โดยจากการทดลองระยะที่ 1 ชี้ให้เห็นว่าวัคซีนชนิดสูดดมดังกล่าวมีความทนทานดีเมื่อใช้ครบ 2 โดส และไม่ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรง ซึ่งวัคซีนชนิดสูดดม 2 โดสสามารถผลิตแอนติบอดีใกล้เคียงกับวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 โดส

รายงานการทดลองซึ่งที่พิมพ์ในวารสาร The Lancet Infectious Diseases ระบุว่าการทดลองระยะที่ 1 ดำเนินการในโรงพยาบาลในหวู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย โดนแบ่งผู้เข้าร่วมทดลองออกเป็น 5 กลุ่มรวมทั้งสิ้น 130 คนเพื่อเข้ารับวัคซีนชนิดสูดดม ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือทั้ง 2 ชนิด

ซึ่งผลการทดลงพบว่าวัคซีนชนิดสูดดมใช้ปริมาณเพียง 1 ใน 5 ของวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อก็สามารถกระตุ้นการตอบสนองของเซลล์ได้อย่างแข็งแกร่ง หมายความว่าด้วยกำลังการผลิตเท่าเดิมจะสามารถแจกจ่ายวัคซีนได้ในปริมาณมากขึ้น

ทั้งนี้ วัคซีนชนิดสูดดมสามารถกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในเยื่อหุ้มเซลล์ของระบบทางเดินหายใจ โดยไม่เจ็บเหมือนกับการฉีดวัคซีนเข้ากลามเนื้อซึ่งจะง่ายต่อการใช้งานในกลุ่มเด็กเล็กและผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง โดยขณะนี้วัคซีนดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการทดลองระยะที่ 2

นอกจากจีนแล้วก่อนหน้านี้อินเดียก็ได้เผยถึงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ชนิดสูดดมหรือฉีดพ่นทางจมูกเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า BBV154 เช่นเดียวกับผู้ผลิควัคซีน Sputnik V ของรัสเซียซึ่งได้ทดลองวัคซีนชนิดนี้ในกลุ่มเด็ก

จีนจำคุก 18 ปีมหาเศรษฐีวิจารณ์รัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659313

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

จีนจำคุก 18 ปีมหาเศรษฐีวิจารณ์รัฐบาลรัฐบาลจีนสั่งจำคุก 18 ปีมหาเศรษฐีชื่อดังฐานวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหลายครั้ง

ซันต้าอู่ มหาเศรษฐีวัย 67 ปีของจีนที่มักจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนถูกจำคุก 18 ปี ในข้อหาทะเลาะวิวาทและสร้างปัญหา รวมทั้งครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ระดมมวลชนให้โจมตีหน่วยงานของรัฐ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนี้ ซันต้าอู่ยังถูกปรับอีก 3.11 ล้านหยวน หรือราว 15.83 ล้านบาท

มีรายงานว่าซันต้าอู่ถูกควบคุมตัวเมื่อปีที่แล้วพร้อมกับญาติๆ และหุ้นส่วนธุรกิจ 20 คนหลังมีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับฟาร์มที่ดำเนินการโดยรัฐบาล และถูกจับกุมอีกครั้งเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

ซันต้าอู่เป็นเจ้าของ Hebei Dawu Agricultural and Animal Husbandry Group หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ดำเนินธุรกิจแปรรูปเนื้อสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์ และธุรกิจด้านการเกษตร รวมถึงโรงเรียนและโรงพยาบาล

เขายังขึ้นชื่อเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในเรื่องสิทธิมนุษยชนและประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง โดยเขาเป็นชาวจีนไม่กี่คนที่กล้าพูดอย่างเปิดเผยว่ารัฐบาลจีนปกปิดการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine flu) ที่ส่งผลกระทบกับฟาร์มเลี้ยงสุกรในปี 2019 จนสุกรติดเชื้อตายกว่า 100 ล้านตัวและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจเลี้ยงสุกรของประเทศ

อังกฤษเตือนอีก 2 สัปดาห์คนพม่าครึ่งประเทศอาจติดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659306

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

อังกฤษเตือนอีก 2 สัปดาห์คนพม่าครึ่งประเทศอาจติดโควิดทูตอังกฤษประจำยูเอ็นเตือนคนเมียนมาราว 27 ล้านคนอาจติด Covid-19 ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า  

บาร์บารา วู้ดเวิร์ด ผู้แทนถาวรสหราชอาณาจักรประจำองค์การสหประชาชาติเผยกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นของเมียนมาแบบไม่เป็นทางการว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรเมียนมาที่มีทั้งหมด 54 ล้านคนอาจติด Covid-19 ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหนา

“การรัฐประหารส่งผลให้ระบบสาธารณสุขเกือบล่มสลาย และบุคลากรทางการแพทย์ถูกทำร้ายและจับกุม” วู้ดเวิร์ดเผย “ไวรัสกำลังแพร่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าครึ่งหนึ่งของประชากรเมียนมาอาจติด Covid-19”

ขณะที่ จอโมตุน ทูตเมียนมาประจำองค์การสหประชาชาติเผยว่า “เพื่อให้การฉีดวัคซีน Covid-19 และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การติดตามอย่างใกล้ชิดโดยประชาคมโลกเป็นสิ่งสำคัญ”

จอโมตุนกล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอให้สหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะมนตรีความมั่นคงจัดตั้งกลไกการตรวจสอบที่นำโดยสหประชาชาติเพื่อให้การฉีดวัคซีน Covid-19 และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันพุธ (28 ก.ค.) สื่อเมียนมารายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาขอความร่วมมือจากประเทศอื่นในการควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศ

ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเมียนมาที่สื่อนำเสนอระบุว่า เมื่อวันพุธ (28 ก.ค.) เมียนมามีผู้ติดเชื้อ 4,980 ราย เสียชีวิต 365 ราย ทว่าเจ้าหน้าที่แพทย์และสัปเหร่อบอกว่าตัวเลขสูงกว่านั้น

อังกฤษติดโควิดลดฮวบหลังปลดล็อกดาวน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659305

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

อังกฤษติดโควิดลดฮวบหลังปลดล็อกดาวน์ผู้ป่วยโควิดรายใหม่ในอังกฤษลดลงอย่างรวดเร็วหลังยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ แต่ป่วยหนัก-ตายเพิ่มขึ้น

ภายหลังจากการคลายล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 19 ก.ค. หรือที่เรียกว่า Freedom day กลับพบว่ายอดผู้ติดเชื้อในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับสัปดาห์

โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันของสหราชอาณาจักรในการแพร่ระบาดระลอกล่าสุดนี้แตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 54,647 รายในวันที่ 17 ก.ค. แต่ภายหลังการปลดล็อกดาวน์ผู้ติดเชื้อกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ 23,511 รายในวันที่ 27 ก.ค. ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ

จากเดิมซึ่งอยู่ที่กว่า 40,000 ถึง 50,000 รายต่อวันกลับลดลงเหลือเพียงกว่า 20,000 รายต่อวัน แม้จะมีการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ยกเลิกมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการบังคับสวมหน้ากากอนามัย ขณะที่ประชาชนสามารถพบปะกันได้โดยไม่จำกัดจำนวนและสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ตลอดจนสถานบันเทิงและโรงภาพยนตร์สามารถกลับมาเปิดให้บริการ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในสหราชอาณาเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน โดยในวันที่ 29 ก.ค. มีรายงานผู้ติดเชื้อ 31,117 ราย ต่อเนื่องจาก 27,734 ในวันที่ 28 ก.ค. ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญเตือนประชาชนอย่าเพิ่งชะล่าใจแม้จะพบว่ายอดผู้ติดเชื้อลดลงอย่างมากภายหลังการปลดล็อกดาวน์ แต่อาจเกิดจากอัตราการตรวจหาเชื้อที่ลดลงด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลจากรัฐบาลเผยให้เห็นว่าจำนวนการตรวจหาเชื้อในประเทศระหว่างวันที่ 22 ก.ค. ถึง 28 ก.ค. ลดลง 14% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังพบว่าการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่กว่า 129,000 ราย ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันกล่าวว่าทั้งรัฐบาลและประชาชนยังคงต้องอยู่ในความระมัดระวังแม้จะคลายมาตรการควบคุมโรคแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ในช่วงที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการการควบคุมโรคประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปเกือบ 50 ล้านคนหรือคิดเป็น 88% ของวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่กว่า 35 ล้านคนหรือ 68% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้ใหญ่ทุกคนได้รับวัคซีนครบโดส 100% ภายในเดือนก.ย.

แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดครั้งใหญ่ไม่ควรดำเนินต่อไปท่ามกลางผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่ทั่วโลกกังวลอยู่ในขณะนี้ โดยมองว่าอาจส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 200,000 รายต่อวันจากการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้

Photo by Tolga Akmen / AFP

CDC เตือนเดลตาทำอาการหนัก ระบาดง่ายเหมือนอีสุกอีใส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659299

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

CDC เตือนเดลตาทำอาการหนัก ระบาดง่ายเหมือนอีสุกอีใสCDC สหรัฐเตือนเดลตาทำให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้นและแพร่ระบาดง่ายเหมือนอีสุกอีใส

สำนักข่าว Washington Post รายงานโดยอ้างเอกสารภายในของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ที่ระบุว่า ดูเหมือนว่า Covid-19 สายพันธุ์เดลตาจะทำให้อาการผู้ป่วยรุนแรงขึ้นและแพร่กระจายได้ง่ายเหมือนกับอีสุกอีใส

โดยผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีก 8-9 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมแพร่เชื้อเหมือนไข้หวัดทั่วไปคือ ทำให้คนอื่นติดเชื้อได้เฉลี่ย 2 คน

เอกสารของ CDC ยังอ้างข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนการแพร่ระบาดและการวิจัยจากภายนอกซึ่งยังไม่มีการเผยแพร่ว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วและติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอาจแพร่เชื้อได้ง่ายเท่ากับผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนแล้วมีปริมาณไวรัสในร่างกายเท่ากับผู้ป่วยที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ซึ่งประเด็นนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางเผยกับ Washington Post ว่า เป็นประเด็นหลักที่ทำให้ CDC เปลี่ยนคำแนะนำให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนแล้วกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่อวันอังคาร (27 ก.ค.)

เอกสารยังระบุอีกว่า คาดว่าจากนี้จะมีการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว และตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากขณะนี้มีผู้ฉีดวัคซีนแล้วจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสิงคโปร์ที่พบว่า 75% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งเข็มเดียวและสองเข็ม

CDC ยังแนะนำว่า ทางการต้องสื่อสารชี้แจงเรื่องนี้กับประชาชนให้ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน

อย่างไรก็ดี เอกสารของ CDC ยืนยันว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วปลอดภัยกว่า และวัคซีนลดความเสี่ยงที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิต 10 เท่า และลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ 3 เท่า

“วัคซีนป้องกันอาการรุนแรงได้มากกว่า 90% แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อหรือแพร่เชื้ออาจลดลง ดังนั้นจึงมีการติดเชื้อในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้วและการแพร่เชื้อในชุมชนแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม” เอกสารระบุ

หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่ โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC ยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริง และ CDC มีกำหนดจะเผยแพร่เอกสารนี้ในวันนี้ (30 ก.ค.) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนคำแนะนำให้ชาวอเมริกันกลับมาสวมหน้ากากอนามัยที่ประกาศเมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้

Photo by Kena Betancur / AFP

กัมพูชาปิดชายแดนฝั่งไทยสกัดเชื้อเดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659294

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

กัมพูชาปิดชายแดนฝั่งไทยสกัดเชื้อเดลตารัฐบาลกัมพูชาสั่งปิดด่านชายแดนไทยพร้อมล็อกดาวน์ 8 จังหวัด

รอยตอร์สรายงานว่ารัฐบาลกัมพูชาสั่งล็อกดาวน์ 8 จังหวัดที่มีชายแดนติดกับไทย พร้อมสั่งปิดด่านชายแดนกัมพูชา-ไทย ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก

โดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ลงนามคำสั่งปิดเมืองเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ซึ่งคำสั่งดังกล่าวจะห้ามประชาชนออกจากบ้าน ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 3.00 น. ห้ามรวมกลุ่ม ตลอดจนระงับการดำเนินการของภาคธุรกิจยกเว้นธุรกิจสายการบินเท่านั้น

พร้อมกันนี้ได้สั่งปิดด่านชายแดนที่เชื่อมกับประเทศไทยและห้ามเดินทางข้ามพรมแดน ยกเว้นการขนส่งสินค้าและในกรณีฉุกเฉิน

โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในจังหวัดเกาะกง, โพธิสัตว์, พระตะบอง, ไพลิน, บันเตียเมียนเจย, อุดรมีชัย, พระวิหาร และเสียมราฐไปจนถึงวันที่ 12 ส.ค.

ทั้งนี้ กัมพูชาสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เกือบทั้งหมดเมื่อปีที่แล้ว แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่พบในเดือนก.พ. ที่ผ่านมาส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง

โดยขณะนี้กัมพูชามีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 75,152 คน รักษาหายแล้ว 67,692 คน และเสียชีวิต 1,339 คน

Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

อิสราเอลลุยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ผู้สูงอายุสู้เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659289

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 10:17 น.

อิสราเอลลุยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้ผู้สูงอายุสู้เดลตาอิสราเอลเตรียมฉีดวัคซีน Pfizer เข็ม 3 ให้ผู้สูงอายุท่ามกลางกังวลเรื่องสายพันธุ์เดลตา

นายกรัฐมนตรี นาฟตาลี เบนเน็ตต์ ของอิสราเอลเผยว่า อิสราเอลจะฉีดวัคซีนของ Pfizer-BioNTech เข็มที่ 3 ให้ประชาชนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในวันอาทิตย์นี้ (1 ส.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มฉีด Pfizer เข็มที่ 3

วัคซีนเข็มที่ 3 นี้จะฉีดให้ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วอย่างน้อย 5 เดือน ซึ่งประธานาธิบดี ไอแซค เฮอร์ซ็อก จะเป็นผู้สูงอายุรายแรกที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ในวันนี้ (30 ก.ค.)

“ผมขอให้ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนครบแล้วมาฉีดเข็มที่ 3 ปกป้องตัวคุณเอง” เบนเน็ตต์กล่าว “การตัดสินใจนี้ยึดการวิจัยและวิเคราะห์จำนวนมากเป็นหลัก รวมทั้งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของสายพันธุ์เดลตา”

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้อิสราเอลเคยฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องไปแล้วราว 2,000 คน โดยไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง

Photo by JACK GUEZ / AFP

เมื่อจีนเชือดโรงเรียนกวดวิชาแต่สะเทือนถึงตลาดหุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659267

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 19:54 น.

เมื่อจีนเชือดโรงเรียนกวดวิชาแต่สะเทือนถึงตลาดหุ้นรัฐบาลจีนเดินหน้าควบคุมโรงเรียนกวดวิชาต่อไปนี้ห้ามแสวงหากำไร

การศึกษาในจีนมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยพุ่งเป้าไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เรียกว่า “เกาเข่า” โดยคนที่สอบได้คะแนนสูงจะมีสิทธิ์เลือกมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหัว ด้วยเหตุนี้โรงเรียนกวดวิชาจึงผุดขึ้นราวดอกเห็ด ธนาคาร Goldman Sachs ของสหรัฐเคยประเมินไว้ว่าธุรกิจนี้มีมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากข้อมูลของสมาคมการศึกษาจีนพบว่า ในปี 2016 นักเรียนจีนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม 6 ราว 75% ใช้บริการโรงเรียนกวดวิชาในเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และเซินเจิ้น แถมยังเรียนกันอย่างเอาเป็นเอาตายทุกวัน

แต่ล่าสุดธุรกิจโรงเรียนกวดวิชากำลังเป็นเป้าหมายในการ “เชือด” ของรัฐบาลจีน หลังจากไล่เช็กบิลกับบรรดาบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ไปแล้ว

กฎใหม่ที่ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ก.ค.) กำหนดให้โรงเรียนกวดวิชาจดทะเบียนเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรหากต้องการขออนุญาตสอนหลักสูตรของสถานศึกษา ไม่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือรับเงินลงทุนจากต่างชาติ และห้ามสอนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนคอร์สสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีต้องหยุดดำเนินการทั้งหมด

ข้อห้ามหลังสุดนี้ขัดกับระบบการศึกษาในโรงเรียนกวดวิชาส่วนใหญ่ในจีน ที่โดยปกตินักเรียนจะต้องเรียนหนักถึงวันละ 16 ชั่วโมง และอนุญาตให้นักเรียนพักเบรกสั้นๆ เพียง 2 ชั่วโมงในวันอาทิตย์

หลังจากนี้ทางการจีนจะไม่ออกใบอนุญาตให้เปิดโรงเรียนกวดวิชาแห่งใหม่ที่จะสอนหลักสูตรเดียวกับในโรงเรียน ขณะที่โรงเรียนกวดวิชาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วจะต้องถูกตรวจสอบและขอใบอนุญาตจากทางการ

นอกจากนี้ ทางการท้องถิ่นบางแห่งยังประกาศกฎใหม่ อาทิ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. คณะกรรมการการศึกษาในกรุงปักกิ่งประกาศว่าคณะกรรมการการศึกษาของแต่ละพื้นที่จะเป็นผู้จัดโครงการติวภาคฤดูร้อนสำหรับนักเรียนชั้นประถมเอง ทั้งที่ตามปกติแล้วโรงเรียนกวดวิชาจะเป็นผู้จัด เช่นเดียวกับที่เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น

ลดความเครียดนักเรียน

ทางการจีนให้เหตุผลที่ต้องเข้ามาควบคุมโรงเรียนกวดวิชาไว้ว่าต้องการลดความเครียดและการบ้านของนักเรียนทั้งจากโรงเรียนปกติและโรงเรียนกวดวิชา

นักเรียนจีนต้องเรียนกันอย่างหนักและมีการแข่งขันสูง บางคนต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 แล้วเรียนไปจนถึงเที่ยงคืนในวันธรรมดา ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ต้องเรียนพิเศษทั้งวันแทบจะไม่มีเวลาพัก

เมื่อเดือนที่แล้ว จางซีเฟิง นักเรียนหัวกะทิจากชนบทของจีนที่กำลังจะสอบเกาเข่าได้เผยถึงการเรียนหนักของเจ้าตัวจนกลายเป็นไวรัลว่า เขาและเพื่อนๆ ต้องตื่นมาเรียนตั้งแต่ตี 5 ทุกวันเพื่อให้สอบเกาเข่าผ่านและเปลี่ยนโชคชะตาที่พระเจ้าขีดไว้

จางซีเฟิงเชื่อว่าคนในชนบทอย่างเขาถูกลิขิตไว้ให้มีชีวิตแบบธรรมดาสามัญและถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อเทียบกับเด็กๆ จากครอบครัวที่มีฐานะที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากกว่า

จางบอกอีกว่าเขากลัวว่าตัวเองจะไม่ได้เรียนสูงๆ และกลายเป็นคนที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักแลกกับเงินเพียง 2,000 หยวน หรือราว 10,179 บาทต่อเดือน

หรืออย่างลูกสาววัย 10 ปีของ เฮเลน ชุย พนักงานออฟฟิศในบริษัทต่างชาติ ที่ต้องเรียนสารพัดวิชาในวันหยุด อาทิ ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง, คณิตศาสตร์ 3 ชั่วโมง, ภาษาจีน 3 ชั่วโมง, ว่ายน้ำ 1 ชั่วโมง, เปียโน 1 ชั่วโมง, ภาษาอังกฤษออนไลน์กับครูชาวอเมริกันแบบกลุ่มเล็กๆ อีก 90 นาที รวมๆ แล้ววันหยุดของเธอหมดไปกับการเรียนพิเศษ 12 ชั่วโมงครึ่ง

ลดค่าใช้จ่ายพ่อแม่ กระตุ้นผลิตลูกเพิ่ม

ทางการจีนยังกังวลว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าเรียนพิเศษของลูกจะเป็นภาระทางการเงินให้กับพ่อแม่จนเกินไปในช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนต้องการเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรด้วยการผ่อนปรนให้มีทายาทได้ 3 คน

สำหรับพ่อแม่ชนชั้นกลางตามเมืองใหญ่ๆ การเรียนพิเศษถือเป็นเรื่องจำเป็นไม่ต่างกับการตรวจสุขภาพประจำปี และพ่อแม่เหล่านี้ก็ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกๆ มีอนาคตที่ดี มีผลการเรียนยอดเยี่ยม  มีคะแนนสอบสูง เพื่อให้ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังและเป็นการการันตีหน้าที่การงานดีที่ในอนาคต

สมาคมการศึกษาแห่งประเทศจีนเผยว่า นักเรียนจีน 1 คนมีค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 12,000 หยวน หรือราว 61,075 บาท มากกว่าเงินเดือนของคนทำงานหลายๆ คน แต่บางบ้านต้องควักเงินมากถึง 300,000 หยวน หรือราว 1,526,124 บาท

ขณะที่รายงานของสถาบันสังคมศาสตร์เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2019 ระบุว่า การเลี้ยงเด็ก 1 คนนับตั้งแต่เกิดจนถึงชั้นมัธยมต้นสำหรับครอบครัวในย่านจิ้งอันของเซี่ยงไฮ้อยู่ที่ 130,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 4,274,140 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา 78,713 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2,587,729 บาท

และครอบครัวที่มีรายได้น้อยในเซี่ยงไฮ้ซึ่งมีรายได้ต่อปีราว 7,700 เหรียญสหรัฐ หรือราว 253,022 บาท ใช้เงินจำนวนนี้กว่า 70% ไปกับการเลี้ยงดูลูก 1 คน

เมื่อค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาสูงลิบ บรรดาพ่อแม่จึงต้องการมีลูกเพียงคนเดียวแม้ว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้มีได้มากกว่า 2 คนก็ตาม และในท้ายที่สุดอัตราประชากรเกิดใหม่ของจีนก็จะลดลง ส่งผลกระทบต่อแรงงานของประเทศในระยะยาว

ลดความไม่เท่าเทียม

กฎหมายดังกล่าวยังออกมาเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา เนื่องจากหลายครอบครัวไม่สามารถจ่ายค่าเรียนพิเศษที่แพงหูฉี่ให้ลูก

หุ้นโรงเรียนกวดวิชาดิ่ง

คำสั่งดังกล่างส่งแรงกระเพื่อมไปถึงหุ้นของโรงเรียนกวดวิชา ตั้งแต่วันศุกร์ (23 ก.ค.) ที่เริ่มมีข่าวหลุดออกมาก่อนที่คำสั่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในวันถัดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอย่าง Gaotu Techedu, New Oriental Education & Technology (ร่วง 75%) และ TAL Education Group (ร่วง 54%)

ขณะที่หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในจีน อาทิ Nio, Tencent ซึ่งลงทุนอย่างหนักในธุรกิจภาคการศึกษา และ JD ก็พลอยดิ่งไปด้วย เช่นเดียวกับดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงที่ร่วงลง 4%

ทรัพย์สินลดหลุดโผมหาเศรษฐี

รายชื่อมหาเศรษฐีของโลกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาระบุว่า แลร์รี่ เฉิน ผู้ก่อตั้ง Gaotu Techedu มีทรัพย์สิน 10,200 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตอนนี้ชื่อของเฉินหลุดจากโผนี้แล้ว เนื่องจากทรัพย์สินลดลงเหลือ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังคำสั่งดังกล่าวประกาศออกมา

เช่นเดียวกับคู่แข่งทางธุรกิจอย่าง ไมเคิล หยู หรือหยูหมิ่นหง แห่ง New Oriental ที่ทรัพย์สินลดลงจากเมื่อเดือน เม.ย. 70% เหลือ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนทรัพย์สินของจางปังซิน แห่ง TAL Education ลดลงเกือบ 90% เหลือ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ทั้ง 3 บริษัทยังเตือนรัฐบาลว่า กฎใหม่ของทางการจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา

การควบคุมจะได้ผลไหม

สุดท้ายแล้วหากจีนยังมีระบบโรงเรียนชั้นนำที่มีที่จำกัดและการสอบเข้าต้องใช้คะแนนสูงๆ บรรดาพ่อแม่จะยังคงเดินหน้าผลักดันให้ลูกเข้าโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเพิ่มเกรดให้ได้เข้าโรงเรียนชั้นนำ การยกเครื่องระบบที่เป็นอยู่นี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายหรือจะเปลี่ยนแปลงได้ทันทีทันใด

อินฟลูเอนเซอร์ที่ใช้ชื่อว่า Professor Strongart มองว่า รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมอย่างเข็มงวดจึงจะได้ผล ส่วนเอ็มม่า ซ่ง ซึ่งเป็นผู้ปกครองไม่แน่ใจว่าการปราบปรามโรงเรียนกวดวิชาจะได้ผล เนื่องจาก “หากคุณแบนโรงเรียนกวดวิชา บรรดาพ่อแม่ที่ร่ำรวยก็จะแอบจ่ายเงินให้ครูมาติวให้ลูกที่บ้านอยู่ดี”

เฮเลน ชุยมองว่า ปัญหาคือนักเรียนยังถูกประเมินโดยใช้คะแนนสอบ และการจำกัดหรือปิดโรงเรียนกวดวิชาก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ ตราบใดที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังมีการแข่งขันสูง นักเรียนก็ยังจำเป็นต้องเรียนพิเศษ

ทว่า ไมเคิล หม่า ซึ่งทำงานในโรงเรียนกวดวิชาเผยกับ Voice of America ว่า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการมีลูกนั้นรวมถึงการให้การศึกษากับพวกเขาด้วย การควบคุมโรงเรียนกวดวิชาที่มีราคาแพงเป็นวิธีหนึ่งที่ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย 

ผู้ปกครองหวั่นยิ่งดันราคาค่าติว

ในเว็บไซต์ Zhihu ซึ่งคล้ายกับเว็บไซต์ถามตอบ Quora ของสหรัฐ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเข้ามาควบคุมธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา ผู้ใช้รายหนึ่งเผยว่า “นี่มันเหมือนกับกฎหมายห้ามสุราของสหรัฐ แน่นอนว่าคุณแบนแอลกอฮอล์ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนไม่ต้องการแอลกอฮอล์นี่ ก็เหมือนกับการแบนโรงเรียนกวดวิชาแหละ ถ้าคุณปิดมัน ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะไม่อยากส่งลูกไปเรียนนี่ ความต้องการยังมีอยู่ มันก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้นแหละ”

ส่วนอีกรายหนึ่งบอกว่า “นักเรียนที่จบมัธยมต้นเพียงครึ่งเดียวที่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ส่วนอีกครึ่งหนึ่งต้องเรียนต่อสายอาชีพ แล้วมันก็มีโควตา แล้วพ่อแม่ที่ไหนจะต้องการให้ลูกเป็นคนใช้แรงงาน พวกเขาจะทำทุกวิธีเพื่อให้ลูกได้คะแนนสูงๆ เพื่อให้อยู่ในกลุ่มครึ่งแรก”

ส่วน เฮเลน ชุย บอกว่า “ถ้าเราส่งลูกไปเรียนพิเศษไม่ได้และไม่มีเรี่ยวแรงสอนเองเราก็ต้องหาติวเตอร์ที่สอนตัวต่อตัว ซึ่งแพงกว่าการเรียนแบบกลุ่ม 3-5 เท่า มันทำให้เรากังวลมากขึ้น เราต้องจ่ายเงินมากขึ้น และเราไม่มีทางเลือกที่จะไม่ไป”

ต้องปฏิรูปการศึกษาเท่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าทางเดียวที่จะแก้ได้คือ จีนต้องปฏิรูปการศึกษา จีเฟิงหยวน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเผยกับ ABC ว่า “การศึกษาของจีนต้องการการปฏิรูปอย่างล้ำลึก ต้องมีช่องว่างให้เด็กมีเวลาส่วนตัว เพื่อปลดปล่อยพลังงาน และเป็นตัวของตัวเอง”

จียังเผยอีกว่า เธอเข้าใจว่าทำไมเด็กๆ จึงต้องเรียนหนัก เพราะการแข่งขันหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมจีนมานานนับพันปี และมีเพียงวิธีเดียวที่จะได้รับการยอมรับทางสังคม นั่นคือผ่านการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น

เช่นเดียวกับ สวงปิงฉี ประธานสถาบัน 21st Century Education Research เผยว่า ต้องปฏิรูประบบการสอบเพื่อลดความจำเป็นการในเรียนพิเศษ “ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ประเมินนักเรียนจากคะแนนอย่างเดียวคือสาเหตุที่ผู้ปกครองกังวล ภายใต้ระบบการประเมินนี้ ผู้ปกครองทุกคนล้วนต้องการให้ลูกๆ ได้เกรดสูงและอยู่ในอันดับต้นๆ เพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้”

REUTERS/Stringer 

นิวซีแลนด์คาดหวังฉีดวัคซีนทุกคนภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659257

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

นิวซีแลนด์คาดหวังฉีดวัคซีนทุกคนภายในปีนี้ชาวนิวซีแลนด์ราว 14% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว เล็งฉีดวัคซีนให้ทุกคนภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์เข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 2 ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขนิวซีแลนด์เปิดเผยในวันเดียวกันว่าได้มีการฉีดวัคซีนของ Pfizer ซึ่งเป็นวัคซีนหลักไปแล้วกว่า 1.7 ล้านโดส

โดยมีประชากรราว 700,000 คนหรือคิดเป็น 14% ของประชากรทั้งหมดเกือบ 5 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ประมาณ 3% ขณะที่มีวัคซีนเพียงพอสำหรับฉีดให้ประชาชนทุกคนภายในปีนี้

นิวซีแลนด์เปิดให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีสามารถลงทะเบียนเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. เป็นต้นไป ด้วยศูนย์ฉีดวัคซีนมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศและจะมีเพิ่มอีกในอนาคต

ในวันนี้ (29 ก.ค.) นิวซีแลนด์ยังได้อนุมัติใช้วัคซีนของ AstraZeneca เป็นการชั่วคราวสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป หลังจากที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวจำนวน 7.6 ล้านโดสผ่านการซื้อล่วงหน้ากับบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นวัคซีนตัวที่ 3 ที่ได้รับการอนุมัติในนิวซีแลนด์ต่อจาก Pfizer และ Johnson & Johnson

ทั้งนี้ นานาชาติยกให้นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่รับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 2,867 คน รักษาหายแล้ว 2,795 คน และเสียชีวิต 26 คน

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3 คน และไม่มีผู้เสียชีวิตมาตั้งแต่เดือนมี.ค. แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลได้ระงับการเดินทางแบบไม่กักตัวกับออสเตรเลียเนื่องจากกังวลต่อการแพร่ะบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา

Photo by MICHAEL BRADLEY / AFP

ฝรั่งเศสแจกเงินวัยรุ่นคนละหมื่นส่งเสริมวัฒนธรรมแบบไม่ยัดเยียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659245

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ฝรั่งเศสแจกเงินวัยรุ่นคนละหมื่นส่งเสริมวัฒนธรรมแบบไม่ยัดเยียด

กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสผุดไอเดียส่งเสริมวัฒนธรรมในวัยรุ่นแบบไม่ต้องบังคับ

The New York Times รายงานว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเปิดตัวแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน Culture Pass ที่จะแจกเงิน 300 ยูโร (11,700 บาท) แก่เด็กอายุ 18 ปีทุกคนในประเทศเพื่อส่งเสริมสินค้าทางวัฒนธธรม ไม่ว่าจะเป็นตั๋วนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์ ศิลปะ การแสดง ดนตรี วิดีโอเกม และหนังสือ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขานำเงินไปซื้อหนังสือการ์ตูน

แอปพลิเคชันดังกล่าวเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม และในเดือนนี้การซื้อหนังสือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 75% ของการซื้อทั้งหมดที่ทำผ่านแอปพลิเคชัน โดยประมาณ 2 ใน 3 ของหนังสือเหล่านั้นเป็นมังงะหรือหนังสือการ์ตูน

Noël Corbin เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมที่ดูแลโครงการนี้เผยว่าเป็นการใช้สิ่งจูงใจเพื่อผลักดันให้เด็กๆ ที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้มีโอกาสค้นคว้าศึกษาวัฒนธรรมรอบตัวพวกเขา และส่งเสริมให้พวกเขาดื่มด่ำไปกับวัฒนธรรม

ในการเปิดตัวแอปพลิเคชันเมื่อเดือนพฤษภาคมประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศว่าโครงการนี้จะเป็นชัยชนะที่น่าเกรงขามของฝรั่งเศส เมื่อวัยรุ่นจะไม่พูดคำว่า “ฉันไม่ชอบวรรณกรรมนี้” หรือ “หนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับฉัน” อีกต่อไป

Juliette Sega วัยรุ่นคนหนึ่งที่อาศัยในเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสมองว่ามันเป็นความคิดริเริ่มที่ดีมาก เธอใช้เงินไป 40 ยูโร เพื่อซื้อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นและนวนิยายดิสโทเปีย

Naza Chiffert เจ้าของร้านหนังสือในปารีสกล่าวว่า Culture Pass มีผลดีต่อธุรกิจของเธอ เพราะการดึงดูดวัยรุ่นสมัยนี้ให้เข้าร้านหนังสือนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ตอนนี้มีวัยรุ่นมาอุดหนุนเธอทุกวัน

บรรดาวัยรุ่นมองว่าแอปนี้ทำให้พวกเขาพบกับวัฒนธรรมที่พวกเขาสนใจอย่าง Gabriel Tiné นักศึกษาวัย 18 ปีคนหนึ่งใช้เงินจาก Culture Pass ไปกว่า 200 ยูโรเพื่อซื้อแผ่นเสียงมาเปิดเล่นกับเพื่อนๆ

ทั้งนี้ แอปดังกล่าวก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างอย่างเช่นผู้ใช้สามารถใช้จ่ายได้สูงสุด 100 ยูโรเท่านั้นสำหรับสินค้าอย่างเช่น e-book การสมัครรับข้อมูลสื่อออนไลน์ และบริการสตรีมเพลงหรือภาพยนตร์ ซึ่งจำกัดเฉพาะสินค้าจากบริษัทฝรั่งเศสด้วย

และแม้ว่า Culture Pass จะสามารถใช้กับวิดีโอเกมได้แต่ต้องเป็นเกมที่มาจากฝรั่งเศสเท่านั้นและเนื้อหาของเกมต้องไม่มีความรุนแรง ด้วยเงื่อนไขนี้ทำให้เกมยอดนิยมส่วนใหญ่ไม่มีให้บริการบนแอปพลิเคชันดังกล่าว

ข้อโต้แย้ง

ถึงกระนั้นโครงการนี้ถูกโต้แย้งจากประชาชนบางส่วนที่มองว่าการแจกเงินให้วัยรุ่นราว 825,000 คนเพื่อหวังว่าพวกเขาจะออกมาจากมัลติมีเดียและเข้าไปในโรงภาพยนตร์แบบอาร์ตเฮาส์นั้นเป็นการสิ้นเปลืองเงินของผู้ที่เสียภาษีให้รัฐบาลเปล่าๆ

โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณราว 80 ล้านยูโร (3.1 พันล้านบาท) ในปีนี้และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปีหน้า แต่ก็ยังคงเป็นเศษเสี้ยวของงบประมาณเกือบ 4 พันล้านยูโรของกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส

รองศาสตราจารย์ Jean-Michel Tobelem ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัย Pantheon-Sorbonne มหาวิทยาลัยหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศส มองว่าโครงการนี้เป็นความพยายามที่น่ายกย่องแต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อสื่อกระแสหลักมากกว่า

เช่นเดียวกับ Pierre Ouzoulias ส.ว. จากพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสซึ่งมองว่า “วัยรุ่นมักจะนำเงินไปซื้อแต่สิ่งที่พวกเขาสนใจอยู่แล้ว นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีเด็กคนไหนใช้แอปพลิเคชันนี้เพื่อซื้อบัตรเข้าชมโอเปร่า”

ขณะที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าประธานาธิบดีทุ่มเงินให้คนหนุ่มสาวเพื่อเรียกคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งในปีหน้า

ความเห็นจากกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านโดยชี้แจงว่าโครงการนี้มีแผนที่จะนำไปใช้กับเด็กมัธยมต้นด้วย โดยคุณครูจะเป็นผู้ควบคุมและจัดสรรการใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว และพวกเขาจะสามารถใช้เองได้อย่างอิสระเมื่ออายุถึง 18 ปี

ทั้งนี้ กระทรวงมองว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวจะช่วยให้สถาบันทางวัฒนธรรมสามารถเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ทโฟนของพวกเขา ซึ่งตอนนี้มีวัยรุ่นฝรั่งเศสเกือบ 630,000 คนทั่วประเทศใช้งานแอปนี้แล้ว

Photo by SARAH MEYSSONNIER / POOL / AFP