Moderna เกิดปัญหาการผลิตทำบางประเทศได้วัคซีนล่าช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659132

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

Moderna เกิดปัญหาการผลิตทำบางประเทศได้วัคซีนล่าช้าบริษัทผู้วัคซีนยอมรับว่าเกิดความล่าช้าในการผลิตจากโรงงานนอกสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้บางประเทศไม่ได้รับวัคซีนตามกำหนด

บริษัท Moderna ผู้พัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 รายใหญ่ของสหรัฐกล่าวว่าโรงงานผลิตวัคซีนในต่างประเทศกำลังเผชิญกับความล่าช้าในการทดสอบในห้องปฏิบัติการซึ่งจะส่งผลให้การส่งมอบวัคซีนในหลายประเทศล่าช้ากว่ากำหนด

Moderna ระบุว่าขณะนี้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เนื่องจากทางบริษัทมีสินค้าสำรองไม่เพียงพอ จึงอาจส่งผลให้การส่งมอบวัคซีนในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์นี้ล่าช้ากว่ากำหนด

บริษัทออกมาแถลงหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขของเกาหลีใต้กล่าวว่า Moderna เลื่อนกำหนดการจัดส่งวัคซีนจากปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นเดือนสิงหาคมโดยให้เหตุผลว่าเกิดปัญหาด้านการผลิตวัคซีน

ขณะที่เกาหลีใต้กำลังขยายกลุ่มเป้าหมายฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุและแรงงานผู้ผลิตชิปตลอดจนพนักงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ จึงทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้วัคซีนของ Pfizer

จอง อึล-ยัง หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อวัคซีนเผยว่าปัญหาด้านการผลิตที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับ Lonza บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติสวิสและบริษัทในสเปนซึ่งทำหน้าที่บรรจุขวดสำหรับวัคซีน Moderna

ดังนั้นปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเกาหลีใต้เท่านั้นแต่ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ได้รับวัคซีนจากโรงงานเดียวกัน

ทั้งนี้ เกาหลีใต้สั่งซื้อวัคซีนจาก Moderna รวมทั้งสิ้น 40 ล้านโดสซึ่งได้รับแล้วประมาณ 1.1 ล้านโดส ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับการแพ่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 1,000 รายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม Moderna ยืนยันว่ากำลังดำเนินการเพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนได้อย่างรวดเร็วที่สุดและมีผลกระทบน้อยที่สุด โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าความล่าช้าครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศใดบ้าง

Photo by NHAC NGUYEN / AFP

CDC เตือนโควิดกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็หนีวัคซีนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659129

วันที่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 10:41 น.

CDC เตือนโควิดกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็หนีวัคซีนได้CDC สหรัฐเตือน Covid-19 กลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็อาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เตือนระหว่างแถลงข่าวว่า Covid-19 กลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งก็อาจจะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

วาเลนสกีกล่าวว่า วัคซีนที่มีอยู่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรง รวมทั้งอาการที่เกิดจากสายพันธุ์กลายพันธุ์ต่างๆ แต่การระบาดอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน

“ความกังวลใหญ่ที่สุดที่ฉันคิดว่าเราในวงการสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์กังวลคือ เชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์จนสามารถหลีกเลี่ยงวัคซีนในแง่ของการที่วัคซีนปกป้องเราจะอาการรุนแรงและการเสียชีวิต” วาเลนสกีเผยในการแถลงข่าว

“ขณะนี้ โชคดีที่เรายังไม่ถึงจุดนั้น วัคซีนเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ดีในการปกป้องเราจากอาการรุนแรงและการเสียชีวิต แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น การกลายพันธุ์อีกไม่กี่ครั้งอาจหลบเลี่ยงวัคซีนของเราได้” ผู้อำนวยการ CDC เผย

วาเลนสกีเผยอีกว่า ความเป็นไปได้นี้ยิ่งทำให้การฉีดวัคซีนเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ไปจนถึงขั้นที่ต้องการวัคซีนอื่นมารับมือ

นอกจากนี้ยังเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่กำลังพุ่งขึ้นในช่วงนี้อยู่ในกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และขณะนี้ผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 เป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนถึง 99.5% และ 97% ที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

Photo by Greg Nash / POOL / AFP

จีนเชื่อมั่นวัคซีนตัวเองหรือไม่และทำไมถึงยังไม่ใช้ mRNA? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/658436

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 19:20 น.

จีนเชื่อมั่นวัคซีนตัวเองหรือไม่และทำไมถึงยังไม่ใช้ mRNA?ขณะที่ไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนยังสั่งวัคซีนจากจีนเข้ามาพร้อมๆ กับวัคซีนตะวันตกที่เน้นเทคโนโลยีใหม่ แต่จีนก็มีวัคซีน mRNA แต่ทำไมจีนจึงยังไม่ใช้มัน?

ประเทศที่เรียกร้องวัคซีน mRNA มากที่สุดในเวลานี้น่าจะเป็นประเทศไทย ซึ่งก็มีเหตุให้ต้องเรียกร้องเพราะระลอกนี้หนักหนาสาหัสมากจนผู้ติดเชื้อทะลุหลักหมื่น และเชื่อกันว่าวัคซีนแบบ mRNA จะป้องกันเชื้อเดลตาได้ดีกว่าวัคซีนของจีนจากบริษัท Sinovac (คือ CoronaVac) ที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในไทย

แต่ ณ เวลานี้มีรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่าแม้แต่ mRNA ก็ชักจะเอาเดลตาไม่ไหวเหมือนกัน เพราะประสิทธิภาพลดลงพอควรจากข้อมูลของอิสราเอล

มาดูที่จีน เราจะพบว่าจีนยังไม่ได้ใช้วัคซีนแบบ mRNA ในวงกว้าง แต่มีรายงานข่าวประเภท “แหล่งข่าวเผยว่า” ทางการจีนจะใช้วัคซีนเข็มสามหรือตัวกระตุ้น (บูสเตอร์) ผลิตโดยบริษัท Fosun Pharma ของจีนและ BioNTech ของเยอรมนี

หากข่าวนี้จริง (รายงานโดย Caixin สื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูงในจีนโดยอ้างการประชุมผู้ถือหุ้นของ Fosun) จะทำให้ความเชื่อมั่นในวัคซีนเชื้อตายที่จีนใช้คือ CoronaVac และ Sinopharm ถดถอยลงไปอีก

ตอนนี้ประเทศไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางการแย่งชิงระหว่างวัคซีนเทคโนโลยีเก่าจากจีนและวัคซีนเทคโนโลยีใหม่จากโลกตะวันตก ในขณะที่เขียนบทความนี้มีรายงานข่าวจากสื่อตะวันตกไม่หยุดหย่อนเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของคนไทยต่อวัคซีนที่ลดลง

เรื่องนี้คนไทยรู้กันเองอยู่แล้ว แต่มันกำลังถูกจับตาโดยสื่อต่างประเทศ ทำให้ประเด็นนี้กำลังเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศที่เริ่มมีโมเมนตัมมากขึ้น

ในจีนเองก็มีความพยายามปั่นกระแสกังขาต่อเทคโนโลยี mRNA มาตั้งแต่ต้นปีนี้ เช่น The People’s Daily กระบอกเสียงของทางการจีนที่เผยแพร่บทความเรื่อง “วัคซีนโควิด-19 ของจีนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น” ตอนหนึ่งเขียนว่า “ในขณะปั่นกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลการทดลองขั้นปลายของ CoronaVac สื่อภาษาอังกฤษกระแสหลักกลับกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวนอร์เวย์สูงอายุ 23 คนหลังจากที่พวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนด้วยวัคซีน Pfizer ราวกับว่าสื่อเหล่านั้นได้บรรลุฉันทามติในอันที่จะมองข้ามเหตุการณ์นี้ไปแล้ว”

ส่วน Global Times สื่อของจีนที่แบ่งภาคมาเล่นข่าวแบบแท็บลอยด์ก็โจมตีด้วยลีลาร้อนแรงตามสไตล์ในบทบรรณาธิการเรื่อง “เหตุใดสื่อสหรัฐจึงเงียบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของวัคซีนไฟเซอร์” ความตอนหนึ่งว่า “หากจำเป็นต้องเปรียบเทียบ วัคซีนเชื้อตายของจีนมีรากฐานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่าวัคซีน mRNA ของ Pfizer อย่างแน่นอน เทคโนโลยีวัคซีนเชื้อตายได้รับการพัฒนาอย่างมากและผ่านการทดสอบทางคลินิกมาหลายทศวรรษ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยี mRNA ถูกนำไปใช้กับวัคซีน การส่งเสริมวัคซีนของ Pfizer ในวงกว้างนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการทดสอบในมนุษย์ในวงกว้าง”

บทบรรณาธิการนี้พยายามชี้ว่าเทคโนโลยี mRNA ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีและชาติตะวันตกผลักดันให้ใช้ซึ่งไม่ต่างจากการทดลองกับมนุษย์ในวงกว้าง และยังบอกว่าชาติตะวันตกละเลยข้อเสียของวัคซีน mRNA (โดยเฉพาะของ Pfizer) โดยเจตนา เพราะความ “สองมาตรฐานแบบหยาบกระด้างของสื่อตะวันตกเกี่ยวกับวัคซีนและทัศนคติที่เป็นพิษเป็นภัยของพวกเขา”

นั่นเป็นตอนที่โลกยังไม่รู้จักเชื้อสายพันธุ์เดลตา

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กระแสกังขาวัคซีนจีนตีตื้นขึ้นมาอีกครั้งเริ่มจากความสำเร็จของประเทศเซเชลส์ที่ฉีดวัคซีนในอัตราสูงสุดในโลกและหวังจะบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่ในเดือนมีนาคม พร้อมกับเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจนกลายเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานหลังจากนั้น (กลางเดือนพฤษภาคม) ประเทศเซเชลส์เจอการระบาดอีกครั้งทั้งๆ ที่ฉีดวัคซีน (Sinopharm ของจีน) ไปมากมาย นี่เองที่ทำให้โลกหันมาสนใจเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนเชื้อตายของจีนกันมากขึ้น

นั่นก็ยังไม่ใช่ตอนที่เดลตาออกอาละวาด จนกระทั่งอินเดียเข้าสู่ภาวะวิกฤต ตามด้วยการกระจายตัวของเดลตาไปยังที่ต่างๆ ทำให้กระแสกังขาวัคซีนจีนเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งศูนย์กลางของการปะทะระหว่างวัคซีนเก่าและใหม่มาหยุดที่ประเทศไทย

แต่ต้องย้อนกลับไปก่อน เพราะไทยไม่ถือเป็นประเทศแรกที่กังขากับวัคซีนจีนและมีเสียงเรียกร้องจากทีมด่านหน้าให้เลิกสั่งวัคซีนจีนเข้ามาและให้แทนที่ด้วยวัคซีน mRNA เพราะอินโดนีเซียกังขามาก่อนไทยและมีเสียงเรียกร้องให้ฉีดวัคซีน Pfizer หรือ Moderna ให้กับบุคลากรแพทย์แถวหน้าโดยฉีดซ้ำกับวัคซีนจีนที่ได้ไปก่อนหน้านี้

ต่อมารัฐบาลสหรัฐประกาศบริจาค Moderna ให้อินโดนีเซีย 3 ล้านโดส (บวกกับอีก 1.5 ล้านโดสที่ตามมาภายหลัง) ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศฉีดให้กับบุคลากรแพทย์ให้เป็นบูสเตอร์ 1.5 ล้านโดส แต่เพิ่งจะเริ่มฉีดวันที่ 16 กรกฎาคมนี่เอง ไล่ๆ กับที่มีข่าวว่าบุคลากรแพทย์ของอินโดนีเซียเสียชีวิตไปหลายสิบคนทั้งๆ ที๋ฉีดวัคซีน (ของจีน) ครบถ้วนแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียคล้ายกับไทยตรงที่มีเสียงเรียกร้องให้นำวัคซีน mRNA เข้ามาฉีดบูสเตอร์ให้บุคลากรแพทย์เสียที เพราะพวกเขากังวลกับประสิทธิภาพของวัคซีนจีน ที่อินโดนีเซียนั้นความกังวลลากยาวมาหลายเดือนกว่าที่วัคซีน mRNA จะมาถึงและเพิ่มจะฉีดไปไม่กี่วันก่อนที่บทความนี้จะถูกเขียนขึ้น (เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม)

การหักเหลี่ยมระหว่างจีนกับชาติตะวันตกเรื่องวัคซีนมีอยู่จริง และไม่ใช่แค่ชาติตะวันตกที่ด้อยค่าวัคซีนจีน จีนเองก็ด้อยค่าวัคซีนตะวันตกเหมือนกัน ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าที่ไร้วุฒิภาวะทั้งคู่ เพราะเอาชีวิตคนมาเป็นเกมการเมือง เช่นเดียวกับในไทย เราเองก็ต้องยอมรับว่ามีการใช้วัคซีนเป็นเกมการเมืองเช่นกัน

แต่ถ้าโยนการเมืองทิ้งไป เราจะเห็นว่าทีมแพทย์จำเป็นต้องมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าของจีนจริงๆ โดยดูตัวอย่างได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซีย แม้ว่าตอนนี้เดลตาจะทำให้ Pfizer อ่อนประสิทธิภาพลงไปไม่น้อยเช่นกันจากการเปิดเผยของรัฐบาลอิสราเอล แต่อย่างน้อยวัคซีน mRNA ก็ยังแกร่งกว่าและสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า

ที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่วัคซีนจีนถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ จีนเองกลับมีท่าทีอ่อนลงเรื่องการด้อยค่าวัคซีนตะวันตก ในเวลานี้สื่อรัฐบาลจีนก็ยังคงเชียร์วัคซีนของตนเองอยู่ แต่สื่อทางการจีนเพลาๆ เรื่องการโจมตีเทคโนโลยี mRNA ลงไปพอสมควรแล้ว

นอกจากนี้ บริษัทเวชภัณฑ์ในจีนบางแห่งก็เริ่มการทดลองวัคซีน mRNA เช่น บริษัทอ้ายปั๋ว เซิงอู้ ในซูโจว และ BioBAY ในซูโจวเช่นกัน จนกระทั่งมีข่าวว่าจะใช้บูสเตอร์เป็นวัคซีน mRNA ของ Fosun Pharma กับ BioNTech

การเปลี่ยนท่าทีนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเท่ากับลดแรงเสียดทานของการเมืองเรื่องวัคซีน แต่ก็เกิดคำถามว่าจีนไม่มั่นใจวัคซีน (เชื้อตาย) ตัวเองแล้วหรือ?

เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จีนเก็บท่าทีเพื่อจะขายวัคซีนเชื้อตาย เพราะมีข่าวมาตลอดว่าจีนกำลังเร่งพัฒนาวัคซีน mRNA ของตัวเอง เช่น ARCoV ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทอ้ายปั๋ว เซิงอู้ กับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทหาร และ Watson Biotechnology ในมณฑลยูนนาน ตอนนี้เข้าเฟส 3 และคาดว่าตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 เป็นต้นไปจะมีกำลังการผลิต 120 ล้านหน่วยตลอดทั้งปี

แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงไตรมาส 3 จีนมีอะไรก็ต้องใช้ไปก่อน

วัคซีนที่จีนใช้ในเวลานี้คือ CoronaVac และ Sinopharm และ Zhifei สองยี่ห้อแรกนั้นคนไทยรู้จักกันดีและค่อนข้างกังขากับตัวแรกโดยเฉพาะหลังการรุกรานของเดลตา ส่วน Zhifei คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก ซึ่งใช้เทคโนโลยีแบบ Protein subunit คือใช้โปรตีนจากไวรัสเหมือนวัคซีน Novavax ที่คนไทยจำนวนหนึ่งกำลังสนใจอยู่ในเวลานี้

เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้มีรายงานว่านักวิจัยชาวจีนพบว่าวัคซีน Zhifei ที่พัฒนาโดยหน่วยงานของผลิตภัณฑ์ชีวภาพ Chongqing Zhifei Biological Products ยังมีประสิทธิภาพป้องกันเดลตา แต่มีประสิทธิภาพลดลงเล็กน้อย

ข้อมูลจากฝั่งจีนก็บอกเช่นกันว่า CoronaVac ช่วยไม่ให้ผู้ติดเชื้อที่รับวัคซีนล้มป่วยหนัก (หมายความติดได้แต่ไม่สาหัสหรือถึงแก่ชีวิต) และจีนก็ยอมรับเช่นกันว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนจีน 2 (CoronaVac และ Sinopharm) ชนิดมีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเจอเข้ากับเดลตา

เอาเข้าจริงแล้วเปอร์เซนต์ของบุคลากรแพทย์ผู้ฉีดวัคซีนจีนและติดเชื้อทั้งในไทยและอินโดนีเซียยังมีอัตราส่วนน้อยมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เปอร์เซนต์น้อย เพราะอยู่ที่ความกลัวว่าหวยจะไปออกที่ใครมากกว่า นั่นคือไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเดิมพันหรอกว่าตัวเองจะเป็นพวกเปอร์เซนต์น้อยที่ติดเชื้อ (หรือตาย)

คำถามก็คือทำไมจีนที่ใช้ CoronaVac และ Sinopharm เป็นหลักเหมือนไทยกับอินโดนีเซียถึงได้รอดพ้นการระบากระลอกแล้วระบอกเล่ามาได้?

บางคนอธิบายว่าเพราะคนจีนมีวินัยที่ดีและมีรัฐบาลที่เด็ดขาดเข้มงวดเมื่อบวกกับการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างครอบคลุม แม้จะเจอเดลตาที่กว่างโจวก็ยังควบคุมมันไม่ให้ระบาดในวงกว้างได้

แต่คำอธิบายนี้ยังไม่พอ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการจีนเข้มงวดเรื่องการเข้าเมืองและพรมแดนอย่างมาก มากจนกระทั่งคนจีนในต่างประเทศยังคิดแล้วคิดอีกหากคิดจะกลับไปประเทศตัวเอง เพราะมีกระบวนการที่วุ่นวายเอามากๆ จนจาระไนไม่หมด ยังไม่รวมระยะเวลากักกันที่ค่อนข้างนาน (ถึง 21 วัน) และถึงจะได้อนุมัติให้กลับได้ก็ยังงต้องไปลุ้นตามกระบวนการต่างๆ อีก เช่น ได้ตั๋วเครื่องบินที่แพงหูดับตับไหม้มาแล้ว ต้องลุ้นว่าสถานทูตจะให้ให้ใบผ่านหรือไม่ หรือให้มาแล้วแต่ออกไม่ทันเที่ยวบิน ก็ต้องทิ้งตั๋วไป นี่เป็นเพียงความขลุกขลักที่ดูเหมือนทางการจีนตั้งใจให้มันลำบาก

เพราะเป้าหมายจีนคือการไม่ให้เกิดการระบาดเข้าประเทศเลย (Zero breakthrough) แต่การทำแบบนี้เท่ากับจีนขังตัวเอง ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อประเทศอื่นๆ ยังระบาดหนัก จนถึงตอนนี้ประเทศที่คลายล็อคแล้วในชาติตะวันตกยะงอยู่ในช่วงจับตาว่าเดลตาจะทำให้ระบาดหนักอีกรอบหรือไม่ ซึ่งมีสัญญาณแล้วว่าดูท่าจะระบาดได้อีกทั้งๆ ที่ใช้ mRNA ไปแล้ว บางพื้นที่จึงสั่งให้สวมหน้ากากและเว้นระยะกันอีก

ช่วงนี้เองที่จีนยังพอมีเวลาพัฒนาวัคซีน mRNA ของตัวเองพร้อมกับจับตาโลกภายนอกว่าจะต้องพัฒนาต่อไปอีกขั้นตอนไหนอีก เพราะเดลตาเหมือนจะตีฝ่า mRNA ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อมองจากวิธีการขังตัวเองของจีนแล้ว ย่อมไม่เป็นที่สงสัยว่าทำไมวัคซีนของจีนจึงได้ผลในจีน แต่ไม่ได้ผลในประเทศที่คำสั่งล็อคดาวน์ไม่ศักดิ์สิทธิ์และชายแดนเปิดอ้าซ่าเหมือนบางประเทศ

แม้ประสิทธิภาพจะด้อยว่าวัคซีนตะวันตกที่คนไทยเรียกหากัน แต่ CoronaVac มีส่วนช่วยได้มากไม่ให้ล้มป่วยจนอาการหนัก แน่นอนว่ามันมีประโยชน์มากเลยทีเดียว

แต่ก็ดูเหมือนว่าวัคซีนของจีนนั้นจะได้ผลแบบเต็มที่ในกรณีที่มีการควบคุมการที่เข้มงวด ตัวอย่างเช่นที่จีนและที่บางเมืองในบราซิลที่ฉีดวัคซีนในอัตราส่วนสูง หากฉีดกระปริบกระปรอยย่อมทำให้เกราะป้องกันมีช่องโหว่ไปด้วย

ที่สำคัญแม้จีนจะสร้าง “มาตรการกำแพงเหล็ก” ป้องกันการรุกเข้ามา แต่ก็ยังเร่งพัฒนา mRNA ของตัวเองด้วยโดยที่จีนก็รู้ว่าวัคซีนเชื้อตายยังไม่พอ มาเลเซียก็จะเลิกสั่งวัคซีนของจีนแล้ว และหันไปพึ่ง Pfizer มีแต่อินโดนีเซียที่สั่งเพิ่ม และแน่อนอนว่ารวมถึงไทยด้วย

หากเดลตายังอยู่ยาว ในอนาคตจีนคงจำเป็นต้องหันมาใช้วัคซีนเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น Fosun Pharma นั้นหวังจะผลิตวัคซีนรายปีถึง 1,000 ล้านโดสเลยทีเดียว บวกกับผู้ผลิตวัคซีน mRNA รายอื่นของจีนแล้วพอใช้ในประเทศเหลือเฟือและส่งออกได้ด้วย

ในเมื่อจีนมุ่งไปทางนี้แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศที่นำเข้าวัคซีนจากจีนควรจะมุ่งไปทางใด

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ยอดติดโควิดในโตเกียวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659082

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 15:41 น.

ยอดติดโควิดในโตเกียวพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การเแข่งขันโอลิมปิกก็กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ที่ทำให้โตเกียวยิ่งเจอสถานการณ์ที่หนักขึ้น

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันในโตเกียวเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ 2,848 ราย หรือประมาณสองเท่าของจำนวนที่พบเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

ตัวเลขของวันอังคารแซงหน้ายอดสูงสุดก่อนหน้าที่ 2,520 รายในเดือนมกราคม ผู้ติดเชื้ออาการสาหัสรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 82 รายจาก 78 วันก่อนหน้านั้น และยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ย 7 วันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,763 ราย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกลัวว่าการติดเชื้อในโตเกียวอาจถึงระดับเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมาในที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก อันเนื่องมาจากการแพร่กระจายของสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้สำนักข่าว Kyodo รายงานว่า ทางการโตเกียวประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินครั้งที่ 4 ในเมืองหลวงจนถึงวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งครอบคลุมช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกทั้งเกมการแข่งขันที่จัดขึ้นจนถึงวันที่ 8 ส.ค.

Photo by ASANO IKKO / AFP

รัสเซียอนุมัติการทดลองฉีดไขว้วัคซีน AstraZeneca/Sputnik V #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659075

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 14:45 น.

รัสเซียอนุมัติการทดลองฉีดไขว้วัคซีน AstraZeneca/Sputnik Vอีกหนึ่งประเทศที่ทดลองฉีดไขว้วัคซีนข้ามแบรนด์และประเภท ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทยด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการรัสเซียได้ให้ไฟเขียวสำหรับการทดลองทางคลินิกโดยทำการฉีดวัคซีน AstraZeneca จากอังกฤษกับวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการจริยธรรมของกระทรวงสาธารณสุขได้ระงับกระบวนการอนุมัติสำหรับการทดลองทางคลินิกนี้ในเดือนพฤษภาคมและขอข้อมูลเพิ่มเติม

ตามทะเบียนยาของรัฐ คลินิกในรัสเซีย 5 แห่งจะจัดการทดลองฉีดไขว้ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นเดือนมีนาคม 2022

วัคซีนทั้ง AstraZeneca/Oxford และ Sputnik V ต้องใช้สองโดส คือฉีดโดสแรกและบูสเตอร์ แต่ Sputnik V ใช้ไวรัลเวกเตอร์ที่แตกต่างกันสำหรับการฉีด 2 เข็ม

กองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) ซึ่งสนับสนุนการใช้วัคซีน Sputnik V ยินดีกับการตัดสินใจดำเนินการทดลอในครั้งนี้

“ปัจจุบัน RDIF กำลังดำเนินการทดลองทางคลินิกร่วมกันเพื่อผนวกเอาองค์ประกอบแรกของวัคซีน Sputnik V คือ วัคซีน Sputnik Light เข้ากับวัคซีนจากผู้ผลิตต่างประเทศรายอื่น” แถลงการณ์ของ RDIF ระบุ

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีน Sputnik Light สามารถใช้ร่วมกับวัคซีนอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งต่อต้านสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ปรากฏอันเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ของไวรัส”

ทั้งนี้ วัคซีนไวรัสเวคเตอร์หรือการใช้ไวรัสดัดแปลงที่ไม่เป็นอันตราย จะใช้เป็นพาหนะ (vehicles) หรือสารทางพันธุกรรมของไวรัส (vectors) เพื่อนำข้อมูลทางพันธุกรรมที่ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อในอนาคต

การทดลองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในมนุษย์ซึ่งผสมผสานกันระหว่าง AstraZeneca/Oxford กับ Sputnik V ได้รับการอนุมัติแล้วในอาเซอร์ไบจาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เบลารุส และอาร์เจนตินา

Photo by Ted ALJIBE / AFP

วิจัยชี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสแรก ยังเสี่ยงติด ‘เดลตา’ ระดับสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659058

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 11:31 น.

วิจัยชี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสแรก ยังเสี่ยงติด ‘เดลตา’ ระดับสูงปัจจุบันเดนมาร์กจัดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศโดยใช้วัคซีนหลายยี่ห้อ อาทิ ไฟเซอร์-ไบออนเทค และโมเดอร์นา

โคเปนเฮเกน, 27 ก.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันจันทร์ (26 ก.ค.) สถาบันเซรุ่มแห่งเดนมาร์ก (SSI) แถลงว่าความเสี่ยงป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา ยังอยู่ในระดับสูง แม้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกแล้วก็ตาม

สถาบันฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจจับโรคติดต่อของเดนมาร์ก ทำการตรวจสอบอัตราการอุบัติของโรคโควิด-19 ในหมู่ผู้ฉีดวัคซีนโดสแรกช่วงวันที่ 1 มี.ค.-13 ก.ค. และพบร้อยละ 22 ของผู้ติดเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตา ติดเชื้อหลังจากฉีดวัคซีนโดสแรกเป็นเวลา 14 วัน

“แม้พวกเขาจะฉีดวัคซีนและมีใบรับรองการเดินทางแล้ว แต่ยังมีคนกลุ่มนี้ติดเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตาจำนวนมาก” แพลล์ แวเลนทิเนอร์-บรันท์ หัวหน้าแผนกของสถาบันฯ ระบุ “ดังนั้นพวกเขาต้องตระหนักว่าตนยังมีโอกาสติดเชื้อได้อยู่ ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านการป้องกันการติดเชื้อต่อไป และอย่ารอนานเกินไปกว่าจะฉีดวัคซีนโดสที่ 2”

ปัจจุบันเดนมาร์กจัดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศโดยใช้วัคซีนหลายยี่ห้อ อาทิ ไฟเซอร์-ไบออนเทค และโมเดอร์นา

อย่างไรก็ตาม สถาบันฯ กล่าวย้ำว่าการฉีดวัคซีนแม้เพียงโดสเดียวก็เพียงพอจะ “สร้างการปกป้องระดับสูงต่ออาการป่วยหนักและการรักษาตัวในโรงพยาบาล ไม่ว่าคุณจะติดเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์อัลฟาหรือเดลตาก็ตาม”

รายงานของสถาบันฯ เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ระบุว่าเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตา ครองสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั้งหมดในเดนมาร์ก และคาดการณ์ว่าเชื้อไวรัสฯ สายพันธุ์เดลตา จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดในเดนมาร์กในอนาคตอันใกล้ พร้อมทำให้ยอดผู้ป่วยพุ่งขึ้นอีกครั้ง

อนึ่ง สถาบันฯ ตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 772 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 1 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมง ทำให้เดนมาร์กมีผู้ป่วยสะสม 312,292 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 2,543 ราย

เนื้อหาข่าวโดยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

Photo by RODRIGO BUENDIA / AFP

ทะเลสาบในอาร์เจนตินาเปลี่ยนเป็นสีชมพู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659057

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 11:08 น.

ทะเลสาบในอาร์เจนตินาเปลี่ยนเป็นสีชมพูมันไม่มช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่ผลมาจากความมักง่ายของมนุษย์ แม้จะสวยงาม แต่ก็เป็นความน่าเศร้าใจในด้านสิ่งแวดล้อม

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นสภาพของของทะเลสาบที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูเนื่องจากสารเคมีที่ใช้ช่วยในการแช่กุ้งให้สดที่ปล่อยมาจากโรงงานประมงใกล้เมืองเตรลิว (Trelew) ในจังหวัดชูบุต (Chubut) ในพื้นที่ปาตาโกเนีย (Patagonian) ของประเทศอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เฟเดริโก เรสเตรโป วิศวกรสิ่งแวดล้อมและนักไวรัสวิทยา ผู้เชี่ยวชาญชาวโคลอมเบียที่อาศัยและทำงานในอาร์เจนตินา กล่าวกับเอเอฟพีว่า  “การย้อมสีเกิดจากสารกันบูดที่เรียกว่า โซเดียม ซัลไฟต์ (sodium sulphite) เป็นสารต้านแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในน้ำในแม่น้ำชูบุตและเมืองต่างๆ ในภูมิภาค (ทั้งๆ ที่) กฎหมายมีคำสั่งให้บำบัดของเหลวดังกล่าวก่อนที่จะถูกทิ้ง” 

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ทะเลสาบสีชมพู (Pink Lake) เกิดขึ่้นในบางพื้นที่ของโลกเช่นกัน แต่เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่ย ทะเลสาบสีชมพูที่รัฐวิกทอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ที่แต่ก่อนเชื่อว่าสาหร่ายสีแดงนั้นสร้างสีชมพู อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดที่รายงานโดย Australian Geographic ระบุว่าสีชมพูเป็นผลมาจากเม็ดสีที่ผลิตโดยแบคทีเรีย Salinibacter ruber

นอกจากนี้ยังมี ทะเลสาบฮิลเลียร์  ตั้งอยู่บนเกาะมิดเดิล (Middle Island) นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของออสเตรเลียตะวันตก ลักษณะที่เด่นที่สุดของทะเลสาบแห่งนี้คือมีสีชมพู เป็นสีที่คงอยู่ถาวร และไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อนำน้ำทะเลสาบใส่ในภาชนะ ที่มาของสีชมพูนี้กล่าวกันว่ามาจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า Dunaliella salina 

(ภาพโดย DANIEL FELDMAN / AFP)

แอนติบอดีหลังฉีด Sinovac จางไปใน 6 เดือน ชี้ต้องฉีดกระตุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659052

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 10:08 น.

แอนติบอดีหลังฉีด Sinovac จางไปใน 6 เดือน ชี้ต้องฉีดกระตุ้นการศึกษาพบแอนติบอดีจากการฉีด Sinovac จางหายไปหลังจากผ่านไปประมาณ 6 เดือน แต่บูสเตอร์ (Booster) ช่วยได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการว่าแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีนของบริษัท Sinovac Biotech ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่สำคัญประมาณ 6 เดือนหลังจากได้รับเข็มที่สองในหมู่ผู้รับการฉีดส่วนใหญ่ แต่การฉีดเข็มที่สามอาจมีผลส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง

นักวิจัยชาวจีนรายงานผลการศึกษาจากการศึกษาตัวอย่างเลือดจากผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปีในบทความที่ตีพิมพ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบโดยประชาคมนักวิชาการด้วยกัน (Peer review)

สำหรับผู้ที่ได้รับสองโดสห่างกัน 2 หรือ 4 สัปดาห์ มีเพียง 16.9% และ 35.2% ตามลำดับที่ยังคงมีระดับของแอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing antibody) ที่สูงกว่าเกณฑ์ 6 เดือนหลังจากฉีกวัคซีนครั้งที่สอง

ทั้งนี้ แอนติบอดีลบล้างฤทธิ์ เป็นแอนติบอดีชนิดหนึ่งที่สามารถป้องกันเซลล์จากสิ่งก่อโรคได้ด้วยการล้างฤทธิ์ในเชื้อก่อโรคนั้นผ่านกลไกทางชีววิทยา การล้างฤทธิ์เป็นกระบวนการที่ทำให้สิ่งก่อโรคนั้นๆ ไม่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อหรือทำให้เกิดพยาธิสภาพได้อีกต่อไป

การวิเคราะห์ผลอิงจากข้อมูลจากสองกลุ่มประชากรที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คนในแต่ละกลุ่ม ในขณะที่การศึกษาให้โดสที่สามแก่ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 540 คน

เมื่อผู้เข้าร่วมในกลุ่มบางรุ่นได้รับโดสที่สาม ประมาณ 6 เดือนหลังจากครั้งที่สอง แอนติบอดีลบล้างฤทธิ์หลังจากอีก 28 วันเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5 เท่าจากระดับเดิมเมื่อ 4 สัปดาห์หลังการฉีดครั้งที่สอง

การศึกษานี้ดำเนินการโดยนักวิจัยจากหน่วยงานควบคุมโรคในมณฑลเจียงซู, บริษัท Sinovac และสถาบันอื่นๆ ของจีน

นักวิจัยเตือนว่าการศึกษานี้ไม่ได้ทดสอบผลของแอนติบอดีกับตัวแปรที่แพร่เชื้อได้ง่าย และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อประเมินระยะเวลาของแอนติบอดีหลังการฉีดครั้งที่สาม

Photo by Ted ALJIBE / AFP

Texas voters brush aside Trump endorsement and name Jake Ellzey the winner in a House special election in Texas #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40003867

Texas voters brush aside Trump endorsement and name Jake Ellzey the winner in a House special election in Texas


Voters in North Texas rebuked former president Donald Trump on Tuesday, electing state Rep. Jake Ellzey to a vacant seat in Congress after Trump endorsed a rival Republican candidate.

Ellzey, a Navy veteran who ran on border security and stopping the Democrats’ congressional agenda, defeated Susan Wright, the widow of Rep. Ron Wright, whose death this year after contracting the coronavirus created a vacancy in Texas’s 6th Congressional District. Although Ellzey did not criticize Trump during the campaign, his allies suggested that the former president made a mistake by endorsing a first-time candidate who struggled to raise money and held few campaign events.

Susan Wright, a candidate for Texas’s 6th District, at her home office earlier this year in Arlington, Texas.

Washington Post photo by David Weigel.

Ellzey declared victory two hours after the polls closed, shortly before the Associated Press projected him as the winner. He told supporters that voters wanted “a positive outlook, a Reagan Republican outlook for the future of our country” despite a blizzard of negative ads.

Trump had sought to give Wright an election-eve boost during a telerally.

“I know her well,” the former president said of Wright. “She will be as tough as anyone in Congress.”

Trump told supporters that Wright would fully oppose President Joe Biden’s agenda and blamed his successor for higher gas prices and increased border apprehensions. He did not mention Ellzey, who was making his second run for the seat – he lost to Ron Wright in 2018 – and had raised nearly three times as much money as Susan Wright.

ADVERTISEMENTx

Wright closed her campaign by reminding voters that she was Trump’s choice. “I look forward to working on your ‘America First’ agenda in Congress,” Wright told Trump on Monday’s call.

Wright finished first in the May 1 all-party primary, with 19% of the vote to Ellzey’s nearly 14%. Yet early voting for the runoff found soft turnout in the most suburban part of the district, which stretches from the Dallas and Fort Worth metroplex into smaller towns in more conservative areas, which helpedEllzey.

Both the Club for Growth and a Trump-linked PAC had been airing ads on Wright’s behalf. Wright had been less visible than her outside allies, making few public appearances during the 12-week runoff.

“She’s run a terrible campaign,” said former congressman Joe Barton, who represented the seat before Ron Wright and endorsed Ellzey in the runoff. “Jake Ellzey is a good person. He voted for Trump. There is no reason for a conservative group to go after him like this. He’s the real deal.”

A first-time candidate who had worked with her late husband behind the scenes, Wright declined to debate Ellzey and was absent from the sort of conservative media outlets that Trump-aligned candidates use to reach national audiences.

Requests for comment from Wright and her campaign were not answered.

“You’re outraising her by a lot of money,” Newsmax host and former Trump White House press secretary Sean Spicer told Ellzey on Friday, noting that Wright had turned down Newsmax’s interview requests. “You wanted to debate and she wouldn’t do it.”

Ellzey confirmed that, adding that Wright had appeared with him at forums where questions were provided in advance, questioning whether his opponent was ready for the pressures of Congress.

Wright and Ellzey had no significant policy differences, which helped turn Trump’s endorsement into the race’s defining issue. The Club for Growth, which had spent heavily against Ellzey during his 2018 run, blitzed voters with TV and mail advertisements, while Ellzey was often in Austin for special sessions, scheduling campaign events around them.

“Having the opportunity for the voters to see what my conservative values are on issues is more of an advantage than a disadvantage,” he said in a statement to The Washington Post.

Pro-Wright materials touted her pledge never to raise taxes; anti-Ellzey material attacked him for missing some votes in Austin, for backing a change to the state’s car tax and for having donors – like the Club itself – who had attacked Trump in 2016. Ellzey’s campaign focused more on his military biography, largely ignoring Wright, and emphasized Ellzey’s support of Trump.

“The good people in this district [are] worried about a border that is a humanitarian and national security disaster, a military that is a national security disaster, more worried about being ‘woke’ than being effective, and a budget that’s not balanced,” Ellzey told Newsmax on Friday.

Internal polling released by Wright’s campaign last week put her ahead of Ellzey, though the first-time candidate had lost ground since its first polling in June. Democrats were locked out of the runoff, and neither Republican has campaigned for their votes.

Both Ellzey and Wright said there were legitimate questions about the 2020 election, and both suggested they would vote consistently with Republican leadership. But Trump’s endorsement had an effect. Jana Lynne Sanchez, the Democrat who placed third in the primary, said that “most” of her friends, if they were voting at all, were casting anti-Wright protest votes.

“Democrats have two choices: Stay home or vote against Trump,” Sanchez said.

Turnout in the early-voting period was light, with fewer than 8,500 ballots cast, and just 1 in 5 coming from Democrats. Voting was also lighter in Tarrant County, the district’s biggest population center, where municipal elections had helped primary turnout.

While Wright largely disappeared during the runoff, Ellzey held rallies where his supporters vented their irritation at the PAC ads. After stumping for Ellzey, former governor Rick Perry told the Dallas Morning News that the former president “had been fed a bill of goods” about the race, and said he had told Trump so.

Published : July 28, 2021

By : The Washington Post · David Weigel

Katie Ledecky, in defeat and victory, shows what Olympic resilience looks like #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40003866

Katie Ledecky, in defeat and victory, shows what Olympic resilience looks like


TOKYO – It is easy on days like Wednesday, as Katie Ledecky prepared to tackle more championship meters in a single day than any female swimmer in Olympic history, to forget she is a human being who bleeds and grieves and every once in a while climbs out of the pool without a medal.

Olympic swimming is oppressively hard, just as Olympic gymnastics and any other Olympic sports are, and in the roughly 70 minutes Ledecky was afforded between her finals in the 200-meter freestyle and 1,500-meter freestyle, in addition to preparing her body for the back half of that unprecedented double, she would have to wrap her mind around the first finals race in her international career in which she was shut out of the medal stand.

Katie Ledecky dominated the first Olympic women’s 1,500-meter final, winning by more than four seconds at Tokyo Aquatics Centre. American teammate Erica Sullivan won silver.

Washington Post photo by Toni L. Sandys

Perhaps it made her gold medal in the 1,500 free – the sixth of her career but first of these Tokyo Olympics – that much sweeter. Those things aren’t handed out like candy, despite the fantasy Ledecky and a few others in her rarefied atmosphere may have scripted over the years. On Wednesday, she earned the living hell out it.

After finishing a disappointing fifth in the 200 free final in a time of 1 minute 55.21 seconds – the gold going to Australian freestyle phenom Ariarne Titmus (1:53.50), silver to Siobhan Haughey of Hong Kong (1:53.92), bronze to Canada’s Penny Oleksiak (1:54.70) – Ledecky returned to the starting blocks at Tokyo Aquatic Centre and took her disappointment out on the water in Lane 4.

When she touched the wall at the end of the 1,500, her gold medal secured with a time of 15:37.34 – with American teammate Erica Sullivan second, at 15:41.41, Ledecky sobbed as she hung on the lane line, barely able to pick herself up and make her way out of the pool. She looked exhausted, spent.

The 200 free result was a shocker in that Ledecky, while a decided underdog to Titmus, was expected to press her Australian rival to the last wall. Instead, she never quite fired, turning at the halfway point in fifth place and never summoning a finishing kick. Her final 50 split of 29.66 was more than a half-second off the 29.12 she closed with in the 400 free two nights earlier, when she took the silver behind Titmus’s gold.

ADVERTISEMENTx

It was the 36th final (individual races plus relays) of Ledecky’s international championship career – counting world championships, Pan-Pacific championships and Olympics – and it was the first time she did not earn a medal. Her time was slower than the one she posted at Olympic trials a month earlier (1:55.11), and slower than what she posted at a TYR Pro Swim Series meet in Mission Viejo, Calif. in April (1:54.40). It was also about a second and a half off her winning time in Rio 2016 (1:53.73).

In 2016, when she swam the 200, she didn’t have the added stress of the 1,500 on the same day. It certainly complicated the picture, forcing Ledecky to do a modified warm-down after her 200 and do her best to rest her legs. Ledecky had pulled off the same 200/1,500 double in the evening prelims session Monday evening, which followed her 400 free final that same morning.

The 1,500 seemed literally designed for Ledecky – added to the Olympic program this year, after previously being a men’s-only event, largely because Ledecky had made it essential viewing at world championships over the years. In the prelims, where she paced the field by six seconds, her mark was also, by default, an Olympic record.

Wednesday’s final of the 1,500 brought the familiar (if still disorienting) image of Ledecky nearly lapping opponents, swimming east when they were going west. The 800 and 1,500 are races Ledecky completely reinvented, attacking them with a sprinter’s mentality, but the world is catching up. Her two most recent world championships in the 1,500, in 2015 and 2017, came by a combined 45 seconds. On Wednesday, she won by a little more than four.

Mental health is having a much-welcomed moment in the discourse around elite athletics, sparked most vividly by U.S. gymnast Simone Biles’s withdrawing from the team competition Tuesday night. In swimming, two of the top Olympians in history, Michael Phelps and Missy Franklin have spoken eloquently about their struggles.

Swimmers get no escape from the pressures, if only because you are defined by the cold, hard numbers on the scoreboard: You are what the clock says you are. In swimmer shorthand, sometimes they say, “She goes a 58” – translation: Her best time in some-or-other race is 58 seconds – but sometimes they’ll simply say, “She’s a 58.” Her time is her identity.

Ledecky has certainly known the Tyranny of Times. For the past four-plus years, she has struggled to match her times from Rio, two of which – the 400 free and 800 free – were world records. She tried to tune out the noise, but sometimes it would sneak past her defenses. She knew people questioned whether, now in her mid-20s, she could still match the times she went at 19.

“Yeah, people doubt me,” she said in a moment of self-reflection on Monday, after winning gold in the 400 free with a time that was her fastest since Rio. “People will doubt anyone [who] swims like I did in Rio and then doesn’t get as close [to that again] as people would expect. But yeah, I’ve had to overcome a little bit of that self-doubt. And really, between [U.S. Olympic] trials and today, I did everything I could to eliminate all that from my head and really believe in myself. I felt so good coming into this meet.”

Ledecky suffered through the pandemic like anyone else, isolated clear across the country from her close-knit family, barred from her regular practice pool, reduced to training in the backyard pool of a friend of a friend for a time. She has said little about how dark things got, but it was clear the extra stresses took their toll, and equally clear a return to some semblance of normalcy in her training helped her mental state.

Coming into the Tokyo meet, she said she was “very much at peace with the work I’d put in to get to this point. I felt good going into it, felt confident, felt like I believed in myself. And I think that’s the biggest win of all.”

By the end of Wednesday morning’s session, Ledecky’s odometer at this Olympics sat at a staggering 4,400 meters of racing – more than any woman has ever tackled at a single Olympics, if only because none before this included the grueling 1,500 free – and she still has at least 1,800 to go, including relays.

Not a single one of those 1,800 would be easy, and none of the results were to be taken for granted.

Published : July 28, 2021

By : The Washington Post · Dave Sheinin