2 มหาเศรษฐีเปิดศึกชิงตำแหน่งเดินทางสู่อวกาศคนแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657053

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

2 มหาเศรษฐีเปิดศึกชิงตำแหน่งเดินทางสู่อวกาศคนแรกริชาร์ด แบรนสัน ตัดหน้า เจฟฟ์ เบโซส แค่ 9 วัน เตรียมเดินทางสู่อวกาศ 11 ก.ค.นี้

ริชาร์ด แบรนสัน มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทด้านอวกาศและการบิน Virgin Galactic เตรียมเดินทางไปยังขอบอวกาศด้วยยาน VSS Unity ในการบินทดสอบในวันที่ 11 ก.ค.นี้

Virgin Galactic ระบุว่า หากเที่ยวบินของยานอวกาศ VSS Unity ประสบความสำเร็จก็จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแข่งขันท่องเที่ยวอวกาศเชิงพาณิชย์ของเอกชน และยังมีความหมายว่า แบรนสันเดินทางออกไปไกลกว่าชั้นบรรยากาศของโลกก่อนหน้า เจฟฟ์ เบโซส มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Amazon และบริษัท Blue Origin ซึ่งขับเคี่ยวกันมากับ Virgin Galactic ซึ่งมีกำหนดเดินทางไปในอวกาศวันที่ 20 ก.ค.นี้

ในเวลาต่อมาแบรนสันทวีตว่า “ผมเป็นคนช่างฝันมาตลอด แม่ผมสอนไม่ให้ยอมแพ้และสอนให้ไปให้ถึงดวงดาว วันที่ 11 ก.ค. ถึงเวลาเปลี่ยนความฝันนั้นให้เป็นจริงบนการเดินทางสู่อวกาศครั้งต่อไปของ Virgin Galactic”

เที่ยวบินของแบรนสันในวันที่ 11 นี้ จะเป็นเที่ยวบินทดสอบของ VSS Unity เป็นระยะเวลา 20 วินาที และเป็นเที่ยวบินที่ 4 ที่มีมนุษย์เดินทางไปด้วย แต่เป็นเที่ยวแรกมีลูกเรือเต็มพิกัด ซึ่งประกอบด้วยนักบิน 2 คนและผู้เชี่ยวชาญอีก 4 คน รวมถึงแบรนสันด้วย

Virgin Galactic มีกำหนดจะบินทดสอบอีก 2 ครั้ง ก่อนที่จะเริ่มเปิดบริการเชิงพาณิชย์ในปี 2022

การประกาศของแบรนสันมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเบโซสประกาศว่า วอลลี ฟังค์ ผู้บุกเบิกด้านการบิน จะเดินทางสู่อวกาศไปกับยาน New Shepard ร่วมกับตัวเขา มาร์ค เบโซส น้องชาย และผู้ชนะการประมูลตั๋วเดินทางไปกับ New Shepard มูลค่า 28 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้ง Virgin Galactic และ Blue Origin ต่างขับเคี่ยวกันในธุรกิจท่องเที่ยวอวกาศโดยทั้งสองบริษัทเสนอแพ็คเกจทัวร์อวกาศเหนือชั้นบรรยากาศเพื่อสัมผัสภาวะไร้น้ำหนักและชมวิวน่าตื่นตาไม่กี่นาทีก่อนจะกลับสู่พื้นโลก

ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทไหนเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายในการท่องอวกาศ แต่คาดว่าจะสนนราคา 250,000-500,000 เหรียญสหรัฐ ถึงอย่างนั้นก็มีคนสนใจวางเงินมัดจำเพื่อเดินทางไปกับ Virgin Galactic กว่า 600 คน ส่งผลให้หุ้นบริษัทพุ่งขึ้นถึง 25%

Photos by MANDEL NGAN and Don EMMERT / AFP

อีลอน มัสก์ ชมเศรษฐกิจจีนน่าทึ่งขณะที่เทสลาเริ่มสะดุดในจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657052

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

อีลอน มัสก์ ชมเศรษฐกิจจีนน่าทึ่งขณะที่เทสลาเริ่มสะดุดในจีนอีลอน มัสก์ เอ่ยปากชมจีนเนื่องในวันครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมาเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ตอบกลับทวีตของสำนักข่าวซินหัวของจีนที่อ้างถึงแคมเปญแก้จนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงระบุว่า “ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของจีนนั้นช่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐาน ผมขอแนะนำให้ทุกคนไปเยี่ยมชมและมองเห็นด้วยตาของคุณเอง”

นอกจากนี้ยังได้โพสต์ข้อความเดียวกันลงบนเวย์ปั๋ว แพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยมของจีนซึ่งบัญชีของอีลอน มัสก์มีผู้ติดตามเกือบ 1.8 ล้านคน ท่ามกลางความคิดเห็นกว่า 500 รายการบนโพสต์ดังกล่าวของเขา บ้างก็แซวว่า “อีลอน มัสก์ เป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน” หรือ “อีลอน มัสก์ อาจเป็น แจ็ค หม่า คนต่อไปของจีน”

ท่ามกลางความคิดเห็นจำนวนมากชาวเน็ตบางคนสนับสนุนคำพูดของมัสก์ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งชี้ไปที่ประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน

ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมามัสก์ยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนโดยกล่าวยกย่องรัฐบาลจีนและระบุว่า “จีนจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ซึ่งขณะนี้ตำแหน่งนั้นกำลังเป็นของสหรัฐ

เกาเฉิน นักวิเคราะห์จากเซี่ยงไฮ้มองว่าประเทศจีนเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทเทสลา (Tesla) ซึ่งก่อนหน้านี้เทสลาถูกรัฐบาลจีนสั่งให้เรียกคืนรถยนต์มากกว่า 285,000 คันในประเทศจีน เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ยังถูกเพ่งเล็งถึงการสอดแนมจากกล้องที่ติดอยู่ในรถยนต์ และมีเสียงร้องเรียนจากผู้ใช้ชาวจีนส่วนหนึ่งด้วยส่งผลให้ยอดขายเทสลาในจีนเริ่มลดลง

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ผู้เชี่ยวชาญเตือนฉีดวัคซีนแล้วอย่าการ์ดตกเสี่ยงแพร่เดลตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657031

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

ผู้เชี่ยวชาญเตือนฉีดวัคซีนแล้วอย่าการ์ดตกเสี่ยงแพร่เดลตาผู้เชี่ยวชาญชี้หน้ากากอนามัยยังจำเป็น แม้ฉีดวัคซีนครบแล้วยังมีโอกาสแพร่โควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่เพิ่มขึ้นในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แม้จะมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสอยู่ที่ประมาณ 50% แล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าทุกคนยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะแม้จะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ก็ตาม

โดยตามรายงานของ ABC7 ระบุว่าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในลอสแอนเจลิสเตือนว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและน่ากลัว ดังนั้นประชาชนควรสวมหน้ากากอนามัยแม้จะฉีดวัคซีนแล้วเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รวมถึงลดความเสี่ยงในการนำเชื้อไปแพร่ต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

กล่าวคือการสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค แม้ในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วการติดเชื้ออาจพบได้ยากและไม่รุนแรงแต่ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนได้

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสายพันธุ์เดลตาสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อัลฟาประมาณ 50% ถึง 60% ขณะที่สายพันธุ์อัลฟานั้นสามารถติดต่อได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม 50% ถึง 60% เช่นกัน ท่ามกลางการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ว่าสายพันธุ์เดลตาอาจพบได้ส่วนใหญ่ในโควิด-19 ทุกสายพันธุ์บนโลกในอีกไม่ช้า

เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำก่อนหน้านี้ว่าทุกคนควรปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคไม่ว่าจะเป็นการสวมหน้ากากอนามัย และการเว้นะยะห่างทางสังคม เนื่องจากสายพันธุ์เดลตาสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นในเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมถึงในประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในจำนวนมากแล้ว

ขณะที่เว็บไซต์ข่าว WBRC รายงานในวันที่ 2 มิ.ย. ว่าหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐแอละแบมา สหรัฐอเมริกา ยืนยันผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา 27 ซึ่งแพทย์เชื่อว่าอาจมีมากกว่านี้ โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 4 รายได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ทั้งนี้ ตามรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยว่าปัจจุบันปัจจุบัน 54.6% ของชาวอเมริกันทั้งหมดได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างน้อย 1 โดส และ 47% ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

Photo by JEFF PACHOUD / AFP

พบ Covid-19 สายพันธุ์ต้านวัคซีน mRNA ในแคลิฟอร์เนีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657016

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 14:00 น.

พบ Covid-19 สายพันธุ์ต้านวัคซีน mRNA ในแคลิฟอร์เนียเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐดื้อต่อวัคซีน mRNA

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science พบว่า Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์เอพไซลอน (Epsilon) หรือ B.1.427/B.1.429 ซึ่งพบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ มีการกลายพันธุ์บริเวณหนามโปรตีนที่ใช้ยึดเกาะเซลล์ของมนุษย์ 3 ตำแหน่ง

การกลายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลให้เชื้อสายพันธุ์เอพไซลอนดื้อต่อแอนติบอดีที่เกิดจากการฉีดวัคซีนชนิด mRNA

ทั้งนี้ เชื้อสายพันธุ์เอพไซลอนพบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และจนถึงเดือน พ.ค. มีการพบสายพันธุ์นี้แล้วใน 34 ประเทศ

Photo by Handout / National Institute of Allergy and Infectious Diseases / AFP

ตุรกีเริ่มฉีดเข็ม 3 แล้วทั้ง Pfizer-Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

ตุรกีเริ่มฉีดเข็ม 3 แล้วทั้ง Pfizer-Sinovacตุรกีเริ่มฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา

สำนักข่าวซินหัวและไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่าตุรกีเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) โดสที่ 3 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนฉีดวัคซีนของประเทศ หลังจากที่การวิจัยในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาพบว่าการฉีดวัคซีนเข็มเสริมจะช่วยให้การป้องกันโรคที่ดีขึ้นสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง

โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. หลังการประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ด้านเชื้อไวรัสโคโรนา ฟาห์เรตติน โคกา รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขตุรกี แถลงข่าวทางสถานีโทรทัศน์ว่าผู้ที่มีคุณสมบัติฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในรอบนี้ ควรทำการจองคิวเพื่อรับวัคซีนโดสที่ 3 ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะได้รับวัคซีนยี่ห้อใดก็ตาม

โดยตุรกีเริ่มแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคม โดยฉีดวัคซีนซึ่งพัฒนาโดยซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีน ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุ และวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาในแผนฉีดวัคซีนไม่นานนี้

โคการะบุว่าคณะกรรมการฯ ประเมินแล้วว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะเป็นประโยชน์ไม่ว่าก่อนหน้านี้ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนจะได้รับวัคซีนชนิดใดมาก็ตาม

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนโดสที่ 3 เป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคลซึ่งจะไม่มีข้อจำกัดว่าจะใช้วัคซีนชนิดใด หมายความว่าประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะฉีดวัคซีนชนิดใดเป็นโดสที่ 3 โดยไม่คำนึงถึงวัคซีนที่เคยฉีดก่อนหน้านี้

นอกจากนี้โคกากล่าวว่าคณะกรรมการฯ ยังตัดสินใจกำหนดให้ผู้ที่ป่วยโรคโควิด-19 สามารถฉีดวัคซีนได้หลังจากผ่านไป 3 เดือน จากเดิมที่กำหนด 6 เดือน พร้อมระบุว่ามีการประเมินแล้วว่าการทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดีและระดับการป้องกันในปัจจุบัน ได้อย่างมีนัยสำคัญ

โคกาเสริมว่ามีการลดระยะห่างระหว่างการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไบออนเทคจำนวน 2 โดส ลงเหลือ 4 สัปดาห์ จากเดิม 6 สัปดาห์ เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์ สายพันธุ์เดลตา (Delta) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโควิด-19 ของประเทศ โดยพบผู้ป่วยใน 26 จังหวัดและเพิ่มขึ้นเป็น 244 ราย จากสัปดาห์ก่อนซึ่งอยู่ที่ 138 รายใน 16 จังหวัด

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าตุรกีฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 50 ล้านโดส และมีประชาชนฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้วมากกว่า 15.1 ล้านคนหรือคิดเป็นประมาณ 18% ของประชากรทั้งหมด 83 ล้านคน

Photo by Adem ALTAN / AFP

ยืนยันวัคซีน Johnson & Johnson สู้สายพันธุ์เดลตาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657008

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 11:45 น.

ยืนยันวัคซีน Johnson & Johnson สู้สายพันธุ์เดลตาได้รายงานชี้วัคซีน Johnson & Johnson มีประสิทธิภาพสู้สายพันธุ์เดลตาได้นานถึง 8 เดือน

บริษัท Johnson & Johnson เผยว่า วัคซีนของบริษัทมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในอินเดีย โดยแอนติบอดีที่เกิดจากการฉีดวัคซีนของ Johnson & Johnson คงอยู่นานถึง 8 เดือนหลังฉีด

บริษัทระบุว่า ประสิทธิภาพของวัคซีน Johnson & Johnson ในการต้านสายพันธุ์เดลตาจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการต้านสายพันธุ์ดั้งเดิม แต่มีประสิทธิภาพในการต้านสายพันธุ์เดลตามากกว่าสายพันธุ์เบตาซึ่งพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับวัคซีนชนิด mRNA   

อย่างไรก็ดี การวิจัยทั้งสองชิ้นของ Johnson & Johnson เป็นงานวิจัยกลุ่มเล็ก โดยนักวิจัยเผยว่าที่ตัดสินใจเผยแพร่ผลการวิจัยเร็วขึ้นเนื่องจากสาธารณชนให้ความสนใจ เพราะข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนของ Johnson & Johnson ออกมาช้า เนื่องจากวัคซีนออกมาหลังเจ้าอื่น ทั้งยังมีการหยุดใช้ชั่วคราวจากความกังวลเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

ไทยเตรียมหรือยัง? อังกฤษวางแผนฉีดวัคซีนเข็ม 3 เริ่มก.ย.นี้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657007

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

ไทยเตรียมหรือยัง? อังกฤษวางแผนฉีดวัคซีนเข็ม 3 เริ่มก.ย.นี้แล้วอังกฤษวางแผนเปิดโครงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุ

รอยเตอร์สรายงานว่ารัฐบาลอังกฤษกำลังวางแผนโครงการฉีดวัคซีนบูสเตอร์หรือวัคซีนเสริมเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงอาจได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูหนาว หลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 อาจมีความจำเป็น

โดยคณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) แนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ตั้งแต่เดือนกันยายนสำหรับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีโรคประจำตัว รวมถึงกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ สำหรับความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ของกลุ่มวัยหนุ่มสาวจะได้รับการพิจารณาในภายหลัง

ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า “เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัสนี้ ซึ่งโครงการฉีดวัคซีนของเรากำลังทำหน้าที่ฟื้นฟูเสรีภาพของประเทศ ขณะที่โครงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 จะช่วยปกป้องเสรีภาพนี้”

ขณะนี้ประชากรผู้ใหญ่ในอังกฤษ 85% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม โดยมากกว่า 60% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันยืนยันที่จะยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ในวันที่ 19 กรกฎาคมแม้จะพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเพิ่มขึ้นก็ตาม

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

ไทยถูกสหรัฐลดอันดับการค้ามนุษย์ไปอยู่เทียร์ 2 ประเทศต้องจับตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/657004

วันที่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 09:57 น.

ไทยถูกสหรัฐลดอันดับการค้ามนุษย์ไปอยู่เทียร์ 2 ประเทศต้องจับตาทางการสหรัฐเผยรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2021 ไทยถูกลดอันดับจากเทียนร์ 2 ปีที่แล้ว มาอยู่เทียร์ 2 ประเทศต้องจับตา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2021 หรือ Trafficking in Persons Report เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ตามเวลาท้องถิ่น โดยปีนี้ไทยถูกลดอันดับให้อยู่ในอันดับเทียร์ 2 ประเทศที่ต้องจับตา (Tier 2 Watch List) เช่นเดียวกับกัมพูชาและเวียดนาม จากที่อยู่ในระดับเทียร์ 2 (Tier 2) เมื่อปีที่แล้ว

ในรายงานระบุสาเหตุที่ลดอันดับของไทยว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการกำจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ แต่กำลังพยายามอย่างมากที่จะทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการปรับปรุงการประสานงานกับภาคประชาสังคมในการสืบสวนการค้ามนุษย์และการคุ้มครองผู้เสียหาย การจัดฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับอัยการและผู้พิพากษาเกี่ยวกับขั้นตอนที่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับการบาดเจ็บ และเริ่มต้นการสอบสวนเจ้าหน้าที่ 9 คนที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมการค้ามนุษย์

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามโดยรวมที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรอบระยะเวลาการรายงานครั้งก่อนหน้า แม้แต่การพิจารณาผลกระทบของการระบาดของ Covid-19 ต่อความสามารถในการต่อต้านการค้ามนุษย์

รัฐบาลเปิดการสอบสวนการค้ามนุษย์น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยน้อยลง และตัดสินลงโทษผู้ค้ามนุษย์น้อยกว่าในปี 2019 แม้จะมีรายงานอย่างกว้างขวางว่าการบังคับใช้แรงงานเป็นที่แพร่หลายในหมู่แรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย แต่รัฐบาลกลับระบุเหยื่อการค้ามนุษย์จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตของปัญหา เจ้าหน้าที่มักขาดความเข้าใจเรื่องการค้ามนุษย์ และรัฐบาลยังขาดขั้นตอนมาตรฐานสำหรับผู้ตรวจแรงงานในการส่งต่อคดีไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ทางการไทยไม่เคยรายงานการระบุตัวเหยื่อการค้าแรงงานอันเป็นผลจากการตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือ การให้บริการของรัฐบาลไทยแก่เหยื่อยังไม่เพียงพอ และเหยื่อบางคนที่อาศัยอยู่ในที่พักพิงของรัฐบาลขาดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของทางการยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามต่อต้านการค้ามนุษย์ และรัฐบาลตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ที่สมรู้ร่วมคิด 5 คนในปี 2020

REUTERS/Damir Sagolj/Files

เมื่อไข้หวัดสเปนไม่ได้ไปไหน แล้วเราจะอยู่ร่วมกับโควิดได้ไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/656982

วันที่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 20:16 น.

เมื่อไข้หวัดสเปนไม่ได้ไปไหน แล้วเราจะอยู่ร่วมกับโควิดได้ไหม?หลังจากผ่านมา 100 ปีหลังการระบาดใหญ่ของไข้หวัดสเปน มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันอยู่กับเรามาโดยตลอด เราจะใช้วิธีเดียวดันอยุ่กับโควิด-19 ได้หรือไม่?

มีบางคนเริ่มพูดว่า “เราต้องอยู่กับโควิด-19 ให้ได้” ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องปรับตัวอยู่กับมันตลอดไป เพราะโรคจะไม่มีทางหายไปง่ายๆ ถึงแม้ว่าเราจะฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงก็ตาม

ในเวลาที่บทความนี้เขียนขึ้น ไม่กี่วันก่อนสิงคโปร์ผลักดันโรดแม็พการรับมือโควิด-19 ที่เสนอยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ยกเลิกการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว อนุญาตให้รวมตัวกันกลุ่มใหญ่ หรือแม้กระทั่งยกเลิกการนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน

เพราะสิงคโปร์มองว่าการควบคุมให้ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หากมัวแต่ใช้วิธีการเดิมๆ ข้างต้น ไหนจะมีการกลายพันธุ์ราวกับไม่มีที่สิ้นสุดของเชื้อไวรัสอีก จะทำให้สิงคโปร์วนอยู่กับการล็อคดาวน์และมาตรการจำกัดจนตามประเทศอื่นไม่ทันโดยเฉพาะคู่แข่งที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเงินอื่นๆ ของโลกที่เปิดเมืองกันแล้ว

มาตรการแบบนี้อาจดูเหมือนเกิดจากความสิ้นหวัง แต่จริงๆ แล้วตั้งอยู่บนหลักการที่สมเหตุสมผล คือสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนของค่อนข้างมากแล้ว และระบบสาธารณสุขรองรับไหวหากเกิดตูมตามอะไรขึ้นมา

ต่อให้เชื้อกลายพันธุ์อีกหรือพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพน้อยลง สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ที่ฉีดวัคซีนถ้วนหน้าก็ต้องทำแบบเดียวกันคือเปิดเมืองซะทีและเลิกนับหัวคนป่วยมาประกาศแบบรายวัน เพราะถึงวัคซีนจะกันโรคไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยมันช่วยไม่ให้เกิดอาการรุนแรงได้และช่วยให้เกิดภูมิคุ้นกันหมู่ได้จนไม่ต้องติดเชื้อในวงกว้างอีก

ที่สำคัญคือหากมองย้อนกลับไปในอดีต โรคระบาดใหญ่ๆ แบบนี้ไม่มีทางจบลงตามใจนึกของมุนษย์ มันจะอยู่กับเราไปอีกหลายสิบปี เพียงแต่เชื้อจะมีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่พัฒนาการเอาตัวเองให้รอดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ร่วมกันได้ จนแทบไม่สังเกตว่ามีโรคนี้อยู่

ยกตัวอย่างเช่น ไข้หวัดสเปนที่ระบาดเมื่อ 100 ปีก่อน มันทำให้มนุษย์ชาติล้มตายไปถึง 40 ล้านคน ระบาดไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ในประเทศสยาม

ไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายในสามระลอก ครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิของปี 1918 (พ.ศ. 2461) ครั้งที่สองตั้งแต่กันยายน 1918 ถึงมกราคม 1919 (พ.ศ. 2462) ซึ่งเป็นระลอกร้ายแรงที่สุด และครั้งที่สามตั้งแต่กุมภาพันธ์จากนั้นลากยาวไปจนถึงสิ้นปี

อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะเทียบกับการระบาดของโควิด แต่ตอนนี้เราเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันคือการระบาดประมาณ 3 ระลอก ซึ่งระลอกที่ 3 อาจเรียกได้ว่าเป็นการคุกคามของเชื้อสายพันธุ์เดลตา

ในอินเดียนับการระบาดของสายพันธุ์เดลตาเป็นการระบาดระลอกที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่สาหัสที่สุดซึ่งคล้ายกับช่วงไข้หวันสเปนระบาดที่ระลอกสองหนักที่สุด เมื่อ 100 ปีที่แล้วอินเดียยังเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากไข้หวัดสเปนคือ 16.7 ล้านคน

ในเวลานั้นยังไม่มีวัคซีน แต่ละท้องที่ต้องอาศัย “ความฉลาดเฉลียว” ของผู้บริหารปกครองว่าควรจะล็อคดาวน์หรือไม่ เช่นในสหรัฐบางท้องที่ปล่อยปละละเลยทำให้ผู้คนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เศรษฐกิจเสียหายย่อยยับ บางท้องที่ล็อคดาวน์อย่างรวดเร็วทำให้รอดมาได้

ในออสเตรเลียมีอัตราการตายจากไข้หวัดสเปนเพียง 0.3% เพราะมาตรการกักกันโรค ในระหว่างการระบาดของโควิด-19 ออสเตรเลียยังมีอัตราการติดเชื้อและตายไม่สูงนักเช่นกัน

ในยุคโควิด เพราะการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น หลายๆ ประเทศอาจจะหลุดพ้นจากการคุกคามหนักๆ ได้ภายในปลายปีนี้เหมือนกับไข้หวัดสเปนที่หมดฤทธิ์การระบาดไปช่วงปลายปีหลังเกิดในระลอกที่ 3

ผู้เขียนใช้คำว่า “หมดฤทธิ์การระบาด” หมายความว่าการระบาดใหญ่จบลง แต่ไม่ได้หมายความเชื้อไข้หวัดใหญ่จะอันตรธานไปจากโลกนี้

ในงานวิชาการเรื่อง The Persistent Legacy of the 1918 Influenza Virus (มรดกที่คงอยู่ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ปี 1918) เผยแพร่เมื่อกรกฎาคม 2009 ร่วมเขียนโดย ดร. แอนโทนี ฟอซี (Anthony S. Fauci, M.D.) ขึ้นต้นบทความก็บอกเลยว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่สเปนไม่ได้หายไปไหน

“การสืบเชื้อสายของไวรัส H1N1 ไข้หวัดใหญ่ A ที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์และหายนะในปี 1918–1919 ยังคงมีอยู่ในมนุษย์มานานกว่า 90 ปี และยีนของพวกมันยังมีส่วนในการสร้างไวรัสใหม่ๆ ทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่ โรคระบาดในท้องที่ และการระบาดของโรคที่เกิดกับสัตว์”

ไม่น่าเชื่อว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้คนตายไปทั่วโลกยังไม่หายไปไหน มันยังคงอยู่ท่ามกลางพวกเรามานานถึง 100 ปีแล้วหรือผ่านมา 91 ปีตอนที่บทความข้างต้นถูกเขียนขึ้น

พูดง่ายๆ ตามคำอธิบายของบทความวิชาการนี้ก็คือ “วิธีคิดที่มีประโยชน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ไข้หวัดใหญ่ A ในช่วง 91 ปีที่ผ่านมาคือการตระหนักว่าเรากำลังอยู่ในยุคโรคระบาดที่เริ่มขึ้นเมื่อราวปี 1918” สั้นๆ ก็คือเรายังไม่พ้นจากการระบาดเมื่อปี 1918 นั่นเอง เพราะเชื้อไม่ได้หายไปไหน

แต่ทำไมไข้หวัดใหญ่สเปนถึงไม่คร่าชีวิตผู้คนในคราวเดียวไปมากมายเหมือนระหว่งปี 1918 – 1920? อันที่จริงแล้วไม่ใช่ว่ามันจะหมดฤทธิ์ลง แต่มันหลบฉากไปก่อนเมื่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ต้านมันได้ เหมือนการทำสงครามที่มีชิงไหวชิงพริบ รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง แล้วค่อยโจมตีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ไวรัสก็เช่นกัน บทความอธิบายว่า

“เมื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์ปรากฏขึ้นและทำให้เกิดการระบาดใหญ่ ภูมิคุ้มกันของประชากรต่อโปรตีน HA และ NA ของพวกมันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงต้านอันทรงพลังของภูมิคุ้มกันของประชากรจะปะทะเข้ากับความสามารถที่โดดเด่นของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในการวิวัฒนาการโดยการกลายพันธุ์ (drift)”

หรือถ้าไม่กลายพันธุ์ไวรัสก็จะผสานองค์ประกอบด้านพันธุกรรมจากโปรตีน HA ที่แตกต่างออกไป (shift) การ shift ของไวรัสแบบนี้ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ของลูกหลานไข้หวัดสเปนอีกรอบในปี 1957 (สายพันธุ์ H2N2) และ 1968 (สายพันธุ์ H3N2) ซึ่งเป็นระดับน้องๆ การระบาดใหญ่ และยังเกิดการระบาดที่กึ่งๆ การระบาดใหญ่ในปี 1947 (สายพันธุ์ H1N1), 1951 (สายพันธุ์ H1N1), 1997 (สายพันธุ์ H3N2), และปี 2003 (สายพันธุ์ H3N2) ทั้งหมดนี้สืบสายมาจากไข้หวัดสเปนทั้งสิ้น

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บทความของดร. แอนโทนี ฟอซีและคณะจะบอกว่าเรายังไม่พ้นจากไข้หวัดใหญ่ เพราะเรายังอยู่กับลูกหลานของมันที่ก่อกวนเราเป็นระยะ

อีกคนที่บอกเหมือนกันคือ แอน รีด (Ann Reid) ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์การศึกษาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งประสบความสำเร็จในการจัดลำดับองค์ประกอบทางพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดสเปนบอกกับ The Washington Post ว่า “มันไม่เคยหายไป”

เป็นเรี่องบังเอิญที่ดร. แอนโทนี ฟอซีผู้เขียนเรื่องไข้หวัดใหญ่สเปนจะกลายมาเป็นหนึ่งในผู้บัญชากรรด้านการแพทย์คนสำคัญของสหรัฐในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และ คุณหมอน่าจะมองเห็นความเหมือนระหว่างโควิด-19 และไข้หวัดสเปน

ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วโรคไข้หวัดสเปนกับโควิด-19 แตกต่างกันทั้งอาการและเป็นเชื้อคนละตัว บริบทยังต่างกันคือเมื่อ 100 ปีก่อนเทคโนโลยีทางการแพทย์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้เราสามารถผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตไปได้มาก

อย่างไก็ตาม รายงาน ณ เวลานั้นชี้ว่าไวรัสไข้หวัดสเปนมีอัตราการเสียชีวิตน้อยลงเมื่อผ่านการระบาดระลอกต่างๆ แต่กับโควิดเมื่อถึงการระบาดระลอกที่ 3 เชื้อวิวัฒนาการเป็นสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงเดลตาที่ร้ายกาจยิ่ง สถานการณ์จึงต่างจากไข้หวัดสเปนที่ไร้วัคซีนและคนตายมาก แต่เมื่อถึงเวลานานๆ เข้าดูเหมือนมนุษย์จะสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองจนเชื้อต้องหลบไปพักใหญ่

ส่วนโควิด-19 ในตอนนี้หลายประเทศคนติดและตายน้อยลงเพราะวัคซีน แต่กลับมีเชื้อสายพันธุ์รุนแรงกว่าเกิดขึ้นมา จะเป็นเพราะมันดื้อหรือวิวัฒนาการเอาตัวรอดจากวัคซีนหรือไม่? ยังไม่นับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ยังไม่แน่นอนในเรื่องผลค้างเคียงและการรับมือสายพันธุ์ใหม่ๆ แม้แต่วัคซีนที่คนคิดว่าดีที่สุด

แต่ไม่แน่ว่าเราอาจจะต้องใช้สูตรแบบเดียวกับตอนไข้หวัดสเปนคือต้องหาทางอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันจะไม่ไปไหน อาจจะอยู่ยาวไปเป็นร้อยปี และวิวัฒนาการตัวองเพื่อรบกับมนุษย์ไปเรื่อยๆ ดังนั้น ประเทศที่มองออกจึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่เป็นการอยู่กับมันอย่างระมัดระวังตัว แทนที่จะอยู่อย่างหวาดกลัวไปตลอด

สิ่งที่สิงคโปร์ทำคือ ระดมฉีดวัคซีนให้ประชาชน, เริ่มกระบวนการที่จะนำมาสู่การกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็วางแผนวัคซีนล่วงหน้าหลายๆ ปี เนื่องจากในอนาคตอาจต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น

คีย์เวิร์ดของโรดแมพของสิงคโปร์อยู่ตรงที่การฉีดวัคซีนให้มากทีสุ่ดแต่ไม่ใช่ฉีดแล้วฉีดเลย ต้องฉีดกันต่ออีกหลายปี จนกว่าเชื้อจะหมดแรงไป

บางคนอาจจะเถียงว่าสิงคโปร์เป็นเกาะจึงควบคุมการระบาดง่าย (เหมือนออสเตรเลียที่เป็นเกาะหรือทวีปโดดๆ ซึ่งอาจทำให้ควบคุมการระบาดของไข้หวัดสเปนกับโควิด-19 ได้ค่อนข้าง “โอเค”) แต่เราจะต้องไม่ลืมว่าที่สิงคโปร์ทำแบบนี้ก็เพื่อจะเปิดพรมแดนให้คนนอกเข้ามานั่นเอง เพราะหากไม่เปิดสิงคโปร์จะติดแหงกอยู่กับความสำเร็จเฉาพะในบ้านตัวเอง จนสู้คู่แข่งที่เปิดประเทศไม่ได้

ถึงจุดนี้รัฐบาลไทยอาจะต้องคิดเหมือนแล้วว่าจะให้ประชาชนอยู่กับโรคอย่างไร (โดยให้ประชาชนด่าน้อยที่สุด) เพราะต้นทุนการล็อคดาวน์จะสูงขึ้นทุกทีๆ จนคำสั่งล่าสุดที่ห้ามนั่งในร้านอาหารมีผู้ประกอบการแสดงอาการขัดขืนกันมากขึ้น ส่วนอาชีพอื่นๆ นั้นไม่ต้องพูดถึง สายป่านขาดกันเป็นแถวๆ แล้ว

วิธีแก้ก็คือสูตรสิงคโปร์: ฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมที่สุด แล้วเปิดประเทศให้ปกติ พร้อมกำชับให้ประชาชนป้องกันตัวเองอย่างเต็มที่เพื่ออยู่กับโรคไปสักระยะ เผื่อว่ามันจะสู้ภูมิคุ้มกันมนุษย์ไม่ไหวจนหลบหน้าไปแบบไข้หวัดสเปน

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Oli SCARFF / AFP

Developer of luxury condos offered next-door Surfside building $400,000 amid complaints over construction, documents show #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40002788

Developer of luxury condos offered next-door Surfside building $400,000 amid complaints over construction, documents show


The developer of a luxury Miami Beach high-rise next to the Surfside condominium building that collapsed last week was offering to pay $400,000 to the condo association of the older, smaller building two years ago, at a time when some homeowners were complaining about the proximity of the new building, the impact of vibrations and drifting debris, documents obtained by The Washington Post show.

The Eighty Seven Park building is seen behind Champlain Towers South in Surfside, Fla., on June 30, 2021. MUST CREDIT: Photo for The Washington Post by Octavio Jones

Construction of Eighty Seven Park, which was finished in 2020, came “uncomfortably close” to the city boundary that bordered Champlain Towers South, the site of the catastrophic collapse, Guillermo Olmedillo, a former Surfside official, said in an interview with The Post this week. Champlain Towers homeowners complained on multiple occasions of plastic foam and other debris falling into the pool in front of their building, email records show.

The Eighty Seven Park building is seen behind Champlain Towers South in Surfside, Fla., on June 30, 2021.

Photo for The Washington Post by Octavio Jones

“We are concerned that the construction next to Surfside is too close,” homeowner and condo association board member Mara Chouela wrote in an email to Surfside building officials in January 2019, part of a set of emails from Champlain owners released by the town since the collapse. “The terra project on Collins and 87 are digging too close to our property and we have concerns regarding the structure of our building.”

Amid tensions in 2019, the board president of the Champlain Towers South condo association sent a notice to members sharing a draft of an offer from the luxury high-rise to settle with homeowners if they “reasonably support and not oppose (directly or indirectly)” the project as one of several conditions, the documents show.

Board correspondence reviewed by The Post shows that the law firm representing the condo association had flagged clauses in the proposal that would bar owners from criticizing the development and ban them from discussing any financial settlement under penalty of losing the payment – terms the firm did not consider enforceable.

The proposed agreement was never signed, Max Marcucci, a spokesman for the condo association, said Thursday.

8701 Collins Development LLC, which was set up by Terra Group and its partners to develop Eighty Seven Park, has previously stated that it is “confident that the construction of 87 Park did not cause or contribute to the collapse that took place in Surfside.”

In a statement replying to questions about the offer terms and the amount, the developer wrote: “8701 Collins Development, LLC is not commenting on matters unrelated to the tragedy of June 24, 2021. Any further inquiries regarding this document should be directed to the Champlain Tower South Condominium Association and its legal counsel.”

A representative for Becker & Poliakoff, the law firm for Champlain Towers South, did not respond to requests for comment Thursday.

Investigators tasked with identifying causes of last week’s collapse, which had killed at least 18 and left 145 unaccounted for as of early Friday, said they intend to scrutinize possible effects of nearby construction in their ongoing reviews.

Judith Mitrani-Reiser, a lead investigator from the federal National Institute of Standards and Technology, said Wednesday during a news conference that her team is looking at various possible contributing factors, including “environmental conditions that could have affected the structure” of Champlain Towers South.

Allyn Kilsheimer, a veteran engineer hired by Surfside, said he had yet to analyze the impact of Eighty Seven Park’s three-year construction process but “will eventually look at that.” Surfside’s mayor and two of its four town commissioners say they are also pushing investigators to examine whether Eighty Seven Park played a role, citing previous complaints about vibrations during the building process.

“When buildings are constructed, there are pilings driven into the ground,” Mayor Charles Burkett said. “We have to think about that. We can’t rule anything out, can we? Because clearly something here went very, very wrong.”

Sinisa Kolar, a structural engineer and vice president of the Miami-based Falcon Group, said he thinks it is normal for the development of a new high-rise to cause some shaking in adjacent properties, especially during the drilling of foundations. He said that proximity can influence the degree of vibrations and potential damage but that such vibrations are unlikely to cause an entire building to buckle. What happened at Surfside, he said, “is more likely a combination of factors than one big factor.”

Eighty Seven Park, at 16 stories, is the last building on Collins Avenue in the north end of Miami Beach. Champlain Towers South sits right across the municipal border, in Surfside, with 12 floors and a penthouse.

8701 Collins Development in 2013 paid $65 million to acquire the three-acre plot at 8701 Collins Ave., which was separated from Champlain Towers South by a 50-foot-wide street called 87th Terrace, public records show. The next year, 8701 Collins Development reached a deal with the city of Miami Beach to acquire the 18,042-square-foot plot that contained the public street in exchange for a $10.5 million “voluntary donation” to Miami Beach, part of which would go to revamping a city park.

Thomas R. Mooney, planning director for Miami Beach at the time, told city officials in a 2014 memo that “vacation of this [right of way] will not affect the parking or infrastructure needs of adjacent properties” or negatively affect the surrounding neighborhood. But Olmedillo, Surfside’s town manager at the time, said Miami Beach officials never reached out to Surfside to discuss the sale of the street, even though it hugged the side of Champlain Towers South, a Surfside residence.

Mooney did not reply to requests for comment.

In a recent interview, Olmedillo said he was so surprised when developers put up a fence blocking off 87th Terrace that he sent Surfside code enforcers to the site. He said he also called the land-use attorneys and surveyors associated with the project, asking whether it had crossed the municipal boundary – they told him it had not.

“It struck me as strange that they would close the street and sell it. … It brought things uncomfortably close,” Olmedillo said. He added that he was offended at the time that Surfside officials were not notified beforehand about the closure of 87th Terrace, which had public parking for residents and served as one of the beach access points for town police.

“It was like, ‘Oops, sorry, we forgot about you,'” Olmedillo said. “When the fence came up, I saw it and said: ‘What the hell? What’s going on?'”

Photos by Surfside residents and satellite images show how, from 2016 to 2020, the open space narrowed between the 12-story Champlain Towers and the 16-story project next to it, which included an underground garage, two pools and a private garden. As construction got underway, homeowners raised complaints.

“Our pool is full of styrofoam,” another homeowner and board member, Anette Goldstein, wrote to the Champlain South building manager and local officials in February 2019. “Please call the building supervisor next door and remind them in no uncertain terms that they were supposed to clean it every day.”

Speaking after the collapse, Ellen Friedman, a Champlain Towers South homeowner, said that “there was dust, there was noise, there were vibrations” caused by the construction project.

From 2016 to 2019, Miami Beach officials received dozens of noise complaints from the construction at 8701 Collins Ave., city records show. The developers were also fined for excessive noise at least eight times. In April 2019, members of the Champlain Towers South condo association took pictures of plastic foam that had drifted from the construction site.

“Can you send these pictures to the person we are in contact with at Terra?” wrote board member Nancy Levin, who is among those reported missing in the collapse. “They should see this while they decide on our compensation.”

Board meeting minutes from October 2019 recount a contentious debate over the settlement, with the board initially indicating it would accept a deal and a group of upset homeowners hiring legal counsel to demand the release of more details.

In late October, then-board president Graciela Escalante sent an email containing a “Term Sheet for proposed settlement with CTS Association.” It said Eighty Seven Park developers would offer payment of $400,000 if homeowners agreed not to publicly oppose the project, accepted expanded hours of construction and “entered into a strict confidentiality agreement.” The Becker & Poliakoff law firm advised the association not to accept the deal, because it contained “an unenforceable confidentiality clause and a monetary penalty for any breach,” Escalante wrote to told members.

Further, she added, the Terra Group had decided not to move forward with the proposal, because it had heard that condo owners opposed it.

A compensation proposal from a developer is unusual when a project is already underway, said Miguel Brizuela, a Miami-based construction attorney. Developers typically ask for the support of neighbors when they are seeking permits, not in the middle of construction. An exception, he said, is if the developer suspects there could be “a non-frivolous claim for damages for bodily injury or property damage” caused by construction.

The document sent to the condo association “requires so much context to understand what prompted it,” said Mary Ann Ruiz, a Miami-area condominium attorney, including “whether it is the extended hours of construction and the nuisance involved or whether there were other more serious concerns brought forth.”

Published : July 03, 2021

By : The Washington Post · Rebecca Tan, Tik Root, Beth Reinhard