เซี่ยงไฮ้เริ่มฉีดวัคซีนแบบเข็มเดียวจาก ‘CanSino’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653336

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 20:00 น.

เซี่ยงไฮ้เริ่มฉีดวัคซีนแบบเข็มเดียวจาก 'CanSino'นครเซี่ยงไฮ้นำร่องฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิดฉีดเข็มเดียวของบริษัทแคนซิโน

สำนักข่าวซินหัวรายงานศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคประจำเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน เปิดเผยว่าเซี่ยงไฮ้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) แบบโดสเดียวที่พัฒนาโดยแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ อิงก์ (CanSino Biologics Inc.) บริษัทเภสัชภัณฑ์สัญชาติจีนแล้ว

วัคซีนของแคนซิโนเริ่มถูกใช้งานเมื่อวันที่ 13 พ.ค. โดยปัจจุบันฉีดให้ประชาชน 23,154 คน ใน 9 เขตของเซี่ยงไฮ้ เมื่อนับถึงวันจันทร์ (17 พ.ค.)

วัคซีนตัวดังกล่าวใช้อะดิโนไวรัส ไทป์ 5 เป็นตัวนำพา (adenovirus type 5 vector) มีเทคนิคการผลิตแตกต่างจากวัคซีนชนิดเชื้อตาย 3 ตัว ที่เซี่ยงไฮ้ใช้งานก่อนหน้านี้ ส่งผลให้จำนวนโดสที่ฉีดแตกต่างกัน

ผลการทดลองทางคลินิก รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งานในกรณีฉุกเฉินและการใช้งานทั่วไป ระบุว่าวัคซีนของแคนซิโน ซึ่งได้รับอนุมัติให้วางตลาดแบบมีเงื่อนไข มีระดับความปลอดภัยอยู่ในเกณฑ์ดี

“วัคซีนแบบฉีดโดสเดียวของแคนซิโนสะดวกกว่าวัคซีนตัวอื่นมาก” คำบอกเล่าจากต่งจื้อเย่ว์ นักศึกษามหาวิทยาลัย วัย 22 ปี ผู้เข้ารับวัคซีนเมื่อวันอังคาร (18 พ.ค.)

ทั้งนี้ สถานที่ฉีดวัคซีนหลายแห่งในเซี่ยงไฮ้รายงานกรณีประชาชนประสงค์รับวัคซีนแบบฉีดโดสเดียวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้มีตารางทำงานไม่เอื้ออำนวย

ด้านบุคลากรการแพทย์ในเขตจิ้งอันของเซี่ยงไฮ้เปิดเผยว่าศูนย์กีฬาท้องถิ่นแห่งหนึ่งเริ่มฉีดวัคซีนของแคนซิโนเมื่อวันที่ 14 พ.ค. โดยปัจจุบันฉีดวัคซีนให้ประชาชน 1,398 โดสแล้ว และไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์แต่อย่างใด

Photo by Ulises Ruiz / AFP

ฉีดวัคซีนโควิดคนละยี่ห้ออันตรายหรือได้ผล? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653281

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น.

ฉีดวัคซีนโควิดคนละยี่ห้ออันตรายหรือได้ผล?สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: นักวิจัยกำลังศึกษาว่าการฉีดวัคซีนคนละยี่ห้อกันมีประสิทธิภาพอย่างไรเมื่อเทียบกับการฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกันทั้งสองเข็มตามปกติ

สเปน: ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ

ผลการวิจัยเบื้องต้นว่าด้วยการผสมวัคซีนต้าน Covid-19 2 ยี่ห้อของสถาบันสุขภาพคาร์ลอสที่ 3 ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสเปนพบว่า การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มแรกแล้วตามด้วยวัคซีนของ Pfizer เป็นเข็มที่ 2 มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง

การวิจัยพบแอนติบอดี (IgG) ในกระแสเลือดของอาสาสมัครที่ได้รับการฉีดวัคซีนของ Pfizer สูงกว่า 30-40 เท่า ของกลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เพียงโดสเดียว 

ในขณะที่คนที่ได้รับวัคซีน Pfizer มีแอนติบอดีเพิ่มขึ้น 7 เท่า หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของคนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มที่ 2  

อาสาสมัครจำนวน 670 คน อายุระหว่าง 18-59 ปีได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรก และอีก 450 คนได้รับวัควีน Pfizer

แม็กดาลีนา แคมพินส์ หนึ่งในคณะวิจัยเผยว่า มีอาสาสมัครเพียง 1.7% ที่มีผลข้างเคียง อาทิ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย ซึ่งไม่ใช่อาการรุนแรง

อังกฤษ: ผลข้างเคียงเพิ่ม 

อย่างไรก็ดี ผลการทดลองเบื้องต้นในอังกฤษก่อนหน้านี้ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นเข็มแรก ตามด้วยวัคซีน Pfizer เป็นเข็มที่ 2 หรือ Pfizer เข็มแรก ตามด้วย AstraZeneca มีอาการข้างเคียงเล็กน้อยถึงปานกลาง อาทิ เป็นไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และปวดศีรษะ มากกว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีนยี่ห้อเดียวกัน แต่เป็นอยู่ระยะสั้นๆ

แมทธิว สเนป หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยว่า “พวกนี้เป็นอาการที่พบได้ในการฉีดวัคซีนยี่ห้อเดียวกันทั้งสองเข็ม เพียงแต่ว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าไม่ว่าจะเป็นอาการเล็กน้อยหรืออาการปานกลาง แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว”

การทดลองของอังกฤษนี้ทำในอาสาสมัคร 830 คน อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยการสุ่มฉีดวัคซีน AstraZeneca และ Pfizer แบ่งเป็น AstraZeneca ทั้งสองโดส, Pfizer ทั้งสองโดส, AstraZeneca เข็มแรก ตามด้วย Pfizer เข็มที่ 2 และ Pfizer เข็มแรก ตามด้วย AstraZeneca เข็มที่ 2 เข็มแรกและเข็มที่ 2 ห่างกัน 28 วัน

พบว่าคนที่ได้รับวัคซีนต่างยี่ห้อกันมีอาการข้างเคียงมากกว่าหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 โดย 34% ของกลุ่มที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca เข็มแรก ตามด้วย Pfizer มีอาการไข้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ AstraZeneca ทั้งสองโดสที่มีอาการไข้ 10%  

ขณะที่ 41% ของกลุ่มที่ได้รับวัคซีน Pfizer เข็มแรกตามด้วย AstraZeneca มีอาการไข้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับ Pfizer ทั้งสองโดสที่มีอาการไข้ 21%

CDC และ WHO ยังไม่แนะนำ

ขณะนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนต่างยี่ห้อกัน ทว่าเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา CDC ระบุว่าคำแนะนำดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงหากมีข้อมูลและวัคซีนชนิดใหม่

โจนาธาน แวน-แทม หัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์อังกฤษ ระบุในแถลงการณ์เมื่อเดือน ก.พ.ว่า การใช้วัคซีนต่างชนิดกันในเข็มแรกและเข็มที่ 2 อาจมีประโยชน์ในแง่ของการจัดสรรวัคซีน

“ด้วยความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรจำนวนมากเพื่อต่อต้าน Covid-19 และข้อจำกัดด้านวัคซีนที่อาจเกิดขึ้น การมีข้อมูลที่จะสนับสนุนการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยืดหยุ่นมากขึ้นจึงเป็นเรื่องดีหากจำเป็นและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการทางการแพทย์” แวน-แทมกล่าวในขณะนั้น

แวน-แทมกล่าวอีกว่า “เป็นไปได้ที่การนำวัคซีนมาผสมกันอาจสร้างแอนติบอดีที่สูงขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น แต่เราไม่มีทางทราบจนกว่าจะมีการประเมินการทดสอบทางคลินิก”

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

สิงคโปร์เรียกทูตอินเดียเข้าแจงดราม่าโควิดสายพันธุ์สิงคโปร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653333

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

สิงคโปร์เรียกทูตอินเดียเข้าแจงดราม่าโควิดสายพันธุ์สิงคโปร์มุขมนตรีกรุงนิวเดลีของอินเดียอ้างสิงคโปร์มี Covid-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์สิงคโปร์  

ทางการสิงคโปร์เรียกทูตอินเดียเข้าพบเพื่อประท้วงข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงของ อาร์วินด์ เคจริวาล มุขมนตรีประจำกรุงนิวเดลีของอินเดียที่ระบุว่า เชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ของสิงคโปร์เป็นอันตรายต่อเด็กอินเดีย ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียแบนเที่ยวบินจากสิงคโปร์ 

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของมุขมนตรีประจำกรุงนิวเดลีที่ปราศจากมูลความจริงต่อคณะข้าหลวงใหญ่ของอินเดียในสิงคโปร์ และระบุว่า “รู้สึกผิดหวังที่นักการเมืองที่มีชื่อเสียงล้มเหลวในการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแสดงความคิดเห็น”

นอกจากนี้ ทางการสิงคโปร์ยังยืนยันว่าไม่มีเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์สิงคโปร์ตามที่มุขมนตรีกล่าวอ้าง และสายพันธุ์ที่พบหลายเคสในสิงคโปร์เป็นสายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดีย

การแสดงความคิดเห็นของเคจริวาลยังสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลอินเดียที่ชี้แจงว่าเขาไม่มีอำนาจใดๆ ในการพูดประเด็นดังกล่าว โดย สุพรหมณยัม ชัยศังกระ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินเดียทวีตว่า “การแสดงความเห็นที่ไร้ความรับผิดชอบของคนที่น่าจะทราบเรื่องดีกว่านี้สามารถสร้างความเสียหายให้กับหุ้นส่วนที่มีมายาวนาน ผมขอชี้แจงว่ามุขมนตรีกรุงเดลีไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงของอินเดีย”

AFP PHOTO / Woohae CHO

ผู้เชี่ยวชาญชี้ไฟเซอร์-โมเดอร์นาต้านโควิดสายพันธุ์อินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653317

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ไฟเซอร์-โมเดอร์นาต้านโควิดสายพันธุ์อินเดียแพทย์ใหญ่ทำเนียบขาวแถลงวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นามีประสิทธิภาพในการต้านโควิดกลายพันธุ์ในอินเดีย

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของสหรัฐแถลงว่าวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) มีแนวโน้มว่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 กลายพันธุ์ที่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศอินเดียได้

โดยนายแพทย์เฟาซีอ้างถึงข้อมูลจากนักวิจัยที่ระบุว่ามีเหตุผลอันดีที่จะเชื่อว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนดังกล่าวจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ B.1.617 และ B.1.618 ซึ่งพบการแพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศอินเดีย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีผลการศึกษาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ bioRxiv.org ระบุว่าวัคซีนของไฟเซอร์และโมเดอร์นามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสกลายพันธุ์ที่พบในประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตามกำลังอยู่ในระหว่างกาตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาหลายฉบับชี้ให้เห็นว่าวัคซีน 2 ยี่ห้อดังกล่าวสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการรักษาตัวในโรงพยาบาลซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ โควิด-19 กลายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดียกำลังระบาดอย่างหนักในหลายประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจสร้างความเสียหายมากกว่าสายพันธุ์เดิมที่แพร่ระบาดเมื่อปี 2020 ถึง 50% และเชื่อมโยงกับอัตราการติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นในอินเดียรวมถึงหลายพื้นที่ในยุโรปด้วย

Photo by Joseph Prezioso / AFP

WHO ชี้งานหนักฆ่าคนตายปีละเกือบ 8 แสนคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653312

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

WHO ชี้งานหนักฆ่าคนตายปีละเกือบ 8 แสนคน การทำงานยาวนานในแต่ละสัปดาห์คร่าชีวิตคนนับแสนคนต่อปีด้วยโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน

การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการเสียชีวิต และสุขภาพและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่า ปี 2016 มีผู้เสียชีวิต 745,000 คนเนื่องจากการทำงานยาวนานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 55 ชั่วโมง  

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อายุระหว่าง 60-79 ปีที่เคยทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 55 ชั่วโมงขณะอายุ 45-74 ปี โดยผู้ชายได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ 72% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และผู้คนในแปซิฟิกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแรงงานวัยกลางคนขึ้นไปเสียชีวิตเป็นสัดส่วนมากที่สุด  

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environment International พบว่า ระหว่างปี 2000-2016 การเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่เชื่อมโยงกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเพิ่มขึ้น 42% และเส้นเลือดอุดตันเพิ่มขึ้น 19% 

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปมีความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดอุดตันเพิ่มขึ้น 35% และเสี่ยงเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 17% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

องค์การอนามัยโลกเผยว่ามี 2 เหตุผลที่การทำงานหนักนำมาสู่การเสียชีวิต คือ ความเครียดด้านจิตใจจากการทำงานหนักสามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางสรีรวิทยาในระบบไหลเวียนโลหิตและรอยโรคที่ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง

สองคือ โดยพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพื่อตอบสนองต่อความเครียด รวมทั้งการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เคลื่อนไหวร่างกายน้อย นอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน

AFP PHOTO / ED JONES

คริปโตร่วงระนาวหลังรัฐบาลจีนสั่งแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653248

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

คริปโตร่วงระนาวหลังรัฐบาลจีนสั่งแบนสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ราคาร่วงหนักหลังรัฐบาลจีนสั่งห้ามทำธุรกรรมคริปโต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่รวมถึง Bitcoin ราคาร่วงหนักหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศห้ามสถาบันการเงินและบริษัทด้านการชำระเงินให้บริการธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโต

โดยสมาคมการเงินอินเทอร์เน็ตแห่งชาติของจีน, สมาคมการธนาคารของจีน และสมาคมการชำระหนี้ของจีนได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันโดยระบุว่าสถาบันการเงินทุกแห่งจะไม่สามารถให้บริการด้านคริปโตได้ รวมถึงการชำระหนี้ และการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลด้วย

อันเป็นผลมาจากราคาของคริปโตที่สามารถพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและดิ่งลงอย่างรุนแรง มีความเสี่ยงสูง และไม่มีกฎหมายคุ้มครอง ตลอดจนมีการซื้อขายเก็งกำไรจึงเกิดความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านทรัพย์สินของประชาชนและเสถียรภาพทางการเงินและระบบเศรษฐกิจ

ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของจีนส่งผลให้คริปโตรายใหญ่อย่าง Bitcoin ร่วงกว่า 6% แตะที่ 40,426 เหรียญสหรัฐหรือ 1,271,426 บาทเท่านั้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ร่วงลงจากระดับ 45,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือนเมื่ออีลอน มัสก์ ส่งสัญญาณว่าอาจเทขาย

ด้าน Dogecoin ที่เพิ่งทะยานขึ้นถึง 20% เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากที่ได้รับการสนับสนุนจากอีลอน มัสก์ ก็ร่วงลงมาเช่นกัน

AFP PHOTO / JACK GUEZ

สถานทูตไทยในอิสราเอลแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653266

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.

สถานทูตไทยในอิสราเอลแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิตสถานทูตย้ำคนไทยในอิสราเอลติดตามข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟประกาศเมื่อวันที่ 18 พ.ค. เรื่อง แรงงานไทยเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล

ระบุว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์โจมตีจากพื้นที่ฉนวนกาซา เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 พ.ค.2564 ส่งผลให้แรงงานไทยในอิสราเอล ซึ่งพักอาศัยที่นิคมเกษตรกรรม Ohad ใกล้พื้นที่ฉนวนกาซา เสียชีวิตจำนวน 2 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวน8 คนนั้น

สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในการนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอย้ำให้พี่น้องชาวไทยในอิสราเอลทุกท่านติดตามข้อมูล ข่าวสาร ปฏิบัติตามมาตรการของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด และเมื่อมีเสียงไซเรนเตือนภัย ขอให้ทุกท่านรีบเข้าหลบภัยในสถานที่หลบภัยโดยเร็ว

ในกรณีฉุกเฉินและต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ 054-636-8150 หรือ inbox ข้อความมาที่เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตฯ “Royal Thai Embassy, Tel Aviv” หรือ “ทุกเรื่องเมืองยิว”

Photo by MAHMUD HAMS / AFP

ยอดขายซูเปอร์ยอชต์กระฉูดเพราะคนรวยอยากหนีโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653243

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 11:20 น.

ยอดขายซูเปอร์ยอชต์กระฉูดเพราะคนรวยอยากหนีโควิดคนรวยแห่ซื้อซูเปอร์ยอชต์ไว้หลบมาตรการล็อกดาวน์ Covid-19 และข้อจำกัดด้านการเดินทาง

สำนักพิมพ์ Boat International เจ้าของนิตยสารไลฟ์สไตล์หรูหราเผยว่า ปีนี้บรรดามหาเศรษฐีควักกระเป๋าซื้อซูเปอร์ยอชต์แล้วกว่า 1,000 ล้านปอนด์ หรือ 44,614.80 ล้านบาท เนื่องจากต้องการหลีกหนีมาตรการล็อกดาวน์และจำกัดการเดินทางเพื่อสกัด Covid-19

ความต้องการซื้อเรือยอชต์ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนของปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ปีนี้เป็นปีที่มีการซื้อขายเรือยอชต์มือสองมากที่สุด

นิยามของซูเปอร์ยอชต์ของ Boat International คือเรือที่มีความยาวเกิน 24 เมตรและมักจะต้องมีลูกเรือประจำเรือ

สจ๊วต แคมป์เบลล์ บรรณาธิการ Boat International เผยว่า ราคาซูเปอร์ยอชต์ลำเล็กมือสองอยู่ที่ราว 860,000-4.3 ล้านปอนด์ หรือ 38,373,604-191,868,021 บาท และมีค่าบริการของลูกเรือปีละประมาณ 172,392 ปอนด์ หรือ 7,691,914บาท รวมทั้งค่าท่าจอดเรือและค่าน้ำมันเชื้อเพลิง

“ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากความต้องการของบรรดามหาเศรษฐีที่ต้องการหลีกหนีจากมาตรการจำกัดการเดินทางและล็อกดาวน์ด้วยการซื้อเรือยอชต์ เพราะโรคระบาดทำให้การนั่งเครื่องบินเจ็ตไปเมดิเตอร์เรเนียนของคนรวยยากขึ้น” แคมป์เบลล์เผย

แคมป์เบลล์เผยอีกว่า กว่า 50% ของซูเปอร์ยอชต์ที่ขายได้อยู่ในสหรัฐ

อิสราเอล-ฮามาสไม่หยุดยิงหลังสังเวยชีวิต 2 แรงงานไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653235

วันที่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

อิสราเอล-ฮามาสไม่หยุดยิงหลังสังเวยชีวิต 2 แรงงานไทยอิราเอลและกลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง ขณะแรงงานไทย 2 รายเสียชีวิต

การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดแม้ว่าสหประชาชาติและนานาประเทศจะพยายามเรียกร้องให้หยุดยิงโดยเมื่อคืนวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่าการสู้รบครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้แก่กลุ่มฮามาส และจะยังคงดำเนินต่อไปเท่าที่จำเป็น

ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมามีรายงานว่าแรงงานเกษตรชาวไทยในเมืองเอชคอล ประเทศอิสราเอลซึ่งอยู่ห่างจากฉนวนกาซาประมาณ 14 กิโลเมตรได้รับแรงระเบิดเสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บอีก 8 ราย

อิสราเอลรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศสืบจากการสู้รบครั้งนี้อย่างน้อย 11 รายรวมถึงแรงงานชาวไทย 2 รายและแรงงานอินเดีย 1 ราย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 300 ราย

ด้านกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่าเหตุปะทะครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาอย่างน้อย 217 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 1,500 ราย ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย

ทั้งนี้ แม้จะมีข้อเสนอหยุดยิงของสหประชาชาติและนานาประเทศไม่ว่าจะเป็นอียิปต์ กาตาร์ ฝรั่งเศส ตลอดจนสหรัฐอเมริกา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงปฏิเสธ

WATCH: Prime Minister Benjamin Netanyahu’s remarks, following an assessment of the situation at IDF Southern Command headquarters and a tour of the Hatzerim Air Force Base. pic.twitter.com/G7ne1xlDnq— PM of Israel (@IsraeliPM) May 18, 2021

Photo by Mahmud Hams / AFP

Crypto กำลังตามรอยฟองสบู่ Dot-com หรือเปล่า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653176

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 21:48 น.

Crypto กำลังตามรอยฟองสบู่ Dot-com หรือเปล่า?มีบางอย่างที่คล้ายกันเกี่ยวกับความบ้าคลั่งคริปโตในเวลานี้กับความบ้าคลั่งธุรกิจดอตคอมเมื่อช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ

Background – ในช่วงต้นปี 2020 ราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอีกครั้งโดยพุ่งขึ้นมากกว่า 700% ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 และพุ่งขึ้นเหนือระดับ 40,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันที่ 7 มกราคม เมื่อวันที่ 11 มกราคมหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) เตือนนักลงทุนเกี่ยวกับการให้กู้ยืมหรือการลงทุนในสินทรัพย์เข้ารหัสลับว่าพวกเขาควรเตรียมพร้อมที่จะ “เสียเงินทั้งหมด”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ Bitcoin ถึง 50,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม Bitcoin ทะลุ 61,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรก หลังจากการปรับฐานเล็กน้อยในเดือนกุมภาพันธ์ Bitcoin ดิ่งลงจากจุดสูงสุดเหนือ 64,000 ดอลลาร์ในวันที่ 14 เมษายนสู่ระดับต่ำกว่า 49,000 ดอลลาร์ในวันที่ 23 เมษายนดิ่งลงถึง 23% ในเวลาน้อยกว่า 10 วันซึ่งลดลงต่ำกว่าช่วงการซื้อขายที่ต่ำที่สุดในเดือนมีนาคมและมูลค่าหายไปครึ่งล้านล้านดอลลาร์จากมูลค่าตลาดรวมของคริปโตทั้งหมด

1. ฟองสบู่ดอทคอม (Dot-com bubble หรือฟองสบู่อินเทอร์เน็ต) เป็นฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่เกิดจากการเก็งกำไรของบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตมากเกินไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตมีการเติบโตอย่างมากและเป็นช่วงแรกที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตแบบมหาชน

2. ระหว่างปี 1990 ถึง 1997 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาที่เป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 35% คอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต รวมถึงการเข้ามายุคแรกของอินเทอร์เน็ตและเสิร์ชเอ็นจินทำให้เกิดการเปลี่ยนไปสู่ยุคสารสนเทศ (Information Age) ซึ่งเศรษฐกิจใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาขับเคลื่อน

3. มีบริษัทสายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย บางบริษัทเราอาจจะคาดไม่ถึงว่าในเวลานั้นมีเทคโนโลยีแบบนีแล้วหรือ เช่น บริษัทออนไลน์ช็อปปิ้งที่ตอนนี้บูมมาก แต่มันเคยบูมมาแล้วในช่วงทศวรรษที่ 90 เช่น Pets.com, Webvan, และ Boo.com หุ้่นของบริษัทพวกนี้ โดยเฉพ่ะที่มีคำว่า ดอตคอม (.com) ตามหลังได้รับความนิยมมาก

4. ระหว่างปี 1995 ถึงจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมปี 2000 ดัชนีตลาดหุ้นแนสแด็กคอมโพสิตเพิ่มขึ้น 400% ในปี 2542 หุ้นของ Qualcomm ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2,619% ยังมีหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ อีก 12 หุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% และหุ้นขนาดใหญ่อีก 7 หุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 900%

5. การใช้จ่ายเงินเพื่อลงทุนและเงินที่ได้มาจากการลงทุนเป็นไปอย่างบ้าคลั่ง บริษัทกระตุ้นเร้าให้คนมาลงทุน สื่อก็โหนกระแสรายงานข่าวการลงทุนแบบครึกโครม ภาพความหรูหราฟุ้งเฟ้อของพนักงานบริษัทดอตคอมเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป

6. ตอนนี้เรากลับมาดูที่สาเหตุที่ทำให้ดอตคอมมบูม ไม่ใช่แค่มันเป็นอนาคตอันสวยสดอย่างใหม่แต่เพราะมันมีพลังของเงินตราจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่ต่ำติดดินอยู่เบื้องหลังด้วย ในจุดนี้ดอตคอมจึงคล่ายกับกระแสคริปโตเคอร์เรนซี่ คริปโตเป็นสิ่งที่นักลงทุนมองว่าเป็นอนาคต เป็น “New Economy” ซึ่งเหมือนกับธุรกิจดอตคอมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

7. ดอตคอมยังเหมือนคริปโตตอนนี้ตรงที่ในช่วงปลายทศวรรษที่้ 90 อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงมาก มีการผ่านกฎหมายการสงเคราะห์ผู้เสียภาษีปี 1997 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากขึ้นเพราะมีเงินในมือมากขึ้น เหมือนกับตอนนี้ที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เงินกระตุ้นจำนวนไม่น้อยไหลไปลงทุนคริปโต

8. อลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐในเวลานั้นรู้ดีว่ามันจะจบอย่างไร เขาเตือนถึง”ความฟุ่งเฟื่องที่ไร้เหตุผล” (Irrational exuberance) ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดพังพินาศ ในเดือนมกราคมปี 1999 เขาให้การต่อสภาคองเกรสโดยเตือนว่า “พฤติกรรมล่าสุดของผลกำไรยังเน้นย้ำถึงลักษณะที่ผิดปกติของการดีดตัวขึ้นของราคาตราสารทุนและความเป็นไปได้ที่ผลการดำเนินงานล่าสุดของตลาดตราสารทุนจะมีปัญหาในการทำให้ยั่งยืนต่อไปได้”

9. แล้วมันก็เป็นไปตามคำเตือนจริงๆ เหมือนกับการเก็งกำไรชนิดอื่นๆ หุ้นดอตคอมมีความเปราะบางอ่อนไหวกับสถานการณ์ง่ายเหลือเชื่อ ทั้งๆ มันดูเหมือนจะมีอนาคต เป็นยุคทองยุคใหม่ และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี แต่หุ้นดอตคอมกลับล้มเอาง่ายๆ เพราะข่าวการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของกรีนสแปน

10. กรีนสแปนที่เตือนนักเตือนหนาเรื่องตลาดไม่ยั่งยืนกลับมีส่วนทำให้มันสั่นคลอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2000 เมื่อเขาประกาศแผนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความผันผวนของตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากนักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย และบริษัทเทคโนโลยีอาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

11. แต่กรีสแปนและเฟดไม่มีทางเลือกหลังจากดดอกเบี้ยมานานก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจเพื่อให้มันชะลอตัวลงแบบที่ควบคุมได้ หรือ Soft landing แต่พอถึงเดือนมีนาคมฟองสบู่ก็เริ่มสั่นคลอนอีกเพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุนเริ่มหันหลังให้หุ้นดอตคอมไปหาหุ้นอื่นๆ ที่ผลตอบแทนต่ำกว่าแต่มั่นคงกว่า

12. หลังจากนั้นบริษัทดอตคอมทั้งหลายก็ซวนเซกันไปตามๆ กัน เช่น Microsoft ถูกฟ้องร้องคดีผูกขาดตลาดทำให้หุ้นตกพรวด หลังจากนั้นดอตคอมก็เสื่อมฤทธิ์เดชอย่างรวดเร็วจนมาถึงจุดล่มสลายที่สำคัญคือการปิดตัวลงของ Pets.com ธุรกิจออนไลน์ช็อปปิ้งที่ถูกปั่นกระแสกันมาก จนอยู่ในตลาดได้แค่ 9 เดือนก็ไปไม่รอดในเดือนพฤศจิกายน 2000

13. ถึงช่วงปลายปี หุ้นอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลงถึง 75% จากระดับสูงสุด มูลค่าหายไปถึง 1.755 ล้านล้านดอลลาร์ ภาวะฟองสบู่แตกจะลากยาวไปถึงปี 2002 เมื่อถึงตอนนั้นหุ้นดอตคอมสูญเสียมูลค่าตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่จุดสูงสุด และ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2002 ดัชนี NASDAQ-100 ลดลงเหลือ 1,114 จุด ลดลง 78% จากจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่

14. เหตุและปัจจัยของฟองสบู่ดอตคอมดูเหมือนจะต่างจากกระแสคริปโตในเวลานี้อย่างมาก หากดูแค่เป้าหมายการลงทุนคงจะต่างกัน แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฟองสบู่เหมือนกันตรงที่ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำและมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการลดหย่อนภาษีที่รัฐบาล (สหรัฐ) ช่วยเหลือประชาชนช่วงการระบาดใหญ่ เงินจำนวนนี้ไม่น้อยถูกนำไปลงทุนคริปโต

15. ผู้ว่าการธนาคารกลางและแถลงการณ์ของธนาคารกลางยังเตือนการลงทุนในคริปโตว่าเป็นการเก็งกำไรล้วนๆ เช่น เจอโรม พาวเวล แห่งเฟดที่บอกว่ามันคือเครืองมือของการเก็งกำไร (Vehicles for Speculation) และในแง่ของสถานะการเป็รเงินเงินตราพวกมันยัง “ไม่มีประโยชน์จริงๆ ในแง่ของการรักษาคุณค่า” (not really useful stores of value) ไม่มีใครใช้มันจริงๆ เหมือนเงินดอลลาร์

16. พาวเวลไม่ได้บอกตรงๆ ว่ามันกำลังจะกลายเป็นฟองสบู่ แต่พาวเวลอีกคนคือ เจสซี พาวเวล ซีอีโอของบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโต Kraken เตือนว่ารัฐบาลอาจควบคุมคริปโตมากขึ้นโดยบอกในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “ผมคิดว่าอาจมีการปราบปราม” แน่นอนว่าความเห็นนี้เป็นไปได้ เพราะตลาดคริปโตร้อนเหมือนดอตคอม หากระเบิดขึ้นมาจะไม่มีผลดีต่อเงินที่รัฐบาลทุ่มไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

17. มีคนหนึ่งที่เชื่อว่าคริปโตตอนนี้คือฟองสบู่ไปเรียบร้อยแล้ว คือมาร์ก คิวบัน มหาเศรษฐีชื่อดังชาวอเมริกันและเป็นผู้สนับสนุนคริปโตตัวยง แต่เขาเองยังบอกตอนที่ Bitcoin พุ่งสุดๆ ในเดือนมกราคมปีนี้ว่า “ดูการซื้อขายคริปโตมันเหมือนกับฟองสบู่หุ้นทางอินเทอร์เน็ตเป๊ะๆ ผมคิดว่า BTC, ETH และอื่นๆ อีกสองสามตัวจะคล้ายคลึงกับสิ่งที่สร้างขึ้นในยุคดอทคอมซึ่งรอดชีวิตจากฟองสบู่แตกและเฟื่องฟูเช่น AMZN, Ebay และ Priceline แต่หลายรายจะไม่เป็นอย่างนั้น”

18. มาร์ก คิวบันเอ่ยถึงสกุลหลักของวงการคริปโตคือ Bitcoin (BTC) และ Ether (ETH) จะเหมือนหุ้นที่เฟื่องฟูยุคดอตคอมอย่าง Amazon (AMZN) และอื่นๆ ที่รอดชีวิตจากภาวะตลาดพังพินาศมาได้แล้วเติบโตยิ่งใหญ่ในภายหลัง อาจจะหมายความว่าตลาดคริปโตไม่รอดภาวะฟองสบู่แน่ๆ แต่จะมีบางรายที่แน่จริงที่รอดมาได้ คริปโตก็เหมือนสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีการลงทุนและเก็งกำไร ไม่อาจรอดพ้นภาวะฟองสบู่ไปได้

19. แน่นอนว่ามีคนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของมาร์ก คิวบัน ส่วนหนึ่งธรรมชาติของคริปโตแตกต่างจากหุ้นและมันยังเป็นการเงินแบบกระจายอำนาจ คิวบันพยายามโต้เถียงโดยชี้ว่า “จะบอกว่า BTC เปรียบเสมือนทองคำ มันมีคุณค่าแต่ไม่คุณประโยชน์อื่นๆ อย่างน้อยผมก็กินกล้วยได้” แต่ถ้าเขาไม่ยกทองคำมาอ้าง ประเด็นนี้คงจะสะท้อนความเชื่อของเขาได้ดีว่า Bitcoin เหมือนเครื่องมือเก็งกำไรที่ไม่มีคุณประโยชน์อื่นๆ เพราะทองคำมีคุณประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ นอกเหนือจากคุณค่าที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาด้วย

20. ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แม้แต่คนสนับสนุนคริปโตตัวพ่ออย่างคิวบันก็ยังเปรยถึงเรื่องฟองสบู่ มันยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเอลอน มัสก์ แสดงท่าทีกลับไปกลับมาเกี่ยวกับคริปโตที่เขาเชียร์คือ Bitcoin และ Dogecoin ทำให้ราคาพุ่งขึ้นเมื่อเขาพูดเชียร์แต่ราคาต่ำวูบเมื่อเขาแสดงอาการกังขาต่อมันหรือเปรยๆ ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่พูดไว้หรืออาจจะขายทิ้งด้วยซ้ำ ท่าทีของมัสก์ที่กลับไปกลับมาเรื่อง Bitcoin ในวันเดียว (17 พฤษภาคม) ทำให้หลายคนต้องทบทวนแล้วว่าถูกเขา “ปั่นหัว” หรือกำลังตามมัสก์แบบไม่ลืมหูลืมตาหรือไม่

21. มัสก์กำลังทำตัวคล้ายกับสื่อมวลชนในยุคดอตคอมที่ “ปั่น” ความสนใจในการลงทุนแบบบ้าคลั่ง บางสื่อรายงายข่าวหุ้นซะเร้าใจเหมือนกับขาวกีฬา หากไม่มีฉันทาคติเกิดนไปเราย่อมมองออกว่ามัสก์กำลัง “เล่น” กับกระแสสังคม การที่เขาชักเข้าชักออกเรื่อง Tesla กับ Bitcoin และพูดอะไรที่คลุมเครือเรื่อง Dogecoin นั้นเป็นการยั่วอาการติดกระแสของผู้คนในคริปโตเเสียยิ่งกว่าจอมปั่นในยุคดอตคอมเสียอีก อย่าลืมว่าทุกวันนี้ทุกคนมีสื่อในมือตัวเอง จะชี้นำไปในก็ได้ถ้าคนๆ นั้นมีอิทธิพลพอ

22. นอกจากปัจจัยเรื่องคนดังนั่งปั่นแล้ว สิ่งที่จะต้องระวังคือนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศราษฐกิจที่จะเห็นผลมากขึ้นหลังจากประทเทศตะวันตกเริ่มฉีดวัคซีนสำเร็จและคลายล็อคดาวน์ การใช้นโยบายการเงินแบบ Greenspan put ที่เฟดเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจสมัยอลัน กรีนสแปนจะกลับมาอีกครั้ง และของมันอาจคล้ายกันคือกระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอยางบ้าคลั่งขึ้นมาอีก

23. ที่ผ่านมาผู้ว่าการเฟดคนต่างๆ ต้องใช้นโยบาย “put” ของตัวเองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น Greenspan put (แก้วิกฤตวันจันทร์ทมิฬ 1987 ที่ตลาดหุ้นพังพินาศ) Bernanke put (แก้ปัญหาวิกฤตการเงินโลกปี 2007 – 2008) และ Yellen put (แก้ปัญหาเศรษฐกิตสหรัฐอ่อนแรงในช่วงทศวรรษที่ 2020) การ “put” เหล่านี้มีเหตุและผล เหตุคือเพื่อกู้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ผลก็คือเศรษฐกิจดีขึ้น แต่มันมี “ผลพลอยได้” เหมือนกัน เช่น Greenspan put ที่ถูกมองว่า “นำไปสู่ยุคที่สนับสนุนให้เกิดความเสี่ยง” เพราะนักลงทุนรู้ว่าเฟดจะอุ้มตลาดทุน

24. ตอนนี้กำลังเกิดสิ่งที่เรียกว่า Powell put เมื่อเจอโรม พาวเวลงัดเอามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณโดยตรงเพื่อกระตุ้นราคาสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจทรุดเพราะโควิด-19 สำนักข่าว Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า Powell put นั้นเป็นยาแรงกว่าทั้ง Greenspan put หรือ Bernanke put ในขณะที่ Time ตั้งข้อสังเกตขนาดของการแทรกแซงทางการเงินของพาวเวลในปี 2020 มีความต้านทานต่อฟองสบู่และผลข้างเคียงต่อเศรษฐกิจได้

25. แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฟองสบู่ เพียงแต่พาวเวล “ยัง” ควบคุมได้ดี เป้าหมายของเขาอยู่ที่การจ้างงานส่วนเรื่องเงินเฟ้อและฟองสบู่นั้นเป็นเรื่องรอง ท่าทีแบบนี้ทำให้หลายคนกังวลว่าเฟดกับรัฐบาลไบเดนกำลังก่อฟองสบู่ด้วยความชะล่าใจ และในที่พาวเวลดิสเครดิตคริปโตหลายครั้ง มาตรการ Powell put และการอัดเงินของรัฐบาลไบเดนได้สร้างฟองสบู่ในตลาดคริปโตให้โตขึ้นเรื่อยๆ

PostScript – Adam Hayes แห่ง Investopedia อธิบายว่า “อลัน กรีนสแปนประธานเฟดเตือนตลาดเกี่ยวกับ”ความฟุ่งเฟื่องที่ไร้เหตุผล” (Irrational exuberance) ในวันที่ 5 ธันวาคม 1996  แต่เขาไม่ได้เข้มงวดนโยบายการเงินจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2000 หลังจากที่ธนาคารและนายหน้าใช้สภาพคล่องส่วนเกินที่เฟดสร้างไว้ล่วงหน้าก่อนกรณี Y2K เพื่อระดมทุนหุ้นอินเทอร์เน็ต หลังจากเทน้ำมันลงบนกองไฟกรีนสแปนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำให้ฟองสบู่แตก”

Photo by Martin BUREAU / AFP