พลิกปูมความขัดแย้งนับร้อยปี อิสราเอลกลืนปาเลสไตน์ยังไง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653172

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.

พลิกปูมความขัดแย้งนับร้อยปี อิสราเอลกลืนปาเลสไตน์ยังไงด้วยความที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ อิสลาม ยูดาย และคริสต์ เยรูซาเลมจึงเป็นพื้นที่ทีทั้งอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ต้องการจนนำมาสู่ความขัดแย้งยาวนานนับร้อยปี

ครั้งหนึ่งปาเลสไตน์เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมัน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงและอาณาจักรออตโตมันล่มสลาย ชาติมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีชัยชนะในสงครามได้กำหนดให้อังกฤษเข้ามาปกครองปาเลสไตน์

อังกฤษได้ประกาศให้ปาเลสไตน์เป็น “บ้านแห่งชาติของคนยิว” (a national home for the Jewish people) โดยกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อสิทธิทางศาสนาและพลเมืองของชุมชนที่ไม่ใช่ชาวยิวที่อยู่ที่นั่น

หลังจากนั้นระหว่างทศวรรษ 1920-1940 ชาวยิวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์มากขึ้น โดยหลายคนหนีการไล่ล่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซีในยุโรปเข้ามาในดินแดนแห่งนี้

หลังจากการสถาปนาอิสราเอลขึ้นเป็นรัฐในปี 1948 ก็เริ่มเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ขึ้น โดยขบวนการชาตินิยมยิวไซออนิสต์ได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ราว 750,000 คนออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดและทำลายบ้านเรือน

เหตุการณ์นี้ทำให้ชาติอาหรับ อาทิ อียิปต์และจอร์แดนไม่พอใจสิ่งที่อิสราเอลปฏิบัติกับชาวอาหรับด้วยกันจึงบุกโจมตีอิสราเอล

หลังการสู้รบสิ้นสุดในปี 1949 มีการตกลงแบ่งพรมแดนระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการสร้างพรมแดนของพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ ฉนวนกาซา (อียิปต์ยึดครอง) เยรูซาเลมตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ (จอร์แดนยึดครอง)

เท่ากับว่าอิสราเอลครอบครองพื้นที่ 78% ของปาเลสไตน์ ส่วนที่เหลือ 22% อยู่ภายใต้การปกครองของอียิปต์และจอร์แดน

นอกจากนี้ ในปี 1953 อิสราเอลยังลงมือสังหารหมู่ที่อ้างว่าเป็นการแก้แค้นครั้งใหญ่ในหมู่บ้าน Qibya ในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 69 ราย บ้านเรือน 45 หลังพังเสียหาย

แต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อพรมแดนอิสราเอลอีกครั้งในปี 1967 อิสราเองสู้รบกับอียิปต์ จอร์แดน และซีเรียในสงครามที่รู้จักกันในชื่อ สงคราม 6 วัน (Six-Day War) อิสราเอลสร้างความช็อกให้ชาวโลกด้วยการเข้ายึดครองเขตเวสต์แบงก์ที่เหลือของปาเลสไตน์ เยรูซาเลมตะวันออก ฉนวนกาซา รวมทั้งที่ราบสูงโกลันของซีเรียและคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ภายในเวลาเพียง  6 วัน

ถึงจุดนี้อิสราเอลได้ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่อีกราว 300,000 คน ส่งผลให้พื้นที่ของดินแดนภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัว และอิสราเอลยังผนวกเยรูซาเลมตะวันออกและอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเมืองเยรูซาเลมทั้งเมืองให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แต่การกระทำเช่นนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก รวมทั้งจากชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการใช้เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของรัฐในอนาคต

อิสราเอลเริ่มก่อตั้งชุมชนชาวยิวในพื้นที่ที่ตัวเองไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือซึ่งขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยหลังจากสงครามในปี 1967 เพียง 1 ปี อิสราเอลก่อตั้งชุมชนชาวยิวบนที่ราบสูงโกลันของซีเรีย 6 แห่ง ในปี 1973 ก่อตั้ง 17 ชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ และ 7 แห่งในฉนวนกาซา ปี 1977 อิสราเอลราว 11,000 คนอาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ฉนวนกาซา ที่ราบสูงโกลัน และคาบสมุทรไซนาย

โครงการก่อสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลอิสราเอลดำเนินการโดยฝ่ายการตั้งถิ่นฐานขององค์การไซออนิสต์สากลที่สนับสนุนให้ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในปาเลสไตน์

ที่น่าสังเกตคือ เมื่ออิสราเอลผนวกรวมเยรูซาเลมตะวันออกแล้วก็กำหนดนโยบายที่แบ่งแยกชนชาติอย่างชัดเจน โดยชาวยิวที่เกิดในเยรูซาเลมตะวันออกถือเป็นพลเมืองของอิสราเอล ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ได้สิทธิ์เพียงผู้พำนักถาวรซึ่งจะถูกเพิกถอนหากบุคคลดังกล่าวอาศัยอยู่นอกเยรูซาเลมตะวันออกเกินกำหนด ซึ่งไม่ต่างจากการจำกัดการเดินทางของชาวปาเลสไตน์

จนถึงวันที่ 30 ม.ค.2020 มีชุมชนชาวยิวที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิสราเอล 130 แห่ง และที่ไม่ได้รับอนุญาตอีก 100 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวอิสราเอลราว 400,000 คนในเขตเวสต์แบงก์ และอีก 200,000 คนในเยรูซาเลมตะวันออก ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่สามารถขยับขยายชุมชนของตัวเอง และต้องอยู่ในพื้นที่นั้นด้วยความแออัด

ความเห็นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยกำแพงเวสต์แบงก์ (West Bank barrier) เมื่อปี 2004 ระบุว่า การตั้งชุมชนชาวยิวของอิสราเอลในปาเลสไตน์ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับนานาชาติที่มองว่าชุมชนดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาติที่ย้ำหลายครั้งว่าการก่อสร้างชุมชนชาวยิวของอิสราเอลฝ่าฝืนอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4

ขณะที่สหรัฐมีความเห็นเช่นเดียวกันนี้มานานหลายทศวรรษ จนกระทั่งสมัยของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปลี่ยนท่าทีเมื่อเดือน พ.ย. 2019 ด้วยการประกาศว่า การก่อสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ไม่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

AFP PHOTO / MOHAMMED ABED

สตาร์ทอัพที่เปลี่ยนมลพิษที่สุดในโลกให้เป็นผลกำไรสีเขียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653163

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 17:10 น.

สตาร์ทอัพที่เปลี่ยนมลพิษที่สุดในโลกให้เป็นผลกำไรสีเขียวเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อกระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก

โดยปกติแล้วกระบวนการหลอมตะกั่วจากการรีไซเคิลแบตเตอรี่จะใช้เตาเผาที่ร้อนเป็นพิเศษที่อุณหภูมิมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากประกอบไปด้วยวัสดุและสารพิษมากมาย ท่ามกลางยอดขายรถยนต์และแบตเตอรี่รถยนต์ที่สูงขึ้นทุกวัน แหล่งรีไซเคิลหลายแห่งไม่ได้รับการควบคุมส่งผลให้มีมลพิษกระจายอยู่ในอากาศและสะสมในแหล่งน้ำใต้ดิน

ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม Pure Earth และ Green Cross กล่าวว่าการรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก

แล้วจะทำอย่างไร?

สตาร์ทอัพจำนวนหนึ่งกำลังพยายามหาวิธีใหม่ในการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้แล้วโดยใช้น้ำ สารเคมี และไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นตะกั่ว แทนการหลอมด้วยความร้อนสูงที่เป็นอันตราย

หนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่นำเทคโนโลยีรีไซเคิลรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาดคือ ACE Green Recycling Inc ซึ่งได้พัฒนากระบวนการผลิตตะกั่วจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานแล้วเป็นตะกั่วบริสุทธิ์ 99.5%

โดย Nishchay Chadha ซีอีโอจากสิงคโปร์กล่าวกับรอยเตอร์สว่าที่โรงงานรีไซเคิลในกรุงนิวเดลีเมืองหลวงของอินเดียมีการหลอมละลายเพื่อปรับแต่งก้อนตะกั่วให้เป็นแท่ง ซึ่งจะนำไปขายต่อให้กับผู้ผลิตแบตเตอรี่ สำหรับพลาสติกและส่วนประกอบอื่นๆ จะถูกรีไซเคิลแยกกัน การแยกโลหะหนักและพลาสติกออกจากกันเพื่อให้ทุกวัตถุดิบสามารถนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ใหม่ได้

“เราใช้ไฟฟ้าและโรงงานของเราทำงานที่อุณหภูมิห้องดังนั้นจึงไม่มีการปล่อยก๊าซและน้ำเสียจากโรงงานของเรา” Dhruvendra Kumar Tyagi ผู้จัดการทั่วไปของ ACE Green กล่าวถึงการรีไซเคิลรูปแบบใหม่ของพวกเขา

แม้บริษัทจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของอุตสาหกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ซึ่งคาดว่าเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าราว 17,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่พวกเขามั่นใจว่าเทคโนโลยีรีไซเคิลแบบใหม่นี้มีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับกระบวนการแบบดั้งเดิม

Richard Fuller ซีอีโอของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม Pure Earth กล่าวชื่นชมไว้ว่า “ผมคิดว่ามันเป็นก้าวที่ยอดเยี่ยมและถ้ามันเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจมันก็เป็นขั้นตอนที่ยอดเยี่ยมมาก”

Farid Ahmed หัวหน้านักวิเคราะห์หลักของ Wood Mackenzie กล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่นี้มีศักยภาพในการ “เปลี่ยนเกม” ของอุตสาหกรรมการรีไซเคิลแบตเตอรี

ทั้งนี้ การรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรดคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของอุปทานตะกั่วที่ผ่านการกลั่นแล้วทั่วโลกซึ่งใช้ในสายเคเบิล กระสุน และสีด้วย โดยปัจจุบันมีการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 2,000 เหรียญต่อตัน

ตะกั่ว 1% ของทั้งโลก

ACE Green กล่าวว่าบริษัทได้ทำข้อตกลงด้านการออกใบอนุญาตและการร่วมทุนเพื่อรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ใช้แล้ว 90,000 ตันต่อปีกับผู้รีไซเคิลเชิงพาณิชย์ 4 รายใน 11 ประเทศ

ซึ่งจะผลิตตะกั่วได้ประมาณ 55,800 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังมีการวางแผนโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดใช้แล้ว 12,000 ตันต่อปีในออสเตรเลียซึ่งจะผลิตตะกั่วได้ 7,440 ตันต่อปี

ทั้งหมดนี้เทียบเท่ากับ 1% ของตะกั่วรีไซเคิลทั่วโลก

Luminous Power Technologies หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอินเดียส่งมอบแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมากกว่า 200 ตันต่อเดือนให้แก่ ACE Green ด้วย ซึ่ง ACE กล่าวว่ามีการเปลี่ยนเป็นตะกั่ว 120-130 ตันและขายคืนให้กับบริษัท

นอกจากนี้ ACE Green ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Altus Asia Group ในสิงคโปร์เพื่ออนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ใช้แล้ว 5,000 ตันต่อปีตั้งแต่ปี 2022 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2023

David Leong กรรมการผู้จัดการ Altus Asia Group กล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดในการดำเนินการโรงหลอมรีไซเคิลตะกั่วแบบดั้งเดิม” พร้อมระบุว่าบริษัทมีแผนที่จะตั้งโรงงานในมาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้โดยใช้เทคโนโลยีนี้่นกัน

เป้าหมายในปี 2025

ACE Green ต้องการเปลี่ยนคาร์บอนเป็นอากาศบริสุทธิ์ สร้างงานที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถรีไซเคิลพลาสติกได้ 130,000 ตัน, ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.5 ล้านตัน, ลดการฝังกลบขยะ 280 ล้านกิโลกรัม, ปล่อยออกซิเจนบริสุทธิ์ 625 ล้านกิโลกรัม และสร้างงาน 2,500 ตำแหน่ง

ภาพโดย Alchemist-hp/Wikipedia

เมื่อผู้สร้าง Ether ประกาศเผาเหรียญ Shiba Inu เหยียบ 2 แสนล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653143

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 15:37 น.

เมื่อผู้สร้าง Ether ประกาศเผาเหรียญ Shiba Inu เหยียบ 2 แสนล้านการเผาเหรียญในโลกของคริปโต (Coin Burn) คืออะไร และทำไมจึงต้องเผา?

เหรียญดิจิทัลอย่าง Shiba Inu (SHIB) ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกับมีคนขนานนามว่าเป็นเหรียญสุนัขที่จะมาโค่น Dogecoin แม้ราคาจะยังต่างกันอยู่มาก และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อนักพัฒนาได้มอบครึ่งหนึ่งของเหรียญ SHIB ทั้งหมดให้แก่ Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum

แต่เหมือนว่า Buterin จะไม่ได้ต้องการถือเหรียญนั้นเท่าไรนักโดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาเพิ่งบริจาคเหรียญ SHIB กว่า 50 ล้านล้านเหรียญคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทในแก่กองทุนบรรเทาทุกข์โควิด-19 ในอินเดีย

ล่าสุดยังได้ประกาศเผาเหรียญ SHIB ไปอีก 410 ล้านล้านเหรียญหรือประมาณ 90% ของเหรียญทั้งหมดที่เขาถือครองซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท และขอร้องว่าอย่างมอบเหรียญใดให้กับเขาอีกหากยังไม่ได้รับความยินยอม

เผาเหรียญคืออะไร?

Crypto News BTC อธิบายไว้ว่าบนโลกของคริปโตหรือสกุลเงินดิจิทัลการเผา (Coin Burn) หมายถึงการนำเหรียญนั้นๆ ออกจากการหมุนเวียนโดยเจตนา โดยการโอนเหรียญไปยัง wallet ที่ไม่มีใครสามารถเปิดเพื่อนำเหรียญออกมาได้

ซึ่งการเผาเหรียญในจำนวนมหาศาลเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนของเหรียญนั้นๆ และการเผาเหรียญแต่ละครั้งยังส่งผลต่อราคาของเหรียญอย่างเห็นได้ชัด

ยกตัวอย่างเหรียญ BNB ที่ออกโดย Binance เว็บแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็มีการเผาเหรียญในทุกไตรมาสโดยจะนำกำไร 20% ของบริษัทมาซื้อเหรียญคืนและเผาทิ้งเพื่อจำกัดจำนวนอุปทานของเหรียญในตลาดให้อยู่ที่เพียง 100 ล้านเหรียญเท่านั้น

ซึ่งการจำกัดจำนวนเหรียญในตลาดให้น้อยลงก็จะส่งผลให้ราคาเหรียญสูงขึ้นนั่นเอง หมายความว่ายิ่งเหรียญถูกเผามากราคาก็จะยิ่งปรับตัวขึ้นมาก อย่างการเผาเหรียญ BNB ครั้งที่ 14 มีการเผาไปมากถึง 3,619,888 เหรียญซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ Binance และส่งผลให้ราคาของมันพุ่งกว่า 800% ในเวลา 3 เดือน ขณะที่การเผาเหรียญครั้งที่ 15 เผาทำลายไปเพียง 1,099,888 เหรียญ

ภาพโดย Romanpoet/Wikipedia

รู้จัก “2-DG” ยารักษาโควิดตัวใหม่จากอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653126

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 14:42 น.

รู้จัก "2-DG" ยารักษาโควิดตัวใหม่จากอินเดียอินเดียเริ่มใช้ยาที่ผลิตเองในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19

อินเดียได้อนุมัติใช้ยาต้านโควิด-19 ชุดแรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศกับผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลกรุงนิวเดลี โดยยาดังกล่าวมีชื่อว่า 2-deoxy-D-glucose หรือ “2-DG” ซึ่งพัฒนาโดยสถาบันเวชศาสตร์นิวเคลียร์และสหเวชศาสตร์ (INMAS) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการขององค์การวิจัยและพัฒนาการป้องกัน (DRDO) และได้รับความร่วมมือจากบริษัทยาด็อกเตอร์เรดดีส์ โดย The Indian Express ได้อธิบายตัวยาดังกล่างไว้ดังนี้

ยาทำงานอย่างไร?

จากข้อมูลการทดลองทางคลินิกที่เปิดเผยโดยรัฐบาลแสดงให้เห็นว่ายา 2-DG ช่วยให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดการพึ่งพาออกซิเจนช่วยหายใจ โดยตัวยาจะสะสมในเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและยับยั้งการเติบโตของไวรัส ซึ่งรายงานในการแถลงเปิดตัวยาระบุว่ายาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคโควิด-19

การทดลองทางคลินิก

ยาดังกล่าวเริ่มทดลองในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การแพร่ระบาดระลอกแรกในช่วงเดือนเมษายน 2020 ซึ่งดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ของ INMAS-DRDO ร่วมกับศูนย์ชีววิทยาเซลล์และโมเลกุล (CCMB) และพบว่าตัวยาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับไวรัส SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 และยับยั้งการเติบโตของไวรัส

ในเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2020 ได้ดำเนินการทดลองระยะที่ 2 ในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 110 คนจาก 17 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

การทดลองระยะที่ 3 เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2020 ไปจนถึงมีนาคม 2021 โดยทำการทดลองในผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 220 รายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 27 แห่งทั้งในรัฐเดลี, อุตตรประเทศ, เบงกอลตะวันตก, คุชราต, ราชสถาน, มหาราษฏระ, อานธรประเทศ, เตลังคานา กรณาฏกะ และทมิฬนาฑู

ข้อมูลการทดลอง

การทดลองระยะที่ 2 ดำเนินการเพื่อทดสอบความผลอดภัยและประสิทธิของยาในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งผลการทดลองพบว่าการรักษาด้วย 2-DG มีความปลอดภัยและการฟื้นตัวของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการรักษาในผู้ป่วยทั่วไป

การทดลองระยะที่ 3 แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและลดการพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาในผู้ป่วยทั่วไป

สำหรับอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 65 ขึ้นไปพบแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน

ข้อดีของยา

รัฐบาลระบุว่า 2-DG เป็นโมเลกุลของกลูโคสซึ่งสามารถผลิตได้ง่ายและมีจำหน่ายในปริมาณมาก รวมถึงสามารถผลิตได้ทันทีทั่วประเทศ นอกจากนี้ยาดังกล่าวสามารถรับประทานได้ง่ายโดยอยู่ในรูปแบบผงที่ต้องละลายน้ำ

ข้อถกเถียง

อย่างไรก็ตามการอนุมัติใช้ยาครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และกังวลถึงความปลอดภัยเนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลการทดลองในมนุษย์มากพอว่าสามารถรักษาอาการป่วยได้เพียงใดจึงถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของยา นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่าเดิมทียาตัวนี้ได้รับการพัฒนาและทดลองเพื่อรักษามะเร็งแต่ยังไม่ได้รับการรับรอง

Photo by NARINDER NANU / AFP

ไบเดนไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653116

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.

ไบเดนไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอลท่ามกลางความขัดแย้งรัฐบาลไบเดนไฟเขียวดีลขายอาวุธมูลค่ามหาศาลให้อิสราเอลท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน อนุมัติดีลซื้อขายอาวุธนำวิถีมูลค่า 735 ล้านเหรียญสหรัฐให้อิสราเอล โดยแหล่งข่าวจากสภาคองเกรสเผยว่ามีแนวโน้มว่าสภาคองเกรสจะเห็นชอบกับการซื้อขายดังกล่าว แม้ว่าความขัดแยงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะทวีความรุนแรงขึ้น  

เจ้าหน้าที่ประจำสภาคองเกรสเผยว่า สภาคองเกรสได้รับการบอกกล่าวอย่างเป็นทางการว่าจะมีการขายอาวุธดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยขั้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขายอาวุธกับต่างประเทศ  

ตามกฎหมายแล้ว หลังจากได้รับแจ้งอย่างป็นทางการ สภาคองเกรสมีเวลา 15   วันในการคัดค้านการซื้อขาย ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับดีลครั้งนี้ 

เจ้าหน้าที่จากสภาคองเกรสเผยอีกว่า การซื้อขายระเบิดนำวิถี (JDAMs) ซึ่งผลิตโดยบริษัท โบอิง ในขณะนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ก่อนที่การปะทะระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะเริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และขณะนั้นก็ไม่มีการคัดค้านจากทั้งคณะกรรมาธิการด้านกิจการต่างประเทศของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันที่ตรวจสอบการซื้อขาย 

ที่ผ่านมาสมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตสนับสนุนอิสราเอลอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตสายก้าวหน้าส่วนน้อยให้สหรัฐใช้มาตรการที่เด็ดขาดกับรัฐบาลประธานาธิบดี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

ทั้งนี้ กฎหมายสหรัฐเปิดโอกาสให้สภาคองเกรสคัดค้านการซื้อขายอาวุธ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับดีลนี้ เนื่องจากอิสราเอลเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ดีลซื้อขายอาวุธกับสหรัฐจะได้รับการอนุมัติภายใต้กระบวนการที่รวดเร็วกว่าปกติ

Photo by Nicholas Kamm / AFP

ไบเดนหนุนหยุดยิงครั้งแรกหลังถูกวิจารณ์นิ่งเฉยเหตุปะทะในกาซา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653109

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 11:03 น.

ไบเดนหนุนหยุดยิงครั้งแรกหลังถูกวิจารณ์นิ่งเฉยเหตุปะทะในกาซาโจ ไบเดน ต่อสายตรงถึงผู้นำอิสราเอลเรียกร้องยุติความขัดแย้ง แต่ย้ำอิสราเอลมีสิทธิป้องกันตนเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาสในฉนวนกาซาเป็นครั้งแรกหลังการสู้รบยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่ 2 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 รายแล้ว

เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวระบุว่าไบเดนได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลไปแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะโดยทั้งสองได้เจรจาถึงการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่อกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ซึ่งไบเดนเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งและคำนึงถึงสวัสดิภาพของพลเรือนทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตามไบเดนยังคงย้ำว่าอิสราเอลมีสิทธิที่จะปกป้องตนเองโดยไม่เรียกร้องให้อิสราเอลเปลี่ยนแนวทางแม้จะมีการประณามจากนานาประเทศ

ด้านแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐกล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมเป็นคนกลางในการเจรจาหากทั้งสองฝ่ายต้องการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแต่ไม่ได้บังคับ

ขณะที่ผู้นำอิสราเอลยืนยันว่ากองทัพจะดำเนินการต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในการหยุดยั้งการโจมตีด้วยจรวดของกลุ่มฮามาส

“คำสั่งคือการโจมตีผู้ก่อการร้ายต่อไป เราจะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นต่อไปเพื่อคืนความสงบเรียบร้อบและความปลอดภัยให้แก่ชาวอิสราเอลทุกคน” เนทันยาฮูกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาหลังพบกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิสราเอล

Photo by Nicholas Kamm / AFP

ออสซี่ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่มูลค่า 2.3 พันล้านบาทบนเรือสินค้าจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/653102

วันที่ 18 พ.ค. 2564 เวลา 10:40 น.

ออสซี่ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่มูลค่า 2.3 พันล้านบาทบนเรือสินค้าจากไทยตำรวจออสเตรเลียสกัดจับยาไอซ์หนัก 316 ก.ก.ซุกซ่อนในกล่องสินค้าบนเรือที่มาจากไทย 

สำนักข่าว 9NEWS ของออสเตรเลียรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังชายแดนของออสเตรเลียยึดยาไอซ์น้ำหนัก 316 กิโลกรัม มูลค่าราว 94.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือ 2,319,105,600 บาท บนเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่งที่มาจากประเทศไทย 

สำนักงานตำรวจซิดนีย์แถลงถึงปฏิบัติการในครั้งนี้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังชายแดนออสเตรเลียเข้าสกัดเรือสินค้าจากไทยลำหนึ่งที่ท่าเรือโบทานีเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพบความไม่สอดคล้องกันในรายละเอียดของรายการสินค้า 

จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบยาไอซ์น้ำหนัก 316 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ในกล่องเตาปิ้งย่างและกาน้ำร้อนไฟฟ้า 62 กล่องที่ขนส่งมาจากไทย 

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กองกำลังชายแดนกำลังขอให้หน่วยสืบสวนอาชญากรรมของกรมตำรวจนิวเซาท์เวลส์ สำนักงานตำรวจรัฐบาลกลาง และคณะกรรมาธิการอาชญากรรมรัฐนิวเซาท์เวลส์เข้ามาร่วมกับสอบสวนการบุกยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่นี้

Photo by NSW Police/Australian Border Force

With over 25,000 new patients, Asean sees big jump in Covid cases #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000996

With over 25,000 new patients, Asean sees big jump in Covid cases


Asean countries saw a steep rise in Covid-19 cases on Monday, with 25,006 new patients compared to Sunday’s 15,568.

With over 25,000 new patients, Asean sees big jump in Covid cases

The total number of Covid-19 cases since the pandemic crossed 3.71 million across Southeast Asia.

The region also saw more deaths with 360 Covid-19 patients succumbing on Monday, up sharply from Sunday’s 229. Total deaths in Asean from Covid-19 have risen to 73,568.

Thailand had the highest number of new cases in Asean on Monday, mostly from cluster cases in prisons. With 9,635 cases and 25 deaths, Thailand’s cumulative total climbed up to 111,082, while 614 have died so far.

Other countries in the region, except Singapore and Vietnam, also reported higher infections on Monday. Vietnam reported 184 new cases, only slightly lower than Sunday’s 190 which was the highest number of infections the country had seen on a single day.

Brunei was the only country in Asean to report no new cases on Monday. Cumulative cases in the country totalled 232 with three deaths so far.

With over 25,000 new patients, Asean sees big jump in Covid casesWith over 25,000 new patients, Asean sees big jump in Covid cases

Published : May 18, 2021

By : THE NATION

U.S. to boost vaccine donations, but critics say far more is needed #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000994

U.S. to boost vaccine donations, but critics say far more is needed


WASHINGTON – President Joe Biden announced Monday that his administration will send at least 20 million doses of U.S.-authorized coronavirus vaccines abroad by the end of June, a decision that comes amid criticism that the United States has hoarded vaccines and done too little to fight the pandemic beyond its borders.

U.S. to boost vaccine donations, but critics say far more is needed

The announcement marks the first time the United States has said it will share vaccines authorized for domestic use. The shipments will include doses from Pfizer-BioNTech, Moderna and Johnson & Johnson. Biden had previously committed to share up to 60 million doses of the AstraZeneca vaccine overseas, though the United States has not authorized that vaccine for domestic use and the doses remain under review by the Food and Drug Administration.

“There’s a lot of talk about Russia and China influencing the world with vaccines. We want to lead the world with our values, with this demonstration of our innovation, ingenuity and the fundamental decency of the American people,” Biden said Monday afternoon in a speech from the East Room of the White House.

Biden also announced that Jeff Zients, the nation’s domestic coronavirus coordinator, will lead the effort to share vaccines globally. Zients will work in coordination with the National Security Council and other agency partners, including Gayle Smith, who is coordinating global diplomatic outreach at the State Department.

“We’re going to bring the same whole-of-government response to the global effort that made us so successful here at home,” Biden said.

Kevin Munoz, a White House spokesman, said Zients was tapped for the role because of his success in overseeing the domestic effort, which has required working across federal agencies and in collaboration with state governments.

In recent weeks, Biden has been pressed to share more vaccines with the world and to develop a strategy to better distribute them as supply in the United States outstrips demand, even as deaths surge abroad. Nearly half of Americans have received at least one dose of a coronavirus vaccine, according to data compiled by The Washington Post, compared with less than 5% of people in Asia and about 1% in Africa.

“It’s great to share, but redistributing 20 million existing doses has little impact on the global demand for the 10-to-15 billion doses needed,” said Lori Wallach, who oversees global trade work for advocacy organization Public Citizen. “Obviously, it’s better to share than not, but it’s like offering 20 million bites from our existing slice of pizza when . . . we need to be getting a bunch of new pizza production lines going as fast as possible.”

Across the administration, officials acknowledged that the donation of 20 million doses would not substantively affect the effort to vaccinate the world but stressed that Biden’s announcement was just the “next step” of a larger effort.

The appointment of Zients to oversee the effort signals to some the increasing recognition of the central role that U.S. manufacturing will play in producing the worldwide supply, particularly given Zients’s efforts to work with Pfizer and Moderna to bulk up the country’s domestic supplies.

Amanda Glassman, executive vice president at the Center for Global Development, a nonprofit think tank, framed Biden’s announcement as “a step in the right direction” but said the pledged donations remained incremental. She also warned that Zients, a longtime business executive and domestic policy expert, would face new challenges trying to oversee global health policy decisions.

Glassman called on the United States to push its global allies to follow through on their commitments to support Covax, the World Health Organization-backed initiative to distribute vaccine doses equitably around the globe. The head of UNICEF on Monday warned that the surging coronavirus outbreak in India and other factors had led to a shortfall of tens of millions of doses that Covax hoped to use to help vaccinate low- and middle-income countries.

Meanwhile, China and Russia have worked out deals to sell or donate their vaccines to dozens of countries, sparking bipartisan concern that the United States is ceding ground to international rivals.

“We’re all here listening and frankly wondering why can’t we move as quickly as Russia and China to decide precisely what we want to do [and] where we want to do it and communicate that to the world?” said Sen. Mitt Romney, R-Utah, at a Senate hearing last week on the Biden administration’s global coronavirus strategy.

Some observers said Biden’s recent pledges – such as his decision to support waiving intellectual property protections on coronavirus vaccines – did not add up to a comprehensive plan and might even create new complications. For instance, drug companies have warned that passing the waiver at the World Trade Organization would impede their efforts to increase manufacturing, and German leaders have raised concerns about its effects on production.

“What remains lacking is a cohesive strategy,” said Krishna Udayakumar, director of Duke University’s Global Health Innovation Center. “For example, how do IP waivers fit with today’s announcement? What about increasing global manufacturing capacity? Will the U.S. ease export restrictions to facilitate more effective global manufacturing? Still many unanswered questions.”

Published : May 18, 2021

By : The Washington Post · Tyler Pager, Dan Diamond

Tech leads stocks down; crude oil jumps #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000993

Tech leads stocks down; crude oil jumps


U.S. stocks fell and the dollar weakened as investors considered risks to the economic outlook including inflation and a spike in coronavirus cases in parts of the world.

Tech leads stocks down; crude oil jumps

Technology and communication services led the benchmark S&P 500 into the red for the first time in three sessions. Apple and Microsoft weighed down the tech-heavy Nasdaq 100. Semiconductor stocks continued to be under pressure, with the Philadelphia Semiconductor Index dropping about 10% from a peak in early April.

“Investors should brace for further bouts of volatility, driven by inflation data along with other risks, such as setbacks in curbing the pandemic,” wrote Mark Haefele, UBS Global Wealth Management’s chief investment officer. “But we don’t see inflation concerns ending the rally in stocks, which we expect to be led by cyclical parts of the market as the global economic reopening broadens.”

Oil edged up as rising optimism around a demand recovery in regions such as the United States offset coronavirus flare-ups in parts of Asia.

Bitcoin tumbled to as low as $42,133 after a volatile weekend that saw Tesla CEO Elon Musk whipsaw prices with tweets that touched on the energy usage of the cryptocurrency and whether he was selling. Coinbase Global fell to a record low and below the reference price used in its April direct listing. Gold climbed to the highest in more than three months.

Federal Reserve Vice Chair Richard Clarida said during a webinar that weaker-than-expected April payroll report shows that “we have not made substantial further progress” on the central bank’s goals for employment and inflation laid out as thresholds to begin scaling back the central bank’s massive monthly bond purchases.

Concerns that policymakers may have to pull back support sooner than expected to quell rising inflation have weighed on global equities. Investors this week will parse the minutes from the Federal Open Market Committee’s latest meeting for any discussion about accelerating price pressures, and for hints of a timeline for reducing asset purchases.

“Expect this volatility to continue as the market searches for direction,” said Mike Loukas, CEO at TrueMark Investments. “The release of the Fed minutes on Wednesday will be interesting. With earnings season almost over, inflation will continue to hold center stage.”

Elsewhere, the Stoxx Europe 600 index edged lower and stocks in Asia were mixed.

– – –

Here are some key events this week:

– Reserve Bank of Australia publishes minutes of its latest meeting Tuesday

– The Fed publishes minutes from its April meeting Wednesday, which may provide clues to officials’ views on the recovery and how they define “transitory” when it comes to inflation

These are some of the main moves in markets:

Stocks

– The S&P 500 fell 0.3% as of 4 p.m. New York time

– The Nasdaq 100 fell 0.6%

– The Dow Jones industrial average fell 0.2%

– The MSCI World index was little changed

Currencies

– The Bloomberg Dollar Spot index fell 0.2%, down for the third straight day, the longest losing streak since May 10

– The euro rose 0.1%, to $1.2158

– The British pound rose 0.3%, to $1.4142

– The Japanese yen rose 0.2%, to 109.17 per dollar

Bonds

– The yield on 10-year Treasurys advanced one basis point, to 1.64%

– Germany’s 10-year yield advanced one basis point to the highest in about two years

– Britain’s 10-year yield was little changed at 0.86%

Commodities

– West Texas Intermediate crude rose 1.5%, to $66 a barrel

– Gold futures rose 1.6%, the most since May 7

Published : May 18, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Vildana Hajric, Kamaron Leach