อินโดฯ ยึดพาสปอร์ตอินฟลูเอนเซอร์เพนต์หน้าแทนแมสก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651553

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 17:30 น.อินโดฯ ยึดพาสปอร์ตอินฟลูเอนเซอร์เพนต์หน้าแทนแมสก์  สองอินฟลูเอนเซอร์ถูกยึดพาสปอร์ตหลังทำคอนเทนต์เพนต์หน้าแทนแมสก์เดินห้างในบาหลี 

จอช เพเลอร์ ยูทูบเบอร์ที่มีคนติดตามถึง 3 ล้านคนและเลอา ชวนกันถ่ายคลิปแกล้งคนขณะเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตบนเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย โดยที่เลอาทาสีฟ้าลงบนใบหน้าของตัวเองให้ดูเหมือนว่าเธอสวมหน้ากากอนามัย เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของผู้คนที่เดินซื้อของ

หลังจากคลิปนี้กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ทั้งคู่ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักจนทางการอินโดนีเซียทราบเรื่อง โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซียยืนยันว่าได้ยึดพาสปอร์ตของทั้งคู่แล้ว และแจ้งว่าจอชมีสัญชาติไต้หวัน ส่วนเลอามีสัญชาติรัสเซีย

ด้าน สุรญา ธรรมา โฆษกสำนักงานส่วนภูมิภาค กระทรวงกฎหมายและสิทธิมนุษยชนเผยว่า หน่วยงานความสงบเรียบร้อยของสังคมจะสอบสวนอินฟลูเอนเซอร์ทั้งคู่ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะพิจารณาต่อไปว่าจะเนรเทศทั้งคู่ออกจากประเทศหรือไม่

หลังเจอกระแสดรามา จอชและเลอาได้อัคคลิปวิดีโอขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าทำขึ้นโดยมีเจตนาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจฝ่าฝืนมาตรการสวมหน้ากากอนามัย หรือบอกให้คนอื่นไม่สวมหน้ากากอนามัย และจะให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้อีกในอนาคต

ทั้งนี้ ชาวต่างชาติที่ไม่สวมหน้ากากอนามัยจะถูกปรับ 1 ล้านรูเปียห์ หรือ 2,161 บาทในครั้งแรก หากทำผิดครั้งที่ 2 จะถูกเนรเทศ

ไขปริศนาชิ้นส่วนเท้ามนุษย์เกยตื้นชายหาดซ้ำๆ หลายสิบครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651539

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 16:00 น.ไขปริศนาชิ้นส่วนเท้ามนุษย์เกยตื้นชายหาดซ้ำๆ หลายสิบครั้ง ในที่สุดปริศนาชิ้นส่วนเท้ามนุษย์เกยตื้นซ้ำๆ กว่า 20 ครั้งที่ชายหาดของสหรัฐและแคนาดาช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมาก็ได้รับความกระจ่าง 

จุดเริ่มต้นของปริศนานี้เริ่มขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2007 เมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งพบรองเท้าสนีกเกอร์ข้างหนึ่งบนเกาะเจดีไดอาห์ รัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา เมื่อมองเข้าไปข้างในรองเท้าคู่นั้นเธอก็พบกับเท้ามนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อย  

10 ปีหลังจากนั้นก็มีคนพบชิ้นส่วนเท้ามนุษย์ลอยมาเกยตื้นที่ชายหาดเรื่อยมา โดยส่วนใหญ่จะพบพร้อมกับรองเท้าสนีกเกอร์ นำมาซึ่งการคาดเดากันไปต่างๆ นานาถึงสาเหตุและที่มาที่ไป บางคนก็ว่าเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม หรือถูกมาเฟียตัดเท้า หรือล้ำถึงขั้นว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก 

หลังจากมีคนพบชิ้นส่วนเท้าในรองเท้าอีกครั้ง แกร์รี ค็อกซ์ ตำรวจแคนาดาประจำเกาะแวนคูเวอร์เผยกับ CBC ว่า “เราได้รับการแจ้งว่าชิ้นส่วนเท้าทั้งสองชิ้นหลุดออกมาจากร่างกายเนื่องจากการสลายตัวตามธรรมชาติ เป็นไปได้ว่าตอนแช่อยู่ในน้ำ” และ โรส แสตนตัน เจ้าหน้าที่ชันสูตรของเกาะแวนคูเวอร์ก็ยืนยันอย่างเดียวกัน

นอกจากนั้น ในเดือน ส.ค. 2011 มีคนพบรองเท้าผู้ชายข้างหนึ่งและเท้ามนุษย์ลอยอยู่ใกล้กับท่าจอดเรือพลาซา เนชันส์ ปากน้ำฟอลส์ครีกใจกลางเมืองแวนคูเวอร์ โดยชิ้นส่วนเท้ายังมีกระดูกเท้าส่วนล่างที่หลุดออกมาจากหัวเข่าเนื่องจากถูกน้ำซัดใส่ติดอยู่

และในปี 2014 ยังพบเท้ามนุษย์ 1 ข้างอยู่ในรองเท้ายี่ห้อ New Balance ที่สวนสาธารณะเซ็นเท็นเนียลพาร์คตามแนวชายฝั่งของอ่าวเอลเลียตในรัฐวอชิงตันของสหรัฐ

รวมแล้วตั้งแต่ปี 2007-2019 พบชิ้นส่วนเท้ามนุษย์ลอยมาเกยตื้นที่ชายหาดทั้งหมด 21 ชิ้น โดยกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นก็ไม่มีใครให้คำตอบได้เลยว่าเหตุใดจึงมีแต่เท้าและรองเท้าที่ลอยมาเกยตื้น

แต่ในที่สุดปริศนานี้ก็ได้รับการไขจนกระจ่างโดย บาร์บ แม็คลินท็อค เจ้าหน้าที่ชันสูตร โดยเจ้าตัวเผยกับ Natioonal Post ว่า “เรารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเท้าปริศนาเหล่านี้ ไม่มีเคสไหนเลยที่บ่งบอกว่าเป็นการฆาตกรรม…ทุกเคสมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล”

แม็คลินท็อคอธิบายว่า ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับเทคโนโลยีรองเท้าวิ่งที่ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ ก่อนหน้านี้รองเท้าพวกนี้มักจะจมลงใต้ทะเล ไม่เคยเกยตื้นเลยจนกระทั่งโลกมีรองเท้าวิ่งที่ลอยตัวได้ดี

ส่วนชิ้นส่วนเท้าก็เชื่อว่ามาจากคนที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง หรือจมน้ำเนื่องจากอุบัติเหตุ เนื่องจากพบร่างกายจมอยู่ใต้น้ำ เมื่อเกิดการย่อยสลายเท้าจึงหลุดออกมาแล้วลอยขึ้นเหนือน้ำแล้วเกยตื้นตามชายหาดจนมีคนพบเห็น

REUTERS/Lucy Nicholson

อดีตนายพลฝรั่งเศสขู่รัฐประหารเพื่อยุติสงครามกลางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651521

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 14:30 น.อดีตนายพลฝรั่งเศสขู่รัฐประหารเพื่อยุติสงครามกลางเมืองนายทหารเกษียณอายุในฝรั่งเศสร่วมเขียนจดหมายเตือนรัฐบาลอาจต้องรัฐประหารหากยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิม

เว็บไซต์ข่าว Daily Mail รายงานว่านายทหารชั้นนายพลที่เกษียณอายุราชการแล้ว 20 นาย พร้อมด้วยนายทหารเกษียณอายุอีก 80 นายร่วมลงนามเขียนจดหมายเปิดผนึกก่อนที่จะถึงกำหนดเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไปในปีหน้า โดยเรียกร้องให้ฝรั่งเศสมีการปกครองด้วยระบอบทหารหากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับชาวมุสลิมได้

จดหมายดังกล่าวยังสามารถล่ารายชื่อจากอดีตนายทหารเกษียณอายุที่เห็นด้วยได้อีกนับพันรายชื่อ โดยมีการตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึกบนนิตยสารข่าว Valeurs Actuelles ของฝรั่งเศสระบุว่า “อาจต้องทำรัฐประหารเพื่อยุติสงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส” ก่อนที่จดหมายดังกล่าวจะถูกประณามโดยรัฐบาลของมาครงโดยอ้างถึงความพยายามในการก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวในสมัยอดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล เมื่อ 60 ปีก่อน

ผู้ลงนามหลักบนจดหมายคือนายพลคริสเตียน ปิเกมัล วัย 80 ปี อดีตผู้บังคับบัญชากองทหารต่างชาติซึ่งเคยถูกจับกุมขณะเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านศาสนาอิสลามในปี 2016

ข้อความส่วนหนึ่งบนจดหมายระบุว่า “ฝรั่งเศสกำลังตกอยู่ในอัตรายร้ายแรงหลายอย่างที่กำลังคุกคามประเทศ แม้พวกเราจะเกษียณแต่ก็ยังคงเป็นทหารของฝรั่งเศส และในสถานการณ์ปัจจุบันเราไม่อาจนิ่งเฉยยอมรับชะตากรรมของประเทศที่สวยงามของพวกเราได้…ต้องแยกตัวออกจากชาวมุสลิมในเขตชานเมืองที่กำลังแบ่งแยกดินแดนและขัดต่อรัฐธรรมนูญของพวกเรา”

“ประเทศจะเข้าสู่สงครามกลางเมืองหากรัฐบาลยังนิ่งเฉยซึ่งจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก”

พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีมาครงและรัฐบาลที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อกั๊กเหลืองอย่างโหดร้ายทารุณ พร้อมด้วยมารีน เลอ แปง นักการเมืองฝ่ายขวาร่วมให้การสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว

ขณะที่ฟลอเรนซ์ ปาร์ลี รัฐมนตรีกลาโหมแย้งว่าจดหมายได้รับการลงนามโดยทหารเกษียณอายุซึ่งไม่มีหน้าที่ใดๆ ในกองทัพอีกต่อไป ความเป็นกลางและความภักดีเป็นหลักการสำคัญสองประการในการปฏิบัติทางทหาร

ทั้งนี้ มีประชาชนชาวมุสลิมประมาณ 5 ล้านคนอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสซึ่งเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก

AFP PHOTO / JOEL SAGET

WTO เตือนสหรัฐ-ญี่ปุ่น-อียูอย่าใช้ศึกการค้ากดดันจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651508

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 13:15 น.WTO เตือนสหรัฐ-ญี่ปุ่น-อียูอย่าใช้ศึกการค้ากดดันจีนองค์การการค้าโลกเตือนประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าใช้กฎระเบียบการค้าโลกเล่นงานจีน

บรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) กำลังผลักดันให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการอุดหนุนอุตสาหกรรมต่างๆ ในเวทีการค้าโลก รวมทั้งเปิดเผยบทบาทหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจต่อเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับจีน

สหภาพยุโรปกำลังจะเผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยการอุดหนุน ขณะที่เมื่อปีที่แล้วญี่ปุ่นและสหรัฐออกแถลงการณ์ไตรภาคีในประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการโจมตีนโยบายอุตสาหกรรมของจีน

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา วัลดิส โดมโบรฟสกิส คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าเผยว่า “เรากังวลว่าโมเดลเศรษฐกิจและสังคมของจีนจะบิดเบือนการค้าโลก บิดเบือนในระดับสำคัญ อาทิ การอุดหนุนอุตสาหกรรม ความโปร่งใสในการอุดหนุนอุตสาหกรรม”

ด้วยเหตุนี้ เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WTO) จึงเตือนสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปว่า การพุ่งเป้าไปที่จีนโดยตรงอาจไม่ได้ผล เนื่องจากจีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก และยังเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่มีอิทธิพล แผนการปฏิรูปการค้าโลกต่างๆ อาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากจีน

“แต่หากเราเสนอด้วยวิธีที่เหมาะสมพร้อมกับข้อเท็จจริงเพื่อให้จีนได้เห็นผลกระทบของนโยบายของตัวเอง และแสดงให้ (จีน) เห็นว่าพวกเราพยายามทำอะไรบางอย่างกับการอุดหนุนทางการค้ารูปแบบอื่น ฉันคิดว่าเราอาจมีความคืบหน้า” ผู้อำนวยการ WTO กล่าว

Photo by Mark Schiefelbein / POOL / AFP

อินเดียเร่งนำเข้าถังออกซิเจนจากไทยมากู้วิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651512

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 12:29 น.อินเดียเร่งนำเข้าถังออกซิเจนจากไทยมากู้วิกฤตเมืองหลวง ‘อินเดีย’ เร่งนำเข้าโรงผลิต-ถังเก็บออกซิเจนจากฝรั่งเศส-ไทย

นิวเดลี, 28 เม.ย. (ซินหัว) — เมื่อวันอังคาร (27 เม.ย.) รัฐบาลท้องถิ่นกรุงเดลี เมืองหลวงของของอินเดีย ประกาศแผนการนำเข้าโรงผลิตออกซิเจนพร้อมใช้งานจากฝรั่งเศส จำนวน 21 แห่ง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนออกซิเจนทางการแพทย์ ขณะยอดผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) พุ่งสูง

“เราจะนำเข้าโรงผลิตออกซิเจนพร้อมใช้งานจากฝรั่งเศส ซึ่งจะถูกนำไปติดตั้งตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อช่วยแก้ไขวิกฤตขาดแคลนออกซิเจนในโรงพยาบาลเหล่านั้น” อาร์วินด์ เกจริวัล หัวหน้ามุขมนตรีกรุงเดลีแถลงข่าว

เกจริวัลระบุว่ารัฐบาลกรุงเดลีจะนำเข้าถังออกซิเจนจากกรุงเทพ จำนวน 18 ถัง เพื่อใช้ขนส่งออกซิเจนทางการแพทย์ชนิดเหลวไปยังโรงพยาบาลต่างๆ โดยถังออกซิเจนจะเริ่มถูกจัดส่งมาถึงเดลีในวันพรุ่งนี้ด้วยความช่วยเหลือจากเครื่องบินกองทัพอากาศอินเดีย

สำหรับปัญหาขาดแคลนออกซิเจนเมื่อสัปดาห์ก่อน เกจริวัลระบุว่าเดลีได้ดำเนินการแก้ไขและสถานการณ์ดีขึ้นอย่างมากในช่วง 2 วันที่ผ่านมา พร้อมกล่าวรับรองว่าช่วงเดือนหน้า เดลีจะมีโรงผลิตออกซิเจน 44 แห่ง ติดตั้งโดยรัฐบาลกลาง 8 แห่ง และโดยรัฐบาลกรุงเดลี 36 แห่ง

ปัจจุบันยอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 ของอินเดียพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะโรงพยาบาลทั่วประเทศเผชิญปัญหาขาดแคลนออกซิเจนและกระตุ้นรัฐบาลกลางจัดหาออกซิเจนเพิ่มเติม

นอกจากนำเข้าออกซิเจนจากต่างประเทศแล้ว รัฐบาลอินเดียยังนำรถไฟและเครื่องบินของกองทัพอากาศมาขนส่งออกซิเจนที่มีความสำคัญยิ่งไปยังรัฐที่เกิดการแพร่ระบาดหนัก เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อวันอังคาร (27 เม.ย.) กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียระบุว่ายอดผู้ป่วยโรคโควิด-19 พุ่งขึ้น 323,144 ราย มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่ม 2,771 ราย ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

(แฟ้มภาพซินหัว : ชาวอินเดียยืนอยู่ข้างถังออกซิเจนทางการแพทย์ที่ว่างเปล่า เพื่อรอเติมออกซิเจนสำหรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่โรงผลิตออกซิเจนแห่งหนึ่งในเมืองปัฏนาของอินเดีย วันที่ 27 เม.ย. 2021)

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

เปิดสาเหตุหุ้น Tesla ดิ่งแม้ทำกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651497

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 11:45 น.เปิดสาเหตุหุ้น Tesla ดิ่งแม้ทำกำไรสูงเป็นประวัติการณ์หุ้น Tesla ดิ่งกว่า 4.5% แม้ผลกำไรสุทธิและยอดขายในไตรมาสแรกจะสูงกว่าปีก่อน

หุ้นของ Tesla Inc (เทสลา) ร่วงลง 4.53% ในช่วงปิดตลาดของวันที่ 27 เม.ย. หลังจากที่ผลประกอบการในไตรมาสแรกต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์แม้ว่าะมีผลกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับปัญหาขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายแห่งทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะนี้หุ้นของ Tesla อยู่ที่ 704.74 เหรียญสหรัฐซึ่งเมื่อเทียบกับระดับสูงสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้วลดลงถึง 20% ทั้งนี้ หุ้นของ Tesla พุ่งขึ้นกว่า 700% เมื่อปีที่แล้วส่งผลให้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในโลก

แต่การปรับตัวลดลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Tesla รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกเมื่อวันจันทร์ (26 เม.ย.) ที่ผ่านมาโดยมีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 438 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นผลกำไรรายไตรมาสที่สูงเป็นประวัติการณ์แต่ผลการดำเนินงานก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจของนักลงทุนบางส่วน

แม้ว่ายอดขายรถยนต์ของ Tesla จะพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 184,800 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปีซึ่งมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Model Y แต่ก็มีการระงับการผลิต Model S หรือ Model X SUV ในไตรมาสแรกเพื่อเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่

นอกจากนี้บริษัทเผยว่าทำรายได้ 518 ล้านเหรียญสหรัฐจากการขายคาร์บอนเครดิตซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46% ขณะที่ Frank Schwope นักวิเคราะห์ของ NordLB มองว่านั่นหมายความว่ากำไรส่วนใหญ่ของบริษัทไม่ได้มาจากการขายรถยนต์แต่มาจากการขายคาร์บอนเครดิตและบิตคอยน์

นักวิเคราะห์มองว่าอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือปัญหาขาดแคลนชิปที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ซึ่งหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวอาจคุกคามและลดโอกาสในการเติบโตของผู้ผลิตยานยนต์หลายแห่งทั่วโลกรวมถึง Tesla

Photo by Patrick T. Fallon / AFP

ไปทั่วโลกแล้ว! อนามัยโลกเจอโควิดกลายพันธุ์อินเดียใน 17 ประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651490

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:24 น.ไปทั่วโลกแล้ว! อนามัยโลกเจอโควิดกลายพันธุ์อินเดียใน 17 ประเทศCovid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์จากอินเดียกระจายไปทั่วโลกแล้วอย่างน้อย 17 ประเทศ  

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ Covid-19 ประจำสัปดาห์ว่า จนถึงวันอังคาร (27 เม.ย.) มีการตรวจพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียในรหัสพันธุกรรม 1,200 ตัวอย่างที่อัพโหลดสู่ระบบฐานข้อมูลแบบเปิด (GISAID) จากอย่างน้อย 17 ประเทศ

WHO ระบุว่า รหัสพันธุกรรมส่วนใหญ่นี้พบในอินเดียเอง สหราชอาณาจักร สหรัฐ และสิงคโปร์

แม้ WHO จะเคยระบุให้สายพันธุ์ B.1.617 เป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตา (variant of interest) แต่ยังไม่ประกาศให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) ซึ่งหาก WHO นิยามว่าไวรัสสายพันธุ์ใดเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล หมายความว่าไวรัสนั้นมีความอันตรายมากกว่าไวรัสดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแพร่ระบาดได้ง่ายกว่า รุนแรงกว่า หรืออาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

เชื้อโคโรนาไวรัสชนิดกลายพันธุ์ในอินเดีย มีการกลายพันธุ์คู่ที่ตำแหน่ง E484Q และ L452R ซึ่งทำให้เชื้อมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น และระบาดได้มากขึ้น และอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

อย่าให้เกิดกับไทย ถอดบทเรียนอินเดียล้มเหลวรับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651466

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 21:00 น.อย่าให้เกิดกับไทย ถอดบทเรียนอินเดียล้มเหลวรับมือโควิด-19 อินเดียกำลังเผชิญ “สึนามิ” Covid-19 จนระบบสาธารณสุขล่มสลาย

ขณะนี้ไม่มีประเทศไหนเผชิญวิกฤต Covid-19 รุนแรงเท่ากับอินเดีย ถึงขั้นมีคำเปรียบเปรยว่าเป็น “สึนามิ” Covid-19 ส่วนแพทย์ยอมรับว่า “ครั้งนี้ยากที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ระบบสาธารณสุขของอินเดียกำลังล่มสลาย ไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วย ไม่มีออกซิเจน ไม่มียา และยังมีเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงถึง 2 สายพันธุ์มาซ้ำเติมอีก

การระบาดระลอกที่สองกระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ สัปดาห์ที่แล้วอินเดียทุบสถิติโลกเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดทะลุ 330,000 รายเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา แซงหน้าสหรัฐที่เคยครองแชมป์ผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดในโลกเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ 300,669 ราย และยังแซงหน้าบราซิลขึ้นเป็นประเทศที่ติด Covid-19 สูงสุดอันดับ 2 ของโลก

ระลอกแรกดูเหมือนอินเดียจะรับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีกว่านี้ เหตุใดจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการรับมือกับ Covid-19 ระลอกที่สอง

รัฐบาลประมาท

หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงเดือน ก.ย.ปีที่แล้วจนถึงช่วงกลางเดือน ก.พ.ปีนี้ รัฐบาลอินเดียก็ไม่ฟังคำเตือนว่าอาจมีการระบาดในระลอกสอง ทั้งที่มีการพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ราเกศ มิชรา ประธานศูนย์วิจัยชีวโมเลกุลและเซลล์วิทยาในเมืองไฮเดอราบัดเผยว่า “พวกเราเตือนหลายครั้งว่าการระบาดยังไม่จบแต่กลับไม่มีใครฟัง”

รัฐบาลอินเดียดื้อและประมาทถึงขั้นที่ หรรษ วรรธน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในอินเดียสิ้นสุดแล้ว เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ระลอกสองจะมาเยือน แล้วส่งวัคซีนไปให้ประเทศอื่นราว 193 ล้านโดส และส่งออกออกซิเจนเพิ่มขึ้นถึง 734% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

แต่ขณะนี้สถานการณ์กลับกัน วัคซีนในอินเดียกำลังขาดแคลนจนทางการต้องแก้ไขระเบียบให้นำเข้าวัคซีน Sputnik V ของรัสเซียมาใช้แบบฉุกเฉินได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกับออกซิเจนที่หลายโรงพยาบาลอยู่ในภาวะวิกฤตมีไม่พอใช้ คนไข้บางคนต้องแบ่งกันใช้ออกซิเจนจากถังเดียวกัน

ผู้นำอินเดียยังหลงระเริงกับความสำเร็จในการควบคุม Covid-19 ระลอกแรกจนย่ามใจไม่มีการเตรียมการรับมือการระบาดในอนาคต หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในระลอกแรกทางการอินเดียกลับไม่ใช้โอกาสนี้เสริมกำลังโรงพยาบาล

อนันต์ ภาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเผยว่า “เราไม่ได้เรียนรู้จากการระบาดระลอกแรกเลย เราได้รับรายงานว่าบางเมืองเตียงไม่พอแม้กระทั่งในระลอกแรก และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ดีเพียงพอที่เราควรจะเตรียมรับมือกับระลอกสอง”

ขณะนี้อินเดียกำลังขาดแคลนเตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤตอย่างหนัก บางรัฐแทบไม่มีเตียงว่างแล้วและเพิ่งจะลงมือจัดหาสถานที่สำรอง อาทิ โรงแรม สนามกีฬา แข่งกับเวลา ทว่าผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การติดตั้งเตียงสำหรับผู้ป่วยวิกฤตไม่ใช่เรื่องง่ายและจะกลายเป็นภารกิจที่สร้างความปวดหัวให้รัฐบาล เพราะต้องทำให้มีคุณภาพภายในเวลาอันสั้น

การประกาศชัยชนะเร็วเกินไปทำให้ Covid-19 ระลอกสองย้อนกลับมาเล่นงานรัฐบาลจนตั้งรับไม่ทัน

เชื้อกลายพันธุ์จู่โจม

นอกจากสายพันธุ์กลายพันธุ์จากอังกฤษ (B.1.1.7) วันที่ 24 มี.ค.อินเดียไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่เป็นการกลายพันธุ์คู่ (Double Mutant) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรัฐมหาราษฏระ (B.1.617) โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมสองตำแหน่งในไวรัสตัวเดียวกันในตำแหน่งที่ทำให้ไวรัสสามารถหลบภูมิคุ้มกันและทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ ในเวลาต่อมายังเกิดการกลายพันธุ์แบบ Triple Mutant กลายเป็นสายพันธุ์เบงกอล (Bengal strain) ที่ติดต่อได้ง่ายขึ้น

การกลายพันธุ์ของไวรัสถือเป็นเรื่องปกติ และส่วนใหญ่ไม่ได้มีนัยสำคัญหรือไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความสามารถในการแพร่เชื้อหรือทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง แต่การกลายพันธุ์บางชนิด เช่น ที่พบใน Covid-19 สายพันธุ์อังกฤษหรือสายพันธุ์แอฟริกาใต้ก็ทำให้ไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น หรืออาจมีอันตรายถึงชีวิตมากขึ้นในบางกรณี

และแม้ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าไวรัสกลายพันธุ์ในอินเดียมีส่วนทำให้เกิดการระบาดรุนแรงในอินเดียหรือไม่ แต่ผลการวิจัยของสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐ (IHME) ชี้ว่า การระบาดระลอกสองเกี่ยวข้องกับเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์

การระบาดมีความซับซ้อน

ราจิบ ดาสกุบตา นักระบาดวิทยาและประธานศูนย์เวชศาสตร์สังคมและพยาบาลชุมชนในนิวเดลีเผยว่า การระบาดของอินเดียเกิดขึ้นเฉพาะในบางเมืองของรัฐ ซึ่งแตกต่างจากในอังกฤษที่พบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อังกฤษ 70-80% ของเคสทั้งหมด ขณะที่อินเดียเป็นประเทศใหญ่และมีความหลากหลาย เชื้อโคโรนาไวรัสหลากหลายสายพันธุ์จึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ดังนั้นเมื่อเกิดสายพันธุ์ใหม่ขึ้นจึงนำมาสู่การแพร่ระบาดในวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่หลบหลีกภูมิต้านทานได้ “โรคระบาด 1 โรคอาจกลายเป็นโรคระบาดหลายโรคในประเทศอย่างอินเดีย และคุณต้องมียุทธศาสตร์หลากหลายในการรับมือ”

แต่เหตุผลนี้อาจจะฟังไม่ขึ้นเสียทีเดียว เพราะจีนเองก็เป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรพอๆ กับอินดียและมีความหลากหลายพอๆ กับอินเดีย หากจะกล่าวว่าอินเดียมีความวับซ้อนเพราะความหลากหลายคงจะไม่ถูกต้อง ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลควรจะมาจากการล็อคดาวน์ที่ไม่เข้มงวด ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ และสาธารณูปโภคไม่พร้อมเสียมากกว่า

ที่โชคร้ายก็คือ การระบาดระลอกสองเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบสาธารณสุขของอินเดียอยู่ในระยะ “เปราะบาง” เนื่องจากต้องรับมือกับการระบาดระลอกแรกที่กินเวลายาวนานกว่า 1 ปี บวกกับหลังจากระลอกแรกผ่านไปแล้ว ระบบสาธารณสุขก็ต้องหันไปรับมือกับเหตุฉุกเฉินอื่นที่ถูกทอดทิ้งระหว่างการระบาดครั้งแรก และบรรดาสถานที่ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นที่รองรับผู้ป่วย Covid-19 ถูกเปลี่ยนไปทำหน้าที่ดั้งเดิมแล้ว

เหตุผลเหล่านี้จะเป็นบทเรียนให้ไทยต้องทำในสิ่งต้องข้ามกับอินเดียเพื่อไม่ให้เจอสถานการณ์แบบเดียวกันในเวลานี้และในอนาคต

ประชาชนการ์ดตก

ไวรัสกลายพันธุ์อย่างเดียวคงไม่พาอินเดียมาถึงจุดนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์วิกฤตคือ การ์ดตก การเดินสายหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาและสภาท้องถิ่นของนายกรัฐมนตรีโมดี ปรากฏภาพการรวมตัวของมวลชนจำนวนมากอย่างต่อเนื่องมาจนถึงเดือนเมษายนโดยไม่มีการเว้นระยะห่าง นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ที่นำมาสู่การแพร่เชื้อ

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เทศกาลกุมภเมลาเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ในรัฐอุตตรขัณฑ์ ที่ชาวอินเดียลงไปอาบน้ำว่า 25 ล้านคน เข้าร่วมพิธีลงไปชำระร่างกายในแม่น้ำคงคาเพื่อชำระบาป  โดยไม่มีการเว้นระยะห่าง ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย BBC รายงานว่าพบผู้เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 10-14 เม.ย.ติด Covid-19 กว่า 1,600 ราย ขณะที่ตัวเลขจากหน่วยงานราชการพบว่า เทศกาลนี้ส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในรัฐอุตตรขัณฑ์เดือน เม.ย. พุ่งไปที่ 2,000-2,500 คนต่อวัน จาก 30-60 คนต่อวันในเดือน ก.พ.

รัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นพรรคฮินดูชาตินิยมยังมีท่าทีไม่ขัดขวางความต้องการของประชาชนชาวฮินดูที่จะประกอบพิธีทางศาสนา ทั้งๆ ที่มันจะนำไปสู่ภาวะ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” คาดว่าหากรัฐบาลขัดขวางจะกระทบต่อคะแนนเสียงของชาวฮินดู แน่นอนว่าเรื่องนี้อาจจะมีมูลเพราะอินเดียยังเดินหน้าเลือกตั้งไปพร้อมๆ กัน 

ตีรถ สิงห์ ราวัต มุขมนตรีรัฐอุตตรขัณฑ์ถึงกับโฆษณาด้วยตนเองว่า “ผมขอเชิญชวนผู้ศรัทธาทุกคนทั่วโลกให้มาที่หริทวารและแช่ตัวในคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ในช่วงมหากุมภ์ จะไม่มีใครหยุดยั้งได้โดยอ้างโควิด-19 เพราะเรามั่นใจว่าศรัทธาในพระเจ้าจะเอาชนะความกลัวของไวรัสได้”

พวกเขาอาจจะเอาชนะความกลัวได้ แต่ไม่สามารรถเอาชนะไวรัสได้

จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์เริ่มเอาไม่อยู่โมดีจึงยอมบอกกับประชาชนว่าเทศกาลกุมภเมลา “ควรทำในเชิงสัญลักษณ์” และเทศกาลที่ควรยาวนานถึง 4 เดือนก็หดเหลือ 1 เดือน แต่มันสายเกินการณ์แล้ว

การชุมนุมใหญ่อาจไม่ง่ายอีก

การระบาดทั้งปีนี้และปีที่แล้วในอินเดียเกี่ยวข้องโดยตรงกับการชุมนุมทางศาสนาครั้งใหญ่ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วซูเปอร์สเปรดเดอร์คือการชุมนุมทางศาสนาของชาวมุสลิมคืองานตับลีฆ ญะมาอะห์ (Tablighi Jamaat) มีผู้ติดเชื้อจากงานนี้ 4,291 คน เหตุครั้งนั้นทำให้พวกชาตินิยมฮินดูโจมตีชาวมุสลิมอย่างรุนแรง

ต่อมาในเดือนพฤษภาคมเป็นงานแสวงบุญทางศาสนาของชาวสิกข์ทำให้เกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์มีผู้ติดเชื้อ 1,225 คน และข้ามมาปีนี้ซูเปอร์สเปรดเดอร์คือการเทศกาลของชาวฮินดู

ตราบใดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่หรือการฉีดวัคซีนในระดับที่นอนใจได้ การชุมนุมใหญ่คือกุญแจไปสู่หายนะ อินเดียคือบทเรียนในเรื่องนี้ ซึ่งโชคดีที่ไทยมีการชุมนุมใหญ่หลายครั้งแต่ไม่พบกับเรื่องแบบเดียวกัน แต่ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจจะตกที่นั่งเดียวกับอินเดียที่ยังรับไหวหลังเจอซูเปอร์สเปรดเดอร์ปีที่แล้ว

แต่ต้องหมดสภาพเมื่อพบกับการกลายพันธุ์และจำนวนคนที่เข้าร่วมงานเทศกาลมหาศาล ทำให้การชุมนุมของชาวฮินดูให้ผลสะเทือนมากกว่าการชุมนุมของศาสนาอื่น

การชุมนุมต่างๆ นานาในไทยอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน โจทย์ไปถึงนักชุมนุมทั้งหลายก็คือจะชุมนุมอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับการฉีดวัคซีน?

โครงการฉีดวัคซีนเริ่มเมื่อ 16 มกราคม 2021 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ กรณีรายวันลดลงเหลือ 9,000 รายต่อวัน ในเดือนเดียวกันนั้นมีการนำเสนอบทความทางวิชาการโดยจำลองสถานการณ์และประเมินภูมิคุ้มกันหมู่ของประชากรอินเดียว่าใกล้เคียงกับ 60% และอ้างว่าอินเดียอาจเป็นเศรษฐกิจหลักเพียงแห่งเดียวที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

ทางการอินเดียและสื่ออินเดียเดูเหมือนจะภูมิใจมากกว่าการเริ่มโครงการฉีดวัคซีน (สื่อหลักอย่าง The Hindu ประโคมว่ามันคือโครงการฉีดวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) และมีการประกาศว่าอินเดียเป็นประเทศที่จัดการฉีกวัคซีนเร็วที่สุดในโลก โดยข้อมูลจาก Our World in Data เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ระบุว่า อินเดียฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 142.52 ล้านโดส ซึ่งดูเหมือนจะมาก แต่หากเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 1,350 ล้านคน มีผู้ได้รับวัคซีนโดสแรก 119.88 ล้านคน คิดเป็น 8.8% และได้รับครบ 2 โดส 22.63 ล้านคน คิดเป็น 1.7% ของประชากรเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับที่คาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่

นอกจากนี้โครงการฉีดวัคซีนของอินเดียยังเริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทาน จนอินเดียระงับการส่งออกวัคซีน Oxford–AstraZeneca ไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ยังมีความลังเลของประชาชนที่จะรับการฉีดวัคซีน และการขาดความรู้เกี่ยวกับโครงการในหมู่คนยากจนและชุมชนในชนบทก็ส่งผลกระทบต่อโครงการเช่นกัน

ในจุดนี้ รัฐบาลไทยจะต้องศึกษาตัวอย่างเอาไว้โดยเฉพาะการเกิดความกังขาต่อวัคซีนจนไม่กล้าฉีด หากประชาชนเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาเมื่อไร หายนะอาจจะตามมาแน่นอน 

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักไว้ก็คือ แม้แต่อินเดียที่ผลิตวัคซีนได้เองยังเอาไม่อยู่ แล้วไทยที่ผลิตวัคซันได้บ้างในระดับหนึ่งและจะเข็นออกมาในเดือนมิถุนายนนี้จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด ขนาดยักษ์ยังล้มมาแล้วกับเชื้อกลายพันธุ์และการกลายพันธุ์คงจะไม่หยุดแค่นี้แน่นอน

ไทยเราต้องระวังเอาไว้

แก้วิกฤตวัคซีนอย่างไร?

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น รัฐบาลอินเดียอนุญาตให้ภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลสามารถจัดซื้อวัคซีรจากผู้ผลิตได้โดยตรงล้วโดยจัดระเบียบการแจกจ่ายวัคซีนเสียใหม่โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดย 50% จะดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐบาลกลางเพื่อฉีดให้กลุ่มเสี่ยงและอีก 50% เปิดให้เอกชนหรือรัฐต่างๆ จัดหากันเอง เพื่อรองรับภาวะขาดแคลน

ประเด็นนี้มีการนำเสนอในไทยเช่นกันและโพสต์ทูเดย์ได้เคยวิเคราะห์ไปแล้วถึงผลดีผลเสีย (เรื่อง “เอกชนนำเข้าวัคซีนเองอาจทำให้ของปลอมระบาด” ในกรณีของอินเดียมีผู้ติงว่าการเปิดเสรีวัคซีนอาจทำให้เกิดผลเสียคือราคาวัคซีนจะแพงขึ้นมาและเกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาในสังคม เป็นประเด็นที่เกรงกันว่าจะเกิดกับไทยเช่นกัน

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ดูเหมือนว่าอินเดียจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ที่รัฐบาลต้องเปิดเสรีวัคซีนเพราะรัฐบาลรัฐท้องถิ่นต่างๆ และภาคส่วนอื่นๆ บ่นว่ารัฐบาลกลางชักช้าในการกระจายวัคซีน รัฐบาลจึงอาจใช้ไม้นี้โยนความรับผิดชอบให้ “พวกช่างบ่น” ไปแบกรับกันเสียบ้าง

อีกเหตุผลก็คือผู้ผลิตวัคซีนไม่ค่อยจะแฮปปี้กับราคาที่ขายให้รัฐซึ่งเป็นราคาอุดหนุน พวกเขาต้องการราคาที่สมเหตุสมผลในทางธุรกิจมากขึ้น เช่น AstraZeneca ที่ขายในอินดียราคาแค่ 3 ดอลลาร์ขณะที่วัคซีนยี่ห้ออื่นๆ ในตลาดโลกสูงถึงหลัก 10 –  30 ดอลลาร์

โปรดเข้าใจว่าผู้ผลผลิตวัคซีนในที่นี้คือผู้ผลิตในอินเดีย พวกเขาจึงต่อรองกันได้ไม่ต้องพินอบพิเทายักษ์ใหญ่วงการเวชภัณฑ์ที่เขี้ยวลากดิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แทบไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรแบบนี้เลยหากไม่มีฐานผลิตวัคซีนแบบอินเดีย

โดย จารุณี นาคสกุล / กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Prakash SINGH / AFP

นาทีระทึก! ยูเอฟโอหวิดพุ่งชนยานอวกาศ SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651453

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 18:30 น.นาทีระทึก! ยูเอฟโอหวิดพุ่งชนยานอวกาศ SpaceXยานอวกาศครูว์ ดรากอน ของสเปซเอ็กซ์หวิดปะทะวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้

เว็บไซต์ข่าวเดอะซันเผยวินาทีที่วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO) หวิดพุ่งชนยานอวกาศครูว์ ดรากอน ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ในระหว่างการเดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

รายงานเปิดเผยว่าเมื่อวันศุกร์ (23 เม.ย.) ที่ผ่านมานักบินอวกาศทั้ง 4 คนบนยานอวกาศครูว์ ดรากอนเจอเหตุระทึกถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยในช่วงราว 12 นาทีหลังเริ่มภารกิจมีเศษซากอวกาศเคลื่อนเข้ามาใกล้จนหวิดชนยานอวกาศ และในช่วงประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่งถัดมานักบินอวกาศทั้ง 4 คนบนได้รับแจ้งให้รัดเข็มขัดนิรภัยและเตรียมรับมือเมื่อมีวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้อีกชิ้นหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหาพวกเขา

ทีมนักบินอวกาศได้รับแจ้งเตือนว่าอาจเกิดการปะทะระหว่างยานอวกาศและวัตถุปริศนาดังกล่าว แต่การแจ้งเตือนเกิดขึ้นล่วงหน้าเพียง 20 นาทีเท่านั้นนักบินอวกาศจึงทำได้เพียงรัดเข็มขัดนิรภัยยึดติดกับที่นั่งและสวมชุดแรงดันโดยไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับเคลื่อนยานหลบหลีกวัตถุดังกล่าว

เคลลี ฮัมฟรีส์ โฆษกขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เผยว่าทีม NASA และ SpaceX ได้รับแจ้งจากศูนย์บัญชาการอวกาศสหรัฐถึงความเป็นไปได้ในการปะทะดังกล่าว ซึ่งวัตถุนั้นจัดเป็นวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้

เคราะห์ดีที่วัตถุปริศนาดังกล่าวอยู่ห่างจากยานอวกาศราว 45 กิโลเมตรจึงไม่เกิดการปะทะ และนักบินอวกาศทุกคนปลอดภัยโดยสามารถนำยานอวกาศเข้าเทียบที่ ISS ได้โดยสวัสดิภาพเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ซึ่งนักบินอวกาศทั้ง 4 คนจะอยู่ปฏิบัติภารกิจที่นั่นเป็นเวลา 6 เดือน

วินาทีที่ยานอวกาศครูว์ ดรากอนเข้าเทียบสถานีอวกาศนานาชาติ (AFP PHOTO / NASA)

Photo by NASA / AFP

City of London plans for life after covid as its offices remain empty #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40000300

City of London plans for life after covid as its offices remain empty


The City of London is planning for life after the pandemic.

City of London plans for life after covid as its offices remain empty

The overseers of the sparsely populated area announced plans on Tuesday to build at least 1,500 homes in the next decade, along with exploring new ways to repurpose empty space. It’s already flagged ambitions to develop 1.3 million square feet (122,500 square meters) of shopping space over 15 years.

The proposals come after lockdowns fueled fierce debates about the future of work, spurring some banks in both the Square Mile and Canary Wharf financial districts to accelerate plans to ditch office space. Vacancies across the City have soared 70% since the onset of the pandemic to 12 million square feet, according to Savills Plc.

“London remains a world-leading financial center but we also know that to remain so, we must adapt,” Catherine McGuinness, chair of the policy and resources committee at the City of London Corporation said at a virtual event hosted by Bloomberg on Tuesday to launch the plan.

We are “reimagining the Square Mile for the new normal and resurging from this difficult period better and stronger than ever,” she said.

The permanent residential population of the City is estimated to be around 8,000, compared with about half a million workers that thronged its streets from Monday to Friday before the pandemic.

The emphasis on more homes and shopping doesn’t mean the City is no longer building new offices; no fewer than nine new tower blocks are under construction or in the pipeline, a report outlining the proposals said.

But the Corporation is sending a firm message: the City is no longer just a bankers’ playground. It’s embarking on a five-year marketing campaign which could promote all-night events similar to Paris’s Nuit Blanche arts festival or traffic-free days on weekends during the summer. Empty and under-used spaces could also be let cheaply to workers in creative industries.

Visitors spend $2.8 billion (2 billion pounds) a year in the district, supporting 34,000 jobs across the culture, leisure, hospitality and retail sectors, according to the report outlining the proposals.

The Corporation will also seek to woo smaller, high-potential firms including technology companies and sectors not traditionally drawn to the City, such as bio-sciences, the report said. There are plans to make 5G technology available across the district.

“Every city around the world will be thinking about these things,” Danny Lopez, chief executive officer of cyber-security firm Glasswall Solutions, said at the virtual event. “We are entering a very long-term new chapter that’s going to take us quite a while to figure out,” he said.

Published : April 28, 2021

By : Syndication Washington Post, Bloomberg · Olivia Konotey-Ahulu