จีนขาย “หลวงพ่อทรัมป์” ช่วยทำบริษัทให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647540

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 17:13 น.จีนขาย "หลวงพ่อทรัมป์" ช่วยทำบริษัทให้ยิ่งใหญ่อีกครั้งบริษัทในจีนเสนอขายรูปทรัมป์สวมจีวรเหมือนหลวงจีน พร้อมโฆษณา “ทำให้บริษัทคุณยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

บริษัทเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในเมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เสนอขายรูปเหมือนของทรัมป์ที่ส่วนศีรษะของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ส่วนท่องล่างกำลังนั่งสมาธิแต่สวมจีวรเหมือนหลวงจีน

รูปเหมือนนี้ทำจากเครื่องเคลือบสีขาว เสนอข่าวในแพลตฟอร์ม Taobao โดยโปรยโฆษณาว่า “ทรัมป์ผู้รู้ศาสนาพุทธดีกว่าใคร” สินค้ามีราคาตั้งแต่ 999 หยวน ถึง 3,999 หยวนขึ้นอยู่กับขนาดของสินค้า ซึ่งทางผู้ผลิตบอกว่าทำขึ้นมา 100 ชิ้นและขายไปได้หลักสิบแล้ว ส่วนใหญ่ซื้อไปเล่นๆ

เจ้าของไอเดียนี้คือ ปู้ตัว (Buduo Wood) 

สำนักข่าว Global Times ของทางการจีนทำการสัมภาษณ์ผู้ขายซึ่งบอกว่า แนวคิดเรื่อง “หลวงพ่อทรัมป์” ทำให้เขานึกถึงสโลแกนของทรัมป์ที่ว่า “Make American Great Again” (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐมักอ้างว่าเขารู้เรื่องต่างๆ ดีกว่าใครๆ ผู้ขายจึงปรับแนวคิดของทรัมป์ให้เป็นคำขวัญที่เป็นมงคลสำหรับบริษัทจีนโดยประดิษฐ์คำขึ้นมาใหม่ว่า “ทำให้บริษัทของคุณกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ภาพ Taobao

Taobao / Buduo
Photo: Sina Weibo / Taobao

บิล เกตส์กังวลขุดบิตคอยน์ทำให้โลกร้อนขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647524

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 15:55 น.บิล เกตส์กังวลขุดบิตคอยน์ทำให้โลกร้อนขึ้นแต่แจ็ค ดอร์ซีย์กลับมองเห็นโอกาสในการใช้พลังงานสีเขียวจากการลงทุนนี้

ในขณะที่บิตคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซี่ต่างๆ กำลังมาแรง ปัญหาหนึ่งที่โลกมองข้ามไปคือ การให้ได้มาซึ่งโทเคนต่างๆ ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก

บิล เกตส์ บอกกับ New York Times “บิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าต่อการทำธุรกรรมมากกว่าวิธีอื่นๆ ที่มนุษย์รู้จัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสภาพภูมิอากาศเลย”

บิล เกตส์คิดว่าตัวเองเป็นคนขี้ระแวงบิตคอยน์ แต่ความระแวงของเขาไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาสภาพอากาศ ในประเด๋นที่มันทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักนั้น บิล เกตส์กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ แต่เขายังไม่มั่นใจ

เขาบอกกับ New York Times “ถ้ามันผลิตจากพลังไฟฟ้าสีเขียวและไม่ได้แย่งไฟฟ้าจากการใช้งานประเภทอื่นๆ มากมาย ในที่สุดมันก็อาจจะโอเคก็ได้”

ทำไมบิล เกตส์ถึงจู้จี้กับการที่บิตคอยน์ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก? นั่นก็เพราะบางรายงานการวิจัยระบุว่าการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตกระแสไฟฟ้าที่นำมาใช้ในการขุดบิตคอยน์และใช้ในการทำธุรกรรมนั้นในแต่ละปีมีปริมาณเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากนิวซีแลนด์หรืออาร์เจนตินาทั้งประเทศ

ทั้งนี้ การให้ได้มาซึ่งโทเคนหรือเหรียญบิตคอยน์นั้นจะต้องทำการรับรองธุรกรรมและทำการคำนวณแฮช (Hash) ที่อยู่ในบล็อคเชนหรือที่เรียกว่าการขุดหรือทำเหมืองบิตคอยน์ โดยการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อแก้สมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ถึงแม้จะรับรองธุรกรรมแล้วก็ไม่ได้หมายความว่านักขุดจะได้โทเคนในทันทีมันต้องอาศัยโชคและดวงด้วย ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้ต้องเร่งขุดและต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณที่มากในการเดินเครื่อง

จากข้อมูลของ Digiconomist การทำธุรกรรมบิตคอยน์หนึ่งรายการนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนฟุตพรินต์ (หรือการปล่อยคาร์บอนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง) ของธุรกรรมทางการเงินจากบัตรเครดิต Visa ถึง 735,121 รายการหรือเท่ากับการที่เราดูคลิปต่างๆ ใร YouTube นานถึง 55,280 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบแบบนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเทียบที่ไม่เหมาะสม เพราะธุรกรรมของบิตคอยน์โดยเฉลี่ยมีมูลค่าประมาณ 16,000 เหรียญสหรัฐในขณะที่ธุรกรรมจากบัตร Visa โดยเฉลี่ยมีมูลค่า 46.37 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรกตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขุตบิตคอยน์มีส่วนทำลายโลก เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาตั้งแต่ก่อนมันบูมแล้ว หนึ่งในนั้นคือ ฮัล ฟินนีย์ นักคริปโตเคอร์เรนซี่คนแรๆ ที่โพสต์บนทวิตเตอร์ ในปี 2009 ว่า “ลองนึกแล้วกันเกี่ยวกับวิธีลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้บิตคอยน์อย่างแพร่หลาย”

แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์และยังตั้งบริษัทชำระเงิน Square เป็นหนึ่งในผู้สนับสนับบิตคอยน์ตัวยงที่สุดทั้งการจัดการกับธุรกรรมและการเก็บรักษาสกุลเงินดิจิทัลไว้ในงบดุลของตัวเอง มีเงินสดสำรองประมาณ 5% ในบิตคอยน์

ดอร์ซีย์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เราเชื่อว่าในที่สุดคริปโตเคอร์เรนซี่จะได้รับการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ด้วยพลังงานสะอาด กำจัดคาร์บอนฟุตพรินต์ และผลักดันการนำพลังงานหมุนเวียนไปใช้ทั่วโลก”

แถลงการณ์นี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่จะให้บริษัท Square ของเขาเป็นศูนย์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่กับ 0 ภายในปี 2030 บริษัทของเขายังได้ทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐในการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวใหม่เพื่อใช้ในการขุดบิตคอยน์และมีเป้าหมายที่จะเร่งการเปลี่ยนการขุดบิตคอยน์ไปสู่พลังงานสะอาด

Photo by Ludovic MARIN / AFP

Photo by Ozan KOSE / AFP

Photo by Jim WATSON / AFP

วิจัยชี้วัคซีนไฟเซอร์ป้องกันไวรัสสายพันธุ์โหดในบราซิล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647494

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.วิจัยชี้วัคซีนไฟเซอร์ป้องกันไวรัสสายพันธุ์โหดในบราซิลผลการวิจัยล่าสุดพบว่าวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้

ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ซึ่งดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สาขาการแพทย์ พบว่าวัคซีนต้านโควิด-19 จากไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค (Pfizer/BioNTech) มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในบราซิล (P.1) เทียบเท่ากับสายพันธุ์อื่นที่แพร่ระบาดเมื่อต้นปีที่แล้ว

โดยทีมวิจัยได้ทำการศึกษาตัวอย่างเลือดซึ่งนำมาจากผู้ที่ได้รับวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคเข็มที่ 2 ไปแล้ว 2 ถึง 4 สัปดาห์ และพบว่าสามารถต้านทานไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้

ทั้งนี้ การศึกษาเบื้องต้นในบราซิลพบว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ P.1 แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว 1.4 ถึง 2.2 เท่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ที่แพร่ระบาดในบราซิล ทั้งยังสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มาจากการติดเชื้อครั้งก่อนได้ราว 25% ถึง 61%

นอกจากนี้ยังพบว่าวัคซีนไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทคมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้ได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับวัคซีนต้านโควิด-19 จากแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ซึ่งสถาบันชีวการแพทย์ Fiocruz ของรัฐบาลบราซิลได้ยืนยันว่าสามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในบราซิลได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตามบรรดาผู้ผลิตวัคซีนกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 เพื่อรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

Photo by Luis ACOSTA / AFP

ไบเดนเปิดเกมรุก ชุมนุมออสเตรเลีย-อินเดีย-ญี่ปุ่นต้านจีนครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647487

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ไบเดนเปิดเกมรุก ชุมนุมออสเตรเลีย-อินเดีย-ญี่ปุ่นต้านจีนครั้งแรกไบเดนจับมือผู้นำออสเตรเลีย-อินเดีย-ญี่ปุ่น เตรียมประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีต้านจีน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐเตรียมนั่งแท่นประชุมผู้นำกลุ่มจตุภาคีด้านความมั่นคง (Quad) ครั้งแรกในวันที่ 12 ก.พ. นี้ร่วมกับผู้นำออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค

การประชุมครั้งนี้เป็นหนึ่งในภารกิจพหุภาคีที่สำคัญของไบเดนซึ่งให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูพันธมิตรของสหรัฐหลังจากที่ค่อนข้างล้มเหลวในสมัยฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิก

สก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวว่าไบเดนกำลัง “ก้าวไปอีกขั้น” และการประชุมครั้งนี้จะเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ในภูมิภาค โดยเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาสนับสนุนอธิปไตยและอิสระในอินโด-แปซิฟิก

ด้านนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้จะครอบคลุมถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นประเด็นที่ไบเดนให้ความสำคัญ

รวมถึงโยชิฮิเดะ ซุกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะมีส่วนร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วยเช่นกันเพื่อส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศตลอดจนเจรจาถึงวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ปลอดภัย เท่าเทียม และราคาไม่แพงเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ในเอเชีย

ทั้งนี้ Quad ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดยอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นเพื่อเจรจาหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 4 ประเทศท่ามกลางอำนาจและภัยคุกคามของจีนที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สหรัฐเชื่ออีก 6 ปีข้างหน้าจีนอาจบุกไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647476

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 11:10 น.สหรัฐเชื่ออีก 6 ปีข้างหน้าจีนอาจบุกไต้หวันนายทหารระดับสูงของสหรัฐเตือนจีนเตรียมลุยไต้หวันภายในช่วงทศวรรษนี้

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าพลเอก ฟิลิป เดวิดสัน นายทหารระดับสูงของสหรัฐประจำเอเชียแปซิฟิกกล่าวกับคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาสหรัฐว่าจีนกำลังเร่งเดินหน้าเพื่อชิงอำนาจทางทหารและบทบาทความเป็นผู้นำจากสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย

โดยไต้หวันเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สังเกตได้อย่างชัดเจนซึ่งเชื่อว่าภัยคุกคามอาจปรากฏให้เห็นในช่วงทศวรรษนี้หรือภายใน 6 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ไต้หวันเป็นเกาะปกครองตนเองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยแยกตัวออกจากจีนหลังสงครามกลางเมืองจบลงในปี 1949 และหลังจากนั้นก็เผชิญกับการรุกรานจากจีนแผ่นดินใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยจีนอ้างกรรมสิทธิ์พื้นที่มากที่สุดในทะเลจีนใต้

นอกจากนี้พลเอก เดวิดสัน ยังเตือนว่าสหรัฐอาจเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของจีน หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมากองทัพจีนยังเผยแพร่คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์โดยมีภาพปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีเกาะหนึ่งซึ่งคล้ายกับเกาะดิเอโกการ์เซียและเกาะกวมของสหรัฐ พร้อมเรียกร้องให้มีการติดตั้งขีปนาวุธและเตรียมความพร้อมสำหรับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจริงบนเกาะดังกล่าว

Photo by Sam Yeh / AFP

ไบเดนจะเล่นงานใครก่อน จีนหรือรัสเซีย? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647450

วันที่ 10 มี.ค. 2564 เวลา 08:09 น.ไบเดนจะเล่นงานใครก่อน จีนหรือรัสเซีย?ทั้งสองประเทศจับมือกันเหนียวแน่นขึ้นราวกับว่าเตรียมรับมือกับท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐ แต่ผู้นำสหรัฐเลือกที่จะเล่นงานใครแรงที่สุด?

แม้ว่าเราจะมีบทวิเคราะห์ตั้งแต่ก่อนโจ ไบเดนจะชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแล้วว่าเขาจะมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีน และอาจจะหนักมือกว่าทรัมป์เสียอีกเพราะทรัมป์มุ่งเล่นงานจีนในแง่มุมเศรษฐกิจแต่ไม่ค่อยเล่นงานในเรืองการเมือง (เพิ่งจะมาหนักมือเรื่องการเมืองเอาเมื่อตอนจะพ้นอำนาจไม่กี่สัปดาห์)

แต่ “ภัยคุกคาม” ของสหรัฐไม่ได้มีแค่จีน ในแง่การเมืองแล้วรัสเซียเป็นภัยที่รับมือได้ยากกว่าจีนเสียอีก อย่างน้อยดูเหมือนว่าจะจีนจะเอาใจใส่เรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากวก่า และพยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าทางการเมือง

อีกอย่างก็คือ การทำ “ไอโอ” (Information operation) ของจีนยังอยู่ระดับ “มือสมัครเล่น” คนละชั้นกับรัสเซียซึ่งเป็นไอโอระดับเซียนที่สร้างความวุ่นวายทั้งในสหรัฐและยุโรปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (แต่ไม่ใช่กับแฮกเกอร์ซึ่งจีนเป็นระดับเซียนแล้ว) 

สงครามด้านการเมืองที่ชัดที่สุดของสหรัฐคือสงครามกับไอโอรัสเซีย เพียงแต่ว่าไบเดนจะลงมารบแบบจริงจังหรือเปล่าแค่นั้น

รัสเซียนั้นเป็นเจ้าแห่งปฏิบัติการปฏิเสธและหลอกลวง (Denial and deception) เป็นการทำให้คู่กรณี “เละ” จากภายในด้วยการปล่อยข่าวปลอมสร้างความแตกแยกในสังคมก่อน จากนั้นเลือกเป้าหมายที่จะสนับสนุนเพื่อใช้เป็นตัวสร้างความแตกแยก

เช่น กรณีของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 ไอโอรัสเซียประสบความสำเร็จงดงามในการทำให้สังคมอเมริกันแตกจนประสานไม่ติดจนกระทั่งทุกวันนี้ และเลือกที่จะช่วยทรัมป์ (เพราะทรัมป์เองก็สนิทกับฝ่ายรัสเซีย) พร้อมกับปล่อยข่าวปลอมบั่นทอนฝ่ายเดนโมแครต/ฮิลลารี คลินตัน

ผลคือทรัมป์ชนะ แต่ไอโอรัสเซียไม่ได้หยุดแค่นั้น ยังปล่อยข่าวปลอมหรือข่าวจริงในเชิงปั่นหัวเพื่อทำให้คนอเมริกันทะเลาะกันเอง ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมาสหรัฐอ่อนแอลงมาก เพราะรับมือกับปฏิบัติการข่าวปลอมของรัสเซียแทบไม่ได้

การปั่นของรัสเซียยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดจลาจลที่คองเกรสด้วย

หากไบเดนไม่อยากมีจุดจบแบบฮิลลารี คลินตันเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทิ้งจีนเอาไว้ก่อนแล้วหันมาจัดการรัสเซีย เพราะรัสเซียคือ “ศัตรูที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย”

เมื่อวันที่ 18 มกราคม อะเลกเซย์ นาวัลนืย นักการเมืองและนักกิจกรรมต่อต้านการคอร์รัปชันชาวรัสเซียที่ท้าทาย “ระบอบปูติน” ถูกจับคาเครื่องบินทันทีที่เขาเดินทางมาถึงบ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากที่เขาถูกวางยาพิษโดยมือมืดแล้วต้องไปรักษาตัวที่เยอรมนี

ชาติตะวันตกเชื่อว่าปูตินนั่นเองที่สั่งวางยานาวัลนืย และปูตินก็สนองตอบการตั้งข้อสงสัยด้วยการจับกุมเขาทันทีที่กลับรัสเซีย

ประเทศตะวันตกไม่พอใจอย่างมากและเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาวัลนืย หนึ่งในนั้นคือเจค ซัลลิแวน ว่าที่ที่ปรึกษาความมั่นคงของโจ ไบเดน ซึ่งยังไม่รับตำแหน่งแต่ก็ออกแอกชั่นด้วยการเรียกร้องให้รัสเซียปล่อยตัวนาวัลนืยในทันที ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (ซึ่งในเวลานั้นยังบริการโดยคนของทรัมป์) กลับเงียบกริบ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐรัฐบาลทรัมป์วุ่นวายกับการโจมตีจีนอย่างหนักหน่วงในช่วงสัปดาห์สุดท้าย แต่งานแรกๆ ก่อนจะรับตำแหน่งของคนรัฐบาลไบเดนคือการท้าทายรัสเซีย

ก่อนหน้านี้เจค ซัลลิแวนกับแอนโทนี บลิงเคน ว่าที่รัฐมนตรีว่ากการกระทรวงการต่างประเทศถูกจับตาเรื่องนโยนบายจีนมากกว่า และซัลลิแวนมีแอกชั่นกับจีนมากกว่ารัสเซียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ที่สำคัญคือที่ปรึกษาของไบเดนเป็น “สายจีน” ถึง 3 คนแสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนของเขาในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อลงไปดูที่นโยบายในระยะยาวมันแม่ทัพของไบเดนในด้านความมั่นคง-การต่างประเทศ มีเป้าหมายในการเพิ่มความเข้มข้นในการรับมือรัสเซียมากกว่า

ไบเดนเองก็เคยกล่าวระหว่างหาเสียงว่า “ผมจะเป็นประธานาธิบดีที่จะยืนหยัดร่วมกับพันธมิตรและเพื่อนของเราและคู่ตรงข้ามกับเราตระหนักให้ชัดเจนไปเลยว่า วันแห่งการอ่อนอข้อต่อเผด็จการสิ้นสุดลงแล้ว”

เผด็จการในที่นี้หมายถึงใครก็ได้ที่เป็นคู่กรณีของสหรัฐ ทั้งจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่านขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐและพันธมิตรมากกว่ากัน

เมื่อนำเอาพันธมิตรของสหรัฐเข้ามาพิจารณด้วยแล้ว รัสเซียน่าจะเป็นเป้าหมายที่ชัดกว่าใครทั้งหมด เพราะไอโอรัสเซียปล่อยข่าวปลอมปั่นยุโรปให้แตกแยกมาหลายปีแล้ว

แอนโทนี บลิงเคนเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงช่วงที่เขาทำงานในรัฐบาลโอบามา ซึ่งช่วงนั้นรัสเซียผนวกเอาคาบสมุทรไครเมียจากยูเคนมาเป็นของตน ดังนั้นเขารู้ดีว่ารัสเซียคุกคามจริงจังกว่าจีนเสียอีกในแง่ของการเมืองและการก่อสงคราม

ปรากฎว่าแอกชั่นแรกของไบเดนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 เมื่อกองทัพสหรัฐได้ทำการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ที่เชื่อว่าถูกยึดครองโดยกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในซีเรียตะวันออก โดยเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยจรวดหลายครั้งต่อกองกำลังสหรัฐในอิรักเมื่อสิบวันก่อนหน้านี้

นี่ถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารในเชิงรุกครั้งแรกของโจ ไบเดน ซึ่งเขาบอกว่าจุดประสงค์ของการโจมตี “เพื่อปกป้องและปกป้องบุคลากรของเราและพันธมิตรของเรา”

ในตอนแรกน้นมีกระแสคาดการณ์ว่าไบเดนคงจะเล่นงานอิหร่านเข้าให้แล้วและถึงขนาดกลัวกันว่าอาจจะจุดชนวนสงครามโลกครั้งใหม่ (ซึ่งเป็นความหลัวที่เกินกว่าเหตุเพราะเมื่อต้นปี 2020 ก็เคยเกิดกรณีทำนองนี้มาแล้วในสมัยทรัมป์และความกลัวเรื่องสงครามโลกก็เข้มข้นกว่านี้แต่ปรากฎว่าไม่มีอะไรหลังจากนั้น)

กูรูด้านตะวันออกกลางเชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการเตือนไปยังอิร่านมากกว่าที่จะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจิงในทางสงคราม เป็นการเตือนว่าอิหร่านจะเป็นเหตุให้คนอเมริกันหรือพันธมิตรของอเมริกันมีอันเป็นไปไม่ได้ เพราะไบเดนจะไม่ยอมนิ่งเฉย มันจึงเป็นการแสดงท่าที “แรงมา แรงไป” เท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นการลั่นกลองรบ

ในขณะที่สหรัฐยังส่งเครื่องบินงระเบิด B-52 ไปป้วนเปี้ยนแถวตะวันออกกลางหลังจากนั้น แต่มันมีนัยไปถึงพันธมิตรในภูมิภาคมากกว่า ดังที่ในแถลงการณ์ของกองทัพสหรัฐระบุว่าการส่งเครื่องบิน B-52 ไปก็เพื่อ “ยับยั้งท่าทีก้าวร้าวและสร้างความมั่นใจให้กับหุ้นส่วนและพันธมิตรของความมุ่งมั่นของกองทัพสหรัฐต่อความมั่นคงในภูมิภาค”

คีย์เวิร์ดอยู่ที่ “สร้างความมั่นใจให้กับหุ้นส่วนและพันธมิตร” เพราะไบเดนแสดงอาการแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับตะวันออกกลางมากนัก

กลับมาที่รัสเซีย หลังจากแสดงแสนยานุภาพในตะวันออกกลางเพื่อบรรเทาความกังวลของพันธมิตรแล้ว รัสเซียก็เป็นเป้าหมายของแอกชั่นต่อไป

จากการรายงานของ New York Times ว่าสหรัฐกำลังวางแผนการตอบโต้ปฏิบัติการไอโอของรัสเซียที่รบกวนสหรัฐมานาน โดยเฉพาะการที่ไอโอรัสเซียแฮก SolarWinds ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจ

แบรด สมิธ ประธานไมโครซอฟต์กล่าวว่านี่เป็น “การโจมตีที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา” และสหรัฐทราบว่ามันเกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์รัสเซีย

New York Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปรากฏชื่ว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังเตรียมการเคลื่อนไหวที่สำคัญครั้งแรกเพื่อตอบโต้การรุกรานจากแฮกเกอร์ต่างชาติภายในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า (นับจากสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม 2021)

รัฐบาลไบเดนมีแผนปฏิบัติการลับที่จะเล่นงานเครือข่ายของรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนอาจจะออกคำสั่งผู้บริหารเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางต่อต้านการแฮกของรัสเซีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งสัญญาณไปถึงวลาดิมีร์ ปูตินและหน่วยข่าวกรองของรัสเซีย พร้อมๆ กันนั้นสหรัฐจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซียด้วย

เป็นที่น่าสนใจว่าไบเดนเล่นงานไอโอรัสเซียแทบจะในทันที ทั้งๆ ที่ในเวลาเดียวกันนั้น มีรายงานว่าองค์กรในสหรัฐอย่างน้อย 30,000 แห่งรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นถูกแฮ็กในช่วงเดือนมกราคมและเปิดเผยเรื่องนี้เมื่อเดือนมีนาคม โดยเป็นฝีมือของขบวนการจารกรรมทางไซเบอร์ของจีน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยชี้ว่าการแฮกของจีนที่เกิดขึ้นมีความ “ก้าวร้าวผิดปกติ” แต่รัฐบาลไบเดนเลือกที่จะเล่นงานรัสเซียก่อนเล่นงานจีน

นี่หมายความว่าไบเดนคิดเล่นงานรัสเซียก่อนมาตั้งแต่แรกใช่หรือไม่?

คำตอบก็คือ “ใช่” แต่เป็นเพราะมันคือความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น รัสเซียเล่นก่อเรื่องรัวๆ ตั้งแต่กรณีจับกุมตัวนาวัลนืยที่ว่ากันตามมาตรฐานโลกตะวันตกก็สมควรแก่เหตุให้สหรัฐกับชาติตะวันตกทำการคว่ำบาตรรัสเซียได้อยู่แล้ว ไหนจะยังมีภัยคุกคามแบบขาประจำอย่างแฮกเกอร์ไอโอรัสเซียอีก

เทียบระหว่างแฮกเกอร์จีนกับรัสเซียแล้ว รัสเซียเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวมากกว่าเพราะเคยทำให้การเมืองสหรัฐปั่นป่วนมาแล้วในช่วงเลือกตั้งปี 2016 จนถึงทุกวันนี้ก็ยังอาจกล่าวได้ว่าสังคมอเมริกันที่แตกแยกอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของไอโอรัสเซียที่ปล่อยข่าวปลอมสร้างความแตกแยกในสังคม

แต่จีนเป็นภัยคุกคามในระยะยาวกว่าและน่ากลัวกว่า เทียบกันแล้วรัสเซียเหมือนยุงรำคาญ แต่จีนคือผึ้งที่ต่อยให้เจ็บปวด

อย่างที่บอกไปว่าที่ปรึกษาของไบเดนที่เป็นสายจีนมีถึง 3 คนแสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องจีนได้เป็นอย่างดี การที่เขายังไม่เล่นงานจีนหนักๆ เหมือนรัสเซียไม่ได้หมายความว่าจีนสำคัญน้อยกว่า แต่เพราะเฉพาะหน้าแล้วจีนยังไม่รบกวนสหรัฐชัดเจนเท่ารัสเซียต่างหาก

สิ่งที่สหรัฐกังวลเกี่ยวกับรัสเซียและจีน แน่นอนว่าย่อมรวมถึงกองทัพแฮกเกอร์และแสนยานุภาพทางทหาร รวมถึงอิทธิพลของทั้งสองชาติต่อประเทศเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่พอใจสหรัฐเป็นทุนเดิม

แต่สิ่งที่จีนมีและรัสเซียไม่มีและสหรัฐกลัวจีนที่สุดในเรื่องนี้คืออำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งไบเดนเองบอกว่า “เราจะเผชิญหน้ากับการละเมิดทางเศรษฐกิจของจีน” และบอกว่าจีนคือ “คู่แข่งที่ร้ายกาจที่สุด”

การที่ประธานาธิบดีสหรัฐบอกขนาดนี้คงชัดแล้วว่าเป้าหมายของเขาคือใคร ระหว่างรัสเซียกับจีน

ไบเดนตอบรับเรื่องนี้ด้วยการแต่งตั้งสายเหยี่ยวที่เชี่ยวชาญการรับมือกับจีนเป็นผู้แทนการค้าสหรัฐ นั่นคือ แคเทอรีน ไท (ดูบทความเรื่อง ยุคไบเดนสงครามการค้าจะยิ่งหนักเพราะคนๆ นี้)

ในด้านการเมืองเขามี วิลเลียม เบิร์นส์ ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลาง (CIA) ซึ่งบอกว่าสีจิ้นผิงคือ “ศัตรูและเผด็จการที่น่าเกรงขาม”

เบิร์นส์บอกกับคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาว่า “จีนเริ่มที่จะแซงหน้าจนตามไม่ทัน จะเป็นกุญแจสำคัญในความมั่นคงแห่งชาติของเราในวันข้างหน้า” เขายังแสดงวิสัยทัศน์ว่าการรับมือกับจีน “จะต้องใช้กลยุทธ์ในระยะยาวที่ชัดเจนของทั้งสองพรรค โดยได้รับการสนับสนุนจากรื้อฟื้นและการทำให้การข่าวกรองในประเทศเรามีความมั่นคง”

ไบเดนยังมี “คนข้างกาย” ที่จะคอยดูแลสรุปข่าวกรองให้รายวัน คนๆ นี้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนและมองว่าการตอบโต้การจารกรรมของจีนเป็น “ภารกิจที่สำคัญอันดับต้น”

เอวริล เฮนส์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติที่ไบเดนแต่งตั้งขึ้น เคยบอกตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นแค่ผู้รับได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งนี้ว่า เธอจะจับตาจีนอย่างแข็งขันต่อไป (แสดงถึงการสานต่อนโยบายของทรัมป์)

เธอบอกกับคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาว่าจะ “สนับสนุนความพยายามของสองพรรคในระยะยาวในการเอาชนะจีน – นำมาและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเจตนาและศักยภาพของจีน ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนความพยายามในการต่อต้านการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ผิดกฎหมาย ก้าวร้าวและบีบบังคับของปักกิ่งในทันที รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

สมาชิกที่ซักถามเฮนส์มาจากทั้งสองพรรคซึ่งล้วนแต่บอกว่าจีนคือ “ปฏิปักษ์” เรื่องนี้ตอกย้ำว่านักการเมืองสหรัฐที่แตกคอกัน สามัคคีกันเรื่องจีนอย่างกลมเกลียว พวกเขาถามเฮนส์ว่าเห็นจีนเป็นปฏิปักษ์หรือไม่ เฮนส์ตอบว่า “จีนเป็นฝ่ายตรงข้ามและเป็นปรปักษ์ในบางประเด็นและในประเด็นอื่นๆ เราพยายามร่วมมือกับพวกเขา”

ปรากฎว่าประเด็นที่สหรัฐพอจะร่วมมือกับจีนได้คือการแก้ปัญหาโลกร้อนเท่านั้น!

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by LINTAO ZHANG / POOL / AFP

วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647438

วันที่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 20:39 น.วอลลิส ซิมป์สัน หญิงหม้ายอเมริกันผู้ทำให้กษัตริย์อังกฤษต้องสละบัลลังก์เมแกน มาร์เคิล ไม่ใช่ผู้หญิงอเมริกันคนแรกที่แต่งงานกับราชวงศ์อังกฤษและไม่ใช่อเมริกันคนแรกในราชวงศ์อังกฤษที่ทำให้โลกต้องตะลึง

เรื่องราวความรักของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล ที่นำมาสู่การประกาศสละยศถาบรรดาศักดิ์และออกจากการเป็นสมาชิกราชวงศ์ มีความคล้ายคลึงกับความรักที่สั่นคลอนราชบัลลังก์อังกฤษของหญิงชาวอเมริกันที่ชื่อว่า วอลลิส ซิมป์สัน และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน

วอลลิส ซิมป์สัน เป็นสาวสังคมชาวอเมริกันจากเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ก่อนที่จะครองคู่กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เธอผ่านการแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง และแต่ละครั้งก็ค่อนข้างโลดโผน

สามีคนแรกของเธอคือ เอิร์ล วินฟิลด์ สเปนเซอร์ นักบินของกองทัพเรือสหรัฐ ทั้งคู่อยู่กินด้วยกัน 11 ปี โดยระหว่างนี้มีการแยกกันอยู่เป็นระยะ ก่อนที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหลังจากสเปนเซอร์ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการเรือรบยูเอสเอส แพมแพงกา (USS Pampanga) โดยระหว่างนี้ วอลลิส ซิมป์สัน ยังแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ เฟลิเป เด เอสปิล นักการทูตอาร์เจนตินา

วอลลิสมีโอกาสตามสามีไปทำงานที่ประเทศจีน และที่แห่งนี้เองที่เธอนอกใจสามีอีกครั้ง จากปากคำของ มิลตัน อี. ไมล์ส ภรรยาของเพื่อนร่วมงานของสเปนเซอร์ วอลลิสได้พบกับ กาลีอัซโซ เชียโน ซึ่งภายหลังได้เป็นบุตรเขยของมุสโสลินี อดีตผู้นำฟาสซิสต์ของอิตาลี ที่กรุงปักกิ่ง

ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันจนกระทั่งวอลลิสตั้งครรภ์ และมีข่าวลือว่าเธอต้องแอบไปทำแท้งจนทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้อีกตลอดชีวิต ทว่าข่าวลือนี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน แม้แต่ เอ็ดดา มุสโสลินี ภรรยาของเชียโนก็ปฏิเสธเช่นกัน

ก่อนหย่ากับสามีคนแรกวอลลิสได้พบกับ เออร์เนสต์ อัลดริช ซิมป์สัน ผู้บริหารบริษัทขนส่งทางเรือผู้มั่งคั่ง หลังจากวอลลิสหย่า ซิมป์สันจึงหย่ากับภรรยาที่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คนเพื่อมาแต่งงานกับวอลลิส โดยเธอตอบโทรเลขขอแต่งงานของซิมป์สันมาจากเมืองคานส์ของฝรั่งเศส

เรื่องราวความรักสุดซับซ้อนและสั่นคลอนบัลลังก์อังกฤษเริ่มขึ้นระหว่างการแต่งงานครั้งที่สองของวอลลิส

วอลลิสได้รู้จักกับเลดี้เฟอร์เนส ภรรยาเก็บของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์แห่งเวลส์ (ยศในขณะนั้นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8) ผ่าน คอนซูเอโล ธอว์ เพื่อนของเธอซึ่งเป็นพี่น้องกับเลดี้เฟอร์เนส และเลดี้เฟอร์เนสนี่เองที่ทำให้วอลลิสได้พบกับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดในปี 1931

ระหว่างปี 1931-1934 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปรินซ์แห่งเวลส์ พระโอรสในพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี่ หรือแมรี่ ออฟ เท็ค และเป็นมกุฎราชกุมารของราชวงศ์อังกฤษ ได้พบกับสองสามีภรรยาซิมป์สันในงานปาร์ตี้หลายครั้ง

กระทั่งเมื่อเดือน ม.ค. 1934 ขณะที่เลดี้เฟอร์เนสเดินทางไปนิวยอร์กของสหรัฐ วอลลิสได้ตกเป็นภรรยาเก็บของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด แต่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดปฏิเสธกับพระบิดาแม้จะมีคนในวังเห็นทั้งคู่อยู่บนเตียงด้วยกันและ มีหลักฐานว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันก็ตาม

แต่สุดท้ายแล้ววอลลิสก็มาแทนที่เลดี่เฟอร์เนส ส่วนเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดก็ตีตัวออกห่างจาก ฟรีดา ดัดลีย์ วอร์ด สาวคนสนิทซึ่งเป็นทายาทนักธุรกิจสิ่งทอชาวแองโกลอเมริกัน จนเหลือเพียงวอลลิสที่อยู่ข้างกาย

จากคำบอกเล่าของผู้เขียนบันทึกชีวประวัติ ช่วงปลายปี 1934 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดหลงใหลวอลลิสมากถึงขั้นที่ผู้เขียนใช้คำว่า เจ้าชายทรงเป็น “ทาส” ของวอลลิส ส่วนวอลลิสระบุว่าเธอตกหลุมรักเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดระหว่างล่องเรือยอชต์ Rosaura กับเจ้าชายเมื่อเดือน ส.ค. 1934

ปี 1934 ในงานปาร์ตี้ตอนค่ำที่พระราชวังบักกิงแฮม เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทรงแนะนำวอลลิสกับสมเด็จพระราชินีแมรี่พระมารดาซึ่งทำให้พระเจ้าจอร์จที่ 5 กริ้วมาก เนื่องจากประวัติการแต่งงานที่ผ่านมาของวอลลิส เพราะตามธรรมเนียมหญิงที่ผ่านการหย่าร้างจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชสำนัก

ทว่าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดกลับไม่แคร์ ทั้งยังทรงปรนเปรอทั้งเงินและเครื่องประดับต่างๆ ให้วอลลิส เมื่อปี 1935 ทั้งคู่เดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยกันถึง 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ทางสำนักพระราชวังเริ่มไม่พอใจ เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มกระทบกับการปฏิบัติพระกรณียกิจของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด

เหตุการณ์พลิกผันของราชวงศ์อังกฤษเกิดขึ้นหลังจากพระเจ้าจอร์จที่ 5 สวรรคตเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 1936 ทำให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระบิดา และยืนยันว่าจะทรงอภิเษกสมรสกับวอลลิส ทว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีแล้วพระองค์ไม่สามารถอภิเษกสมรสกับหญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วและอดีตสามียังมีชีวิตอยู่ และขณะนั้นวอลลิสกำลังดำเนินการหย่ากับสามีคนที่ 2  

ขณะนั้นมีเสียงซุบซิบกันว่าวอลลิสต้องการแต่งงานกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 เพราะต้องการเงินและยศฐาบรรดาศักดิ์มากกว่าเพราะความรัก และมีการคัดค้านเป็นวงกว้าง หากพระองค์ยังดึงดันจะทรงอภิเษกสมรสแล้วยกย่องวอลลิสให้เป็นพระราชินี คณะรัฐบาลจะต้องลาออกทั้งคณะ ซึ่งจะทำให้เกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญ

หนทางเดียวที่พระองค์จะได้ครองคู่กับวอลลิสก็คือการสละบัลลังก์ และแล้วพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ก็ทรงทำในสิ่งที่ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วในเดือน ธ.ค. 1936  หลังจากนั้นเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุคแห่งยอร์ก พระอนุชา จึงขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อในนาม พระเจ้าจอร์จที่ 6

การหย่าร้างกับสามีคนที่ 2 ของวอลลิสเสร็จสิ้นในเดือน พ.ค. 1937 ทั้งคู่เสกสมรสกันเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ในปีเดียวกันที่ฝรั่งเศสโดยไม่มีสมาชิกครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดมาร่วมงานสักคน

แม้ว่าพระเจ้าจอร์จที่ 6 จะทรงแต่งตั้งให้เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเป็นดยุคแห่งวินด์เซอร์ก่อนที่ทั้งคู่จะเสกสมรสกัน ซึ่งทำให้วอลลิสได้เป็นดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ไปด้วย แต่เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฐานันดร Royal Highness

นอกจากนี้ ดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ยังไม่ได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อังกฤษทั้งพระราชินีแมรี่ พระมารดาของดยุคแห่งวินด์เซอร์ พระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ หรือต่อมาคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ พระราชชนนี (The Queen Mother) พระมารดาของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ พระราชชนนีทรงไม่พอพระทัยที่การสละราชบัลลังก์ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำให้พระสวามีของพระองค์ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์แบกภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง

ช่วงก่อน ระหว่าง และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสนับสนุนกลุ่มนาซี เนื่องจากทรงเดินทางไปพบกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เยอรมนีในปี 1937 และยังถูกสื่ออังกฤษวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการช็อปปิ้งอย่างฟุ่มเฟือยในสหรัฐในขณะที่อังกฤษประสบปัญหาจนต้องมีการปันส่วนและขาดแคลนไฟฟ้า

สื่ออังกฤษเปรียบเทียบว่ากรณีการสัมภาษณ์ของเจ้าชายแฮร์รี-เมแกนเป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดของราชวงศ์อังกฤษในรอบ 85 ปี นับตั้งแต่กรณีวอลลิส ซิมป์สัน (Photo by Ben STANSALL / AFP)

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดยุคและดัชเชสทรงเลือกพำนักอยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส จนกระทั่งดยุคแห่งวินด์เซอร์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 1972

หลังจากนั้นดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ได้ใช้ชีวิตตามลำพังและไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณชน โดยอาศัยเงินจากทรัพย์สินของดยุคแห่งวินด์เซอร์และเงินช่วยเหลือจากสมเด็จพระราชินี

ปี 1980 วอลลิส ซิมป์สัน เริ่มพูดไม่ได้ และในช่วงบั้นปลายเธอต้องนอนติดเตียงโดยไร้ญาติมิตรไปเยี่ยมเยียน นอกจากแพทย์และพยายาล กระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 1986 ที่บ้านในกรุงปารีสในวัย 89 ปี

ขณะที่ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายแอฟริกันก็เคยผ่านการแต่งงานกับ เทรเวอร์ เองเกลสัน โปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2013 และเดทกับ โครี วิทิเอลโล เชฟชื่อดังชาวแคนาดาเกือบ 2 ปี ก่อนจะเลิกรากันในปี 2016 และเริ่มความสัมพันธ์กับเจ้าชายแฮร์รี่ในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน

ช่วงแรกๆ เมแกนเป็นที่ชื่นชอบของสื่ออังกฤษ เพราะเธอคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่หลังจากนั้นมาร์เคิลกลับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกสื่อแท็บลอยด์อังกฤษวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

เมแกนถูกโจมตีทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะพระตำหนักฟร็อกมอร์ที่ประทับที่ใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล การวางตัวในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การใช้โซเชียลมีเดีย จนนำมาสู่การประกาศสละฐานันดรศักดิ์และออกจาการเป็นสมาชิกราชวงศ์เมื่อปีที่แล้วตามรอยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 

ต่างกันเพียงพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 คือกษัตริย์ของอังกฤษ แต่เจ้าชายแฮร์รี่ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 6 การแต่งเข้าราชวงศ์ของมาร์เคิลอาจไม่กระทบกับราชบัลลังก์เท่ากับกรณีของวอลลิส 

ภาพ Le Nouvelliste d’Indochine, 14 novembre 1937 (Public Domain)

Russia slows down Twitter over ‘banned content’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30403560

Russia slows down Twitter over ‘banned content’

InternationalMar 11. 2021

By The Washington Post · Hamza Shaban

Russia slowed down Twitter for hundreds of thousands of users on Wednesday after regulators accused the platform of failing to remove illegal content. It’s the latest escalation between a government entity and an American social media company over ongoing debates shaping the boundaries of global communications.

The nation’s communications watchdog, Roskomnadzor, said Twitter has not removed content that encourages suicide among young people, as well as posts and links tied to child pornography and drug use. Thousands of tweets fall into these categories, Russian officials said.

Should Twitter continue to host the prohibited content, the regulator warned that it could move to block the site entirely. For now, though, agency officials said they would throttle Twitter access on all mobile devices, and on half of the users who log on through their computers.

The company has more than 690,000 active users in the country, according to a recent report from the research agency Brand Analytics. In Russia’s messaging battle, the opposition lights up social media. Putin’s allies plod along on state TV.

In a TV appearance Wednesday, the deputy chief of Roskomnadzor, Vadim Subbotin, said that Twitter stands out as the only social network that has “openly ignored the Russian authorities’ demand to remove the banned content.”

Twitter’s content policies ban a host of illegal and abusive behavior, including child exploitation, the encouragement of self-harm and suicide, and facilitating drug transactions.

“We are aware of reports that Twitter is being intentionally slowed down broadly and indiscriminately in Russia due to apparent content removal concerns,” Twitter said in a statement Wednesday, adding that it has a “zero-tolerance policy” regarding the illicit content. “We remain committed to advocating for the Open Internet around the world and deeply concerned by increased attempts to block and throttle online public conversation,” the company said.

Moscow’s move highlights the government’s ongoing hostility toward social media platforms, which have helped galvanize young Russians protesting against President Vladimir Putin. In recent months, dissidents and anti-corruption activists have fueled waves of demonstrations across the country, powered in part by social networks including YouTube, TikTok and Instagram that provide a messaging alternative to state-backed Russian media.

Earlier this year, in a video address to the World Economic Forum, Putin took aim at social media companies in an implicit acknowledgment of the threat they pose to his grip on power. “These are no longer just economic giants – in some areas they are already de facto competing with states,” he said.

Opposition leader Alexei Navalny and his political allies have relied on social media platforms to amplify their criticisms of the government and to rally support for street protests.

Navalny, an outspoken Kremlin critic who was nearly killed in a nerve agent attack last year, was sentenced to more than two and a half years in prison for allegations that have drawn widespread condemnation from human rights groups for being politically motivated. Earlier this month, the Biden administration announced punitive sanctions against Russian government figures in connection with Navalny’s poisoning.

The antagonism between authoritarian governments and social media also reflects generational differences in news consumption, experts say. Young people in Russia watch far less TV than older generations, and are less likely to adopt the views espoused on state television, challenging the portrayals of a self-reliant, trustworthy Russian government.

On a technical level, the Twitter slowdown appears to have interfered with broader Internet traffic in Russia, according to Doug Madory, the director of Internet analysis at Kentik, a network analytics company.

Over a roughly two-hour span Wednesday morning, Madory observed a 24% drop in Internet traffic volume to the Russian state telecom Rostelecom. “This disruption was caused by a flawed attempt to block Twitter’s link-shortening service,” Madory said.

But the blocking attempt interfered with Web traffic destined for other sites, including Reddit and Microsoft, Madory said.

On Twitter, Rostelecom apologized for the outages and said they were caused by a “global accident.”

Maria Kolomychenko, technology editor of Meduza, an independent investigative news site, said that Russia’s moves against Twitter were prompted by tweets about Navalny, and of posts containing detailed information about opposition actions and protests. Observers are interpreting the throttling as a test of Moscow’s ability to block internet access, Kolomychenko said in an interview, with Twitter serving as an early target.

Andrei Soldatov, a fellow with the Center for European Policy Analysis and a Russian investigative journalist, said on Twitter that Russia’s slowdown was “partly a warning to global platforms,” and a nationwide test of the government’s censoring infrastructure. But the throttling also caused an outage of government websites, he said, and “failed on all fronts.”

E.U. denies coronavirus vaccine nationalism charge, says U.S. and U.K. are not sharing #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30403559

E.U. denies coronavirus vaccine nationalism charge, says U.S. and U.K. are not sharing

InternationalMar 11. 2021

By The Washington Post · Rick Noack, Quentin Ariès, Loveday Morris

BERLIN – The European Union is defending itself against accusations of vaccine nationalism, highlighting its role in producing coronavirus vaccines for export and calling out the United States and Britain for not similarly sharing with the world.

The E.U. came under heavy criticism after member Italy blocked the export of 250,000 AstraZeneca doses to Australia last week, citing coronavirus vaccine shortages and delayed supplies to the bloc.

But now the E.U. is emphasizing that just one shipment was held back, while 257 others have gone out.

A European official, speaking on the condition of anonymity because he was not authorized to share the information publicly, said Wednesday that the bloc had approved the export of more than 34 million coronavirus vaccine doses since late January. Britain was the biggest recipient of those exports, with more than 9 million doses, followed by Canada, which got nearly 4 million, and Mexico, which received more than 3 million. The bloc approved the export of more than 950,000 doses to the United States.

European Council President Charles Michel also noted on Tuesday that most of the doses deployed in Israel’s world-leading vaccination program came from Belgium.

He contrasted the European approach with that in the United States and Britain, which he singled out for having “imposed an outright ban on the export of vaccines or vaccine components produced on their territory.”

Michel’s comments drew a fierce response from the British government on Wednesday.

“Let me be clear: We have not blocked the export of a single covid-19 vaccine or vaccine components,” said Prime Minister Boris Johnson, adding that “we oppose vaccine nationalism in all its forms.”

Britain’s Foreign Ministry summoned a top E.U. official over the spat on Wednesday.

The E.U., the United States and Britain have all invested heavily in coronavirus vaccine research and development. They are also key backers of Covax, a program co-led by the World Health Organization that primarily aims to secure equitable access to vaccines for poorer nations. President Joe Biden last month pledged $4 billion to the program over the next years – more than any other nation has vowed to donate.

Still, high-income countries have so far bought up the majority of available vaccine doses, purchasing 55% of coronavirus vaccine supplies worldwide, even though they represent only 16% of the global population, according to data collected by Duke University.

Some poorer nations may still have to wait years for sufficient supplies.

White House press secretary Jen Psaki said last week that Biden “has made clear that he is focused on ensuring that vaccines are accessible to every American” and is not considering sharing vaccines with Mexico at this point.

Neither of the two U.S. neighbors have so far been able to secure deliveries from U.S.-based facilities. In addition to what they have received from Europe, Mexico has ordered vaccines developed in Russia and China, whereas Canada purchased AstraZeneca doses produced in India and requested doses from the Covax program.

The Italian block on the Australia shipment reflected concerns that British-Swedish company AstraZeneca is shortchanging the E.U. to fulfill its contracts with other nations. It was the first time an E.U. member made use of new rules introduced in January that require manufacturers to ask permission before exporting doses outside of the bloc – a rule imposed as AstraZeneca and other suppliers said they would not meet their pledges for the first part of the year.

The tense exchanges between London and Brussels this week are a sign of the stakes involved in vaccine diplomacy around the globe. But they are also an indication of strained relations between Britain and the 27-nation bloc it was formerly part of. On both sides, the vaccine rollout is being seen as a critical post-Brexit test, pitting Britain’s go-it-alone approach against the E.U.’s communal model.

In Britain, the latest European remarks have been widely perceived as an E.U. effort to distract from the bloc’s woes. Even as Brussels and European capitals cry foul over bearing the brunt of supply chain issues from manufacturers and point to continued exports, sluggish vaccination programs in many European countries mean millions of delivered doses haven’t been used.

The E.U.’s most populous member state, Germany, has administered just over 8 million vaccine doses but still has a backlog of 4.3 million doses in storage, according to government figures.

While officials have said that some are being saved for second doses, vaccination rollouts in a number of areas have been mired by confusion. Some vaccination centers have said they have been forced to turn away some people with appointments because they weren’t eligible. Others who are eligible say they’ve been unable to secure them.

Not helping matters was an initial decision by several European countries to not recommend the use of AstraZeneca’s vaccine – which doesn’t require hyper-cold storage and can be administered through doctor’s offices – for people older than 65. Even after the reversal of that decision in Germany, millions of elderly people in the highest-risk group are still to be vaccinated, according to media reports.

Germany will only roll out vaccines in doctor’s offices nationwide in April, whereas Britain started offering AstraZeneca jabs through its general practitioners in January.

BioNTech sees potential to supply 3 billion doses in 2022 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/news/30403558

BioNTech sees potential to supply 3 billion doses in 2022

InternationalMar 11. 2021The BioNTech covid-19 production facility in Marburg, Germany, on Dec. 2, 2020. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Alex Kraus.The BioNTech covid-19 production facility in Marburg, Germany, on Dec. 2, 2020. MUST CREDIT: Bloomberg photo by Alex Kraus.

By Syndication Washington Post, Bloomberg · Naomi Kresge, Matthew Miller

BioNTech could have capacity to make 3 billion doses of covid-19 vaccine with U.S. partner Pfizer next year, the German company’s chief executive officer said, making their pioneering shot far more widely available around the world.

“In principle, we could further increase manufacturing capacity,” Ugur Sahin said Tuesday in an interview with Bloomberg TV. “It depends on demand, it depends on factors such as if an additional boost to vaccinations is required.”

Demand is growing around the world for Covid vaccines that countries desperately need to breathe back life into economies, return children to schools and get people back into offices and shops. Both the U.S. and Europe have sought to accelerate vaccine deliveries this year as new, more aggressive variants of the virus spread.

“We have an order book of already 1.3 billion orders, which is already fixed,” Sahin said. “We are discussing additional doses — hundreds of millions of doses as options — with government organizations.”

BioNTech shares rose as much as 1.3% early Wednesday in Frankfurt.

The two companies have committed to make 2 billion doses of their two-shot vaccine this year. Pfizer promised to ship two-thirds of the U.S.’s 300 million-dose order by the end of May. In the European Union, the partners have promised to ship at least 500 million doses this year, with an option for an additional 100 million doses.

Pfizer has projected about $15 billion in revenue this year from Covid vaccine sales, and CEO Albert Bourla said the price of the shot may increase.

Concerns about mutated versions of the virus may also drive demand if new variants evolve with the ability to evade current inoculations. BioNTech is already discussing potential orders for boosters, Sahin said.

BioNTech and Pfizer have begun laying the groundwork for a booster shot of their vaccine, which uses a new technology called messenger RNA. One trial, begun in February, is examining the safety and immune response of a third dose of the vaccine in people who took part in an early study of the shot last year. The partners have also said they’re planning a human test of a new vaccine that’s specific to a particularly problematic vaccine variant that emerged late last year in South Africa.

“We now understand the evolution of the virus can result in new variants that come with new biological and medical features,” Sahin said. “The whole world was not prepared for this pandemic, and we now understand that this could happen again.”

In lab studies using blood of people who’ve been inoculated, the existing form of the vaccine seems to be less effective against the South Africa strain than against other mutant versions of the coronavirus. While the vaccine still appears to offer some protection, the implications of the variants remain unclear.

The companies will gain more data on the South Africa variant within six to eight weeks, Sahin said.

The Pfizer-BioNTech vaccine is cleared in more than 50 countries. Aside from the EU and the U.S., other major orders have come from Japan, Canada and the U.K.

The BioNTech chief called for continued solidarity among EU countries, despite concerns in countries like Germany that tethering vaccine purchasing and distribution to the bloc has slowed the immunization push. In the U.K., more than a third of the population has received a shot, compared with 6% in Germany, according to Bloomberg’s vaccination tracker.

“At the end of the day we have to see that Germany is not an isolated state,” Sahin said. “It’s part of Europe, and Europe decides and has to come to a common solution.”

As vaccine campaigns pick up, Sahin said he’s optimistic that inoculations will become more widespread this year and next.

“I’m pretty confident that we will be able to provide vaccines in Europe and the U.S. and that everyone who requires a vaccine gets a vaccine by the end of summer,” Sahin said, provided there are no production glitches. “Within 2022, we hope to have enough to vaccinate around the world.”