อีกครั้งที่ไทยจะโดนกดดันให้จัดการกับทหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644540

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 20:15 น.อีกครั้งที่ไทยจะโดนกดดันให้จัดการกับทหารเมียนมาการแข่งขันกันขยายอิทธิพลระหว่างสหรัฐกับจีนจะบีบให้สหรัฐไม่สามารถลงดาบเมียนมาหนัก เพื่อนบ้านอย่างไทยจึงหนีไม่พ้นถูกกดดันให้จัดการแทน

หลังจากที่กองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจด้วยการควบคุมตัวอองซานซูจีไว้ ประเทศพี่ใหญ่อย่างสหรัฐก็มีความเคลื่อนไหวทันทีภายใต้การจับตามองของทั่วโลก โดยประธานาธิบดี โจ ไบเดน ขู่ว่าจะทบทวนและฟื้นมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐเคยใช้กับเมียนมาอีกครั้งตามความเหมาะสม แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะใช้มาตรการใดบ้าง  

และต่อมาทางการสหรัฐได้ประกาศว่าชัดเจนว่าการยึดอำนาจครั้งนี้เป็นการก่อรัฐประหาร ซึ่งภายใต้กฎหมายของสหรัฐการประกาศเช่นนี้ทำให้มาตรการช่วยเหลือเมียนมาด้านการเงินของสหรัฐสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ  

หากพิจารณาจากมาตรการคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 1988 หลังจากที่กองทัพเมียนมาใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร สามารถแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 7 ประเภทคือ 1) ไม่ออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่เมียนมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรดาคณะรัฐบาลที่เข้ามายึดอำนาจและบุคคลใกล้ชิด 2) จำกัดบริการทางการเงิน 3) อายัดทรัพย์สิน  

4) ห้ามนำเข้าสินค้าที่มีต้นกำเนิดจากเมียนมา 5) ห้ามนำเข้าสินค้าจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐบาลทหาร 6) ห้ามการลงทุนในเมียนมาและในบริษัทจากประเทศที่สาม 7) ห้ามให้ความช่วยเหลือเมียนมาทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งไม่ขายอาวุธให้  

ระหว่างนี้ก็มีการปรับลดหรือเพิ่มมาตรการต่างๆ เรื่อยมา และค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรหลังจากเมียนมาปฏิรูปประเทศในสมัยประธานาธิบดีเต็งเส่งและปล่อยตัวอองซานซูจี จนนำมาสู่การยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมดเมื่อปี 2016 ในสมัยของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา  

ทว่าปี 2019 อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่กับบรรดานายทหารระดับอาวุโส รวมทั้งนายพล มินอ่องหล่าย ต่อกรณีที่กองทัพเมียนมากวาดล้างชาวโรฮีนจาอย่างเลือดเย็น 

แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าสหรัฐจะใช้มาตรการใดบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะอยู่นอกเหนือจากมาตรการในครั้งก่อน โดยนักวิเคราะห์มองว่าสหรัฐจะลงโทษแบบเจาะจงเป็นรายบุคคลมากกว่า เพราะหากคว่ำบาตรเป็นวงกว้างผลเสียจะเกิดกับประชาชนเมียนมาตาดำๆ มากกว่า

แต่ถึงจะลงโทษเป็นรายบุคคล ก็ไม่ได้สร้างความกริ่งเกรงให้กับบรรดานายพล เพราะอย่างที่บอกว่าขณะนี้มินอ่องหล่ายและอีกหลายคนถูกคว่ำบาตรตามกฎหมายแมกนิตสกี (Global Magnitsky Human Rights Accountability Act) ที่มีไว้จัดการกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงทั่วโลกอยู่แล้ว แต่ทหารยังกล้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากเสียงของประชาชน

ดังที่ เกร็ก โพลิง และไซมอนด์ ฮูเดส จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตัน บอกว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบในทันทีและมากนักต่อบรรดานายพล โดยให้เหตุผลว่ามีนายพลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ตั้งใจจะเดินทางไปหรือทำธุรกิจที่สหรัฐ

โดยเฉพาะมินอ่องหล่ายที่ไม่เกรงกลัวเลย เนื่องจากกองทัพเมียนมามีทั้งจีน รัสเซีย และอินเดียหนุนหลัง โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 เมื่อต้นปีที่แล้วจีนกับเมียนมาลงนามใน MOU ร่วมกันถึง 33 ฉบับซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การค้าการลงทุนไปจนถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในเมียนมา

ผิดกับสหรัฐที่มูลค่าการส่งออกต่อกันค่อนข้างน้อย หากสหรัฐยิ่งคว่ำบาตรเมียนมาก็จะยิ่งเป็นการผลักให้เมียนมาหันไปซบจีนที่กำลังขยายอิทธิพลในอาเซียนมากขึ้น

ทางการญี่ปุ่นก็กังวลเรื่องนี้เช่นกัน โดยยะสุฮิเดะ นะกะยะมะ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นเตือนว่า ประเทศประชาธิปไตย รวมทั้งสหรัฐ อังกฤษ และญี่ปุ่น เสี่ยงที่จะผลักให้เมียนมาใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น หากการตอบโต้การทำรัฐประหารตัดช่องทางการสื่อสารกับกองทัพเมียนมา

ดังนั้นการแข่งขันกันขยายอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐจะเป็นตัวตัดสินว่าสหรัฐจะคว่ำบาตรเมียนมาอย่างไร หากเมียนมาใช้จีนช่วยถ่วงดุล สหรัฐคงไม่กล้าลงดาบเมียนมาหนักมากมิเช่นนั้นจะเสียพื้นที่อิทธิพลในเมียนมาให้กับจีน

มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐจึงทำอะไรเมียนมาไม่ได้มากนัก

มาถึงคำถามสำคัญ ถ้าหากสหรัฐและชาติคะวันตกกดดันกองทัพเมียนมาไม่สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น?

ตอบว่าประเทศที่ใกล้ชิดกับเมียนมาก็จะถูกกดดันแทน ประเทศที่เข้าข่ายนี้คือกลุ่มประเทศที่ไปลงทุนในเมียนมา อันดับที่ 1. คือสิงคโปร์ 2. จีน 3. ฮ่องกง 4. เวียดนาม 5. ญี่ปุ่น ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 6

หากสหรัฐงัดมาตรการคว่ำบาตรแบบถ้วนหน้า (ไม่ใช่คว่ำบาตรเฉพาะรายบุคคล) ขึ้นมาประเทศเหล่านี้จะลำบาก แต่โอกาสที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทั้งประเทศมีน้อย การลงทุนจากต่างประเทศจึงไม่น่ากระทบ ดังนั้นแรงกดดันน่าจะไปตกกับประเทศที่ใกล้ชิดเมียนมาทั้งด้านภูมิศาสตร์และในแง่ความสัมพันธ์ไม่เป็นทางการ

ประเทศที่ว่านั้นคือประเทศไทย

ย้อนกลับไปตอนที่เมียนมาปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารคราวที่แล้ว ไทยต้องปรับนโยบายต่อเผด็จการทหารเมียนมาแบบเดี๋ยวเป็นเพื่อนเดี๋ยวเป็นคู่กรณี เช่น สมัยรัฐบาลพล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ไทยผลักดันชูนโยบาย “แทรกแซงอย่างสร้างสรรค์” หรือ Constructive engagement คือการไม่แทรกแซงกิจการภายในของเพื่อนบ้านอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งนโยบายนี้ทำให้เมียนมาเข้าหาไทยเพื่อไทยเป็นสื่อกลางกับอาเซียน ผลคือเผด็จการทหารเมียนมากับรัฐบาลไทยขณะนั้นค่อนเข้ากันดี จนการค้าสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งๆ ที่นานาประเทศคว่ำบาตรเมียนมา

แต่บางครั้งไทยก็คล้อยตามชาติตะวันตก เช่น รัฐบาลนายชวน หลีกภัยที่ไม่โอ๋กองทัพเมียนมาและยังแสดงท่าทีท้าทายด้วยการแสดงความกังวลต่อกิจการภายในของเมียนมาและยังเปิดทางให้ผู้ชนะรางวัลโนเบลใช้ประเทศไทยเพื่อกดดันเผด็จการเมียนมาให้ปล่อยตัวอองซานซูจี

ผลก็คือรัฐบาลชวนได้รับเสียงชมเชยจากทั่วโลก แต่กองทัพเมียนมาหัวเสียจัดถึงขนาดยกเลิกสัมปะทานไม้ ซึ่งทำรายได้ให้กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง-ธุรกิจในไทยอย่างมหาศาล

หากไทยทำท่าจะไม่เอื้อต่อนโยบายตะวันตก ไทยก็จะโดนเสียเองด้วย เช่น ในปี 2004 คณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยเอเชียแปซิฟิกของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีรายงานเกี่ยวท่าทีของสหรัฐต่อเผด็จการเมียนมา (ในเวลานั้นคือ SPDC) และการให้ความช่วยเหลืออองซานซูจี

รายงานแสดงความกังวลกี่ยวกับการที่รัฐบาลในไทยในขณะนั้น (รัฐบาลทักษิณ) เปลี่ยนนโยบายใหม่โดยห้าม UNHCR ไปกำหนดสถานะผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่อพยพมายังไทยและยังลดบทบาทของ NGOs ชาวเมียนมาในไทยด้วย คณะอนุกรรมษธิการถึงกับระบุว่า

“ถ้าประเทศไทยมีอำนาจในกระบวนการนี้ ดอว์ อองซาน (อองซานซูจี) จะไม่สามารถถูกเรียกได้ว่าเป็นผู้อพยพ และยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากคุณเป็นชนกลุ่มน้อยเมียนมาที่หนีจากการกวาดล้าง หนีจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าหากคุณหนีจากการทรมานหรือการข่มขืน คุณจะไม่มีโอกาสถูกเรียกว่าเป็นผู้ลี้ภัยอีกต่อไป เพราะนิยามผู้ลี้ภัยของประเทศไทย คือใครก็ตามที่หนีจากการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่”

ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสนอให้ “รัฐบาลสหรัฐทำงานร่วมกับประเทศไทยและ UNHCR เพื่อติดตามความคืบหน้าที่น่ากังวลอย่างมากนี้” และเสนอให้เพิ่มเงินช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลสหรัฐแก่ NGOs ไทยที่ทำงานตามชายแดนเมียนมา และยังมีข้อแนะนำอย่างเป็นทางการด้วยว่า “รัฐบาลสหรัฐควรกระตุ้นให้ไทยให้ความช่วยเหลือและปกป้องผู้ลี้ภัยและนักเคลื่อนไหวชาวเมียนมา”

จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่าทางการไทยมีนโยบายใดๆ ออกมาก็ตาม หากไม่ตรงใจสหรัฐ สหรัฐก็จะหาทางกดดันไทย โดยเรียกอย่างสวยหรูว่า “ทำงานร่วม” และยังไม่พอสหรัฐยังจะอีดฉีดเงิน NGOs ในไทยเพื่อให้ทำงานตามจุดประสงค์ของตนด้วย

เมื่อถึงปี 2006 เอริก จอห์น ผู้ช่วยรองรัฐมนตรีว่าารกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐให้การกับคณอนุกรรมาธิการเดียวกันว่า “ผมกับเพื่อนร่วมงานหลายคน ส่งจดหมายไปถึงประธานาธิบดี (จอร์จ ดับเบิลยู) บุช เรียกร้องให้ท่านประธานาธิบดีเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยุติการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมถึงฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, อินโดนีซีย และมาเลเซียยายามที่จะเพิ่มแรงกดดันให้มากขึ้นต่อเมียนมา แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลไทยกลายเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการทหารเมียนมาตัวยง”

แต่รัฐบาลไทยไม่ว่าจะในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบหรือไม่เต็มใบ ลังเลที่จะทำตาม “คำแนะนำ” ของสหรัฐแบบ 100% เพราะหากทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้เผด็จการทหารเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐบีบให้ไทยปล่อยให้นักเคลื่อนไหวใช้พื้นที่ของไทยเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมา

สาเหตุที่ “ชนชั้นนำ” (elites) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลไทยและภาคธุรกิจไทยรวมถึงกองทัพไทยลังเลที่จะกดดันเมียนมาตามการผลักไสของสหรัฐก็เพราะ ชนชั้นนำของไทยมีผลประโยชน์กับเมียนมามหาศาล และกองทัพเมียนมาก็เป็นเจ้าของทรัพยากรมากมายในเมียนมาที่เอื้อประโยชน์แก่ไทยได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังการรัฐประหารที่เมียนมา พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะกล่าวติงให้สื่อระมัดระวังการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเมียนมา เพราะอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยได้

คำกล่าวนี้สะท้อนได้สองแง่มุม แง่มุมหนึ่งคือพล.อ. ประยุทธ์แทรกแซงการทำงานของสื่อ อีกแง่มุมหนึ่งคือพลอ. ประยุทธ์ให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ทางไทยในเมียนมา มากกว่าประชาธิปไตยและประชาชนเมียนมาภายที่ถูกปล้นอำนาจไป

เผด็จการทหารเมียนมายังเป็นพวกที่เอาใจยาก เช่นกรณีกลุ่มนักศึกษาเมียนมา ยึดสถานทูตเมียนมาพร้อมจับตัวประกันเอาไว้วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาปล่อยตัวอองซาน ซูจี แต่ต่อมาแค่อเฮลิคอปเตอร์ให้ไปส่งที่ชายแดนไทย-เมียนมา ที่จังหวัดราชบุรี โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ เสนอตัวเป็นตัวประกันนั่งโดยสารไปด้วย การทำเช่นนี้ถือว่าช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ลุล่วงอย่างน่าทึ่งโดยไม่มีใครเลือดตกอย่างออก แต่ปรากฎว่าทหารเมียนมาไม่พอใจ จนทำให้ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องบินไปเคลียร์ถึงเมียนมา

ปีถัดมา วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2543 เกิดกรณีก๊อด’ส อาร์มี่บุกโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีทางการไทยใช้วิธีเด็ดหัวก๊อด’ส อาร์มี่จนตายนับสินแต่ตัวประกันไม่มีใครบาดเจ็บ คราวนี้ทหารเมียนมาพึงพอใจและชมว่าไทยจัดการได้รวดเร็ว ราวกับว่าทหารเมียนมาไม่ชอบจบแบบแฮปปปี้เอนดิ้ง แต่ชอบจบแบบเลือดนองแผ่นดิน

ที่สำคัญ เผด็จการทหารเมียนมามีเรื่องกระทบกระทั่งกับไทยบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ขึ้นๆ ลงๆ เพิ่งจะมาเสถียรในสมัยรัฐบาลทักษิณที่มีการเชิญผู้นำทหารเมียนมามาเยือนไทย เช่น หม่อง เอ อดีตผู้บัญชาการทหารบกเมียนมาซึ่งรู้สึกชื่นมื่นจนถึงกับบอกว่า “จะลืมเรื่องในอดีตทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศไทย”

ดังนั้นการตกอยู่ในสถานะแบบไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นพราะชนชั้นนำไทยมีเอี่ยวกับผลประโยชน์ในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นเพราะสัมพันธ์ที่แนบแน่นของคนในกองทัพทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเพราะกองทัพเมียนมาเอาแต่ใจตัวเอง

และไม่ว่าจะเป็นเพราะไทยอยู่ตรงกลางระหว่างทหารเมียนมา ประชาชนเมียนมา และประชาคมโลก

ทารกวัย 6 สัปดาห์หัวใจหยุดเต้นดับกลางพิธีจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644614

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 19:00 น.ทารกวัย 6 สัปดาห์หัวใจหยุดเต้นดับกลางพิธีจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ทารกโรมาเนียวัย 6 สัปดาห์เสียชีวิตหลังเข้าพิธีศีลล้างบาป ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนพิธีกรรม

เอเอฟพีรายงานว่าศาสนาคริสต์ในโรมาเนียกำลังเผชิญกับแรงกดดันให้ปรับเปลี่ยนพิธีศีลล้างบาปหรือศีลจุ่ม ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่ทำเพื่อชำระล้างบาปก่อนเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชน หลังเกิดเหตุทารกวัยเพียง 6 สัปดาห์เสียชีวิตจากการทำพิธีกรรมดังกล่าว

โดยเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ทารกคนนี้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะกำลังจุ่มร่างกายลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งแพทย์ชันสูตรพบว่ามีของเหลวอยู่ในปอดของทารก

ภายหลังอัยการได้ดำเนินการสอบสวนนักบวชในเมืองซูซาวา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโรมาเนียซึ่งเป็นผู้ทำพิธีดังกล่าว ท่ามกลางประชาชนบนโลกออนไลน์ที่ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนพิธีกรรม ซึ่งขณะนี้สามารถรวบรวมได้แล้วมากกว่า 56,000 รายชื่อ

ตามคำร้องระบุว่า “การเสียชีวิตของทารกแรกเกิดจากพิธีกรรมนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ความเสี่ยงนี้ต้องถูกยกเลิกไป” ซึ่งสื่อท้องถิ่นเผยว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เกิดกรณีเช่นนี้หลายครั้ง

วาไซล์ บาเนสกู โฆษกของศาสนจักรในโรมาเนียกล่าวว่านักบวชผู้ทำพิธีสามารถรินน้ำเพียงเล็กน้อยลงบนหน้าผากของทารกแทนการจุ่มทารกลงในน้ำได้ ขณะที่พระอัครสังฆราชเทโอโดซี ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยืนยันว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนพิธีกรรมใดๆ ทั้งสิ้น

Photo by Daniel MIHAILESCU / AFP

ไต้หวันปรับ 2 แสนหญิงชวนแฟนค้างคืนตอนกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644611

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 18:00 น.ไต้หวันปรับ 2 แสนหญิงชวนแฟนค้างคืนตอนกักตัวหญิงไต้หวันถูกปรับ 2 แสนเหรียญไต้หวันฐานชวนแฟนค้างคืนด้วยตอนตัวเองกักตัว

สำนักงานสาธารณสุขเมืองไถจงของไต้หวันสั่งลงโทษปรับหญิงรายหนึ่งจำนวน 200,000 เหรียญไต้หวัน หรือ 215,209 บาท ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรการกักตัว หลังชวนให้แฟนหนุ่มพักอยู่ที่บ้านของเธอเป็นเวลา 2 วันระหว่างที่เธอกำลังกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการ Covid-19

หญิงรายดังกล่าวเดินทางกลับจากจีนและอยู่ระหว่างการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน แต่เธอกลับฝ่าฝืนมาตรการด้วยการชวนให้แฟนหนุ่มค้างคืนที่บ้านของเธอ ทั้งที่ศูนย์บัญชาการโรคระบาดกลาง (CECC) กำหนดให้ผู้ที่เดินทางเข้าไต้หวันทุกคนต้องแยกกักตัว 1 คนต่อ 1 บ้าน สำหรับคนที่เลือกกักตัวที่บ้าน

ขณะที่แฟนของหญิงรายนี้ซึ่งเป็นแพทย์ต้องเฝ้าดูอาการของตัวเองและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปทำงาน 7 วัน และจะกลับไปทำงานได้ก็ต่อเมื่อผลตรวจหาเชื้อออกมาเป็นลบ 2 ครั้ง

ด้าน หลูซิ่วเยี่ยน นายกเทศมนตรีเมืองไถจงกล่าวว่า พฤติกรรมของหญิงรายนี้น่ารังเกียจที่สุด และ CECC จะพิจารณาโทษที่เหมาะสมกับแฟนหนุ่มของเธอด้วย

Photo by Sam Yeh / AFP

เผยคลิปอ้างว่าลูกชายมินอ่องหล่ายโปรยเงินฉลองพ่อรัฐประหารสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644622

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 17:15 น.เผยคลิปอ้างว่าลูกชายมินอ่องหล่ายโปรยเงินฉลองพ่อรัฐประหารสำเร็จชาวเมียนมาแห่แชร์คลิปบุคคลหน้าคล้ายลูกชายมินอ่องหล่ายโปรยเงินฉลองรัฐประหารสำเร็จ

โลกโซเชียลมีเดียเมียนมาแชร์คลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นบุตรชายของนายพลมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมา กำลังโปรยเงินลงมาจากชั้นบนของอาคารแห่งหนึ่ง เพื่อฉลองชัยชนะที่พ่อก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนสำเร็จเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ในคลิปยังเผยให้เห็นชาวเมียนมาหลายรายที่อยู่ชั้นล่างพากันเก็บเงินดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันว่าบุคคลในคลิปคือบุตรชายของมินอ่องหล่ายจริงหรือไม่

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=476&href=https%3A%2F%2Fweb.facebook.com%2Fuzaw1%2Fvideos%2F3595275453854708%2F&show_text=false&width=267

อังกฤษเผยโลกกำลังเผชิญโควิดถึง 4,000 สายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644603

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 17:00 น.อังกฤษเผยโลกกำลังเผชิญโควิดถึง 4,000 สายพันธุ์ขณะนี้ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ไปแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์แต่เชื่อวัคซีนจะยังคงต้านไวรัสได้

นาดิม ซาฮาวี รัฐมนตรีกำกับดูแลด้านวัคซีนจากสหราชอาณาจักรระบุว่าขณะนี้ไวรัสโคโรนาได้กลายพันธุ์ไปแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์ทั่วโลก อาทิ สายพันธุ์อังกฤษ แอฟริกาใต้ และบราซิล ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการแพร่ระบาดรวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ พร้อมกระตุ้นบรรดาผู้ผลิตวัคซีนให้พยายามพัฒนาวัคซีนของพวกเขา

ซาฮาวี กล่าวว่า “แม้จะมีโอกาสน้อยที่วัคซีนในปัจจุบันจะไม่ได้ผลกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ แต่บรรดาผู้ผลิตวัคซีนไม่ว่าจะเป็นไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech), โมเดอร์นา (Moderna), อ็อกซ์ฟอร์ด-แอสตราเซเนกา (Oxford-AstraZeneca) และอื่นๆ กำลังพิจารณาแนวทางการพัฒนาวัคซีนของพวกเขาเพื่อให้มั่นใจว่าจะพร้อมรับมือกับไวรัสทุกสายพันธุ์ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้วประมาณ 4,000 สายพันธุ์ทั่วโลก”

เช่นเดียวกับวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษซึ่งระบุว่าแม้จะมีไวรัสกลายพันธุ์หลายสายพันธุ์แต่มีโอกาสน้อยมากที่ไวรัสจะเปลี่ยนแปลงไปจนมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้เปิดการทดลองครั้งใหม่เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนจาก 2 บริษัทคือ ไฟเซอร์และแอสตราเซเนกาเมื่อใช้ร่วมกัน

โดยนักวิจัยชาวอังกฤษที่อยู่เบื้องหลังการทดลองนี้กล่าวว่าหากการทดลองสำเร็จการฉีดวัคซีนทั่วโลกจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเนื่องจากสามารถนำวัคซีนของสองบริษัทที่ต่างกันมาฉีดร่วมกันได้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะทราบผลการทดลองภายในเดือนมิถุนายนนี้

นอกจากนี้ยังได้มีการจับมือกับรัสเซียในการทดสอบวัคซีนสปุตนิกวี (Sputnik V) ร่วมกับแอสตราเซเนกาเพื่อทดลองว่าการรวมกันของวัคซีนทั้งสองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านไวรัสหรือไม่

Photo by Mark RALSTON / AFP

ไบเดนยกเครื่องนโยบายต่างประเทศ ชวนนานาชาติต้านเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644599

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 15:30 น.ไบเดนยกเครื่องนโยบายต่างประเทศ ชวนนานาชาติต้านเผด็จการ‘อเมริกากลับมาแล้ว’ ไบเดนประกาศนโยบายครั้งใหญ่ครั้งแรกหลังรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศว่า “อเมริกากลับมาแล้ว” โดยรัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับการทูตในนโยบายต่างประเทศ และหนึ่งในนั้นคือ ยุติการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของซาอุดีอาระเบียในเยเมน นับเป็นการประกาศนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง 

ไบเดนยังกล่าวอีกว่า ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งการต่อต้านเผด็จการที่กำลังขยายตัว จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อนานาชาติร่วมมือกัน 

“เราไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เราต้องเริ่มต้นจากการทูตที่มีรากฐานมาจากคุณค่าประชาธิปไตยที่คนอเมริกันหวงแหน…ปกป้องเสรีภาพ สร้างโอกาส รักษาสิทธิ์สากล เคารพหลักกฎหมาย และปฏิบัติต่อทุกคนด้วยศักดิ์ศรี”

ผู้นำสหรัฐยังย้ำว่าสหรัฐต้องฟื้นฟูจุดยืนของสหรัฐหลังจาก 4 ปีที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักไสพันธมิตรและไม่เคารพบรรทัดฐานของประชาธิปไตย

“เราจะแข่งขันจากตำแหน่งที่แข็งแกร่งด้วยการทำให้บ้านของเราดีขึ้น ร่วมมือกับพันธมิตรและหุ้นส่วน กลับเข้าร่วมกับสถาบันระหว่างประเทศ เรียกคืนความน่าเชื่อถือที่เคยหายไป”

นอกจากนี้ ไบเดนยังเอ่ยถึงเมียนมาเป็นการเฉพาะ โดยเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาสละอำนาจที่ยึดไป รวมทั้งปล่อยตัวเจ้าหน้าที่และนักเคลื่อนไหวที่ควบคุมตัวไว้ ยกเลิกการควบคุมการติดต่อสื่อสาร และไม่ใช่ความรุนแรง

ขณะที่พูดถึงจีนแบบทั่วไปว่า สหรัฐจะเผชิญหน้ากับการเล่นแง่ทางเศรษฐกิจ ตอบโต้ความกร้าวร้าว ปฏิบัติการบีบบังคับเพื่อตอบโต้การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา และธรรมาภิบาลโลกของจีน

ทว่าไม่ได้กล่าวถึงประเด็นซับซ้อน อาทิ การเจรจานิวเคลยร์กับอิหร่าน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

Photo by SAUL LOEB / AFP

อังกฤษ-จีนเปิดสงครามสื่อ แบนกันไปแบนกันมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644587

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 14:00 น.อังกฤษ-จีนเปิดสงครามสื่อ แบนกันไปแบนกันมาทางการอังกฤษยกเลิกใบอนุญาตออกอากาศของสถานีจีน ส่วนจีนโต้ว่าบีบีซีรายงานเฟคนิวส์

สำนักงานตรวจสอบสื่อของอังกฤษ (Ofcom) สั่งเพิกถอนใบอนุญาตออกอากาศภายในประเทศของไชนา โกลบอล เทเลวิชัน เน็ตเวิร์ก (CGTN) ซึ่งเป็นภาคภาษาอังกฤษของสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) เนื่องจากอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้การนำเสนอข่าวไม่เป็นอิสระ และบริษัทสตาร์ ไชนา มีเดีย ลิมิเต็ด (SCML) ซึ่งเป็นเจ้าของใบอนุญาตออกอากาศของ CGTN ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวจึงผิดกฎของอังกฤษ

Ofcom ระบุว่าทางการได้ให้เวลา CGTN ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎพอสมควรแล้ว แต่ทาง CGTN ไม่ปฏิบัติตามจึงต้องเพิกถอบใบอนุญาต

ในเวลาต่อมากระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ว่า ได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักงานใหญ่บริษัทแพร่ภาพและกระจายเสียงของอังกฤษ (BBC) เพื่อประท้วงที่ BBC นำเสนอเฟคนิวส์ระหว่างการรายงานข่าวเกี่ยวกับ Covid-19 ในจีน และเรียกร้องให้ BBC ขอโทษอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ การเพิกถอนใบอนุญาตของ CGTN เกิดขึ้น 7 เดือนหลังจาก Ofcom พบว่า CGTN ละเมิดข้อตกลงการออกอากาศหลังจากเผยแพร่ภาพพลเมืองอังกฤษถูกบังคับให้รับสารภาพในจีน รวมทั้งรายงานข่าวการประท้วงในฮ่องกงโดยไม่เป็นกลาง

ตร.เมียนมาบุกรวบมือขวาซูจีถึงบ้านพัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644586

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 12:30 น.ตร.เมียนมาบุกรวบมือขวาซูจีถึงบ้านพัก นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวในเมียนมาอย่างน้อย 147 คนถูกจับกุมหลังการรัฐประหาร ล่าสุดคือวิน เต็ง มือขวาออง ซาน ซูจี

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. วิน เต็ง ผู้ช่วยอาวุโสของออง ซาน ซูจี และโฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกจับกุมภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารเมียนมา

ก่อนที่จะถูกจับกุมวิน เต็ง ได้แสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหารโดยกล่าวกับสื่อว่า “การกระทำของกองทัพเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด และผู้นำกำลังจะพาประเทศไปในทางที่ผิด ทุกคนในประเทศควรต่อต้านการกระทำของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

วิน เต็ง ให้สัมภาษณ์ต่อรอยเตอร์สทางโทรศัพท์ว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวจากบ้านพักในย่างกุ้งไปยังเนปิดอว์ แต่ไม่ได้ระบุว่าถูกจับกุมด้วยข้อหาอะไร

“เราได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ผมไม่เคยกลัวพวกเขาเลยเพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิดตลอดชีวิตที่ผ่านมา” วิน เต็ง กล่าว

โดยสำนักข่าวต่างประเทศเผยว่าเขาถูกจับกุมด้วยข้อหาปลุกระดมยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและวิพากษ์วิจารณ์พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย

ทั้งนี้ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองของเมียนมา (AAPP) ระบุว่านับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารมีนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวถูกจับกุมตัวไปแล้วอย่างน้อย 147 คน รวมถึงซูจี ซึ่งถูกจับกุมภายใต้ข้อหาละเมิดกฎหมายนำเข้าและส่งออก จากการตรวจพบวิทยุสื่อสารที่นำเข้าโดยผิดกฎหมายในบ้านพักของเธอ

ด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรวมถึงองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในหลายประเทศยังคงแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในเมียนมาอย่างต่อเนื่องพร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมโดยด่วน

Photo by STR / AFP

กองทัพเมียนมาโดนเท! บริษัทญี่ปุ่นประกาศตัดสัมพันธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644574

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 11:15 น.กองทัพเมียนมาโดนเท! บริษัทญี่ปุ่นประกาศตัดสัมพันธ์บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นประกาศตัดสัมพันธ์การค้าบริษัทของกองทัพเมียนมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิริน (Kirin) บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นประกาศว่าจะยุติการร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทที่เป็นของกองทัพเมียนมาหลังเกิดการรัฐประหารในประเทศเมียนมา

โดยทางบริษัทเผยว่า “มีความกังวลอย่างยิ่งกับการกระทำครั้งล่าสุดของทหารในเมียนมา จากสถานการณ์ปัจจุบันเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัท Myanmar Economic Holdings Public Company Limited (MEHL)” ซึ่งเป็นบริษัทของกองทัพเมียนมา

ทั้งนี้ คิรินมีสัดส่วนในการถือหุ้นใหญ่ร่วมกับ MEHL ในบริษัทเบียร์ชั้นนำของเมียนมา Myanmar Brewery Limited ด้วยการลงทุนกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015

และต่อยอดการลงทุนกับบริษัท Mandalay Brewery Limited บริษัทเบียร์จากมัณฑะเลย์ โดยถือหุ้นมูลค่า 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017

ด้านองค์องค์สนับสนุนสิทธิมนุษยชนในญี่ปุ่นก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีและพวกเขารอคอยเวลานี้มานาน รวมถึงบริษัทต่างชาติอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพเมียนมาก็ควรดำเนินการตามคิรินอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตามหน่วยงานตรวจสอบสิทธิมนุษยชนได้กดดันให้คิรินถอนทุนที่ทำร่วมกับบริษัท MEHL มานานแล้ว โดยในปี 2019 องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนบริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกับกองทันเมียนมาว่าเงินเหล่านั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกนำไปใช้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เจ้าหน้าที่สืบสวนของ UN ยังเคยกล่าวว่า “กองทัพดำเนินการสังหารและข่มขืนชาวโรฮิงญาด้วยเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งควรถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

Photo by Sai Aung MAIN / AFP

ชาวเอเชียร่วมต้านเหยียดเชื้อชาติหลังชาวไทยถูกทำร้ายเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/644542

วันที่ 05 ก.พ. 2564 เวลา 09:00 น.ชาวเอเชียร่วมต้านเหยียดเชื้อชาติหลังชาวไทยถูกทำร้ายเสียชีวิตชาวเน็ตโดยเฉพาะชาวเอเชียร่วมกันเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์เพื่อไว้อาลัยคุณตาชาวไทยถูกทำร้ายจนเสียชีวิต พร้อมร่วมต้านการเหยียดเชื้อชาติ

ชาวเอเชียรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในหลายประเทศร่วมกันเปลี่ยนภาพโปร์ไฟล์บนบัญชีโซเชียลมีเดียของพวกเขาเป็นภาพวาดนายวิชา รัตนภักดี หลังจากที่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโจนาธาน ดี. ชาง นักออกแบบและวาดภาพประกอบจากลอสแองเจอริสได้เผยแพร่ภาพวาดการ์ตูนที่เขาได้วาดจากภาพถ่ายของนายวิชา เพื่อร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของเขา

“ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณวิชา รัตนภักดี ผมหวังว่าพวกคุณจะได้รับความยุติธรรม” ชางกล่าวบนคำบรรยายภาพ

รวมถึงเฟซบุ๊ก Asians Never Die ก็ร่วมเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าว จากนั้นไม่นานชาวเน็ตโดยเฉพาะคนเอเชียก็ร่วมใช้รูปดังกล่าวมาตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ทั้งบนเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ เพื่อแสดงความอาลัยและร่วมเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรมต่อต้านการเหยียดผิวและเชื้อชาติ

ท่ามกลางคอมเมนต์แสดงความเสียใจและสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดผิวและเชื้อชาติ อาทิ “ขอทวงคืนความยุติธรรม ขอให้เขาไปสู่สุขคติ เขาไม่ควรต้องมาเสียชีวิต ไม่มีใครควรได้รับสิ่งนี้ทั้งนั้น” “นี่มันแย่มาก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของเขา” “ขอบคุณที่ออกมาสู้เพื่อชาวเอเชียนอเมริกัน” และ “พวกเราชาวเอเชียควรออกมาพูดถึงสิ่งเลวร้ายที่พวกเราต้องเจอ การเหยียดเริ่มเลวร้ายขึ้นเพราะพวกเราเฉยชาเกินไป ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเขาด้วย”

รวมถึงบนโลกออนไลน์ยังเกิดกระแสแฮชแท็ก #AsiansAreHuman และ #JusticeForVicha

ทั้งนี้ นายวิชา รัตนภักดี วัย 84 ปี เป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกทำร้ายร่างกายในวันที่ 28 มกราคมจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งทางครอบครัวเชื่อว่าเหตุเกิดจากพฤติกรรมเหยียดชาวเอเชีย

อีริก ลอว์สัน ลูกเขยของนายวิชากล่าวว่า “เป็นอีกครั้งที่การเหยียดเชื้อชาตินำมาซึ่งความรุนแรง พฤติกรรมเหยียดชาวเอเชียเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซานฟรานซิสโก มันถึงเวลาแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างจริงจัง”

ด้านลูกสาวยังเปิดเผยด้วยว่าพ่อของเธอเพิ่งได้รับการผ่าตัดหัวใจเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ พวกเขาได้จัดระดมทุนบนเว็บไซต์ GoFundMe ซึ่งขณะนี้สามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 35,000 เหรียญสหรัฐ