อังกฤษขอ 10 ปี เลิกจำหน่ายรถใช้น้ำมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษขอ 10 ปี เลิกจำหน่ายรถใช้น้ำมัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 16:00 น.อังกฤษขอ 10 ปี เลิกจำหน่ายรถใช้น้ำมันรัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมห้ามขายรถใช้น้ำมันตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป

ซีเอ็นเอ็น รายงาน เมื่อวันที่ 18 พ.ย. รัฐบาลสหราชอาณาจักรแถลงว่าจะยุติการจำหน่ายรถยนต์และรถตู้ใหม่ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลภายในปี 2030 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่เคยกำหนดไว้ 5 ปี เว้นแต่การจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดจะยังคงจำหน่ายได้จนถึงปี 2035

คำสั่งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “การปฏิวัติอุตสหกรรมสีเขียว” ที่ประกาศโดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ด้วยงบประมาณ 12,000 ล้านปอนด์ (480,000 ล้านบาท)

“แม้ว่าปีนี้จะมีเส้นทางที่แตกต่างไปจากที่เราคาดไว้ แต่สหราชอาณาจักรกำลังมองหาอนาคตและคว้าโอกาสที่จะสร้างโลกสีเขียวให้กลับคืนมา การฟื้นตัวของโลกและเศรษฐกิจของเราทำได้และต้องร่วมมือกัน” จอห์นสันกล่าว

นอกจากนี้ในแถลงการณ์ยังกล่าวถึงแผนการอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร ได้แก่ การใช้พลังงานทดแทนจากกังหันลม, การส่งเสริมพลังงานไฮโดรเจนและนิวเคลียร์, ปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะ และมุ่งดำเนินการให้บ้านและอาคารสาธารณะประหยัดพลังงานมากขึ้น

สหราชอาณาจักรยังมีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (G7) ที่ลดปริมาณการขนส่งทางถนน และต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถดักจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ก่อนที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

“นี่เป็นความท้าทายระดับโลก ทุกประเทศในโลกจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อรักษาอนาคตของโลกใบนี้เพื่อลูกหลานของพวกเราและคนรุ่นต่อๆ ไป” จอห์นสันกล่าว

ไฟเซอร์ ประกาศใหม่วัคซีนได้ผลถึง 95% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไฟเซอร์ ประกาศใหม่วัคซีนได้ผลถึง 95% – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 15:00 น.ไฟเซอร์ ประกาศใหม่วัคซีนได้ผลถึง 95%ผลการทดสอบวัคซีนระยะที่ 3 ที่ร่วมพัฒนาโดยไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคล่าสุดได้ผลกว่า 95%

AP รายงานเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ไฟเซอร์ (Pfizer) บริษัทผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ประกาศผลการทดสอบวัคซีนใหม่อีกครั้งว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพกว่า 95% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการทดสอบในสัปดาห์ที่แล้วที่ไฟเซอร์ออกมาประกาศว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพ 90%

บริษัทไฟเซอร์เผยว่าวัคซีนได้ผลดีแม้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ พร้อมกล่าวว่าจะยื่นเรื่องต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เพื่อขออนุมัติในการใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินในวันที่ 20 พ.ย.

โดยวัคซีนดังกล่าวเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างไฟเซอร์ และบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเอ็นเทค (BioNTech) โดยมีการทดสอบกับอาสาสมัครเกือบ 44,000 คนจาก 6 ประเทศ ซึ่งจะยังคงดำเนินการรวบรวมข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนต่อไปอีกสองปี

ไฟเซอร์คาดว่าในปีนี้ว่าสามารถผลิตวัคซีนได้สูงสุด 50 ล้านโดส ซึ่งเพียงพอต่อประชากร 25 ล้านคน และในปี 2021 จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1,300 ล้านโดส

อย่างไรก็ตาม ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 เดือนในการที่จะแจกจ่ายวัคซีนในวงกว้างทั่วโลก

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP

สีจิ้นผิงรับปากจะเปิดเสรีการค้า-ลดภาษีประเทศเอเชีย-แปซิฟิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สีจิ้นผิงรับปากจะเปิดเสรีการค้า-ลดภาษีประเทศเอเชีย-แปซิฟิก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 13:53 น.สีจิ้นผิงรับปากจะเปิดเสรีการค้า-ลดภาษีประเทศเอเชีย-แปซิฟิกจีนรับปากลดภาษี เพิ่มการนำเข้าสินค้าและบริการคุณภาพสูงจากประเทศเอเชีย-แปซิฟิก

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม APEC CEO Dialogues ผ่านวิดีโอว่า จีนจะลดภาษีและเพิ่มการนำเข้าสินค้าและบริการคุณภาพสูง รวมทั้งจะส่งเสริมการค้าแบบพหุภาคี

“เราจะลดภาษีเพิ่มเติม…และเพิ่มการนำเข้าสินค้าและบริการคุณภาพสูงจากทุกประเทศ” ผู้นำจีนกล่าว

สีจิ้นผิงยังเรียกร้องให้นานาชาติร่วมมือกันในการบริหารเศรษฐกิจ และกล่าวต่อว่า โลกาภิวัฒน์เป็นเรื่องที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว และจีนจะไม่ดำเนินนโยบายแยกเศรษฐกิจ

“รูปแบบการพัฒนาแบบใหม่ของเราไม่ใช่ระบบวงจรเดี่ยวแบบปิด แต่จะเป็นวงจรคู่ที่การเปิดและเสริมสร้างความร่วมมือของตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังกล่าวอีกว่า จีนจะลงนามในข้อตกลงทางกาค้ากับนานาประเทศเพิ่มและจะส่งเสริมโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21

การรับปากเปิดกว้างทางการค้าของจีนทำให้เกิดคำถามตามมา เนื่องจากจีนมักจะใช้ข้อจำกัดทางการค้าหรือความเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือทางการเมือง อาทิ กรณีของออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิกด้วย จีนได้ขึ้นภาษีหรืองดนำเข้าข้าวบาร์เลย์ เนื้อ และไวน์จากออสเตรเลีย หลังออสเตรเลียเรียกร้องให้ตรวจสอบต้นตอของเชื้อโคโรนาไวรัส

การประชุม APEC CEO Dialogues มีขึ้นก่อนที่การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกซึ่งมาเลเซียเป็นเจ้าภาพจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่รายหนึ่งว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะเข้าร่วมการประชุมทางไกลนี้ด้วย ซึ่งนับเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ทรัมป์เข้าร่วมครั้งล่าสุด

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธให้ความเห็นต่อข่าวการเข้าร่วมของทรัมป์

ทรัมป์ฉุน สั่งปลดผอ.ไซเบอร์หลังค้านเลือกตั้งไม่มีโกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์ฉุน สั่งปลดผอ.ไซเบอร์หลังค้านเลือกตั้งไม่มีโกง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.ทรัมป์ฉุน สั่งปลดผอ.ไซเบอร์หลังค้านเลือกตั้งไม่มีโกงโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด ผอ.ไซเบอร์ทางทวิตเตอร์หลังออกมายืนยันว่าไม่มีการทุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้

BBC รายงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งปลด คริส เครบส์ ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งกำกับดูแลความปลอดภัยในการเลือกตั้ง หลังเครบส์ออกมาโต้แย้งว่าไม่มีมูลในกรณีกล่าวอ้างการทุจริตการเลือกตั้งของทรัมป์

โดยทรัมป์ปฏิเสธที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง และอ้างว่ามีการทุจริตเป็นจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งกล่าวว่าการลงคะแนนครั้งนี้ปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐแล้ว

ทรัมป์ทวีตในวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า “คำแถลงล่าสุดของ คริส เครบส์ เกี่ยวกับความปลอดภัยของการเลือกตั้งปี 2020 นั้นไม่ถูกต้องอย่างมาก การเลือกตั้งนั้นมีความไม่เหมาะสมและการทุจริตจำนวนมาก เช่นการลงคะแนนจากผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ผู้สังเกตการณ์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่เลือกตั้ง ความบกพร่องของเครื่องลงคะแนนที่เปลี่ยนแปลงไป การลงคะแนนล่าช้า และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น คริส เครบส์ จึงถูกปลดออกจากการเป็นผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์โดยมีผลทันที”

…votes from Trump to Biden, late voting, and many more. Therefore, effective immediately, Chris Krebs has been terminated as Director of the Cybersecurity and Infrastructure Security Agency.

— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) November 18, 2020

ด้านเครบส์ทวีตข้อความว่า “เป็นเกียรติที่ได้รับใช้ เราทำถูกต้องแล้ว ปกป้องวันนี้ รักษาพรุ่งนี้ไว้ #Protect2020”

Honored to serve. We did it right. Defend Today, Secure Tomrorow. #Protect2020— Chris Krebs (@C_C_Krebs) November 18, 2020

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกหลายคนที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังทรัมป์พ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนี้

Photo by MANDEL NGAN / AFP

ไทยเสนอ 4 ประเด็นขับเคลื่อนเอเปคยุคนิวนอร์มอล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยเสนอ 4 ประเด็นขับเคลื่อนเอเปคยุคนิวนอร์มอล – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 11:45 น.ไทยเสนอ 4 ประเด็นขับเคลื่อนเอเปคยุคนิวนอร์มอลประเทศไทยเสนอประเด็นสำคัญเตรียมหารือในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเปค

สำนักข่าวท้องถิ่นเวียดนาม รายงาน เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศของไทย ได้กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting : AMM) ครั้งที่ 31 ถึงประเด็นสำคัญที่จะหารือในการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC Economic Leaders’ Meeting : AELM) ครั้งที่ 27 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20 พ.ย. นี้

โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ (1) อนาคตของเอเชีย-แปซิฟิกที่รวบรวมนวัตกรรม ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว (2) การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและประสิทธิผลขององค์การการค้าโลก (WTO) (3) การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาทักษะและขีดความสามารถเพื่อให้สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ความปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) ได้อย่างราบรื่น และมุ่งสู่สภาพแวดแวดล้อมทางธุรกิจแบบดิจิทัล, เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษกิจสีเขียว โดยเน้นย้ำถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (4) การเคลื่อนย้ายผู้คนและสินค้าที่จำเป็นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

รวมถึงเรียกร้องให้เอเปคร่วมมือกันเพื่อรับประกันความพร้อมของวัคซีนและยารักษาโควิด-19 ที่ทันเวลา สามารถเข้าถึงได้ และราคาไม่แพง

ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีเอเปคที่ผ่านมาได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้าและการลงทุน, การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระดับภูมิภาคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19, การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล, การปฏิรูปโครงสร้าง และความร่วมมือเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ชายที่ถูกเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชายที่ถูกเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 10:02 น.ชายที่ถูกเกลียดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กำลังจะพ้นตำแหน่งในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่ระหว่างอยู่ในตำแหน่งคำพูดของเจ้าตัวได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวโลก โดยเฉพาะคนจีนไว้หลายครั้งจนกลายเป็นคนที่ถูกเกลียดมากที่สุดคนหนึ่ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนตกต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ชาวจีนหลายคนก็ยังชื่นชอบทรัมป์ถึงขั้นอยากให้เจ้าตัวได้เป็นผู้นำสหรัฐอีกสมัย บางคนชมว่าความฉลาดแกมโกงในเรื่องธุรกิจทำให้ทรัมป์จัดการสงครามการค้ากับจีนได้ดี

บางคนบอกว่า ถึงทรัมป์จะมีท่าทีไม่ค่อยเป็นมิตรกับจีน แต่จริงๆ แล้วทรัมป์ก็แค่ปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐและชาวอเมริกัน ขณะที่บางคนชมชอบฝีมือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนใครของทรัมป์ เพราะเขาเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักการเมือง

แต่กับ ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กลับไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวโลกสักเท่าไร โดยเฉพาะกับคนจีน เพราะเจ้าตัวมักจะวิพากษ์วิจารณ์จีนแบบไม่ไว้หน้า

อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) วิจารณ์จีนเรื่อง Covid-19 อย่างหนัก ทั้งบอกว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตนับแสนนับล้านคน และมีหลักฐาน “ชิ้นใหญ่” พิสูจน์ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสหลุดออกมาจากห้องวิจัยในเมืองอู่ฮั่น ทั้งๆ ที่ แอนโธนี ฟาวซี ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในทีมรับมือ Covid-19 ของสหรัฐยืนยันว่าเชื้อไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในห้องวิจัย แต่ค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้นในธรรมชาติแล้วติดมาสู่คน

พอมเพโอยังโจมตีการปฏิบัติกับคนมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงว่าเป็น “รอยด่างพร้อย” แห่งศตวรรษ และกล่าวหาว่าจีนเป็นต้นกำเนิดของวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่แย่ที่สุดแห่งยุค

และในขณะที่ทรัมป์กำลังจะลงนามข้อตกลงสงครามการค้ารอบแรกกับจีนอยู่เนืองๆ พอมเพโอยังวิจารณ์จีนไม่หยุดหย่อนอีกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือพรรคมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ที่เน้นการมีอำนาจเหนือนานาชาติ เราทำได้แค่เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำเท่านั้น”

ภาพลักษณ์ของพอมเพโอในสายตาสื่อจีนคือ บุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ และแทบทุกครั้งที่พอมเพโอแถลงก็มักจะถูกสื่อจีนหยิบยกมาโจมตี

หนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนถึงกับเรียกพอมเพโอว่า “เจ้าแห่งการโกหก” หรือแม้กระทั่ง “ตัวร้าย” “ผู้หญิงขี้นินทา” ที่พยายามปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง และ “หยาบคายและไร้เหตุผล” แบบอันธพาล สืบเนื่องมาจากคำพูดของพอมเพโอต่อจีนเกี่ยวกับ Covid-19 ฮ่องกง และซินเจียง

ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เหตุผลที่คนจีนไม่ชอบพอมเพโอนั้นง่ายมาก “เขาเป็นนักรบในสงครามเย็น” ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการทูตอีกคนหนึ่งเผยว่า หลังประตูห้องประชุมคนจีนพูดถึงพอมเพโออย่างดุเดือด “พวกเขาต่อว่า พวกเขาเกลียดพอมเพโอ”

หวังอี้เหวย ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินเผยว่า จีนไม่ชอบการกล่าวโจมตีตรงๆ ของพอมเพโอ “จีนรู้สึกว่าการกระทำนี้ไม่เป็นมืออาชีพและไม่ชอบใจ ปกติแล้วจีนจะไม่ตอบโต้อย่างดุเดือดเช่นนี้ แต่ผู้ชายคนนี้ล้ำเส้นเกินไป”

ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ผลงานของพอมเพโอในประเทศอื่นก็ไม่ได้ดีไปกว่าจีน อาทิ ในตะวันออกกลาง การทูตแบบไม่ประนีประนอม โจมตีกันด้วยถ้อยคำดุเดือดของพอมเพโอเกือบทำให้อิหร่านกับสหรัฐเปิดสงครามกัน เป็นการปิดโอกาสการเจรจาเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างทั้งสองประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ คะแนนของพอมเพโอยังติดลบในสายตาสื่อใหญ่ของสหรัฐ หนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์บอกว่า พอมเพโอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยไม่มีผลงานด้านการทูตแม้แต่งานเดียว ส่วนสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า พอมเพโอทำงานพลาด

คือแทนที่จะทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามคำหาเสียงของทรัมป์ แต่พอมเพโอกลับทำให้สหรัฐไม่เป็นที่ชื่นชอบอีกครั้ง

เมื่อต่างชาติแทรกแซงได้กระทั่งรัฐธรรมนูญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เมื่อต่างชาติแทรกแซงได้กระทั่งรัฐธรรมนูญ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 22:03 น.เมื่อต่างชาติแทรกแซงได้กระทั่งรัฐธรรมนูญแต่เราสามารถร่างรัฐธรรมนูญที่ป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติได้เช่นกัน

โลกของเราคือสมรภูมิแห่งการแย่งชิงอำนาจ ทั้งมหาอำนาจและด้อยอำนาจต่างพยายามที่จะกุม “อำนาจ” เอาไว้ให้มากที่สุดเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของตัวเอง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการบงการให้นานาประเทศเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “การแทรกแซงของต่างชาติ” (foreign interference)

หากประชาชนของประเทศไหน “อ่อน” หรือไร้เดียงสาก็จะพ่ายแพ้กลศึกนี้และอาจพาประเทศตัวเองไปอยู่ใต้อำนาจของประเทศอื่นโดยไม่รู้ตัว

การแทรกแซงของต่างชาติสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ให้เงินสนับสนุน “เอเย่นต์” เพื่อปฏิบัติการในประเทศเป้าหมาย เอเย่นต์เหล่านี้อาจเป็นทั้งนักการเมือง, องค์กรเอกชน หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษา

เอเย่นต์เหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้อง “รับงาน” มาปฏิบัติการตามเป้า เพียงแค่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับประเทศเจ้าของเงินก็เพียงพอแล้ว เพราะเอเย่นต์เหล่านี้จะผลักดันตามเป้าตัวเองโดยที่เป้านั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศที่แทรกแซงมาโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มี 2 ประเทศโจมตีกันไปมาเรื่องแทรกแซงกันและกัน คือสหรัฐและรัสเซีย

กรณีของสหรัฐเราทราบกันดีว่ากล่าหารัสเซียว่าแทรกแซงการเมืองภายในมาตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 ซึ่งทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง และหลังจากนั้นทั้งทรัมป์และคนในรัฐบาลและคนสนิทชิดเชื้อของเขาถูกสอบสวนฐานพัวพันกับรัสเซีย

การแทรกแซงของรัสเซียที่เด่นชัดมี 2 เรื่องคือการแทรกแซงผ่านเอเย่นต์คือคนวงในของทรัมป์ และการแทรกแซงผ่านการปล่อยข่าวปลอมเพื่อกระตุ้นให้สังคมอเมริกันเกิดความแตกแยกทางการเมือง ผลก็คือคนอเมริกันแตกจนประสานกันได้ยาก

รัสเซียยังใช้วิธีปล่อยข่าวปลอมเพื่อบ่อนทำลายเป้าหมายกับนานาประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ (ผ่านองค์การนาโต) เมื่อสังคมและการเมืองของประเทศเหล่านี้สั่นคลอนเพราะเชื่อในข้อมูลเท็จที่ปั่นให้ทะเลาะกัน โอกาสก็จะเป็นของรัสเซีย

แต่รัสเซียเองก็ไม่รอดเหมือนกัน ในช่วงกลางปี 2020 มีวิวาทะเกิดขึ้นในรัฐสภาของรัสเซีย (สภาดูมา) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่ามีต่างชาติแทรกแซงกิจการภายในของรัสเซีย โดยอ้างว่ามีต่างชาติแทรกแซงกระทรวงการออกเสียงเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เอ่ยถึงคือการแก้เพื่อระบุว่าการสมรสจะกระทำได้ระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น หรือไม่ยอมรับสิทธิความหลากหลายทางเพศนั่นเอง ซึ่งการแก้ไขนี้สวนทางกับกระแสที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกที่มีการปลดปล่อยความหลากหลายทางเพศครั้งใหญ่ แต่รัสเซียกลับกวนกลับสู่สังคมอนุรักษ์นิยม และไม่เฉพาะรัสเซียประเทศยุโรปตะวันออกหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ก็ต่อต้านเรื่องความหลากหลายทางเพศและควบคุมสิทธิสตรีอย่างหนัก

แต่ปรากฎว่าการแทรกแซงที่อ้างกันเป็นแค่การที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศตะวันตกกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดสิทธิทางเพศของชนกลุ่มน้อยด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกดขี่กลุ่มความหลากหลายทางเพศ และสถานเอกอัครราชทูตของประเทศตะวันตกยังแขวนธงสีรุ้งซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ดังนั้นนักการเมืองรัสเซียบางคนจึงมองว่านี่คือ “การแทรกแซง” และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการของรัฐสภาสอบสวนเรื่องนี้

จะเห็นได้ว่า รัสเซียมีปฏิกริยาที่อ่อนไหวกับการแสดงท่าทีของต่างชาติเป็นพิเศษถึงกับประณามว่าเป็นการแทรกแซง แม้ว่าอาจจะมองได้ว่าการกระทำของสถานเอกอัครราชทูตเหล่านี้เป็นการแสดงจุดยืนเรื่องค่านิยม เนื่องจากชาติตะวันตกให้เสรีภาพเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่รัสเซียจำกัดเสรีภาพเรื่องนี้โดยนักการเมืองรายหนึ่งชี้ว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและปฏิเสธค่านิยมดั้งเดิมของสถาบันครอบครัว”

พูดง่ายๆ ก็คือ ชาติตะวันตกเห็นว่าเสรีภาพเรื่องความหลากหลายทางเพศคือ “ประชาธิปไตยและค่านิยมสากล” ส่วนรัสเซียมองว่ามันคือ “อันตรายต่อค่านิยมความเป็นรัสเซียดั้งเดิม”

แต่ผลของการสอบสวนของบคณะกรรมาธิการของสภาดูมากลับพบอะไรที่มากกว่าการแขวนธงของสถานทูตหรือการปะทะกันของค่านิยมสองฝ่าย เพราะการสอบสวนพบว่า องค์กรเอกชนประเภทเอ็นจีโอของรัสเซียได้รับเงินทุนจากต่างชาติมากขึ้น 20% และอาจเป็นตัวชี้วัดว่าต่างชาติพยายามแทรกแซงการออกเสียงของรัสเซียเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมาธิการฯ ชี้ว่าสื่อต่างชาติจากประเทศตะวันตกทำการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองโดยไม่ได้เปิดเผยว่าข้อมูลเหล่านี้มาจาก “เอเย่นต์ต่างชาติ” ที่มีเจตนาแทรกแซงการเมืองรัสเซีย และต่างชาติยังใช้องค์กรด้านมนุษยธรรม (เช่นต่อต้านยาเสพติด ส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมประชาสังคม สิทธิมนุษยชน กีฬา ฯลฯ) บังหน้าเพื่ออำพรางการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ผลจากการสอบสวนครั้งนี้ คณะกรรมาธิการยิ่งมุ่งมั่นที่จะเร่งดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อจับตาความสัมพันธ์ระหว่างต่างชาติกับเอ็นจีโอที่ทำตัวไม่พึงปรารถนาในรัสเซีย (ไม่พึงปรารถนาในที่นี้คือขัดขวางนโยบายของรัฐบาลปูติน)

บางคนอาจจะมองว่ากรณีที่เกิดขึ้นในรัสเซียอาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่กระทบต่ออธิปไตยและเสถียรภาพของชาติ แต่กับมันเป็นตัวอย่างที่ดีของการเผชิญหน้าระหว่างค่านิยมแบบตะวันตกกับค่านิยมท้องถิ่น และรัสเซีย (โดยเฉพาะรัฐบาลปูติน) ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะให้ต่างชาติเข้ามาเปลี่ยนค่านิยมของพวกเขา

คำถามก็คือ หากเกิดกรณีแบบนี้กับไทยเราจะทำอย่างไร? หากมีองค์กรเอกชน ปัญญาชนบางคน หรือนักการเมืองที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับผลประโยชน์ต่างชาติ (และรับเงินทุนจากต่างชาติ) พยายามเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยส่วนใหญ่ และผลักดันประเด็นนี้ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อจนถึงรัฐสภา เราจะเรียกว่านี่เป็นการแทรกแซงของต่างชาติหรือไม่ และเราควรมีปฏิกริยาแบบรัสเซียหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยากที่จะตอบ หากจะเอาเฉพาะกรณี LGBTQ สังคมไทยก็ไม่เหมือนกับรัสเซีย สังคมไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ไม่มีทางที่เราจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกีดกันเสรีภาพของคนกลุ่มไหน ตรงกันข้ามไทยพยายามผลักดันกฎหมายที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นในกรณีของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เราจึงมีจุดยืนสอดคล้องกับ “ค่านิยมสากล” (สากลในที่นี้ก็ไม่สากลจริงๆ แต่เป็นค่านิยมแบบเสรีนิยมตะวันตก)

แต่มันจะเป็นปัญหาทันที ถ้าเป็น “ค่านิยมสากล” อื่นๆ ที่บางคนเห็นว่าไทยยังทำได้ไม่ดีพอตามมาตรฐานต่างชาติ (ซึ่งก็ชาติตะวันตกอีกนั่นแหละ) และควรนำมาตรฐานต่างชาติเข้ามาใช้กับไทย แต่มาตรฐานหรือแนวคิดนั้นจะลดบทบาทค่านิยมรากฐานของสังคมไทย

หากเป็นสถานการณ์แบบนี้ไทยจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับรัสเซียทันที แต่ไทยไม่มีรัฐบาลที่มีจุดยืนแข็งกร้าวหรือมีท่าทีข่มขู่ “เอเย่นต์ต่างชาติ” แบบรัสเซีย สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการปะทะกันระหว่างกลุ่มที่เรียกร้องค่านิยมใหม่และกลุ่มที่ต้องการรักษาค่านิยมเดิม

กลุ่มเรียกร้องค่านิยมใหม่จะตราหน้าอีกฝ่ายว่าล้าหลังและโง่งม ส่วนฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็จะประณามอีกฝ่ายว่าถูกต่างชาติสนตะพายให้เดินตามคำสั่ง

วิธีการหลีกเลี่ยงหายนะแบบนี้มีสองวิธี คือใช้วิธีการแบบรัสเซียคือ “กำจัด” เอเย่นต่างชาติ เช่น ควบคุมเอ็นจีโอ, อุ้มนักข่าวที่วิจารณ์รัฐบาล และยัดข้อหานักการเมืองฝ่ายตรงข้าม วิธีนี้จะใช้ได้กับประเทศที่ “โนสน โนแคร์” และมีอำนาจต่อรองมหาศาลอย่างรัสเซียเท่านั้น

อีกวิธีหนึ่งคือการพูดคุยกันอย่างอารยชน แต่ละฝ่ายยกเหตุผลขึ้นมาหารือและหาจุดร่วมกัน หากประชาชนผู้เป็นสุภาพชนทั้งหลายไม่จัดเวทีกลางเพื่อหารือกัน ก็สามารถทำผ่านระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (ในสภา) หรือเข้าชื่อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม กรณีแบบนี้ก็มีปมปัญหาขึ้นมาอีกว่า โต้โผที่เสนอให้แก้ไขเรื่องใหญ่ของประเทศแบบนี้ควรเป็นองค์กรที่รับทุนจากต่างชาติหรือไม่? เพราะแม้ว่าพวกเขาจะมีเจตนาบริสุทธิ์แต่เพราะรับทุนจากต่างชาติทำให้ยากที่จะหลบเลี่ยงจากการถูกครหาว่าเป็น “เอเย่นต์ต่างชาติ”

ในบรรดาประเทศต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกัน คงมีแต่รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต่างชาติร่างให้ นั่นคือร่างโดยสหรัฐ แต่นั่นเป็นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และสหรัฐต้องการควบคุมไม่ให้สถาบันจักรพรรดิมีบทบาททางการเมือง เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่จำกัดอำนาจจักรพรรดิ แต่ถึงกับ “ตัดทอน” พระราชวงศ์ด้วย

เพราะนอกจากจะร่างรัฐธรรมนูญที่ทำให้จักรพรรดิเป็นแค่ประมุขที่ไม่มีบทบาทต่อชีวิตทางการเมืองของประชาชนแล้ว สหรัฐยังริดรอนโอกาสในการสืบทอดราชบัลลังก์ด้วยการปลดพระบรมวงศ์สายอื่นๆ ที่อาจจะสืบทอดราชวงบัลลังก์ได้ ให้คนเหล่านี้กลายเป็นสามัญชนคนธรรมดาที่ไม่มีสิทธิในบัลลังก์ ทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหาเรื่องการขาดรัชทายาทจนอาจจะสูญสิ้นพระราชวงศ์เอาได้ นี่คือปมปัญหาที่ทำให้ญี่ปุ่นอ่อนแอดังที่พวกฝ่ายขวาในญี่ปุ่นพยายามชี้ชวนให้เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่ถูกกล่าวหามาหลายสิบปีว่าแทรกแซงกิจการของชาติอื่นและถึงขั้นบงการให้ล้มรัฐบาลที่ไม่เอื้อประโยชน์ตัวเอง แต่สหรัฐกลับมีการกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นวรรคที่ 8 อนุมาตราที่ 9 มาตราที่ 1 ว่าด้วยการรับเงินหรือตำแหน่งจากต่างชาติ (Foreign Emoluments Clause)

บัญญัตินี้เป็นข้อแรกของรัฐธณรมนูญและมีมากว่า 200 ปีนับตั้งแต่สหรัฐได้รับเอกราช ดังนั้นมันจึงเป็นมาตราที่สำคัญมาก หมายความว่ามันคือรากฐานของประเทศเลยทีเดียว

สาเหตุที่บัญญัติไว้อย่างนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองและข้าราชการชาวอเมริกันตกอยู่ภายใต้ “อิทธิพลของต่างชาติที่ฉ้อฉล” อเล็กแซนเดอร์ แฮมิลตัน รัฐบุรุษผู้ร่วมสถานาปนาประเทศสหรัฐกล่าวไว้ว่า “หนึ่งในจุดอ่อนของสาธารณรัฐ ในท่ามกลางข้อได้เปรียบมากมายมาย ก็คือระบอบนี้เปิดช่องให้ต่างชาติที่ฉ้อฉลเข้ามาง่ายเกินไป”

คำว่า “สาธารณรัฐ” ที่แฮมิลตันกล่าวถึงไม่ได้หมายถึงระบอบประธานาธิบดีเป็นประมุขเท่านั้น แต่ยังสามารถเทียบกับระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในยุคนี้ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศด้วย ระบอบประชาธิปไตยนั้นมีจุดอ่อนก็คือใครก็ได้สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ รวมถึงคนที่สมคบกับต่างชาติ

สหรัฐจึงต้องกำหนดมาตรานี้ไว้ตั้งแต่สร้างประเทศ ส่วนรัสเซียที่เอนเอียงไปทางระบอบอำนาจนิยม ไม่ต้องกลัวว่าจะมีเอเย่นต์เข้ามาแทรกแซง เพราะรัฐบาลเผด็จการใช้อำนาจควบคุมได้รวดเร็วกว่า

สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างไทย ที่ไม่มีอิทธิพลไปชี้นำค่านิยมให้ใคร ไม่มีอำนาจยัดเยียดระบอบการปกครองให้ประเทศไหน และไม่มีบารมีที่ให้คนยำเกรงกันทั่วโลก การออกกฎหมายแบบสหรัฐหรือการใช้ไม้แข็งแบบรัสเซียเป็นเรื่องที่ทำแทบไม่ได้เลย

ยกเว้นว่าเราจะมีเจตจำนงค์ร่วมกันที่จะสร้างมาตรฐานของไทยที่ประเทศไทยจะย่ำยีไม่ได้ แต่การจะได้เจตจำนงค์ร่วมกันขึ้นมาได้ เราต้องมีประเทศที่ประชาชนสามัคคีกัน

หรืออย่างน้อยมีประชาชนที่เห็นต่างกันแต่พร้อมจะคุยอย่างคนมีอารยะเสียก่อน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ฮวน คาร์ลอส กษัตริย์นักประชาธิปไตยหรือตกกระไดพลอยโจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฮวน คาร์ลอส กษัตริย์นักประชาธิปไตยหรือตกกระไดพลอยโจน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 20:00 น.ฮวน คาร์ลอส กษัตริย์นักประชาธิปไตยหรือตกกระไดพลอยโจนประชาชนตั้งข้อสังเกตกษัตริย์สเปนไม่รับรองรัฐประหารเพราะเหตุผลอะไรกันแน่

1. ในปี 1939 หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองสเปน ชัยชนะตกเป็นของฝ่ายเผด็จการทหาร ซึ่งจอมพลฟรานซิสโก ฟรังโกได้เข้ายึดครองรัฐบาลสเปนและขึ้นเป็นผู้นำสเปนนับตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งในปี 1969 จอมพลฟรังโกประกาศกร้าวว่าหากตนเสียชีวิตไปแล้วขอให้มีการสถาปนาระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ โดยให้สถาปนาเจ้าชายฮวน คาร์ลอส ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สเปนสืบต่อไป 

2. จนกระทั่งในปี 1975 จอมพลฟรังโกถึงแก่อสัญกรรม จึงได้มีการสถาปนาเจ้าชายฮวน คาร์ลอส ขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสเปนตามความต้องการของจอมพลฟรังโก หลังจากนั้นสเปนจึงปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ใครจะเชื่อว่ามีคนสเปนบางคนยังต้องการให้ทหารกลับมีมีอำนาจอีก 

3. เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ปี 1981 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีความพยายามในการทำรัฐประหารในสเปน นำโดยพันโทอันโตนิโอ เตเฮโร นำรถถังและกองกำลังรักษาความมั่นคงติดอาวุธ 200 นาย บุกไปยังรัฐสภาสเปน ทำการจับตัวคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภากว่า 350 คนเป็นตัวประกันนานถึง 18 ชั่วโมง

4. ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสเปนขณะนั้นค่อนข้างตกต่ำ ประชาชนว่างงานจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการประท้วงแบ่งแยกดินแดน และการก่อการร้ายในหลายพื้นที่ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถรับมือได้ ทำให้หลายคนไม่คาดคิดว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปฏิเสธการรัฐประหารครั้งนี้

5. สมเด็จพระราชาธิบดีฮวน คาร์ลอส ประมุขแห่งสเปนในเวลานั้นทรงปฏิเสธที่จะรับรองการรัฐประหาร และประณามการกระทำนั้นผ่านคำแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ และสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามรัฐธรรมนูญภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้ออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

6. ความพยายามในการทำรัฐประหารในครั้งนั้นจึงล้มเหลวในที่สุดโดยไม่มีใครได้รับอันตราย กลุ่มผู้จับตัวประกันได้ยอมจำนน และถูกจับกุมในเช้าวันรุ่งขึ้นคือ 24 ก.พ. 1981  โดยพันโทเตเฮโรถูกตัดสินจำคุก 30 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวโดยมีการคุมประพฤติหลังถูกจำคุกไปได้ 15 ปี 9 เดือน

7. ในชั่วข้ามคืนกษัตริย์ฮวนคาร์ลอสถูกยกย่องเชิดชูในฐานะผู้ปกป้องประชาธิปไตย และกษัตริย์ที่ยอมอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์กลายเป็นต้นแบบของผู้ยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และพยายามผลักดันให้ประชาธิปไตยของประเทศเบ่งบาน ซึ่งหลังจากนั้นประเทศสเปนก็ไม่มีการรัฐประหารอีกเลยจนถึงทุกวันนี้

8. อย่างไรก็ตามยังมีประชาชนบางส่วนไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่เห็น โดยมองว่าอาจเป็นเพียงแค่การจัดฉากเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์และสร้างคะแนนนิยมเท่านั้น

9. โดยภายหลังโลธาร์ ลาห์น ทูตเยอรมนีที่ได้พูดคุยกับสมเด็จพระราชาธิบดีหลังเกิดเหตุการรัฐประหารเพียงไม่กี่สัปดาห์เผยความรู้สึกของสมเด็จพระราชาธิบดีต่อการรัฐประหารครั้งนั้น ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงแสดงความขุ่นเคืองหรือขับไล่กลุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจพวกเขา และเข้าใจว่ากองทัพมีความต้องการอันดีที่จะปฏิรูปความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวโทษรัฐบาลว่าล้มเหลวในการสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ

10. ทำให้ยังมีบางส่วนเชื่อว่าแท้จริงแล้วพระองค์ไม่ได้มีพระราชประสงค์ที่จะต่อต้านรัฐประหาร แต่ในทางกลับกันพระองค์ต้องการที่จะสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ แต่กระแสประชาชนขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารจึงไม่สามารถฝืนความต้องการของประชาชนได้

11. โดยบางคนมองว่าพระองค์อาจแอบคิดถึงการปกครองแบบทหารของนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก ซึ่งพระองค์เคยตรัสในปี 1960 ว่า “นายพลฟรังโกเป็นบุคคลสำคัญทั้งในทางประวัติศาสตร์และการเมืองของสเปน” และยังเคยตรัสว่าพระองค์รักและเคารพนายพลฟรังโกเป็นอย่างยิ่ง

12. นอกจากนี้ประชาชนมองว่าหากพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สเปนเป็นประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริง เหตุใดจึงยังคงมีการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 440 ที่ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ และมีประชาชนถูกจำคุกฐานความผิดนั้นอยู่

13. ภายหลังเกิดกรณีอื้อฉาวในราชวงศ์สเปนตามมาอีกมากซึ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ประชาชน จนกระทั่งช่วงปี 2000 ประชาชนรุ่นใหม่เริ่มออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยต้องการให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถาบันได้มากกว่านี้ และยกเลิกกฎหมายมาตรา 440

เวียดนามเนื้อหอม บริษัทยักษ์ใหญ่เปิดฐานการผลิตอุปกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เวียดนามเนื้อหอม บริษัทยักษ์ใหญ่เปิดฐานการผลิตอุปกรณ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.เวียดนามเนื้อหอม บริษัทยักษ์ใหญ่เปิดฐานการผลิตอุปกรณ์ เปิดตัวหน้าจอแสดงผลจากฟ็อกซ์คอนน์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนาม ส่วนบริษัทจากเยอรมนีหมายตาจะย้ายมาปักหลัก

รอยเตอร์สรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามว่า “ฟ็อกซ์คอนน์” (Foxconn) ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากไต้หวัน หนึ่งในซัพพลายเออร์รายใหญ่ของแอปเปิล เปิดตัวหน้าจอแสดงผลชุดแรกมูลค่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ในเวียดนาม

รัฐบาลเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า หน้าจอแสดงผลส่วนใหญ่จากทั้งหมด 20,000 จอที่ผลิตได้ในแต่ละปีจากโรงงานในก๋วงนินห์ได้ถูกกำหนดให้ส่งออก

แผนการตั้งโรงงานของฟ็อกซ์คอนน์ในก๋วงนินห์ใช้เวลาในการดำเนินการ 1 ปี และในที่สุดก็สามารถผลิตจอแสดงผลและโทรทัศน์ได้นับล้านเครื่อง และจะมีรายได้รวมจากการส่งออกประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐในปีหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านสหรัฐในปีต่อไป

ทั้งนี้ฟ็อกซ์คอนน์ได้ตั้งโรงงานแห่งแรกในเวียดนามเมื่อปี 2007 ในจังหวัดบั๊กนินห์

ขณะนี้เวียดนามมีจำนวนประชากร 96 ล้านคน และกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัทต่างๆ เช่น บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และแอลจี อีเล็กทรอนิคส์

นอกจากบริษัทในเอเชียจากไต้หวันและเกาหลีใต้แล้ว เยอรมนียังหมายตาที่จะย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนามด้วย โดยรอยเตอร์สยังรายงานด้วยว่า ฟรีโดลิน สแตร็ก หัวหน้าฝ่ายการค้าต่างประเทศของสหพนัธ์อุตสาหกรรมเยอรมนี หรือ BDI เผยว่า เพื่อที่จะขยายทางเลือกด้านการผลืตในเอเชีย บริษัทเยอรมนียังจับจ้องมาที่ทางเลือกต่างๆ เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย

อย่างไรก็ตาม ต้องใช้เวลา 3-5 ปี เพื่อประเมินว่าบริษัทเยอรมนีประสบความสำเร็จแค่ไหนในการลดการพึ่งพาประเทศจีน 

แอร์เอเชียอินเดียส่อแววร่อแร่ อาจตามรอยแอร์เอเชียญี่ปุ่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แอร์เอเชียอินเดียส่อแววร่อแร่ อาจตามรอยแอร์เอเชียญี่ปุ่น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 16:01 น.แอร์เอเชียอินเดียส่อแววร่อแร่ อาจตามรอยแอร์เอเชียญี่ปุ่นแอร์เอเชียเร่งทบทวนการลงทุนในอินเดีย หลังสายการบินในญี่ปุ่นล้มละลาย

บลูมเบิร์กรายงาน แอร์เอเชีย กรุ๊ป กำลังทบทวนการลงทุนในแอร์เอเชียอินเดีย (AirAsia India) อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่แอร์เอเชียเจแปน (AirAsia Japan) มีการฟ้องล้มละลาย

โบ ลิงแอม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชีย กรุ๊ป แถลงว่ากิจการในญี่ปุ่นและอินเดียมีการระบายเงินสดทำให้กลุ่มบริษัทมีความตึงเครียดทางการเงินเป็นอย่างมาก โดยบริษัทจะต้องควบคุมต้นทุนและการลดการใช้เงินสดเป็นสำคัญ เห็นได้จากการยื่นล้มละลายของแอร์เอเชียเจแปน

ด้านแอร์เอเชียอินเดียยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ แอร์เอเชียอินเดียมีส่วนแบ่งการตลาด 6% และมีพนักงานมากกว่า 3,000 คน

โดยมีรายงานว่าในไตรมาสที่ 2 ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย. บริษัทสายการบินแอร์เอเชียขาดทุนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมาแอร์เอเชียเจแปนประกาศล้มละลายหลังประกาศปิดกิจการและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเที่ยวบินที่เดินทางไปยังญี่ปุ่นด้วยสายการบินของแอร์เอเชียในประเทศต่างๆ เช่น ไทย และฟิลิปปินส์ จะไม่ได้รับผลกระทบ