เอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องค้าขายอย่างเสรีและเป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องค้าขายอย่างเสรีและเป็นธรรม – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 10:13 น.เอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องค้าขายอย่างเสรีและเป็นธรรมแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมเอเปกครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ที่ประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ซึ่งจัดแบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า ประเทศสมาชิกเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการค้าและการลงทุนที่เสรี เปิดกว้าง เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และโปร่งใส เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด

นายกรัฐมนตรี มูยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซียเผยว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้คำมั่นว่าจะไม่เปลี่ยนท่าทีและจะไม่สนับสนุนมาตรการกีดกันทางการค้า โดยจะปล่อยให้ตลาดและพรมแดนเปิดกว้างระหว่างกัน

ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมการประชุมเอเปคเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 แต่ไม่มีการเปิดเผยถ้อยแถลงของทรัมป์ระหว่างการประชุม

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐจะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เสียหายจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 รวมทั้งจะส่งเสริมความสงบเรียบร้อยและความมั่งคั่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

ทำเนียบขาวยังเผยอีกว่า ทรัมป์และผู้นำเอเปคได้ลงนามในวิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 ที่กำหนดว่าวาระของที่ประชุมเอเปคจะให้ความสำคัญกับการค้าที่เสรีและเป็นธรรมไปอีก 2 ทศวรรษ

แหล่งข่าวที่ได้รับฟังถ้อยแถลงของทรัมป์ในที่ประชุมเผยว่า ทรัมป์เน้นเรื่องประเด็นภายในประเทศ รวมทั้งเอ่ยถึงความสำเร็จของตัวเองขณะดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเอเปคไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในปี 2018 หลังจากการเจรจาถูกขัดขวางโดยความไม่ลงรอยกันในเรื่องการค้าและการลงทุนระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมทั้งในปี 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่ชิลีต้องยกเลิกเนื่องจากเกิดการประท้วง

RCEP ไทยได้-เสียอะไรบ้างจากข้อตกลง RCEP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

RCEP ไทยได้-เสียอะไรบ้างจากข้อตกลง RCEP – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 21:30 น.RCEP ไทยได้-เสียอะไรบ้างจากข้อตกลง RCEPในที่สุดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งประกอบด้วยประเทศอาเซียนทั้ง 10 และจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็ผ่านการลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย หลังจากพยายามเจรจากันยาวนานถึง 8 ปี

แม้ว่าอินเดียจะถอนตัวออกไป ข้อตกลงนี้ก็ยังเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากข้อมูลของปี 2019 RCEP มีประชากรรวมกัน 3,600 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก มีมูลค่าจีดีพี 24.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30% ของจีดีพีโลก และมูลค่าการค้ารวมกัน 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30% ของมูลค่าการค้าโลก ขณะที่ไทยค้าขายกับกลุ่มประเทศ RCEP กว่า 141,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 55.79% ของมูลค่าการส่งออกของไทย

ด้วยเหตุนี้ RCEP ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสร้างความร่วมมือทั้งด้านการค้าและการลงทุน ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจ และเป็นความหวังของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าและการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน) จึงเป็นกลุ่มการค้าขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็มีทั้งเป็นโอกาสและเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับไทย

ความกังวลอันดับแรกๆ ที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนพูดถึงคือ ผลกระทบกับเกษตรกรรายเล็กๆ และความขัดแย้งเหนือที่ดินทำกิน

อาเรียสกา คูนิอาวาตี จากองค์กร Solidaritas Perempuan ในอินโดนีเซียเผยว่า “การเปิดตลาดสู่ประเทศสมาชิก RCEP ซึ่งลดภาษีสินค้าเกษตรระหว่างกันค่อนข้างสูงจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเกษตรกรและผู้ผลิตรายเล็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา”

บทความเรื่อง How RCEP affects food and farmers (RCEP กระทบต่ออาหารและเกษตรกรอย่างไร) ขององค์กร GRAIN ระบุว่า ข้อตกลง RCEP จะทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินขนานใหญ่

ประเทศ RCEP ส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม แต่นักลงทุนสามารถเช่า ได้รับใบอนุญาต หรือสัมปทานด้วยเขื่อนไขที่แตกต่างกัน

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก  เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บรรดาบริษัทและนักลงทุนต่างชาติพยายามกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรไว้เก็งกำไร นับตั้งแต่ปี 2008 เฉพาะประเทศ RCEP อย่างเดียวบริษัทต่างชาติกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรไปมากถึง 60 ล้านไร่

การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในลักษณะนี้ทำให้บริษัทต่างชาติมีสิทธิ์ต่างๆ เหนือที่ดินมากมาย ทั้งยังทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นมากจนนำมาสู่การเก็งกำไร ทำให้เกษตรกรรายย่อยถูกบีบออกจากที่ดินในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาในข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงที่ดิน โดยในหมวดการลงทุนที่กำหนดให้รัฐบาลต้องปฏิบัติต่อนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ภายใต้ความตกลง RCEP เช่นเดียวกับนักลงทุนในประเทศ (national treatment) ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจากต่างชาติย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับนักลงทุนในประเทศในการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดนี้เสมือนเป็นการเอื้อให้ที่ดินที่อยู่ในมือเกษตรกรในท้องถิ่นเปลี่ยนมือไปสู่บริษัทและนายทุนต่างชาติ

นอกจากนั้น เป้าหมายลดภาษีสินค้าสูงที่สุดถึง 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด อาจทำให้สินค้าจากประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่าทะลักเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย ดังที่อินเดียซึ่งถอนตัวจากข้อตกลงไปเมื่อปลายปีที่แล้ว กังวลว่าการลดภาษีระหว่างกันจะทำให้สินค้าราคาถูกจากจีน และสินค้าเกษตรจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์หลั่งไหลเข้ามาตีตลาดสินค้าในประเทศ ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลกระทบกับผู้ผลิตในท้องถิ่น

นอกเหนือไปจากนี้ ประเทศ RCEP ส่วนใหญ่ยังตั้งกำแพงภาษีสินค้าอ่อนไหวบางประเภทไว้ค่อนข้างสูง อาทิ ข้าว รองเท้า ผลิตภัณฑ์จากนมและน้ำผึ้ง ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงเดินหน้าปกป้องสินค้าของตัวเองได้ภายใต้มาตรการนี้ อย่างในกรณีของญี่ปุ่น ที่ประกาศว่าจะยังคงภาษีสินค้าเกษตร 5 ชนิดไว้ ได้แก่ ข้าว เนื้อวัว เนื้อหมู ข้าวสาลี และน้ำตาล เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศและสกัดสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่า

ดังนั้นกำแพงภาษีที่แต่ละประเทศรับปากว่าจะลดลงมาจึงไม่ได้บังคับใช้กับสินค้าทุกชนิด ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะกำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างไร

ส่วนในข้อได้เปรียบของไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า RCEP จะส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของไทยใน 2 ประเด็น 

ประเด็นแรก RCEP เป็นความตกลงที่เปิดกว้างที่สุดและมีมาตรการด้านต่างๆ สูงที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีมา เช่น การตั้งเป้าหมายลดภาษีสินค้าสูงที่สุดถึง 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งจะสร้างโอกาสให้สินค้าไทยทำตลาดได้มากขึ้นจากความตกลงเดิมที่มีอยู่ โดยช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ไทยส่งออกไปตลาดเหล่านี้มูลค่า 91,800 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 53% ของการส่งออกทั้งหมด

ประเด็นที่สอง RCEP ช่วยสร้างสมดุลการค้าและการลงทุนในสองฟากฝั่งของโลก โดยเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของชาติเอเชียที่มีจีนเป็นแกนนำความตกลง เพื่อให้ภูมิภาคนี้มีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก ช่วยคานอิทธิพลชาติตะวันตกที่มีต่อประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า RCEP จะกลายเป็นกลุ่มการค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตเหนียวแน่น เอื้อประโยชน์ต่อการผลิตและการค้าในซีกโลกตะวันออก ด้วยจุดเด่นของกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origins) ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน และมีความยืดหยุ่นมากกว่าความตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศในกลุ่ม Plus 5

ส่วนไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนอย่างเหนียวแน่นกับประเทศสมาชิก RCEP อยู่แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในอนาคตไทยจะได้รับอานิสงส์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น 

โดยผลทางตรงจะมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก RCEP ขณะที่ผลทางอ้อมมาจากการที่ประเทศ Plus 5 จะลดกำแพงภาษีระหว่างกันครั้งแรก ซึ่งการเกิดขึ้นของ RCEP จะยิ่งทำให้ไทยยังคงเป็นตัวเลือกหลักของฐานการผลิตที่สำคัญในฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยยังคงมีความได้เปรียบในด้านการผลิตและส่งออก เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยอาจได้อานิสงส์ด้านการค้าและการลงทุนจากการเข้าเป็นสมาชิก RCEP แต่ในความเป็นจริง ข้อตกลง RCEP อาจเอื้อประโยชน์ทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่ม Plus 5 มากกว่า 

โดยการเกิดขึ้นของ RCEP แทบไม่เปลี่ยนภาพโครงสร้างการค้าของไทยมากนัก เนื่องจากผลบวกทางตรงเพิ่มเติมจากการเปิดเสรีการค้ามีจำกัด เพราะสินค้าส่วนใหญ่ได้ลดภาษีไปแล้วตามกรอบ FTA อาเซียนกับประเทศ Plus 5 ขณะที่ผลบวกทางอ้อม กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดิมที่ส่งไปยัง Plus 5 อยู่แล้ว

ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำตอบโต้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำตอบโต้จีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำตอบโต้จีนไต้หวันเดินหน้าผลิตเรือดำน้ำในประเทศหลังเผชิญแรงกดดันจากกองทัพจีน

รอยเตอร์สรายงาน วันนี้ (20 พ.ย.) ซาเวียร์ ฉาง โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันแถลงว่า ไต้หวันจะเริ่มดำเนินการผลิตเรือดำน้ำในประเทศลำแรกในสัปดาห์หน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันทางทหารเมื่อต้องเผชิญกับกองทัพจีนที่ทันสมัยมากขึ้น

ฉางกล่าวว่าโครงการนี้เป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และเป็นแผนพึ่งพาตนเองของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน โดยแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งใหม่ของแผนการผลิตเรือดำน้ำแห่งชาติ

ไต้หวันตั้งเป้าว่าจะผลิตเรือดำน้ำจู่โจมทั้งหมด 8 ลำ และคาดว่าเรือลำแรกจะเข้าประจำการในปลายปี 2024

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ไต้หวันได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากกองกำลังของจีนที่เข้าใกล้เกาะไต้หวันมากขึ้น รวมถึงส่งเครื่องบินรบผ่านเส้นแบ่งเขตแดนกลางช่องแคบไต้หวัน

Photo by Cindy MOTET / Naval Group / AFP

อินโดเนื้อหอม หลายเจ้าเล็งใช้เป็นฐานผลิตวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อินโดเนื้อหอม หลายเจ้าเล็งใช้เป็นฐานผลิตวัคซีนโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 15:00 น.อินโดเนื้อหอม หลายเจ้าเล็งใช้เป็นฐานผลิตวัคซีนโควิด-19บริษัทผลิตวัคซีนหลายแห่งเล็งทดสอบและผลิตวัคซีนในอินโดนีเซีย

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่าอินโดนีเซียกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางในการผลิตและจำหน่ายวัคซีนโควิด-19 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายราย

เพนนี ลูกิโต หัวหน้าสำนักงานควบคุมยาและอาหารแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPOM) กล่าวว่าได้รับการติดต่อจากบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) บริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ของสหราชอาณาจักรเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้รัฐบาลรัสเซียยังได้ส่งจดหมายไปยังหน่วยงานสาธารณสุขของอินโดนีเซียเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทดสอบและจำหน่ายวัคซีนสปุตนิกไฟว์ (Sputnik V) ของรัสเซียในอินโดนีเซีย

รวมถึงบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) จากประเทศจีนได้อนุญาตให้บริษัทไบโอฟาร์มา (Bio Farma) ของอินโดนีเซียผลิตวัคซีนของซิโนแวค ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตวัคซีนคู่ขนานจำนวน 260 ล้านโดส ซึ่งครอบคลุมประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรชาวอินโดนีเซียทั้งหมด 270 ล้านคน และอินโดนีเซียจะกลายเป็นศูนย์กลางในการผลิตวัคซีนของซิโนแวค

อีกทั้งอินโดนีเซียยังได้ทำข้อตกลงในการจัดหาวัคซีนจากแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics) และซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ของจีนอีกด้วย

เพนนี มองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมยาของอินโดนีเซียเติบโตทุกภาคส่วน ไม่เพียงแต่บริษัทยาของรัฐบาลเท่านั้น

การผูกสัมพันธ์กับบริษัทผู้ผลิตยาแนวหน้าไม่ว่าจะเป็นการทดสอบวัคซีนหรือการจัดหาวัคซีน ช่วยให้อินโดนีเซียสามารถรับมือกับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศกว่า 483,000 คน และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 15,000 คน นอกจากนี้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังเกิดภาวะถดถอยครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวร้อยละ 3.49 ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า หวั่นประชาชนไม่มีใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า หวั่นประชาชนไม่มีใช้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 13:30 น.ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า หวั่นประชาชนไม่มีใช้ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนโควิด-19

รอยเตอร์ส รายงานว่าประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ตกลงจ่ายเงินให้แก่ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าฟิลิปปินส์จะได้รับวัคซีนเป็นประเทศแรกๆ 

ดูเตร์เตกล่าวว่าฟิลิปปินส์มีงบประมาณเพียงพอในการซื้อวัคซีน แต่ต้องมีการจัดหาวัคซีนจำนวนมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอสำหรับประชากรฟิลิปปินส์ทั้งหมด

ฟิลิปปินส์วางแผนที่จะจัดหาวัคซีนจำนวน 50 ล้านโดสเพื่อให้แน่ใจว่าอย่างน้อย 1 ใน 4 ของประชากร 108 ล้านคนจะได้รับการฉีดวัคซีนในปี 2021

โดยคาดว่าฟิลิปปินส์อาจเริ่มได้รับวัคซีนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมปี 2021 และมีแนวโน้มว่าจะมีวัคซีนจำนวนมากภายในสิ้นปี 2021 หรือต้นปี 2022

แฮร์รี โรค โฆษกประธานาธิบดีเผยว่าดูเตร์เตตกลงที่จะจ่ายเงินล่วงหน้าเพราะหากไม่ทำฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศสุดท้ายที่ได้รับวัคซีน

คาร์ลิโต แกลเวซ อดีตนายพลหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดหาวัคซีนกับผู้ผลิตวัคซีนหลายรวยรวมถึงไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna)

ขณะนี้ทางการฟิลิปปินส์กำลังมองหาข้อตกลงวัคซีนทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงการเข้าร่วมโครงการวัคซีนระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (COVAX) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by Ted ALJIBE / AFP

ทั่วโลกจับตาทรัมป์เตรียมเข้าร่วมประชุมเอเปควันนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทั่วโลกจับตาทรัมป์เตรียมเข้าร่วมประชุมเอเปควันนี้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 12:30 น.ทั่วโลกจับตาทรัมป์เตรียมเข้าร่วมประชุมเอเปควันนี้นับถอยหลังทรัมป์เผชิญหน้าสีในการประชุมผู้นำเอเปค 2020

บลูมเบิร์ก รายงาน ประธานธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกินเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในรูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่จะจัดขึ้นในวันนี้ (20 พ.ย.) หลังจากที่ไม่ค่อยพบเห็นทรัมป์ปรากฏตัวตั้งแต่พ่ายแพ้ต่อโจ ไบเดน พรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งสหรัฐครั้งที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยองวูค ริว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิก มองว่าการปรากฏตัวของทรัมป์ในครั้งนี้อาจเป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์บางอย่างเนื่องจากทรัมป์ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับพหุภาคี

“ทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าเขายังคงเป็นประธานาธิบดีและผู้นำที่มีความรับผิดชอบ และส่งข้อความว่าเขาไม่แพ้การเลือกตั้ง ซึ่งมีจุดประสงค์ในทางการเมืองภายในประเทศมากกว่าการค้าในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก มันจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้นำเอเปคคนอื่นๆ ที่จะจริงจังกับสิ่งที่ทรัมป์อาจพูดในที่ประชุม แต่พวกเขาจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองในประเทศของสหรัฐ” ริวกล่าว

เช่นเดียวกับโอ อี ซุน นักวิเคราะห์จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสิงคโปร์ กล่าวกับเอเอฟพีว่าทรัมป์มีเป้าหมายที่จะใช้โอกาสนี้เสนอตัวเป็นประธานาธิบดีในเวทีระดับโลก เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองในประเทศ นอกจากนี้ยังต้องการย้ำถึงความสำคัญของการบริหารของเขาในการปกป้องและขัดขวางจีนจากการอ้างสิทธิ์ความเป็นผู้นำในวาระการค้าเสรีระดับโลก

การเข้าร่วมประชุมของทรัมป์ในครั้งนี้ทำให้หลายคนจับตามองถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเช่นกัน

โจชัว หว่อง ทึ่งม็อบไทยสู้ด้วยเป็ดยาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โจชัว หว่อง ทึ่งม็อบไทยสู้ด้วยเป็ดยาง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 11:30 น.โจชัว หว่อง ทึ่งม็อบไทยสู้ด้วยเป็ดยางโจชัว หว่อง ชมความคิดสร้างสรรค์ม็อบไทยหลังงัดห่วงยางเป็ดป้องกันตัว

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงทวีตผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว @joshuawongcf ชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงชาวไทยที่ใช้ห่วงยางเป็ดในการรับมือกับน้ำแรงดันสูงที่เจ้าหน้าใช้สลายการชุมนุม จนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ในการประท้วงครั้งนี้

“นอกจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โลกควรให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประท้วงชาวไทยด้วย น่าจะเป็นที่แรกที่ประชาชนมือเปล่าใช้ห่วงยางเป็ดในการต่อสู้กับทรราช”

“ความคิดสร้างสรรค์จงชนะ ห่วงยางเป็ดจงเจริญ” โจชัว หว่องกล่าวพร้อมติดแฮชแท็ก #whatishappeninginthailand และ #MilkTeaAlliance

Apart from #policebrutality, the world should also pay attention to #Thaiprotestors‘ creativity. Probably the first place where the powerless citizens use #RubberDuck to fight against tyranny.Creativity wins.Long live rubber ducks.#whatishappeninginthailand #MilkTeaAlliance pic.twitter.com/zwYpjFIDjv

— Joshua Wong ??? (@joshuawongcf) November 18, 2020

อังกฤษเล็งปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษเล็งปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 19:11 น.อังกฤษเล็งปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสหราชอาณาจักรประกาศแผนการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศให้เป็น “สีเขียว” โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นผู้นำโลกด้านการดักจับและจัดเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ  

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักรประกาศแผนครั้งใหญ่ 10 ข้อเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้สหราชอาณาจักรเดินหน้าพาประเทศออกจากการมีส่วนร่วมก่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ภายใน พ.ศ. 2593

พิมพ์เขียวฉบับนี้ครอบคลุมเรื่องพลังงานสะอาด การคมนาคม การจัดการธรรมชาติ และนวัตกรรมเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสร้างงานกว่า 250,000 อัตรา อาศัยการลงทุนภาครัฐกว่า 12,000 ล้านปอนด์ (ราว 480,000 ล้านบาท) โดยตั้งเป้าให้นำไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนมากกว่า 3 เท่าภายใน พ.ศ. 2573 เพื่อให้เกิดการสร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้งในสหราชอาณาจักรและทั่วโลก

แผน 10 ข้อนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานจุดแข็งของสหราชอาณาจักร ได้แก่ การติดตั้งทุ่นกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟ พัฒนาเมืองแห่งแรกที่ใช้ไฮโดรเจนจ่ายพลังงานให้ระบบทำความร้อนทั้งเมืองภายในสิ้นทศวรรษนี้ พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็นแหล่งพลังงานสะอาด

รวมทั้งยกเลิกการจำหน่ายรถยนต์และรถตู้ใหม่ที่ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลภายใน พ.ศ. 2573 ลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะแห่งอนาคตที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ การเดินเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังจะทำให้บ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาลเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การดักจับคาร์บอน การปกป้องและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยปลูกต้นไม้ปีละ 300 ล้านตารางเมตร และทำให้เขตซิตี้ออฟลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินสีเขียวของโลก

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน กล่าวว่า “แม้ว่าปีนี้จะเกิดสถานการณ์ที่เราไม่คาดคิดอย่างมาก แต่สหราชอาณาจักรกำลังมองไปสู่อนาคตและใช้โอกาสนี้ปรับตัวเพื่อให้เราฟื้นตัวกลับมาได้อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การฟื้นฟูโลกและเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นไปพร้อมกันได้ และเราต้องทำให้เป็นเช่นนั้น” 

โดยการประกาศแผนชุดใหม่มีขึ้นขณะที่ผู้นำสหราชอาณาจักรกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อนจะเป็นเจ้าภาพร่วมการประชุมสุดยอดด้านการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ และการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 หรือ COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักรในปีหน้า

ชาวจีนโวย ทางการออกกฎห้ามพาสุนัขเดินเล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชาวจีนโวย ทางการออกกฎห้ามพาสุนัขเดินเล่น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.ชาวจีนโวย ทางการออกกฎห้ามพาสุนัขเดินเล่นทางการท้องถิ่นยูนนานทบทวนมาตรการห้ามจูงสุนัขอีกครั้งหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

บีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ทางการท้องถิ่นในมณฑลยูนนานประกาศทบทวนมาตรการห้ามจูงสุนัขเดินเล่นในที่สาธารณะอีกครั้งหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

โดยเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ทางการออกหนังสือเวียนเพื่อกำหนดมาตรการห้ามเจ้าของพาสุนัขออกมาเดินเล่นในที่สาธารณะซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 พ.ย.

เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวออกมาเพื่อป้องกันความปลอดภัยของประชาชน และมุ่งส่งเสริมการเลี้ยงสุนัขอย่างมีวัฒนธรรม เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์ที่สุนัขออกมาทำร้ายผู้คนหลายครั้ง

โดยมีการกำหนดโทษตักเตือนในการทำความผิดครั้งแรก และหากทำผิดซ้ำจะถูกปรับ 50-200 หยวน (230-920 บาท) โดยหากทำผิดเป็นครั้งที่สามเจ้าหน้าที่จะยึดสุนัขก่อนจะนำไปฆ่าทิ้งต่อไป

อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยางหนักเนื่องจากบทลงโทษที่รุนแรง และเรียกร้องให้ทางการกลับไปทบทวนมาตรการดังกล่าวอีกครั้ง

ดร.ไจปาล ซิงห์ กิลล์ กรรมการบริหารสมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ในสิงคโปร์ ชี้ว่าการกักสุนัขไว้ในบ้านอย่างถาวรอาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของสัตว์ เจ้าหน้าที่ควรเปลี่ยนจากการห้ามพาสุนัขออกมาเดินเล่นเป็นให้ความรู้แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้มีความรับผิดชอบ เช่น การใส่สายจูงสุนัข เป็นต้น

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่สุดในอาเซียนแม้โควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่สุดในอาเซียนแม้โควิดระบาด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 พ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตที่สุดในอาเซียนแม้โควิดระบาดขณะที่หลายประเทศได้รับผลกระทบแต่เศรษฐกิจของเวียดนามกลับเติบโตขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

บีบีซี รายงาน เศรษฐกิจของเวียดนามฟื้นตัวจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 และเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้

โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าในปีนี้เศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตขึ้น 2.4% โดยกล่าวถึงความสำเร็จของเวียดนามครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจากมาตรการที่เด็ดขาดในการควบคุมด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจในช่วการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเวียดนามมีผู้ติดเชื้อเพียง 1,288 รายและเสียชีวิต 35 ราย

กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐิจเวียดนามจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งถึง 6.5% ในปี 2021 หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศดำเนินไปตามปกติ

ไมเคิล โคคาลารี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ วีนา แคปปิตอล บริษัทลงทุนและบริหารสินทรัพย์ชนาดใหญ่ของเวียดนาม กล่าวว่ามีหลายปัจจัยที่ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

แต่หนึ่งสิ่งที่สำคัญคือในช่วงการแพร่ระบาดของโรคส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกต้องทำงานจากที่บ้าน ซึ่งผู้คนมักซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงานใหม่สำหรับการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งเวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุปกรณ์เหล่านี้

ในสามไตรมาสแรกเวียดนามมีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 โดยส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 26%

ภาคการผลิตของเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากธุรกิจต่างๆ เริ่มมองหาฐานการลงทุนในประเทศอื่นเพราะต้นทุนแรงงานในจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐทำให้นานาประเทศลงทุนในประเทศจีนน้อยลง

บริษัทข้ามชาติหลายรายเริ่มดำเนินการในเวียดนาม รวมถึงผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่างแอปเปิล และซัมซุง

นอกจากนี้มาตรการด้านสาธารณสุขของเวียดนามได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขจะยังตามหลังอีกหลายประเทศแต่ก็สามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว