ช่วยดันสูตร รธน. 2 ขยัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582555

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.พ. 2559 05:01

 

ขยับกันทั้งกระดานการเมือง

หลัง “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเปิดเกมถี่ ทั้งเรียกร้องให้ผู้คุมอำนาจพิเศษอย่าระแวงให้ “มาคุยกัน” แต่อีกทางก็ออกมาจัดชุดใหญ่

ทั้งวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ “ห่วยแตก” ล้าหลังเหมือนเกาหลีเหนือ

หรือจี้เข้าที่ปมปัญหาเศรษฐกิจ มองว่ารัฐบาลทหารไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ทิ่ม “จุดอ่อน” ของ “อำนาจพิเศษ”

เรียกว่าออกมาคิวนี้ส่งทั้งเทียบเจรจา–เทียบท้ารบ ตามสูตร “ตีไป–คุยไป”

ในสภาพการณ์ที่ “ทักษิณ” ก็น่าจะประเมินออก ถึงภาวะลำบากที่ “อำนาจพิเศษ” ลากต่อไปไม่ไหว สุดท้ายต้องยอมปล่อยมือ ในจุดที่กำลังหาทางพรางตัว “คุมเกม” ต่อ

กลิ่นเลือกตั้งโชยแตะจมูก

ชนิดนักการเมืองอาชีพก็เริ่มขยับในจังหวะเดียวกัน โดยเฉพาะปรากฏการณ์รียูเนี่ยนของสมาชิกกลุ่ม 16 ในอดีต นัดพบปะกันทุกเดือน แตะมือจับขั้วกันหลวมๆ เตรียมไว้ในคิวเปิดสนาม

ล่าสุด “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ก็ออกมาส่งจดหมายเปิดผนึกถึง คสช. เรียกร้องให้ “เสียสละอำนาจ” เพราะแนวโน้มจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ประชาชนเดือดร้อนจากปมเศรษฐกิจ

กระตุก “อำนาจพิเศษ” ให้จัดเลือกตั้งในปี 2559

หาก คสช.ต้องอยู่ต่อ ก็ขออย่าให้เหมือนยุคของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ

“มาแล้วได้รับดอกไม้แต่พอไปก็โดนก้อนหิน”

ระดับ “บิ๊กจิ๋ว” เตือนดังๆก็ต้องเอะใจ ยิ่งกว่าจิ้งจกทัก

แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็ต้องไปย้อนมองไปที่ปัจจัยสำคัญอย่าง “ทักษิณ” นอกจากเปิดเกมรุก ดึงสื่อโลกกระจายข่าว ตีกรอบ “ล้อมประเทศไทย” เพราะมองว่าอำนาจพิเศษน่าจะไปไม่สุดแล้ว

ที่สำคัญอีกปัจจัยหลักที่ทำเอานายใหญ่ “นิ่ง–รอ” ไม่ได้จริงๆ ก็น่าจะเพราะปมร้อน

เกี่ยวโยงชนักคดีของคนในครอบครัว “ชินวัตรแฟมิลี่”

นอกจากปม “จำนำข้าว” แม้คดีอาญาแม้ยังแค่เปิดหัวเริ่มต้นกระบวนการไต่สวน มีเวลาอีกพักใหญ่ แต่ประเด็นการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว หน่วยงานสรุปตัวเลขเรียบร้อย

ชนัก “เฉ่งจำนำข้าว” จ่อเข้ามาทุกที

ที่สำคัญเรื่องร้อนกรณีดีเอสไอเดินหน้าคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย มีปมเกี่ยวโยง “โอ๊ค พานทองแท้” ในฐานะพยาน

ประกอบกับหนทางเคลียร์ “ปลดชนัก” เพื่อกลับประเทศอย่างเท่ๆ รวมทั้งคิวปลดบ่วงของคนในครอบครัว ความหวังดูจะริบหรี่ไปเรื่อย หากไม่สามารถกลับมาคุมอำนาจได้

ในจังหวะที่เริ่มเห็น “ไต๋อำนาจพิเศษ” ถึงไฟเขียวเลือกตั้งก็เตรียมสารพัดกลไกรองรับ

“คุมเกมยาว” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

ยิ่งประเมินจากที่ “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายระบุ หลังหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในประเด็น 16 ข้อเสนอ ครม. โดยเฉพาะปม “ร่าง รธน. 2 ขยัก”

เริ่มคลิกตรงกันในกฎกติกาพิเศษห้วง “เปลี่ยนผ่าน”

โดยรองนายกฯระบุชัด การเขียน รธน.ต้องย้อนไปดูเหตุการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 พ.ค.2557 เป็นตัวตั้ง เป็นโจทย์ที่จะไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายในบ้านเมืองซ้ำอีก

แน่นอนชื่อ “ทักษิณ” ไม่พ้นถูกหยิบเป็นอีกเงื่อนไขพิจารณา

โดยเฉพาะที่เริ่มขยับส่งสัญญาณรบไป–เจรจาไป บทเรียนจากวิกฤติประเทศหลายครั้งที่ผ่านมา เครือข่ายอำนาจพิเศษ ถึงไม่ระแวงแต่ระแวดระวัง

ประเมินอดีตผู้นำน่าจะจัดของแรง–ของหนักตามมายิ่งกว่านี้

อีกทางก็เลยเป็นปัจจัยเร้า ช่วยกระตุ้นให้โมเดล “รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก” ขยับลงล็อก

ดันสูตร “แปลงร่าง” อำนาจพิเศษ “คุมเกมต่อ” วิ่งฉิว.

ทีมข่าวการเมือง

จังหวะลากต่อไม่ไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581971

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ก.พ. 2559 05:01

 

จาก “เทียบเจรจา” แปรสภาพเป็น “เทียบท้ารบ”

หลังจับอาการไม่มีสัญญาณตอบรับเชิงบวกจากรัฐบาลทหาร คสช. อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บินมาปักหลักอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ “ปล่อยของ” ระลอก 2 ต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีราออนไลน์ ตีกราดดะ วิพากษ์วิจารณ์ยับ

รัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” บ้าคลั่ง ล้าหลังเหมือนเกาหลีเหนือ

บลัฟรัฐบาลทหารอยู่ในอำนาจต่อไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจเลวร้ายลงไปอีก เพราะทหารขาดวิสัยทัศน์และความฉลาดที่จะแก้ปัญหา

ฟันธงสถานการณ์ขณะนี้ไม่อนุญาตให้ คสช.เพลิดเพลินกับอำนาจได้มากมาย เพราะไม่มีเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนจะอยู่ได้นาน ถึงจะพยายามบอกกับประชาชนต้องการสร้างความปรองดองเพื่อนำพาประเทศไปข้างหน้า แต่ผ่านมาปีครึ่งยังไม่มีสัญญาณใดๆของการปรองดอง

ย้ำด้วยความมั่นใจจะกลับประเทศไทยได้ โดยไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

เกมพลิกจากการต่อสายพูดจา มาเป็นเปิดปฏิบัติการท้าทาย

และก็แน่นอน เป้าหมายของ “นายใหญ่” ก็ต้องเปลี่ยนจากการยื่นข้อต่อรองสงบศึก ไปเป็นยุทธการกระตุกแรงเสียดทานรัฐบาลทหาร กระตุ้นกระแสคว่ำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

เห็นได้จากการจี้ไปที่ปมเศรษฐกิจที่ถือเป็น “จุดตาย” รัฐบาลท็อปบูต

ที่สำคัญมันก็ล้อตามสถานการณ์จริงเบื้องหน้า อย่างที่ล่าสุดกระทรวงการคลังได้รับรายงานตัวเลขนำเข้าและส่งออกสินค้าไทยในเดือนมกราคม 2559 จากกรมศุลกากร พบว่าการส่งออกในเดือนมกราคมติดลบมากกว่า 8 เปอร์เซ็นต์

เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2558

เหตุมาจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อทั่วโลกหดตัวอย่างต่อเนื่อง

นี่ยังไม่นับสถานการณ์ในเมืองไทยที่ต้องเจอภาวะภัยแล้ง ซ้ำเติมโจทย์ยากๆในการแก้สมการเศรษฐกิจให้หนักกันไปใหญ่

ตามเงื่อนสถานการณ์ ต่อให้โคตรเซียนแค่ไหนก็ยากจะเอาอยู่

และตามรูปการณ์ที่โยงเป็นเงื่อนไขกัน จากปัญหาเศรษฐกิจ บรรยากาศผู้คนเดือดร้อนปัญหาปากท้อง มันก็หนีไม่พ้นต้องแปรผันตามอารมณ์ทางการเมืองของประชาชน ส่งผลถึงเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

มีปัจจัยแทรกซ้อน เสี่ยงต่อภาวการณ์พลิกผันได้ทุกขณะ

จุดนี้เขี้ยวระดับ “ทักษิณ” ก็น่าจะมองเกมขาด ถึงได้โผล่ออกจากที่ซุ่มมาเปิดปฏิบัติการท้าวัดใจรัฐบาลทหาร คสช. ในเมื่อไม่มีอะไรเสียหายไปมากกว่านี้

ตีไพ่ออกหน้าไหนก็เล่นต่อได้ทั้งนั้น

ถ้า “เทียบเจรจา” ได้ผล “ทักษิณ” ก็ได้โอกาสสงบศึก เปิดทางกลับบ้านอย่างเท่ๆ เคลียร์คดีให้น้องสาวอย่างอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่อย่างที่เห็นเมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับเชิงบวกจากรัฐบาลทหาร คสช. “นายใหญ่” ก็เดินแต้มต่อด้วยการเร้ากระแสกองเชียร์ ประจานร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ผ่านสื่อต่างประเทศให้ได้ยินกันไปทั่วโลก พร้อมๆกับกดดันรัฐบาลทหารในปมว่าด้วยเศรษฐกิจ

“เจาะยาง” ทีมท็อปบูตให้ลากเกมต่อลำบาก

และหากย้อนไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่อดีตนักการเมืองบิ๊กเนมกลุ่ม 16 ต่อสายนัด “รียูเนี่ยน” แท็กทีมกันเพื่อรอเข้ามาช่วยกู้สถานการณ์ของประเทศ

นักเลือกตั้งอาชีพอ่านทะลุ ด้วยเงื่อนสถานการณ์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเร็วๆนี้

ที่แน่ๆมันก็ล้อกับสูตรการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ที่รัฐบาล คสช.ชงให้ทีมงาน “มีชัย” ใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โฟกัสช่วงแรกที่ทหารยังจำเป็นต้องคุมสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน

ซึ่งนั่นก็สอดรับกับกระแสข่าวการปล่อยไฟเขียวเลือกตั้ง โดย ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค ตั้งรัฐบาลเบี้ยหัวแตกบริหารประเทศชั่วคราวไปสักระยะ ก่อนคืนสู่กติกาตามปกติ

นี่แหละเหตุที่ “ทักษิณ” ขยับ เพราะกลิ่นเลือกตั้งโชยแตะจมูก.

ทีมข่าวการเมือง

เกมอำมาตย์เขี้ยวกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/581458

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2559 05:01

 

ทีมเชลซีไม่มีทางคุยกับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ตามลีลาเหน็บๆสไตล์กระบอกเสียงมืออาชีพแบบ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ บอกปัดแทนรัฐบาล คสช.ไม่รับ “เทียบเจรจา” จากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่อดีตก็เคยเป็นเจ้าของทีมเรือใบสีฟ้าด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าจะเอาแบบที่เน้นน้ำหนัก ทึกทักได้ว่าเป็นท่าทีจากฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ก็ต้องคิวของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ที่พูดนิ่มๆแค่ว่า จะพูดอะไรของเขาก็ให้พูดไป อย่าไปให้ความสนใจมาก เราไปพูดเรื่องอื่นดีกว่า

ตอนนี้ประชาชนของเราเดือดร้อน ไปช่วยกันดูแลเรื่องภัยแล้งก่อน

เป็นอันว่า ณ นาทีนี้ “เทียบเจรจา” ของ “ทักษิณ” ยังค้างเติ่ง ไม่มีสัญญาณตอบรับเชิงบวกจากทีมงานรัฐบาลทหาร คสช.

ก็ต้องรอดูช็อตต่อไป “นายใหญ่” จะโยนไพ่อะไรเล่น

ตามเกมหยั่งเชิงวัดใจ ยี่ห้อ “ทักษิณ” โผล่จากที่ซุ่มกลับมาเคลื่อนไหว ก็เชื่อได้เลยว่า มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ในกอไผ่แน่นอน

ยิ่งตอนนี้ก็มาปักหลักป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆเมืองไทย

แต่ก่อนอื่นเลย จุดที่สังเกตได้ ณ ห้วงเวลานี้จะเห็นว่า “บิ๊กหมู” เริ่มออกสื่อถี่กว่าที่ผ่านมา

หลังจากถูกเรียกเข้าพบ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่ทำเนียบรัฐบาล และได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้แถลงข่าวภารกิจงานในความรับผิดชอบ ชี้แจงแทนนายกฯมาแล้ว 2–3 คิวก่อนหน้า

โดยเฉพาะภารกิจสู้ภัยแล้งตามที่ ผบ.ทบ.ประกาศ กองทัพเป็นหน่วยหลักในการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้ประสบภัย แจ้งทหารช่วยเหลือได้

“บิ๊กหมู” เล่นตามบทคนคุมกำลังหลักของรัฐบาล คสช.

เบื้องต้นก็ถือเป็นการกู้สถานการณ์ “ขาลอย” กระตุกภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ค่อยๆ ห่างออกจากกองทัพ ชักจะมีเครื่องหมายคำถามเกี่ยวกับฐานรองรับอำนาจผู้นำรัฏฐาธิปัตย์

“ธีรชัย” จัดให้เข้าโหมด “บิ๊กตู่” กระชับอำนาจ

ตามยุทธศาสตร์แบบทหารที่ต้องแสดงให้เห็นความเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ให้คนนอกลอบจับผิดร่องรอยอาการแตกร้าวภายใน

ยิ่งเป็นอะไรที่โยงกับวาทกรรม “เขาอยากอยู่นาน”

ตามท้องเรื่องที่ “เดอะปื๊ด” นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดปฏิบัติการทิ้งทุ่นเหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “36 อรหันต์ทองคำ” ถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

แฉกันเป็นนัยๆ ทหารไม่ยอมลงหลังเสือง่ายๆ

มันก็ยิ่งเร้ากระแสไม่ไว้วางใจ กระตุกแรงเสียดทานจากฝ่ายต้านท็อปบูต

ตามรูปการณ์ “บิ๊กตู่–บิ๊กหมู” ก็ต้องเน้นเล่นเป็นทีมเดียวกันไว้ก่อนเพื่อคำว่า “เสถียรภาพ”

ที่สำคัญในสถานการณ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่แกะรอยได้

จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แนบแน่นอยู่กับฝ่าย “อำมาตย์” พยายามถ่ายโอนอำนาจไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ จนถูกวิจารณ์ว่าให้ “อำนาจล้นฟ้า”

ชัดเจนว่า “อำมาตย์” ให้น้ำหนักตุลาการคุมเกมประเทศไทยในอนาคต

ในขณะที่รัฐบาลทหารแค่ยื่นโจทย์ให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ออกแบบการบังคับใช้รัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ขยัก คือช่วงคุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน และช่วงการใช้รัฐธรรมนูญในระยะปกติต่อไปตามระบอบประชาธิปไตย

แฝงเหลี่ยมลากยาวให้บรรลุเป้าหมาย จะได้ลงหลังเสืออย่างปลอดภัย

ปรากฏโดนกระแสต้านอย่างหนัก จนต้องถอยตั้งหลัก ออกตัวเป็นแค่ข้อเสนอ

เรื่องของเรื่องเทียบกันตามฟอร์ม ฝ่ายท็อปบูตถึงจะมีกองทัพเป็นฐานอำนาจก็ยังอยู่ใต้เหลี่ยมของอำมาตย์ที่เชี่ยวเชิงกฎหมายในกระบวนการตุลาการ

จบเกมทหารก็เป็นแค่มวยรองบ่อนอยู่ดี.

ทีมข่าวการเมือง

ส่งเทียบถูกจังหวะ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580981

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ก.พ. 2559 05:01

 

ล้อตามจังหวะการเคลื่อนของดวงดาว อย่างที่พระพรหมมังคลาจารย์หรือ “เจ้าคุณธงชัย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ได้เปิดตำราทำนายทายทักดาวมฤตยูย้ายจากราศีมีนเข้าราศีเมษทับดวงเมืองประเทศไทยในรอบ 84 ปี ในวันที่ 6 มีนาคมนี้

จะส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองครั้งสำคัญ

ฉับพลันก็มีสัญญาณข้ามประเทศมาจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศ “เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล” ส่งสารถึงฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

“ขอเสนอให้มีการเจรจา ผมพร้อมแล้ว”

แบะท่ากันชัดเจนแบบที่ประกาศเลยว่า ไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆเพื่อช่วยตัวเอง

“อย่ากังวลว่าผมจะคิดแค้น ผมไม่ได้ต้องการเงื่อนไขใดๆเพื่อช่วยตัวผม แต่ถ้าท่านมีความตั้งใจที่จะให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ถ้าท่านตั้งใจที่จะคืนศักดิ์ศรีให้กับประชาชนชาวไทย ท่านต้องมาพูดคุยกัน ผมเงียบมานานเกินไป นักวิจารณ์หลายคนมองผมในแง่ลบ

ผมไม่ได้ใส่ใจกับสถานภาพของผม แต่ผมอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า และไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญมาเปลืองเวลา และเปลืองทรัพยากรบุคคล ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั่วไป ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านประเทศไทยจะเดินถอยหลัง”

จริงอยู่ ท่าทีการขอเจรจาไม่ใช่ครั้งแรกจาก “ทักษิณ”

แต่รอบนี้มันมีระดับความจริงจังมากกว่าทุกครั้ง ตามข่าววงในหลังจากนี้สัญญาณการขอเจรจาจาก “ทักษิณ” จะถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศสำนักใหญ่

เพื่อแสดงความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่เกมเลี้ยงกระแสแบบที่ผ่านมา

ซึ่งนั่นก็หมายถึงการยอมเสี่ยงกับการขัดใจแนวร่วมคนเสื้อแดง ฝ่ายสนับสนุนที่ต้องมองว่า “นายใหญ่” ออกอาการรอไม่ไหว จนต้องยอมเกี้ยเซียะกับอำมาตย์และทหาร

แหกตาพวกที่ร่วมต่อสู้ให้บาดเจ็บล้มตายฟรี

แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นเหมือนการช่วยเปิดทางให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยได้เคลียร์ฝ่ายต่อต้านว่าไม่ใช่สถานการณ์ที่ คสช.เปิดช่องให้ หรือแอบเจรจากันลับหลัง

เป็นฝ่าย “ทักษิณ” ที่ยื่นมือมาขอเจรจาเอง

แน่นอน โดยอารมณ์จากคนเสื้อแดงฝ่ายหนุน และปฏิกิริยาจากฝ่ายต่อต้านระบอบ “ทักษิณ” ต่อข้อเสนอการเจรจาของ “นายใหญ่” นั้นมีแน่ ตามกระแสขั้วขัดแย้งที่ไม่ได้จางลงไป

แต่มาถึงจังหวะนี้ มันก็ไม่มีใครที่กุมสิทธิเด็ดขาดในเกมอำนาจประเทศไทย

ที่สำคัญ “เทียบเจรจา” ของ “ทักษิณ” ก็ส่งมาถูกที่ถูกเวลา

กับภาวะที่ผู้นำรัฐบาลทหารกำลังเผชิญ “ทางตัน” เป้าหมายปฏิรูปไม่คืบไปไหน ในสถานการณ์ที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเริ่มแกว่ง

ทีมงาน คสช.แบ่งออกเป็น 2 ฟากชัดเจนระหว่าง “อำมาตย์” กับ “ทหาร”

แกะรอยสถานการณ์ล่าสุดของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ตามข้อเสนอ “แนวซิกแซ็ก” จากคณะรัฐมนตรีส่งถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

โฟกัสข้อ 16 ขอให้แบ่งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ช่วง

“ช่วงเฉพาะกิจ” หรือ “เฉพาะกาล” ในระยะแรก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงเปลี่ยนผ่าน กับอีกช่วงคือการใช้รัฐธรรมนูญในระยะปกติต่อไปตามระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งก็หนีไม่พ้นโดนจับไต๋ เป็นเหลี่ยมลากยาวเกมอำนาจ

ประกอบกับจังหวะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาพูดถึงเหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 36 อรหันต์ถูกคว่ำ เพราะเขาอยากอยู่ยาว

และก็ยอมรับด้วยว่า มีใบสั่งจาก คสช.ให้แก้ปัญหาวิกฤติช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนนำมาซึ่งแนวคิดคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

โดยปรากฏการณ์ตอกย้ำ ทหารไม่ยอมปล่อยอำนาจหลุดมือง่ายๆ

แต่ในขณะเดียวกันมันก็พอเห็นอะไรรางๆ จากการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากจนถึงขั้นว่า “อำนาจล้นฟ้า”

ปฏิเสธไม่ได้ สถานะของนายมีชัยจัดอยู่ในซีกของอำมาตย์มากกว่าทหาร

อีกนัยหนึ่งก็คือ “อำมาตย์” ไว้ใจ เลือกถ่ายอำนาจไปที่ตุลาการในการคุมเกมประเทศไทย

ปัดพิมพ์เขียว ไม่เดินตามธงที่ทหารปักไว้.

ทีมข่าวการเมือง

แนะทางลงหลังเสือปิดฉากคสช. : ต้องรัฐบาลปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/580415

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ก.พ. 2559 05:01

 

“แม่น้ำ 5 สายต้องผลักดันวาระของชาติเรื่องรู้รักสามัคคี”

“แยกระดับรากหญ้าเป็นชนชั้นกลาง”

“ออกแบบรัฐธรรมนูญไม่ให้การเมืองกลับไปสู่วงจรแบบเดิมและไม่ให้ทหารปฏิวัติอีก”

ข้อเสนอแนะต่อ คสช.ของ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สายการเมือง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบว่าด้วยเรื่องปรองดอง

แต่ข้อเสนอแนะเหล่านั้นที่เคยเสนอในช่วงรอบปี 58 ก็ค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลา รวมถึงผลสรุปการสร้างความปรองดอง ที่สังคมพูดถึงกันมากก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก

มาถึงวันนี้ นายเอนก บอกล่วงหน้าเอาไว้ ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เพราะเป็นอดีต กมธ.

แต่จะขอเติมเต็มเฉพาะประเด็นที่สังคมเกาะติด ในปรากฏการณ์ที่ คสช.อยู่นานจากที่เคยวางตัวเป็นกรรมการเข้ามาห้ามศึก 2 ขั้วการเมืองทะเลาะเบาะแว้งกัน ก็กลายเป็นคู่ขัดแย้งไปเสียแล้ว

และปัญหาใหม่ๆก็แทรกเข้ามา ทั้งความอ่อนไหวของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะถูกคว่ำในชั้นการทำประชามติหรือไม่

ความมั่นคงใน คสช.ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ถือธงคุมอำนาจมีรอยปริร้าวให้เห็น จะถึงขั้นกระชับอำนาจกันใหม่อีกรอบก็ได้

จะเดินไปถึงขั้นนั้นได้อย่างไร ลองไปติดตามผลการศึกษาเรื่องนี้ของ นายเอนก โดยฉายภาพให้เห็นประเทศไทยใน “ยุคบูรพาภิวัตน์ โลกที่เปลี่ยนไปจาก 14 ตุลาคม 16 ถึง 14 ตุลาคม 58” ซึ่งโลกใบนี้เต็มไปด้วยความพิศวง

แต่ชาว 14 ตุลา 16 มักเป็นคนที่เห็นโลกอย่างมั่นใจ อย่างแน่วแน่ที่สุด รู้ล่วงหน้าว่าโลกจะไปทางไหน ประเทศจะไปทางไหนอะไรคือเรื่องที่ก้าวหน้า อะไรคือเรื่องที่ล้าหลังชาว 14 ตุลา 16 มั่นใจไปหมดแทบทุกเรื่อง

เอาเข้าจริงแล้วโลกใบนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิด โลกนั้นเต็มไปด้วยความน่าพิศวง มีการเปลี่ยนแปลงมากมายที่ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดคิด ไม่ได้เป็นไปตามที่เราตั้งใจจะให้เป็น

ฉะนั้นเมื่อ 14 ตุลา 16 คือการระเบิดตูมใหญ่ เป็น “บิ๊กแบง” ของการมองโลขณะที่ 14 ตุลา 58 น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะใช้ความคิด ใช้ปัญญาที่สุกงอม นำเอาประเทศที่ 14 ตุลา 16 ปลดปล่อยออกมาจากคอกความคิดเดิม ให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ อย่างมีโอกาส อย่างมีทางเลือกใหม่ๆ

ประเทศไทยต้องหยุดการเป็นประเทศลูกไล่ ต้องทำตนเองให้เป็นชาติมหาอำนาจระดับกลาง ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจเท่านั้น

และการคิดเรื่องประชาธิปไตยก็ไม่ควรคิดแบบในยุคสงครามเย็นอีกต่อไป มันอาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบนี้ แต่มันก็อาจจะไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบนั้น

แต่มันอาจจะเป็นประชาธิปไตยแบบของมันเอง ที่เกิดจากภูมิปัญหาของไทย เพื่อทำให้ประเทศไทยขยับไปข้างหน้าอย่างสมดุล

เป็นอีกข้อเสนอที่ นายเอนก ต้องการให้ผู้มีอำนาจรัฐ นำไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ยกระดับประเทศไทย ให้ยืนตระหง่านอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างสมดุล

แต่จะเดินหน้าไปถึงขั้นนั้นได้ ต้องทำให้การเมืองของทหารนิ่งเสียก่อน แต่จากการศึกษามาตั้งแต่ยุคจอมพล ป.พิบูลสงครามพบว่า ความท้าทายเกิดจากความขัดแย้งภายในกองทัพเกือบทุกยุคสมัย

เช่น ยุคจอมพล ป.ล้มจบเห่ เพราะเจอความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่ม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งมีจอมพล ป.เป็นตัวบาลานซ์เตอร์ ในที่สุดก็เสียสมดุลไป เมื่อ พล.ต.อ.เผ่าขยับ แต่กลุ่มนายทหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ขยับเร็วกว่า ระบบจอมพล ป.ก็ล้มพับ

ฉะนั้นรัฐบาลทหารจะอยู่ในอำนาจบริหารประเทศได้นานหรือไม่ ความท้าทายล้วนมาจากปัจจัยภายใน

เพราะเมื่อยึดอำนาจได้ใหม่ๆ การแบ่งอำนาจการแบ่งหน้าที่และผลประโยชน์จะไม่เป็นปัญหา ยังมุ่งหน้าจัดการเปลี่ยนผ่านอำนาจและจัดการฝ่ายตรงข้ามที่ตัวเองเข้ามาแทนที่

พออยู่นานเข้าก็จะเป็นธรรมชาติของอำนาจ น้ำหนักจะเหวี่ยงมาที่การจัดการภายใน

ถ้าภายในไม่มีปัญหาก็จะอยู่ในอำนาจได้นาน เพราะแรงท้าทายจากภายนอกมันน้อยกว่าเยอะ เมื่อเทียบกับความขัดแย้งภายใน

อย่าลืมว่าความขัดแย้งจากภายนอก ไม่ว่าเป็นวิกฤติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติหรือไม่ วิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาการชุมนุมของมวลชน ไม่น่าจะเป็นห่วง ยังพอมีวิธีแก้ไขให้ผ่านไปได้ด้วยดี

ที่น่าเป็นห่วงจริงๆขอย้ำว่าเป็นปัจจัยแตกแยกจากภายใน

ในฐานะนักวิชาการที่ได้ศึกษาและเห็นอะไรมาตั้งแต่ยุคจอมพลป. คิดว่าขณะนี้รัฐบาลในแง่ความมั่นคงก็รักษาไว้ด้วยความสามัคคีภายใน ขึ้นอยู่กับกี่ค่ายกี่กลุ่มในนั้น ต้องจัดการตัวเองให้ดี ถือว่าได้เอาความรู้ที่เห็นในช่วงอื่นๆมาให้ดูแล้ว

ยกเว้นช่วงพฤษภาทมิฬ สมัยนั้นพลังมวลชนที่เคลื่อนไหวต่อต้านทหารเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ตอนนี้พลังที่จะเป็นลบกับทหารและจากปัจจัยภายนอกยังไม่เป็นน้ำหนึ่งอันหนึ่งอันเดียวกัน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า คสช.จะอยู่ยาวไปทำไมในเมื่อการสร้างความปรองดองไม่คืบหน้า ยิ่งอยู่นานยิ่งมีปัญหาต่างๆถาโถมเข้าหา และยิ่งสร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา นายเอนก บอกว่า ขณะนี้เกมปรองดองมันเปลี่ยน กระบวนการปรองดองจะต้องรอจังหวะเวลา

และที่ คสช.อยู่ยาวเพื่อต้องการให้ประเทศขยับไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการขยับที่ถูกหรือผิดก็ว่ากันไป แต่ตอนนี้กองทัพไม่อนุญาตให้การเมืองเหมือนเดิม

นับจากนี้ไปการเมืองไทยจะไม่หวนกลับมาสู่รูปแบบเก่าๆ หากกลับไปเหมือนเดิมอีกขั้วการเมืองหนึ่งได้เป็นรัฐบาล อีกขั้วการเมืองตรงข้ามก็ปลุกมวลชนขับไล่อีก

ฉะนั้นเป็นเหตุและผลที่ฝ่ายความมั่นคงจะปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป

หลายฝ่ายมองไกลถึงขั้นการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลปรองดอง เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติติดหล่มขัดแย้ง นายเอนก บอกว่า พรรคใหญ่อีกขั้วจะไม่ชนะเลือกตั้ง ขณะที่พรรคใหญ่อีกขั้วชนะเลือกตั้ง

ทหารจะใช้วิธีทำลายพรรคที่ชนะเลือกตั้งให้สิ้นซาก ก็ไม่มีทางทำได้ และจะป้องกันไม่ให้
พรรคใหญ่ที่แพ้ขึ้นมาสร้างความขัดแย้งอีกก็เป็นไปไม่ได้ทางออกของกองทัพจะต้องทำให้เกิดรัฐบาลผสมขนาดใหญ่ สูตรนี้ทหารต้องเข้ามาคุมทิศทาง ไม่เช่นนั้นพรรคใหญ่อีกพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใหญ่อีกพรรคจะยอมหรือไม่

หรือพรรคใหญ่พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทหารจะไว้ใจได้หรือไม่ ถ้าพรรคใหญ่ที่ได้เป็นนายกฯแล้ว ทหารจะไว้ใจได้หรือไม่ว่าจะไม่หักทหาร ทั้งล้างแค้น คิดบัญชี เข้าไปเปลี่ยนแปลงในกองทัพ

เมื่อทหารไม่กล้าให้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้เข้ามาเป็นนายกฯ จะเป็นนายทหารคนเดิมในตำแหน่งหรือเอาคนในพรรคการเมืองอื่นๆที่ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน แต่มีแนวโน้มจะเข้าใจทหารเข้ามาร่วมด้วย

และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นทหารจะโน้มน้าวจูงใจให้เห็นว่า ถ้าต้องการปรองดอง มีการอภัยโทษ การนิรโทษกรรมต้องเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อช่วยประคับประคองรัฐบาล

ในที่สุดจะมีโอกาสเกิดรัฐบาลปรองดอง เพื่อให้บ้านเมืองต้องมีทางเดิน แต่พวกเราไปมองอีกมุมว่าสูตรนี้จะเดินไปได้หรือ

ต่างกับทหารที่ยืนอยู่ตรงนั้น และไม่มีทางไป แต่ต้องเดินไป ข้างหน้า ถ้าไม่ทำอะไรก็กลับไปสู่การเมืองรูปแบบเดิมๆ จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้

หรือจะยืนหยัดเป็นรัฐบาลทหารแบบพม่าต่อไปก็ไม่ได้อีก เพราะคนไทยอย่าไปวางใจว่าเขาจะยอมตลอดไป คนไทยเป็นคนที่ไม่เคยรักใครจริงจัง เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนได้

ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาทเหลือช่องไปทางเดียว คือ เป็นไปตามสูตรที่เสนอ

คสช.จะลงจากอำนาจอย่างปลอดภัย.
ทีมการเมือง

สถานการณ์แฝง “กดดัน” พลิกร่างรัฐธรรมนูญ : ดื้ออำนาจ เขย่าคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579992

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ก.พ. 2559 05:01

 

ถึงเวลาคนไทยต้องหลอมรวมพลังส่งกำลังใจให้พ่ออีกครั้ง

ภายหลังแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 20 ต่อเนื่องฉบับที่ 21

ขณะที่สำนักพระราชวัง ได้จัดตั้งโต๊ะให้คณะบุคคลทั่วไปเดินทางมาลงนามถวายพระพร ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. คณะรัฐมนตรี ผู้นำเหล่าทัพ ตลอดจนประชาชนทั่วไปเดินทางร่วมลงนามถวายพระพร

เพื่อให้ทรงหายจากอาการประชวรโดยเร็ววัน

ท่ามกลางบรรยากาศวุ่นๆสารพัดเรื่องร้อนๆที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลทหาร คสช.ไหนจะแรงป่วนทางการเมือง ไหนจะปัญหาเศรษฐกิจ ไหนจะภารกิจตามโรดแม็ปที่กระชั้นเข้ามาทุกที

งานเข้าแบบที่ไม่ได้พักหายใจหายคอ

และก็เป็นอะไรที่ยิ่งพยายามแก้ปัญหาก็เหมือนยิ่งเพิ่มปมความขัดแย้งมากขึ้น

ผ่านมาปีครึ่ง นับตั้งแต่การยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงตรงนี้คำว่า “ปรองดอง” อันเป็นเงื่อนไขหลักยังไม่มีวี่แวว แต่แนวโน้มหัวเชื้อความแตกแยกที่ถูกกดไว้ด้วยอำนาจพิเศษกำลังเริ่มผุดกลับมา

สวนทางกับภาวะอำนาจพิเศษที่เริ่มอ่อนกำลัง

ตามสถานการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายที่ไหลมาถึงจุดที่เกิดภาพสะท้อนใจคนไทยเมืองพุทธ กับฉาก “ม็อบพระ” เผชิญหน้ากับทหาร

ที่มีการสกัด ขัดขวางไม่ยอมให้เข้าไปชุมนุมที่พุทธมณฑล

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ ได้จัดประชุมสกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย

อ้างเหตุเนื่องจากรัฐบาล คสช.ปล่อยให้กลุ่มคนบางกลุ่มออกมาย่ำยีคณะสงฆ์

โดยธงที่มีการโยงไปที่ปมความขัดแย้งในการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 20 ของประเทศไทย ที่เกี่ยวเนื่องเป็นเรื่องเดียวกันกับศึก “ธรรมกาย” พาดเกี่ยวไปถึงการเมืองเรื่องของ “ระบอบทักษิณ” กับฝ่ายต้าน

สถานการณ์ขมวดปมมาเป็นเรื่องเดียวกัน การแบ่งขั้วแตกแยกในหมู่คนไทย

และก็เป็นอะไรที่ “อุ่นเตา” ติดแล้ว

แกะรอยจากข้อร้องเรียนของคณะสงฆ์ที่ยื่นถึงรัฐบาล คสช.ประกอบด้วย ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการปกครองของคณะสงฆ์

ขอให้นายกรัฐมนตรียึดถือการดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ในการเสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช

รวมถึงขอให้ทางรัฐบาลสั่งให้หน่วยราชการไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย

และขอให้บรรจุพระพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

ยื่นโจทย์ยากกดดันวัดใจรัฐบาลทหาร

ที่แน่ๆงานนี้จะประมาทพระไม่ได้ ในเมื่อเครือข่ายพระสงฆ์ได้เคลื่อนไหวแสดงพลัง “สังฆามติ” อย่างที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า

ฝ่ายหนุน “สมเด็จช่วง” เครือข่ายธรรมกายไม่ธรรมดาแน่

ในขณะที่อีกด้าน ตามสัญญาณการเคลื่อนไหวของ “พุทธะอิสระ” อดีตแกนนำม็อบ กปปส.ที่แสดงตัวแสดงตนเป็นหัวหอกในการต่อต้านการตั้งสมเด็จวัดปากน้ำเป็นสังฆราชองค์ที่ 20 ต่อเนื่องกับการเดินหน้าจัดการกับ “ธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

ประกาศยอมถูกตัดหัวหากสามารถกำจัด “อลัชชี” พ้นธรรมวินัยได้

แต่ที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะโดยการเคลื่อนไหวของ “พุทธะอิสระ” ก็บังเอิญสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับกระบวนการทางกฎหมายในคดีที่เกี่ยวพันกับ “สมเด็จช่วง” และธรรมกาย

อย่างที่เห็นในจังหวะไล่เลี่ยกับเครือข่ายสงฆ์แสดงพลัง “สังฆามติ” กดดันการแต่งตั้งสังฆราช ก็เป็น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ออกมาเปิดเผยผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ หมายเลขทะเบียน ขม 99 ที่ได้รับรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

เป็นรถยนต์ผิดกฎหมายทุกขั้นตอนการจดทะเบียน

ตอกย้ำ “ตำหนิ” ของ “สมเด็จช่วง” ให้ฝ่ายต่อต้านได้หยิบเอามาขยายปมความชอบธรรม

และนั่นก็เข้าเงื่อนไข อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาล คสช.ยืนยันจะไม่เดินหน้ากระบวนการแต่งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ ตราบใดที่ยังขัดแย้งและยังไม่เคลียร์

ปมสังฆราชองค์ที่ 20 กลายเป็นหัวเชื้อระเบิดเวลา

อย่างที่รู้กันปมศาสนาเป็นเรื่องอ่อนไหว ความเชื่อของคนเป็นอันตราย

ที่แน่ๆเมื่อ “พระ” ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนคนไทยพุทธ ภาพของ “ผู้บริสุทธิ์” จากกิเลสยังไม่เว้นถูกลากมาในวังวนความขัดแย้ง แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์

เมืองไทยแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวแล้ว

และก็ครบทุกภาคส่วนแล้วเหมือนกัน ไล่เรียงกันตามปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวภายใต้ฉากร้อนๆบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยการแสดงพลัง

ส่งสัญญาณถึงฝ่ายคุมเกมอำนาจให้ต้องฟังเสียงนกเสียงกา

ก่อนหน้าคิวของ “ม็อบพระ” เครือข่ายสงฆ์ ก็เป็นในส่วนของนักศึกษาที่มีการยื้อยุดฉุดกระชากเอาล่อเอาเถิดกับทหารในการล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการที่จัดเสวนาวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไล่เลี่ยกันก็เป็นคิวที่กำนันผู้ใหญ่บ้านนัดรวมตัวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

ไม่ต้องพูดถึงนักเลือกตั้งที่ส่งเสียงเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก เปิดไฟเขียวพรรคการเมืองจัดกิจกรรม กลับมาดำเนินงานทางการเมืองได้

พระ นักศึกษา กำนันผู้ใหญ่บ้าน นักการเมือง กระตุกแรงกระเพื่อมไปทุกจุด

และอีกมุมหนึ่งที่จับจุดกันได้ โดยความเคลื่อนไหวก็เกิดในห้วงจังหวะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก่อนจะสรุปร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มีนาคม

ถือเป็นช่วงนาทีทองของการ “ยื่นโพย”

โดยเงื่อนไขสถานการณ์มันก็มองได้ ในเหลี่ยมที่ฝ่ายต่างๆเดินหมากในเชิงสำแดงพลัง ภายใต้มุมความเคลื่อนไหวที่มีวาระหลักและวาระรอง

แฝงธงของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายที่ต้องการล็อกผลประโยชน์ในกติกาใหม่

แบบที่เห็นๆกัน ข้อเรียกร้องของคณะสงฆ์นอกเหนือจากการกดดันให้รัฐบาลตั้งสังฆราช ในข้อ 4 ที่ขอให้บรรจุพระพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญ

หรือในขบวนล้อการเมืองงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ก็มีหุ่นล้อเลียนนายมีชัย ฤชุพันธุ์ พร้อมข้อความแสบๆคันๆ “ฟรีซแลนด์ ห้ามคว่ำ ห้ามเผลอ เดี๋ยวเจอกัน”

สะท้อนถึงการต่อต้านรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการสืบทอดอำนาจ ให้องค์กรอิสระและวุฒิสภา ควบคุมฝ่ายการเมืองจากการเลือกตั้ง

ขณะที่การเสวนาอภิปรายหัวข้อ “อวสานโลกสวย : วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559” ที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บรรดานักวิชาการชื่อดังก็วิพากษ์กันแบบตรงๆแรงๆ

ทั้งการครอบงำรัฐบาลใหม่ให้อยู่ใต้อำนาจ คสช. ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือทุกอำนาจ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอย้อนยุคถอยหลังลงคลอง

สรุปคือไม่สามารถแก้วิกฤติประเทศได้ แค่ร่างไปตามจินตนาการ

ส่วนการนัดชุมนุมของสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านก็คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยที่บัญญัติไว้เฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้บัญญัติการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เหมือนในรัฐธรรมนูญ 2550

ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงในจุดนี้ก็เสี่ยงมีผลเสียดทานในการประชามติ

หันไปที่โพยจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สนช.) ก็แบไต๋ชัดเจนมาเลยกับข้อเสนอให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาทั้งหมด

พวกถนัดเกม “ลากตั้ง” ก็จ้องลุ้นโบนัสเป็น ส.ว.ต่อเลย

และก็แน่นอนพรรคการเมือง นักเลือกตั้งอาชีพ ก็ไม่เอาด้วยกับระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนตามความนิยม สูตรคำนวณพิสดารเพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.ของแต่ละ พรรคที่สะท้อนความนิยมที่แท้จริงของประชาชน จากการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว

พรรคการเมืองใหญ่เสียเปรียบ มีแค่พรรคการเมืองขนาดกลางที่ได้ประโยชน์เต็มๆ

จึงเห็นได้ว่า ต่างกลุ่ม ต่างฝ่าย ต่างได้จังหวะเคลื่อนไหวสำแดงพลังกดดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ซึ่งก็ยากจะหาจุดลงตัวเจอ เพราะอีกฝ่ายได้ อีกฝ่ายเสีย

และก็แน่นอน โดยบรรยากาศของการสำแดงพลังกดดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่น่าจะเร้าไปถึงการทำประชามติ จุดเดิมพันสุดท้าย ฝ่ายเสียผลประโยชน์ก็ต้องออกแรงคว่ำประชามติเต็มที่

แม้จะมีเสียงขู่จากรัฐบาล คสช.ให้ระวังหมิ่นเหม่ผิดกฎหมายก็ตาม

ตามรูปการณ์ ที่กลุ่มต่างๆเริ่มกล้าขยับเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทหาร คสช. ใช้ “กฎหมู่” ลองเชิงกดดัน “กฎหมาย”

“ประกาศห้ามชุมนุม” ของ คสช.ชักจะไม่อยู่ในสายตา

ล้อตามระดับความขลังของอำนาจพิเศษที่เริ่มล้า ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ไม่ศักดิ์สิทธิ์

โดยสถานการณ์แปรผันตามอาการขุมอำนาจ คสช.กำลังแกว่ง จากกระแสความหวาดระแวงกันเองในหมู่พี่ๆน้องๆฝ่ายคุมเกม

รัฐบาลพิเศษ อำนาจผสม เริ่มภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ถดถอยตามเงื่อนเวลาของอำนาจพิเศษที่จะสั้นกว่ารัฐบาลปกติทั่วไป

นี่จึงเป็นที่มาของปรากฏการณ์ “ดื้ออำนาจ” แรงกระเพื่อมจากทุกจุดรุมเขย่า คสช.

ในเครื่องหมายคำถาม ถึงตอนประชามติจะเอาอยู่หรือไม่.
ทีมการเมือง

เคลียร์ทางลงหลังเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579911

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ก.พ. 2559 05:01

 

เจอคิวร้อนต้อนรับทันทีที่เดินทางถึงเมืองไทย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ภายหลังปิดจ๊อบภารกิจการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ที่ประเทศสหรัฐฯ

ได้ยืดอกเช็กแฮนด์กับเบอร์หนึ่งมหาอำนาจโลกอย่าง บารัค โอบามา ประธานาธิบดีเมืองลุงแซม และกระทบไหล่ถ่ายรูปหมู่ร่วมกับผู้นำนานาชาติ เพิ่มเครดิตให้ตัวเองอยู่เพียงแค่อึดใจ

ต้องกลับสู่โหมดโลกแห่งความจริง ไล่ถอดสลักความขัดแย้งที่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อเตรียมกรุยทางไปสู่การคืนอำนาจประชาธิปไตย

ถึงเวลา “บิ๊กตู่” ต้องคุมบรรยากาศบ้านเมืองให้นิ่ง ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

เห็นได้จากปรากฏการณ์นำร่องจัดระเบียบสื่อ ขอตอบคำถามสื่อวันละ 4 ข้อ เพลาฝีปากการพูด คุมกรอบการให้สัมภาษณ์ ลดภาวะเสี่ยง ไม่ให้เกิดอาการนอตหลุดบ่อยๆเหมือนที่ผ่านมา

กลบจุดอ่อนเรื่องอารมณ์ดุดัน หันไปกระจายงานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องช่วยชี้แจงแทน

ขณะที่เรื่องร้อนๆอย่าง “ม็อบผ้าเหลือง” ประเด็นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ที่ “บิ๊กตู่” เคยเสนอทางออกให้เปิดเวทีดีเบตตัดสินปัญหา

เชิญคู่กรณีสองฝ่าย ทั้งขั้วสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระสังฆราช มาขึ้นเวทีชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนตัดสิน

ล่าสุดก็ส่งสัญญาณล้มเวทีดีเบต ผ่านทาง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะไม่แน่ใจว่า จะกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไปหรือไม่

ไม่กล้าเพิ่มปัจจัยสุ่มเสี่ยงให้คนในสังคมแตกแยกกันมากขึ้น เปิดช่องให้เกิดคลื่นใต้น้ำมาผสมโรง ลากรัฐบาลเข้าสู่โซนอันตราย ในช่วงเตรียมพร้อมก่อนส่งไม้เลือกตั้ง

ขณะเดียวกันในแง่ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ก็เร่งปั๊มชีพจรเศรษฐกิจให้คืนชีพ

กับคิวที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งกดปุ่มไฟเขียวผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2559 วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท แบบ 3 วาระรวดไปสดๆร้อนๆ

หลังจากส่ง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โชว์ลีลากล่อมสมาชิก สนช. ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นถึงการขออนุมัติงบกลางปีเพิ่มเติม เพื่อนำไปดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ตลอดจนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล

อัดฉีดงบอีกครึ่งแสนกว่าล้านบาทกระจายไปยังระดับรากหญ้า และคนชั้นกลาง กระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

“บิ๊กตู่” ส่งสัญญาณเคลียร์ทางเตรียมพร้อมเลือกตั้ง ลดปมขัดแย้งทางการเมือง และสร้างสมดุลในระบบเศรษฐกิจ ก่อนนับถอยเข้าสู่โหมดคืนประชาธิปไตย

สอดรับไปในทิศทางเดียวกับข้อเสนอแนะและความเห็นการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.ที่ลงนามโดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ส่งไปยัง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ส่งซิกให้ กรธ.เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุช่วงเวลาสตาร์ตการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2560 ลงไปในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน

ขณะเดียวกันยังเสนอ กรธ.ให้จัดทำกฎหมายเท่าที่จำเป็นแก่การเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ให้แล้วเสร็จ เพื่อจัดการเลือกตั้งภายในเวลาที่กำหนด ไม่จำเป็นต้องรอเขียนกฎหมายลูกให้เสร็จทั้ง 10 ฉบับ

การันตีจัดเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดตามโรดแม็ป เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

แต่ที่แทรกคิวให้เกิดเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นคือ การเสนอบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลาคือ 1.ช่วงเฉพาะกาล เปิดช่องให้มีข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นการชั่วคราว 2.ช่วงใช้รัฐธรรมนูญในระยะต่อไป

ตั้งแง่ขอคืนประชาธิปไตยแค่ครึ่งใบในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สกัดความโกลาหลที่อาจเกิดขึ้นในห้วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนถ่ายอำนาจ

ฝ่ายอำนาจพิเศษยังกังวลใจอยู่ลึกๆ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง ภายหลังประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่บาดแผลแห่งความขัดแย้งยังปิดไม่สนิท

เปิดหน้าไพ่ขอคุมเกมการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำลังจะก้าวลงจากหลังเสือ

โยนหินถามทางขอยืดเวลาใช้อำนาจพิเศษกันดื้อๆ.
ทีมข่าวการเมือง

บริหารบนโจทย์ขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/579435

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ก.พ. 2559 05:01

 

หลังจากบินไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน–สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ก็คัมแบ็กพร้อมการบ้านปึ๊งใหญ่

ไม่เฉพาะจากคิวประชุมครั้งนี้ มีเรื่องต้องให้ขบคิดพิจารณาบานเบอะ

เพราะถึงจะได้ภาพหรู “ผู้นำจากรัฐประหาร” ที่ได้รับการต้อนรับขับสู้จากผู้นำ “มหาอำนาจโลกประชาธิปไตย” อย่าง “บารัค โอบามา” เช็กแฮนด์กันหลายรอบ ถ่ายรูปคู่รูปหมู่กันหลายชอต

แต่สุดท้าย “ผู้นำพญาอินทรี” ก็ไม่ลืมท่าไม้ตาย สะกิดผู้นำไทย “เร่งคืนประชาธิปไตย”

กระตุกโรดแม็ปกันตรงๆเลย เป็นการบ้านอีกข้อใหญ่ กับแรงกดดันที่ประเทศสหรัฐฯถึงทีท่าอ่อนแต่ก็ยังไว้เชิง โดยเฉพาะในห้วงประเทศไทยเอียงตัวออกนอกปีกพญาอินทรี ทั้งไปสนิทชิดเชื้อกับ “ตั้วเฮีย” พญามังกร ประเทศจีน

หรือเร็วๆนี้ก็ส่ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ยกคณะไปเยือนประเทศรัสเซีย มีหัวข้อเตรียมพูดคุยเรื่องการค้าการลงทุน รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์

พญาอินทรีสหรัฐฯก็ต้องบีบ ต้องดึงรั้งกันเป็นระยะๆแน่

ในห้วงที่ “บิ๊กตู่” ต้องพาช้างศึกไทยทรงตัว “เลี้ยงดุล” ให้ดีกับสถานการณ์โลก การประลองกำลังของบิ๊กๆมหาอำนาจที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยต้องเลี้ยงดุลกันเหนื่อย

แต่ก็น่าจะเป็นโจทย์หนักที่ “บิ๊กตู่” คุ้นชิน กับการ “บริหารความขัดแย้ง”

ไม่ต่างจากสถานการณ์ในประเทศ ที่เมื่อถึงกรุงเทพฯ ก็มีคำถามยิงถึงทันทีกับหลายปมร้อน นำร่องด้วยเรื่องการจัดระเบียบสื่อ กำหนดกรอบ จำกัดคำถามที่จะให้สัมภาษณ์

ปิดปากตัวเองมาพักใหญ่ ก็ถึงคิว “ปิดไมค์สื่อ” ช่วยอีกทาง

ในช่วงต้องใช้สมาธิหนักบริหาร “ความขัดแย้งภายใน” หลายเรื่องต้องตอบคำถามข้ามประเทศ ระหว่างอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทั้งปมขัดแย้งกรณีแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เรื่องร้าวในวงการสงฆ์

ชนิด “บิ๊กตู่” ห่วงบานปลาย จ่อจัดเวทีดีเบตกันเลย

ขณะที่สถานการณ์ในภาพรวม ร่างรัฐธรรมนูญที่เสียงค้านแรงต้านกันอื้ออึงจากภาคส่วนต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากกฎกติกาใหม่ ในขั้นรับฟังความคิดเห็น ก่อนสรุปร่างไปสู่ชั้นประชามติ

ฝุ่นตลบอบอวลกว่านี้

แต่ที่เร่งแก้ปมเฉพาะหน้า กับภาวะที่ถูกมองว่าอยู่ในห้วง “ขาลอย” อีกเรื่องที่ “บิ๊กตู่” ดูเหมือนจะรุกหนักดึงดุลอำนาจมาอยู่ในมือ สะท้อนจากคิวปฏิรูปตำรวจ จากกฎเกณฑ์แต่งตั้งโยกย้ายใน สตช.แต่ละระดับ

พยายามกระตุกอำนาจกลับ แชร์สัดส่วนตั๋วให้มากกว่านี้

หรือรายการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี ก็เป็นที่จับตาว่า “บิ๊กตู่” จะคอนโทรลโผอย่างไร

ไม่ให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินซ้ำซ้อนหรือโปรแกรมใหญ่ที่ไม่แน่ว่าอาจจะลัดคิวมาก่อนเลยกับการยกเครื่องทีมรัฐมนตรี กับกระแสข่าวการปรับ ครม. ถึงจุดที่ต้องเคาะแก้หลายปมหลายเด้ง

ทั้งติดเบรก “เพื่อนพ้องน้องพี่” ทั้งหัวขบวนขุมข่าย “ราบ 11 คอนเน็กชั่น” ของ “วงศ์เทวัญ” กับ “ร.1 รอ. เน็ตเวิร์ก” สาย “พี่ใหญ่ บูรพาพยัคฆ์” เริ่มแตะมือจับขั้ว แยกตัวจากอำนาจผู้นำ

ต้องเร่งสลัดให้หลุดจากภาวะ “อำนาจแฝง-อำนาจซ้อนทับ”

ไหนจะต้องแก้ปม “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ชักปริร้าวหนักแตกเป็นหลายขั้ว ซ้ำรอยเดิม

ที่สำคัญต้องเร่งดับกลิ่นโชย สวนทาง “โจทย์แก้โกง”

เรียกว่า “บิ๊กตู่” เข้ามาคุมอำนาจการปกครองในห้วงไม่ปกติ ระยะเปลี่ยนผ่านในหลายวงการ ทั้งการเมือง บ้านเมือง ทหาร ตำรวจ กระทั่งในวงการสงฆ์

ตามที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นตรงกัน ถึงวาระต้อง “ปฏิรูป”

ในภาวะไร้ระเบียบหนัก ขุมข่ายต่างๆวิ่งจับขั้วกันให้วุ่น ทั้งกลุ่มอำนาจใหม่–อำนาจเก่าแก่–อำนาจที่ถูกโค่นรอคัมแบ็ก

“บิ๊กตู่” ในฐานะผู้ถือดุลหลัก มีหลายปมที่ทั้งต้องคอยประคอง เบรกเกม ดึงจังหวะ

บริหารจัดการความขัดแย้งในยุคเปลี่ยนผ่าน.

ทีมข่าวการเมือง

ถึงจุดที่ต้องช่วยกัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578933

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ก.พ. 2559 05:01

 

แค่บังเอิญมาถูกจังหวะกันพอดิบพอดี

ตามคิวที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เปิดผลการตรวจสอบรถเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครอง ที่ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

เป็นรถยนต์ผิดกฎหมายชัดเจน

โดยจังหวะไล่หลัง “ม็อบพระ” เผชิญหน้ากับทหาร สถานการณ์ร้อนๆที่พระซึ่งถูกมองว่าเป็นเครือข่าย “ธรรมกาย” และแนวร่วมระบอบ “ทักษิณ” บุกเข้าพุทธมณฑลเพื่อชุมนุมทำ “สังฆามติ” กดดันให้รัฐบาลทหาร คสช.แต่งตั้ง “สมเด็จช่วง” ขึ้นเป็นพระสังฆราช ตามมติของมหาเถรสมาคม

เช่นเดียวกันกับคิวที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้างานเลี้ยงตรุษจีนบ้าน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองกรุง พรรคเพื่อไทย ถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ห่วยแตก ส่งสัญญาณนำร่องเกมคว่ำประชามติ

ก็กระตุกจังหวะความคืบหน้าทางคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดตามคำสั่งของกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์จ่อสรุปตัวเลขค่าเสียหายที่จะเรียกจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชงลูกให้อัยการสูงสุดฟ้องแพ่งและอาญา

อารมณ์แบบว่า “ซ่ามาก” ก็โดนกระตุกชนักปักหลัง

หนังม้วนเก่าวนฉายซ้ำไปซ้ำมา สถานการณ์ “ขึงพืด” ยังอยู่ในระดับขาดผึงได้ทุกขณะ

โดยบรรยากาศกดดันภาวะการบริหารของรัฐบาล “เรือแป๊ะ” ที่กำลังเป๋เพราะพายุถาโถมเข้าใส่ทุกทิศทุกทาง แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ต้องกำหนดแนวทางให้นักข่าวตั้งคำถามได้แค่วันละ 4 คำถาม

ตามรูปการณ์ไม่ให้ผู้นำเสียเหลี่ยมจากอาการนอตหลุด

พร้อมๆกับกระแสการปรับ ครม.ที่กลับมาแรงอีกครั้ง ตามความหวังกู้ฟอร์มบริหาร โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่นับวันชาวบ้านรากหญ้าก็สะสมอารมณ์หงุดหงิดจากปัญหาปากท้อง เร้ากับเสียงเรียกร้องให้เลือกตั้งดังขึ้นทุกขณะ

ล้อตีคู่มากับข่าวลือ “รถถัง” จะวิ่งผ่าทางตันกันอีกรอบ

แต่เรื่องของเรื่อง ต้องจับอาการของพวกมดจมูกไว ไม่มีใครเกินนักเลือกตั้งอาชีพ

ในจังหวะสถานการณ์ซีเรียสภายใต้อำนาจพิเศษ ล่าสุดก็มีปรากฏการณ์การนัด “รียูเนี่ยน” ของนักการเมืองระดับบิ๊กเนมในนามกลุ่ม 16 อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสุชาติ ตันเจริญ นายสนธยา คุณปลื้ม นายวราเทพ รัตนากร ฯลฯ

โดยเจาะจงฤกษ์ 14 กุมภาพันธ์ “วันวาเลนไทน์”

ตามเหตุปัจจัยเบื้องหลังนักการเมืองเก๋าเกมอ่านขาด ประเมินบ้านเมืองมาถึงจุดไร้ทางออกแล้ว ทุกฝ่ายต้องขยับช่วยกัน กลุ่ม 16 ที่มีศักยภาพการเมือง จึงรวมตัวเพื่อให้เกิดภาพของความรัก บรรยากาศสามัคคี แบบที่แตกแยกไปอยู่คนละขั้วยังกลับมารวมตัวกันได้ในยามบ้านเมืองวิกฤติ

ตกลงแตะมือกันหลวมๆเผื่อสถานการณ์ที่ต้องร่วมแรงเพื่อชาติ

แต่ที่ไม่ได้นัดกับใคร แค่บังเอิญตรงสถานการณ์พอดี

ล่าสุด “ดร.ซุป” นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ขึ้นปาฐกถาพิเศษบนเวที “TMB Economic Forum ส่องเศรษฐกิจโลก เจาะธุรกิจไทย 2016” ของธนาคารทหารไทย

โชว์กึ๋นชั้นอ๋อง เครดิตระดับอินเตอร์ ฟันธงเศรษฐกิจโลกยังซึมลึก

แนะรัฐบาล คสช.มาถูกทางที่เน้นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจภายใน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไม่สามารถพึ่งการส่งออกจากภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน แต่ไม่ควรกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเป็นอันตราย เนื่องจากขณะหนี้ภาคครัวเรือนต่อจีดีพีสูงมาก ประชาชนไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มอีกแล้ว

กระตุกรัฐบาลไม่ควรเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไม่ให้ตกหลุมพรางสหรัฐอเมริกาที่จับมือกับสหภาพยุโรปในการลดบทบาทองค์การการค้าโลก หวังอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขกฎเกณฑ์การค้าโลก

แน่นอน ด้วยเงื่อนสถานการณ์การเมืองยามนี้ ภาวะเศรษฐกิจเยี่ยงนี้

ชื่อ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” นี่แหละ คือคนที่ใช่กว่าใคร.
ทีมข่าวการเมือง

‘บิ๊กป้อม’ ได้คิวโชว์เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578450

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ก.พ. 2559 05:01

 

ก่อชนวน “อุ่นเตา” ติดแล้ว

โดยแนวโน้มสถานการณ์ภายหลังฉาก “สะท้อนใจชาวไทยพุทธ” ทหารเผชิญหน้า “ม็อบพระ” ที่เดินหน้าจัดชุมนุม “สังฆามติ” สกัดแผนการล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย

เปิดหน้าลุยกันโต้งๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน

ปมเหตุมาจากการตั้งสังฆราชองค์ใหม่ ศึก “ธรรมกาย” กับ “พุทธะอิสระ” การเมืองเรื่องของ “ทักษิณ” กับเครือข่ายฝ่ายต้าน

ตามบทสรุปที่แกะรอยได้จากข้อร้องเรียนของคณะสงฆ์ที่ยื่นถึงรัฐบาล คสช. ประกอบด้วย ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมการปฏิบัติเกี่ยวกับการปกครองของคณะสงฆ์

ขอให้นายกรัฐมนตรี ยึดถือดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ในการเสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช

รวมถึงขอให้ทางรัฐบาลสั่งให้หน่วยราชการไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย และขอให้บรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่าง

คณะสงฆ์หนุน “สมเด็จช่วง” สำแดงพลังอย่างที่ยื่นคำขาดไว้

ตามจังหวะที่ “พุทธะอิสระ” ก็รีบออกมาเคลม “ผลงาน”

โพสต์เฟซบุ๊กเป็นเชิงสะใจ จากการขุดบ่อล่อให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหวมาติดกับดัก “ตายเอง” โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมาก

ตามสูตรโยงความเคลื่อนไหวของม็อบพระ “ธรรมกาย” กับปรากฏการณ์ขยับของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่โฟนอินมาโจมตีร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” กระตุกเครือข่ายพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง นปช.ประกาศคว่ำประชามติ ไปยันการที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดบ้านเชิญนักข่าวต่างชาติเข้าร่วมชมแปลงผัก

อาศัยจังหวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.บินไปประชุมที่สหรัฐอเมริกา หวังกดดันให้รัฐบาลรีบประกาศตั้ง “สมเด็จช่วง” ขึ้นเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่

ที่ขาดไม่ได้ ในลีลาของอดีตแกนนำม็อบ กปปส.ที่แฝงไปด้วยอารมณ์บู๊ดุดัน

“พุทธะอิสระ” ประกาศยอมถูกตัดหัวหากสามารถกำจัด “อลัชชี” พ้นธรรมวินัยได้

ตั้งแท่นชงให้รัฐบาลทหาร คสช.ตบแรงๆ

โดยบรรยากาศเร้าด้วย “สื่อเลือกข้าง” ที่โหมกระแสในโซเชียลมีเดีย

ฝั่งที่ถือหาง “พุทธะอิสระ” แนวต้านธรรมกาย ก็ขยายภาพ “พระล็อกคอทหาร” กระตุกกระแสให้กองเชียร์ถล่มอาการไม่สำรวมของผู้ทรงศีล พฤติกรรมไม่เหมาะกับความเป็นพระ

ประจานพวกรับจ้างมาจากระบอบ “ทักษิณ”

ขณะที่ฝ่ายถือหาง “ธัมมชโย” เครือข่ายธรรมกาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแนวร่วม “ทักษิณ” ก็พยายามโชว์ภาพความจริงอีกมุมที่ทหารปรี่เข้าหาพลเรือนในกลุ่มผู้ชุมนุม พระเลยต้องช่วยกันห้ามไว้ อันเป็นที่มาของภาพพระล็อกคอทหาร

เหตุการณ์เดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงสวนไปกันคนละทาง

แล้วแต่จะถือหางใคร ก็เลือกฟังพวกเดียวกัน ถล่มด่าอีกฝ่ายมันปาก

แน่นอน นี่คืองานหนักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่บังเอิญเหตุมาเกิดในช่วงรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีพอดี

ทหารเผชิญหน้าพระ ในจังหวะต่อเนื่องกับบรรยากาศกรุ่นๆระหว่างทหารกับนักศึกษาที่เล่นเกมเอาล่อเอาเถิดกันในการล้อการเมืองงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ก็ยังไม่จาง

เงื่อนสถานการณ์พร้อมไหลผสมโรงได้ตลอด

ไหนจะจังหวะฮึ่มๆของสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยและชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านระดับจังหวัด นัดรวมตัวกันที่อาคารรัฐสภา และศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เพื่อคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่บัญญัติไว้เฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้บัญญัติการปกครองส่วนกลางส่วนภูมิภาคเหมือนในรัฐธรรมนูญปี 2550

พระ นักศึกษา กำนันผู้ใหญ่บ้าน แรงกระเพื่อมเกิดพร้อมๆกันทุกทิศทุกทาง

แต่อีกมุม ถ้า “บิ๊กป้อม” ยังเอาอยู่ โชว์ฟอร์มคุมสถานการณ์ได้ดี

มันก็ตอกย้ำบารมี “ตัวจริง” เบอร์หนึ่งฝ่ายคุมเกมอำนาจ.

ทีมข่าวการเมือง