‘ไล่ต้อน’ เหนื่อยขึ้นอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577932

โดย ทีมข่าวการเมือง 16 ก.พ. 2559 05:01

 

ได้จังหวะพักอารมณ์เครียดๆเลี่ยงปม “ยั่วตบะ” ได้หลายวัน

ล่าสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.บินลัดฟ้าถึงแดนลุงแซมเรียบร้อย เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน–สหรัฐอเมริกา ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ ตามโปรแกรมยาว 5 วัน 5 คืน

ส่วนทางนี้ก็ปล่อยมือให้พี่ใหญ่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุม ครม. คุมเกมอำนาจในเมืองไทยแทนชั่วคราว

ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนอบอ้าวขึ้นทุกขณะ

ตามฉากร้อนๆล่าสุด “พระสงฆ์ปะทะทหาร” ที่มีการขัดขวางไม่ยอมให้เข้าพุทธมณฑล ตามเงื่อนสถานการณ์ที่เครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.)

ได้จัดประชุมสกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทย อ้างเหตุเนื่องจากรัฐบาลปล่อยให้กลุ่มคนบางกลุ่มออกมาย่ำยีคณะสงฆ์ ที่สำคัญเป็นการแสดงจุดยืนการเสนอตั้งสมเด็จพระสังฆราช

เร้าเงื่อนไขเข้าจุดเสี่ยง “ราดน้ำมันเข้ากองเพลิง”

ส่วนที่กำลังอุ่นเตาให้กลับมาร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ตามเงื่อนสถานการณ์เดิมพันในปมทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โฟกัสความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่นัดสื่อมวลชนต่างประเทศ เจาะจงเลือกเชิญเฉพาะนักข่าวต่างชาติเข้าชมแปลงผักที่ปลูกอยู่บริเวณด้านหลังบ้าน

ในอารมณ์โชว์ไลฟ์สไตล์หลังโดนรัฐประหาร

แต่ยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจจริงๆก็อย่างที่หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ ของประเทศสิงคโปร์ ตีพิมพ์รายงานพร้อมคำให้สัมภาษณ์อดีตนายกฯหญิงของไทย กำลังเรียกร้องความเป็นธรรมในการดำเนินการทางกฎหมายต่อกรณีโครงการรับจำนำข้าว

และในคิวเดียวกัน อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ยังให้สัมภาษณ์นักข่าวไทย ถึงปมความคืบหน้าที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดชอบทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว ออกมาชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวเป็นทำนองว่า ตัวนโยบายไม่ผิดแต่พฤติการณ์ผิด

ตรงนี้ก็ยังค่อนข้างจะงงอยู่นิดนึง เพราะในเมื่อตัวนโยบายไม่ผิด แล้วข้าวก็ไม่ได้หาย ผู้ปฏิบัติก็ไม่ได้ผิด ดังนั้นในระดับนโยบายผู้ที่กำหนดนโยบายจะผิดได้อย่างไร

อ่านไต๋ชัดเจน “ยิ่งลักษณ์” ได้จังหวะกระพือปมเดิมพันคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือคาดการณ์ยากแต่อย่างใด ในเมื่อเป็นการฉวยสถานการณ์ที่ฝ่ายรุกไล่ “เขี่ยลูก” มาเข้าทางให้เองเต็มๆ

จากปรากฏการณ์ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดชอบทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว “ใบ้หวยล่วงหน้า” โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

แต่การจำนำข้าวของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ผิดแน่นอน

ต่อเนื่องกับคิวที่ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็ยอมรับตามตรง การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในรอบปีบัญชี 2558 ที่ก่อนหน้ากระทรวงการคลังระบุว่า มีข้าวหายไปจากสต๊อกเกือบ 4 แสนตันนั้น โดยแท้จริงอาจเป็นการลงบัญชีผิดพลาด

ซึ่งนั่นก็ทำให้ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟันธงเลยว่า

ผลจากการยอมรับเรื่องการลงบัญชีข้าวผิดพลาดดังกล่าว ส่อทำให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์พ้นจากที่โดนกล่าวหาตามความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ทำให้เกิดความเสียหาย

เนื่องจากองค์ประกอบความผิดทางอาญา ผู้ที่เป็นจำเลยต้องกระทำความผิดตามองค์ประกอบทุกข้อถึงจะมีความผิด ถ้ามันขาดองค์ประกอบไปข้อใดข้อหนึ่ง มันก็จะไม่มีความผิดตามมาตรา 157

และแน่นอน พวกที่นั่งไม่ติดก็คือทีมงานประชาธิปัตย์

ตามอาการแบบที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ รีบแถลงตีกัน แดกดันแกมสอนมวย น.ส.สมลักษณ์ เป็นผู้ใหญ่ เป็นถึงอดีตกรรมการ ป.ป.ช. แต่รีบให้ความเห็นทั้งๆที่ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงทางคดีน้อยเกินไป

จะเป็นเหยื่อทางการเมืองของพวกบิดเบือนเอาไปโฆษณาชวนเชื่อได้

เรื่องของเรื่องว่ากันตามรูปการณ์ที่เห็นกันเบื้องหน้า สถานการณ์ปมจำนำข้าวไหลไปเข้าทางฝ่าย “ยิ่งลักษณ์” ได้เหลี่ยมกระพือข่าวให้นานาชาติร่วมเป็นสักขีพยาน

ประจานแง่มุมกฎหมายภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่เข้าใจยากในมุมสากล

ที่แน่ๆงานนี้น่าจะทำให้ฝ่าย “ไล่ต้อน” เหนื่อยเพิ่มอีกเยอะ.
ทีมข่าวการเมือง

ปลุก คสช.ปั๊มลมหายใจประชาธิปไตย : ปฏิรูปยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577274

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ก.พ. 2559 05:01

 

ยืนอยู่บนแท่นนักวิชาการและนักกฎหมาย ได้เข้าร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองใหญ่ ไปเป็นตัวหลักเข้าตรวจสอบหาข้อเท็จจริงภายหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤติระดับชาติ

เริ่มตั้งแต่เป็นกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 ประธานสอบสวนคดีฆ่าตัดตอนในช่วงที่รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด และประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

เป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมรวมเข้าไปในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปี 2540 ในสมัยที่ นายคณิต ณ นคร เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)

วันนี้เปิดฉากให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ถึงโฉมหน้าแรกของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

แต่ นายคณิต พยายามไม่พูดถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังถูกกระแสจากหลายฝ่าย รวมถึงภาคประชาชนและฝ่ายการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหลายประเด็นร้อนๆ

ทั้งประเด็นการปฏิรูปการเมือง อาทิ ระบบเลือกตั้งกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้พรรคการเมืองลดความเข้มแข็ง หลังเลือกตั้งจะได้รัฐบาลผสม การเปิดช่องให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ที่มาของ ส.ว.จากการเลือกตั้งทางอ้อมจากกลุ่มอาชีพต่างๆ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากมาก การเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ

การแยกศาลรัฐธรรมนูญออกจากหมวดศาล โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอีกเสาหลักหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกเหนือจาก 3 เสาหลัก คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

ยังไม่รวมถึงบทเฉพาะกาลที่ปรากฏโฉมออกมาสู่สายตาสาธารณะปุ๊บ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจ

อีกประเด็นที่โผล่ขึ้นมา คือ ในด้านสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งภาคประชาชนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวกันแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติหลักการที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้หลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนบรรลุความมุ่งหมาย

ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ที่กำหนดหลักการดังกล่าวไว้เป็นครั้งแรกของรัฐธรรมนูญไทย ซึ่งบัญญัติหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือเป็นรากฐานของสิทธิและเสรีภาพทั้งหมดทั้งปวง เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติหลักนี้ไว้อาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้ตีความโดยองค์กรของตุลาการได้

ประเด็นร้อนๆเหล่านี้ นายคณิต ออกตัวตั้งแต่เริ่มแรกเลยว่าไม่ค่อยได้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญเท่าไหร่

แม้ กรธ.ยกร่างแรกเสร็จแล้วมีการส่งเนื้อหามาให้พิจารณาก็ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ นายคณิต บอกว่า ขอให้ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งมีหัวใจอยู่สามดวง

หัวใจดวงแรก รัฐธรรมนูญกับกฎหมายต่างๆเชื่อมต่อกันและกัน หัวใจดวงที่สองการปฏิรูปการเมือง

และหัวใจดวงที่สามการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการปฏิรูปครั้งที่ 2 ของประวัติศาสตร์ชาติไทย

ครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่

หัวใจทั้งสามดวงทำให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปฏิรูปประเทศได้หลายเรื่อง

ที่สำคัญได้ผลักดันสำเร็จให้บรรจุคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ลงไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญประเทศประชาธิปไตยในโลกนี้มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้น คือ เยอรมนีและไทย

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ยังไม่เห็นคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจที่มาของสิทธิและเสรีภาพ หากไม่มีคำนี้จะไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้เลย

สมมติว่าไม่มีคำนี้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญจริงๆเท่ากับว่ามันถอยหลังเข้าคลอง แทนที่จะคืบหน้า

เพราะคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเจตนารมณ์ชัดเจนเมื่อเรายอมรับเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ โทษประหารชีวิตมันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ เฉกเช่นในรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี เมื่อบัญญัติเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ในมาตรา 1 ในมาตราต่อมาก็ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่ของไทยโทษดังกล่าวยังมีอยู่

สมัยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ยังมาบ่นเสียดายว่าสิ่งที่ผมเสนอไว้ไม่ได้เป็นที่ประจักษ์ในรัฐธรรมนูญ

และผมก็เขียนบทความในช่วงนั้น โดยหวังว่านายบวรศักดิ์ (ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ) คงไม่บ่นเสียทีที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าทำรัฐธรรมนูญต้องก้าวหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง สุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ก็คิดเพียงแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเดียว

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ภาคประชาชนเคลื่อนไหวทวงเรื่องสิทธิชุมชน โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิเฉพาะสิทธิของปัจเจกบุคคล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองชุมชนหรือสิทธิกลุ่มบุคคล

รวมถึงการนำสิทธิในบางเรื่องไปบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐ อาจจะกระทบต่อหลักการคุ้มครองสิทธิของประชาชน นายคณิต บอกย้ำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหัวใจหลักของสิทธิและเสรีภาพ

หากในร่างรัฐธรรมนูญมีหัวใจตรงนี้ รับรองสิทธิและเสรีภาพด้านอื่นๆที่เป็นปลีกย่อยจะถูกพัฒนาต่อไป

ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีกำหนดสิทธิในบางเรื่องไปบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐ กรณีนี้อาจมีผลกระทบต่อหลักการคุมครองสิทธิของประชาชน นายคณิต ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย บอกว่า ขอย้ำว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องกำหนดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ สิทธิและเสรีภาพด้านอื่นถึงจะตามมา

ที่ผ่านมาได้ย้ำมาตลอดว่าการปฏิรูปการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศไทย

จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ประเทศถึงเดินหน้าไปได้และเกิดความปรองดอง

เรื่องนี้เคยเขียนไว้ในหนังสืออภิวัฒน์กระบวนยุติธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม

ในอดีตความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญตกไปถึงจุดต่ำสุดขีด ศาลปกครองและศาลยุติธรรมยังเชื่อถือได้ เพราะที่ผ่านมากฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ใช้กฎหมายในลักษณะหักดิบกฎหมายทั้งสิ้น ซึ่งเป็นต้นตอของวิกฤติประเทศ

ที่เห็นชัดเจนเกิดขึ้นตั้งแต่คดีซุกหุ้นภาคแรก ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนไม่ใช้หลักกฎหมาย ไม่อยู่กับร่องกับรอย จากเรื่องนี้นำมาซึ่งปัญหาหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเมือง

ทั้งหมดต้องการชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ บ้านเมืองย่อมสงบสุขและรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกฉีก เรื่องทั้งหลายในบ้านเมืองที่ยังเกิดการยึดอำนาจกันไม่หยุดหย่อน เพราะกระบวนการยุติธรรมยังใช้ไม่ได้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องบัญญัติอะไรไว้ในร่างรัฐธรรมนูญบ้าง นายคณิต บอกว่า อย่างน้อยในหมวดศาลจะต้องกำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาเฉพาะข้อกฎหมายเท่านั้น หรือไม่ก็ควรเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล เพื่อกำหนดให้แก้กฎหมายภายในเท่านั้นเท่านี้ปี

ตอนนี้ถึงไม่ค่อยสนใจร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าจะให้สนใจ กรธ.จะต้องกำหนดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเอาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

ถ้าไปคิดเฉพาะจะปฏิรูปการเมือง คุณคิดว่านักการเมืองโง่เหรอ จะออกกติกาล้อมคอกจนนักการเมืองตายแน่ สุดท้ายนักการเมืองก็หารูไปจนได้

ไปสู่การปฏิรูปได้หรือไม่ตามเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ นายคณิตบอกว่า จะปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างไรในเมื่อมันยังโกงกินอยู่เหมือนเดิม

กระบวนการยุติธรรมต้องเทกแอ็กชัน ตอนนี้ยังไม่สายที่จะเดินหน้าทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย ใครแหลมมา ใครซื้อเสียง ใครคอร์รัปชัน ต้องเข้าคุก

และถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยด่วน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะมีกระบวนการยุติธรรมที่ล้าหลังที่สุดในโลก ไม่เอื้อต่อการพัฒนาในด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง

อย่าลืมว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่เป็นประชาธิปไตย

แล้วกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ.

ทีมการเมือง

จับตา “ประยุทธ์” ฮึดป้องศรัทธาโชว์ภาวะผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576884

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2559 05:01

 

กระชับอำนาจ ลบภาพ“ขาลอย”

หลังสัมผัสความหนาวเย็นกันหลายวัน ตอนนี้อากาศเมืองไทยค่อยๆอุ่นขึ้น

สอดรับกับอุณหภูมิการบ้านการเมืองที่กำลังไต่ระดับความร้อนแรง ตามเงื่อนสถานการณ์มะรุมมะตุ้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

จุดชนวนปะทะทางความคิดกันอย่างรุนแรง

แบ่งภาคให้เห็นกันชัดๆ ฝ่ายเข็น รัฐบาลทหาร คสช.พยายามระดมเครื่องมือเครื่องไม้ แม้แต่การส่งนักศึกษาวิชาทหารหรือ รด.ลงพื้นที่ในการรณรงค์ทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใหม่กับกลุ่มวัยรุ่นและประชาชนทั่วไป

ทหารออกแรงลุ้นให้ผ่านประชามติเต็มที่

ขณะที่ฝ่ายต้าน นักการเมือง นักวิชาการ ไปยันเครือข่ายนักศึกษา ก็ตั้งแง่ไม่เอาด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. รวมไปถึงการให้อำนาจองค์กรอิสระมากจนอันตราย

แนวร่วมพวกไม่รับขึ้นป้ายโหวตโนกันพรึบพรับ

ตามกระแสกระตุกจังหวะขยับของตัวละครสำคัญอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โผล่ออกจากที่ซุ่ม โฟนอินเข้างานเลี้ยงตรุษจีนที่บ้านของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ถือโอกาสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” อย่างร้อนแรง

“ห่วยแตก” ทำประเทศถอยหลังลงคลองไปอีก 20 ปี

ส่งสัญญาณตีธงพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมเสื้อแดง นปช. โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่หัววัน

โยนแรงกดดันใส่รัฐบาลทหาร คสช.ให้ต้องออกแรงเหนื่อยหนักเข้าไปใหญ่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่นายมีชัยและทีมงานเปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆเพื่อนำไปปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ

ก่อนจะถึงกำหนดส่งร่างสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.นี้

ขณะที่อีกด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการกฤษฎีกา และตัวแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

โดยกำหนดวันลงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 31 ก.ค.2559 บวกลบไม่เกิน 7 วัน

พร้อมกับต้องมีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวในประเด็นเรื่องการนับคะแนนเสียงประชามติ เนื่องจากในมาตรา 37 และ 37/1 มีความขัดแย้งกันว่า จะนับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือนับจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง คาดว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน

ไม่ว่าจะยังไง รัฐบาล คสช.ก็มุ่งเดินหน้าตามโปรแกรม

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ประกาศย้ำสัญญาประชาคม ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ก็ต้องจัดเลือกตั้งตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560

นั่นก็ถือเป็นการเจาะช่องระบายแรงเสียดทานร่างรัฐธรรมนูญกันในที

ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย สถาน-การณ์ที่เสี่ยงเกิดโรคแทรกได้ทุกขณะ

มุมหนึ่งก็กระแสข่าวอาการทางใจในหมู่พี่ๆน้องๆฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.ที่ต่อเนื่องมาจากคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดฉากแฉขบวนการระดับด็อกเตอร์แอบอ้างชื่อตัวเองและ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐบาล

ทำให้ พล.อ.ประวิตร ต้องเคลียร์เลยว่า อยู่ในตำแหน่งมา 2 รัฐบาล ไม่เคยแตะต้องเงินสักบาท

กระนั้นก็ยังไม่วายโดนพาดพิงไปถึงโครงการขุดลอกแหล่งน้ำขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่มีปมเรียกค่าหัวคิวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ “บิ๊กป้อม” ต้องออกแรงเคลียร์เหนื่อยอีกรอบ ยืนยันเป็นการแอบอ้างทำให้ตัวเองเสียหาย ทั้งๆที่เป็นเพียงนายกสภา อผศ. เข้ามาทำงาน ไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

“พี่ใหญ่” ชักเหนื่อยกับปมฉาวที่พุ่งเข้าใส่ตัวเองตลอด

ตามสภาพของ “หนังหน้าไฟ” ที่ถูกมอบหมายจากน้องให้คุมงานสำคัญๆ แทนแทบทุกหมวด

และโดยรูปการณ์ “หัวไม่ส่าย” ทำท่าจะเอาไม่อยู่ กระแสออกมาในโทนที่ “บิ๊กตู่” โปร่งใสอยู่คนเดียว แต่รอบข้างยังเป็นเครื่องหมายคำถาม

มันก็ยิ่งเหมือนกดดันพี่ น้อง เพื่อน ในทีมงานอำนาจ

ซึ่งนั่นก็โยงมาถึงอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” พล.อ.ประยุทธ์ ระเบิดอารมณ์ใส่นักข่าว เจืออาการน้อยใจสื่อมวลชน ก่อนที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯจะออกมาขอโทษแทน พร้อมยอมรับอาการทางใจที่นายกรัฐมนตรีอาจรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง

เหมือนถูกปล่อยให้เดินหน้าลุยโดยลำพัง

โดยจังหวะ “กระแทกชิ่ง” ให้จับอารมณ์แปร่งๆระหว่างพี่กับน้องในทีมบูรพาพยัคฆ์ สะท้อนภาวะ “สนิมเนื้อใน” ห้องเครื่องอำนาจ คสช.ไม่แน่นเหมือนเดิม

หางเสือเรือแป๊ะเริ่มแกว่ง

ตามสถานการณ์ที่แรงกระเพื่อมทางการเมืองก็สวนทางขึ้นมา จากปฏิกิริยาขยับของอดีตนายกฯทักษิณโผล่ออกจากมุมมาเขย่าเกมต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

และนั่นก็กระตุกให้คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเดินหน้าโดยอัตโนมัติ ตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดตามคำสั่งของกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์จ่อสรุปตัวเลขที่จะเรียกค่าเสียหายจากอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทีมงานอดีตรัฐมนตรี และบริษัทเอกชน

ชงลูกให้อัยการสูงสุดฟ้องแพ่งและอาญา

แต่เรื่องของเรื่อง จุดที่ฮือฮาอยู่ตรงที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดชอบทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว แบไต๋เป็นนัย ตัวโครงการจำนำข้าวไม่ก่อความเสียหาย แต่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์มีความผิดในเชิงพฤติการณ์

กลายเป็นปมที่เครือข่าย “ทักษิณ” ได้โอกาสย้อนเปรียบเทียบกับคดีซื้อที่ดินรัชดา ที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ คนซื้อไม่มีความผิด แต่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเซ็นค้ำประกันให้ภรรยา มีความผิด

นัยว่า พี่กับน้องซ้ำรอย เป็นเหยื่อความอยุติธรรม

ตามเงื่อนสถานการณ์ที่หลายฝ่ายประเมินได้ล่วงหน้า โอกาสที่ “ยิ่งลักษณ์” จะรอดจากเหตุทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปได้ยากมาก นั่นก็เพราะมันคือปมเหตุที่รัฐบาลทหาร คสช.ชูเป็นเงื่อนไขในการยึดอำนาจการบริหารจากอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

นั่นก็หมายถึงเกมสู้แบบคนรู้ชะตา จะละสายตาไม่ได้

หันไปอีกมุมหนึ่ง โจทย์ยากๆที่แปรผันตรงกับแรงเสียดทานรัฐบาลทหาร นั่นก็คือสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะทรงกับทรุด

เจอทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลกและภัยแล้งภายในประเทศ

สถานการณ์แบบที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ยอมรับผลกระทบจากความไม่แน่นอนนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ส่งผลการเงินรวนไปทั่วโลก ทำให้ไทยต้องลดการพึ่งพาส่งออกหันมากระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลักแทน

ปัญหาอยู่ที่ทีมงานรัฐมนตรีจะมีศักยภาพตามแผนแค่ไหน

มันจึงมีกระแสข่าวการปรับ ครม.ในกระทรวงที่มีปัญหาการบริหารไม่ทันกับปัญหา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม ฯลฯ

ตามสูตรอุดจุดโหว่ด้านบริหาร ปั่นเนื้องานกู้สถานการณ์

โดยสภาพเศรษฐกิจก็หนัก การเมืองก็ส่อป่วน อาการสนิมเนื้อในฝ่ายคุมเกมก็กัดเซาะอำนาจพิเศษ

บรรยากาศไม่เอื้อต่อการลุ้นฝ่าแนวต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แต่จุดที่สังเกตได้ชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลง กับการปรับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หยุดการให้สัมภาษณ์รายวัน เลิกพูดแบบปล่อยเบรกยาว นับตั้งแต่วันที่เสียอาการไปเยอะจากภาพต่อมฉุนอักเสบ โยนของใส่นักข่าว กระชากอารมณ์ใส่สื่อมวลชน

สะท้อนแรงกดดันที่อยู่เบื้องลึกในจิตใจให้คนนอกจับอาการแกว่งๆได้

โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดเวรใหม่ในการแถลงข่าวหลังการประชุม ครม. มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแถลงชี้แจงหรือให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแทน

แต่จุดโฟกัสจริงๆมันอยู่ที่คิว พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

พร้อมทั้งได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอ.รมน.ชี้แจงแทน เกี่ยวกับเป้าหมายของ กอ.รมน.ที่ต้องให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด โดยเฉพาะนโยบายการส่งนักศึกษาวิชาทหารหรือ รด.ลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนทั่วไปและกลุ่มวัยรุ่น

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.ธีรชัยยังกล่าวติดตลกด้วยว่า จริงๆแล้วไม่อยากพูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ แต่ที่ต้องพูดเพราะถูกนายกรัฐมนตรีบังคับให้พูด

เรื่องของเรื่อง มุมนี้ พล.อ.ประยุทธ์คงไม่นึกตลกด้วยแน่

เพราะตามจังหวะมันล้อกระแสกันพอดีกับภาพของผู้นำที่ “ขาลอย” จากอำนาจกองทัพ

“ผู้นำอำนาจ” กับ “ผู้คุมอำนาจ” เป็นคนละคนกัน

เป็นการชิงเล่นแต้ม ในสถานการณ์ต้นทุนหน้าตักส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ในระดับสูง คะแนนนิยมจากประชาชนยังติดลมบน เมื่อเทียบกับทีมงานอำนาจพิเศษด้วยกัน

แต่ลำพังกระแส ถ้าไม่มีฐานอำนาจกองทัพรองรับมันก็ไร้ความหมาย

ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ก็ไม่ต่างอะไรกับดาบไม้ธรรมดา

ฉะนั้นการเรียกผู้บัญชาการทหารบกมาเสริมภาวะการนำ ตามอาการของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือการปรับท่าที ฮึดสู้กระแส “ขาลอย”

ควบแน่นอำนาจของ “รัฏฐาธิปัตย์” ยึดกองทัพเป็นฐานทรงตัว

ไม่ให้การยึดอำนาจรอบนี้ฟาวล์ซ้ำซาก

ประเทศเสียของ ตัวเองก็เสี่ยง “เสียคน”.

“ทีมการเมือง”

เร้าอารมณ์กองเชียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576739

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ก.พ. 2559 05:01

 

เริ่มเข้าสู่โหมดขันนอตการทำงานช่วงโค้งสุดท้ายกันแล้ว กับคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สั่งการระหว่างนั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ครั้งแรก

กำชับทุกฝ่ายให้เข้มงวดการทำงานในทุกเรื่องให้มากยิ่งขึ้น เพราะเวลาการทำงานเหลือน้อยลง เพื่อให้ทันตามกรอบโรดแม็ปการเลือกตั้งที่วางไว้

ส่งสัญญาณกระตุ้นสปีดการทำงานให้เจ้าหน้าที่ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มสตรีม พร้อมวางแผนผังการทำงานเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ให้ทันไฟต์บังคับหย่อนบัตรเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนเดือน ก.ค.ปี 2560

เบอร์หนึ่ง คสช.นั่งนับถอยหลัง ใจจดใจจ่อรอเวลาลงจากหลังเสือ อยากปิดจ๊อบภารกิจเต็มที่ ไม่เสี่ยงอยู่ยาวให้เจ็บตัวเพิ่มขึ้น

ถึงเวลาต้องติดเครื่อง กางปฏิทินกำหนดตารางเวลาต่างๆ เดินหน้าสู่โรดแม็ปให้เร็วที่สุด

ตามคิวล่าสุดที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมฝ่ายที่เกี่ยวข้อง วางหลักเกณฑ์การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

เคาะฤกษ์เข้าคูหาทำประชามติในวันที่ 31 ก.ค.2559

วางแปลนลดความเสี่ยงการคว่ำประชามติทุกทาง เพื่อปูทางไปสู่สนามเลือกตั้งกลางปีหน้า ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เรื่องการนับคะแนนเสียงประชามติ โดยยึดเสียงเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ

ปลดล็อกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ผ่านเกณฑ์การทำประชามติได้ง่ายขึ้น ไม่ให้เกิดความกำกวมเหมือนที่ผ่านมา

หรือการระดมนักศึกษาวิชาทหารลงพื้นที่รณรงค์สร้างความเข้าใจการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชน ตลอดจนการผุดรายการ “แกะกล่องรัฐธรรมนูญ” กล่อมหูชาวบ้านผ่านสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง วันละ 2 ครั้ง หลังเคารพธงชาติช่วงเช้าและช่วงเย็น เพื่อเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสาระสำคัญต่างๆ

ฝ่ายอำนาจพิเศษลุยปูพรมขนานหนัก ใช้ทุกตัวช่วยผลักดันกติกาใหม่ คุมนักเลือกตั้งอาชีพให้อยู่ในคอนโทรล หลังปล่อยมือจากอำนาจ

บนสถานการณ์ไฟต์บังคับต้องผ่านประชามติสถานเดียว

ในทางตรงข้ามหากร่างรัฐธรรมนูญถูกโหวตคว่ำในชั้นประชามติบนเงื่อนไขที่แพ้กัน

หลักล้านเสียง ก็ยังเตรียมทางออกฉุกเฉินสำรองไว้

ตามคิวที่นายวิษณุแย้มไต๋จะนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยมาปัดฝุ่นแต่งตัวใหม่เพียงเล็กน้อย ก่อนประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

จับมัดมือชกไม่ว่าออกหน้าไหนก็หนีไม่พ้น เจอรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงแน่นอน

แต่ยังอุบไต๋ซ่อนไพ่สำคัญถึงแผนสำรองที่เตรียมไว้เป็นทางออกฉุกเฉินในกรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ เผลอๆอาจเจอของแข็งที่เป็นยาแรงกว่าเดิมก็ได้

รอวัดใจก๊วนขาประจำอย่างพรรคเพื่อไทยและ นปช.ยังกล้าเสี่ยงเดินหน้าคว่ำประชามติหรือไม่

ในห้วงอารมณ์ที่ “นายใหญ่” นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กดปุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญข้ามทวีป ส่งสัญญาณดังๆ

มายังลูกทีมพรรคเพื่อไทยให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ สื่อดังแดนลอดช่อง ประเทศสิงคโปร์ เรียกร้องขอความเป็นธรรมในโครงการรับจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง

โต้กลับผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มี นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่สรุปผลสอบออกมาในทำนองนโยบายจำนำข้าวเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ต่อประชาชน แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือว่ามีความผิด เพราะใช้วิธีการดำเนินการไม่ถูกต้อง

สบช่องให้ทีมลูกหาบนำไปปั่นกระแสบลัฟใส่ขุมข่ายอำนาจพิเศษว่า เมื่อเป็นนโยบายดี มีประโยชน์แล้ว แต่เหตุใด “อดีตนายกฯปู” ยังมีความผิดอีก

นางสิงห์ไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่ง ฮึดสู้ฟ้องโลก ตอกย้ำปมถูกตามระรานต่อเนื่อง ทั้งที่เหลือสถานะปัจจุบันเป็นแค่คุณแม่ลูกหนึ่ง ไม่มีสิทธิไปคุกคามรัฐบาลทหารได้ เพราะไม่มีตำแหน่งอะไรแล้ว

ได้ทีปลุกกระแสแฟนคลับยกความไม่เป็นธรรมในโครงการรับจำนำข้าวมาเล่นตามน้ำ โยงไปถึงปมร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เพื่อเพิ่มความชอบธรรมไม่รับร่างกติกาฉบับใหม่

พี่ชาย–น้องสาวกระโจนลงสนามปลุกอารมณ์กองเชียร์กันแล้ว!!!

ทีมข่าวการเมือง

คิกออฟเขย่า ‘ขายพ่วง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576258

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ก.พ. 2559 05:01

 

ยังไงปี 2560 ได้เลือกตั้งแน่ หลังจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ย้ำแล้วย้ำอีก “ไม่ฝืนประชาธิปไตย” ก็มาถึงคิว “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ย้ำซ้ำ

คงไม่ต้องระแวงคิวยื้อโรดแม็ปเลือกตั้งกันแล้ว

แม้ยังติดติ่ง โปรแกรมคืนอำนาจจะเป็นกลางปี หรือลากไปปลายปี 2560 ใน

เงื่อนไขของการจัดทำกฎหมายลูก ล้อไปกับโปรแกรมที่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่าง รธน.ระบุไว้

แต่บวก-ลบก็คงไม่มากเดือนกันจนเกินไป ได้เข้าคูหากาคะแนนแน่

แต่ปมที่ระแวงก็ยังอยู่ที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมา ถ้าเป็นไปตามร่างแรกของ “ซือแป๋” ตามที่ผู้คนการเมือง นักวิชาการสแกนจับพิรุธกันละเอียด

ถึงไร้ คปป. แต่ก็หวั่นเกม “สืบทอดอำนาจซ่อนรูป” แฝงอยู่ในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจติดดาบกันยาวเฟื้อย ยังไม่รวมเนื้อหามาตราอื่นที่ยังหวั่นว่า

จะมีรายการพราง “อำนาจพิเศษ” ซุกไว้

เป็นโจทย์ที่ “ซือแป๋มีชัย” ต้องรับไปเคลียร์

เพราะแน่นอน เวลานี้แรงต้านชักจะปรากฏตัวให้เห็นกันชัดขึ้น ชนิดที่ถ้าปล่อย

ไหลไปถึงคิวประชามติ โอกาสร่างรัฐธรรมนูญจะคว่ำก่อนถึงที่หมายมีสูง

ยิ่งล่าสุดในการสรุปคิวทำประชามติ เปิดช่องรณรงค์คัดค้านไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้

มีโอกาสที่จะช่วยกันเตะฝุ่น ทำโปรแกรมประชามติเดือด

ชนิดที่ถึงมี “ไม้ตาย” แม้ร่างรัฐธรรมนูญติดด่านประชามติ “ดร.วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ระบุแล้ว หัวหน้า คสช. ที่หมายถึง “บิ๊กตู่” จะหยิบร่างฉบับไหนมาใช้ก็ได้ แต่ถึงเวลานั้น ก็ไม่รู้จะชุลมุนชุลเกกันแค่ไหน

เอาอยู่หรือเปล่า

เพราะดูทิศทางแล้ว ขั้วการเมืองหลักที่ออกมาต้านร่างรัฐธรรมนูญซือแป๋อย่างค่ายเพื่อไทย แปรขบวนออกโรงต้านกันเป็นแผง ตามจังหวะที่ “นายใหญ่” นายทักษิณ ชินวัตร ส่งสัญญาณชัด

ร่าง รธน.นี้ “เลวร้ายที่สุด”

เรียกว่า ถึงสายนักการเมืองอาชีพอยากให้เลือกตั้งเต็มที แต่ก็ไม่ปล่อยผ่านกฎกติกาที่จะล็อกแขนล็อกขากันในอนาคต ที่สำคัญดูเหมือนธง “นายใหญ่” จะสะบัดแรงกันแล้ว

งวดนี้นายห้างจัดคิว “ขายพ่วง” จับผูกปมคว่ำร่าง รธน. ไปกับคิวเขย่า “อำนาจพิเศษ”

ร่าง รธน. “ผ่าน–ไม่ผ่าน” กับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์จะ “พัง–ไม่พัง”

เทเดิมพันในคิวเดียวกันไปเลย

นั่นก็ยังยาวไปราวๆกลางปี ตามคิวประชามติที่กำหนดเบื้องต้นวันที่ 31 ก.ค.นี้ แต่เหตุเฉพาะหน้าที่ต้องจับตา ย่างเข้าเดือน เม.ย.นี้ แรงกระเพื่อมภายในที่ “บิ๊กตู่” ผู้ถือดุลหลักต้องจัดการเคลียร์กันก่อน

โดยเฉพาะปมคาใจในหมู่ “เพื่อนพ้องน้องพี่” ชักจะ “สร้างดาวกันคนละดวง”

หลังจากคิวร้อนที่ “บิ๊กตู่” ออกมาติดเบรกด้วยการแฉโพย “ด็อกเตอร์อ้างโกง” แรงตกกระทบไปถึงในเครือข่ายอำนาจพิเศษ ทั้งเพื่อนรัก และพี่เลิฟกันเต็มๆ

แถมมี “มือขยัน” มาช่วยขย่ม ล่าสุดโครงการขุดลอกแหล่งน้ำขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) มีเรื่องร้องเรียนปม “ค่าหัวคิว” ออกมาเป็นระลอกๆ ชนิดที่ “บิ๊กป้อม” ต้องออกมาแจงภาพรวม

ระบุ การแอบอ้างทำให้ตัวเองเสียหาย โดยเฉพาะองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เป็นเพียงนายกสภา อผศ. แต่ไม่เกี่ยวข้องเลย “มาอ้างชื่อไปได้อะไร ที่เข้ามาทำงานไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น”

แล้วก็เป็นที่น่าสังเกต นอกจากขั้วการเมืองเพื่อไทย แกนนำ กปปส. ยังมีเครือข่ายภาคประชาชนต้านโกง ที่เคยเขย่าปมติดตั้งกล้องซีซีทีวีชายแดนใต้ เรื่องค้างอยู่ใน ป.ป.ช.

ออกมาเล่นลูก “หัวคิวขุดลอก อผศ.” ผสมโรงคึกคัก

พร้อมเงาร่าง “คนโต” แห่งบ้านใหญ่ต้นขั้วอำนาจเก่าแก่ ร่วมด้วยช่วยกัน

ตามมาด้วยกระแสข่าว “บิ๊กตู่” เตรียมแผนยกเครื่องอำนาจพิเศษ ทั้งคิวปรับ ครม. ปรับแผงอำนาจในคิวแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกลางปี รวมทั้งการจัดแผงอำนาจในกองทัพเดือน เม.ย.นี้

มีโอกาสฝุ่นตลบกันในแผง “อำนาจพิเศษ” ก่อนโปรแกรมประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

จนต้องจับตาไปที่ปม เหตุฉุกเฉินปาดหน้าคิวเลือกตั้ง.
ทีมข่าวการเมือง

สูตรไหนก็ได้เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575752

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ก.พ. 2559 05:01

 

แง้มถ้วยไฮโลให้เห็นกันเลยว่าจะออกลูกไหน

แกะรอยตามเหลี่ยมของโคตรเซียนกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ปูทาง “นำร่อง” ไว้ล่วงหน้า

ถ้าหากแม้นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ถูกคว่ำในการทำประชามติ แต่คะแนนแพ้ไม่ขาด ทิ้งกันจิ๊บๆแค่หลักล้านเสียง

ก็มีโอกาสที่ คสช.จะหยิบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาปรับแก้ไข

เพื่อตั้งแท่นชงให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการประกาศเลือกตั้ง

สรุปว่าหนียังไงก็ไม่พ้น

ตามรูปการณ์ก็ไม่ต่างจากที่นายมีชัยขู่ไว้ ถ้าคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจเจอโหดกว่า

หนีเสือปะจระเข้ นักเลือกตั้งอาชีพไม่มีทางเลือกว่างั้นเถอะ

และนั่นก็ต่อเนื่องกับกระแสข่าววงใน ฝ่ายคุมเกมอำนาจ ที่อาจโยนสูตรเลือกตั้ง

“ดัดหลัง” ป้อมค่ายการเมืองใหญ่ที่เป็นชนวนก่อวิกฤติความขัดแย้ง แก่งแย่งอำนาจกันไม่เลิก

โดยการปล่อยให้ลงเลือกตั้ง ส.ส.กันแบบอิสระไม่ต้องสังกัดพรรค

นัยว่าตัดปัญหาการต่อต้านขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง ไม่ให้มีค่ายใดได้เสียงข้างมาก แล้วมาจับปูใส่กระด้งตั้งรัฐบาลเบี้ยหัวแตก เลือกนายกรัฐมนตรี

บริหารประเทศไปชั่วคราว 1–2 ปี

โดยทหารคุมจังหวะ กำกับโปรแกรมเดินหน้าแผนปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ที่สำคัญเพื่อให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจตั้งหลัก ลงหลังเสือได้อย่างปลอดภัย

เอาเป็นว่ามาถึงตอนนี้ ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ไม่ใช่เงื่อนไขแล้ว

แนวโน้มยึดตามคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศย้ำสัญญาประชาคม ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ก็ต้องจัดเลือกตั้งให้ได้ตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560

ล็อกโปรแกรมอย่างเป็นทางการ นับจากนี้ไปอีกปีครึ่ง

แต่จะลากไปถึงหรือไม่ นี่คือคำถามที่กำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศแปร่งๆ อาการทางใจในหมู่พี่ๆน้องๆฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ตามร่องรอยจากอาการของผู้นำที่ระเบิดอารมณ์ใส่สื่อมวลชน สะท้อนแรงกดดันเบื้องลึกภายในจิตใจที่มีการยอมรับจากคนระดับโฆษกรัฐบาลในเวลาต่อมา

เกิดจากความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง ถูกปล่อยให้เดินหน้าคนเดียว

ในขณะที่มีการมองลึกไปถึงอารมณ์เสียวๆของคน “ขาลอย” จากอำนาจกองทัพ

และก็ฟอร์มเดียวกับรัฐบาลเลือกตั้ง ถึงจังหวะจนแต้ม

ล่าสุดก็มีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีเบียดแรงขึ้นมา โดยโฟกัสไปที่การโละพวกที่มีปัญหาปั่นเนื้องานไม่ออก กดทับปัญหาเศรษฐกิจให้หนักอึ้งไปกันใหญ่

ประเมินไฟต์บังคับ พล.อ.ประยุทธ์ต้องอุดรอยรั่วไว้ก่อน

กลบจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง เตรียมรับแรงกดดัน

เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็จะยิ่งกระตุกกระแสบีบคั้น รัฐบาลทหาร คสช.หนีไม่พ้นเสียงเรียกร้องให้ปล่อยไฟเขียวเลือกตั้งเพื่อระบายแรงเสียดทาน

ซึ่งตามรูปการณ์ที่เชื่อว่า การเลือกตั้ง เกมถนัดจะมาถึงในไม่ช้าไม่นานนี้

นั่นก็คือสาเหตุที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ถึงได้กล้าโผล่ออกจากถ้ำมาท้าทายกระบองยักษ์ เปิดปฏิบัติถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ส่งสัญญาณคว่ำประชามติ

ปลุกลูกทีมที่ถูกสั่งให้แกล้งตายมาเป็นปี

ตามยุทธศาสตร์ “ตั้งใจ” ให้ดูอ่อนแอ แต่ที่แน่ๆคือ “นายใหญ่” ไม่ต้องควักเนื้อ ในยามที่ไร้เจ้าภาพเลี้ยงดูปูเสื่ออดีต ส.ส.ที่ตกงานมาเป็นปี กำลังอดอยากปากแห้ง ท่อน้ำเลี้ยงเหือดหาย

พรรคเพื่อไทยกลับเข้าโหมดเตรียมลงสนาม

ตามฟอร์มของบริษัทจำกัด ทุกอย่างอยู่ที่ “นายใหญ่” คนเดียวจะสั่งให้พนักงานซ้ายหันขวาหัน ตามกระแสที่ยังแรงในภาคอีสาน ภาคเหนือ

ไม่ว่าจะเลือกตั้งสูตรไหน ยี่ห้อ “ทักษิณ” ก็ปรับเกมสู้ทัน.

ทีมข่าวการเมือง

ตั้งใจเปิดเกมอยู่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575217

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ก.พ. 2559 05:01

 

ควันออกหู ฉุนขาดเลย

ข่าววงในล่าสุดจากแกนนำระดับคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ส่งไลน์คุยข้ามประเทศ ยืนยันเลยว่า “นายใหญ่” หงุดหงิดมาก

แต่ละประโยคที่พิมพ์ตอบมาสะท้อนอารมณ์ไม่พอใจอย่างแรง

กับการที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย แกนนำใกล้ชิด “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกมาแก้ข่าว “ทักษิณ” โฟนอินเข้างานเลี้ยงตรุษจีนทีมงาน กทม. พรรคเพื่อไทย ที่บ้านของเจ้าแม่เมืองกรุง

อัดยับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ห่วยแตก ทำประเทศถอยหลังลงคลองไปอีก 20 ปี

เป็นข่าวที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะเป็นแค่การต่อสายโทรศัพท์อวยพรปีใหม่กันธรรมดา อดีตนายกฯทักษิณขอให้ ส.ส.มีกำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรค เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง เป็นห่วงเศรษฐกิจและร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้ตำหนิใครเลย

โปรดอย่าฉวยมาเป็นประเด็นทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ทีมงาน “เจ๊หน่อย” พยายามหมอบคลานต่ำ ไม่อยากให้ทีมงานท็อปบูตหมั่นไส้ เกรงอกเกรงใจรัฐบาลทหาร คสช.ที่มีคอนเน็กชั่นกันอยู่

ซึ่งนั่นก็ผิดคิวกันอย่างจัง หารู้ไม่ว่านั่นเป็นความตั้งใจจริงของเจ้าตัวอดีตนายกฯทักษิณ ที่จงใจเปิดฟลอร์ถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กระตุกกระแสต้านกติกาใหม่ฉบับ “มีชัย”

ตาม “ไทม์มิ่ง” ที่กะจังหวะไว้แล้ว

แนวโน้มชัดเจน “ทักษิณ” ตีธงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ล้อตามปฏิกิริยาของทีมงานพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายเสื้อแดง นปช.ที่ประกาศจุดยืนตั้งแต่หัววัน

โหวตคว่ำประชามติแน่นอน

และมาถึงตอนนี้ มันก็เป็นอะไรที่พลิกกลับตาลปัตรจนจับทางไม่ถูก

จากเริ่มต้นที่อ่านไต๋นักเลือกตั้งอาชีพต้องโหยหาสนามเลือกตั้งเพราะตกงานมานานกว่า 2 ปี ยังไงก็ต้องหลับหูหลับตา ปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติเพื่อจะได้เลือกตั้งสมใจ

ทนอดอยากปากแห้งไม่ไหวแล้ว

แต่เอาเข้าจริงก็อย่างที่จับอาการได้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ออกมาแบบนี้ ไม่ขอลงเลือกตั้งดีกว่ายุส่งให้ คสช.อยู่ยาวแบบถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรไปเลย

นักการเมืองไม่ยึดเอาการเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขแลกกับการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

และนั่นก็หักมุมกลับตาลปัตรเหมือนกัน จากที่มีการจับทางฝ่ายคุมเกม ระแวงรัฐบาลทหาร คสช.จ้องลากยาวเกมอำนาจ

ไม่ยอมลงจากหลังเสือง่ายๆ

ตามเหลี่ยมต้องยื้อเกมคว่ำรัฐธรรมนูญ เพื่อต่อเวลาอำนาจพิเศษออกไป

แต่เท่าที่ประเมินกันตามเนื้อผ้า จากรูปการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ออกแรงกระตุกทุกเครือข่ายของรัฐ โดยเฉพาะทหารในการช่วยกันเร่งเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ให้ผ่านประชามติ

เพื่อให้กระบวนการโรดแม็ปเดินหน้าตามโปรแกรม แบบที่เจ้าตัวประกาศสัญญาประชาคมจะต้องพยายามให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2560

อารมณ์นี้ “บิ๊กตู่” ก็อยากรีบให้จบภารกิจเต็มที

อย่างไรก็ดี ถ้าอ่านกันตามเงื่อนเวลา “บิ๊กตู่” นั้นขอลากไปกลางปี 2560 นับจากนี้อีกปีครึ่ง

แต่ประเมินเหลี่ยมยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ตีธงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เพราะน่าจะประเมินกระแสแล้วว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญโดนคว่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก โรดแม็ป คสช.ไม่ไปถึงไหน แผนปฏิรูปหวังไม่ได้ แรงกดดันจะบีบคั้นรัฐบาลทหาร คสช.ให้ต้องรีบปล่อยเลือกตั้งเร็วเลย

เนื่องจากเป็นทางออกเดียวที่จะลดความเสี่ยงอันตราย

ท่ามกลางกระแสข่าวความไม่ลงรอยกันในหมู่ฝ่ายคุมเกมอำนาจ เครือข่ายของ “พี่ใหญ่” กับทีมงานของ “น้องเล็ก” ที่เริ่มไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน

บรรยากาศอึมครึม จนมีคนรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย.
ทีมข่าวการเมือง

ทหารออกแรงเต็มที่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574666

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ก.พ. 2559 05:01

 

อย่างน้อยก็ได้ผลระดับหนึ่งในมุมของการสะกิดเตือนคนกันเอง

หลังอาการ “ต่อมฉุนอักเสบ” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ที่อาละวาดฟาดงาใส่นักข่าว สะท้อนแรงกดดันภายในใจกระแทกชิ่งไปถึงคนวงในรอบข้าง

อารมณ์เหมือนถูกปล่อยให้เดินนำหน้าอย่างอ้างว้างเดียวดาย

นั่นก็ทำให้ได้เห็นอาการขยับเชิงรุกของทีมงานท็อปบูต ในการช่วยกันเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” อันเป็นเงื่อนไขสำคัญตามโปรแกรมโรดแม็ป คสช.

แบบที่รัฐบาลได้ผุดรายการ “แกะกล่องรัฐธรรมนูญใหม่” ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยมีสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นแม่ข่าย หลังเคารพธงชาติ 8 โมงเช้า เพื่อเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนทางบ้านได้เข้าใจในรายมาตราสำคัญ

พร้อมๆกับอีกด้านหนึ่งก็เป็นโครงการ “รด.จิตอาสา” ที่ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ออกหน้าการันตีนโยบายของกองทัพบก ในการส่งนักศึกษาวิชาทหารลงพื้นที่ช่วยรัฐบาลในการทำความเข้าใจเรื่องร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชน รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นให้รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นปราบการทุจริตเป็นส่วนใหญ่

ขู่นิ่มๆถ้าใครไม่เดือดร้อนก็อย่ามาใส่ร้าย รด.ให้เสียความตั้งใจ

ทหารเปิด “ปฏิบัติการจิตวิทยา” ตามยุทธศาสตร์โฆษณาชวนเชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพิ่มสิทธิให้ชาวบ้านตาสีตาสามากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสกัดคนโกง ตอนพวกคอร์รัปชันให้สูญพันธุ์

ฉะนั้นไม่ต้องไปสนเสียงโวยวายของนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์

แต่แน่นอน ทหารก็คือทหาร ลุยกันตรงๆไม่ต้องลีลา ไม่สนจะถูกดักทาง ตามจังหวะจึงตกเป็นรองเหลี่ยมโคตรเซียนการตลาดของนักเลือกตั้งอาชีพพะยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่เปิดเกมขย่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

สร้างภาพคัมภีร์สืบทอดทายาทอสูรจนดูน่าขนลุก เทียบโยงให้เห็นภาพชัดๆ

เอาแค่ปมการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยได้ตามประเพณีการปกครอง

ในยามบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ที่มีการเทียบโยงปรากฏการณ์ที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งปี 2549 นั่นหมายถึงพรรคไทยรักไทยโดนยุบพรรค สมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดนโทษดองเค็ม 5 ปี ไปฟรีๆ

ตัวอย่างที่มีการเค้นคอทวงถามความรับผิดชอบจากศาลรัฐธรรมนูญให้ตอบลำบาก

หรือกรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ก็มีย้อนความทรงจำก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เบรกแผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทในยุคอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งชี้เลยว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย แนะทำถนนลูกรังให้หมดก่อน

แต่มาถึงรัฐบาลทหาร คสช.ชุดปัจจุบันที่กำลังมีการเดินหน้าโครงการเดียวกัน อีกทั้งงบประมาณในการก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าเท่าตัว แถมยังมีแนวโน้มจากรถไฟทางคู่เหลือแค่ทางเดี่ยว

ในเครื่องหมายคำถามที่ยี่ห้อ “ทักษิณ” กระตุกกันนิ่มๆ ด้วยมาตรฐานการตัดสินแบบนี้ยังจะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจล้นฟ้าเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

บ้านเมืองในอนาคตจะไม่ยิ่งวิกฤติไปกว่านี้หรืออย่างไร

เรื่องของเรื่องไม่ใช่แค่ยี่ห้อ “ทักษิณ” แค่นั้น แม้แต่เครือข่ายแม่น้ำ 5 สายด้วยกันอย่าง นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็สะท้อนถึงมุมอันตรายที่ให้อำนาจกับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจนยากแก่การตรวจสอบ ควบคุม

แน่นอนนี่คือปมที่กระตุกแรงต้านร่างรัฐธรรมนูญหนักหน่วงสุด

และก็ไม่แปลกที่จะเป็นจุดที่นักเลือกตั้งอาชีพยี่ห้อ “ทักษิณ” ประเมินบรรยากาศล่วงหน้า แทงหวยแล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะไม่ผ่านประชามติ และตามเงื่อนสถานการณ์ต่อเนื่องก็จะเป็นตัวเร่ง บีบให้มีการเลือกตั้งเพื่อเป็นจังหวะทางหนีทีไล่ของรัฐบาลทหาร คสช.

แบบที่ “ตัวพ่อ” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เริ่มโผล่โฟนอินเข้างานเลี้ยงตรุษจีนของลูกข่ายพรรคเพื่อไทย ที่บ้านของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวงพรรคเพื่อไทย วิพากษ์รัฐธรรมนูญแบบแรงๆ ส่งสัญญาณให้ลูกทีมเตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้ง

นั่นก็เพราะหยั่งกระแสแล้ว กระบองยักษ์ชักจะ “ไม่ขลัง”

ลากโรดแม็ปมาถึงชั่วโมงนี้ พลังท็อปบูตแผ่วลงไปเยอะ.

ทีมข่าวการเมือง

กะเทาะกติกาบอนไซประชาธิปไตย : ชนวนคว่ำร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573963

โดย ทีมข่าวการเมือง 8 ก.พ. 2559 05:01

 

คร่ำหวอดในวงการเมือง ออกโรงเตือน คสช.และรัฐบาลเป็นระยะๆ คำเตือนแต่ละครั้งเปรียบเสมือนเป็นเข็มทิศชี้ทิศทางลมให้ คสช.และรัฐบาลเดิน

เขาคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังส่งสัญญาณสะกิด คสช.และรัฐบาลอีกครั้ง ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยกะเทาะเปลือกให้เห็นถึงแก่นของร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ขอเริ่มจากท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ต่อร่าง รธน.กันก่อน เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแทงกั๊ก ไม่เหมือนบางพรรคที่ประกาศคว่ำกันล่วงหน้าไปแล้ว

ก็เข้าใจได้ เพราะบางพรรคเป็นคู่กรณีโดยตรงที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร แต่เราทำเช่นนั้นทันทีไม่ได้ เพราะยังเป็นแค่ร่างแรก กรธ.ยังสามารถปรับแก้ไขได้อีก

และตอนนี้บรรยากาศบ้านเมืองสับสน ถ้าไปประกาศคว่ำร่าง รธน. ประชาชนคงใจหายใจคว่ำเช่นกัน บรรยากาศแบบนี้ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ทำให้สังคมแตกตื่น

หาก กรธ.ปรับแก้เนื้อหาสาระทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังจนน่าเป็นห่วงก็ยากที่จะรับได้ แต่วันนี้ขอดูร่าง รธน.ฉบับสุดท้าย แล้วจะหารือกันก่อนประกาศท่าทีที่ชัดเจนต่อไป ขอให้เข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีวันทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ทรยศต่อประชาชนและไม่ปลุกระดมประชาชนแน่นอน

ตอนนี้เนื้อหาในร่าง รธน.มีจุดแข็งและจุดอ่อน โดยจุดแข็งมีอยู่หลายส่วนด้วยกัน อาทิ การเปลี่ยนสิทธิเสรีภาพมาเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการ จะทำให้เห็นผลชัดเจน มาตรการป้องกันการโกงถือว่าใช้ได้

ทั้งหมดเริ่มจาก กรธ.ได้นำเอาสภาพรวมปัญหาของประเทศเป็นตัวตั้งในการยกร่าง รธน. โดยเฉพาะคิดว่านักการเมืองเลวเป็นตัวตั้ง ไม่คิดว่านักการเมืองมีทั้งคนดี คนเลว น่าเสียดายที่ กรธ.อยู่ในวิสัยที่น่าจะแหวกกรอบเหล่านี้ให้ได้และควรที่จะกระทำด้วย

หากเป็นการยกร่างกฎหมายธรรมดาก็ไม่มีปัญหา เพราะต้องการเขียนไว้ไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นมาเกิดซ้ำอีก และเขียนป้องกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาอีก

ต่างจากการร่าง รธน.ที่เป็นกติกาสูงสุด เป็นโครงร่างใหญ่ของประเทศไทย คนทำรัฐธรรมนูญต้องคิดถึงการพัฒนาไปข้างหน้าด้วยว่า สิ่งใดจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนา

เปรียบให้เห็นภาพมีลูกหลานที่ซุกซน ชอบเดินสะดุดนั่นสะดุดนี่ ทำข้าวของแตกเป็นประจำ เรานึกรำคาญก็จับมามัดแข้งมัดขาไม่ให้เดิน ซึ่งทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง

เพราะธรรมชาติของเด็กต้องเดินเหิน ให้ร่างกายมีการพัฒนาการ ยิ่งพ่อแม่เป็นคนชอบกีฬาจะคิดให้ลูกเป็นนักกีฬาระดับชาติในอนาคต เมื่อลูกถูกกระทำแบบนั้น โอกาสที่ลูกจะพัฒนาเป็นนักกีฬาระดับชาติก็ยาก

เฉกเช่นการพัฒนาประชาธิปไตยที่กลับถอยหลัง ไประงับยับยั้งทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทั้งที่ต้นเหตุทำให้ประชาธิปไตยลุ่มๆดอนๆ ถอยหลังซ้ำซาก ไม่จบสิ้น เกิดจากพรรคการเมืองยังไม่เป็นสถาบันการเมือง

ทางหนึ่งที่จะแก้ไขจะต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองและความพร้อมของบุคลากร ถือเป็นจุดเริ่มต้นแบ่ง ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง ซึ่งผูกพันกับประชาชนในเขตเลือกตั้ง แต่ไม่มีเวลามาทำนโยบายรวมของประเทศ

เป็นที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเข้ามาเป็นคลังสมองของพรรค จึงเกิด ส.ส. 2 ประเภทในรัฐธรรมนูญปี 40 ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

ถ้ายึดหลักพรรคการเมืองเข้มแข็งประชาธิปไตยเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญปี 40-50 เดินมาถูกทางแล้ว

แต่มาถึงร่าง รธน.ฉบับนี้มีจุดอ่อน ทั้งระบบเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้พรรค การเมืองลดความเข้มแข็งลงเรื่อยๆ ไปให้ความสำคัญผู้สมัคร ส.ส.เขต

จะเกิดปรากฏการณ์ประมูลตัวผู้สมัคร ส.ส.ประเภทดี เด่น ดังเหมือนสมัย 30-40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการซื้อรอบแรกและขั้นต่อไปยังจะต้องใช้เงินซื้อเสียงแพงขึ้น เพราะต้องซื้อให้ตัวบุคคลและพรรคไปด้วย

หรือว่าวันนี้ต้องการทำให้พรรคการเมืองเล็กลงเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งรัฐบาลผสมหลายพรรค จะทำให้นโยบายหลักดีๆคลอดได้ยาก

ส่วนจุดอ่อนในปมที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่เปิดช่องให้คนนอกเข้ามาเป็นได้ แม้จะปรับเปลี่ยนให้พรรคการเมืองจะต้องประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกฯก่อน

ถือว่าเป็นประเด็นที่ถอยหลัง เพราะญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้ต่อสู้ให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส. และการเปิดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯได้หลายคน จะเป็นการหลอกหาเสียงมากกว่าว่าจะเอาคนนั้นคนนี้เป็นนายกฯ

จะเกิดความสับสน เกิดปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก โจมตีระหว่างกันทันทีที่พรรคการเมืองเอาชื่อคนนอกไปแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเปิดฉากละเลงประวัติในอดีตก่อนลงเลือกตั้ง ฝุ่นตลบแน่ แทนที่พรรคการเมืองจะสู้เรื่องนโยบายก็กลายเป็นโจมตีทำลายตัวแคนดิเดตนายกฯ

และประชาชนที่อยากเห็นรัฐธรรมนูญก้าวหน้าก็จะโจมตีพรรคการเมืองนั้นๆทันทีเช่นกันว่าเป็นพรรคการเมืองที่ถอยหลัง

ส่วนจุดอ่อนในเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งเปิดให้กลุ่มอาชีพเลือกกันเองทางอ้อม เห็นด้วยที่จับกลุ่มอาชีพมาเป็นกลุ่มเบื้องต้น จะได้คนละฐานกับ ส.ส. ทำให้ช่วยตรวจสอบกลั่นกรองตามอำนาจของวุฒิสภาแล้ว ยังมีประโยชน์ที่คนเหล่านี้จะกลับไปดูแลประโยชน์ให้กลุ่มอาชีพของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับกลุ่มอาชีพอื่น

แต่การเลือกตั้งระหว่างกลุ่มอาชีพเดียวกันเองจะมีการฮั้ว และที่สำคัญเคยมี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วจะถอยหลังกลับไปไม่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ประเด็นนี้ล่อแหลมต่อการจะผ่านประชามติหรือไม่ เพราะ กรธ.อย่าลืมว่าขณะนี้มีอดีต ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ทั่วประเทศ และหลายฝ่ายยืนยันว่า ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้ง

ฉะนั้นขอเสนอ กรธ.ว่าเมื่อเริ่มต้นกลุ่มอาชีพให้เลือกตั้งกันเองแล้ว จะขอให้เลือกเกินมาเป็น 3 เท่าของจำนวนแต่ละสาขาอาชีพ และนำมาทำเป็นบัญชีรายชื่อเหมือนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง

เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกให้เหลือแค่ 10 คน ในแต่ละกลุ่มอาชีพ วิธีนี้จะตอบโจทย์ในคราวเดียวกัน ได้ ส.ว.จากกลุ่มอาชีพและยึดโยงกับประชาชน

จุดอ่อนเรื่องสิทธิเสรีภาพในร่าง รธน.ก็ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะมีผลต่อการทำประชามติไม่ผ่านด้วย

ขณะที่ประเด็นอำนาจขององค์กรอิสระ ไม่กังวลเท่าไหร่ อำนาจและหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็สมเหตุผล เพียงแต่อยากให้รัดกุมการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระและการตรวจสอบถ่วงดุล

ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมาก ถือเป็นจุดที่อันตราย มีผลต่อการทำประชามติมากที่สุด แม้หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไม่ได้จนต้องกำหนดให้แก้ยากเกินไป

การใช้เสียงข้างน้อยแค่ 25 คนที่มาจากพรรคที่มี ส.ส.ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นชอบด้วย มากำหนดทิศทางแทนเสียงข้างมากอีก 675 คนจากจำนวนสมาชิกรัฐสภา 700 คน ซึ่งเห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อแก้ยากเกินไปสุดท้ายจะเกิดวิกฤติ รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกอีก

จุดอ่อนเหล่านี้เป็นชนวนหลักที่จะทำให้ร่าง รธน.ไม่ผ่านประชามติได้ ซึ่งจะเกิดวิกฤติตามมา

ร่าง รธน.ไม่ผ่านจะเกิดวิกฤติอย่างไร นายบัญญัติ บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจจะแย่ไปกว่านี้อีก

คสช.และ กรธ.ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้บรรยากาศการเมืองอยู่บนความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน

ในช่วงร่าง รธน.ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำ มีคนบางกลุ่มระบุว่าเพราะ คสช.ต้องการต่ออายุ

ถ้าร่าง รธน.ฉบับนี้ถูกคว่ำโดยประชามติอีก ความเสียหายจะมากกว่านั้น อาทิ จะมีการนำไปพูดว่าร่าง รธน.ฉบับนี้ออกมาอย่างนี้เพื่อให้คว่ำ แม้มองในทางร้าย แต่ไปห้ามไม่ได้

ถือเป็นยุทธวิธีในการต่อสู้อย่างหนึ่ง ภาพเช่นนี้สะท้อนไปถึงความรู้สึกของประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในบ้านเมืองและต่างชาติเกิดความไม่เชื่อมั่น

ฉะนั้นขอวิงวอน คสช.และ กรธ. อะไรที่สามารถโอนอ่อนผ่อนตาม ขอให้แก้ไขไม่ให้เป็นอุปสรรคการปฏิรูป

และนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า.

ทีมการเมือง

จับอาการ “ประยุทธ์” สะท้อนห้องเครื่องขบเหลี่ยม อำนาจปีนเกลียว ผู้นำว้าเหว่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573587

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2559 05:01

 

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

จากปีใหม่สากลล่วงเลยมาถึงเทศกาลตรุษจีน วันเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊บเดียวก็เข้าสู่สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์แล้ว

โดยแนวโน้มสถานการณ์ที่กระชั้นเข้าไปทุกขณะ มันก็โยงเป็นเงื่อนไขเร้าความคืบหน้าตามโรดแม็ป คสช.ที่มาถึงขั้นตอนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เปิดโชว์โฉมร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกอย่างเป็นทางการไปแล้ว

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นมีคนประกาศคว่ำประชามติล่วงหน้า

ไม่ใช่แค่ฝ่ายต่อต้านที่สะท้อนสัญญาณผ่านพรรคเพื่อไทยและแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.เท่านั้น แม้แต่แนวร่วมฝั่งเดียวกันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือเครือข่ายฝ่ายที่ร่วมต่อต้านระบอบทักษิณด้วยกันมา ก็ยังออกอาการแทงกั๊กเป็นส่วนใหญ่

ยักท่าใส่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ที่อ้างกันว่ายังตอบไม่ตรงโจทย์

แต่ประเภทที่เสียผลประโยชน์ ไม่ยอมเสียพื้นที่ยืนในหมากกระดานอำนาจก็เยอะ

ล่าสุดนายมีชัยได้นำทีมเข้าชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

เพื่อนำข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงไปพิจารณาทบทวน

และนอกจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีประเด็นต่อเนื่องว่าด้วยเรื่องของระยะเวลาในการเลือกตั้ง ตามจังหวะที่นายมีชัยได้เปิดสูตรตัวเลขใหม่ 6–4–8–5 โดยขอเพิ่มระยะเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกและจัดเตรียมการเลือกตั้ง ทำให้ต้องเลื่อนโปรแกรมการเลือกตั้งออกไปเป็นช่วงปลายปี 2560

ซึ่งนั่นก็ขัดกันกับที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ประกาศย้ำสัญญาประชาคมไว้ก่อนหน้า ยืนยันชัดไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านประชามติหรือไม่

ก็ต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้ได้ตามโรดแม็ปในเดือนกรกฎาคม 2560

“บิ๊กตู่–มีชัย” ไปกันคนละทาง ไม่ได้เตี๊ยมกันไว้

ล่าสุดนายมีชัยต้องยอมปรับขั้นตอนการร่างกฎหมายลูก กลับมาใช้โรดแม็ปเดิมคือ 6–4–6–4 เลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศย้ำหลายรอบ

ตอบคำถามผู้นำนานาชาติแบบนี้มาตลอด

ที่แน่ๆโดยปมวุ่นๆของร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นของการเลือกตั้งนี่แหละ ที่กลายเป็นปัจจัยเหตุทำให้ท่านผู้นำรัฐบาลทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ เกิดอาการนอตหลุด

“ต่อมฉุนอักเสบ” ฟาดงวงฟาดงาใส่นักข่าวกระเจิงไปตามๆกัน

ถึงขั้นที่ข้าราชการกระทรวงต่างๆ ดารานักร้องดังที่ไปร่วมงานอีเวนต์ในวันประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลยังสะดุ้งโหยง ตกอกตกใจกับอาการฟิวส์ขาดของนายกรัฐมนตรี

แบบที่หงุดหงิดงุ่นง่านตลอดทั้งวัน ก่อนจะถึงบทดราม่าในช่วงแถลงข่าวหลังประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ตบโพเดียมจนแว่นตากระเด็น กระชากกระดาษสคริปต์พูดทิ้งท้ายเป็นทำนอง ตั้งใจทำงานมาตลอดปีกว่าเกือบ 2 ปีไม่มีความหมาย

“ผมน่ะไร้ค่า”

แปรตามอาการที่สะท้อนออกมา ณ เบื้องหน้า มันเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจสื่อมวลชน พล.อ.ประยุทธ์โดนกดดันเรื่องความคืบหน้าตามโรดแม็ป จี้ถามเรื่องเลือกตั้งรายวัน

โดยไม่มองเนื้องานที่รัฐบาล คสช.ตั้งใจสะสางปัญหาที่หมักหมมมานาน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามอาการต่อมฉุนอักเสบขั้นรุนแรง แอ็กชั่นที่ “บิ๊กตู่” แสดงต่อหน้าสาธารณชน ถึงขั้นที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาแถลงขอโทษประ-ชาชนและสื่อมวลชนแทนนายกรัฐมนตรี

มันมีจุดที่ทำให้สังเกตได้ถึงระดับที่ผิดปกติไปมาก

หากเทียบจากฟอร์มที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็แสดงอาการหงุดหงิดใส่นักข่าวเป็นประจำอยู่แล้ว อีกทั้งปมร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นการเลือกตั้งก็เป็นหัวข้อใหญ่ที่สื่อกระแสหลักเสนอมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องที่เหนือการคาดการณ์แต่อย่างใด

แรงกดดันภายในจิตใจที่สะท้อนออกมา มันมากกว่าการระบายใส่นักข่าวที่เป็นกระโถนท้องพระโรง

เหมือนหงุดหงิดคนวงในกันเอง แต่ทำอะไรมากไม่ได้มากกว่า

แกะรอยจากถ้อยแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ ที่บอกว่า นายกฯคงมีแรงกดดันมากพอสมควรกับความคาดหวังของประชาชนว่าจะเป็นหัวหอกนำพาประเทศไปในทิศทางส่วนใหญ่ที่สังคมต้องการ

“ผมคิดเอาเองว่า นายกฯอาจรู้สึกว่าเมื่อท่านเหลียวไปข้างหลัง ท่านเดินอยู่คนเดียวหรือเปล่า เพราะสังคมไทยส่วนใหญ่จะนิ่ง รอรับฟัง ทำให้คนตั้งใจแก้ไขปัญหารู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย”

ลูกน้องถ่ายทอดความรู้สึกของ “นาย” ได้ค่อนข้างลึกถึงก้นบึ้งทีเดียว

ซึ่งก็แน่นอน โดยภาพรวมที่สะท้อนผ่าน พล.ต.สรรเสริญ กับความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายของ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนถูกปล่อยให้เดินคนเดียวในหมู่ของประชาชนไทย

มันก็น่าจะหมายรวมถึงคนวงในทีมอำนาจ คสช.กันเองด้วย

ในเครื่องหมายคำถาม “ห้องเครื่อง” เรือแป๊ะ ยังแน่นอยู่หรือเปล่า

มีรายการขบเหลี่ยม ปีนเกลียวกันหรือไม่

ที่สำคัญ โดยเงื่อนสถานการณ์มันก็ล้อกับปรากฏการณ์แปร่งๆ สัญญาณแปลกๆ อย่างที่จู่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดถึงกระแส “ปฏิวัติซ้อน” ขึ้นมาเองดื้อๆ ในท่ามกลางเหล่าขุนทหารน้อยใหญ่ ในงานสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร

ถามกันซึ่งๆหน้าเลยว่า ใครจะกล้าปฏิวัติ

หรือล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เกิดอาการต่อมฉุนอักเสบ นอกจากเรื่องรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งแล้ว อีกปมหนึ่งก็เพราะไม่พอใจประเด็นวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

อารมณ์ “เกร็ง” กับภาวะ “โรคแทรก”

จับอาการ “บิ๊กตู่” กำลังอยู่ในจุดอ่อนไหวกับปมปฏิวัติซ้อน

แน่นอน ว่ากันตามสถานะมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ตามสภาพของคน “ขาลอย” จากกองทัพ

โดยวันเวลาผ่านไป นับแต่หลังการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.ควบเก้าอี้เบอร์หนึ่ง คสช. อำนาจแน่นปึ้ก

ก่อนถึงคิวเกษียณเปลี่ยนให้ “น้องรัก” อย่าง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร สืบทอดเก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก โดยสายสัมพันธ์พี่ๆน้องๆ รองรับสถานะผู้นำ คสช.ก็ยังควบแน่นอำนาจไว้ได้

แต่มาถึงวันนี้เก้าอี้จ่าฝูงกองทัพบก ตกมาถึง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่แม้จะอยู่ในทีมบูรพาพยัคฆ์ ก็ไม่ใช่น้องรักสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งตามระดับความสัมพันธ์ก็แปรผันตามระยะห่างระหว่างรอยต่อของกองทัพกับหัวหน้า คสช.

ย่อมไม่ปึ้กเหมือนยุคของ “บิ๊กตู่” และ “บิ๊กโด่ง” เป็นธรรมดา

ประเมินได้จากปรากฏการณ์ร้อนๆแรงๆในห้วงที่มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.จาก พล.อ.อุดมเดชมาเป็น พล.อ. ธีรชัย ที่มีการสั่งโละของคนเก่าหมด ไม่เว้นแม้แต่ฉากฮวงจุ้ยในกองบัญชาการกองทัพบก

แสดงความเป็นตัวตนของ พล.อ.ธีรชัยได้เป็นอย่างดี

และนั่นก็โยงเป็นเงื่อนไขเดียวกันกับความสัมพันธ์ในหมู่พี่น้องบูรพาพยัคฆ์ สถานภาพของเพื่อนพ้องในทีมงานอำนาจ คสช.ที่จับมือยึดอำนาจการปกครองประเทศร่วมกันมา

ย่อมต้องแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

ยิ่งเป็นอะไรที่มีเรื่องของผลประโยชน์จากเกมอำนาจเข้ามาโยงใยอีกต่าง หาก

ตามจังหวะเดียวกันกับการพูดเรื่องการปฏิวัติซ้อนที่โรงเรียนเตรียมทหาร พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดปมแฉขบวนการคนระดับด็อกเตอร์ที่อ้างชื่อตัวเองและ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในการแอบอ้างหาผลประโยชน์ในโครงการของกระทรวงต่างๆ

กลายเป็นข่าวใหญ่ ไฟร้อนๆที่ พล.อ.ประวิตร ต้องรีบบอกปัด ซัดคนพยายามเตะตัดขาตัวเอง โยงกับเรื่องไม่โปร่งใส ยืนยันตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีใน 2 รัฐบาล ไม่เคยแตะต้องเงินสักบาท

อีกคนก็คือ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ต้องเคลียร์ข้อมูลที่ขบวนการแอบอ้างดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับทีมงานที่ปรึกษาของตัวเอง โดยปฏิเสธไม่ได้ร่วมรับรู้ด้วยแต่อย่างใด

พี่ น้อง เพื่อน ต้องเคลียร์ตัวเองเป็นพัลวัน

ภาพออกมาในมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ “หัวไม่ส่าย” แต่ต้องเสี่ยงกับลำตัวและส่วนหางที่โดนขบวนการทุจริตคอร์รัปชันแฝงตัวหาผลประโยชน์กับทีมงานอำนาจพิเศษ

และนั่นก็เป็นจังหวะเดียวกับสถานะของ “บิ๊กตู่” ที่ถูกปล่อยให้ลอยเดี่ยว

ตามภาพในมโนแบบที่ พล.ต.สรรเสริญคิดแทนนายว่า เหมือนถูกปล่อยให้เดินอยู่คนเดียว จนเริ่มรู้สึกถึงความอ้างว้างเดียวดาย ชักจะไม่มั่นใจกับการที่ต้องแบกภาระของคนทั้งชาติไว้บนบ่าโดยลำพัง

แน่นอน ด้วยภาวะเยี่ยงนี้ เป็นใครก็ต้องหวั่นไหว

เพราะการตัดสินใจของผู้นำที่ไร้ปัจจัยรองรับอำนาจ โดยเฉพาะระยะห่างจากกองทัพที่ไกลออกไป

มันเป็นอะไรที่ขาดความเชื่อมั่น

นั่นก็เพราะความหมายมันต่างกันเยอะระหว่างคำ 2 คำ

“ผู้นำอำนาจ” กับ “ผู้คุมอำนาจ”.

“ทีมการเมือง”