เอกชนดึงเบรกพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574166

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2559 05:45

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ล่าสุด ได้หารือประเด็นคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ประกอบการหลายรายให้ความเห็นแจ้งเข้ามาว่า เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นเรื่องอนาคต ซึ่งขณะนี้ ไทยยังไม่ถึงเวลาจะพัฒนาก้าวกระโดดไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบปัจจุบัน ยังมีช่องทางให้พัฒนาอีกมาก แต่คณะกรรมการฯเห็นว่า บางเรื่องอาจเป็นเรื่องเร่งด่วน เช่น เรื่องรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีส่วนที่เกิดจากการผลิตในประเทศ จึงมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาหารือกัน เพื่อศึกษาว่าเอกชนไทยรายใดที่มีศักยภาพที่จะร่วมลงทุนดังกล่าวได้

“นางอรรชกา ศรีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ได้ให้ความเห็นในที่ประชุมว่า ภาคเอกชนต้องเป็นฝ่ายระบุว่าทิศทางแนวโน้มของแต่ละอุตสาหกรรมจะเป็นอย่างไร และจะนำไปใช้ในคณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (นิวเอสเคิร์ฟ) ที่แต่งตั้งขึ้น”

ทั้งนี้ คณะกรรมการเร่งรัดฯและคณะอนุกรรมการคลัสเตอร์ยานยนต์และชิ้นส่วน ได้เตรียมแผนงานชักจูงการลงทุน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการลงทุนภายในปี 59 และต้องสามารถรองรับแผนปฏิรูปอุตสาหกรรมอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้ ซึ่งเบื้องต้นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าทีมนำรัฐมนตรี บริษัทยานยนต์และชิ้นส่วนภาคเอกชนที่เป็นเป้าหมาย พร้อมคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปพบปะและชักจูงนักลงทุนเกาหลี ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 24-27 ก.พ.นี้.

ติดสปีดตั้งกองทุนบำนาญชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574162

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2559 05:30

 

คลังเร่งรับมืออีกแค่ 10 ปีคนสูงอายุเต็มเมือง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะเสนอให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติโดยมีตนเป็นประธาน เพื่อให้กองทุนฯแห่งนี้เป็นแหล่งเงินออมในวัยเกษียณผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งจากการประเมินของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า หากไม่มีมาตรการใดๆ ออกมารองรับอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรที่สูงอายุจะมีค่าใช้จ่ายทางด้านงบประมาณสูงถึง 600,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีค่าใช้จ่ายปีละ 200,000-300,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ ทำให้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายช่วยเหลือคนชรา ค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น

นายสมชัยกล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างทางด้านการออมเงินหลังเกษียณของไทยเป็นแบบการออมภาคสมัครใจ เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยกเว้นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่เป็นการออมภาคบังคับสำหรับข้าราชการ แต่ในภาคประชาชนยังไม่มีการออมแบบภาคบังคับเลย ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคนจะต้องออมเงินเพื่ออนาคตของตนเอง สำหรับหลักการของกองทุนบำนาญแห่งชาติ จะมีลักษณะการออมภาคบังคับ โดยจะเริ่มต้นจากแรงงานที่อยู่ในระบบอายุระหว่าง 15-60 ปี มีประมาณ 17 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ บางคนมีประกันสังคม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรองรับอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการออมแบบภาคสมัครใจ ขณะที่บางคนไม่ได้อยู่ในระบบการออมรูปแบบใดเลย ก็มีอีกจำนวนมาก

โดยในช่วงแรก กระทรวงการคลังจะดึงงานทางด้านชราภาพที่สำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่แล้ว มารวมอยู่ที่กองทุนบำนาญแห่งชาติ คือเมื่ออายุเกิน 60 ปี ก็จะยกภารกิจทางด้านชราภาพมาให้กองทุนฯแห่งนี้ดูแลแทนทั้งหมด โดยแรงงานในระบบจะต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากนายจ้างเหมือนกับกองทุนประกันสังคม โดยรัฐจะใส่เงินสมทบหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ส่วนการบริหารกองทุนนั้น เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะให้อยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

เจาะขุมทรัพย์ลูกเทพ EP.1 ปลอม ปั่น! จุดเสื่อมจตุคามฯ จากหมื่นล้านสู่ของไร้ค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574078

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 05:30

 

ถือว่าเป็นช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” สำหรับกระแสฟีเว่อร์ของ “ตุ๊กตาลูกเทพ”ตอนนี้สถานการณ์ความชื่นชอบ ชื่นชม เข้าขั้น “ลูกผีลูกคน” เมื่อมีการจัดระเบียบ ตรวจสอบ จากหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งหมอดู หมอผี ทายทักว่า “จิตวิญญาณ” ในตุ๊กตานั้น อาจจะไม่ใช่ “เทพ” แต่อาจจะเป็น “ผีตายโหง” ก็ว่ากันไป

…แต่คนเจน Y ยุคต้น อย่าง “อาสาม” แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เห็นตุ๊กตาแล้วเสียงโหยหวน “หนูอยากกลับบ้าน…” ก็ก้องขึ้นมาในหัวทันที ละครที่เกี่ยวกับ “ตุ๊กตาผี” เมื่อปี 2531 ยังหลอกหลอนอยู่ อย่างไรก็ดี หากมองย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่า กระแสลูกเทพนั้นมีความคล้ายคลึงกับ “จตุคามรามเทพ” เป็นอย่างมาก

มองย้อนอดีต “จตุคามรามเทพ” ของขลังแดนใต้

ความเป็นมาของ “จตุคามรามเทพ” ที่จริงแล้ว ถูกปลุกเสกตั้งแต่ปี 2530 ตามความเชื่อที่ว่า คือ 1.อธิษฐานขอสิ่งที่เป็นไปได้ โดยไม่ขัดต่อศีลธรรม 2.เมื่อได้รับสิ่งที่หวังแล้วต้องรักษาสัจจะที่ได้ให้ไว้กับพระองค์ และ 3.ควรจะสร้างกุศลกรรมถวายแด่พระองค์จตุคามรามเทพ

จากหนังสือสนทนาธรรม “คติ จตุคามรามเทพ” ได้เล่าประวัติความเป็นมาหลายอย่าง บ้างก็ว่าเป็นกษัตริย์พี่น้อง 2 พระองค์ “จตุคาม” องค์หนึ่ง และ “รามเทพ” องค์หนึ่ง ซึ่งเมื่อสวรรคตแล้วก็มาเป็นเทพพิทักษ์พระบรมธาตุ เทพผู้รักษาเมืองนครศรีธรรมราช และ อาณาจักรทะเลใต้

ขุนพันธุ์ มือปราบจอมขมังเวทย์

จตุคามรามเทพ รุ่น 1 “หลักเมือง 30” อันลือลั่นนั้น ถูกจัดสร้างโดย “ขุนพันธ์” หรือ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ ราชเดช หรือ เจ้าของฉายา “มือปราบจอมขมังเวทย์” นอกจากนี้ ขุนพันธ์ยังจัดสร้างพระจตุคามรามเทพ อีกหลายรุ่น กระทั่งขุนพันธ์เสียชีวิต เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2549 อายุรวม 108 ปี

หลังขุนพันธ์ตาย ผู้คนก็เริ่มหาของที่ขุนพันธ์เคยมี เคยเก็บ หรือแม้กระทั่งเคยสร้าง “จตุคามรามเทพ” ถูกกล่าวถึงและกลายเป็นของฟีเว่อร์ในปีถัดมา พ.ศ.2550

ส่วนใหญ่ผู้ที่เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ จะตั้งชื่อให้ด้วย

จตุคามฯ ฟีเวอร์ ของแท้ราคาพุ่ง ของเก๊เกลื่อน

หลังจากเริ่มมีกระแส ผู้ประกอบการด้านของขลัง ก็แห่แหนปลุกเสก ทำให้ “จตุคามรามเทพ” ออกสู่ตลาดทั่วประเทศ ไม่ว่าจังหวัดไหนก็พร้อมที่จะปลุกเสก แต่ที่ฮิตมากที่สุด ก็ต้องเป็นเมืองคอน ดินแดนต้นกำเนิดของ “จตุคามฯ” ส่งผลให้เศรษฐกิจของที่นครศรีธรรมราชหมุนเวียนเป็นอย่างดี มีเงินเข้ามหาศาล กระทั่ง…สองผัวเมียขายผักและผลไม้ในตลาดหัวอิฐ ที่เมืองนครศรีธรรมราช ได้เข้าแจ้งความจับ นายจำนง หรือ จ่าพันธ์ บุษบรรณ อายุ 51 ปี อ้างว่าเป็นลูกบุญธรรมของ ขุนพันธ์ หลังจากไปเช่า “จตุคามรามเทพ รุ่น สรงน้ำพระธาตุ 50 เป็นจำนวน 83 องค์ รวมเป็นเงิน 83,000 บาท แต่เมื่อนำไปตรวจสอบพบว่าเป็นของปลอม

ขณะที่ นายณสรรค์ พันธรักษ์ราชเดช ลูกชายคนโตของขุนพันธ์ กล่าวว่า “นายจำนง หรือ จ่าพันธ์ ไม่ใช่ลูกบุญธรรมของพ่อ แต่รู้จักกันจริง เพียงแต่เข้ามาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

กระแสฟีเวอร์ดังกล่าว ทำให้พวกหัวใสออกมากอบโกย ปั๊มจตุคามฯ ปลอมกันเกลื่อนตลาด จตุคามฯ บางรุ่น นำออกมาให้เช่าแบบที่ดินยังไม่แห้งก็มี ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ฉก ชิง วิ่งราว จตุคามฯ กระทั่งเบียดเสียดแย่งกัน กระทั่งหญิงชราวัย 51 ปี เป็นลมเสียชีวิตคาห้องประชุม

รุ่นคำภีร์เศรษฐี

เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน ดัน จีดีพี 1.5% 

ทั้งนี้ นายฉลอง สุนทราวาณิชย์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวในงาน เสวนา ในหัวข้อ “จตุคามรามเทพ : สังคม ศรัทธา และมูลค่าทางการตลาด เมื่อวันที่ 26 เม.ย.50 ว่า กระแสจตุคามฯ คือเครื่องรางที่ถูกพัฒนาไปเป็นสินค้ามีมูลค่า ทั้งมีการลงทุน เก็งกำไร และมีการยกระดับเป็นอุตสาหกรรมเครื่องราง เป็นส่วนหนึ่งของระดับเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ปี 2530-2550 มีการก่อสร้างจตุคามฯ ออกสู่ตลาดแล้ว 340 รุ่น คิดเป็นจำนวน 30-60 ล้านองค์ มีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าจตุคามฯ ราว 1 หมื่นล้าน ที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องในเรื่องการผลิตสิ่งพิมพ์​ 2 หมื่นล้าน คิดเป็น 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ขณะที่ นายนิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (ขณะนั้น) กล่าวว่า เป็นความเชื่อของคนชั้นกลาง แต่ไม่ใช่ว่าห่างวัด แต่ไม่มีศาสนาจึงสร้างศาสนาขึ้นใหม่ ความเชื่อเรื่องจตุคามฯ โดยแก่นแท้ขัดกับหลักพุทธศานา ที่สอนให้“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

รุ่นทรัพย์ราชาเทพ

ต่อมา นายอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติชาวเมืองคอน ได้ออกมาเตือนสติคนไทยว่า “จตุคามรามเทพมีเกลื่อนมากมายในปัจจุบัน แรกเริ่มเกิดขึ้นในการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช แต่เดิมนั้นนครศรีธรรมราชไม่มีหลักเมืองเหมือนกับจังหวัดอื่นๆ แต่บรรพบุรุษจะยึดพระบรมธาตุเป็นหลักเมือง แต่เมื่อมีการสร้างหลักเมืองใหม่ โดยเป็นความคิดของผู้แทน เนื่องจากต้องการคะแนนนิยมจากประชาชน ก็เลยมีการสร้างเหรียญจตุคามรามเทพขึ้น โดยมีจอมขมังเวทย์เป็นผู้ปลุกเสก เพราะช่วงนั้นได้รับความนับถือจากประชาชนในเรื่องอำนาจ ลี้ลับ และไสยศาสตร์ ซึ่งจริงๆ แล้วดี แต่ก็ตกเป็นเครื่องมือในการหาเสียงนั่นเอง

จากสูงสุด ลงสู่สามัญ 

จากกระแส “จตุคามฯ ฟีเวอร์” ก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลง หลังจากมีผู้สร้างมากหน้าหลายตาแห่กันสร้าง ของจริง ของปลอม ออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาล นักเก็งกำไรกอบโกยปั่นราคาจนชาวบ้านถึงกับผวา ส่วนใครที่มาทีหลังซื้อตุนไว้ก็ต้องเจ็บ เพราะ “จมทุน” ขายไม่ออก จากราคาจตุคามฯ​ หลักพัน หมื่น แสน และ ล้าน กลายเป็นวัตถุมงคลไร้ราคา ถูกนำมาโยนทิ้งกันไปจำนวนมาก ถึงแม้มวลสาร ดีแค่ไหน หากไร้ศรัทธา ทุกอย่างก็กลายเป็นความ “ว่างเปล่า” ด้วยเหตุนี้ มนต์ขลังแห่งจตุคามฯ จึงค่อยๆ เสื่อมถอยไปในที่สุด

ทั้งหมดคือเรื่องราวของ “จตุคามรามเทพ” ที่ “อาสาม” นำมาฝาก ส่วน “ตุ๊กตาลูกเทพ” นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร มูลค่าการตลาดมากมายแค่ไหน โปรดติดตามในตอนหน้า…

———

สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ยกระดับมาตรฐานปลาร้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574159

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2559 05:15

 

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปลานิลของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 200,000 ตันต่อปี คิดเป็น 4% ของผลผลิตโลก ซึ่งเป็นอันดับ 5 ของโลก ส่วนใหญ่จะใช้ในการบริโภคภายในประเทศ ส่งออกเพียง 10% จากจำนวนฟาร์มเลี้ยงประมาณ 280,000 ฟาร์ม และมีจำนวนฟาร์มเพียง 1% ที่ได้รับมาตรฐานสินค้า GAP ซึ่งส่วนใหญ่เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก โดยกรมประมงได้มีมาตรฐานขั้นปลอดภัย (Safety level) สำหรับฟาร์มที่ผลิตเพื่อบริโภคในท้องถิ่นด้วย

สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการผลิตปลานิล คือ การขาดลูกพันธุ์บางช่วงฤดูกาล ดังนั้น จึงต้องเร่งปรับปรุงพันธุ์ปลานิลที่มีคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริมการทำฟาร์ม GAP ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก ส่วนสถานการณ์การผลิตการค้าปลานิลในปี 59 นั้นคาดว่าจะไม่แตกต่างจากปี 58 เนื่องจากผลกระทบภัยแล้งต่อเนื่อง ด้านการบริหารจัดการสินค้าปลานิล ได้มีการผลิตลูกพันธุ์ปลาคุณภาพ 1.2 ล้านตัว และแนะนำเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งรวบรวมรายชื่อโรงงานผลิตปลาร้าที่ขาดแคลนวัตถุดิบ เพื่อเป็นข้อมูลเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้เลี้ยง เพื่อนำไปกำหนดแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พิจารณาความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรปลาร้า.

ทิศทางหุ้น 08/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573923

โดย บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด 8 ก.พ. 2559 05:01

 

ภาวะการซื้อขายหุ้น

ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น จากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจชะลอการตัดสินใจที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเดือน มี.ค. 59 ออกไป โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,306.29 จุด เพิ่มขึ้น 0.41% จากสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลดัชนี PMI ของจีนที่ออกมาแย่ รวมทั้งยังมีแรงขายในหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมจากความกังวลต่อการเพิ่มทุน อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ โดยกลับไปยืนเหนือระดับ 1,300 จุดอีกครั้ง จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น หลังเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่า ท่ามกลางคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้มากขึ้นที่เฟดอาจจะเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (8-12 ก.พ.) บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวรับที่ 1,295 และ 1,280 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,315 และ 1,330 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ แถลงการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของเฟดต่อสภาคองเกรส การรายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภค การรายงานข้อมูลจีดีพีของประเทศในยูโรโซน รวมทั้งการรายงานข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศของจีน.

ภาวะตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

เงินบาทกลับมาแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ 35.47 บาทต่อดอลลาร์ฯ ช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากที่เงินบาทอ่อนค่าในช่วงแรกตามแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าตั้งแต่ในช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ฯได้รับแรงกดดันมากขึ้นจากการที่ตลาดประเมินว่า จังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ น่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดต่างก็มีท่าทีที่ระมัดระวังมากขึ้นในการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน นอกจากนี้ เงินบาทยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติช่วงท้ายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน โดยเงินบาทปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ. ที่ 35.49 บาทต่อดอลลาร์ฯ

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (8-12 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.35-35.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาการปรับตัวของตลาดการเงินโลกหลังรับรู้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ.ยอดค้าปลีก ดัชนีราคานำเข้าและส่งออกเดือน ม.ค. และสต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่ง/ภาคธุรกิจเดือน ธ.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนอาจรอติดตามสุนทรพจน์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ต่อสภาคองเกรสในช่วงกลางสัปดาห์ด้วย
เช่นกัน อนึ่ง ตลาดการเงินจีนจะปิดทำการตลอดสัปดาห์เนื่องในวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีน.

บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

รวมกลยุทธ์มหาเศรษฐีเลี่ยงจ่ายภาษีมรดก ประเทศไทยอาจได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573930

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2559 05:01

 

นับจากวันที่ 1 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา “ภาษีมรดก” ที่บรรดามหาเศรษฐี คนร่ำรวยผวาหวาดกลัวได้มีผลบังคับใช้แล้ว ภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 และพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558

โดยในช่วงระยะเวลา 180 วันก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ กรมสรรพากรได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ทั้งกฎหมายลูกและการออกประกาศเพิ่มเติมเพื่อให้การจัดเก็บภาษีมรดกเป็นไปตามกำหนด และเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2559 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เรื่องกฎหมายลำดับรองออกตามความใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2558

ประกอบด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการแจ้งการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมเกี่ยวกับการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก และอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 1 ฉบับ และร่างกฎกระทรวงฯ จำนวน 6 ฉบับ

มูลค่ามรดกที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษี คือ มูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท อัตราภาษีมี 2 อัตรา โดยบุคคลอื่นที่รับมรดกเสียภาษีในอัตรา 10% กรณีบุพการี และผู้สืบสันดานเสียในอัตรา 5%

ขณะที่ทรัพย์สินเสียภาษีมรดกมี 4 ประเภท อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก และยานพาหนะที่จดทะเบียนในประเทศไทย โดยอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์ให้ใช้ราคาตลาดวันที่ผู้รับมรดกรับโอนทรัพย์สิน และมีข้อกำหนดในหลักการเบื้องต้น ผู้รับมรดกจะต้องเสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่รับมรดก

“ทีมเศรษฐกิจ” บอกแล้วว่า ภาษีมรดก เรื่องที่บรรดามหาเศรษฐีหวาดผวา ฉะนั้นก่อนวันที่ภาษีมรดกจะมีผลบังคับใช้ จึงมีการโอนทรัพย์สินให้บรรดาทายาทมากมาย ตามที่เราได้รวบรวมมาให้เห็น ดังนี้

โอนหุ้นก่อนกฎหมายบังคับ

ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้บริหารและผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวนมาก ได้มีการโอนหุ้นให้ทายาทหรือผู้รับมรดกก่อนที่ภาษีมรดกจะเริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป เช่น นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้โอนหุ้นบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA จำนวน 16.19% ให้ลูก คือนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ จำนวน 9.05% และนางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ 4.76%

ขณะที่นายวิชัย ทองแตง ได้โอนหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)หรือ BDMS จำนวน 2.74% ให้ลูกคือ นายอัฐ ทองแตง นายอิทธิ ทองแตง นางสาววิอรทองแตง และนายอติคุณ ทองแตง ภายหลังการโอนเหลือถือหุ้นเพียง 2.65% นอกจากนี้นายวิชัย ยังได้โอนหุ้นบริษัท บลิสเทล จำกัด (มหาชน) หรือ BLISS จำนวน 8.145% และหุ้น บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FORTH รวมทั้งหุ้น บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับลูกทั้ง 4 คน เช่นเดียวกับ นายยืนยง โอภากุล ได้โอนหุ้นบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) CBG ให้ลูกคือ นางสาวณิชา โอภากุล นางสาวนัชชา โอภากุล นายวรมัน โอภากุล

นายโพธิพงษ์ิ ล่ำซำ ได้โอนหุ้นบริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน ) หรือ MTI ให้ลูกทั้งชายหญิงคือ นางนวลพรรณ ล่ำซำ นางวรวรรณพร พรประภา และนายสาระ ล่ำซำ ส่วนนายธรรศพลฐ์ แบแลเว็ลด์ ได้โอนหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ให้กับภรรยา คือนางศิริธร แบแลเว็ลด์ และลูก คือนางสาวภัทรี แบแลเว็ลด์ เป็นต้น

รวมทั้งนาย สมโภชน์ อาหุนัย ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ (EA) ได้โอนหุ้น EA 16.89% ให้ SOTUS & FAITH #1 LIMITED ซึ่งเป็นกองทุนทรัสต์ที่ตนเองเป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการด้านภาษี ก่อนที่ภาษีมรดกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ.2559 โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการทำธุรกรรมเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนตัวเท่านั้น ปัจจุบันยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่ง และพร้อมจะทำงานกับบริษัท EA ต่อไป แม้ว่าจะให้ SOTUS&FAITH#1 LIMITED ถือหุ้นแทน แต่ยังคงมีอำนาจควบคุมในกรณีที่ต้องออกเสียงหรือยกมือโหวตในฐานะผู้ถือหุ้น

“การโอนหุ้นออกครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องทางนิตินัยเท่านั้น โดยโอนให้ทรัสตีไปบริหาร เป็นหุ้นที่โอนไปเพื่อให้กับทายาทของผมในอนาคต หุ้นในส่วนนี้ทรัสตีจะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการมรดกให้กับทายาท ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และผมว่ากรณีแบบนี้ถือเป็นเรื่องไม่ได้ผิดปกติอะไรเพราะในต่างประเทศก็ทำเช่นเดียวกัน และเป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความโปร่งใสในการบริหารธุรกิจ” นายสมโภชน์กล่าว

ตั้งกองทรัสต์ในต่างประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายภาษี เปิดเผยกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า นอกจากการโอนหุ้นที่ถืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ให้ทายาทโดยตรง ซึ่งพบว่าเริ่มมีการทำธุรกรรมดังกล่าวมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎหมายภาษีการรับมรดกและภาษีการรับการให้ และกระบวนการร่างกฎหมายมีความชัดเจนคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

โดยได้มีการโอนทั้งบ้านและที่ดินตลอดปี 2558 จะเห็นว่ามีเศรษฐีไปโอนบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม ให้ทายาททุกวันจนงานล้นกรมที่ดิน

ซึ่งนอกจากการโอนทรัพย์สินให้โดยตรงดังกล่าวแล้ว ยังพบว่ามีเศรษฐีชาวไทยจำนวนมากที่มีทรัพย์สินเป็นหลักพันล้านหรือหมื่นล้านบาท ได้ออกไปตั้งกองทรัสต์ (TRUST) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในฮ่องกงและสิงคโปร์ เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการตั้งทรัสต์โดยโอนทรัพย์สิน เช่น หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ ไปอยู่ในกองทรัสต์ เนื่องจากยังไม่ต้องการให้ทรัพย์สินตกทอดหรือเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาทคนใดคนหนึ่ง จึงตั้งทรัสต์ขึ้นมาเพื่อถือครองทรัพย์สินนั้นโดยมีทรัสตีที่เป็นมืออาชีพ เป็นผู้ดูแลหรือบริหารจัดการทรัพย์สินนั้นตามคำสั่งของผู้ก่อตั้งทรัสต์ แม้ผู้ก่อตั้งทรัสต์จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

โดยการตั้งกองทรัสต์ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ!!อย่างไรก็ตาม การตั้งกองทรัสต์ไม่ใช่เพื่อการหลีกเลี่ยงภาษีมรดก แต่มีประโยชน์มากกว่านั้นเพราะถือเป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินเพื่อทายาทระยะยาว เช่น จะมีการระบุคำสั่งให้ทรัสตีจัดการ โดยแม้เจ้าของมรดกจะเสียชีวิตไปแล้วหรือตายไปกี่ชั่วคน แต่กองทรัสต์จะยังอยู่ และดำเนินการตามคำสั่งหรือเจตนารมณ์ของเจ้าของที่ได้กำหนดไว้

เช่น ห้ามขายบริษัทหรือทรัพย์สินชิ้นนี้ หรือให้จ่ายผลประโยชน์หรือผลตอบแทนจากทรัพย์สินในกองทรัสต์ให้ทายาทแต่ละคน เป็นรายปีจนกว่าจะเรียนจบหรือจนกว่าจะอายุเท่าไร เป็นต้น เพราะหากมีการโอนมรดกให้ลูกหลานโดยตรงทันที อาจกลายเป็นเบี้ยหัวแตก ถูกนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนหมด หรือมีการขายทรัพย์สินทิ้ง โดยไม่ทำตามเจตนารมณ์ของพ่อแม่หรือเจ้าของ
ทรัพย์สินนั้น

ผุด “โฮลดิ้ง” จัดการทรัพย์สิน

นอกจากนี้ เศรษฐีบางรายที่มีธุรกิจหรือถือหุ้นไว้จำนวนมากหลายบริษัทได้ใช้วิธี จัดการทรัพย์สินโดยตั้งบริษัทขึ้นมา ในลักษณะบริษัทโฮลดิ้งแล้วโอนทรัพย์สินเข้าไป ให้ถือในนามบริษัทโฮลดิ้งนี้ และให้ตนเองและลูกหลานหรือทายาทเป็นผู้ถือหุ้นในโฮลดิ้งอีกชั้นหนึ่งและถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าแต่อาจมีการกำหนดลักษณะเป็นหุ้นบุริมสิทธิ (จำกัดสิทธิ์ไว้ชั่วคราว) เช่น ไม่มีสิทธิ์โหวตหรือรับปันผล เพื่อเปิดช่องให้พ่อแม่หรือเจ้าของทรัพย์สินที่ยังมีชีวิตอยู่ยังสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินหรือกิจการได้เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีมรดกที่กำหนดให้ทายาท 5% ในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นอัตราที่ไม่สูงมาก การรีบโอนให้ลูกหลานโดยตรง อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่น หากเกิดกรณีลูกตายก่อนพ่อ เมื่อต้องโอนมรดกกลับมาให้พ่อแม่ก็ยังต้องเสียภาษีมรดกอยู่ดี หรือหากลูกหลานอาจไปยกทรัพย์นี้ให้บุคคลอื่น เช่น ให้สามี-ภรรยา หรือไปให้บุคคลอื่น ต้องคิดผลดีผลเสียให้รอบคอบซึ่งหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ควรยอมเสียภาษีตามปกติอาจจะได้ประโยชน์มากกว่า

“ที่ผ่านมาบรรดาเศรษฐีทั้งหลายตื่นตระหนกกับภาษีมรดก เพราะมีจำนวนมากจริงๆ หรือเห็นเศรษฐีคนอื่นเขาเร่งโอนทรัพย์สินออกกันก็ทำบ้าง โดยที่ไม่ได้มีการวางแผนหรือจัดการอย่างรอบคอบเพราะบางคนอาจไม่จำเป็นต้องทำ เช่น มีนักธุรกิจคนหนึ่งมีหุ้นบริษัทที่อยู่นอกตลาดมูลค่าหลายพันล้านบาทมาปรึกษาว่าอยากจะโอนให้ลูกซึ่งอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย หากลูกได้รับไปแล้วเมื่อบรรลุนิติภาวะเขามีสิทธิ์เอาไปขาย เอาไปทำไม่ดี หรือแม่ควบคุมไม่ได้ ก็อาจจะได้ไม่คุ้มเสียกับการทำเพื่อหวังเลี่ยงภาษีมรดก สุดท้ายเมื่อได้คำแนะนำไป เขาก็ไม่โอน”

ขนเงินไปลงทุนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มีการวางแผนจัดการเรื่องภาษีมรดก หรือผู้ที่ยังไม่ได้โอนให้ทายาท กฎหมายได้เปิดช่องให้ทำได้ โดยการทยอยโอนทรัพย์สินให้ปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดกหรือภาษีการรับ

ขณะที่นักวางแผนทางการเงินและผู้บริหารความมั่งคั่งให้นักลงทุนให้ความเห็นว่า ภาษีมรดกที่ออกมาแทบทำอะไรไม่ได้กับบรรดาเศรษฐีเงินถุงเงินถังหลักหมื่นหลักพันล้านบาท

เพราะในช่วงที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่และมีปัญหา บรรดาเศรษฐี นักธุรกิจที่มีเงินในประเทศไทย เขาได้บริหารจัดการทรัพย์สินกันไว้เสร็จหมดแล้วแทบไม่มีเหลือให้มาจ่ายภาษีมรดก เพราะเขาได้ออกไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดินอพาร์ตเมนต์ ภาพเขียน โดยเฉพาะใน 4-5 ปีหลังมานี้

เนื่องจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศมีโอกาสได้ผลตอบแทน มากกว่า ทั้งในอังกฤษ อเมริกา และยุโรป คนที่ออกไปลงทุนช่วงก่อนหน้านี้ ปัจจุบันได้ผลตอบแทนสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เศรษฐีหลายคนได้ออกไปซื้ออสังหาฯเพื่อลงทุนในยุโรปและอังกฤษมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท

“ไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีแต่ถือเป็นการกระจายการลงทุน กระจายความเสี่ยง!! ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีมรดก แต่ยอมรับว่าการมีภาษีมรดกได้มีผลกระตุ้นให้เศรษฐีจำนวนมากนำเงินออก ไปลงทุนในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการเร่งไล่เงินให้ไหลอออกไปต่างประเทศมากขึ้นและเร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง”

ที่ฮ่องกง สิงคโปร์ประเทศคู่แข่งของเรา เงินไหลออกไปอยู่กับประเทศเขามาก เพราะไม่มีภาษีมรดกและธุรกิจทรัสต์เขาก็อู้ฟู่มาก คนไทยต้องไปเสียเงินค่าธรรมเนียมค่าดูแลทรัพย์สินให้เขาจำนวนมาก เพราะประเทศไทยก็ยังไม่มีกฎหมายทรัสต์มารองรับ

หลายคนมองว่าการเก็บภาษีมรดกไม่แฟร์ เนื่องจากตั้งใจทำธุรกิจมาเกือบทั้งชีวิตด้วยความยากลำบาก เงินที่ได้มาเสียภาษีทั้งภาษีบุคคลธรรมดา ในรูปบริษัทก็เสียภาษีนิติบุคคล ใช้จ่ายก็เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ฝากแบงก์ก็เสียภาษีดอกเบี้ย เมื่อตายจะยกเงินให้ลูกหลานยังโดนมาตามเก็บภาษีอีก เมื่อเขามีกำลังที่จะบริหารจัดการภาษีเพื่อไม่ให้เสียในส่วนนี้ได้ก็ต้องทำ

“ภาษีมรดกนี้ล้าสมัยแล้ว คิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย เงินที่จะเก็บภาษีได้คงไม่มากเมื่อเทียบกับค่าบริหารจัดการของภาครัฐและเงินที่ไหลออกไปจากกรณีนี้ ซึ่งหลายประเทศยกเลิกกฎหมายภาษีมรดกกันแล้ว”

เสนอออกกฎหมายทรัสต์

นายกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการบริษัท เบเคอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ และประธานคณะกรรมการภาษีสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ควรมีกฎหมายอนุญาติให้ตั้งทรัสต์ได้ในประเทศไทย ไม่เช่นนั้นการเก็บภาษีมรดกอาจเป็นการส่งเสริมหรือผลักดันให้มีการไหลออกของความมั่งคั่งทางการเงิน และทรัพย์สินของประชาชนคนไทยที่มีฐานะดีไปยังต่างประเทศ

ขณะที่นายธีระ ภู่ตระกูล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ยอมรับว่า การเก็บภาษีมรดกอาจได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากมีเศรษฐีไทยจำนวนมากโอนทรัพย์สิน ทั้งที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียมและหุ้น ให้แก่บุตรหลานเพื่อไม่ต้องเสียภาษีมรดกและมีอีกจำนวนมากที่โอนเงินออกไปต่างประเทศนำไปลงทุนในรูปของทรัสต์ จึงน่าเสียดายที่ไทยจะสูญเสียเงินจากกลุ่มเศรษฐีกลุ่มนี้

ฉะนั้น จึงเสนอให้กระทรวงการคลังออกกฎหมายทรัสต์ควบคู่กับการจัดเก็บภาษีมรดก เพื่อให้เศรษฐีนำเงินมาลงทุนในประเทศมากกว่า เพื่อให้สินทรัพย์ดังกล่าวยังอยู่ในไทย และจากประสบการณ์พบว่า ในหลายประเทศมีการยกเลิกการจัดเก็บภาษีมรดกไปแล้ว

ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้ภาษีควรจัดเก็บจากส่วนอื่นจะคุ้มกว่า.

ทีมเศรษฐกิจ

‘เจ้าสัวเจริญ’ ทุ่ม 1.2แสนล้านซื้อ’บิ๊กซี’ ถือหุ้นใหญ่ห้างค้าปลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574202

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2559 05:01

 

“เจ้าสัวเจริญ” มาแรงกว้านซื้อหุ้น “บิ๊กซี” จากกลุ่มบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของฝรั่งเศส ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในวงเงินกว่าแสนล้านบาท โดยเฉือน “กลุ่มเซ็นทรัล” เตรียมจับตาศึกค้าปลีกในไทยระอุแน่ เนื่องจากบิ๊กซีมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับสองรองจากห้างในเครือซีพี

“เจ้าสัวเจริญ” กวาดซื้อหุ้นห้างบิ๊กซีจากฝรั่งเศสแล้ว สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 7 ก.พ.ว่า คาสิโน กรุ๊ป กลุ่มบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของฝรั่งเศส ตกลงขายหุ้นส่วนใหญ่ที่ถืออยู่ในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ของไทย ให้กับกลุ่มบริษัททีซีซี กรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นมูลค่าประมาณ 3,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 122,400 ล้านบาท เป็นไปตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่รู้เรื่องนี้โดยตรงและเปิดเผยในวันเดียวกันนี้ ซึ่งยังมีรายงานในนิตยสารข่าวธุรกิจการเงิน เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ด้วยเช่นกัน ข่าวระบุว่า ข้อตกลงซื้อขายหุ้นครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดหนี้สินของกลุ่มบริษัท คาสิโน กรุ๊ป ซึ่งนอกจากขายหุ้นใหญ่ในห้างบิ๊กซีของไทยแล้ว ยังรวมทั้งการขายกิจการธุรกิจสาขาของคาสิโน กรุ๊ป ในเวียดนามด้วย

ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ร่วมประมูลซื้อหุ้นจำนวน 58.6%ในบิ๊กซีของคาสิโน กรุ๊ป ด้วยเช่นกัน ยืนยันเครือเซ็นทรัล แพ้ประมูลต่อกลุ่มทีซีซี เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีบริษัทผู้ผลิตเบียร์ช้างอยู่ในเครือด้วย แต่ไม่แถลงรายละเอียดอื่นๆเช่นเดียวกับทีซีซี กรุ๊ป และห้างบิ๊กซี

แหล่งข่าวคนเดิมไม่ขอเปิดเผยชื่อระบุด้วย ว่าบริษัททีซีซี กรุ๊ป ของนายเจริญ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองไทย เสนอขอซื้อหุ้นจากคาสิโน กรุ๊ปในราคาหุ้นละ 253 บาท ถือว่าแพงกว่าราคาซื้อขายหุ้นของบิ๊กซี ที่ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ. 11% การซื้อขายหุ้นบิ๊กซี ยังถือเป็นดีลธุรกิจมูลค่ามากที่สุดอันดับสองของไทย ต่อจากกรณีบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น และเป็นบริษัทหลักในกลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่ายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เข้าซื้อหุ้นเทกโอเวอร์ห้างค้าส่ง “สยามแม็คโคร พีซีแอล” เมื่อปี 2556

สำหรับบิ๊กซี เป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่หมายเลขสองของไทย รองจากค่ายเทสโก้ สาขาประเทศไทย การเข้าซื้อและถือหุ้นใหญ่ในห้างบิ๊กซี จะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในไทยของนายเจริญ ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท เบอร์ลี ยุคเกอร์ พีซีแอล บริษัทค้าปลีกจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และอยู่ในเครือทีซีซีอยู่แล้ว

รับวาเลนไทน์ ‘แคดเบอรี’ ชวนบอกรักผ่านช็อกโกแลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573660

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2559 13:57

 

“แคดเบอรี” ทำตลาดช็อกโกแลตต่อเนื่องออกแพ็กพิเศษรับเทศกาลวาเลนไทน์ พร้อมชวนบอกรักผ่านการประทับข้อความลงบนแท่งช็อกโกแลต…

น.ส.ณัฐณี เกษมรัฐกุล หัวหน้าฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมรายใหญ่ กล่าวว่า ต่อยอดความสำเร็จของช็อกโกแลตสื่อรักเป็นปีที่ 2 ช็อกโกแลตแคดเบอรีชวนบอกรักด้วยแพ็กพิเศษดีไซน์สวยหรู พร้อมให้สร้างสรรค์ข้อความบอกรักลงบนการ์ดป็อปอัพรูปหัวใจบนแพ็ก และประทับข้อความสุดพิเศษลงบนแท่งช็อกโกแลตในเทศกาลแห่งความรักวันวาเลนไทน์ตลอดปลายเดือน ม.ค.-ก.พ.นี้

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสลักข้อความบนช็อกโกแลตแคดเบอรี ณ บูธกิจกรรม โดยวันที่ 8 ก.พ. ณ อาคารเอ็มไพร์สาทร 8-9 ก.พ. อาคารเนชั่นบางนา 9 ก.พ. อาคารชินวัตร 3 3-7 ก.พ. เซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช 5-7 เซ็นทรัลพลาซาขอนแก่น 9-14 ก.พ. เซ็นทรัลเฟสติวัลอีสต์วิลล์ และ 11-14 ก.พ. เซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต พร้อมกับกิจกรรมน่าสนใจต่างๆ.

โพลชี้ของไหว้ตรุษจีนแพงกว่าปีก่อน จี้รัฐป้องกันโก่งราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573663

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2559 12:45

 

“กรุงเทพโพลล์” เผยผลสำรวจคนกรุงเกี่ยวกับตรุษจีนชี้ราคาสิ่งของไหว้แพงกว่าปีที่ผานมา ต้องการให้ภาครัฐควบคุมราคา ซื้อในปริมาณลดลง…

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. มีรายงานว่า ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง เทศกาลตรุษจีนของคนเมืองกรุง โดยเก็บข้อมูลประชาชนเขตกรุงเทพฯ จำนวน 1,222 คน ปรากฏว่า ประชาชน 55% ชี้ราคาของไหว้ในปีนี้ แพงกว่าปีที่ผ่านมา 41.3% ระบุราคาใกล้เคียงกัน และ 3.7% ระบุราคาถูกกว่าปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ประชาชน 79.4% ระบุว่า ต้องการให้ภาครัฐควบคุมราคาสินค้าและป้องกันไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าช่วงเทศกาลตรุษจีน

ต่อมาประชาชน 47.5% ซื้อของไหว้ปริมาณน้อยลง แต่ให้ครบตามประเพณี 28.0% เลือกตัดของไหว้บางอย่างที่สามารถตัดออกได้

ผลสำรวจยังพบอีกว่า ประชาชน 72.7% อยากทำมากที่สุดในวันตรุษจีนคือ ไหว้เจ้า และไหว้บรรพบุรุษ 67.1% อยากขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล และ 65.4% ได้พบญาติพี่น้อง

สำหรับสถานที่ ซึ่งประชาชนอยากไหว้พระขอพรมากที่สุดคือ 71.3% วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ 9.5% ศาลเจ้าพ่อเสือ (เสาชิงช้า) และ 6.3% ไหว้องค์หลวงปู่ไต้ฮงกง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย).

ทองไทยราคาพุ่งบาทละ 300 รูปพรรณขายออก 20,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/573581

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2559 11:08

 

ราคาทองยังเป็นขาขึ้น โดยสมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อ-ขายวันนี้ เพิ่มขึ้นอีกบาทละ 300 ส่งผลให้ทองรูปพรรณราคาขายออกทะลุบาทละ 20,000 แล้ว…

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. มีรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาซื้อขายทองคำในประเทศเพิ่มขึ้นบาทละ 300 ส่งผลให้ทองแท่งขายออกบาทละ 19,700 รับซื้อบาทละ 19,600 ส่วนทองรูปพรรณขายออกบาทละ 20,100 รับซื้อบาทละ 19,313.84 ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคาทองคำในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น.