หวังโกยเงินเข้าประเทศ 9 เดือนคนไทยลงทุนเมืองนอกพุ่ง 143%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574685

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2559 05:15

 

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 58 คนไทยได้นำเงินไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ มูลค่า 6,817 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 143% ส่วนใหญ่เป็นการเข้าไปซื้อกิจการในต่างประเทศ โดยแหล่งลงทุนสูงสุดอยู่ที่อินโดนีเซีย เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดขนาดใหญ่ รองลงมาคือกัมพูชา ที่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ตามด้วยลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมทั้งในยุโรปและประเทศอื่นๆทั่วโลก

“การออกไปลงทุนดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการผลักดันให้คนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ เบื้องต้นมีเป้าหมายหลักอยู่ในตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพราะไทยจะพึ่งพารายได้จากการส่งออกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องออกไปลงทุนเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศอีกทางด้วย”

ด้านนายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า ในปี 58 มูลค่าการค้าชายแดนของไทย รวม 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.48% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.5 ล้านล้านบาท เพราะภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงมีการย้ายฐานการลงทุนจากไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่เชื่อว่าปีนี้การค้าชายแดนยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เพราะกระทรวงฯมีแผนจะเพิ่มยอดมูลค่าการค้าชายแดนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 29 ก.พ.นี้ จะจัดงานเปิดตัวเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งหากมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้การค้าชายแดนขยายตัวสูงขึ้น โดยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่มีความพร้อมมากคือสระแก้ว และแม่สอด.

ดัชนีเศรษฐกิจ 09/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574643

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2559 05:01

 

มองหุ้น BIGC!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574650

โดย อินเด็กซ์ 51 9 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 8 ก.พ.59 ปิดที่ 1,307.57 จุด เพิ่มขึ้น 1.28 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 27,024.27 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 44.53 ล้านบาท

บล.เอเซียพลัส ออกบทวิเคราะห์ หุ้น BIGC ระบุว่า การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่ หลังกลุ่ม Casino ตกลงขายหุ้นที่ถือใน BIGC 58.6% ให้ “เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” ภายใต้ TCC Corporation มูลค่าราว 1.22 แสนล้านบาท ทำให้ TCC กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ BIGC และทำให้ TCC มีธุรกิจครบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำในไทย (ผลิตสินค้า-จัดจำหน่าย) และเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่กลุ่มค้าปลีกครอบคลุมทั้งไทยและเวียดนาม

ขณะที่ฝั่ง BIGC คาดหวัง Synergy ระยะสั้นลำบาก เนื่องจาก TCC ไม่มีประสบการณ์ทำค้าปลีกมาก่อน และเป็นธุรกิจที่แข่งขันสูงและ Lotus อาจใช้ช่วงที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร รีบทำ campaign แย่งมาร์เกตแชร์ แต่ BIGC อาจได้ประโยชน์ด้านโอกาสขยายธุรกิจในกลุ่ม CLMV ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ TCC และมีสายป่านยาว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีช่องทางจัดจำหน่ายทั้งแบบดั้งเดิม (ตัวแทนจำหน่าย) และโมเดิร์นเทรด (ค้าส่ง+ร้านสะดวกซื้อ) ซึ่งเชื่อว่า TCC จะเข้าประมูล BIGC เวียดนาม ที่จะขายเช่นกัน

อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ นโยบายการถือหุ้นกลุ่มค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันให้ BJC เป็นหัวหอกหลัก แต่หลังได้ BIGC มา ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ฐานะการเงินดี สามารถซื้อธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ได้มากกว่า BJC ซึ่งรวมถึงโอกาสเข้าซื้อ METRO เวียดนาม หรือ BIGC เวียดนาม ซึ่งต้องติดตามต่อไป แต่ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อ BJC ซึ่งราคาหุ้นมักผูกกับกระแสการทำ M&A

ปิดท้าย “ภรณี ทองเย็น” อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนสถาบัน เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนเดือน ม.ค. โดยเชื่อดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาสขึ้นสู่ระดับสูงสุดปี 59 ที่เฉลี่ย 1,501 จุด ส่วนใหญ่มองตรงกันเป็นขาขึ้น คาดดัชนีต่ำสุดที่ 1,163 จุด และสิ้นปี 59 จะอยู่ที่เฉลี่ย 1,442 จุด

ปัจจัยคือการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ขณะที่ให้ Forward P/E ปี 59 ที่เฉลี่ย 15.3 เท่า โดยกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 92 บาท ลดจากประมาณการครั้งก่อนที่ 109.5 บาท และ EPS Growth ปี 59 อยู่ที่เฉลี่ย 19.1%

แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานแกร่ง มีปันผลสม่ำเสมอ มีกระแสเงินสดมั่นคง ทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว หุ้นเด่นที่แนะนำตรงกันคือ AOT ให้เป้าหมาย 392.50 บาท CK ให้เป้า 33.40 บาท ERW เป้า 5.60 บาท และ KBANK ให้เป้า 206.20 บาท!!

อินเด็กซ์ 51

ยึดใบอนุญาตทีวี 2 ช่อง แบงก์ใช้หนี้แทน ‘เจ๊ติ๋ม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574681

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2559 05:01

 

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดกสท.ได้มีมติให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล บริษัท ไทยทีวี จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง 15 โลก้าและช่อง 17 ไทยทีวี ของนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล ประธานกรรมการบริหาร เนื่องจากไทยทีวี ไม่มาชำระค่าประมูลงวดที่ 2 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี 2% ตามระยะเวลาที่บอร์ด กสท.ได้มีมติไปก่อนหน้านี้

“ตามขั้นตอนการเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อบอร์ด กสทช.มีมติแล้ว ได้มอบให้สำนักงาน กสทช. ทำหนังสือแจ้งไปให้ไทยทีวีรับทราบ ว่าการเพิกถอนใบอนุญาตมีผลแล้ว และให้มาชำระค่าประมูล ค่าธรรมเนียมภายใน 30 วัน หากไม่มาชำระก็จะใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ด้วยการแจ้งไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกันให้ชำระค่าประมูล ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแทนไทยทีวี อีกทั้งแจ้งให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ผู้ให้บริการโครงข่าย บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ยุติการส่งสัญญาณออกอากาศของทีวีทั้ง 2 ช่อง”.

สุวรรณภูมิเซอร์ไพรส์ มอบของมงคล นทท. ฉลองเทศกาลตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574516

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 21:34

 

ฉลองโชค!! ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จัดกิจกรรมต้อนรับผู้โดยสารชาวจีนพร้อมมอบของมงคล เนื่องในเทศกาลตรุษจีน คาดจะมีผู้ใช้บริการกว่า 2.28 ล้านคน…

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 8 ก.พ. 59 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่งกายชุดจีน ร่วมกันมอบของมงคลให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 675 ปักกิ่ง-สุวรรณภูมิ บริเวณประตู D6 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

นายศิโรตม์ เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 3-15 ก.พ. 59 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน คาดว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการในช่วงดังกล่าวประมาณ 2.28 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละ 176,153 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารตามตารางการบินปกติ 2.22 ล้านคน และผู้โดยสารในเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำประมาณ 64,000 คน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้โดยสารในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.73 ในส่วนของเที่ยวบินมีจำนวนทั้งสิ้น 12,876 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 990 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินตามตารางการบิน 12,447 เที่ยวบิน และเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำ 429 เที่ยวบิน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเที่ยวบินที่เดินทางเข้า-ออก ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วพบว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9

สำหรับสายการบินประจำที่ขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและเช่าเหมาลำมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ จำนวน 82 เที่ยวบิน สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จำนวน 55 เที่ยวบิน และสายการบินไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ จำนวน 54 เที่ยวบิน ส่วนการดูแลด้านความปลอดภัย ได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกการให้บริการผู้โดยสาร (Airport Operation Center :AOPC) ที่บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาออกชั้น 4 รวมทั้งประสานขอความร่วมมือ บก.ตม.2 ในการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประจำช่องตรวจหนังสือเดินทางทั้งในส่วนขาเข้าและขาออก ให้ครบทุกช่องตรวจในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน และเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้บริการผู้โดยสารตามจุดต่างๆ เช่น การเพิ่มเจ้าหน้าที่ล่ามภาษาจีนและภาษาอื่นๆ ให้บริการ ณ บริเวณ VISA ON ARRIVAL เพื่อแนะนำการกรอกข้อมูล จัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการใช้เครื่องเช็กอินอัตโนมัติ (X-Press CHECK IN KIOSK) การจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพิ่มเติม ณ บริเวณสายพานรับกระเป๋าคอยช่วยเหลือสายการบินยกกระเป๋าผู้โดยสารมาวางไว้ ด้านข้างสายพาน เพิ่มความรวดเร็ว

นอกจากนี้ ทสภ. ยังเพิ่มพื้นที่จอดรถสำรองบริเวณด้านข้างโรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ รองรับรถยนต์ได้เพิ่มอีก 450 คัน การเสริมการให้บริการรถแท็กซี่ในชั่วโมงเร่งด่วนที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถรองรับการใช้บริการของผู้โดยสารได้อย่างพอเพียง รวมทั้งได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ล่ามภาษาจีนและภาษาต่างประเทศ ณ จุด TAXI KIOSK ในช่วงที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่นด้วย.

เซ็นสัญญาสร้างมอเตอร์เวย์ ‘กรุงเทพฯ-บ้านฉาง’ คาดแล้วเสร็จปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574474

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 19:02

 

คมนาคม จ่อชง ครม. เปลี่ยนมาใช้เงินงบประมาณปี 60 สร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-โคราช บางใหญ่-กาญจนบุรี ขณะที่ กรมทางหลวง เซ็นสัญญาสร้างมอเตอร์เวย์ ‘กรุงเทพฯ-บ้านฉาง’ ช่วง พัทยา-มาบตาพุด คาด ดำเนินงานแล้วเสร็จก่อนปี 62…

วันที่ 8 ก.พ. 59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการลงนามสัญญาก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 หรือมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-บ้านฉาง ช่วงพัทยา-มาบตาพุด ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมทางหลวงกับเอกชนและคู่สัญญา ซึ่งกรมจะดำเนินการก่อสร้างระหว่างปี 2559-2562 ระยะทาง 31.150 กิโลเมตร งบประมาณการก่อสร้าง 14,200 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณจากกองทุนเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางของทางหลวงพิเศษ โดยวันนี้ได้ลงนามในสัญญาจำนวน 5 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1, 4, 6, 8 และ 9 โดยหลังจากนี้ ผู้รับเหมาจะลงพื้นที่ภายในบริเวณก่อสร้าง และกรมทางหลวงจะส่งพื้นที่ให้ผู้รับเหมาเพื่อดำเนินงานก่อสร้างภายในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2559

ส่วนที่เหลืออีก 8 สัญญา ขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาและการต่อรองราคา คาดว่าจะชัดเจนภายในไตรมาส 1 ปี 2559 แต่เชื่อว่ากระบวนก่อสร้างจะไม่ล่าช้า โดยจะก่อสร้างแล้วเสร็จก่อนกำหนดปี 2562

สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ เส้นบางปะอิน-นครราชสีมา อยู่ระหว่างการประกวดราคา และการจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนเส้นบางใหญ่-กาญจนบุรี อยู่ระหว่างการทบทวนลักษณะทางกายภาพของที่ดินให้มีความทันสมัย เนื่องจากเคยสำรวจไปแล้วเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเสนอต่อคณะกรรมการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ได้ภายในกลางปี 2559

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ ครม. เปลี่ยนแปลงการใช้เงินในการก่อสร้าง จากเดิมที่จะใช้เงินกู้เป็นการใช้งบประมาณปี 2560 แทน เพื่อประหยัดค่าดอกเบี้ยที่สำนักงบประมาณต้องชดเชยเงินกู้ที่ต้องจ่าย.

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 1.28 จุด ค่าซื้อขาย 27,024.27 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574546

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 17:14

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 1.28 จุด ที่ระดับ 1,307.57 จุด มูลค่าซื้อขาย 27,024.27  ล้าน …

วันที่ 8 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดบวก 1.28 จุด ที่ระดับ 1,307.57  จุด หรือคิดเป็น 0.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 27,024.27 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574315

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 10:08

 

ราคาทองเปิดตลาดลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,500 ขายออกบาทละ 19,600 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,222.88 ขายออกบาทละ 20,000 บาท…

วันที่ 8 ก.พ. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.32 น. ลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,500.00 บาท ขายออกบาทละ 19,600.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,222.88 บาท ขายออกบาทละ 20,000.00 บาท.

‘เสี่ยเจริญ’ ทุ่มแสนล้านซื้อหุ้นใหญ่ ‘บิ๊กซี’ คาด ได้ข้อสรุปวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574290

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2559 09:46

 

(ที่มาภาพ:REUTERS)

‘เจ้าสัวเจริญ’ ทุ่มแสนล้านซื้อ ‘บิ๊กซี’ จากบริษัทฝรั่งเศส ถือหุ้นใหญ่ห้างค้าปลีก คาด ธุรกรรมจะดำเนินแล้วเสร็จ ไม่เกิน 31 มี.ค.นี้ ระบุ ปี 59 ยังดำเนินธุรกิจปกติ ภายใต้งบ 6-7 พันล้าน พร้อมขยายสาขาเพิ่มทุกรูปแบบ-ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่…

วันที่ 8 ก.พ.59 นางสาวรำภา คำหอมรื่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และรองประธานฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากกลุ่มคาสิโนประกาศขายกิจการของบิ๊กซี เวียดนามเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา และเริ่มได้ทราบถึงความสนใจระดับหนึ่งในการเข้ามาครอบครองหุ้นของบิ๊กซี ประเทศไทย (BIGC)

ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับแจ้งจากกลุ่มคาสิโนว่า Géant International BV ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ได้เข้าทำสัญญาขายหุ้นกับบริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อและขายหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมในบริษัทรวมทั้งสิ้นจำนวน 483,077,600 หุ้น คิดเป็นหุ้นจำนวนร้อยละ 58.56 ของหุ้นที่ออกแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ในราคาต่อหุ้นเท่ากับ 252.88 บาท ซึ่งราคาหุ้นอาจจะมีการปรับลงตามจำนวนเงินปันผล ซึ่งผู้ขายอาจได้รับจากบริษัทฯ ตามมติที่ประชุมสามัญประจำปี 2559 ของบริษัทฯ

ขณะที่ มีรายงานว่า คาสิโน กรุ๊ป กลุ่มบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของฝรั่งเศส ตกลงขายหุ้นส่วนใหญ่ที่ถืออยู่ในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ของไทย ให้กับกลุ่มบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นมูลค่าประมาณ 3,400 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 122,400 ล้านบาท ซื้อหุ้น บิ๊กซี จากกลุ่มคาสิโน 56.8% คาดว่า จะมีการประกาศข้อตกลงก่อนตลาดหุ้นเอเชียเปิดซื้อขายรอบเช้าวันนี้ (8 ก.พ.) และคาดว่าจะเสร็จสิ้นธุรกรรมการขายหุ้นทั้งหมดไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2559 นี้

ภายหลัง การเสร็จสิ้นธุรกรรมการขายหุ้น ผู้ซื้อจะต้องดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทฯ ภายใต้ประกาศที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ประกาศแผนดำเนินธุรกิจเน้นการขยายสาขาแห่งใหม่ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ ขยายไฮเปอร์มาร์เก็ตจํานวน 6 สาขา ขยายบิ๊กซี มาร์เก็ตจํานวน 3 สาขา และขยายร้านมินิบิ๊กซีจํานวน 75 สาขา รวมถึงแผนการปรับปรุงพื้นที่เช่าและพื้นที่ขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 จํานวน 7 สาขา ซึ่งในจํานวนนี้รวมสาขาลพบุรีและสาขาบางพลีซึ่งได้เริ่มดําเนินการ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558 เป็นต้นมา และปัจจุบัน บิ๊กซีมีจำนวนไฮเปอร์มาร์เก็ต 125 สาขา (บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้าและบิ๊กซี จัมโบ้) บิ๊กซี มาร์เก็ต 55 สาขา มินิบิ๊กซี 394 สาขา และร้านขายยาเพรียว 146 สาขา.

ถามหาความกล้าหาญ “ทีโอที” เอไอเอสเข็นเซ็นสัญญาธุรกิจกันเสียที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574167

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2559 06:01

 

“เอไอเอส” ค้นใจ“ทีโอที” เรียกหาความกล้าหาญ ปิดจ็อบเซ็นสัญญาร่วมธุรกิจที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปีให้เสร็จเสียที ปฏิเสธเตะสกัดคู่แข่ง หลังพลาดประมูลคลื่น 900 และอาจเสียฐานลูกค้า 2 จีไป ยืนยันสัญญาเป็นลักษณะวิน–วิน ได้ประโยชน์ทั้งคู่จึงต้องผลักดันให้จบเสียที

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ เอไอเอสยังคาดหวังว่าสัญญาการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างเอไอเอสและบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จะสำเร็จลุล่วงได้ภายในเดือน มี.ค.นี้ เพราะกระบวนการดังกล่าวใช้เวลายาวนานมากว่า 2 ปีแล้ว ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ “ก่อนประมูลใบอนุญาต 4 จี คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ได้สำเร็จ เอไอเอสอยากเป็นพันธมิตรกับทีโอทีมากเพียงไร หลังประมูลได้คลื่นมาแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม”

เขาบอกว่า ข้อเสนอล่าสุดในการทำสัญญาธุรกิจระหว่างเอไอเอสและทีโอที ประกอบด้วย 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1. สัญญาเช่าใช้คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ของทีโอทีจำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ ระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเอไอเอสเสนอผลตอบแทนปีละ 3,900 ล้านบาท และมีสิทธิใช้งาน 80% ของเครือข่ายทั้งหมด อีก 20% ทีโอทีสามารถนำไปหารายได้เพิ่มเติม

2. แผนความร่วมมือในการบริหารจัดการเสาสัญญาณมือถือ 13,800 ต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในข้อพิพาทระหว่างกันว่ากรรมสิทธิ์ของเสาจะเป็นของใคร ซึ่งความตั้งใจของเอไอเอสคือการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) บริหารเสาสัญญาณร่วมกัน แต่สิ่งที่ทีโอทีเป็นห่วงในขณะนี้คือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนต้องใช้เวลาระยะหนึ่งตามเงื่อนไขรัฐวิสาหกิจ ขณะที่ทีโอทีกำลังต้องการรายได้มาเลี้ยงตน ซึ่งเอไอเอสก็เข้าใจ ล่าสุดจึงตกลงที่จะจ่ายค่าเช่าเสาให้กับทีโอที ในอัตราปีละ 3,600 ล้านบาท ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่ายอมรับว่าเสาเป็นของทีโอที แต่การจ่ายเงินต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าแผนความร่วมมือเรื่องเสา จะต้องนำไปสู่การตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างกัน และในอนาคต เอไอเอสมีแผนจะนำเสาของเอไอเอสอีกจำนวน 14,000 ต้น เข้ามารวมในบริษัทร่วมทุนแห่งนี้ด้วย

3. ข้อตกลงว่าด้วยการเช่าใช้อุปกรณ์ 2 จีของทีโอที ซึ่งเอไอเอสได้ส่งมอบอุปกรณ์ไปแล้วตามเงื่อนไขสัมปทานเดิม โดยเอไอเอสเสนอผลตอบแทนอีกปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี

“โดยสรุปผลตอบแทนที่เอไอเอสเสนอไปนั้น ทำเงินให้ทีโอทีปีละ 9,500 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของทีโอทีได้ ถือเป็นทางออกในระยะยาว การที่ทีโอทีไม่รีบดำเนินการ ปล่อยเวลายืดเยื้อมานาน นับว่าเสียโอกาสมากพอแล้ว การเป็นพันธมิตรกับเอไอเอส เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”

“แม้ความร่วมมือระหว่างกันต้องติดขัดกับระเบียบ ข้อกฎหมายของรัฐวิสาหกิจมากมายเพียงใด แต่ผมคิดว่าเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงความกล้าหาญในการเดินทางทำโครงการความร่วมมือให้สำเร็จ จากการพูดคุยกับพนักงานทีโอทีในทุกระดับ ผมยืนยันว่าทุกฝ่ายต้องการร่วมธุรกิจกับเอไอเอสต่อไป เพื่อความอยู่รอด เพื่อนำรายได้มาหล่อเลี้ยงองค์กร แต่ที่ทีโอทียังขาดคือความกล้าหาญในการตัดสินใจ ซึ่งน่าจะถึงเวลาแล้ว”

เมื่อถูกถามว่า ด้วยความปรารถนาดีและความพยายามทั้งหมดของเอไอเอส หากที่สุดยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จะมีทางออกอย่างไร เขาตอบว่า เอไอเอสมีทางออกในการทำธุรกิจเสมอ หากร่วมมือกับทีโอทีไม่สำเร็จ ก็มีทางเลือกอื่นๆ อีกไม่นานก็น่าจะมีการนำเอาคลื่นใหม่ๆทั้งคลื่น 2300 และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ออกมาประมูล

“ล่าสุดที่เอไอเอสพลาดประมูลใบอนุญาต 4 จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นเดิมของเอไอเอสที่ให้บริการ 2 จีอยู่ แต่เราก็เร่งแก้ปัญหาเต็มที่ นอกจากการเร่งเปลี่ยนมือถือให้ลูกค้าใหม่ เพื่อให้ใช้บริการได้ต่อเนื่อง รวมทั้งทุ่มลงทุนยกระดับโครงข่ายให้ดีขึ้น เพื่อรองรับลูกค้าที่จะย้ายมาจาก 2 จีที่ยังมีใช้บริการอยู่ 12 ล้านเลขหมายแล้ว เรายังเพิ่งบรรลุข้อตกลงโรมมิ่ง 2 จีบนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ของดีแทคด้วย ซึ่งจะช่วยรองรับลูกค้าที่ยังไม่เปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนซิม ให้ใช้บริการต่อได้ และนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเราพยายามหาทางรอดให้ธุรกิจเสมอ”

แต่แม้เชื่อว่าจะมีทางออกเสมอ เขายังยืนยันว่าความร่วมมือกับทีโอที เป็นสิ่งที่เอไอเอสต้องการ เพราะได้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ทีโอทีมี อย่างการเช่าอุปกรณ์ 2 จีของทีโอทีต่อ แม้เอไอเอสกำลังพยายามยุติการให้บริการ 2 จีอยู่ก็ตาม แต่อุปกรณ์ เช่น ไฟเบอร์ออพติก ทรานสมิทชั่น ก็เป็นประโยชน์ต่อเอไอเอสในการบริหารโครงข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อการให้บริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์แบบมีสาย ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของเอไอเอส

เมื่อถูกถามว่า ความพยายามผลักดันการเซ็นสัญญาให้สำเร็จ ถือเป็นการสกัดคู่แข่งที่เพิ่งประมูลคลื่นความถี่ 900 ได้และกำลังเข้ามาแย่งฐานลูกค้า 2 จีหรือไม่ เขายืนยันคำตอบเดิมว่า ความร่วมมือกับทีโอทีถือเป็นข้อเสนอแบบ Win-Win คือได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เอไอเอสออกมาผลักดันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง.