โฟกัสหุ้นทรู!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571380

โดย อินเด็กซ์ 51 2 ก.พ. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 1 ก.พ.59 ปิดที่ 1,297.34 จุด ลดลง 3.64 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 50,319.05 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 798.45 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 169.50 บาท บวก 0.50 บาท, TRUE ปิด 6.60 บาท ลบ 0.50 บาท, PTT ปิด 240 บาท บวก 4 บาท, PTTEP ปิด 57 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ JAS ปิด 3 บาท ลบ 0.12 บาท

ในที่สุด TRUE ก็ประกาศเพิ่มทุนตามที่ตลาดคาดการณ์ มาดูความเห็นของนักวิเคราะห์สำนักต่างๆที่มีมุมมองต่อการเพิ่มทุนครั้งนี้

บล.ทรีนีตี้มองว่า เพิ่มทุนครั้งนี้ เร็วกว่าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากใบอนุญาตคลื่น 900 MHz ที่มีมูลค่าสูงถึง 75,000 ล้านบาท ดังนั้นการที่ธนาคารจะออก Bank Guarantee ให้กับบริษัทต้องมีความแน่ใจในเรื่องของแหล่งเงินทุนที่บริษัทจะมี เพื่อไม่ให้ธนาคารต้องรับความเสี่ยง ดังนั้น บริษัทจึงเร่งให้มีมติการเพิ่มทุนดังกล่าว เพื่อที่จะให้ธนาคารออก Bank Guarantee ให้ทันภายใน 21 มี.ค.นี้

ทั้งนี้ มองว่า TRUE Over Invest มากเกินไป ราคาใบประมูลแพงไป

บล.โกลเบล็กชี้ว่า ถ้าการเพิ่มทุนครั้งนี้สำเร็จ เพิ่มทุนได้ตามจำนวนที่ต้องการ พื้นฐานหุ้นจะน่าสนใจมากขึ้นกว่าเดิม และจะมีผลให้ TRUE ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

อย่างไรก็ตาม ในแง่ราคาหุ้น เชื่อว่าต่อจากนี้ราคาอาจไดลูทได้อีกไม่มาก โดยอยู่ระหว่างรอข้อมูลที่ชัดเจนมาประกอบการทบทวนราคาพื้นฐานจากเดิมให้ไว้ที่ 8 บาท เบื้องต้นอาจปรับลงเล็กน้อย

ด้านนักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง เชื่อว่าหากราคาในกระดานที่ 6-7 บาท จะจูงใจให้ผู้ถือหุ้นเดิมให้ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน แต่แนะนำขาย TRUE เนื่องจากคาดว่าปีนี้ผลประกอบการจะพลิกเป็นขาดทุน 5,200 ล้านบาท เพราะต้องลงทุนจำนวนมาก จากที่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาต 2 ใบ การลงทุน โครงข่าย ฯลฯ ทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 59 อยู่ที่ 4 บาท

ส่วน บล.ธนชาต ชี้ราคายังมีโอกาสลงต่อ แนะหลีกเลี่ยง แต่ถ้ามีหุ้นอยู่แล้ว ควรขายตัดขาดทุนถ้าหลุด 6 บาท ในมุมของราคาหุ้นหลังจากเดือน มี.ค. ช่วงหมดโปรโมชั่นพยุงหุ้นแล้ว น่ากังวลเพราะคงยากที่กำไรจะพยุงให้ราคาหุ้นกลับมาร้อนแรงได้เหมือนเดิม!!

อินเด็กซ์51

ทุนไหลออกกดบาทยวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571391

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2559 05:01

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการเคลื่อนย้ายของเงินทุนล่าสุดสิ้นปีที่ผ่านมา พบว่าดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย ณ สิ้นปี 58 เป็นการไหลออกของเงินทุนทั้งจากนักลงทุนต่างประเทศที่ทยอยนำเงินที่เคยลงทุนออกไปจากประเทศ และจากการออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นของนักลงทุนไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยสิ้นปีมีเงินไหลออกสุทธิทั้งสิ้น 18,788 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 676,368 ล้านบาท (ค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2558 ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

โดยเป็นการไหลออกของเงินทุนสุทธิจากฝั่งนักลงทุนไทยไปลงทุนในกิจการ หุ้น และตราสารหนี้ในต่างประเทศ 5,574 ล้านเหรียญฯ หรือ 200,664 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในกิจการ และโรงงานในต่างประเทศของนักธุรกิจไทย 8,615 ล้านเหรียญฯ และเป็นการออกไปลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของนักลงทุนไทยทั้งสิ้น 6,995 ล้านเหรียญฯ เป็นการไปลงทุนในหุ้น 3,949 ล้านเหรียญฯ และเป็นการไปลงทุนในตราสารหนี้ทั้งสิ้น 3,046 ล้านเหรียญฯ

ขณะที่การไหลออกสุทธิของเงินทุนของนักลงทุนต่างประเทศ 13,214 ล้านเหรียญฯ หรือ 515,346 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลดการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยสูงที่สุด 10,746 ล้านเหรียญฯ โดยเป็นการลดการลงทุนในตราสารทุนทั้งสิ้น 6,465 ล้านเหรียญฯ และเป็นการลดลงของการลงทุนในตราสารหนี้ 4,281 ล้านเหรียญฯ อย่างไรก็ตาม การลงทุนโดยตรงในกิจการในภาคเศรษฐกิจจริงของไทย หรือเอฟดีไอของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นปี 58 ยังเป็นการไหลเข้าของเงินทุนสุทธิ 5,271 ล้านเหรียญฯ.

เศรษฐกิจตกสะเก็ด รัฐสั่งลุยโอทอป 2.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571059

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2559 05:01

 

“โอทอป โรดแม็ป 2.0”…แผนยุทธศาสตร์ปี 2559 ยกระดับสินค้าโอทอปขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานรากของประเทศ

การปรับยุทธศาสตร์สินค้าโอทอปจากโอทอป โรดแม็ป 1.0 ไปเป็น 2.0 เป็นการปรับแผนการพัฒนา…ส่งเสริมการตลาด โดยใช้แนวคิด…“ประชารัฐ”

“ชุมชนทำ…รัฐชี้เป้า…เอกชนช่วยกันขับเคลื่อน โดยใช้กลไกร่วมภาครัฐ…เอกชน…ชุมชน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย เกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม ต้องมาบูรณาการภารกิจร่วมกัน”

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า เพื่อให้สินค้าโอทอปไทยก้าวเข้าสู่การเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลชุดนี้ โดยคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) เห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาสินค้าโอทอป …กระทรวงพาณิชย์เข้ามาทำหน้าที่ด้านการส่งเสริมการตลาด

ปัจจุบันมีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลสินค้าโอทอปทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาผู้ประกอบการ พัฒนาตัวสินค้า

นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เสริมว่า กิจกรรมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างป๊อปอัพสโตร์ ณ ศูนย์การค้าอิออน มอลล์ มาคุฮารี ชินโตะชิน ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ธีมงาน “Touch of Thai”…แสดงและจำหน่ายสินค้าโอทอปไทย 21 ราย รวม 122 รายการ

สินค้ายอดนิยมก็คือ…ผ้าพันคอผ้าไหม สินค้าแนวธรรมชาติ และกระเป๋า

ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่า กรมฯได้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอทอปผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ เพื่อสร้างโอกาสทางการขายให้กับสินค้าโอทอปในประเทศสนับสนุนผ่านเว็บไซต์www.thaicommercestore.com สำหรับสินค้าโอทอปที่มีความเข้มแข็งได้ผลักดันให้เข้าไปจำหน่ายในเว็บไซต์ www.thaitrade.com ซึ่งเน้นการค้าขายกับต่างประเทศ

ความร่วมมือล่าสุดกับ “อาลีบาบา” เว็บไซต์ขนาดใหญ่ของจีน ตลาดออนไลน์ระดับโลก ติดอาวุธให้กับผู้ผลิตสินค้าโอทอป เช่น ความรู้ด้านการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การขยายช่องทางการตลาดส่งออกไปต่างประเทศ การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ และอี-เพย์เมนท์

ความน่าสนใจและความท้าทายสำคัญก็คือ…ผู้ผลิตสินค้าโอทอปที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมขายสินค้าบนเว็บไซต์ของอาลีบาบา

“อี-คอมเมิร์ซจะช่วยขยายตลาดสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทยในระยะยาว เพราะเป็นการนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ส่งผลต่อความอยู่ดีกินดี…ท้องถิ่น เศรษฐกิจประเทศเข้มแข็ง”

“โอทอป”…เป็นสินค้าที่เกิดขึ้นจากผู้ผลิตในระดับฐานรากทั่วประเทศ เป็นสินค้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญา ความเป็นชุมชน และความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งได้มีการสั่งสมมาเป็นระยะเวลาช้านาน จนเกิดเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน แต่ละจังหวัด

ความต่อเนื่องในการพัฒนา ต่อยอด สานต่อจนเป็นหนึ่งในสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว

สุวิทย์ บอกอีกว่า การพัฒนาสินค้าโอทอปหลังจากปรับยุทธศาสตร์ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศสำรวจว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าโอทอปเหลืออยู่เท่าไร บัญชีที่เคยผ่านการคัดเลือกมาแล้ว พบว่ายังคงเหลืออยู่ 2,661 ราย จากที่ขึ้นทะเบียนไว้ 2,749 ราย

จากนั้น…เข้าไปจัดลำดับว่าในแต่ละจังหวัดมีสินค้าโอทอปเด่นๆ อันดับ 1–10 มีอะไรบ้าง แล้วคัดเลือกออกมา ซึ่งสุดท้ายคัดออกมาได้รวม 798 ราย แล้วในจำนวนนี้ได้ทำการคัดแยกอีกครั้งจนเหลือ 450 ราย เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

แผนการพัฒนาเริ่มจาก…ผู้ผลิต หัวใจสำคัญก็คือการเพิ่มทักษะ…ความเป็นนักการตลาดให้สามารถวิเคราะห์ตลาด ทำแผนการตลาด พัฒนาตัวสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการ ช่วยสร้างเครือข่ายด้านการตลาด เพื่อให้สินค้าที่ผลิตได้มีช่องทางในการจำหน่ายเพิ่มขึ้น

นับรวมไปถึงการช่วยพัฒนาการทำธุรกิจ การเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างโอกาสในการค้าขายที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ…เข้าไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยเฉพาะการเข้าไปสร้างเรื่องราว

“ที่มาที่ไปของสินค้า มีวิวัฒนาการ มีภูมิปัญญาเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงดีกว่า…เด่นกว่าสินค้าจากที่อื่น ต้องสร้าง…ต้องใส่เรื่องราว เพื่อให้คนที่ซื้อไปมีความภาคภูมิใจว่าได้ซื้อสินค้าที่มีคุณค่า”

เหมือนๆกับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ที่คนไปเที่ยวจังหวัดที่มีสินค้าจีไอก็ต้องซื้อ…ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
เมื่อพัฒนามาถึงขั้นที่จะออกสู่ตลาดจำหน่ายได้แล้ว ก็จะเข้าไปช่วยเหลือในด้านการหาแหล่งกระจายสินค้า แหล่งจำหน่าย…ช่องทางการตลาดใหม่ๆที่จะช่วยให้สินค้าโอทอปขายได้ดีขึ้น

แหล่งขายสินค้าโอทอปที่เป็นเป้าหมายสำคัญก็คือ “แหล่งท่องเที่ยว” มีแผนที่จะพัฒนาให้ชุมชนที่ผลิตสินค้าโอทอปเป็นแหล่งท่องเที่ยวในชื่อหมู่บ้านโอทอป…ไม่เพียงแค่พัฒนาเป็นหมู่บ้านโอทอป แต่จะพัฒนาให้มีตลาดกลาง ตลาดชุมชน อาร์ทแอนด์คราฟท์มาร์เก็ต ย่านชุมชน ทำงานร่วมกับ ททท. กรมการพัฒนาชุมชน

ไม่เพียงแค่นั้น จะทำการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอทอป เชื่อมโยงกับ “12 เมืองต้องห้ามพลาด”… น่าน ลำปาง เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราด จันทบุรี ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นอกจากส่งเสริมให้คนไปเที่ยว ยังส่งเสริมให้มีการซื้อสินค้าโอทอปที่ผลิตจากจังหวัดเหล่านี้ด้วย

เพื่อขยายตลาดในวงกว้าง ก็ต้องมองหาช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ อาทิ ผลักดันสินค้าโอทอปไปจำหน่ายในโรงแรม รีสอร์ต ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว วางจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ห้างค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า

และที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือ การวางจำหน่ายในร้านดิวตี้ฟรี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ปัจจุบันบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด ได้จัดสรรพื้นที่ในท่าอากาศยานตั้ง “ร้าน OTOP Store” พื้นที่ 100 ตารางเมตร รวมสินค้าไม่น้อยกว่า 500 รายการ

น่าสนใจว่าเริ่มจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2557…เฉลี่ยยอดขายเดือนละ 4 ล้านบาท

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทิ้งท้ายว่า

ผลพวงจากเศรษฐกิจตกสะเก็ด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งออกพลาดเป้า ชาวบ้านชักหน้าไม่ถึงหลัง…ส่งผลเศรษฐกิจภายในประเทศเกิดการชะลอตัว แต่รัฐบาลพยายามเดินหน้าเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชนระดับฐานราก สร้างความเข้มแข็งจากภายใน…ด้วยมือของตัวเอง.

รวมคอนโดใกล้รถไฟฟ้าและโปรโมชั่นสุดว้าวในงาน SKYLINE WOW DAY!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571331

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 20:01

 

บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) จัดงาน SKYLINE WOW DAY ระหว่างวันที่ 11 – 14 กุมภาพันธ์นี้ บริเวณชั้น 1 แฟชั่นฮอลล์ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษจากคอนโดมิเนียม 15 โครงการ บนหลากหลายทำเลใกล้รถไฟฟ้า ราคาพิเศษเริ่ม 1.29 ล้านบาท

พิเศษสุดด้วยการนำเทคโนโลยีอย่าง Virtual Reality ที่ให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่เหมือนได้อยู่ชายหาดส่วนตัว โครงการเบลล่า คอสต้า หัวหิน โดยมีอุปกรณ์พิเศษแว่น 3 มิติ ให้ผู้ที่มาภายในงานได้ทดลองชม สามารถเห็นภาพกว้าง 360 องศา และได้ยินเสียงจากบรรยากาศริมทะเลของโครงการเบลล่า คอสต้า หัวหิน อย่างใกล้ชิดเหมือนกับได้เดินทางไป ณ สถานที่จริงของที่ตั้งโครงการ ซึ่งอยู่ที่ชายหาดส่วนตัวเขาเต่า นับว่าเป็นครั้งแรกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยที่นำเทคโนโลยีทันสมัยดังกล่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อส่งเสริมการขาย

SKYLINE WOW DAY เป็นการรวบรวมคอนโดมิเนียมจากพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และ แกรนด์ แอสเสท จำนวน 15 โครงการ มาไว้ในงานเดียวกัน เน้นครอบคลุมหลากหลายทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้า รวมทั้งมีโครงการที่อยู่ติดชายหาดส่วนตัวด้วย โดยแต่ละโครงการยังมีคอนเซ็ปต์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ HYDE SUKHUMVIT 11 คอนโดหรูใจกลางสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีนานา ราคาเริ่มต้น 5.5 ล้านบาท เมโทร สกาย ประชาชื่น เชื่อมต่อรถไฟฟ้า 2 สาย ติดสถานีบางซ่อน (สีม่วงและสีแดงอ่อน) เริ่ม 2.29 ล้านบาท เมโทรลักซ์ พหล – สุทธิสาร ใกล้ BTS สถานีสะพานควาย ราคาเริ่มต้น 1.96 ล้านบาท เมโทรลักซ์ รัชดา ใกล้ MRT สุทธิสาร – ห้วยขวาง ราคาเริ่ม 3.32 ล้านบาท เมโทรลักซ์ เกษตร ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ม.เกษตรฯ ราคาเริ่มต้น 1.95 ล้านบาท เมโทรลักซ์ ริเวอร์ฟร้อนท์ ใกล้สถานีไทรม้า ราคาเริ่มต้น 1.72 ล้านบาท ไอคอนโด เดอะ แคมปัส ศาลายา ตอบโจทย์ชีวิตนักศึกษา ใกล้ ม.มหิดล ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

สำหรับคอนโดมิเนียมที่พร้อมเข้าอยู่ เดอะ สกาย สุขุมวิท คอนโดหรูติด Bangkok Mall ใกล้ BTS สถานีอุดมสุข ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้านบาท เมโทรลักซ์ พระราม 4 ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีเอกมัย ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท ไอคอนโด สุขุมวิท 105 ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท ไอคอนโด งามวงศ์วาน 2 ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท ไอคอนโด ศาลายา ราคาเริ่มต้น 1.55 ล้านบาท ไอคอนโด เพชรเกษม 39 ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท (2 Bedrooms) เดอะเลค กัลปพฤกษ์-วุฒากาศ ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีวุฒากาศ ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท และ เบลล่า คอสต้า หัวหิน คอนโดตากอากาศ ติดชายหาดส่วนตัว ใกล้วนอุทยานปราณบุรี ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท

ทุกโครงการมาพร้อมกับ WOW PACKAGE! สิทธิพิเศษที่ให้ WOW! ได้กับทุกข้อเสนอในการเป็นเจ้าของคอนโดใกล้รถไฟฟ้า อาทิ ส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท / ฟรีเฟอร์นิเจอร์ / ฟรีค่าโอนกรรมสิทธิ์ / ฟรีค่าจดจำนอง / ฟรีค่าส่วนกลาง / ฟรีค่าใช้จ่ายกองทุนฯ / ฟรีค่ามอเตอร์น้ำ-ไฟ เมื่อลงทะเบียนที่ www.pf.co.thหรือ โทร.1375 รับสิทธิพิเศษเพิ่ม Gift Voucher จากห้องพักโรงแรมเชอราตัน หัวหิน หรือ ปราณบุรี หรือ บัตรรับประทานอาหารโรงแรม Westin Granda Sukhumvit นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสเทศกาลแห่งความรัก ภายในงานยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินสาวเสียงหวาน “ลุลา” อีกด้วย

คาดตรุษจีน ผู้โดยสารทะลัก เดินทางผ่าน 6 สนามบิน 3.6 แสนคนต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571314

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 18:28

 

ทอท. คาด ผู้โดยสารเดินทางผ่าน 6 สนามบิน ช่วงตรุษจีนปี 59 จำนวน 368,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 5% ปริมาณเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 4% ขณะที่ นทท.จีน ยังครองแชมป์! เที่ยวไทยมากสุด เผย เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน ภายในอาคารผู้โดยสาร พร้อม อำนวยความสะดวกทุกด้าน…

วันที่ 1 ก.พ.59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจะมีผู้โดยสารเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยในปีนี้ ช่วงระหว่างวันที่ 4–10 ก.พ.59 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการ ในช่วงดังกล่าวประมาณ 173,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 และมีสายการบินประจำและเช่าเหมาลำขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ รวมทั้งสิ้น 472 เที่ยวบิน เมื่อรวมกับเที่ยวบินตามตารางบินปกติจะมีเที่ยวบิน 960 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินที่บินตรงมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

ส่วนที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 99,600 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และมีเที่ยวบินประมาณ 690 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 31,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 และมีเที่ยวบินประมาณ 210 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 6,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และมีเที่ยวบินประมาณ 42 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3

ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) คาดว่า จะมีผู้โดยสารประมาณ 6,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 และมีเที่ยวบินประมาณ 42 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และ ที่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) มีเที่ยวบินประมาณ 72 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และมีผู้โดยสารประมาณ 10,300 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4

ในภาพรวมทั้งหมด คาดว่า จะมีผู้โดยสาร จำนวน 368,400 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และมีเที่ยวบินรวม จำนวน 2,269 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงปัจจุบัน

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงนี้ ทอท.ยังได้จัดกิจกรรมภายในท่าอากาศยานเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ การจัดซุ้มตกแต่งภายในอาคารผู้โดยสารของแต่ละท่าอากาศยาน กิจกรรมมอบของชำร่วยและผลไม้มงคลให้แก่ผู้โดยสาร การแสดงต่างๆ เช่น การแสดงดนตรี การแสดงกายกรรม การแสดงจินตลีลา เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้โดยสารจำนวนมากใช้บริการ ทสภ. ทดม.และ ทภก.ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมีเจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถสื่อสารได้หลายภาษา อำนวยความสะดวกผู้โดยสารในทุกด้าน นอกจากนั้น ด้านการรักษาความปลอดภัย ได้มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเพิ่มความถี่การตรวจตราพื้นที่อาคารผู้โดยสารอีกด้วย.

‘บิ๊กตู่’ ไฟเขียวงบกลางปี 1.5 พันล้าน ให้ พาณิชย์ ปรับโครงสร้าง ศก.การค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571275

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 17:28

 

รมช.พาณิชย์ เผย นายกฯ ไฟเขียวงบกลางปี 1,500 ล้าน ให้พาณิชย์ทำยุทธศาสตร์ ปรับโครงสร้าง ศก.การค้า หวังสร้างความเข้มแข็งให้ ศก.ไทยจากภายในสู่ตลาดโลก จ่อชง ครม. อนุมัติสัปดาห์หน้า ตั้งเป้า ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 15%…

วันที่ 1 ก.พ. 59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศและต่างประเทศ โดยได้รับความเห็นชอบในหลักการจากนายกรัฐมนตรี อนุมัติงบกลางปีให้แก่กระทรวงพาณิชย์วงเงิน 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบผูกพัน 3 ปี แบ่งเป็นงบขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ 620 ล้านบาท และงบการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 880 ล้านบาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบวันที่ 9 ก.พ. นี้

สำหรับงบประมาณดังกล่าว จะใช้สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก เริ่มตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรให้เป็นสมาร์ตฟาร์มเมอร์, วิสาหกิจชุมชน, ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ให้มีความเข้มแข็งทั้งในด้านการผลิตและการตลาด โดยต้องผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด จากที่ผ่านมาไทยติดกับดักผลิตสินค้าล้นตลาด จนราคาตกต่ำและต้องมีการแทรกแซงราคากันโดยตลอด ซึ่งจะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อุตสาหกรรม มหาดไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) รวมถึงคณะกรรมการประชารัฐ

ด้าน น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จะร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด และส่งเสริมให้แปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 15% นอกจากนี้จะผลักดันตลาดชุมชน และเชื่อมโยงตลาดชุมชนเข้าสู่ตลาดกลาง เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตร โดยจะพัฒนาให้เกิดตลาดกลางสมบูรณ์แบบ มีทั้งคลังสินค้า ห้องเย็น ไซโล โดยจะนำร่องที่ จ.เชียงราย อุดรธานี ราชบุรี จันทบุรี และนครศรีธรรมราช รวมถึงจะผลักดันให้จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า 3 แห่ง ที่สระแก้ว อุดรธานี และราชบุรี เพื่อกระจายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาด CLMV

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จะผลักดันการส่งออกสินค้า บริการ การลงทุน และการท่องเที่ยว มีตลาดเป้าหมายที่ CLMV โดยจะเจาะตลาดเป็นรายเมือง สร้างเครือข่ายธุรกิจไทยกับตลาดเป้าหมาย ผลักดันให้ธุรกิจไทยเข้าไปลงทุน ตั้งเป้าหมายผลักดันให้การค้าเพิ่มขึ้น 15% และการลงทุนเพิ่มขึ้น 20% ส่วนการพัฒนาแบรนด์สินค้า ตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี จะพัฒนาแบรนด์สินค้าไทย ที่มีศักยภาพด้านการตลาดเพิ่มเป็น 650 แบรนด์ จากเดิม 500 แบรนด์ และผลักดันให้เกิดแบรนด์สินค้าไทยในระดับโลกเป็น 40 แบรนด์ จากปัจจุบันที่มีน้อยมาก

สำหรับการทำตลาดผ่านอี-คอมเมิร์ซนั้น กรมฯ มีเว็บไซต์ thaitrade.com ซึ่งเป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าไทยในรูปแบบ b2b แต่จะผลักดันให้เกิดรูปแบบ b2c โดยขายตรงถึงผู้บริโภค และจะผลักดันให้มีผู้ประกอบการเข้าซื้อขายในเว็บไซต์จาก 20,000 ราย เพิ่มเป็น 100,000 ราย ใน 3 ปี และเพิ่มเป็น 200,000 ราย ใน 5 ปี รวมถึงจะเชื่อมโยงเว็บดังกล่าวกับเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง alibaba.com สำหรับเจาะตลาดจีน และ amazon.com สำหรับเจาะตลาดยุโรป และสหรัฐฯ

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.64 จุด มูลค่าซื้อขาย 50,319.05 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571285

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 17:26

 

หุ้นไทยปิดตลาดติดลบ 3.64 จุด ที่ระดับ 1,297.34 จุด มูลค่าซื้อขาย 50,319.05 ล้านบาท…

วันที่ 1 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดติดลบ 3.64 จุด ที่ระดับ 1,297.34 จุด หรือคิดเป็น 0.28% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 50,319.05 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน).

พาณิชย์ เตรียมเปิดประมูลข้าว 5.7 แสนตัน แจงเงื่อนไข 3 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571277

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 17:19

 

กรมการค้าต่างประเทศ เปิดประมูลข้าว 5.7 แสนตัน เป็นข้าวดีเพื่อการบริโภค 2.04 แสนตัน ข้าวเสื่อมเข้าสู่ภาคอุตฯ 3.6 แสนตัน เตรียมเปิดรับฟังชี้แจงเงื่อนไขทีโออาร์ 3 ก.พ.นี้ พร้อม เปิดยื่นซองเสนอราคา 16-17 ก.พ.

วันที่ 1 ก.พ.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลปริมาณรวม 570,000 ตัน ซึ่งแบ่งเป็น การจำหน่ายเป็นการทั่วไป ปริมาณ 204,000 ตัน เป็นข้าว 8 ชนิดที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและใกล้เคียงมาตรฐาน (หรือข้าวคุณภาพเกรดพี, เอ และบี) ประกอบด้วย ข้าวปทุมธานี ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวท่อนหอมมะลิ ข้าวท่อนปทุมธานี ปลายข้าวหอมมะลิ ปลายข้าวปทุมธานี ปลายข้าวเอวันเลิศ และปลายข้าว (เหนียว) เอวัน รวม 40 คลัง ใน 13 จังหวัด

การจำหน่ายเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม ปริมาณ 360,000 ตัน เป็นข้าว 7 ชนิดที่คุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน (ข้าวคุณภาพเกรดซี) ประกอบด้วย ข้าวปทุมธานี ข้าวขาว 5% ข้าวขาว 15% ข้าวเหนียวขาว 10% ข้าวท่อนหอมมะลิ ข้าวท่อนหอมจังหวัด และปลายข้าว A1 เลิศ รวมจำนวน 119 คลัง ใน 28 จังหวัด

“ที่เปิดประมูลข้าวขณะนี้ เพราะเห็นว่า สถานการณ์ข้าวในช่วงนี้เอื้ออำนวย และอยู่ในวิสัยที่จะเร่งระบายข้าวในสต๊อกของรัฐได้ โดยข้าวฤดูใหม่ส่วนใหญ่ได้ออกจากมือของเกษตรกรแล้ว จึงมั่นใจได้ว่า จะไม่กระทบต่อราคาข้าวของเกษตรกร และเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าวของภาครัฐ”

ทั้งนี้ กรมฯ จะเชิญผู้สนใจเข้ามารับฟังการชี้แจงเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ดังกล่าวนี้ ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ เวลา 14.00 น. ที่กรมฯ ซึ่งจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าดูสภาพข้าวในคลัง ระหว่างวันที่ 2–10 ก.พ.นี้ โดยการประมูลข้าวทั่วไป จะเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 11 ก.พ.59 เวลา 09.00-12.00 น. และยื่นซองเสนอราคาวันที่ 16 ก.พ.59 ในช่วงเช้า

ส่วนการประมูลข้าวสู่อุตสาหกรรม เปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 11 ก.พ.59 เวลา 13.00-16.00 น. และยื่นซองเสนอราคาวันที่ 17 ก.พ.59 ในช่วงเช้าสำหรับการประมูลข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/58 เมื่อเดือน ธ.ค.58 องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ทำสัญญากับบริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลข้าวเพื่อทำปุ๋ยอินทรีย์แล้ว เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัท สินไชยศรี จำกัด ผู้ชนะการประมูลอีก 1 ราย เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าชีวมวลนั้น ไม่ได้มาทำสัญญาตามกำหนด ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการตามเงื่อนไขของประกาศประมูลที่ นบข.ให้ความเห็นชอบ โดยจะยึดเงินค้ำประกัน 5% ของมูลค่าข้าวที่เสนอซื้อต่อไป.

บขส.-รถร่วม ลดค่าโดยสารลง 3 สต./กม. มีผล 15 ก.พ. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571251

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 16:26

 

คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง มีมติลดค่าโดยสาร-รถร่วม บขส. รถวิ่งระหว่างจังหวัด 3 สต./กม. มีผลตั้งแต่ 15 ก.พ. เป็นต้นไป…

วันที่ 1 ก.พ. 59 มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งมี นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบขนส่งรถโดยสาร ที่ผ่านมาได้มีการปรับลดราคาลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ที่ประชุมจึงมีมติให้ปรับลดค่าโดยสาร สำหรับรถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และรถร่วมบริการของ บขส. รวมถึงรถโดยสารที่วิ่งระหว่างจังหวัด 3 สต./กม. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. นี้ เป็นต้นไป หลังจากมีมติดังกล่าวขณะนี้คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างรายงานผลให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ ล่าสุด นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รับทราบข้อมูลแล้ว ส่วนค่าเรือโดยสารจะมีการประชุมปลายเดือนนี้.

มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้! ‘ภาษีมรดก’ เกิน 100 ล้าน ผ่อนชำระได้ 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571232

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 16:17

 

อธิบดีกรมสรรพากร เผย ภาษีมรดกมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ ระบุ เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว ย้ำ ผู้ที่ได้รับมรดกเกิน 100 ล้าน นับจากวันที่รับมรดก 150 วัน ต้องมาเสียภาษี หากหลีกเลี่ยงมีความผิดตามกฎหมาย…

วันที่ 1 ก.พ.59 นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ กรณี ดีเดย์ 1 ก.พ. !! คลัง เตรียมเก็บภาษีมรดก เกิน 100 ล้าน ผ่อนชำระได้ โดยผู้รับมรดก ซึ่งประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ / หลักทรัพย์ / เงินฝาก / ยานพาหนะ รวมถึงตราสารทางการเงิน ที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี โดยนับจากวันที่รับมรดก 150 วัน ซึ่งทางกรมสรรพากร เตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบแสดงรายการ การยื่นชำระ

ทั้งนี้ ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งจะได้รับมรดกจากเจ้ามรดก ไม่ว่าในคราวเดียวหรือหลายคราวรวมกันเกิน 100 ล้านบาท ให้เสียภาษีในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น ซึ่งผู้ให้มรดกต้องเสียชีวิต ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.59 เป็นต้นไป หากผู้ให้เสียชีวิตมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่เข้าข่ายในส่วนนี้

อัตราการเสียภาษี 
ร้อยละ 5 สำหรับผู้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก (ผู้สืบสันดานนี้ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม) ร้อยละ 10

สำหรับกรณีอื่นๆ เช่น ผู้รับพินัยกรรม และ ร้อยละ 0 หรือไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก สำหรับคู่สมรส หรือกรณีที่ยกให้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา กิจการสาธารณประโยชน์ หรือหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศที่ทำเรื่องเหล่านี้ (ได้รับยกเว้น)

ส่วนวิธีการชำระนั้น สามารถยื่นชำระได้ด้วยตนเองเท่านั้นที่สรรพากรสาขา โดยใช้แบบ ภม 60 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ที่ เว็บไซต์กรมสรรพากร

“ภาษีมรดกเป็นภาษีที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สำหรับผู้ต้องเสียก็เสียไม่มาก สมมติว่า ได้รับมรดก 110 ล้าน ส่วนที่ต้องเสียภาษี คือส่วนที่เกิน คือ 10 ล้าน คิดเป็นเงิน 5% ก็ประมาณ 500,000 บาท และสามารถผ่อนชำระได้ 2 ปี ไม่มีดอกเบี้ย เกินจาก 2 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 5 ปี มีดอกเบี้ยร้อยละ 0.5 ต่อเดือนเท่านั้น หากไม่เสียก็มีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา จึงอยากฝากให้ผู้ที่ต้องเสียมาทำตามกฎหมาย เพราะหากหลีกเลี่ยงหรือหนีภาษี ในส่วนนี้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบได้อยู่ดี” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวทิ้งท้าย.

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ไขข้อสงสัย ‘ภาษีมรดก’ เกิน 100 ล้าน! ลดเหลื่อมล้ำ ช่องว่างทางสังคม