ราคาน้ำมัน ฉุดเงินเฟ้อ ม.ค. ติดลบ 0.53% ต่อเนื่องเดือนที่ 13

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571144

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 14:10

 

พาณิชย์ เผย เงินเฟ้อ ม.ค.59 ติดลบ 0.53% ต่อเนื่องเดือนที่ 13  ขณะที่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน โต 0.59% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 0% คาด เงินเฟ้อปี 59 อยู่ระหว่าง 1-2% …

วันที่ 1 ก.พ.59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือน ม.ค.59 อยู่ที่ 105.46 หดตัว -0.53% ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 58 ที่ลดลง  และหากเทียบกับเดือนก่อนหน้า (ธ.ค.58) หดตัว -0.26% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน ม.ค.59 อยู่ที่ 106.18 ขยายตัว 0.59 % เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.58 และขยายตัว 0.07% เมื่อเทียบกับ ธ.ค.58

“ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมกราคมปี 2559 ยังคงทรงตัวจากช่วงไตรมาสที่ 4/2558 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 0% ทั้งนี้ แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงนั้นได้รับผลกระทบจากสินค้าในหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เนื่องจากการปรับราคาลงของน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 91 95 น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน 95 ในส่วนของสินค้าและบริการอื่นๆ เพื่อการอุปโภคและบริโภคอาทิ อาหารสด ของใช้ภายในบ้าน และค่าของใช้ส่วนบุคคลราคาปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาด”

สำหรับดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มในเดือน ม.ค.59 อยู่ที่ 113.95 เพิ่มขึ้น 0.81% เมื่อเทียบกับ ม.ค.58 แต่หดตัว -0.16% เมื่อเทียบกับ ธ.ค.58 ส่วนดัชนีราคาสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 100.93 หดตัว -1.25% จากเดือน ม.ค.58 และหดตัว -0.31% จากเดือน ธ.ค.58

ขณะที่ ผลกระทบของสินค้าและบริการข้างต้นต่ออัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงและน้อยกว่า ผลกระทบของราคาพลังงาน ทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.59 ยังคงติดลบต่อเนื่อง และเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.58 ยังคงได้รับแรงกดดันจากสินค้าและบริการในหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร เป็นหลักส่งผลกระทบ ส่วนในทางลบต่ออัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย -0.93% แต่เมื่อเทียบเดือน ธ.ค.58 อัตราเงินเฟ้อมีค่าเท่ากับ -0.26 (MoM) โดยมีสาเหตุ สำคัญจากการปรับลดราคาลงของกลุ่มอาหารสดและพลังงาน อาทิ ผักและผลไม้ (-1.69%), ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ (-3.925), ค่ากระแสไฟฟ้า (-0.73%) เนื่องจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (FT) ในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย.59 ให้ลดลงเท่ากับ 4.80 สตางค์ต่อหน่วย

ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 59 อยู่ระหว่าง 1-2% ภายใต้สมมติฐานหลัก คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ที่ 3.0-4.0%, ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ระหว่าง 48-54 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล, อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่าง 36-38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

เมืองไทยประกันชีวิตลุยธุรกิจ AEC ปี 59 ตั้งเป้าแสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571142

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 13:44

 

เมืองไทยประกันชีวิต ตั้งธงปี 2559 ขึ้นแท่นเบี้ยประกันกว่า 100,000 ล้าน หลังชูผลงานปี 2558 เบี้ยรับรวม 87,880 ล้านบาท เติบโต 17% ลุยปูทางธุรกิจเติบโต-พร้อมเดินหน้าสู่ “บริษัทประกันชีวิตระดับภูมิภาค” …

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ค่ายประกันชีวิตสีบานเย็น เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายการเติบโตของปี 2559 ที่จะก้าวสู่เบี้ยประกันชีวิต รับรวมกว่า 100,000 ล้านบาท โดยยังคงมุ่งเน้นนโยบายสำคัญ “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” เพื่อต่อยอดความสำเร็จและการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง รวมถึงมีความยั่งยืนในระยะยาว

ขณะที่ในปี 2558 นายสาระ กล่าวว่า นับเป็นปีที่มีความท้าทายต่อการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตมากพอสมควร แต่ด้วยจุดเด่นของประกันชีวิตที่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ ทั้งความคุ้มครองชีวิต การออมเงินระยะยาว รวมถึงเป็นการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ อุบัติเหตุ โรคร้ายแรงต่างๆ ซึ่งธุรกิจประกันชีวิตต่างปรับตัวให้สอดคล้องกับโจทย์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้เป็นที่น่าพอใจ

สำหรับผลการดำเนินงานของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในปี 2558 สามารถเติบโตด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง โดยสร้างผลงานเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 37,938 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน โดยเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 26,247 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 18% และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 49,942 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ส่งผลให้มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 87,880 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17%

สำหรับปี 2559 เมืองไทยประกันชีวิต มีความมุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัววิสัยทัศน์ใหม่ ซึ่งจะเป็นเสมือนเป้าหมายสู่ความสำเร็จในอนาคต ว่า

“มุ่งมั่นเป็นคู่คิดที่ลูกค้าวางใจ ผ่านนวัตกรรมเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ ด้วยการทำงานที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้พัฒนาค่านิยมหลัก (Core Value) ชุดใหม่ เพื่อสะท้อนถึงบุคลิกที่เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีคุณภาพ มั่นคงแข็งแกร่งในระยะยาว ซึ่งเรียกว่า “The M Powerd C” ประกอบด้วย

– Customer Centric – เพื่อลูกค้าด้วยความเข้าใจ

– Creativity – กล้าคิด กล้าทำ

– Commitment to Success – รับผิดชอบสู่ความสำเร็จ

– Collaboration – ประสานเพื่อภาพรวม

– Caring – ดูแล ใส่ใจ ด้วยใจจริง

นายสาระ กล่าวอีกว่า นโยบาย “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer Centric) ยังคงเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนที่เมืองไทยประกันชีวิตยึดถือ ทั้งในมิติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นสำคัญ เครือข่ายช่องทางข่ายที่ครอบคลุม เข้าถึงและเป็นมืออาชีพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เอาประกัน ช่องทางบริการที่หลากหลาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ตลอดจนกิจกรรมแห่งความสุข และรอยยิ้มผ่าน “เมืองไทย Smile Club” ที่สร้างสรรค์กิจกรรมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกค้าชื่นชอบ

ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ “ดิจิตอล” ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภคนั้น เมืองไทยประกันชีวิต ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยมีความมุ่งมั่นที่จะเป็น “ดิจิตอล อินชัวเรอร์” ด้วยการนำระบบดิจิตอลเข้ามาสนับสนุนกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนของธุรกิจ นอกจากช่องทางเว็บไซต์แล้ว บริษัทฯ ยังได้ใช้ช่องทางสังคมออนไลน์ (Social Media) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์การสื่อสารกับผู้บริโภค รวมถึงการพัฒนา Application เพื่อตอบโจทย์การบริการรูปแบบต่างๆ เช่น Smile Privilege Application เป็นช่องทางใหม่ในการมอบสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกเมืองไทย Smile Club และ MTL FIT Application ที่สามารถสนุกสนานไปกับการออกกำลังกายพร้อมกับแชร์ภาพออกกำลังกายผ่าน Social Media ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มช่องทางการขายประกันออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ http://www.muangthai.co.th และยังได้เปิดตัว Personalized VDO ซึ่งเป็นช่องทางใหม่สำหรับสื่อสารตรงถึงลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลอีกด้วย

ล่าสุด บริษัทฯ ยังได้จัดตั้ง “Innovation Center” เพื่อติดตามและศึกษาแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค และ FinTech (Financial Technology) ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกมากมาย และสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปัจจัยเหล่านี้ ตลอดจนพัฒนามิติต่างๆ ของธุรกิจให้สอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด้วย

นอกจากนี้ การเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (ASEAN Economic Community – AEC) ที่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วนั้น บริษัทฯ ในฐานะหนึ่งในผู้นำของธุรกิจประกันชีวิตของประเทศไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายศักยภาพทางธุรกิจออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับเป็น “บริษัทประกันชีวิตระดับภูมิภาค” หรือ Regional Life Insurance Company ซึ่งล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมจัดตั้ง Sovannaphum Life Assurance PLC เพื่อดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศกัมพูชา ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เพื่อร่วมจัดตั้งบริษัทประกันชีวิตร่วมทุนในประเทศเวียดนาม ภายใต้ชื่อ MB Ageas Life นอกจากนี้ ในปี 2557 บริษัทฯ ยังได้จัดตั้งสำนักงานผู้แทน (Representative Office) เพื่อให้ความรู้ด้านการประกันชีวิตในประเทศเมียนมาด้วย

“เมืองไทยประกันชีวิต ถือว่านโยบาย “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” เป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน เราต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย ทั้งเรื่องดิจิตอล พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้า รวมถึงการเปิด AEC ด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เมืองไทยประกันชีวิตพร้อมที่จะปรับตัวได้ตลอดเวลา อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นายสาระกล่าว.

หุ้นเช้าวันจันทร์ ปิดบวก 0.64 จุด ซื้อขาย 21,758 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571152

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 12:49

 

หุ้นเช้าวันจันทร์ปิดตลาดบวก 0.64 จุด ที่ระดับ 1,301.62 จุด มูลค่าซื้อขาย 21,758.00 ล้านบาท…

วันที่ 1 ก.พ. 59 ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาด เพิ่มขึ้น 0.64 จุด ที่ระดับ 1,301.62 จุด หรือคิดเป็น 0.05% ด้วยมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 21,758.00 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).

ทองเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 19,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/571030

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 09:47

 

ราคาทองวันที่ 1 ก.พ.2559 เปิดตลาดปรับขึ้น 50 ทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,850 ขายออกบาทละ 18,950 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,571.00 ขายออกบาทละ 19,350…

วันที่ 1 ก.พ.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ปรับขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 18,850.00 บาท ขายออกบาทละ 18,950.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,571.00 บาท ขายออกบาทละ 19,350.00 บาท.

ขาว = สวย ถอดเปลือกค่านิยมความงาม เหตุไฉนคนไทยคลั่งขาว !?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570518

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2559 05:35

 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” เป็นคําโบราณท่ีกล่าวไว้ และในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคนในสังคมต่างให้ความสนใจเรื่องสุขภาพอนามัยมากขึ้น รวมทั้งยังสร้างให้เกิดค่านิยม ขาว = สวย ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครีม โลชั่น อาหารเสริม ที่ผลิตออกมาแล้วโฆษณาว่าช่วยทำให้ผิวขาวใส มียอดขายทะลุทะลวงพุ่งแรงหลายปีติดต่อกัน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ อาสาตอบโจทย์ข้อสงสัย ‘ทำไมคนไทยจึงคลั่งความขาว’ โดยเปิดหลากหลายมิติทั้งปัจจัยที่ทำให้อยากมีผิวขาว มูลค่าการตลาดของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว รวมถึงคลายข้อสงสัยสารกลูตาไธโอน ช่วยให้ขาวได้จริงหรือ รายงานพิเศษชิ้นนี้ อาจทำให้คุณฉุกคิดเพียงสักนิดก่อนคลั่งขาวก็เป็นได้…

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า เมื่อผู้หญิงได้อ่านนิตยสารสำหรับผู้หญิงแล้วนั้น หลังจากที่อ่านจบ ผู้หญิงจำนวน 70-80% จะเกิดความรู้สึกว่า ตัวเองด้อยหรือบกพร่องอะไรบางอย่าง
ตอบโจทย์ทำไมคนไทย ‘คลั่งขาว’ ?

นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง เผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ถึงปัจจัยที่ทำให้คนไทยอยากมีผิวขาวว่า ถือเป็นเรื่องที่ตอบยากว่าทำไมคนไทยถึงอยากมีผิวขาว แต่เนื่องด้วยปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่ถูกหล่อหลอมมานาน ซึ่งอยู่ในสังคมที่ทำให้เชื่อว่าผิวขาวย่อมดีกว่าผิวคล้ำ และถูกส่งสารผ่านการโฆษณา สื่อ ความคิด ความเชื่อ โดยรับข้อมูลว่าอะไรคือความสวย อะไรคือได้รับความนิยม อะไรคือได้รับการยอมรับ

อย่างเช่น วัฒนธรรมจีนยุคพันปีที่แล้วนั้น ผู้หญิงชาวจีนจะต้องรัดเท้าเป็นดอกบัวเพื่อความสวยงาม เพราะมีความเชื่อกันว่า ผู้หญิงเท้าเล็กเหมาะสมที่จะเป็นภรรยาของชนชั้นสูง และความเชื่อดังกล่าวทำให้ครอบครัวของผู้หญิงชาวจีนมักจะรัดเท้าลูกสาวของตัวเองให้เล็ก ฉะนั้นแล้ว หากถามว่าทำไมผู้หญิงจีนในยุคนั้นอยากมีเท้าเล็ก เพราะมีการให้คุณค่าว่าคนเท้าเล็กจะได้เป็นภรรยาของคนที่มีชนชั้นสูง เช่นเดียวกับผู้หญิงไทยที่ถูกบอกถูกสร้างความเชื่อว่า ‘สวย คือ ขาว สวย คือ ผอม’ ส่งผลให้เกิดความไม่พึงพอใจในตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจก

นอกจากนี้ ยังเคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ระบุว่า เมื่อผู้หญิงได้อ่านนิตยสารสำหรับผู้หญิงแล้วนั้น หลังจากที่อ่านจบ ผู้หญิงจำนวน 70-80% จะเกิดความรู้สึกว่า ตัวเองด้อยหรือบกพร่องอะไรบางอย่าง และจะเกิดความคิดที่ว่าจะต้องไปซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อลดความบกพร่องหรือความด้อยของตัวเอง จึงสะท้อนให้เห็นว่า ค่านิยมการให้คุณค่ากับความงาม ถูกส่งต่อผ่านช่องทางต่างๆ และผู้หญิงก็รับมาอย่างไม่รู้ตัว

สิ่งที่สังคมบอกว่าสวยคือขาว ผ่านความเชื่อ ผ่านกลุ่มเพื่อน ผ่านการโฆษณา ผ่านสื่อ ผ่านพ่อแม่พี่น้อง

นางสาวจิตติมา ย้อนถามกลับมาว่า “แล้วใครบอกเรา ว่าสวยคือขาว?” ก่อนกล่าวต่อว่า “นั่นคือสิ่งที่สังคมบอกผ่านความเชื่อ ผ่านกลุ่มเพื่อน ผ่านการโฆษณา ผ่านสื่อ ผ่านพ่อแม่พี่น้อง ดังนั้น เมื่อมีอะไรบางอย่างมาตอบโจทย์ในความเชื่อที่เรามี เราก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าไปหาทันที”

ด้าน นพ.ชิโนรส ลี้สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต มองว่า เป็นค่านิยมในสังคม ซึ่งแต่ละประเทศอาจจะมีค่านิยมที่ไม่เหมือนกัน บางประเทศอาจจะนิยมคนผิวสี ดังนั้น เรื่องของสีผิวเป็นเรื่องของความชอบแต่ละบุคคลมากกว่า

ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนไทยอยากมีผิวขาว อาจมาจากค่านิยมของคนส่วนใหญ่ หรือวัยรุ่นที่อยากมีผิวขาว ทำให้คนหันมาสนใจเครื่องสำอาง หรือยาบางตัว ซึ่งก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ขึ้นมา ทำให้เกิดการโฆษณา ตอกย้ำความเชื่อ ค่านิยมเรื่องสีผิวกว้างขึ้น เหมือนกับการย้ำคิดย้ำทำ โดยมีปัจจัยเชิงพาณิชย์และโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อส่งเสริมค่านิยมมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นเทรนด์ของสังคมหรือเป็นแนวโน้มให้คนเชื่อตามๆ กันมา

คุณจะมองคนรักเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับกาย หรือ มองที่ความสัมพันธ์ความรู้สึกดีๆ
ทัศนคติบุรุษต่อสเปกสตรีในดวงใจ สู่ปัจจัยหนึ่งที่สาวๆ อยากมีผิวขาว!

นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผู้อำนวยการมูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง กล่าวถึงทัศนคติของผู้ชายที่มีความต้องการผู้หญิงขาวสวยมาเป็นคู่ครองว่า ผู้ชายที่อยู่ในสังคมที่มีความเชื่อแบบนี้อยู่แล้ว เช่น ขาวสวยหมวยอึ๋ม ทำให้ปรารถนาที่จะได้แฟนตามความเชื่อของตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน สร้างความรู้สึกดีให้แก่กัน เป็นสิ่งที่ทำให้การครองคู่ยืนยาวไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ภายนอก แต่หากคนในสังคมมองความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก คือ เฟอร์นิเจอร์ประดับกาย อยากได้ในสิ่งที่สังคมให้คุณค่าก็เป็นอีกมุมมองหนึ่งเช่นกัน

“สิ่งที่ดีจากคนอื่นบอก กับการมองตัวเอง มีผลพอๆ กัน ไม่อยากมองว่าผู้หญิงอยากขาวก็เพราะว่าผู้ชายชอบผู้หญิงขาวเพียงเหตุผลเดียว ที่มันลึกกว่านั้นก็คือการบอกตัวเองว่าขาวคือสวย ซึ่งตรงนี้คิดว่าทารกผู้หญิงที่อยู่ในรพ.แผนกแรกคลอดนั้น ไม่คิดว่าตัวเองโตขึ้นมาแล้วฉันจะขาว แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ถูกสังคมบอก จะทำให้เขาเชื่อว่าเขาจะมีคุณค่าในร่างกายตามกระแสนิยมอย่างไร กระแสนิยมให้คุณค่ากับอะไร เราเลยมองว่ามันต้องมีกระบวนการที่ทำให้เกิดการเท่าทันสื่อ ที่จะทำให้เรากระโจนไปสู่การบริโภค กระโจนไปสู่การทำร้ายตัวเองโดยที่ไม่ได้ตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วคุณค่าของความงาม ความภูมิใจในตัวเองมันอยู่ที่ภาพลักษณ์ภายนอกหรืออะไรกันแน่ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้บอกว่าผู้หญิงที่อยากขาวนั้นผิด” ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง แสดงทัศนะ

คาดการณ์ยอดขายสกินแคร์ปี 2559 จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6.9-7% หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 67,477 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ระบุ ยอดขายสกินแคร์ในประเทศพุ่งสูง

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนความเชื่อเรื่อง ‘คลั่ง (ความ) ขาว’ ของคนไทยนั้น ทีมข่าวฯ ยกข้อมูลจาก ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี TMB Analytics ที่ได้ประเมินธุรกิจเครื่องสำอางในช่วง 5 ปี ท่ีผ่านมามีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 และในปี 2558 ธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท และในส่วนที่เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ มีมูลค่าในประเทศประมาณ 40,000 ล้านบาท

ด้าน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงธุรกิจมาแรงในปี 2558 พบว่า ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นเป็นอันดับหนึ่งในปี 2558 โดยมีคะแนนรวมสูงถึง 93.7 คะแนน และเป็นธุรกิจที่ครองแชมป์มานานติดต่อกัน 3 ปี รองลงมาคือ ธุรกิจเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว มีคะแนนรวมอยู่ที่ 93.1 คะแนน ซึ่งทั้งสองธุรกิจนี้มีความโดดเด่นทั้งยอดขายและกำไร เนื่องจากพฤติกรรมในการดูแลเรื่องผิวพรรณมีมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ ชี้ชัดให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีมูลค่าการตลาดสูง และถือเป็นธุรกิจมาแรงอันดับต้นๆ นั่นอาจแปลได้ว่า คนไทยนิยมใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างแพร่หลาย และค่านิยมที่ว่า ผิวขาว = สวย มีส่วนเป็นเรื่องจริง!

ธุรกิจเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว เป็นธุรกิจโดดเด่นในปี 2558
ส.ผู้ผลิตเครื่องสำอาง คาด ปี 59 มูลค่าสกินแคร์โตกว่า 7%

ไม่เพียงแต่ตัวเลขมูลค่าการตลาดจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจเพียงเท่านั้น ทีมข่าวฯ ได้พูดคุยกับ นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย โดยนางเกศมณี ให้ข้อมูลเม็ดเงินของธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในประเทศว่า ในปี 2557 มีมูลค่าตลาดในประเทศ 58,794 ล้านบาท ปี 2558 มีมูลค่าตลาดในประเทศ 63,912 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2559 นี้ จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6.9-7% หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 67,477 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเองสำหรับผู้ชายมาแรงแซงโค้งไม่แพ้ผู้หญิงเช่นกัน โดยในช่วงปี 2551-2552 ถือเป็นช่วงแรกที่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายเข้ามาตีตลาด โดยมีอัตราการเติบโตมากถึง 13.5% ส่วนผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เติบโต 8% ต่อมาในปี 2552-2553 ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย เติบโตขึ้น 11.7% ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เติบโต 7.2% และมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ปี 2556 ปริมาณคนที่หลั่งไหลมาซื้อเริ่มไม่มากเหมือนช่วงที่เพิ่งเริ่มเข้ามาตีตลาด แต่ก็ยังโตราว 8% ขณะที่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยังรักษาแชมป์ เติบโต 7-8% ตลอดมา

คนเรามีผิวคล้ำมาจาก 3 อย่าง คือ ความเครียด แสงแดด สายลม

นอกจากนี้ หากนับยอดการส่งออกนอกประเทศนั้น ประเทศไทยมีอัตราการส่งออกมากเป็นอันดับ 12 ของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมมากที่สุด เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น เนื่องจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจะต้องใช้ทั้งเช้าและเย็น ประกอบกับคนเริ่มนิยมดูแลสุขภาพผิวพรรณมากขึ้น ทุกคนอยากมีผิวที่ดี ไม่อยากมีผิวหมองคล้ำ และเชื่อว่าผิวพรรณดีเปล่งปลั่งผ่องใส เปรียบดั่งโหงวเฮ้งบนใบหน้า จึงไม่มีใครอยากมีผิวหมองคล้ำ

“ธุรกิจเครื่องสำอางไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เป็นสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเติบโตขึ้นทุกปี ถ้าลองสังเกตดูผิวพรรณของคนไทย จะเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 10 กว่าปี พ่อแม่จะเริ่มซื้อครีมให้ลูกใช้ ฉะนั้น ตลาดนี้ถือว่าค่อนข้างดี หากเทียบกับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมแล้วถือว่าเติบโตกว่ามาก เพราะบางครั้งคนไม่ได้บำรุงผมทุกวัน แต่อย่างครีมบำรุงดูแลผิวพรรณเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวันและใช้ทั้งเช้าเย็น จึงเป็นส่วนทำให้มีมูลค่าการตลาดสูง” นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าว

หนทางที่จะไปสู่ความขาว จะต้องแลกกับอะไรบ้าง นั่นคือสิ่งสำคัญ
‘ขาว’ ดั่งใจ แล้วดีอย่างไร?

หากมีผิวพรรณขาวจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง นางสาวจิตติมา ภาณุเตชะ ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง อธิบายว่า อย่างแรกคือ จะทำให้รู้สึกภูมิใจในตัวเอง แต่หนทางที่จะไปสู่ความขาว จะต้องแลกกับอะไรบ้าง นั่นคือสิ่งสำคัญ ฉะนั้น จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าทำไมถึงอยากขาว และหนทางที่จะนำไปสู่ความขาวนั้นถูกวิธีหรือไม่ เช่น การฉีดผิวขาว การกินยาที่ช่วยให้ขาว ซึ่งบางครั้งอาจจะลืมคิดไปว่า สารที่เข้าไปในร่างกายมีผลข้างเคียงอย่างไร อันตรายหรือไม่

สำหรับในอนาคต ค่านิยมคลั่งขาวจะมากขึ้นหรือลดลงนั้น ผอ.มูลนิธิสร้างความเข้าใจสุขภาพหญิง เผยว่า คลั่งขาวเกิดขึ้นมาตามกลไกตลาดการขายสินค้า เพราะสังคมให้ความสำคัญ ประกอบกับมีช่องทางให้ปัจเจกชนได้พรีเซนต์ตัวเอง โดยการถ่ายรูปอัพลงโซเชียลมีเดีย ดังนั้น คนไทยควรจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมในมุมของการสร้างความหลากหลายด้านความงามมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้มีความคิดเห็นจากหลากหลายความคิดออกมาอยู่เรื่อยๆ เพื่อสร้างความสมดุลด้านความงาม

หลีกเลี่ยงจากแสงแดดก็เป็นส่วนช่วยให้ผิวขาวเช่นกัน
‘กลูต้า’ สารเคมีชื่อดัง ช่วยทำให้ ‘ขาว’ ได้จริงหรือ?

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถผลิตขึ้นมาเองได้โดยธรรมชาติ ประโยชน์หลักของกลูตา เพื่อทำลายสารพิษในร่างกาย ทำลายอนุมูลอิสระ และเป็นหนึ่งในสารที่มีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายเกิดการกระจายตัวของเม็ดสี จึงทำให้ร่างกายมีผิวขาว

ทั้งนี้ กลูตาในทางการแพทย์ไม่ได้ใช้เพื่อทำให้ผิวขาว แต่จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งบางชนิด แพทย์จะใช้สารกลูตามาประกอบในการรักษามะเร็งเหล่านั้น และยังพบว่า ผลข้างเคียงของการใช้กลูตา คือ ทำให้ผู้ป่วยมีผิวขาวเผือก จึงทำให้คนนำผลข้างเคียงมาใช้เพื่อให้มีผิวขาว

และจากที่มีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ครีมบำรุงผิว อาหารเสริม ยา โดยมีส่วนผสมของกลูตาไธโอน จะสามารถทำให้ผิวขาวขึ้นจริงหรือไม่นั้น พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง ได้ให้คำตอบกับเรื่องดังกล่าวว่า ปัจจุบันองค์การอาหารและยา ยอมให้ใส่สารกลูตาลงไปในอาหารเสริม โดยเม็ดหนึ่งมีประมาณ 200-250 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณเท่านี้ไม่สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นมาได้ และกลูตา สามารถถูกทำลายได้ในทางเดินอาหารของมนุษย์ ดังนั้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานกลูตาไธโอนในรูปแบบของยารับประทานนั้นแทบจะไม่มีเลย

การฉีดกลูตา จะเกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ การแพ้ หรือภาวะช็อก

ฉะนั้น ถ้าต้องการให้ผิวขาวต้องใช้วิธีฉีด เพียงแต่ว่า การฉีดกลูตา จะเกิดผลข้างเคียงมากมาย เช่น การติดเชื้อ สำหรับคนที่ฉีดโดยหมอกระเป๋า หรือฉีดโดยไม่สะอาด ไม่ได้มีการฉีดโดยเทคนิคที่ถูกต้อง และอาจมีอาการแพ้ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย รวมทั้งเคสร้ายแรง อย่างเช่น ร่างกายเกิดภาวะช็อกคาเข็ม แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฉีดกลูตาเข้าไปแล้วจะทำให้มีผิวขาวจริง แต่หากหยุดเมื่อไหร่ก็จะกลับมาดำเมื่อนั้น

“จำง่ายๆ ว่า กลูตาเป็นสารที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาอยู่แล้ว และในทางการแพทย์จะใช้แค่รักษามะเร็ง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะใช้เพื่อให้ผิวขาว ส่วนวิธีการทำให้ผิวขาวมีหลายวิธี เช่น หลบแดด คนเรามีผิวคล้ำมาจาก 3 อย่าง คือ ความเครียด แสงแดด สายลม เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะหลบแดด ทาครีมกันแดด ใส่เสื้อผ้าปกปิดไม่ให้โดนรังสียูวี และอย่าเครียด ก็จะมีผิวขาวผ่องได้เอง” พญ.มิ่งขวัญ ให้คำแนะนำทิ้งท้าย.

มหันตภัย “แล้ง2559” ถึงเวลา “รัฐ-ราษฎร์” ร่วมใจฝ่าวิกฤติประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570658

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2559 05:01

 

เป็นอีกคำรบที่ประชาชนคนไทยต้องเผชิญกับ “วิกฤติภัยแล้ง”

และนัยว่าวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ จะเป็นวิกฤติครั้งที่ “รุนแรง” หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าครั้งไหนๆ และจ่อจะ “ทอดยาวนาน” เป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว!

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2559 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้ง หรือ “พื้นที่ภัยแล้งฉุกเฉิน” แล้ว 14 จังหวัด 71 อำเภอ 371 ตำบล

ลำพัง “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว เมื่อผสมโรงด้วยวิกฤติภัยแล้งซ้ำเติม เศรษฐกิจไทยที่ “เปราะบาง” จมปลักเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งข้นแค้นขึ้นเป็นทวีคูณ!

น่าแปลก! ทั้งที่เป็นข้อมูลที่ทุกฝ่ายรับทราบมาโดยตลอด ว่าประเทศไทยเรานั้นมีปริมาณน้ำฝนที่ตกเฉลี่ยในประเทศปีละ 732,975 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นน้ำที่ระเหยและไหลซึมลงใต้ดิน 519,672 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71% ส่วนน้ำผิวดินอยู่ที่ 213,303 ล้าน ลบ.ม. แต่…เรากลับมีความสามารถในการกักเก็บน้ำได้เพียง 79,890 ล้าน ลบ.ม. หรือ 10% ของปริมาณฝนที่ตกลงมาเท่านั้น

ถือว่าฉิวเฉียดมากๆเมื่อเทียบกับความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศที่มีถึงปีละ 70,249 ล้าน ลบ.ม. จากน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตร 53,034 ล้าน ลบ.ม. หรือ 75% ของน้ำรวม เพื่อรักษาระบบนิเวศ 12,359 ล้าน ลบ.ม. หรือ 18% น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค 2,460 ล้าน ลบ.ม. หรือ 4% และเพื่อภาคอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว 2,396 ล้าน ลบ.ม. หรือ 3% รวมทั้งเสี่ยงสูงที่จะไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจ

และที่สำคัญ ทุกวันนี้เรายังคงยังพึ่งพา “โชคชะตา” ฟ้ากำหนด หากคราใดที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจตกกระหน่ำจนน้ำท่วมทะลัก วิถีชีวิตของผู้คนก็ต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมจนสำลัก แต่เมื่อใดฝนทิ้งช่วงเราต้องเผชิญกับภัยแล้ง

ทำให้อดย้อนถามกลับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ว่า เกิดอะไรกับการบริหารจัดการ “น้ำ” ของประเทศ? ปีนี้น้ำจะเพียงพอบริโภคและใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือไม่? วิถีชีวิตคนไทยต้อง “ยืนอยู่บนเส้นด้าย” อีกกี่ปีกี่ชาติ!!!

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอประมวลภาพรวม “วิกฤติภัยแล้ง” ที่กำลังลามเลีย พร้อมสะท้อนมุมมองนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเพื่อร่วมไขความกระจ่าง “วิกฤติภัยแล้ง”ครั้งนี้ ดังนี้…

วิกฤติแล้งรุนแรงสุดในรอบ 20 ปี

เริ่มต้น “ทีมเศรษฐกิจ” ขอเสนอภาพรวมของสถานการณ์น้ำล่าสุดของประเทศ จากข้อมูลของกรมชลประทานที่ได้เปิดเผยในภารกิจ “รัฐ-ราษฎร์ร่วมใจรับมือภัยแล้ง” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของประเทศ ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และเขื่อนแควน้ำบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำรวมกันน้อยมากอยู่ที่ 3,489 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 19% ของความจุระดับปกติ และต่ำลงเกือบครึ่งหนึ่งเทียบกับต้นปี 2558 ที่อยู่ในระดับ 6,300 ล้าน ลบ.ม.

“เป็นปีที่ภัยแล้งรุนแรงในรอบ 20 ปี ใกล้เคียงกับภัยแล้งในปี 2537 ทำให้กรมชลประทานต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด มีอัตราการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักอยู่ที่ 15.9-18.9 ล้าน ลบ.ม.ต่อวันเท่านั้น” นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ย้อนรอยต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์น้ำในไทยพลิกผันมาถึงจุดนี้ว่า ก่อนหน้านี้ในปี 54/55 ลุ่มเจ้าพระยายังมีน้ำใช้การได้ถึง 18,000 ล้าน ลบ.ม. แต่มีการระบายทิ้งไป 14,000 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากในปี 2554 หลังเกิดวิกฤติน้ำท่วมหนักสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อย่างเข้าสู่ปี 2555 รัฐบาลจึงเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนอย่างหนัก เพื่อให้มีพื้นที่รองรับน้ำ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และภาคอุตสาหกรรม

แต่ถือว่า “พลาด” เมื่อปริมาณฝนที่ตกทั่วประเทศในปี 2555 น้อยลง ไม่เป็นไปดั่งที่คาดการณ์ไว้ จึงยังผลให้ “น้ำต้นทุน” หรือปริมาณน้ำใช้ของประเทศอยู่ในภาวะ “หมิ่นเหม่” ยิ่งมาเจอกับการโหมปลูกข้าวนาปรังของชาวนาในช่วงปี 2554/2555 ที่ทะลักขึ้นไปกว่า 11 ล้านไร่จากระดับปกติที่อยู่ในราว 4-6 ล้านไร่ จากผลพวงของนโยบายรับจำนำข้าวในราคาสูงของรัฐบาลขณะนั้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำภาคเกษตรดึงน้ำต้นทุนที่เหลือน้อยอยู่แล้วไปใช้มากขึ้น

ขณะที่น้ำต้นทุนจะเหลือน้อยลง แต่ในปีการผลิต 2555/2556 พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังยังคงมีถึง 11 ล้านไร่ แม้ปีการผลิต 2556/2557 จะลดลงมาเหลือ 9 ล้านไร่ แต่สถานการณ์น้ำต้นทุนในเวลานั้นเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่จุดวิกฤติแล้ว เพราะมีน้ำใช้เหลืออยู่ที่ 8,153 ล้าน ลบ.ม. เสี่ยงสูงมากที่จะไม่พอใช้!

มาถึงปี 2558 ที่แม้รัฐบาล คสช.จะเพิ่มความเข้มงวดในการงดการทำนาปรัง ออกประกาศงดการจ่ายน้ำในเขตลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด แต่ก็ยังมีการลักลอบทำนาปรังกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้น “แย่งน้ำ” กันในหลายพื้นที่

ขณะที่ปริมาณน้ำใช้ของประเทศ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2558 ลดระดับลงมาอยู่ที่ 4,247 ล้าน ลบ.ม. และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ม.ค.59 มีน้ำใช้การได้อยู่ที่ 3,489 ล้าน ลบ.ม. และยังคาดการณ์กันว่าปริมาณใช้การของประเทศในระยะ 4 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 1 พ.ค.59 จะอยู่ที่ 1,590 ล้าน ลบ.ม. สามารถใช้เฉพาะเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงรอยต่อไปยังฤดูฝนใหม่ถึงวันที่ 14 ส.ค.59 เท่านั้น

ถึงเวลาคนไทยปันน้ำกิน-น้ำใช้

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอันดับต้นๆของประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์กับ “ทีมเศรษฐกิจ” ย้อนรอยต้นตอที่ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งอย่างรุนแรงในครั้งนี้ว่า

“เป็นผลมาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ “เอลนินโญ” ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 และเพิ่มระดับความรุนแรงเป็น “ซุปเปอร์เอลนินโญ” ปลายปี 2558 ซึ่งนับเป็นความรุนแรงสุดในรอบ 50 ปี”

ส่งผลกระทบให้ปริมาณฝนและปริมาณน้ำเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือน้อยสุดในรอบ 20 ปี กล่าวคือปี 2558 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์รวมกัน 5,620 ล้าน ลบ.ม. ทั้งที่ปริมาณเฉลี่ยควรจะอยู่ที่ 10,810 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมาประมาณเกือบ 50% ดังนั้นปริมาณน้ำต้นทุนในต้นปี 2559 จึงอยู่ที่ประมาณ 3,018 ล้าน ลบ.ม. เทียบกับปี 2558 ซึ่งมีประมาณ 5,638 ล้าน ลบ.ม.

“จากน้ำต้นทุนข้างต้น รัฐบาลได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดทำนาปรัง และหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย พืชอายุสั้น รวมทั้งผลักดัน 8 มาตรการช่วยเหลือ” (รายละเอียดในหน้า 9) และผลจากการดำเนินการเชิงรุกของรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมชลประทานและผู้นำชุมชนต่างๆ ซึ่งลดพื้นที่เพาะปลูกนาปรังลงไปได้กว่า 70% จากฤดูนาปรังปี 2556-57 และ 40% จากฤดูนาปรังปี 2557-58”

ตัวเลขพื้นที่ทำนาปรังในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาต้นปี 2559 มีประมาณ 1.8 ล้านไร่ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2557 และ 2558 ที่มีประมาณ 5.7 ล้านไร่ และ 2.9 ล้านไร่ตามลำดับ ส่งผลให้ใช้น้ำลดลงอย่างน้อย 2,500 ล้าน ลบ.ม. ลดความเสี่ยงผลผลิตที่จะเสียหาย และลดการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในหลายชุมชนลงได้ในทางตรงกันข้าม แม้พื้นที่ปลูกนาปรังจะลดลงเหลือ 1.8 ล้านไร่ แต่ยังต้องใช้น้ำเพาะปลูก 1,000 ล้าน ลบ.ม. ทั้งๆที่ตามแผนของรัฐบาล คือ “การงดปลูกนาปรัง” ดังนั้น ปริมาณน้ำ 1,000 ล้าน ลบ.ม.นี้จึงไม่ได้อยู่ในโควตาจัดสรรน้ำ นาปรังเหล่านี้จึงสุ่มเสี่ยงเสียหาย ยกเว้นพื้นที่ที่มีน้ำของตัวเองจากบ่อบาดาล บ่อน้ำ หรือสระน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรที่ให้ความร่วมมืองดเพาะปลูกนาปรัง จะมีความคาดหวังกับการทำนาปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ แต่ความคาดหวังดังกล่าวยังคงมีความเสี่ยงในเรื่องของปริมาณฝนฤดูกาลใหม่ หากฤดูฝนล่าช้า หรือ “ฝนทิ้งช่วง” ไปอีก ก็จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตได้

แต่จากการคาดการณ์ฝนระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค. ปีนี้จะมีปริมาณน้อยกว่าปกติ การทำงานเชิงรุก การให้ข้อมูลข่าวสารกับเกษตรกรเกี่ยวกับการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกนาปีจึงมีความจำเป็น และต้องจัดสรรน้ำให้เหมาะสม

“หากทุกภาคส่วนขาดวินัยในการใช้น้ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวม ตัวอย่างคือพื้นที่เพาะปลูกนาปรัง 1.8 ล้านไร่นี้ หากมีการดึงน้ำในโควตาภาคส่วนอื่นๆไปใช้ ก็จะส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำอุปโภคและบริโภค รวมทั้งป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวมีความต้องการน้ำมาก”

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญเหตุการณ์น้ำแล้งมากกว่าน้ำท่วม จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด การลดการใช้น้ำทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ใช้น้ำกว่า 75% การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Reuse Recycle) และมีประสิทธิผลจึงมีความจำเป็น

สงกรานต์ปีวอกอาจไม่มีน้ำสาด!

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายต่างประเทศ บริษัททีม กรุ๊ป ออฟคัมปานีส์จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ในฐานะภาคีร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในนาม “คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ.) รุ่น 2550” รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า

ปัญหาภัยแล้งในปีนี้หนักหนาสาหัสกว่าปี 2558 มาก เนื่องเพราะน้ำในเขื่อนใหญ่ๆมีเหลือน้อยกว่าปีที่แล้วเพียงครึ่งเดียว กล่าวคือ จาก 8,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ปีนี้ในกลางเดือน ม.ค. มีน้ำเหลือในเขื่อนเพียง 3,800 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

“ขณะนี้มีหมู่บ้านมากกว่า 10,000 แห่งขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและทำการเกษตรแล้ว หลายจังหวัดต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ปีที่แล้วเราได้เห็นภาพเกษตรกรรายย่อยรวมตัวกันตั้งเครื่องสูบน้ำเรียงรายกันหลายเครื่องเพื่อแย่งน้ำ ทั้งยังมีการรวมตัวกันปิดคลองเพื่อสูบน้ำเข้านาข้าวกัน ปีนี้เราอาจเห็นภาพดังกล่าวซ้ำรอยอีก”

ขณะที่สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน กรมอุตุนิยมวิทยาเองได้คาดการณ์ว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.ไปจนถึงเดือน มิ.ย.ปีนี้ จะไม่มีฝนตกลงเขื่อนอีกเลยเมื่อไม่มีฝนตก รัฐบาลจำเป็นจะต้องประกาศมาตรการชัดเจนเกี่ยวกับการใช้น้ำของประชาชน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ หลังจากที่มีการประกาศห้ามเกษตรกรในลุ่มเจ้าพระยางดปลูกข้าวแล้ว

“กลุ่มเราได้เสนอให้รัฐบาลประกาศเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้หลักการประหยัดน้ำของกลุ่มต่างๆที่ใช้น้ำเริ่มจากประชาชนชาวกรุงเทพฯ หากรณรงค์ให้คนกรุงลดการใช้น้ำลง 20% จะประหยัดน้ำได้ถึงวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. จากน้ำที่คนกรุงใช้กันวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้มีน้ำเพียงพอจะดันน้ำทะเลออกไป ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้หลัก 3 R คือ Reduce หรือใช้น้ำลดลงเท่าที่จำเป็น, Reuse คือใช้ซ้ำ และ Recycle บำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่

นายชวลิตกล่าวด้วยว่า นับแต่เดือน ก.พ.จะเริ่มเห็นคุณภาพน้ำจืดค่อยๆกลายเป็นน้ำกร่อย และเราอาจมีน้ำจืดไม่พอไล่น้ำทะเลที่หนุนขึ้นมา และในเดือน มี.ค.-เม.ย.คนกรุงเทพฯจะได้รับผลกระทบจากน้ำกิน-น้ำใช้หนักกว่าปีที่แล้ว จึงจำเป็นต้องเตรียมสำรองน้ำดื่มสะอาดและมีคุณภาพไว้

ส่วนที่มีผู้เสนอให้รัฐบาลประกาศว่า สงกรานต์ปีนี้ขอให้งดการเล่นน้ำนั้น อาจต้องใช้การออกข่าวดู เพื่อให้ประชาชนมองเห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ส่วนข้อเสนอนี้จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลและประชาชนคนไทยยอมรับได้หรือไม่ อาจต้องฟังความเห็นหลายฝ่าย

“บางทีความพยายามจะรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไป หรือเห็นแก่นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเล่นสงกรานต์มากเกินไปโดยไม่พิจารณาความเป็นจริง และปัญหาที่ประชาชนประสบอยู่ ก็อาจจะสร้างความยากลำบากให้แก่เกษตรกร และคนในประเทศต้องได้รับความเดือดร้อน”

นายชวลิตกล่าวว่า ถ้าเรายังใช้น้ำกันโดยไม่คิดถึงอนาคต ที่สุดการประปาอาจต้องส่งหยุดน้ำ เพราะปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ๆทั้ง 5 แห่งมีน้ำเหลืออยู่เพียง 3,400 ล้าน ลบ.ม.เศษๆเท่านั้น!!!

อุตสาหกรรมร่วมปันน้ำชุมชน!

ด้านบวร วงศ์สินอุม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน กล่าวถึงวิกฤติภัยแล้งที่กำลังลามเลียอยู่ในขณะนี้ว่า สืบเนื่องจากปัญหาวิกฤติภัยแล้งที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ปี 2558 โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2559 นี้ประเทศไทยจะยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง

โดยการแก้ไขปัญหาภัยแล้งนั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเกษตร และภาคประชาชน เพราะปัญหานี้เป็นปัญหา “ระดับชาติ” ซึ่งภาครัฐได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันประหยัดน้ำ จนถึงภาคเกษตรที่ภาครัฐจำเป็นต้องลดปริมาณการส่งน้ำ เนื่องจากต้องเก็บน้ำเอาไว้สำหรับการอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด

สำหรับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และต้องการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งการรณรงค์และส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า รวมถึงการให้ความสำคัญกับชุมชนรอบข้าง โดยยึดหลักการมีธรรมาภิบาลที่ดีสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ส.อ.ท.จึงได้เตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติภัยแล้ง ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ โดยมาตรการเร่งด่วนที่จะนำมาใช้คือ 1.สื่อสารข้อมูลไปยังสมาชิกผู้ประกอบการเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์และเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยใช้กลไกของ War room น้ำใน 4 ภูมิภาค กลุ่มอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ

2. การดำเนินงาน CSR ด้านน้ำแบ่งปันน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ลักษณะเดียวกับ “โครงการ ส.อ.ท.ปันน้ำใจช่วยภัยแล้ง” ร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อแบ่งปันน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคกับชุมชนรอบข้าง และนำน้ำบาดาลที่เหลือใช้แบ่งให้กับชุมชนใกล้เคียง โดยในปีนี้มีโรงงานที่แสดงเจตนารมณ์ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง หรือการสนับสนุนน้ำดื่มให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหา เช่น กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บจก. เอสซีจี เคมิคอลส์, บจก. ไทยน้ำทิพย์, บมจ. จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก, สมาคมฟอกย้อมตกแต่งและพิมพ์สิ่งทอไทย

3.ผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมนำน้ำบาดาลมาใช้ร่วมกับน้ำผิวดินในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น4.เร่งสร้างต้นแบบโรงงานที่มีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพทุกภูมิภาคจำนวน 90 แห่ง ผ่าน “โครงการสร้างต้นแบบและขยายเครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมฯ” ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล โดยจะคัดเลือกโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพตามหลักการ 3Rs จำนวน 15 โรงงาน จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเป็นโรงงานต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำ

5.ผลักดันให้ภาครัฐพิจารณาอนุญาตให้สามารถนำน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐานวิชาการ ไปใช้ประโยชน์ใหม่ให้มากยิ่งขึ้น 6. ส่งเสริมการทำ Water Footprint ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อประเมินปริมาณการใช้น้ำของโรงงานอุตสาหกรรม และ 7.การหาแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสีย เช่น ESCO Fund ที่จะเพิ่มงบประมาณในส่วนของโครงการที่สามารถช่วยอนุรักษ์น้ำและพลังงานได้

เมื่อ “รัฐ-ราษฎร์-เอกชน” ร่วมใจ เชื่อว่าฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปได้ด้วยกัน!

เปิด 8 แผนงานรัฐบาลหนุนเกษตรกรรับวิกฤติภัยแล้ง

ฟากฝั่ง “รัฐบาล” ยังมั่นใจ ยังมีโอกาสฝ่าวิกฤติภัยแล้งปี 2559 ไปได้ แต่จำเป็นต้อง “ปรับใหม่ทั้งระบบ” บริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ขณะที่เตรียม 8 แผนงานช่วยเหลือเกษตรกรรับมือ “วิกฤติภัยแล้งครั้งหฤโหดในรอบ 20 ปี”

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลเพื่อการฟันฝ่า “วิกฤติภัยแล้ง” ในปีนี้ โดยระบุว่า เรายังมีโอกาสที่จะผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ไปได้ โดยหากพิจารณาสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 481 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลัก เรายังมีปริมาณน้ำใช้การได้ 16,870 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 33% ของความจุปกติ

ขณะที่ยังมีแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานทั้งประเทศอีกจำนวน 352,528 บ่อ มีปริมาตรน้ำ 182.10 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 52% ของความจุทั้งหมดและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั้งประเทศ 4,789 แห่ง มีปริมาตรน้ำรวม 1,072.55 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 59% ของความจุทั้งหมด

แต่ทั้งหลายทั้งปวง หากต้องการผ่านพ้นภัยแล้งปีนี้ไปได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด!

ขณะที่มาตรการรับมือวิกฤติภัยแล้งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการดำเนินการนั้น ครม.ได้อนุมัติแผนการดำเนินงาน 8 มาตรการ ภายใต้ “โครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/2559” ดังนี้

มาตรการที่ 1 ส่งเสริมความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ โครงการสร้างรายได้จากการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปศุสัตว์ ประมง และปรับปรุงดิน วงเงิน 1,009.07 ล้านบาท ซึ่ง ครม.เห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย.2558 ในวงเงินเบื้องต้น 971.98 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายดำเนินการ 386,809 ราย ซึ่งข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.59 ได้มอบปัจจัยการผลิตแล้ว 58,129 ราย คิดเป็น 15% ที่เหลือคาดจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.59

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดค่าครองชีพภายใต้โครงการ “ธงฟ้า ช่วยภัยแล้ง” มีผลการจัดจำหน่ายสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.58 ที่ผ่านมา จำนวน 199 ครั้ง ในพื้นที่ 20 จังหวัด มีมูลค่าการจำหน่ายรวม 21.51 ล้านบาทและลดภาระค่าครองชีพ 14.34 ล้านบาท และมีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 71,684 คน

มาตรการที่ 2 ชะลอหรือขยายเวลาชำระหนี้ ได้แก่ การลดค่าเช่าที่ดิน ค่าเช่าซื้อที่ดิน และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 22,613 ราย วงเงิน 60.23 ล้านบาท รวมทั้งการให้สินเชื่อเกษตรกร 61,369 ราย วงเงิน 1,213.02 ล้านบาท การให้สินเชื่อกับประชาชน 10,078 ราย วงเงิน 818.38 ล้านบาท ลดภาระดอกเบี้ยให้เกษตรกรและประชาชน 630 ราย วงเงิน 109.25 ล้านบาท โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน

มาตรการที่ 3 การจ้างงานทดแทนการทำเกษตร โดยมีการจ้างแรงงานแล้ว 237,855 ราย แบ่งเป็นจ้างแรงงานชลประทาน 68,025 คน การจ้างแรงงาน เร่งด่วน 7,869 คน และจ้างงานจากเงินทดรองราชการของจังหวัด 161,961 คน นอกจากนี้ มติ ครม.เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.58 ได้อนุมัติในหลักการให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งปี 2558/59 ซึ่งอยู่ระหว่างคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ

มาตรการที่ 4 การเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของชุมชน ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.58 และ 15 ธ.ค.58 ได้อนุมัติกรอบวงเงินโครงการฯระยะที่ 1 กรณีการปลูกพืชใช้น้ำน้อย วงเงิน 167.56 ล้านบาท ซึ่งทางจังหวัดได้โอนเงินให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) แล้ว 155 โครงการ วงเงิน 151.94 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีมติคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้ง เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 59 ได้เห็นชอบโครงการตามแผนพัฒนาชุมชนฯ ระยะที่ 2 ครั้งที่ 1 ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีจำนวน 3,135 โครงการ วงเงิน 1,614.0439 ล้านบาท คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับประ– โยชน์ 740,184 ราย

มาตรการที่ 5 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกข้าว โดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ ได้จัดทำแปลงสาธิตแล้วจำนวน 37 แปลง ในพื้นที่ 9 ศูนย์ทดลอง คิดเป็น 37% ของแปลงสาธิตเป้าหมายทั้งหมด

มาตรการที่ 6 การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ได้แก่ การปฏิบัติการฝนหลวง จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครสวรรค์ มีการขึ้นปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.58 จำนวน 66 เที่ยวบิน มีรายงานฝนตกรวม 11 จังหวัด การขุดเจาะบ่อบาดาล ดำเนินการเสร็จแล้ว 1,257 บ่อ และการทำแก้มลิง 30 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย บึงกาฬ และเลย

ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มความจุน้ำเก็บกักได้ 12.77 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 14,680 ไร่ เกษตรกร 6,030 ครัวเรือน

มาตรการที่ 7 การเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยกระทรวงสาธารณสุขออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ 30,488 ครั้ง

มาตรการที่ 8 การสนับสนุนอื่นๆ เช่น ธ.ก.ส.ให้สินเชื่อแก่วิสาหกิจชุมชน 11 กลุ่ม วงเงิน 9.30 ล้านบาท และกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สินเชื่อปลอดดอกเบี้ยระยะเวลา 6 เดือน จำนวน 45 สหกรณ์ วงเงิน 83.82 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการระยะสั้นๆ เพื่อฟันฝ่าภัยแล้งปีนี้ไปให้ได้ ขณะเดียวกันพวกเราทั้งประเทศกำลังรอคอย “มาตรการระยะยาว” เพื่อให้คนไทยรับมือกับ “ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกทีได้อย่างยั่งยืน.
ทีมเศรษฐกิจ

ทิศทางหุ้น 01/02/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570661

โดย บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด 1 ก.พ. 2559 05:01

 

ภาวะการซื้อขายหุ้น

ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1,300 จุด จากแรงหนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย BOJ และราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,300.98 จุด เพิ่มขึ้น 2.60% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 3.13% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 43,010.58 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 508.77 จุด ลดลง 0.18% จากสัปดาห์ก่อน

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (1-5 ก.พ.) บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวรับที่ 1,288 และ 1,271 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,314 และ 1,330 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานดัชนี PMI ของจีน และสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้าย สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ คำสั่งซื้อสินค้าคงทน ข้อมูลภาคการผลิต และข้อมูลการจ้างงานส่วนเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ การเปิดเผยดัชนี PMIของยูโรโซน.

ภาวะตลาดเงินและอัตราแลกเปลี่ยน

เงินบาทแข็งค่าหลุดแนว 36.00 มาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 35.65บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน โดยทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท สอดคล้องกับแรงซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับสินทรัพย์เสี่ยงและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคต่างทยอยปรับตัวขึ้น หลังจากที่เฟดส่งสัญญาณจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้ตลาดมองว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบใกล้ๆ นี้กำลังลดน้อยลง นอกจากนี้ เงินบาทและสินทรัพย์เสี่ยงได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมในช่วงท้ายสัปดาห์ จากผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทีี่ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบกับบัญชีกระแสรายวันส่วนเกินที่สถาบันการเงินนำมาฝากไว้ที่ BOJ สำหรับในวันศุกร์ (29 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 35.69บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 36.04 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า ( 22ม.ค.)

บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

เอชไอดี โกลบอล ผ่านการรับรองระดับสูงจาก มาสเตอร์การ์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านคุณภาพของบริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ออสติน, เท็กซัส–(บิสิเนส ไวร์)–1 ก.พ. 2559

ไฮไลท์ข่าว:

– Card Quality Management (CQM) ของมาสเตอร์การ์ด ครอบคลุมการตรวจสอบรูปแบบการจัดวางอินเตอร์เฟส ทั้งแบบไร้สัมผัสและแบบสองระบบ สำหรับโซลูชั่นการชำระเงินและการธนาคารของเอชไอดี โกลบอล

– การจัดวางอินเตอร์เฟสแบบไร้สัมผัสและแบบสองระบบของบริษัทสามารถผ่านการทดสอบ และตรวจสอบมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ขณะที่เมื่อเร็วๆนี้ มาสเตอร์การ์ดเพิ่งเปิดตัวการตรวจสอบและฉลากรับรองสำหรับสายอินเตอร์เฟสแบบ สองระบบโดยเฉพาะ

– ทั่วโลกมีสถานที่ผลิตเพียงไม่กี่แห่งที่ตรงตามข้อกำหนด CQM

เอชไอดี โกลบอล ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการระบุอัตลักษณ์บุคคลที่มีความปลอดภัย ประกาศ ว่า ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีระบุอัตลักษณ์บุคคลสำหรับอุตสาหกรรมสมาร์ทการ์ดเพื่อการ ชำระเงินและการธนาคารของบริษัท ผ่านการตรวจสอบ 2015 Card Quality Management (CQM) ของมาสเตอร์การ์ด ในด้านการจัดวางอินเตอร์เฟสแบบสองระบบ ขณะที่สถานที่ผลิตของเอชไอดี โกลบอล ในมาเลเซียผ่านกระบวนการทดสอบตามข้อกำหนด CQM และได้รับสิทธิ์ให้ติดฉลาก CQM Label ซึ่งปัจจุบันมีสถานที่ผลิตเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ผ่านข้อกำหนดเหล่านี้

“การจัดวางอินเตอร์เฟสแบบสองระบบถือเป็นส่วนสำคัญของโซลูชั่นระบุอัตลักษณ์ บุคคลที่มีความปลอดภัยสำหรับการชำระเงินของเอชไอดี โกลบอล การรับรองจาก CQM ตอกย้ำให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องของเราเพื่อรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ และโซลูชั่น Genuine HID(R) มีคุณภาพสูงสุด” Marc Bielmann รองประธานและกรรมการผู้จัดการฝ่าย Identification Technologies ของเอชไอดี โกลบอล กล่าว “การรับรองดังกล่าวเป็นการมอบหลักประกันให้แก่ผู้ผลิตการ์ดและอุตสาหกรรม สมาร์ทการ์ดโดยรวม และเรายินดีที่เป็นบริษัทแรกๆที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ซึ่งผ่านการรับรองตามข้อ กำหนด Card Quality Manag ement ล่าสุดของมาสเตอร์การ์ด”

การวางอินเตอร์เฟสแบบไร้สัมผัสและแบบสองระบบของ เอชไอดี โกลบอล สามารถผ่านการทดสอบและตรวจสอบมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว แม้ว่าทางมาสเตอร์การ์ดเพิ่งได้เปิดตัวการตรวจสอบรูปแบบการวางอินเตอร์เฟส แบบสองระบบโดยเฉพาะไปเมื่อไม่นานมานี้ CQM คือหลักประกันว่าผู้ออกบัตรรักษาคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอและสามารถสอบทานได้ อีกทั้งยังเป็นการขยายขั้นตอนการรับรองทั้งหมดของมาสเตอร์การ์ด ซึ่งมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับสถานที่และขั้นตอนการผลิต

สำหรับข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล สามารถเยี่ยมชมได้ที่ Media Center, อ่านบล็อกของเราที่ Industry Blog, สมัครรับ RSS Feed, รับชมวิดีโอ และติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ทาง Facebook, LinkedIn และ Twitter

เกี่ยวกับ เอชไอดี โกลบอล
เอชไอดี โกลบอล ได้รับความไว้วางใจในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ บริการ โซลูชั่น และทักษะความ รู้ที่เกี่ยวกับการสร้าง การจัดการ และการใช้อัตลักษณ์ที่มีความปลอดภัยสำหรับลูกค้าหลายล้านรายทั่วโลก ตลาดที่บริษัทให้บริการ ได้แก่ การควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพและตรรกศาสตร์ อาทิ การพิสูจน์ตัวตนที่มีประสิทธิภาพและการจัดการข้อมูลลับ การพิมพ์บัตรและการปรับแต่งตามแต่ละบุคคล ระบบจัดการผู้เข้าชม หมายเลขประจำตัวราชการและประชาชนที่มีความปลอดภัยสูง และเทคโนโลยีระบุอัตลักษณ์ RFID ที่ใช้ในหมายเลขประจำตัวของสัตว์ และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ สำหรับแบรนด์หลักของบริษัทได้แก่ ActivID(R), EasyLobby(R), FARGO(R), IdenTrust(R), LaserCard(R), Lumidigm(R), Quantum Secure และ HID(R) ทั้งนี้ เอชไอดี โกลบอล มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส มีพนักงานมากกว่า 2,200 คนทั่วโลก และมีสำนักงานระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศ HID Global(R) เป็นแบรนด์ของ ASSA ABLOY Group รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.hidglobal.com

(R) HID, โลโก้ HID และ Genuine HID เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายการค้าจดทะเบีย นของ HID Global ในสหรัฐ และ/หรือประเทศอื่นๆ MasterCard(R) เป็นเครื่องหมายการค้าของ MasterCard International Incorporated สำหรับเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ รวมถึงชื่อผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัทที่เป็นเจ้า ของตามลำดับ

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160125006648/en/

ติดต่อ:
เอชไอดี โกลบอล
วิเวียน ซือ (Vivian Shi)
ผู้จัดการประชาสัมพันธ์ เอเชียแปซิฟิก
โทร. +852-3160-9831
อีเมล: vshi@hidglobal.com

“เดวิด เบคแฮม” ร่วมถ่ายโฆษณา H&M เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ Modern Essentials ที่ไม่ว่าใครก็ดูดีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก–(บิสิเนส ไวร์)–29 ม.ค. 2559

เดวิด เบคแฮม สไตล์ไอคอนขวัญใจคนทั่วโลก ได้ร่วมการถ่ายแคมเปญโฆษณาล่าสุดของ H&M เพื่อเปิดตัวคอลเลคชั่นเสื้อผ้า Modern Essentials selected by David Beckham ประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2559 ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ถ่ายทำบนท้องถนนของกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ด้วยแนวคิดที่ว่าทุกคนล้วนต้องการแต่งตัวให้ดูดีมีสไตล์เหมือนเดวิด เบคแฮม สำหรับคอลเลคชั่น Modern Essentials selected by David Beckham นี้พร้อมวางจำหน่ายในบางสาขา และบนเว็บไซต์ hm.com ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160129005904/en/


http://mms.businesswire.com/media/20160129005904/en/506851/4/3046_05_sRGB_300.jpg
H&M Modern Essentials Selected By David Beckham (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

เป็นครั้งที่สองแล้วที่เดวิดได้ร่วมงานกับผู้กำกับ เฟรดริค บอนด์ โดยแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ดำเนินเรื่องราวต่อมาจากโฆษณาก่อนหน้านี้ที่ เควิน ฮาร์ท นักแสดงตลกชื่อดังแต่งตัวเหมือนกับเดวิดตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยภาพยนตร์โฆษณาล่าสุดนี้เป็นฉากที่เดวิดเดินออกจากโรงแรม และพบว่าทุกคนรอบตัวต่างแต่งตัวเหมือนกับเขา ทั้งเด็กเล่นสเก็ตบอร์ด เด็กทารก คุณยาย และทุกคนในเมือง โดยนอกจากภาพยนตร์โฆษณาแล้ว แคมเปญนี้ยังจะประกอบด้วยภาพถ่ายฝีมือของมาริโอ ซอร์เรนตี้อีกด้วย

แคมเปญโฆษณาชุดนี้ชูบทบาทของเดวิด เบคแฮม ในฐานะผู้นำสไตล์การแต่งตัวของผู้ชายหลายล้านคนทั่วโลก สำหรับเดวิดแล้ว การผสมผสานรูปแบบการแต่งตัวของผู้ชายเข้ากับแนวคิดสดใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ขับ เคลื่อนวงการเสื้อผ้าผู้ชาย โดยเ สื้อผ้าที่เดวิดสวมใส่ในภาพยนตร์นั้น เป็นชิ้นที่เดวิดเลือกเองทั้งหมดจากคอลเลคชั่น Modern Essentials ซึ่งสื่อให้เห็นถึงสไตล์การแต่งตัวอันเหนือกาลเวลาของเดวิดได้ อย่างสมบูรณ์แบบ

เดวิด เบคแฮม กล่าวว่า “ผมชื่นชอบการถ่ายโฆษณา H&M เสมอ เพราะเขาเข้าใจสไตล์และอารมณ์ขันของผมอย่างถ่องแท้ ผมรู้สึกดีที่ได้สวมใส่เครื่องแต่งกายที่มีสไตล์เฉียบคมจากคอลเลคชั่น Modern Essentials และรู้สึกเพลิดเพลินไปพร้อมๆกัน”

แคมเปญโฆษณานี้เป็นชิ้นล่าสุดจากคอลเลคชั่น Modern Essentials selected by David Beckham โดยแต่ละซีซั่นนั้นเดวิด เบคแฮม เป็นผู้เลือกเครื่องแต่งกายที่เขาชื่นชอบจากคอลเลคชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย Modern Essentials ของ H&M เพื่อนำเสนอเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ๆที่ใส่ได้ทุกวัน อีกทั้งมอบสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่คุณผู้ชายสามารถสวมใส่ได้ตลอดทั้งซีซั่น

สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาได้ที่นี่: https://www.youtube.com/watch?v=oYjwXjwvAv0
&nbs p;

สามารถรับชมภาพโฆษณาได้ที่นี่:https://www.wetransfer.com/downloads/b52e5554d75fc7692212c3e682c6532320160129143944/782878
สามารถรับชมภาพนิ่งได้ที่นี่: https://www.wetransfer.com/downloads/7378c30629faf1f4e768cea3c5fcde9820160129144021/49599a

H & M Hennes & Mauritz AB (publ) ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศสวีเดนเมื่อปี 2490 และจดทะเบียนในตลาด Nasdaq Stockholm โดยแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของ H&M คือการนำเสนอแฟชั่นคุณภาพดีในราคาที่ดีที่สุดและในแนวทางที่ยั่งยืน นอกเหนือจากแบรนด์ H&M เองแล้ว กลุ่มบริษัทยังประกอบไปด้วยแบรนด์อื่นๆ ได้แก่ Other Stories, Cheap Monday, COS, Monki และ Weekday รวมถึง H&M Home ทั้งนี้ H&M Group มีร้านค้ากว่า 3,800 สาขาใน 61 ประเทศ รวมถึงตลาดแฟรนไชส์ ด้วยยอดขายปี 2557 รวม VAT อยู่ที่ 1.77 แสนล้านโครนสวีเดน และมีพนักงานรวมกันกว่า 132,000 ราย สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ hm.com

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160129005904/en/

ติดต่อ:
H&M
Marybeth Schmitt
โทร. 212-564-9922
อีเมล: Mediarelations.US@hm.com
หรือ
Paul Wilmot Communications
Nicolette Ficchi
โทร. 212-206-7447
อีเมล: NFicchi@paulwilmot.com

DERMALOG ส่งมอบเล่มหนังสือเดินทางไบโอเมตริกรูปแบบใหม่ให้รัฐบาลมัลดีฟส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 มาเล่, มัลดีฟส์–1 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          DERMALOG ผู้นำด้านนวัตกรรมไบโอเมตริกจากเยอรมนี ได้จัดส่งหนังสือเดินทางที่มีการบันทึกข้อมูลชีวภาพ (Biometric Passport) แบบใหม่ รวมถึงระบบไอทีสำหรับการประทับตราและการบันทึกข้อมูลหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่สาธารณรัฐมัลดีฟส์ นอกจากนี้ DERMALOG ยังได้ส่งมอบระบบควบคุมการผ่านแดนแบบใหม่ ซึ่งรวมถึงประตูอัตโนมัติและระบบตรวจสอบลายนิ้วมืออัตโนมัติ (Automatic Fingerprint Identification System – AFIS) ความเร็วสูงให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมัลดีฟส์ โดยมัลดีฟส์เป็นประเทศแรกในสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asian Association for Regional Cooperation – SAARC)ที่ริเริ่มการใช้หนังสือเดินทางไบโอเมตริกที่มีความซับซ้อน รวมทั้งระบบควบคุมการผ่านแดนดังกล่าว

          – อ้างอิง: สามารถรับชมรูปภาพได้ที่ AP Images ( http://www.apimages.com ) –

          ประธานาธิบดีอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม แห่งมัลดีฟส์ ได้เปิดตัวหนังสือเดินทางที่มีการบันทึกข้อมูลชีวภาพแบบใหม่ของมัลดีฟส์ ประกอบด้วยหน้าข้อมูลโพลีคาร์บอเนตที่มีความปลอดภัยสูง โดยฝังข้อมูลและรูปถ่ายด้วยเลเซอร์ ขณะที่หน้าวีซ่าแต่ละหน้าในหนังสือเดินทางจะมีแบบลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ด้วยฝีมือการวาดภาพประกอบของนายฮุสเซน อาลี มานิก ศิลปินชาวมัลดีฟส์ ด้านนายโมฮัมหมัด อันวาร์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมัลดีฟส์ ได้เน้นย้ำในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานว่า หนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ของมัลดีฟส์คือหนึ่งในหนังสือเดินทางไบโอเมตริกที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก โดยประกอบด้วยคุณลักษณะด้านความปลอดภัยทั้งที่มองไม่เห็นและมองเห็นถึง 34 จุด อีกทั้งยังสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดสำหรับหนังสือเดินทาง

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160128/326894 )

          พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกันยังได้มีการเปิดตัว DERMALOG eGates ที่สนามบินนานาชาติอิบราฮิม นาซีร์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้โดยอัตโนมัติโดยใช้หนังสือเดินทางแบบใหม่ ทั้งนี้ ผู้โดยสารจะต้องสแกนหนังสือเดินทางรูปแบบใหม่ บัตรโดยสาร รวมถึงลายนิ้วมือ ประตูอิเล็กทรอนิคส์จึงจะเปิดและอนุญาตให้ผู้โดยสารผ่านเข้าไปโดยอัตโนมัติ   

          หนังสือเดินทางไบโอเมตริกและประตูอัตโนมัติเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมการผ่านแดน และระบบ AFIS ความเร็วสูงจาก DERMALOG นับเป็นอีกครั้งที่DERMALOG ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นไบโอเมตริกเปี่ยมนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของเอกสารและการควบคุมการผ่านแดนอัตโนมัติ

          เกี่ยวกับ DERMALOG:

          DERMALOG Identification Systems GmbH ในเมืองฮัมบูร์ก เป็นผู้ผลิตโซลูชั่นไบโอเมตริกรายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมไบโอเมตริก

          คณะนักวิทยาศาสตร์ของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาระบบ “Automatic Biometric Identification Systems” (ABIS และ AFIS) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงเครื่องสแกนลายนิ้วมือรุ่นล่าสุด ระบบควบคุมการผ่านแดนไบโอเมตริก บัตรประชาชนไบโอเมตริก และเอกสารอื่นๆ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ DERMALOG ยังรวมไปถึง “FingerLogin”, “FingerPayment” และ “FingerBanking” ตลอดจนระบบพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยการสแกนใบหน้าและม่านตา

          นอกจากเยอรมนีและยุโรปแล้ว ตลาดหลักของ DERMALOG ยังรวมถึงเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และตะวันออกกลาง โดยปัจจุบัน บริษัทได้ส่งมอบเทคโนโลยีและโซลูชั่นให้แก่หน่วยงานรัฐบาลกว่า 140 หน่วยงาน ใน 75 ประเทศ

          DERMALOG ยังเป็นผู้จัดหาโซลูชั่นไบโอเมตริกให้แก่ธนาคารและผู้ผลิตตู้เอทีเอ็มหลายราย รวมถึงโครงการธนาคารไบโอเมตริกขนาดใหญ่ที่สุดของโลก (50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยได้มีการพัฒนาและติดตั้งระบบ DERMALOG: An ABIS สำหรับธนาคาร 23 แห่ง และธนาคารกลางไนจีเรีย เพื่อรับรองความปลอดภัยให้กับทุกๆอัตลักษณ์ของลูกค้าธนาคาร และรับประกันว่าธนาคารมีระบบ KYC ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีตู้เอทีเอ็มมากมายทั่วโลกที่ติดตั้งเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือของ DERMALOG แทนระบบ PIN ที่ไม่ปลอดภัย

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไบโอเมตริกที่เปี่ยมนวัตกรรมของ DERMALOG ได้ที่ http://www.dermalog.com

 

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

          DERMALOG Identification Systems GmbH

          สื่อมวลชนสัมพันธ์

          Jon Augestad

          Mittelweg 120

          20148 Hamburg

          Germany

          โทร. +49-(40)-413227-0

          แฟกซ์: +49-(40)-413227-89

          อีเมล: Jon.Augestad@dermalog.com

          ที่มา: Dermalog Identification Systems GmbH