‘เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส’ มิกซ์ยูสใหม่หนึ่งเดียวในทำเลดีที่สุดห้าแยกลาดพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/574495

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2559 06:01

 

ภาพโครงการเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) มุมมองจากสวนจตุจักร

บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือเซนต์จอห์น กรุ๊ป ผู้พัฒนาโครงการ เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) เผยถึงมุมมองที่มีต่อพื้นที่ห้าแยกลาดพร้าวว่า ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมสำคัญ เชื่อมโยงทางด่วน ทางยกระดับ มีโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าส่วนขยาย อีกทั้งยังตั้งอยู่ติดกับโครงการพัฒนาศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ห้าแยกลาดพร้าวกลายเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในแง่ของพื้นที่พักอาศัย และย่านธุรกิจ ที่มีศักยภาพสูงพร้อมเป็น ASEAN HUB ในอนาคต

ดร.ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น ได้พิจารณาปัจจัยสำคัญที่ทำให้ห้าแยกลาดพร้าวเป็นทำเลเปี่ยมศักยภาพ คุ้มค่าแก่การลงทุน โดยแบ่งเป็น 4 ปัจจัย ประกอบไปด้วย

1. เป็นเขตที่พักอาศัยสำคัญใจกลางเมือง โดยเฉพาะถนนลาดพร้าว ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเขตที่พักอาศัย ตั้งแต่ต้นถนนลาดพร้าวไปตลอดสาย ดังนั้นบริเวณห้าแยกลาดพร้าวจึงเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการเข้าเมือง ถัดมายังถนนพหลโยธินก็เป็นเขตชุมชนสำคัญอีกเช่นกัน มีประชากรอาศัยหนาแน่น ทั้งการขยายตัวของเมืองบวกกับการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า ยิ่งทำให้มูลค่าที่ดินบริเวณนี้สูงขึ้นทุกปี หากใครที่มีบ้านอยู่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวอยู่แล้วมูลค่าก็มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ใครที่กำลังมองหาบ้านสักหลังที่มีความสะดวกสบาย การเดินทางสะดวก มีทางเลือกเยอะ บริเวณห้าแยกลาดพร้าวก็มีความน่าสนใจไม่น้อย และยังเอื้อต่อการลงทุนในอนาคตอีกด้วย เพราะมูลค่าที่ดินบริเวณนี้มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

2. เป็นเขตธุรกิจการค้าและสำนักงานที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง บริเวณห้าแยกลาดพร้าวประกอบไปด้วยอาคารสำนักงานสำคัญหลายแห่งกระจายอยู่ในพื้นที่ อาทิ ธนาคาร สายการบิน ธุรกิจสื่อสาร พลังงาน สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โรงพยาบาล โรงแรม รวมทั้งเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ กระทรวงพลังงาน ตลอดจนมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ห้าง Discount สโตร์ รวมไปถึงคอมมูนิตี มอลล์ และร้านอาหารมากมาย และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกไม่น้อยเนื่องจากยังมีที่ดินอีกหลายแปลงที่พร้อมจะพัฒนาโครงการต่างๆ ได้ในอนาคต

3. เป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพฯ เนื่องจากห้าแยกลาดพร้าวเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ ชั้นใน กับเขตที่อยู่อาศัยรอบนอก เชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนเกือบทุกระบบในกรุงเทพฯ อาทิ ทางด่วน ทางยกระดับ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติดอนเมือง รวมถึงโครงการพัฒนาศูนย์คมนาคมพหลโยธิน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อและเดินทางไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย กล่าวโดยสรุปคือไม่เพียงแค่เป็นศูนย์กลางคมนาคมในกรุงเทพฯ และในประเทศเท่านั้น แต่ห้าแยกลาดพร้าว ยังมีศักยภาพเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย

4. เป็นแหล่งรวมสถาบันการศึกษาที่สำคัญในทุกระดับ หลายคนอาจไม่ทันคิดถึงว่าพื้นที่ห้าแยกลาดพร้าวจะมีสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนไปถึงปริญญาเอก ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น โรงเรียนหอวัง และมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ขยับออกไปอีกนิดทางด้านถนนพหลโยธินก็มีโรงเรียนสาธิตเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งในอนาคตจะสะดวกมากเพราะมีรถไฟฟ้าจากห้าแยกลาดพร้าวไปถึง ถัดมาทางด้านถนนวิภาวดีรังสิตก็มีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปจนถึง วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เรียกได้ว่าหากมีที่พักอาศัยอยู่บริเวณนี้สามารถเรียนได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงปริญญาเอกโดยไม่ต้องเดินทางไกลเลย

ดร.ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือเซนต์จอห์น

ดร.ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย ยังให้คำแนะนำอีกว่า การมีสถาบันการศึกษาในบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวย้ายเข้า-ออกของนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง เกิดความต้องการที่พักอาศัยคุณภาพสูงต่อเนื่อง ผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์สามารถมองหาที่พักอาศัยในห้าแยกลาดพร้าวเพื่อการศึกษาของลูก ทั้งยังเป็นการลงทุนหรือเป็นการสะสมสินทรัพย์ที่มีโอกาสเพิ่มมูลค่าต่อไปได้ในอนาคต

ด้วยจุดแข็งของกลุ่มเซนต์จอห์น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการศึกษาคุณภาพ มาพัฒนาเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์แลนด์แบงก์ที่มีอยู่บนทำเลศักยภาพอย่าง “ห้าแยกลาดพร้าว” บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัทในเครือเซนต์จอห์น จึงได้พัฒนาโครงการ เดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) ขึ้นภายใต้คอนเซป “เอ็ดดูเคชัน เอสเตท” (EDUCATION ESTATE) โครงการมิกซ์ยูสรูปแบบใหม่ที่มีความแตกต่างจากโครงการอื่นๆ โดยตั้งเป้าหมายไปที่คนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และมองเห็นโอกาสทางการลงทุน

“โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมถึงหนุ่มสาวยุคใหม่ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ต้องการที่พักอาศัยสำหรับอยู่กันทั้งครอบครัว หรืออาจซื้อเพื่อให้ลูกอาศัย กรณีที่พ่อแม่เป็นคนต่างจังหวัด เพราะโครงการอยู่ในทำเลที่ใกล้สถานศึกษาหลายแห่ง และแน่นอน นักเรียน นักศึกษาของเซนต์จอห์นก็รวมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายด้วย แต่เรายังมองกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นนักธุรกิจ และคนทำงานออฟฟิศในย่านนี้ด้วย เพราะบริเวณนี้ถือเป็นศูนย์รวมของหลายสิ่ง ทั้งเป็นย่านธุรกิจใหม่ อยู่ใกล้โรงเรียนและสถานศึกษาชั้นนำมากมาย ใกล้มหาวิทยาลัย และยังเดินทางไปทุกจดหมายได้สะดวกมาก ไม่เสียเวลาเลย” ดร.ชัยณรงค์ ยืนยันถึงกลุ่มเป้าหมายของโครงการ

หากต้องการรู้จักโครงการเดอะ เซนต์ เรสิเดนเซส (The Saint Residences) ให้มากขึ้น สามารถติดตามได้ที่ www.thesaint-residences.com และwww.facebook.com/TheSaintResidences หรือโทร 081 554 7575

จ้องฟันทัวร์แสบมุ่งตะลุยโลกีย์ จับขาหื่นทำภาพพจน์ท่องเที่ยวตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577508

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2559 06:01

 

กระทรวงการท่องเที่ยวฯจ้องฟันบริษัททัวร์แสบแอบขายแต่แหล่งโลกีย์ เน้นพาลูกทัวร์ ลุยสถานบันเทิง แถมใช้ภาพส่อลามกอนาจารเป็นหลัก ขณะที่นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวให้ระวังทัวร์แชร์ลูกโซ่ระบาด

นางสาววรรณสิริ โมรากุล รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากกรณีที่เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม อาทิ เฟซบุ๊ก มีการโฆษณาโปรแกรมนำเที่ยวเจาะความสนใจเฉพาะกลุ่ม (Special Interest) ที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและขัดจรรยาบรรณผู้ประกอบการ เช่น การเน้นพาลูกทัวร์เข้าแต่สถานบันเทิงยามค่ำคืน โดยมีการใช้ภาพที่ส่อไปทางลามกอนาจาร และไม่มีการระบุเลขที่อนุญาตในการประกอบธุรกิจนำเที่ยวในการโฆษณา ซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน ดังนั้นกรมการท่องเที่ยวจึงเตรียมตรวจสอบบริษัทที่ทำการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวเพื่อลงโทษตามกฎหมาย และหากในว่าไม่ได้จดทะเบียนนำเที่ยวอย่างถูกต้องจะมีบทลงโทษรุนแรง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางมาตรการในเชิงป้องกัน ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อหารือมาตรการเข้าไปกำกับดูแลการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อการโฆษณาทัวร์ผ่านออนไลน์ โดยให้ความสำคัญในการติดตามพฤติกรรม ไม่ให้เกิดปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว หรือประกอบกิจการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการนำเสนอสินค้าทัวร์ที่ผิดต่อศีลธรรมจรรยาที่ดีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานพบผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งประกาศขายทัวร์เกาหลีใต้ โดยมีโปรแกรมทัวร์เน้นท่องราตรีในสถานบันเทิงชื่อดังโดยเฉพาะในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้ โดยมีราคาขายอยู่ที่ 25,900 บาท พร้อมมีการโฆษณาภาพภายในสถานบันเทิงที่ส่อไปทางหมิ่นเหม่ศีลธรรม เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลูบไล้หน้าอกของสุภาพสตรี รวมถึงการใช้ถ้อยคำประกอบที่ไม่สุภาพและประกาศอย่างชัดเจนว่าเป็นทัวร์สายแข็งสำหรับผู้นิยมดื่มสุรา

ด้านนายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า ได้รับทราบว่ามีเฟซบุ๊กของบุคคลที่อ้างการขายโปรแกรมทัวร์เกาหลีในลักษณะที่เน้นเที่ยวผับที่เกาหลีใต้ และได้เข้าไปติดตามโปรแกรมที่เจ้าของเพจนำเสนอขายแล้ว พบว่ามีการนำเสนอรูปประกอบโฆษณาในสถานบันเทิงที่มีลักษณะล่อแหลม ภาษาที่ใช้ค่อนข้างดุเดือด เข้าใจว่าเพราะต้องการดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวลักษณะนี้ ดังนั้น กรมการท่องเที่ยวต้องเร่งเข้าไปตรวจสอบว่า มีการจดทะเบียนที่ถูกต้องหรือไม่ และหากไม่ถูกกฎหมายก็ต้องเร่งดำเนินการเอาผิดเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าตัวโปรแกรมนำเที่ยวทางออนไลน์ในกรณีที่พบครั้งนี้ ไม่มีข้อผิดสังเกต ขณะที่ราคาทัวร์ยังอยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย เพราะเข้าใจว่าจะต้องรวมค่าใช้จ่ายพิเศษในการเข้าสถานบันเทิงด้วย แม้ว่ารูปแบบจะเป็นการพาลูกค้าเข้าไปเที่ยวสถานบันเทิงยามค่ำคืนชัดเจน แต่ก็ยังอยู่ในขอบข่ายของสิทธิเสรีภาพที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ และเป็นกลไกการทำตลาดที่แยกย่อยสู่กลุ่มความสนใจเฉพาะ ที่ในปัจจุบันเริ่มมีการเจาะลึกในระดับ Fragmentation หรือกลุ่มย่อยลงไปจากเซกเมนต์ใหญ่อีก โดยใช้ช่องทางออนไลน์เป็นที่พบปะติดต่อลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรง และเป็นรูปแบบการทำธุรกิจที่เลือกสินค้าชนิดพิเศษ เช่นเดียวกับที่มีทัวร์อื่นๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น ทัวร์ไหว้พระ หรือ ทัวร์บิ๊กไบค์ เป็นต้น

นายศุภฤกษ์กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องระวังและติดตามพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่เสนอทัวร์ผ่านออนไลน์เป็นพิเศษคือ การขายทัวร์ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยรูปแบบที่นิยมใช้คือ จัดกลุ่มทัวร์ 2-3 กลุ่มแรกออกเดินทางตามโปรแกรมที่กำหนด และ ให้บริการพักหรูอยู่ดีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการเดินทางตามรอยกลุ่มใหม่ๆให้เข้ามาใช้บริการจากนั้นก็ปิดกิจการหนีพร้อมกับเงินมัดจำทัวร์ในกลุ่มต่อๆไป กลุ่มเหล่านี้มักใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อกลาง เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถปิดกิจการหนีได้ทันที.

ถึงกุมขมับโอนย้ายค่ายไม่หมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577501

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2559 05:30

 

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือโทรศัพท์มาร้องเรียนผ่าน โทร.1200 จำนวนมาก เกี่ยวกับการโอนย้ายค่ายมือถือแต่เลขหมายเดิมล่าช้ามาก บางรายมากกว่า 7 วัน ซึ่งช้ากว่าที่ กสทช.กำหนดว่า การโอนย้ายจะแล้วเสร็จภายใน 3 วัน ซึ่ง กสทช.กำลังเร่งแก้ไข และได้เชิญผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมาหารือเบื้องต้น และได้กำชับให้ดำเนินการตามประกาศ กสทช.เคร่งครัด เพื่อให้อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่ค่ายมือถือได้ทยอยเปิดให้บริการ 4 จี เมื่อช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมา และมีการแข่งขันการออกโปรโมชั่นหลากหลาย เพื่อแย่งชิงลูกค้าระหว่างกัน ทำให้ผู้บริโภคหลายราย ต้องการย้ายค่ายมือถือแต่เลขหมายเดิมจำนวนมาก ทำให้ค่ายมือถือต้องหาช่องทางในการโอนย้ายลูกค้าให้ได้ เช่น บริษัท ทรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล จำกัด หรือค่ายทรูมูฟ เอช ก็ใช้ช่องทางร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ในการแจ้งโอนย้ายลูกค้า จนมีผลทำให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ยื่นหนังสือถึง กสทช.ให้พิจารณารายละเอียดและขั้นตอนการโอนย้ายว่าถูกต้องหรือไม่

ขณะที่ทรูมูฟเอช ได้ชี้แจ้งว่า การโอนย้ายลูกค้าจากค่ายอื่นๆ มายังค่ายทรูมูฟเอชนั้น ได้ลงนามเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการแสดงตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2554 จึงไม่ถือว่าเป็นความผิดและทำได้ และเมื่อลูกค้าได้แจ้งโอนย้ายแล้ว ใช้เวลามากกว่า7 วัน เนื่องจากทางค่ายมือถือเดิมไม่ยินยอม ทุกค่ายต่างยื้อลูกค้าไว้ ดังนั้น ทางสำนักงาน กสทช.จึงได้เสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณา 18 ก.พ.นี้ว่าวิธีโอนย้ายลูกค้าด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นช่องทางที่ถูกต้องหรือไม่.

ชาวบ้านเฮ! สนั่นสินค้าดาหน้าลดราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577500

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2559 05:15

 

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะหารือร่วมกับผู้ประกอบการสินค้ายางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ เพื่อหารือถึงแนวทางปรับลดราคาสินค้าตามต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลและยางพาราที่ลดลง ยอมรับว่าราคายางรถยนต์ในปัจจุบันที่ปรับลดลงยังไม่มากนัก เพราะมีสต๊อกเก่าเหลืออยู่ ซึ่งอาจกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังระบายสินค้าสต๊อกเก่าไม่หมด นอกจากนี้ จะหารือกับสินค้ากลุ่มอื่นๆให้ลดราคาตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กรมดูแลราคาสินค้าให้ปรับลดลงตามต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งจะเชิญผู้ประกอบการมาหารือเฉพาะกลุ่มที่กรมประเมินแล้วว่าได้รับผลดีจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง และสามารถลดราคาลงได้คราวละ 50 สตางค์-1 บาทขึ้นไป

อย่างไรก็ตามสินค้า ที่ปรับลดลงเพิ่มเติมอีก 2 สินค้า คือ ปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืช จากที่ผู้ประกอบการได้ให้ความร่วมมือลดราคาลงแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ม.ค.59 จำนวน 11 สินค้า รวมเป็น 13 สินค้า โดยปุ๋ยเคมีจะปรับลดลงอีกกระสอบละ 5 บาท ซึ่งเป็นการปรับลดลงรอบ 2 จากที่ก่อนหน้านี้ ที่ได้ลดลงไปแล้วกระสอบละ 35-70 บาท หรือ 4.04-10.53% สำหรับสินค้าที่ได้ขอความร่วมมือให้ปรับลดลงในช่วงปี 59 ทั้งหมด 13 สินค้า 112 รายการนั้น ลดลงเฉลี่ย 1.6-25% ได้แก่ นมผง นมถั่วเหลือง นมเปรี้ยว ข้าวหอมมะลิ ปลากระป๋อง น้ำปลา เป็นต้น.

ศาสตร์พระราชาในเวทีโลก “ดอยตุงโมเดล” ต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577227

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2559 05:01

 

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.59 ที่ผ่านมา “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จฯเป็นองค์ประธานการประชุมกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย

ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ก็คือ มติที่ประชุมที่เห็นชอบการขอต่ออายุการใช้พื้นที่ “โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” หลังปี พ.ศ.2560 ออกไปอีก 30 ปี ภายหลังจากได้ดำเนินโครงการในพื้นที่นี้ด้วย “ศาสตร์พระราชา” และ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ผ่านไปครบ 30 ปี สามารถเปลี่ยน “ดอยตุง” จากพื้นที่ทุรกันดาร ผู้คนซึ่งประกอบด้วยชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อย 6 เผ่าที่มีสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น ไม่มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งถนน น้ำ ไฟฟ้า ทำให้คนในพื้นที่ต้องหาทางรอดด้วยการปลูกฝิ่น ทำไร่หมุนเวียน ค้ายาเสพติด และส่งลูกสาวขายเป็นโสเภณี เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น

จากภูเขาหัวโล้น ถูกพัฒนากลายเป็นพื้นที่ป่า การทำไร่หมุนเวียนหมดไป มีป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย และป่าเศรษฐกิจมาแทนที่ มีคนได้รับสัญชาติไทยมากขึ้น ระดับการศึกษาดีขึ้น รายได้มากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเข้าไปหางานในเมือง และลูกสาวไม่ถูกขายเป็นโสเภณี ได้ความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์กลับคืนมา!

แนวทางการทำงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ โดยที่คงมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่เคยรู้ว่า แนวทางที่เป็น “ศาสตร์พระราชา” นั้นมีโครงการที่ขยายผลไปต่างประเทศจนได้รับการยอมรับเป็นศาสตร์ของโลกไปแล้ว

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้ลงพื้นที่ดอยตุง พร้อมสัมภาษณ์ “ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล” ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ถึงเรื่องที่น่าภาคภูมิใจสำหรับคนไทยที่ “การพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” ของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเวทีโลกให้เป็น “แบบอย่าง” ให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม ดังนี้ :

จุดกำเนิดโครงการพัฒนาดอยตุง

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ที่คนรู้จักมักคุ้นมักเรียกว่า “คุณชาย” ย้อนรอยให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังว่า วันที่ 15 ม.ค.2530 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” เสด็จมาที่ดอยตุงแห่งนี้ และรับสั่งว่า “ตกลงฉันจะสร้างบ้านที่นี่ แต่ถ้าไม่มีโครงการดอยตุง ฉันไม่มา”

จุดเริ่มต้นของ “โครงการพัฒนาดอยตุง” จึงถือกำเนิดขึ้นนับจากวันนั้น….

“สมัยลงพื้นที่ดอยตุงใหม่ๆ ผมต้องปลอมตัวเป็นนายช่างชลประทาน ชื่อว่านายสมชาย เพื่อให้เหมือนกับที่คนเรียกว่าคุณชาย โดยได้ใช้เวลา 3 ปีสร้างความเข้าใจกับชนกลุ่มน้อยบนพื้นที่ทั้ง 6 เผ่าได้แก่ อาข่า ลาหู่ ไทยใหญ่ ไทยลื้อ ลัวะ และจีน

จนมีการสร้างพระตำหนักดอยตุง หรือ “บ้านที่ดอยตุง” ของสมเด็จย่า มีถนน ไฟฟ้า น้ำ ตามมา ผู้คนก็เริ่มเชื่อ จากนั้นจนครบ 6 ปี ชาวบ้านก็กลายมาเป็นพวกเดียวกัน เพราะสามารถเปลี่ยนชาวไทยภูเขาและชนกลุ่มน้อยที่ยากไร้ มาเป็น “เกษตรกรรับจ้าง” และ “พนักงานของโครงการ” สามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีจากที่เขาเคยได้ 3,772 บาท แต่มาทำงานกับโครงการฯ ให้เงินวันละ 40 บาท หรือปีละ 300 วัน ได้รับเงิน 12,000 บาท

ต่อมาปี 2537-2545 เป็นระยะที่ 2 ทำให้คนอยู่ดีมีสุข มีการศึกษา และสร้างคนเข้ารับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย จนล่วงสู่ระยะที่ 3 จากปี 2546-2560 ตอนนี้ทุกคนมีรายได้อย่างต่ำวันละ300 บาท และหลายคนที่มาทำงานกับโครงการจนเก่ง เชี่ยวชาญ ก็ให้กู้เงินไปทำกิจการของตัวเอง

“ถ้าเปรียบเทียบกับบริษัทต่างๆ เวลาสร้างคนให้เก่งแล้วก็ไม่อยากให้ย้ายไปไหน แต่สำหรับโครงการพัฒนาดอยตุงเราคิดต่างกัน ใครที่เก่งแล้วจะให้โอกาสมีกิจการของตัวเอง”

รุกขยายผล “ดอยตุงโมเดล” ในไทย

โครงการในระยะหลังของ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” จะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ, อุทยานศิลปวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง หอฝิ่น และอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

เมื่อโครงการพัฒนาดอยตุงประสบความสำเร็จ ตาม “ตำราแม่ฟ้าหลวง” คือ “การพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน” โครงการขยายผลในประเทศไทยจึงเกิดขึ้น

เช่น ในปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯได้ดำเนินโครงการปลูกป่าสร้างคนบนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัย ที่ อ.ท่าวังผา อ.สองแคว และ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน รวมพื้นที่ 250,000 ไร่ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

โดยนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ คือ “ศาสตร์พระราชา” และ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ในเรื่องการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ ไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินงานที่ได้นั้น ได้เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 40% ขึ้นเป็น 60% เปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง ไปเป็นป่าเศรษฐกิจ ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกข้าวโพด และการลดการเกิดไฟป่าจากกว่า 76,000 ไร่ ในปี 2556 เหลือเพียง 89 ไร่ในปี 2558

ทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) น้อมนำเอาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ตาม “ดอยตุงโมเดล” ไปเป็นเป้าหมายของยุทธศาสตร์บูรณาการการจัดการป่าเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน (เขาหัวโล้น) และผลักดันให้พื้นที่โครงการฯ เป็น “พื้นที่นำร่อง” ในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลภายในปี 2559

และเป็น “ต้นแบบ” ในการขยายผลเพื่อแก้ปัญหาเขาหัวโล้นและเพิ่มพื้นที่ป่าใน 13 จังหวัดภาคเหนือต่อไปอีกด้วย

“สร้างชีวิตยั่งยืน” ในต่างประเทศ

“คุณชาย” ยังกล่าวด้วยว่า “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” ยังได้นำ “ดอยตุงโมเดล” ไปขยายผลในต่างประเทศได้แก่ โครงการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่หมู่บ้านหย่องข่า รัฐฉาน อ.เยนันชอง ภาคมะกวย จ.ท่าขี้เหล็ก และ จ.เมืองสาด รัฐฉาน

“ดอยตุงโมเดล” ที่ อ.เยนันชอง ภาคมะกวย นั้น ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือน พัฒนาศักยภาพของชุมชนอย่างยั่งยืน มีการจัดตั้ง “กองทุนเซรุ่มแก้พิษงู” พัฒนาแหล่งน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำพอใช้เพิ่มขึ้น

ตลอดทั้งปี มีการอบรมสัตวบาล ตั้งกองทุนยา ช่วยลดอัตราการตายของสัตว์ลง จัดตั้งธนาคารแพะ กองทุนเมล็ดพันธุ์ สร้างอาสาสมัครพัฒนาจำนวน 67 คน มีการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ ได้แก่ ถั่ว งา และน้ำตาลโตนด สร้างเป็นวิสาหกิจชุมชน ภายใต้ชื่อแบรนด์ Happy Owl วางขายตามแหล่งท่องเที่ยว

รวมทั้งยังมีโครงการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน จ.บัลคห์ สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน ทำโครงการส่งเสริมปศุสัตว์และพัฒนาวิสาหกิจชุมชน (ธนาคารแกะ) ครอบคลุม 500 ครัวเรือนใน 15 หมู่บ้าน

ขณะที่ “โครงการพัฒนาทางเลือกในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” จ.อาเจะห์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้เข้าไปในปี 2549 เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวอาเจะห์ และเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด หลังประสบความขัดแย้งภายในประเทศมานานกว่า 3 ทศวรรษ และเผชิญภัยภิบัติ “สึนามิ” เมื่อปี 2549

โดยหนึ่งในกิจกรรมที่ดำเนินการคือ การรักษาและป้องกันโรคมาลาเรียในหมู่บ้านลัมทูบา และหมู่บ้านใกล้เคียง จนได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอาเจะห์ให้เป็นต้นแบบแนวทางการจัดการโรคมาลาเรียทั้งอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโครงการฝึกอบรมทางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมณฑลยูนนานและกวางสีในจีนอีกด้วย

“ศาสตร์พระราชา” กระหึ่มเวทีโลก!

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ร่วมกำหนดนโยบายเรื่องยาเสพติด และการพัฒนาในระดับโลก เป็นการเผยแพร่และขยายผลแนวทางการพัฒนาตาม “ศาสตร์พระราชา” ในเวทีระหว่างประเทศ

โดยช่วง 15 ปีที่ผ่านมา นอกจากมูลนิธิฯจะนำประสบการณ์จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ไปขยายผลในพื้นที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในเวทีระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะในเวที “สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC)” เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯได้ร่วมกับรัฐบาลไทย รัฐบาลเปรู และ UNODC จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการและการประชุมระหว่างประเทศ ว่าด้วยการพัฒนาทางเลือกที่ประเทศไทยจนนำไปสู่การยกร่าง “แนวปฏิบัติสากลว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก”

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2556 แนวปฏิบัติดังกล่าวได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก ให้เป็น “หลักปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทางเลือก (UNGPs)”

ถือเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญให้ประเทศทั่วโลกนำ “โครงการพัฒนาทางเลือก” ไปดำเนินการ ซึ่งหลักการสำคัญหลายประการได้รับการพัฒนามาจากประสบการณ์ของไทยและ “ศาสตร์พระราชา”

“การดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในขณะนี้ นานาประเทศประจักษ์มากขึ้นว่า “การพัฒนาทางเลือก” และ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงมีบทบาทสำคัญทั้งในเวทีด้าน “การพัฒนาทางเลือก” และ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของโลกต่อไป”

ถือเป็นความภาคภูมิใจสำหรับประชาชนคนไทยที่มีต่อ “กษัตริย์ของโลก” พระองค์นี้อย่างหาที่สุดมิได้!!!

ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าวว่า หลังจากนี้กำลังจะนำแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนไปใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มั่นใจว่าจะเห็นผลสำเร็จใน 8 ปี.

ทีมเศรษฐกิจ

ทอท.ทดสอบด้านเทคนิค อาคารใหม่สนามบินภูเก็ต เป็นเกตเวย์อันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577452

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2559 22:10

 

ภาพจาก ท่าอากาศยานภูเก็ต

สนามบินภูเก็ตทดสอบด้านเทคนิคเที่ยวบินแรก First Technical Flight กับอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ โดยมีผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เป็นประธาน ให้การต้อนรับผู้โดยสารสายการบินไทย จากฮ่องกง ประเดิมเป็นเที่ยวแรก…

เมื่อเวลา 12.55 น.วันที่ 14 ก.พ.ที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต อ.ถลาง นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เป็นประธานเปิดกิจกรรมทดสอบด้านเทคนิคเที่ยวบินแรก (First Technical Flight) โดยมีนางมนฤดี เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต-ผู้บริหารท่าอากาศยานภูเก็ต ตลอดจนพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการสายการบิน ร้านค้าในท่าอากาศยานภูเก็ตและผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับผู้โดยสารสายการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 609 จำนวน 374 คน จากประเทศฮ่องกง ซึ่งใช้บริการอาคารผู้โดยสาร เป็นเที่ยวบินแรก

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานเปิดกิจกรรมทดสอบด้านเทคนิคเที่ยวบินแรก ที่สนามบินภูเก็ต

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ท่าอากาศยานภูเก็ตภายใต้การบริหารงานของ ทอท.ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคใต้ โดยได้กำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ให้ท่าอากาศยานภูเก็ต(ทภก.) เป็น Gateway to the Andaman ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 ทภก.ให้บริการเที่ยวบิน 82,000 เที่ยวบิน และผู้โดยสาร 12,538,042 คน สูงกว่าปีงบประมาณ 2557 คิดเป็นร้อยละ 10.07 และ 11.19 ตามลำดับ และในไตรมาสแรกของปี 2559 (ตุลาคม 2558 – ธันวาคม 2558) ให้บริการเที่ยวบิน 23,055 เที่ยวบิน ผู้โดยสาร 3,385,527 คน สูงกว่าระยะเดียวกันของปีงบประมาณ 2558 ร้อยละ 13.59 และ 10.47 ตามลำดับ และปัจจุบัน ทภก.รองรับเที่ยวบินประมาณ 250 เที่ยวบินต่อวัน มีผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนกว่า 50,000 คนต่อวัน ขณะที่มีสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด 53 สายการบิน

“จากการที่ปริมาณการจราจรทางอากาศของ ทภก.เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทอท.ได้มีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ประกอบด้วย งานก่อสร้างทางขับและลานจอดท่าอากาศยาน งานก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบเติมน้ำมันอากาศยานทางท่อ งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 5 ล้านคนต่อปี งานก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์ งานก่อสร้างอาคารสำนักงาน งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิมเป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ งานก่อสร้างอาคารคลังสินค้า งานก่อสร้างอาคารบริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น งานก่อสร้างอาคารสถานีดับเพลิงและกู้ภัย งานก่อสร้างระบบถนนภายในท่าอากาศยาน งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคท่าอากาศยานและงานก่อสร้างอาคารสำนักงานส่วนบำรุงรักษา และคลัง ทภก.โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มศักยภาพของ ทภก.ให้รองรับผู้โดยสารได้จาก 6.5 ล้านคน เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี”

นายนิตินัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่แล้วเสร็จเกือบสมบูรณ์ และเพื่อให้อาคารผู้โดยสารดังกล่าวเปิดให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทอท.จึงแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสาร ทภก.หลังใหม่ (Operational Readiness and Airport Transfer : ORAT) เพื่อเตรียมความพร้อมองค์ประกอบทุกด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น ความพร้อมของการปฏิบัติการ การบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก บุคลากรของ ทอท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและประกอบการในอาคารผู้โดยสาร ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ และหลังจากทดสอบระบบด้านเทคนิค หรือ First Technical Flight แล้วจะมีการทดสอบระบบโดยใช้เวลาอีก 60 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า หากมีการย้ายเที่ยวบินระหว่างประเทศไปให้บริการยังอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่จะมีความสมบูรณ์และสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดย ทอท.ได้กำหนดเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่อย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2559

นางมนฤดี เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต มอบของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมายังสนามบินภูเก็ต

ขณะที่นางมนฤดี เกตุพันธุ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต กล่าวว่า ตามที่ ทอท.ได้มีดำเนินงานก่อสร้างตามโครงการพัฒนา ทภก. (ปีงบประมาณ 2553 – 2557) โดยได้มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มเติมอีก 1 อาคารนั้น ผู้รับจ้างได้กำหนดส่งมอบงานตามสัญญาจ้างในสาระสำคัญส่วนใหญ่ในวันที่ 14 ก.พ.จึงได้ทำการทดสอบระบบภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เฉพาะขั้นตอนกระบวนการให้บริการผู้โดยสารขาเข้า

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมของแผนการตรวจสอบมาตรฐานท่าอากาศยาน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยได้เตรียมรวบรวมข้อมูล เช่น แผนการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงาน (Standard of Procedures : SOP) และอื่นๆ เพื่อส่งให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยตรวจสอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัย มาตรฐานด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ มาตรฐานด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบไปพร้อมกับระบบงานต่างๆ ตามลำดับ และ ทภก.ยังได้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า ร้านอาหาร และบริการที่หลากหลายภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้ใช้บริการอีกด้วย.

‘อาคม’ขีดเส้น นกแอร์ แก้ปัญหา เข้ม ต้องไม่มียกเลิกเที่ยวบินอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577450

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2559 21:16

 

รมว.คมนาคม ขีดเส้นนกแอร์ แก้ปัญหา ลั่น ต้องไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินอีก พร้อมสั่งเข้มต้องเยียวยาผู้โดยสารทันที ด้วยการส่งผู้โดยสารไปสายการบินอื่น มอบ รมช.ลงไปตรวจสอบ ยังไม่ได้รับรายงาน มีพนักงานเคลื่อนไหวประท้วง

วันที่ 14 ก.พ. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติราชการที่ประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยถึงปัญหาของสายการบินนกแอร์ ยกเลิกเที่ยวบินในวันนี้ว่า ได้สั่งการให้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบปัญหาแล้ว โดยเบื้องต้น ได้ขอให้สายการบินนกแอร์ ส่งผู้โดยสารไปยังสายการบินอื่น เพื่อให้เดินทางต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการเยียวยาเร่งด่วน ที่ต้องทำทันที

ผู้โดยสารบางส่วนยังไม่รู้จะทำอย่างไร หลังเที่ยวบินถูกยกเลิก

ส่วนสาเหตุที่สายการบินนกแอร์ แจ้งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาทางด้านเทคนิค นั้น ล่าสุด ผู้บริหารนกแอร์ ยืนยันว่า เที่ยวบินตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะบินตามตารางปกติ โดยกระทรวงคมนาคม สั่งการว่า ขอให้ไม่เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีก ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการที่พนักงานนกแอร์ เคลื่อนไหวประท้วงผู้บริหารหรือเปล่านั้น ในส่วนนี้สายการบินนกแอร์ยังไม่ได้มีการรายงานให้ทราบ และจะมีการตรวจสอบกับผู้บริหารนกแอร์ อีกครั้ง

เที่ยวบิน DD9319 จากอุบลราชธานี ปลายทาง สนามบินดอนเมือง ไม่สามารถเดินทางได้ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้าง 180 คน

เมื่อเวลา 19.45 น. วันที่ 14 ก.พ.59 บรรยากาศภายในท่าอากาศยานอุบลราชธานี หลังจากที่นักบินสายการบินนกแอร์ประท้วงด้วยการหยุดบิน จากสอบถามแหล่งข่าวภายในสนามบินแจ้งว่าสายการบินนกแอร์ที่ได้รับผลกระทบมีเพียงเที่ยวบินเดียวคือ เที่ยวบิน DD9319 จากอุบลราชธานี ปลายทาง สนามบินดอนเมือง ซึ่งจะต้องออกจากท่าอากาศยานอุบลราชธานี เวลา 19.05 น.ตามกำหนด แต่ไม่สามารถเดินทางได้ มีผู้โดยสาร 180 คน ส่วนเที่ยวบิน DD9321 ออกจากอุบลราชธานีเวลา 21.00 น. ยังสามารถเดินทางได้ตามปกติ

หน้าเคาเตอร์เช็คอินนกแอร์ เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

แหล่งข่าววงในสนามบินยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับสถานการณ์ในวันพรุ่งนี้ยังไม่สามารถแจ้งได้ต้องให้ติดตามข่าวสารจากทางสายการบินอีกครั้ง ส่วนในเรื่องการแก้ปัญหาสำหรับผู้โดยสารวันนี้ ทางสายการบินได้จัดโรงแรมไว้ให้กับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางได้ โดยจะมีรถรับส่งจากสนามบินไปยังโรงแรม และจะสามารถเดินทางได้ในวันพรุ่งนี้.

นกแอร์ป่วน! ยกเลิกเที่ยวบิน ดอนเมือง ‘พาที’รับนักบินประท้วง ทำวุ่น

นกแอร์ป่วน! ยกเลิกเที่ยวบิน ดอนเมือง ‘พาที’รับนักบินประท้วง ทำวุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577443

โดย ชีวจิต 14 ก.พ. 2559 20:41

 

นกแอร์ป่วน! ยกเลิกเที่ยวบิน ทำผู้โดยสารตกค้างวุ่น เหตุมีพนักงานบางกลุ่มไม่พอใจบริษัทปรับมาตรฐานการบินเข้มรับ’เอียซ่า’พาที บอกยอมไม่ได้ จ่อ เรียกประชุม พิจารณาจัดการขั้นเด็ดขาดพรุ่งนี้

วันที่ 14 ก.พ.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ สายการบินนกแอร์ หยุดให้บริการการบินโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น จนเกิดความวุ่นวายที่สนามบินดอนเมือง นายเพชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง กล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของสายการบินนกแอร์ ถึงกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนผู้บริหารของนกแอร์ ยังไม่ติดต่อมายังตน เบื้องต้นผู้โดยสารที่ตกค้างอยู่ที่สนามบิน นกแอร์ ต้องจัดหาเที่ยวบินให้ หากไม่ได้เที่ยวบินต้องจัดหาโรงแรมที่พักให้ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย

นกแอร์ดีเลย์ 9 เที่ยวบิน ทำให้ผู้โดยสารตกค้างจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ได้เปิดเผย ถึงกรณีที่มีการยกเลิกเที่ยวบิน วันที่14 ก.พ. ว่า เกิดปัญหาจากมีนักบินกลุ่มหนึ่ง ประมาณกว่า 10 คน ได้ทำการประท้วง เนื่องจากไม่พอใจที่ทางบริษัท มีการปรับเพิ่มมาตรฐานการ Audit การบริหารงานของฝ่ายบิน โดยอิงมาตรฐานของเอียซ่า ปรากฏว่า มีนักบินบางส่วนไม่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าว จึงได้สร้างความไม่พอใจและประท้วงหยุดบิน ประกอบกับเป็นช่วงวันหยุด ทำให้ต้องตัดสินใจยกเลิกการบิน พร้อมกับประสานในการดูแลผู้โดยสารเหล่านี้ทั้งหมด ในการจัดหาเที่ยวบินอื่น หรือ คืนเงินเมื่อมีการยกเลิกเที่ยวบิน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการนัดหารือรายละเอียด ในวันนี้ (15 ก.พ.) อีกครั้ง

ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายให้กับองค์กรซึ่งตนไม่สามารถยอมรับได้ ส่วนจะดำเนินการอย่างไร กับกลุ่มเหล่านี้ หรือ ต้องให้ออกหรือไม่ จะมีการพิจารณาในวันนี้ (15 ก.พ.) แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เช่นกัน

นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ชี้แจงถึงสาเหตุของการดีเลย์ ร่วมกับ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม และ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการการใหญ่ บมจ.การบินไทย

นายพาที กล่าวต่อว่า ทางนกแอร์ มีการปรับเพิ่มมาตรฐานการบริหารงานด้านการบิน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ เพราะจะมีผลต่อความเชื่อมั่นในการทำความตกลง เรื่องโคดแชร์เที่ยวบินกับสายการบินต่างๆ ด้วย ดังนั้น เรื่องมาตรฐานความปลอดภัย เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะไม่มีการผ่อนผัน หรือ ยกเว้น อย่างแน่นอน และในการหารือเพื่อหาทางออก จะต้องกำหนดมาตรการป้องกันปัญหานี้ในระยะยาวต่อไปด้วย

“มั่นใจว่า วันพรุ่งนี้ (15 ก.พ.) จะไม่มีปัญหาเรื่องยกเลิกเที่ยวบิน เพราะเป็นวันทำการสามารถบริหารจัดการและมีการเตรียมแผนสำรองต่างๆไว้ ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ยอมรับไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน เกิดกะทันหัน จึงต้องตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า“ นายพาที กล่าว…

ผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางได้ รอสอบถามการเยียวยา และการแก้ปัญหา

ทั้งนี้ นายพาที ยังได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน ไทยรัฐนิวส์โชว์ กรณีกัปตันประมาณ 18 คน ประท้วงหยุดบิน เนื่องจากไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่นกแอร์ ยกระดับให้เข้าสู่มาตรฐานของการบินสากล ว่า”ถ้าเรามีนักบินทำพฤติกรรมแบบนี้ เราจะมีนักบินแบบนี้อยู่ที่บริษัทอยู่อีกหรือไม่ ”  ซึ่งที่กัปตันเลือกประท้วงวันนี้ ตรงกับวันอาทิตย์เพราะวันนี้ผู้โดยสารเดินทางมากที่สุด ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย โดยกัปตันที่ประท้วง เป็นทั้งนักบิน และเป็นฝ่ายบริหารจัดการด้วย

“ตอนนี้นกแอร์ ติดต่อสายการบินอื่นๆ ที่บินในเส้นทางเดียวกับ นกแอร์ อาทิ ไทยสมายล์ ไทยไลอ้อน แอร์เอเชีย ปรากฏว่า ทุกสายการบินเต็มหมด อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถรีฟันเงินค่าตั๋วได้ ซึ่งขณะนี้ ที่สนามบิน ก็มีประชาสัมพันธ์ของนกแอร์ ทำการชี้แจง ข้อเท็จจริงกับผู้โดยสารอยู่ตลอด” นายพาที กล่าว

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 22.30 น.วันที่ 14 ก.พ.2559 นายพาที สารสิน ซีอีโอ นกแอร์ ได้แถลงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดย กล่าวว่า นกแอร์จะจัดเที่ยวบินพิเศษส่งคนตกค้างทั้งหมดในคืนนี้ โดยเบื้องต้น นกแอร์ หาเครื่องบินได้ 3 ลำ จะส่งผู้โดยสารที่ประสงค์เดินทางในคืนนี้ 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ ลำที่ 1.กรุงเทพฯ-ขอนแก่น- เชียงใหม่ ลำที่ 2 กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ฯ -นครศรีธรรมราช และ ลำที่ 3 กรุงเทพ-ภูเก็ต -หาดใหญ่ ส่วนพรุ่งนี้ (15 ก.พ.) จะขอให้สายการบินไทยสมายล์ และการบินไทยช่วยบินส่งผู้โดยสารเสริมในเส้นทางที่ขาด.

สรรพสามิต ไม่พบกักตุนบุหรี่ ผู้ค้า โอด ศก.ไม่ดี แย่หนักปรับขึ้นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575571

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2559 15:12

 

สรรพสามิต ยันไม่พบกักตุนบุหรี่ ก่อนปรับขึ้นภาษี ประสาน ตร.-ทหาร เข้มแนวชายแดน ป้องกันบุหรี่เถื่อนทะลัก คาดเก็บรายได้เพิ่มอีกหมื่นล้าน ขณะที่สมาคมการค้ายาสูบฯ โอด ทำโชว์ห่วย เดี้ยงหนัก ในภาวะ ศก.ไม่ดี สิงห์นักสูบหันพึ่งของเถื่อนที่ถูกกว่า…

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ทั้งราคาและปริมาณ มีผลตั้งแต่วันนี้ (10 ก.พ.) ว่า การปรับขึ้นภาษีดังกล่าว ยังไม่พบสัญญาณการกักตุนบุหรี่ ซึ่งวัดจากข้อมูลช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีการสั่งซื้อแสตมป์เป็นไปอย่างปกติ

นอกจากนี้ ยังได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบตามชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันบุหรี่เถื่อนหนีภาษีเข้ามาขายในประเทศ เนื่องจากเป็นบุหรี่ที่ผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ประเมินว่าการปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ จะทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต เพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านบาท จากปีงบประมาณ 2558 สามารถจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้ราว 6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดีอยู่แล้ว เมื่อมีการปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ ทำให้บรรดาโชว์ห่วย 1,300 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ รับผลกระทบ และยังส่งผลให้คนไปซื้อบุหรี่เถื่อน ซึ่งปกติก็มีอยู่แล้ว อีกทั้งในความเป็นจริงคนจะสูบก็จะสูบ ในเมื่อของที่เคยซื้อ 100 บาท เมื่อมีการขึ้นราคาก็จะพยายามควานหาของที่ถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ครม.(9 ก.พ.) ได้มีมติอนุมัติการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ทั้งฝั่งราคาและปริมาณ โดยฝั่งของราคาได้ปรับขึ้นจาก 87% เป็น 90% ของราคา CIF (ราคานำเข้า) หรือเต็มเพดาน ส่วนฝั่งปริมาณได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1 บาท/กรัม เป็น 1.1 บาท/กรัม มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.59 เป็นต้นไป ส่งผลให้บุหรี่ที่ขายในประเทศปรับขึ้นราคาอีก 5 – 10 บาทต่อซอง เช่น บุหรี่กรองทิพย์ปัจจุบันขายอยู่ 60 บาทต่อซอง ราคาจะปรับขึ้นอยู่ที่ 70 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่นำเข้าจากจีน ราคาขาย 20 – 30 บาทต่อซอง จะปรับขึ้นประมาณ 5-10 บาท

นครชัยแอร์ ยันแอพพลิเคชั่น ยังไม่เปิดให้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577068

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 19:04

 

นครชัยแอร์ ยัน!! ยังไม่ได้เปิดให้บริการแอพพลิเคชั่น วอนผู้แอบอ้างยุติสร้างความสับสัน ระบุพร้อมให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 มีนาคม 2559

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ขอชี้แจงว่า ตามที่มีการลงเผยแพร่แอพพลิเคชั่น ของนครชัยแอร์ จนมีคนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวไปใช้งาน และประสบปัญหานั้น บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ขอชี้แจงให้ทราบว่า ขณะนี้ บริษัทฯ ยังไม่ได้มีการเปิดให้บริการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าว และขอความกรุณาผู้กระทำการแอบอ้างยุติการกระทำ เพราะสร้างความสับสนแก่ประชาชน

นางเครือวัลย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแอพพลิเคชั่นนครชัยแอร์ จะเปิดให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของนครชัยแอร์ได้ทาง Smart Phone ในระบบ IOS และระบบ Android คุณสมบัติของแอพพลิเคชั่นจะช่วยอำนวยความสะดวกต่อลูกค้าในการทำรายการ 1.ซื้อตั๋ว/จองตั๋ว ชำระเงินโดยการตัดจ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือนำรหัสการจองไปชำระเงินได้ที่ 7-11 หรือ ตู้ ATM 2.สมัครสมาชิก NCA Go Card สามารถต่ออายุการใช้งานของสมาชิก และกรณีใช้สิทธิ์ส่วนลดหมดสมาชิกสามารถเติมสิทธิ์ได้ (ครั้งละ 59 บาท ได้รับสิทธิ์ 20 ที่นั่ง) 3.ตรวจสอบรายการจอง ประวัติการเดินทาง ดูข้อมูลการเดินทางทั้งหมด 4.ค้นหาข้อมูล เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ฯลฯ

ทั้งนี้ ระบบแอพพลิเคชั่น “NCA Mobile” ใช้ระบบจองตั๋ว/ซื้อตั๋วผ่านแอพพลิเคชั่นบน Smart Phone เพื่อตอบสนองบริการที่ทันสมัย สำหรับการจองตั๋ว และการจัดการ การเดินทางของลูกค้าเพื่อให้ผู้โดยสารเช็คข้อมูลสะดวกและรวดเร็วขึ้นด้วยตัวเอง ช่วยลดปัญหาในการในการจองตั๋วรถโดยสารให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับลูกค้าที่ต้องการติดต่อสอบถามข้อมูล หรือสำรองที่นั่งในเส้นทางที่บริษัทฯ ให้บริการสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.nakhonchaiair.com หรือสอบถามได้ที่เบอร์ Call Center 1624 และ 0-2939-4999 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น.