โลตัส พัฒนา คลับการ์ด ลอยัลตี้โปรแกรม ให้ลูกค้าซื้อของผ่านลาซาด้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 16:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883311


เทสโก้ โลตัส ร่วมมือกับ ลาซาด้า พัฒนาโปรแกรมรองรับ คลับการ์ด ลอยัลตี้ โปรแกรมของเทสโก้ฯ เพื่อให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านลาซาด้า สามารถสะสมและแลกแต้มคลับการ์ดได้ตั้งแต่ 13 มีนาคมนี้

นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจออนไลน์ เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เทสโก้ โลตัส ได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อให้สามารถรองรับการสะสมและแลกแต้มคลับการ์ดได้บนเว็บลาซาด้า ไม่ต่างจากการสะสมและแลกแต้มบัตรคลับการ์ดในสาขาทั่วประเทศ เพื่อสร้างความคุ้มค่า เพิ่มทางเลือก และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า สามารถเลือกสะสมและแลกแต้มได้บนแพลตฟอร์มที่ตนเองสะดวก เนื่องจากพบว่า ในปัจจุบันจำนวนของกลุ่มลูกค้า กลุ่มครอส ช็อปเปอร์ (cross shopper) ซึ่งซื้อของทั้งในร้านค้าและออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าที่ซื้อของบนออนไลน์แพลตฟอร์ม สามารถสะสมและแลกแต้มคลับการ์ดได้ แต่ก็มีลูกค้าอีกจำนวนมากที่ซื้อสินค้าในร้านของเราบนเว็บลาซาด้า ซึ่งที่ผ่านมายังไม่สามารถสะสมแต้ม จากการใช้จ่ายได้ จึงได้ขยายลอยัลตี้โปรแกรมมาสู่แพลตฟอร์มนี้

นายจักรกฤษณ์ เผยต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคมนี้ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าในร้านเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ลาซาด้า จะสามารถผูกบัญชีผู้ใช้งานของตนกับหมายเลขบัตรคลับการ์ด เพื่อสะสมแต้มจากการซื้อสินค้า โดยลูกค้าสามารถแลกแต้มคลับการ์ดที่ตนเองสะสมจากการซื้อสินค้าทั้งในร้านค้าของเทสโก้ โลตัสทั่วประเทศ และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อแลกเป็นส่วนลดใช้ได้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยลูกค้าจะได้รับแต้มคลับการ์ด 1 แต้ม สำหรับทุกๆ 2 บาท ที่ใช้จ่ายในการซื้อสินค้า เท่ากันกับในร้านค้าของเทสโก้ โลตัส นอกจากนั้นในช่วงเริ่มต้นยังมีการจัดโปรโมชั่นเสริม ใช้จำนวนแต้มน้อยลงเพื่อแลกส่วนลด และยังมองถึงการร่วมมือกับคู่ค้าในอนาคต เพื่อจัดทำโปรโมชั่นพิเศษในการสะสมและแลกแต้มคลับการ์ด

“ในเบื้องต้นคาดว่าประมาณ 70% ของฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิกคลับการ์ดบนเว็บลาซาด้า จะเริ่มสะสมแต้มออนไลน์ ในทางกลับกันก็น่าจะทำให้ลูกค้าที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกบัตรคลับการ์ด สนใจสมัครสมาชิกเพื่อความคุ้มค่า และอาจจะนำไปสู่การใช้บริการภายในสาขาเทสโก้ โลตัสใกล้บ้าน เพื่อต่อยอดการสะสมแต้มต่อไป” นายจักรกฤษณ์ กล่าว.

 

ลุยอีเพย์เมนต์ คลังเลือกแบงก์กรุงเทพ-กสิกร ติดตั้งเครื่องรูดบัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 15:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883172


คลัง เลือกแบงก์กรุงเทพ-กสิกร ติดตั้งเครื่องรูดบัตรทั่วประเทศ 550,000 ราย หนุนระบบอีเพย์เมนต์ของรัฐบาล กำหนดเพดานค่าธรรมเนียมรับบัตร หรือ MDR สูงสุดไม่เกิน 0.55% ต่อครั้ง ดึงดูดให้ร้านค้าเข้าร่วม คาดแล้วเสร็จไตรมาส 1 ปี 61…

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ได้จับมือร่วมกันในชื่อ “กิจการการค้าร่วมโครงการอีเพย์เมนต์” ได้รับการคัดเลือกจากคณะอนุกรรมการคัดเลือกและกำกับดูแลผู้ให้บริการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์กระทรวงการคลัง เข้าร่วมดำเนินโครงการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ในการติดตั้งเครื่องรูดบัตร (EDC) จำนวน 550,000 รายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ มั่นใจว่าด้วยความแข็งแกร่งของฐานร้านค้ารับบัตรเครดิตเดิมของธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย ที่รวมกันแล้วมีส่วนแบ่งตลาดถึง 70% จะช่วยให้การดำเนินโครงการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาล และจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการชำระเงินเพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนไทย โดยกำหนดเพดานอัตราค่าธรรมเนียมการรับบัตร (Merchant Discount Rate) หรือ MDR สูงสุดไม่เกิน 0.55% ต่อครั้ง ดึงดูดให้ร้านค้าทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ยินดีรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเดบิตมีจำนวนขยายตัวในวงกว้างเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ จะเพิ่มความมั่นใจให้กับร้านค้าต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองธนาคารมีกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกัน สามารถจัดสรรเป้าหมายและแบ่งภาระความรับผิดชอบได้ชัดเจน มีการวางแผนความร่วมมือในระยะยาว ในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ

ขณะที่ นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน อนุกรรมการและเลขานุการร่วมในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังพิธีลงนาม ผู้ให้บริการจะเริ่มทยอยวางอุปกรณ์ทันที โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2561

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จะดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและร้านค้า โดยจะเห็นได้จากการปรับลดค่าธรรมเนียมการรับบัตรเดบิตที่ปกติจะเก็บในอัตรา 1.5–2.5 % ของมูลค่าเงินที่ชำระ เป็นเพียงไม่เกิน 0.55% เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจให้กับร้านค้าและจูงใจให้ร้านค้าเลือกรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และจะไม่มีการเก็บค่าเช่าและค่าติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยอาจเก็บค่ามัดจำเพื่อป้องกันอุปกรณ์เสียหาย โดยร้านค้าจะได้คืนเมื่อยกเลิกการใช้บริการ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้มีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนร้านค้าที่ติดตั้งอุปกรณ์ฯ โดยให้ร้านค้าสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการรับบัตร (MDR) ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564 ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะช่วยร้านค้าให้ติดตั้งเครื่อง EDC ได้มากขึ้น อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังจะมีมาตรการจูงใจผ่านการชิงโชคการใช้บัตรเดบิตให้ประชาชนและร้านค้า เพื่อกระตุ้นการใช้บัตรและชำระเงินในระบบอีเพย์เมนต์ โดยจะจัดแคมเปญแจกรางวัลให้ผู้ใช้และร้านค้าได้มีสิทธิลุ้นโชคจากการชำระเงินผ่านเครื่องรับบัตรและตู้ ATM เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2560 (สำหรับผู้ที่ใช้บริการในเดือนพฤษภาคม 2560) ซึ่งรางวัลจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 84 ล้านบาท.

 

สินค้าเกษตรขยับขึ้น ทำเกษตรกรไทยมีความสุขสุดๆ อ้อยราคาดี ได้เงินเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 15:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883072


ธ.ก.ส. เผยผลโพลเกษตรกรไทย พบสุขมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 83.11 จากเต็ม 10 เหตุราคาสินค้าเกษตรเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่ม โดยเฉพาะผู้ปลูกอ้อย สุขที่สุด รองลงมาเป็นผู้ปลูกผลไม้ และเลี้ยงปลาน้ำจืด…

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผย ผลการสำรวจของศูนย์วิจัยและพัฒนาธ.ก.ส.ในหัวข้อ ความสุขมวลรวมของเกษตรกรไทย จากเกษตรกรทุกภาคทั่วประเทศ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 2,064 ราย พบว่า ความสุขของเกษตรกรไทยในภาพรวมคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (Very Happy) คะแนนเฉลี่ย 83.11 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากการสำรวจเมื่อเดือน ธ.ค.59 ที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 82.26 เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดเริ่มปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ อาทิ อ้อย ปลาน้ำจืด และผลไม้ ทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชและทำประมงน้ำจืดมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้านราคาสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ที่เกษตรกรพอใจ อาทิ ข้าวและยางพารา ส่วนเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัดเป็นผลกระทบในระยะสั้น

advertisement

จากการสำรวจความสุขของเกษตรกรไทยในมิติชี้วัดความสุข 6 มิติของศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. พบว่า มิติครอบครัวดี มิติสุขภาพดี มิติสังคมดี มิติการงานดี มิติใฝ่รู้ดี และมิติสุขภาพเงินดี มีคะแนนเฉลี่ยความสุขอยู่ในระดับมากที่สุด (Very Happy) โดยมิติครอบครัวดี มีคะแนนเฉลี่ยความสุขสูงที่สุดในทุกมิติ คะแนนเฉลี่ย 87.94 และมิติสุขภาพเงินดีเป็นมิติที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด คะแนนเฉลี่ย 76.77 แต่คะแนนเฉลี่ยยังอยู่ในระดับมากที่สุด (Very Happy)

ส่วนความสุขของเกษตรกรไทย จำแนกตามอาชีพการเกษตรหลัก พบว่า เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรหลักทุกประเภทมีความสุขอยู่ในระดับมากที่สุด (Very Happy) โดยเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยมีคะแนนเฉลี่ยความสุขสูงที่สุด คะแนนเฉลี่ย 86.75 เนื่องจากแนวโน้มราคาผลผลิตอ้อยปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำตาลทรายโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัญหาภัยแล้งทั่วโลก เมื่อผลผลิตอ้อยราคาดีทำให้เกษตรกรรายได้เพิ่มขึ้น ระดับความสุขของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอาชีพการเกษตรอื่น รองลงมา คือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้และเลี้ยงปลาน้ำจืด คะแนนเฉลี่ย 84.75 และคะแนนเฉลี่ย 84.50 ตามลำดับ เนื่องจากราคาผลไม้มีแนวโน้มสูงขึ้น ตั้งแต่กลางปี 2559 จนถึงปัจจุบันจากความต้องการของตลาดต่างประเทศและผู้ประกอบการแปรรูปสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลต่อการประมงน้ำเค็มได้รับความเสียหาย ราคาปลาน้ำจืดในตลาดจึงปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากการที่ ธ.ก.ส.จัดทำโครงการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) มาอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นนโยบายในการสนับสนุนสินเชื่อที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรด้วยนั้น ในปีบัญชี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส ทำการสำรวจโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวอย่าง จำนวน 1,155 ราย ได้แก่ เกษตรกร ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ธ.ก.ส.และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เยาวชนในโครงการโรงเรียนธนาคาร และผู้ประกอบการ SME เกษตร พบว่า พฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มตัวอย่างปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากปี 2558 ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านการจัดทำบัญชีครัวเรือนรายรับ-รายจ่าย การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน การออมเงิน การออมก่อนใช้ ก่อนกู้มีการพิจารณาถึงความจำเป็น การใช้เงินตามวัตถุประสงค์ และการจัดสรรเงินสำหรับชำระหนี้

นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มที่เป็นเกษตรกร ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ธ.ก.ส.และศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งเยาวชนในโครงการโรงเรียนธนาคาร เห็นว่า การเรียนรู้ทางการเงินทำให้มีความรู้ความเข้าใจ เรื่อง &ldqldquo;3 รู้ (รู้การออม รู้ชีวิต รู้ก่อนกู้) สู่ 12 แนวทางสว่างทางการเงิน” และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้รวมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกในครอบครัว โดยพบว่าได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการใช้เงินตามวัตถุประสงค์มากที่สุดร้อยละ 98.0 รองลงมา คือ การออมเงินร้อยละ 95.4 และนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 94.1 ตามลำดับ

สำหรับผู้ประกอบการ SME เกษตร เห็นว่า โครงการดังกล่าวมีประโยชน์ สร้างความรู้และความเข้าใจ เรื่อง “3 ก้าว 9 รู้ สู่ธุรกิจ SME เกษตร” ซึ่งเป็นความรู้ ตั้งแต่การสร้างความพร้อม สร้างความรู้ทางธุรกิจและสร้างความเติบโต โดย ธ.ก.ส.จะมุ่งพัฒนาการให้ความรู้ทางการเงินกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME เกษตรและเยาวชนต่อไป จากผลการสำรวจบ่งชี้ว่าการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียน สามารถปรับพฤติกรรมทางการเงิน อาทิ การจัดทำบัญชีครัวเรือนรู้รายรับรายจ่าย รู้ออมรู้ใช้ รู้ก่อนกู้ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและภาคชนบทอย่างยั่งยืน.

 

มันนี่เอ็กซ์โปหาดใหญ่ 2017 จัด 3 วัน เงินสะพัดเกือบ 1.2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883011


งานมันนี่เอ็กซ์โปหาดใหญ่ 3 วัน เงินสะพัด 1.2 หมื่นล้าน สินเชื่อบ้านนำโด่งกว่า 5.6 พันล้าน ยอดกู้ SMEs คึกคักกว่า 2.1 พันล้าน คนแห่ฝากเงินรับดอกสูงเฉพาะในงานกว่า 600 ล้านบาท สมัครบัตรเครดิตอีกเกือบ 10,000 ใบ

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการวารสารการเงินธนาคาร ประธานจัดงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 7 Money Expo Hatyai 2017 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการเงิน 4.0 Financial Innovation 4.0” ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2560 ณ หาดใหญ่ฮออล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ เปิดเผยว่า มียอดธุรกรรมการเงินจากสินเชื่อเงินฝากและเงินลงทุนภายในงาน 3 วัน รวม 11,590 ล้านบาท จากผู้สมัครใช้บริการภายในงาน 28,838 ราย โดยมีประชาชนนักธุรกิจใน จ.สงขลา และจังหวัดใกล้เคียงเข้าชมงานมากกว่า 80,000 คน

ด้าน นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ รองประธานจัดงาน กล่าวว่า สินเชื่อบ้าน ยังเป็นสินเชื่อที่ผู้เข้าชมงานสมัครใช้บริการมากที่สุดเป็นอันดับ 1 รวมวงเงินกว่า 5,600 ล้านบาท จากโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ธนาคารนำมาแข่งขันกันในงาน มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ 1-2 ปี พร้อมเงื่อนไขพิเศษ และประชาชนที่ยื่นขอกู้สินเชื่อบ้านยังสามารถรู้ผลอนุมัติเบื้องต้นได้ทันทีในงาน บางธนาคารมีบริการอนุมัติสินเชื่อนอกสถานที่ (DSE) ซึ่งสามารถรู้ผลอนุมัติทันทีด้วยบัตรประชาชนใบเดียว นอกจากนี้ ยังสามารถจองสิทธิ์โปรโมชั่นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษในงานผ่านแอปพลิเคชันได้ด้วย โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ มีผู้ยื่นขอกู้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ววงเงินรวมกว่า 2,100 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (sSME) และผู้ส่งออกสินค้าตามชายแดนเพื่อนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนและขยายกิจการ ซึ่งในงานนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถกู้ได้วงเงินสูงสุดถึง 100 ล้านบาท ผ่อนชำระนาน 10 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุด 3.5% ต่อปีสำหรับเอสเอ็มอีที่ใช้ระบบบัญชีเดียว จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำเป็นพิเศษเพียง 1% ต่อปีเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังสมัครใช้บัตรเครดิตสูงถึง 9,458 ใบ รวมวงเงิน 580 ล้านบาท และสินเชื่อบุคคลรวม 8,110 ราย วงเงิน 480 ล้านบาท ปีนี้ผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการลงทุนคึกคักมากเป็นพิเศษ ธนาคารมีการแข่งขันกันให้อัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อจูงใจผู้ฝากเงิน เช่น เงินฝากออมทรัพย์อัตราดอกเบี้ยสูง 1.75% ต่อปี เงินฝากปลอดภาษีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 2.95% ต่อปี ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ฝากเงินเป็นจำนวนมาก มีการเปิดบัญชีเงินฝากใหม่เพื่อรับดอกเบี้ยสูงในงานกว่า 610 ล้านบาท ลงทุนในกองทุนรวมอีกกว่า 550 ล้านบาท และซื้อประกันชีวิตประกันภัยและแบงก์แอสชัวรันส์ เพื่อลงทุนระยะยาวและลดหย่อนภาษีรวม 1,150 ล้านบาท ส่วนการจัดงานครั้งต่อไป เป็นมหกรรมการเงินการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาค ที่กรุงเทพฯ คือ งานมหกรรมการเงินกรุงเทพฯ ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพค เมืองทองธานี

ขณะที่ นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เผยว่า เศรษฐกิจ จ.สงขลา มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี การจัดงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่อย่างต่อเนื่องเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในหาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดใกล้เคียง โดยช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของ จ.สงขลา และในปี 2564 จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ รวมถึงเชื่อมโยงเศรษฐกิจทางตอนบนของภาคกับตอนใต้ของประเทศไปยังประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ

“ในอนาคตสงขลาจะเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวภาคใต้ เราใช้ความโดดเด่นจากฐานเดิมที่เป็นเมืองเก่า เป็นเมืองท่องเที่ยวชายแดน ความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย”.

 

ศก.ฟื้น หนุนยอดตั้งบริษัทใหม่เดือน ก.พ.เพิ่มขึ้น 3% เลิกกิจการลดลง 43%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 14:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882987


ยอดจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน-บริษัทตั้งใหม่ เดือน ก.พ. มีจำนวน 5,751 ราย เพิ่มขึ้น 3% ส่วนเลิกกิจการ เหลือเพียง 657 ราย ลดลง 43% พบยื่นทำธุรกิจก่อสร้างมากสุด ตามด้วยขายปลีกเครื่องประดับ และอสังหาฯ ชี้ ศก.ที่ฟื้นตัวจากมาตรการรัฐ…

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ผลการจดทะเบียนธุรกิจและการให้บริการประจำเดือนก.พ. 2560 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 5,751 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย คิดเป็น 3% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งมีจำนวน 5,598 ราย แต่ลดลงจำนวน 528 ราย คิดเป็น 8% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งมีจำนวน 6,279 ราย

advertisement

สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกมีจำนวน 657 ราย ลดลงจำนวน 500 ราย คิดเป็น 43% เมื่อเทียบเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งมีจำนวน 1,157 ราย และลดลงจำนวน 265 ราย คิดเป็น 29% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งมีจำนวน 922 ราย โดยมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ ในเดือน ก.พ. 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 26,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4,963 ล้านบาท คิดเป็น 23% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. 2559 ซึ่งมีจำนวน 22,026 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจำนวน 10,497 ล้านบาท คิดเป็น 64% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2560 ซึ่งมีจำนวน 16,492 ล้านบาท

ส่วนประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 607 ราย รองลงมา ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ จำนวน 307 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 284 ราย ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ จำนวน 139 ราย และธุรกิจขายส่งเครื่องจักร จำนวน 131 ราย ตามลำดับ

ห้างหุ้นส่วนบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น (ณ วันที่ 28 ก.พ. 2560) จำนวน 1,372,342 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 20.73 ล้านล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 654,332 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 16.02 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 473,401 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,156 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 179,775 ราย

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.- ก.พ. 2560 มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทจำนวน 12,030 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 683 ราย คิดเป็น 6% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ. 59) ซึ่งมี 11,347 ราย

สำหรับการจดทะเบียนเลิกในช่วงเดือน ม.ค.- ก.พ. 2560 มีจำนวน 1,814 ราย ลดลงจำนวน 577 ราย คิดเป็น 24% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ. 59) ซึ่งมี 2,391 ราย จากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่มีความคืบหน้าในโครงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนจะได้รับผลบวกจากการขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศอีก 1 ปี เป็นสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2560

นอกจากนี้ การอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้เข้าสู่ระบบ และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น กรมคาดว่าจะทำให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มมากขึ้นในปี 2560

ส่วนผลการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดข้ามเขตจังหวัด ในเดือน ก.พ. 2560 มีการยื่นขอจดทะเบียนข้ามเขต จำนวน 1,007 ราย จากการจดทะเบียนทั่วประเทศจำนวน 5,751 ราย คิดเป็น 18% โดยแบ่งออกเป็นส่วนกลางจำนวน 685 ราย คิดเป็น 12% ส่วนภูมิภาคจำนวน 322 ราย คิดเป็น 6%

พื้นที่รับจดทะเบียนข้ามเขตมากที่สุด ได้แก่ ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ) จำนวน 209 ราย รองลงมาคือ สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 4 (สุรวงศ์) จำนวน 99 ราย และสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 3 (รัชดาภิเษก) จำนวน 98 ราย ตามลำดับ สำหรับในส่วนภูมิภาค จังหวัดที่รับจดทะเบียนข้ามเขตมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี จำนวน 41 ราย รองลงมาคือ จังหวัดนนทบุรี จำนวน 27 ราย และจังหวัดสุโขทัย 25 ราย ตามลำดับ.

 

ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 09:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882781


ราคาทองวันที่ 13 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 บาท ขายออกบาทละ 20,150 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650 บาท.

 

ฮอลล์รับซัมเมอร์ ส่งรสใหม่ดับเบิ้ลส้มจับลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 08:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882720


ลูกอมฮอลล์เดินหน้าทำตลาดต่อเนื่อง เปิดตัวรสชาติใหม่รับช่วงหน้าร้อน “ดับเบิ้ลออเรนจ์” กลิ่นส้ม ชูจุดขายความอร่อยของรสส้มผสานกับความเย็นสดชื่น…

น.ส.ณัฐณี เกษมรัฐกุล หัวหน้าฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ผู้ทำธุรกิจด้านขนมและของว่าง กล่าวว่า เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งความเป็นผู้นำตลาดลูกอมในประเทศ ได้เปิดตัวฮอลล์รสชาติใหม่ ดับเบิ้ลออเรนจ์ ลูกอมกลิ่นส้ม โดยชูจุดขายความอร่อยของรสส้มแบบเน้นๆ ผลไม้ถูกปากคู่ใจคนไทยทั่วประเทศ ผสานกับความเย็นสดชื่น

advertisement

ทั้งนี้ จุดเด่นของลูกอมฮอลล์ดังกล่าว เป็นความอร่อยสองขั้วที่ลงตัวในหนึ่งเดียว และเป็นการเพิ่มทางเลือกความหลากหลายของสินค้า โดยเฉพาะกระแสลูกอมรสผลไม้ที่กำลังมาแรง เพื่อมุ่งขยายฐานผู้บริโภคฮอลล์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีหลากหลายบรรจุภัณฑ์ทั้งแบบแผง แบบถุงเล็ก และแบบถุงใหญ่ วางขายแล้วตามร้านค้าทั่วประเทศ.

 

เอไอเอสห่วงปัญหาใหญ่โทรคมนาคม ต้นทุนราคาประมูลคลื่นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882537


เอไอเอสไม่หวั่นทรูเบียดขึ้นที่ 2 เผยยังเดินหน้าแข่งกัน 3 ค่ายเหมือนเดิม หวังปีนี้แข่งกันที่คุณภาพ หลังโปรโมชั่นแจกเครื่องฟรีทำตลาดพัง ขณะที่ห่วงตั้งราคาประมูลคลื่นใหม่จากมาตรฐานราคาเดิมที่สูงลิ่ว จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ธุรกิจโทรคมนาคมในอนาคต เพราะขนาดเอไอเอสยังหืดขึ้นคอ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า จากการที่ฐานลูกค้ามือถือของบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในนามทรูมูฟเอช ขยับแซงบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 นั้น ในแง่การแข่งขันยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง เอไอเอสยังคงต้องสู้กับผู้ให้บริการทั้ง 2 รายอยู่ดี ไม่ว่าใครจะอยู่เบอร์อะไร

“ไม่ว่าจะเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 ก็แข่งเท่ากัน ไม่ได้ประมาทใคร แต่สิ่งที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นในปีนี้คือการแข่งขันกันทำตลาดแบบสมเหตุสมผล เพราะต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมา มีการแจกเครื่องฟรีเป็นจำนวนมาก เราก็แจกด้วยดีแทคอาจไม่ค่อยได้ร่วมสงครามแจกเครื่องฟรีสักเท่าไร ตรงนี้ยอมรับว่าทำตลาดเสีย (Spoil) ไปพอสมควร ซึ่งไม่ถูกต้อง ก็หวังว่าปีนี้ตลาดจะกลับเข้าสู่การแข่งขันกันด้วยคุณภาพการให้บริการมากขึ้น”

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ในปีนี้คาดหวังว่าธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่งและทำรายได้ในระยะต่อไปได้แก่ ธุรกิจอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง ที่เอไอเอสเปิดตัวเป็นผู้ให้บริการรายล่าสุดในตลาดในนามเอไอเอสไฟเบอร์ รวมทั้งบริการวีดิโอ หนัง หลังจากเพิ่งเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ช่องทีวียอดนิยม ทั้ง HBO FOX Netflix อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยแผนธุรกิจ ราคา และกำหนดการเปิดตัวบริการช่องดังกล่าวได้

โดยเอไอเอสหวังว่าภายใน 3 ปี ธุรกิจบรอดแบนด์ จะทำสัดส่วนรายได้แตะ 10% ของรายได้รวมจากเมื่อปีที่ผ่านมา ทำรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท ไม่ถึง 1% ของรายได้รวมของเอไอเอสที่อยู่ประมาณ 150,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจวีดิโอ หนังนั้นเป็นรายได้ที่แบ่งกับพันธมิตร ซึ่งไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่ถือเป็นอนาคตที่ต้องก้าวไป เพราะคอนเทนต์วีดิโอจะเติบโตมากขึ้นแน่ต่อจากนี้

“คอนเทนต์แบบนี้ ถ้าโตมาก ก็ได้ส่วนแบ่งมาก ยกตัวอย่างการให้บริการฟังเพลงผ่านมือถือ มีรายได้ประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี ภายใต้อัตราเติบโตปีละ 10% ถ้าโต 20% ก็ได้ 1,600 ล้านบาท”

ส่วนการที่เอไอเอสตัดสินใจเปิดตัวสู่ธุรกิจบรอดแบนด์นั้น สิ่งนี้ถือเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ เนื่องจากเอไอเอสมีเป้าหมายขยับสู่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider ไม่ใช่ผู้ให้บริการมือถือ (Operator) เท่านั้น จึงต้องขยายบริการให้ครอบคลุม ซึ่งคงเป็นเป้าหมายเดียวกับทรู ขณะที่ดีแทคนั้นอาจมองแตกต่าง โดยคิดว่าการยืนระยะแบบนี้ดีกว่า ซึ่งไม่มีใครผิดใครถูก อีกทั้งการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง อย่างการลงทุนบรอดแบนด์ต้องใช้ระยะลงทุน 7-10 ปี จึงจะบรรลุจุดคุ้มทุน ยาวกว่าการลงทุนเสามือถือ

นายสมชัยยังกล่าวถึงการเปิดประมูลคลื่นใหม่ๆว่า เอไอเอสมีความสนใจที่จะเพิ่มจำนวนคลื่นเพื่อนำมาให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคลื่นที่จะถูกนำออกประมูลหรือคลื่นของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างทีโอทีหรือแคท เพราะเอไอเอสกำลังหาจุดเติบโตใหม่ (New S-Curve) ซึ่งจะเติบโตได้ ภายใต้ 3 องค์ประกอบคือ 1.การลงทุน 2.การตอบรับจากผู้บริโภค และ 3.การสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม

“การตั้งราคาประมูลคลื่นในระดับสูง จากนโยบายที่ต้องการใช้ราคาประมูลเดิมเป็นบรรทัดฐานนั้น เป็นเรื่องที่เอไอเอสค่อนข้างกังวล เพราะถือเป็นภาระที่หนักหน่วงต่อผู้เข้าประมูล ปัญหานี้จะเป็นปัญหาใหญ่ ขนาดเอไอเอส ซึ่งถือว่ามีสภาพคล่องสูงสุดยังแย่ เรามีภาระที่จะต้องจ่ายค่าประมูลคลื่น 4 จี ประมาณ 60,000 ล้านบาทในอีก 4 ปี ถือเป็นภาระก้อนโต ถ้าเปิดประมูลแล้วราคาต้องไม่ต่ำกว่าเดิม ก็อาจมีกรณีประมูลมาก่อนแล้วมาตายเอาทีหลัง กลายเป็นติดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่ต้น ถ้าตรงนี้มีการปรับกันใหม่ ภาครัฐช่วยได้ จะทำให้อุตสาหกรรมกระชุ่มกระชวยขึ้นมาก แต่แน่นอนต้องเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ประมูลในราคาสูงไปแล้วอย่างเอไอเอสและทรูด้วย”.

 

ยาหมดฤทธิ์!กำลังซื้อหดหาย ยอดรูดบัตรเครดิตลดจากเดือนก่อน 3.8 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882527


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานตัวเลขการให้บริการบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อรายย่อย เดือน ม.ค.ปีนี้ พบว่า ในเดือนแรกของปีการบริโภคชะลอตัว หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวของรัฐเมื่อปลายปี 59 ประกอบกับกำลังซื้อของครัวเรือนยังฟื้นตัวไม่เข้มแข็งนัก ทำให้ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการบริโภคอย่างธุรกิจบัตรเครดิตชะลอตัวค่อนข้างมากจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

โดยในเดือนนี้มีปริมาณการใช้จ่ายบัตรเครดิตทั้งสิ้น 152,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8,100 ล้านบาท ขยายตัว 5.64% แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าหดตัวค่อนข้างมาก โดยลดลง 38,400 ล้านบาท หรือหดตัว 20.20% ทั้งนี้ เป็นการใช้จ่ายบัตรเครดิตในประเทศมีทั้งสิ้น 125,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,120 ล้านบาท ขยายตัว 6.05% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หดตัว 36,900 ล้านบาท หดตัวถึง 22.86% จากเดือนก่อนหน้า เช่นเดียวกับการใช้จ่ายในต่างประเทศและการเบิกเงินสดล่วงหน้า เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 821 ล้านบาท และ 161 ล้านบาท แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 436 ล้านบาท 1,020 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลล่าสุดเดือน ม.ค.60 พบว่า นอนแบงก์เริ่มมีจำนวนบัญชีการปล่อยสินเชื่อลดลง หลังจากที่จำนวนบัญชีการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ลดลงมาก่อนหน้า โดยลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 217,000 บัญชี แบ่งเป็นการลดลงของนอนแบงก์ 6,740 บัญชี และธนาคารพาณิชย์ 210,000 บัญชี โดยปัจจุบันมีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 12.66 ล้านบัญชี ด้านยอดคงค้างสินเชื่อทั้งสิ้น 332,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,100 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นของนอนแบงก์ 11,800 ล้านบาท แต่สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ลดลง 1,710 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (นาโนไฟแนนซ์) ในเดือนแรกของปีนี้มีจำนวนผู้ประกอบการ 24 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อทั้งสิ้น 1,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,430 ล้านบาท จำนวนบัญชีมีทั้งสิ้น 62,600 บัญชี เพิ่มขึ้น 53,600 หมื่นบัญชี.

 

ยกเครื่องมาตรฐานท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/882522


นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของไทยและการแก้ปัญหาการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมในพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆ กรมการท่องเที่ยวในฐานะหน่วยงานรัฐที่ดูแลกิจกรรมการท่องเที่ยวในไทยให้เป็นไปอย่างถูกกฎหมาย เป็นธรรม และคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมาจากการนำเสนอข่าวเชิงลบของสื่อมวลชนในต่างประเทศ จึงเร่งปรับปรุงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลก และเพื่อประโยชน์สุขของนักท่องเที่ยว

โดยกำลังเตรียมเปิดตัวมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐานต้นเดือนเมษายนนี้ และจะผลักดันให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศทั้งหมดเข้าสู่ระบบการประเมินมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ โดยได้ประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการ ที่ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศให้มาขอรับการประเมิน โดยผู้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจะมีชื่ออยู่ใน White List ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะแจกจ่ายรายชื่อธุรกิจเหล่านี้ให้สถานทูตไทยและสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั่วโลกเพื่อเป็นการแสดงถึงคุณภาพ ซึ่งช่วยประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของนักท่องเที่ยว ช่วยลดปัญหาการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวด้วย สำหรับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยขั้นพื้นฐาน คือเน้นสินค้าและบริการที่ถูกกฎหมาย มีราคาที่เป็นธรรม ถูกสุขลักษณะปลอดภัย ผู้ประกอบการสามารถเข้ารับการประเมินมาตรฐานได้ โดยแสดงให้คณะกรรมการเห็นชอบว่าธุรกิจนั้นๆ มีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด คือ 1.เป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย 2.มีราคาเป็นธรรมและแสดงป้ายราคาชัดเจน 3.มีสินค้าและบริการที่ถูกสุขลักษณะ และได้รับการรับรองจากส่วนราชการ 4.ขายสินค้าหรือบริการที่มีความปลอดภัยโดยแสดงเอกสารรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.