“แอพ แทงโก้” ดึงทัวร์จีนคุณภาพสูงเที่ยวไทย ตั้งเป้าปีนี้รวม 2 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883742


Tango แอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ผลิตขึ้นเพื่อชาวจีนโดยเฉพาะ เปิดให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ อพาร์ตเมนต์ วิลล่า และที่พักประเภท Airbnb ได้ขยายตลาดมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเลือกใช้กรุงเทพมหานครของไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่นอกประเทศ พร้อมนำชาวจีนคุณภาพมาท่องเที่ยว ใช้ชีวิตในไทย 2 ล้านคน

วานนี้ (13 มี.ค.) นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ ได้กล่าวต้อนรับกลุ่มทุนนักธุรกิจชาวจีน ว่าขอชื่นชมบริษัทของจีนที่มาเริ่มทำธุรกิจในไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ไทยเป็นฐานและเลือกกรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท ซึ่งได้ขอให้ทางบริษัทนี้ให้นำนักท่องเที่ยวจีนที่มีคุณภาพ มีกำลังซื้อ มีการจับจ่ายเยอะมาเที่ยวประเทศไทย และไม่ให้เอาประเภทของทัวร์ศูนย์เหรียญหรือทัวร์ไม่มีคุณภาพเข้ามา

“การเข้ามาทำธุรกิจของ Tango หรือถังกั่ว ในไทย ถือว่าถูกจังหวะอย่างมากเพราะโลกยุคนี้ต้องนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้กับธุรกิจท่องเที่ยว ยุคนี้เป็นโลกออนไลน์ คนใช้อินเตอร์เน็ตหาข้อมูลท่องเที่ยว ขณะที่ชื่อเสียงการท่องเที่ยวของไทยติดอันดับโลก โดยเฉพาะกรุงเทพฯมีมนต์เสน่ห์ที่พิเศษสุด มีคนโหวตว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวแซงมหานครลอนดอน ของประเทศอังกฤษ และในภาคใต้ของไทยมีหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก เหนือกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศแถบทะเลแคริบเบียน และเม็กซิโก จึงมีเที่ยวบินจากจีนบินตรงมากรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ สัปดาห์ละ 1,000 กว่าเที่ยวบิน และมากยิ่งขึ้นในช่วงเทศกาล เป็นการเติบโตที่มาก โดยปี 2559 มีคนจีนมาเที่ยวไทย 8 ล้านคน แพ้เกาหลีใต้ที่มีคนจีนไปเที่ยว 8.26 ล้านคน แต่ในปี 2560 คนจีนจะมาเที่ยวไทยเกิน 10 ล้านคนเพราะเกาหลีใต้ไม่ยอมฟังคำเตือนของจีนและรัสเซีย วันนี้จีนจึงประกาศปิดบริษัทล็อตเต้ ของเกาหลีใต้ไป 5-6 แห่ง และไม่ให้คนจีนไปเที่ยวเกาหลีใต้ และยังแนะนำให้มาประเทศไทย ขณะที่เศรษฐกิจของไทยก็ได้ผลบวกจากนักท่องเที่ยว ผมจึงขอสนับสนุนและต้อนรับ Tango อย่างเต็มที่”

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขณะนี้ กทม.ได้จัดทำโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางยกระดับ รถไฟฟ้า ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศที่โตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ กทม.เป็นเมืองที่น่าสนใจและจะดึงดูดคนในประเทศและต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยว เข้ามาแสวงหาโอกาส และด้วยที่ตั้งภูมิศาสตร์ กทม.ถือเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดที่จะเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ทางด้านการขนส่งการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว กทม.จึงได้รับเลือกให้เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกจากองค์กรต่างๆหลายครั้ง จึงถือเป็นโอกาสดีที่ Tango หรือถังกั่ว ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นรายใหญ่ของจีน จะมาตั้งสำนักงานใหญ่นอกประเทศ ใน กทม. ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้การท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากขึ้นและส่งเสริมให้ กทม.พัฒนาเมืองไปสู่มหานครต่อไป

นายจีนตงเจ๋อ ประธานกรรมการบริษัทแทงโก้ เปิดเผยว่า Tango แอพพลิเคชั่น จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวประเทศไทยมากกว่า 2 ล้านคน เพราะไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่คนจีนเลือกเดินทางมาท่องเที่ยว โดยปีที่ผ่านมามีผู้กดเข้าในแอพพลิเคชั่นนี้ถึง 2,000 ล้านครั้ง มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เลือกกว่า 10,000 แห่งใน 30 เมืองทั่วโลก ขณะที่ทาง Tango แอพพลิเคชั่น จัดให้บริการสำหรับผู้ที่มาพักผ่อน และท่องเที่ยวในเมืองไทย โดยสามารถค้นหาที่พัก วิวสวยๆทั่วประเทศและราคาที่ดีที่สุด โดยแอพพลิเคชั่นนี้ผลิตเพื่อชาวจีนโดยเฉพาะ เพื่อให้บริการ คำแนะนำในเรื่องของที่พัก เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ อพาร์ตเมนต์วิลล่า บ้านทั้งหลัง คอนโดมิเนียม และที่พักประเภท Airbnb ที่มีห้องพักพร้อมอาหารเช้า และรวมไปถึงบ้านหรือห้องพักที่ปล่อยให้เช่ารายวันและรายเดือน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนสามารถเลือกได้

“ผู้ที่ใช้บริการสามารถออกแบบการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเอง เช่น จะมาเมืองไทยพร้อมกัน 20 คน ก็ให้ Tango จัดให้ได้ และรวมไปถึงผู้ที่ไม่ได้อยากท่องเที่ยวแบบธรรมดา แต่อยากสัมผัสการใช้ชีวิตของคนที่มีความสุขจริงๆ หรือความสุขที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ทาง Tango ก็จะจัดเตรียมให้อย่างเต็มที่”

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทได้นำชาวจีนไปเที่ยวที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา ฮ่องกง ฮอลแลนด์ อิตาลี ล่าสุดมาไทย และจะไปทั่วโลกในเร็ววันนี้.

 

กรศ.ยกชั้นพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา มุ่งเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883701


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (ครศ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วันที่ 5 เม.ย.นี้ กรศ.จะเสนอให้ ครศ.ออกประกาศพื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี เป็นเขตส่งเสริมระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) ในพื้นที่รวม 6,500 ไร่ และการพัฒนารถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่จะต้องประกาศเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ให้ภาคเอกชนมาลงทุน หลังจากที่โครงการดังกล่าวผ่านขั้นตอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว

ทั้งนี้ จะมีการรายงานให้ที่ประชุม ครส. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ความคืบหน้าในแต่ละโครงการ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อกับสนามบินอู่ตะเภา เพราะ 2 เรื่องนี้ต้องเดินหน้าควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค ที่ไม่ได้มีเพียงแค่สนามบิน แต่จะเกี่ยวเนื่องทั้งโรงเรียนการบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งกองทัพเรือจะเป็นหน่วยงานหลัก และได้มอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปร่วมเพราะต้องมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ไปเกี่ยวข้องและควบคู่กันไป นอกจากอุตสาหกรรมการบินแล้วก็ยังมีการเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ด้วย

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กรศ.คาดว่าจะเห็นทีโออาร์ในส่วนของการพัฒนาเกี่ยวกับสนามบินอู่ตะเภา ได้ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อที่จะได้ประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างได้ในภายในสิ้นปีนี้ โดยจะใช้รูปแบบการให้ภาคเอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐบาล (พีพีพี) โดยเมืองแห่งการบินภาคตะวันออกจะประกอบด้วย 1.ทางวิ่งเครื่องบินหรือรันเวย์ 2 ทางวิ่งมาตรฐาน 2.กลุ่มกิจกรรมหลัก 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่มอาคารผู้โดยสารและการค้า เพื่อรองรับผู้โดยสาร 15-30-60 ล้านคน ในระยะเวลา 5-10-15 ปีตามลำดับ กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานในลักษณะเขตการค้าเสรีเพื่อประกอบอุตสาหกรรมและการค้าเชื่อมโยง กลุ่มธุรกิจขนส่งทางอากาศ กลุ่มธุรกิจซ่อมเครื่องบิน กลุ่มศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรธุรกิจการบิน และในอนาคตอาจมีการพิจารณาเพิ่มเติมอีก 3 กิจกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง คือ กลุ่มธุรกิจท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ศูนย์การแพทย์เฉพาะด้าน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ.

 

ฟื้นเอฟทีเอ อาเซียน-อียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883696


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 23 ณ กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้หารือถึงความคืบหน้าการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจา 6 ประเทศคือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยรัฐมนตรีได้กำหนดจุดยืนเรื่องการเปิดตลาดสินค้า ที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า 90% ของสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน อย่างน้อยภายใน 15 ปี

ส่วนการเปิดเสรีสินค้าบริการ ได้ตกลงท่าทีร่วมกันที่จะจัดทำจำนวนสาขาย่อยที่จะเปิดตลาด ขณะที่ภาคการลงทุน ตกลงที่จะจัดทำตารางข้อสงวนของการลงทุน หรือกำหนดสาขาการลงทุนที่ไม่เปิดตลาด โดยจะให้ประโยชน์การลงทุนที่ได้ภายในกรอบการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาเซียนจะได้ประโยชน์ด้วย แต่ที่ถือเป็นท่าทีสำคัญคือ อาเซียนยอมเจรจาจัดทำข้อบทการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา หรือเปิดเสรีแรงงาน จากเดิมที่ปฏิเสธมาตลอด แต่อาเซียนไม่เจรจาเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามที่นิวซีแลนด์เรียกร้อง จะหารือเฉพาะความร่วมมือความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเท่านั้น

“ทั้งหมดถือเป็นความคืบหน้าที่อาเซียนได้ตกลงร่วมกันและจะนำไปหารือกับคู่เจรจาทั้ง 6 ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเดือน มี.ค.นี้ เพื่อผลักดันให้ได้ข้อสรุปในปีนี้ และจะนำความคืบหน้าไปเสนอที่ประชุมผู้นำ 16 ประเทศในเดือน พ.ย.นี้ ส่วนการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-สหภาพยุโรป ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสเริ่มการหารืออย่างเป็นทางการ เพื่อจัดทำกรอบเจรจาจัดทำ FTA อาเซียน-อียู และเสนอรัฐมนตรีในการประชุมครั้งต่อไป ถือเป็นการรื้อฟื้นการเจรจา FTA ระหว่างกันครั้งแรก หลังหยุดชะงักมาตั้งแต่ปี 52 หรือ 9 ปีมาแล้ว”.

 

‘ทีคิวเอ็ม’ ปรับกลยุทธ์รับยุคดิจิตอล ชูบริการครบวงจรดูแลเสมือนเพื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883567


‘ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์’ ปรับกลยุทธ์รับยุคดิจิตอลชูบริการครบวงจรดูแลเสมือนเพื่อนตลอด 24 ชม. พร้อมตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้ที่ 10,200 ล้านบาท เผยแผนระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องรอเวลาที่เหมาะสม

นายอัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2559 ที่ผ่านมาว่า บริษัทมีเบี้ยรับรวมที่ 9,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่าปี 2558 ประมาณ 3-4% แบ่งเป็นเบี้ยจากช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ 70% ส่วนที่เหลือเป็นเบี้ยจากช่องทางตัวแทนขายตรง Direct Response TV (DRTV) และดิจิตอลรวมกัน โดยเบี้ยส่วนใหญ่ของบริษัทประมาณ 70-80% จะมาจากการต่ออายุซึ่งอยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ เราให้ความสำคัญในการเข้าสู่ประกันภัยยุค Insure Tech เต็มรูปแบบตามนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยเราตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 10,200 ล้านบาท และคาดว่าจะคงสัดส่วนเบี้ยรับจากเบี้ยประกันภัยประเภทมอเตอร์ 70% และเบี้ยนอนมอเตอร์ 20% ส่วนที่เหลือจะเป็นอื่นๆ อีก 10% ซึ่งจะมุ่งเน้นการขายและการบริการด้านประกันภัยเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมงทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์

อย่างไรก็ตามปีนี้ ทีคิวเอ็ม ได้พัฒนาระบบการขายประกันและบริการตลอด 24 ชั่วโมงในทุกช่องทาง ได้แก่ช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ ช่องทางขายแบบ Face to Face ช่องทางดิจิตอล รวมทั้งขายประกันผ่านทางโทรทัศน์  DRTV และขายผ่านบริษัท (Corporate) ที่ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน พนักงานขายก็สามารถให้บริการได้อย่างเต็มที่

นายอัญชลิน กล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจของบริษัทจะยึดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจกรรมของบริษัทประกันภัยของสำนักคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่สนับสนุนให้เกิด Digital Insurance Regulator ออกมา ทั้งเรื่องการขาย แบบของกรมธรรม์ การชำระเงิน การยกเลิก การส่งรายละเอียดเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งการรับเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

โดยในปีนี้ ทีคิวเอ็ม จะให้ความสำคัญกับระบบการประมวลผลข้อมูลแบบ Big Data มาปรับใช้กับระบบการทำงาน และการจัดวางเซ็กเมนต์กลุ่มลูกค้า เพื่อพัฒนาการบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันก็ยังรักษากลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบหรือคุ้นเคยกับการบริการแบบออฟไลน์ โดยเน้นการบริการที่เข้าใจลูกค้า เหมือนเป็นเพื่อนที่อยู่เคียงข้างกัน ช่วยคิด ช่วยให้คำปรึกษา ช่วยเคลียร์ทุกปัญหา ให้ลูกค้าได้อุ่นใจและนึกถึงเพื่อนที่ชื่อ ทีคิวเอ็ม ได้ทุกเวลา

สำหรับแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น นายอัญชลิน กล่าวว่า คงต้องดูความพร้อมในหลายๆด้านก่อน โดยเฉพาะการรอดูสภาวะตลาดที่เหมาะสม ขณะเดียวกันเรายังไม่มีแผนที่จะระดมทุนในช่วงนี้.

 

จีบ “โอมาน” ลงทุนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883691


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายซาอิด บิน ซาเลห์ อัล คิยูมิ ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรม ประเทศโอมาน นำคณะนักธุรกิจจากโอมานเข้าพบว่า ขณะนี้โอมานมีความพยายามที่จะปรับภาคธุรกิจที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความหลากหลาย จากที่ผ่านมาพึ่งพิงการส่งออกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งก็ประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างมากตามทิศทางราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ โดยในการหารือได้เชิญชวนให้นักลงทุนของโอมานเข้ามาลงทุนในประเทศไทยซึ่งคณะนักธุรกิจของโอมานจะเข้าพบกับประธานและสมาชิกหอการค้าไทยเพื่อจับคู่ธุรกิจที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถขยายโอกาสระหว่างกันได้ดีเพราะปัจจุบันธุรกิจจากโอมานได้มีการลงทุนในไทยอยู่บางส่วนแล้ว

นอกจากนี้ ยังได้เชิญชวนให้โอมานมาลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยด้วย โดยโอมานมีกองทุนขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ดังนั้นจึงสามารถมาลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทยได้ อย่างไรก็ตาม นักธุรกิจของโอมานต้องการให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนในประเทศโอมานมากขึ้นเช่นกัน.

 

ลุยไฟผุดกองทุนธรรมาภิบาล เน้นหุ้นดูแลสังคม-สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883687


นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (สมาคม บลจ.) เปิดเผยว่า 15 บริษัทจัดการลงทุน (บลจ.) ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อสานต่อการจัดตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย โดยเตรียมจัดตั้งกองทุนรวมหุ้น ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีธรรมาภิบาล ส่งเสริมการทำธุรกิจที่คำนึงถึงการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม สนับสนุนการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยได้มีการหารือกันภายในถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกตัวหุ้น ที่จะลงทุนและจำนวนหุ้นใน Universe หรือในตะกร้าที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสรุปว่าช่วงแรกจะใช้เกณฑ์การคัดเลือกหุ้น โดยใช้รายชื่อหุ้นที่มีหน่วยงานดำเนินการอยู่แล้ว เป็นเครื่องคัดกรองด่านแรก เช่น บริษัทที่ผ่านการประเมินด้านธรรมาภิบาลจากสถาบันกรรมการบริษัท (IOD) ที่มีคะแนน CG Rating 3 ดาวขึ้นไป ที่ ปัจจุบันมี 455 บริษัท มาพิจารณาร่วมกับรายชื่อบริษัทที่ได้รับการรับรองจากแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริต (CAC) ซึ่งมี 120 บริษัท รวมทั้งรายชื่อบริษัทที่อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน ที่มีการดำเนินธุรกิจ โดยมีการปฏิบัติและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล (ESG) ที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ขณะนี้มี 51 บริษัท มา
พิจารณาประกอบในด่านแรก

“สมาคม บลจ.จะประกาศเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่ผ่านเกณฑ์กลั่นกรองด่านแรก ที่เข้ามาอยู่ใน Universe เป็นรายตัวได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนให้ความสนใจเรื่องการมีธรรมาภิบาลที่ดี รวมทั้งเป็นการเปิดเผยให้ผู้สนใจลงทุนรับทราบล่วงหน้า ก่อนตัดสินใจลงทุน หลังจากนั้นแต่ละ บลจ.จะมีการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง โดยนำหุ้นจาก Universe ไปพิจารณาด้วยเกณฑ์การเลือกหุ้นตามสไตล์ลงทุน และการวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพของแต่ละค่าย”.

 

AIMC มั่นใจเห็น ‘กองทุนธรรมาภิบาลไทย’ ของ 15 บลจ.ภายในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 02:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883670


สมาคมบลจ.หรือ AIMC หารือการคัดหุ้นที่มีธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชัน เข้า Universe เพื่อเปิดทางให้ 15 บลจ. เลือกลงทุนเพื่อจัดตั้ง ‘กองทุนธรรมาภิบาลไทย’ มั่นใจเห็นกองทุนภายในปี 60 นี้

นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC และ Chairman of Executive Board บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า การประชุมระหว่าง 15 บลจ.ในครั้งนี้เป็นการสานต่อสิ่งที่พวกเราในฐานะผู้ลงทุนสถาบันประกาศต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อทำให้ ‘กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย’ เกิดขึ้นภายในปีนี้ด้วยความสมัครใจ

ทั้งนี้ด้วยความตั้งใจจริงของ 15 บลจ. ที่เข้าร่วม ทำให้มั่นใจว่าการเกิดขึ้นของกองทุนรวมนี้จะทำให้ตลาดทุนโดยรวมมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าในเรื่องธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน และเรากำลังแสวงหาแนวทางคัดกรองหุ้นเข้า Universe ที่พวกเราจะลงทุนได้ โดยจะไม่สร้างภาระเพิ่มให้บรรดาบริษัทจดทะเบียน

นายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ. บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า เนื่องจากทุกกองทุนที่จัดตั้งขึ้นจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มี Universe เดียวกัน ดังนั้นจำนวนหลักทรัพย์ใน Universe ควรมีมากพอที่จะรองรับการลงทุน เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์นั้น ๆ

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์การคัดเลือกนั้น ในช่วงแรกจะนำหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีหน่วยงานกลางหรือผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินอยู่แล้ว โดยอาจใช้หลักเกณฑ์ที่มีมิติในการประเมินหลายมิติประกอบกันก็ได้ เช่น CG, ESG, Anti-corruption อาทิ หลักเกณฑ์ของสถาบัน IOD, SET, สถาบันไทยพัฒน์ แต่ในระยะต่อไปเมื่อมีความพร้อมมากขึ้นแล้วอาจจัดทำหลักเกณฑ์การคัดเลือกขึ้นมาใช้เองก็ได้

ส่วนพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา CEO บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า จากประสบการณ์จากบริหารกองทุนรวมคนไทยใจดี (B-Kind) ซึ่งเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ตระหนักและปฏิบัติตามแนวทาง ESGC คือคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคมรวมถึงพนักงาน กับธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชัน นั้น บลจ.บัวหลวงได้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเป็นการภายใน โดยใช้วิธีการจัดทำแบบสำรวจให้บริษัทจดทะเบียนกรอกข้อมูล เพื่อเราจะได้กลั่นกรองคัดเลือกเป็นหุ้นใน Eligible Universe ก่อนตัดสินใจลงทุน

โดยพิจารณาปัจจัยด้าน ESGC และด้านผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเราได้สื่อสารให้บริษัทจดทะเบียนเข้าใจและยินดีที่จะให้ข้อมูล หลังจากนั้นเราได้ประเมินผล ติดตามพัฒนาการ ให้เวลาปรับปรุงแก้ไข แต่หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือมีพัฒนาการที่ต่ำลง ก็จะพิจารณาคัดออกจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่ลงทุน โดยปัจจุบันมีหุ้นในกลุ่มที่เป็น Eligible Universe ของ BKIND ไม่ต่ำกว่า 90 หลักทรัพย์

ด้านนางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย มองว่า อุตสาหกรรมควรไปให้ถึง ESG ไม่ใช่หยุดแค่ตัว G หรือ CG ตัว E ตัว S ก็สำคัญมาก ซึ่งแม้วันนี้จะมีเพียง 51 รายชื่อใน THIS ของตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เชื่อว่าอนาคตจะมีเพิ่มอีกมาก เพราะเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกเรียกร้องกันมากขึ้น

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ทหารไทย ให้ความเห็นว่า การพร้อมใจกันจัดตั้งกองทุนรวมนี้ เป็นก้าวหน้าที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมกองทุนและตลาดทุนไทย ซึ่งเป็นการสมัครใจสร้างสรรสิ่งที่ดีให้กับสังคมโดยเอกชน และยังจะจัดสรร 40% ของรายได้ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน ให้องค์กรหรือโครงการที่ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมี CG / ESG ที่ดีและส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ที่ประชุมมีข้อสรุปว่าในช่วงแรกจะใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นโดยใช้รายชื่อที่มีหน่วยงานที่ดำเนินการอยู่แล้ว โดยเครื่องกรองด่านแรกเป็นการใช้รายชื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านการประเมินด้านธรรมาภิบาลจาก IOD (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies 2016) ที่มี CG Rating 3 ดาวขึ้นไป โดยปัจจุบันมี 455 บริษัท มาพิจารณาร่วมกับรายชื่อ บจ.ที่ได้รับการรับรองจาก CAC (Thai IOD) ซึ่งมีประมาณ 120 บริษัท และนำรายชื่อบริษัทที่อยู่ใน THSI (Thailand Sustainable list) ซึ่งเป็นหุ้นยั่งยืนเพราะมี ESG จำนวน 51 บริษัทมาพิจารณาประกอบในด่านแรก

โดยอาจจะให้น้ำหนักลงทุนพิเศษกับบริษัทที่ผ่านหลักเกณฑ์ ESG ใน THIS Universe เป็นพิเศษ เช่น ลงทุนกับบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ข้อนี้ด้วยอัตราส่วนที่ไม่ต่ำกว่า X% ของ Total Portfolio เป็นต้น ทั้งนี้ สมาคมน่าจะประกาศรายชื่อบริษัทที่ผ่านเกณฑ์กลั่นกรองด่านแรกที่เข้ามาอยู่ใน Universe เป็นรายตัวให้ทราบได้โดยไม่ผิดกฏหมาย

ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนให้ความสนใจเรื่องการมีธรรมาภิบาลที่ดี รวมทั้งเป็นการเปิดเผยให้ผู้สนใจจะลงทุนรับทราบล่วงหน้าก่อนตัดสินใจลงทุน ซึ่งหลังจากนั้น แต่ละ บลจ.จะมีการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง โดยนำหุ้นจาก Universe นี้ไปพิจาณาด้วยเกณฑ์การเลือกหุ้นตามสไตล์ลงทุนและการวิเคราะห์เชิงปริมาณและคุณภาพของแต่ละค่าย

นอกจากนั้น สมาคมบลจ.ยังได้ขอความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการจัดทำดัชนีของหลักทรัพย์กลุ่มนี้ เพื่อใช้เป็น Benchmark ทั้งสำหรับเปรียบเทียบกองทุนรวม active fund และจัดทำกองทุนรวม passive fund ซึ่งจะมีผลดีในแง่ของการสร้างการรับรู้ให้กับบริษัทจดทะเบียน ผู้ลงทุน และสาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

สำหรับกำหนดการเสนอขายกองทุนธรรมาภิบาลไทยนั้น ที่ประชุมกำหนดเป็นภายในปี 2560 เนื่องจากต้องมีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม และจะได้มีการประชุมหารือพิจารณาการประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ใน Universe ทั้งหมด รวมถึงวิธีการพิจารณาคัดเลือกหุ้นเข้าและออกจาก universe ในครั้งต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อ 15 บลจ.ที่ประกาศจะจัดตั้งกองทุนธรรมาภิบาลไทย ได้แก่ บลจ.กรุงไทย บลจ.กรุงศรี บลจ.กสิกรไทย บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล บลจ.ทหารไทย บลจ.ทาลิส บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.บัวหลวง บลจ.บางกอกแคปปิตอล บลจ.ภัทร  บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) บลจ.วรรณ บลจ.เอ็มเอฟซี และบลจ.แอสเซท พลัส

 

‘ลอรีอัล’ เผยปี 59 ยอดขายผลิตภัณฑ์สูงถึง 123 ล้านชิ้น โตต่อเนื่อง 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 01:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883630


บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลการดำเนินงานปี 59 มีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดความงามต่อเนื่องเป็นที่ 5 โชว์ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มรวม 123 ล้านชิ้น ครองความเป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (skincare) ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.60 นางนาตาลี เกอร์ชไตน์ เคอโรวดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดความงามในประเทศไทยในปี 2559 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นกว่า 6.5% มีมูลค่ารวมกว่า 1.54 แสนล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องสำอางมีอัตราเติบโตมากที่สุดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 14% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 7% ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดที่ 46%

ทั้งนี้ตลาดความงามของประเทศไทยยังถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มอาเซียน โดย ลอรีอัล ประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งสาขาที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศนี้เช่นกัน จากรายงานของยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) ตลาดความงามและกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (personal care) ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สามของโลก ซึ่งตลาดความงามในประเทศกำลังพัฒนาเช่น ประเทศไทยนั้น จัดเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ช่วยขับเคลื่อนอัตราการเติบโตให้กับภูมิภาคนี้ทั้งหมด

นางนาตาลี กล่าวว่า ในปี 2560 นี้เราจะเดินหน้าความมุ่งมั่นในการก้าวสู่บริษัทความงามอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างความเป็นเลิศใน 4 ด้าน ดังนี้คือ

1.การให้ความสำคัญกับผู้บริโภคโดยการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง หรือ Consumer Centricity จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่จะยังคงเป็นปัจจัยสำหรับการเสริมสร้างประสบการณ์ของแบรนด์ โดยจะมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในรูปแบบและแพลตฟอร์มที่หลากหลาย

2. การเชื่อมต่อตลาดความงามกับโลกดิจิทัล ทั้งนี้เพื่อสร้างความผูกพันและเพื่อให้การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดกับผู้บริโภค ลอรีอัลจึงเดินหน้าสร้างช่องทางและวิธีการสื่อสารกับผู้บริโภคในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ผ่านทางแคมเปญโฆษณาบนโทรทัศน์เพื่อตอบโจทย์ความสนใจของกลุ่มเป้าหมายวงกว้าง การจับมือกับพันธมิตรที่มีเนื้อหารายการเฉพาะที่โดดเด่น รวมถึงการเปิดตัวบัญชีไลน์ (LINE Official Account) เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้สนใจความงามโดยตรง

นอกจากนี้บริษัทยังได้แต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลคนแรกเพื่อดูแลและวางแผนกลยุทธ์การดำเนินงานด้านดิจิทัลองค์รวม และนำทัพทีมงานด้านดิจิทัลที่มีจำนวนกว่า 20 คน โดนในปีที่ผ่านมานั้น การเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซของลอรีอัล ประเทศไทย มีอัตราสูงกว่า 169% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัท สามารถปรับตัวเพื่อครองความเป็นผู้นำด้านความงามยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาการสื่อสารเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

3.การพัฒนาและดูแลบุคลากร ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ลอรีอัลเป็นองค์กรที่น่าทำงานที่สุดสำหรับพนักงานทุกคนยังถือเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ บริษัทฯ จะคงการจัดโครงการอบรมและการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงให้ความสนใจในกลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งเป็นกำลังหลักที่ช่วยขับเคลื่อนพลังความคิดและนวัตกรรมให้องค์กร นอกจากนั้นยังเน้นการสนับสนุนการเติบโตในสายงาน ทั้งนี้ มีพนักงานคนไทยได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัท ให้ความสำคัญกับการให้การสนับสนุนและมุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานคนไทยให้เติบโตในองค์กร

4) การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ แบ่งปันความงดงามให้ทุกสรรพสิ่ง (Sharing Beauty with All) จะยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่ดำเนินคู่กับการเติบโตธุรกิจ ด้วยการสร้างนวัตกรรม การผลิต การใช้ชีวิต และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสรรค์ผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายปี 2563 ของ ลอรีอัลกรุ๊ป

“แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน ลอรีอัล ประเทศไทย มั่นใจว่าเราจะยังสามารถคงอัตราการเติบโตสูงกว่าภาพรวมของตลาดความงามได้อย่างต่อเนื่อง และในปีนี้เราคาดว่าจะสามารถบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายของบริษัทฯ และเราจะยังคงมุ่งมั่นกับการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของเราในการทำให้ทุกครัวเรือนมีผลิตภัณฑ์ของลอรีอัลอย่างน้อย 1 ชิ้น และรวมทั้งผลักดันให้บริษัทฯ ก้าวสู่บริษัทความงามอันดับหนึ่งของประเทศต่อไป”

 

เงินสดไม่ต้อง! 5 แบงก์ตั้งกลุ่ม TAPS ใช้เครื่องรับบัตรใหม่ รูดง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 01:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883640


5 แบงก์ใหญ่ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา ทหารไทย ไทยพาณิชย์ และธนชาต ตั้งกลุ่ม TAPS ขยายฐานติดตั้งเครื่องรับบัตร EDC รูปแบบใหม่รวมฟังก์ชั่นไว้ในเครื่องเดียว อำนวยความสะดวกร้านค้าและประชาชนไม่ต้องถือเงินสด พร้อมลดค่าฟรีบัตรเดบิตเหลือ 0.55%

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 5 ธนาคารใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จับมือเพื่อสร้างความแตกต่างในนามกลุ่ม Thai Alliance Payment System หรือ กลุ่ม TAPS

ทั้งนี้เพื่อให้บริการติดตั้งเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) แก่หน่วยงานภาครัฐ ร้านค้าและบริษัทภาคเอกชนทั้งใหญ่-เล็ก ตอบรับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) โดยเฉพาะโครงการขยายการใช้บัตร (Card Expansion) เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชน ไม่ต้องพกเงินสด

จากการจับมือของ 5 ธนาคารสมาชิก ได้ร่วมกันพัฒนาฟังก์ชั่นในการใช้งาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ร้านค้าเพิ่มขึ้นในทุกๆด้าน โดยเครื่องรับบัตรกลุ่ม TAPS จึงเป็นเครื่องรับบัตรรูปแบบใหม่ แตกต่างจากเครื่องรับบัตรแบบเดิมๆ สามารถเพิ่มช่องทางการจัดโปรโมชั่นระหว่างร้านค้ากับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ยังเข้าถึงลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก เพราะในตัวเครื่องจะรวมฟังก์ชั่นพิเศษของทั้ง 5 ธนาคารสมาชิกไว้ในเครื่องเดียว เช่น ฟังก์ชั่นการผ่อนชำระ และฟังก์ชั่นการสะสมแต้ม ทำให้ร้านค้าไม่จำเป็นต้องมีหลายเครื่องเพื่อรองรับบัตรของแต่ละธนาคารอีกต่อไป จะช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านการลงทุนและการใช้งานแก่ร้านค้าได้เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ด้วยจำนวนผู้ถือบัตรเดบิตและบัตรเครดิตของทั้ง 5 ธนาคารซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ทำให้ร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องรับบัตรของกลุ่ม TAPS มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะมาซื้อสินค้า บริการและชำระเงินด้วยบัตรอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ กลุ่ม TAPS ได้ปรับลดค่าธรรมเนียมการรับบัตรสำหรับบัตรเดบิตจากปกติ 1.5 – 1.8% เหลือเพียง 0.55% และโปรโมชั่นพิเศษอื่นๆ ที่จะตามมา เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต โดยกลุ่ม TAPS พร้อมแล้วที่จะให้บริการเครื่องรับบัตรรูปแบบใหม่ที่จะมอบความสะดวกให้ร้านค้าทำธุรกิจได้อย่างสมาร์ท เติบโต และแตกต่าง เพื่อผลกำไรสูงสุด โดยลูกค้าสามารถสมัครขอใช้บริการได้แล้ววันนี้

 

หุ้นไทยปิดร่วง 4.40 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,930.85 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มี.ค. 2560 17:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883401


หุ้นไทยปิดซื้อขายแดนลบ ร่วง 4.40 จุด ปิดที่ 1,535.51 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,930.85 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายในแดนลบ ดัชนีร่วง 4.40 จุด หรือลดลง 0.29% ปิดที่ 1,535.51 จุด มูลค่าซื้อขาย 35,930.85 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบ แตะสูงสุดที่ระดับ 1,538.10 จุด และต่ำสุดที่ 1,528.78 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท อีเทอเนิล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).