ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จับมือ ไอฟลิกซ์ เสนอความบันเทิงบนเที่ยวบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884932


ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จับมือ ไอฟลิกซ์ (IFLIX) ยกระดับความบันเทิงบนเที่ยวบินในรูปแบบ VOD-Offline เป็นสายการบินแรกในไทย ให้ผู้โดยสารโหลดหนังและซีรีย์เรื่องโปรดไว้ดูผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่บูธไอฟลิกซ์ ท่าอากาศยานดอนเมือง…

ไอฟลิกซ์ (IFLIX) ผู้ให้บริการสตรีมและดาวน์โหลดซีรีส์และหนัง และ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์  ร่วมกัน มอบสิทธิพิเศษให้ผู้โดยสารของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ได้สนุกกับซีรีส์และภาพยนตร์แบบ VOD-Offline (Video-on-demand Offline) เป็นสายการบินแรกในประเทศไทย โดยสิทธิพิเศษนี้ มอบให้กับผู้โดยสารของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ที่เดินทางออกจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่กรุงโตเกียวและโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น, กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตั้งแต่วันนี้  – 31 ธ.ค.2560 โดยสามารถติดต่อขอรับบริการไอฟลิกซ์ได้สูงสุด 2 เดือนแบบไม่อั้น (สนับสนุนโดยไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ 30 วัน)  หลังจากเช็คอิน ณ บูธไอฟลิกซ์ บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ จะมีพนักงานให้บริการสำหรับดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นและโหลดออฟไลน์ซีรีส์หรือหนังเรื่องโปรดเก็บไว้รับชมบนเที่ยวบิน

ไอฟลิกซ์ มาพร้อมฟีเจอร์ Download & Watch Offline ให้ผู้โดยสารของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รับชมซีรีส์และหนังเรื่องโปรดได้แม้ไม่มีอินเตอร์เน็ต โดยสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไอฟลิกซ์แล้ว ดาวน์โหลดรายการโปรดเก็บไว้ในเครื่องก่อนเดินทาง ก็รับชมได้ผ่านฟีเจอร์ดูออฟไลน์ได้อย่างไม่มีสะดุดตลอดเที่ยวบิน นอกจากนี้ ไอฟลิกซ์ ยังดึง ฟ้า ไคริกา เพียรวิกรัยโสภณ หัวหน้าพนักงานต้อนรับของสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ มาร่วมแชร์ซีรีส์และหนังเรื่องโปรดใน “เพลย์ลิสต์ (Playlists)” สมทบกับเหล่าเซเลบริตี้คนดังในประเทศไทย อาทิ เจี๊ยบ – โสภิตนภา ชุ่มภาณี, อ้อม – พิยดา อัครเศรณี, เจี๊ยบ – ลลนา ก้องธรนินทร์, นท พนายางกูร, พอลลี่ – พรพรรณ สิทธินววิธ และคิด-คณชัย เบญจรงคกุล เพื่อให้แฟนคลับได้ติดตามบนไอฟลิกซ์อีกด้วย

นายนัตดา บุรณะศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์มุ่งสรรหาความบันเทิงและบริการที่ครบครันเพื่อผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือกับไอฟลิกซ์ในครั้งนี้ ส่งผลให้ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์เป็นสายการบินแรกในประเทศไทย ที่มอบความบันเทิงในรูปแบบ VOD-Offline (Video-on-demand Offline) ให้กับผู้โดยสารของเราได้เพลิดเพลินกับซีรีส์และหนังเรื่องโปรดตลอดการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางที่วางไว้

นางสาวอาทิมา สุรพงษ์ชัย หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ไอฟลิกซ์ยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมมือสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารให้สนุกกับการเดินทางมากยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์รับชมออฟไลน์ นับเป็นอีกหนึ่งความสามารถของแอพพลิเคชั่นไอฟลิกซ์ ที่เราตั้งใจพัฒนาให้สมาชิกสามารถสนุกกับคอนเท้นท์ที่เขาต้องการได้ทุกที่ทุกเวลา.

 

สหรัฐฯใช้มาตรการกีดกั้นการค้ากับจีน ดันผู้ประกอบการใช้ไทยเป็นฐานผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 02:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884822


นักวิชาการจากนิด้า ประเมินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ทรัมป์ จะเร่งแก้ปัญหาหนุนภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น เชื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน ขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะส่งผลดีกับไทย คาดผู้ประกอบการจีนใช้ไทยเป็นฐานผลิต หนุนการส่งออกโต

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร (MPPM Executive program) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเริ่มลงมือปฏิบัติตามแนวทางที่ให้ไว้ ได้ส่งผลดีต่อทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงต้นปีดีขึ้น ซึ่งสะท้อนผลเชิงบวกต่อยอดค้าปลีกสินค้าและบริการในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและเพิ่มขึ้น 5.6% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ขณะที่อัตราการว่างงานที่ปรับตัวลดลง 2 เดือนติดต่อกันตั้งแต่ต้นปีที่หรือจากระดับ 4.8% มาอยู่ที่ 4.7% ในเดือนกุมภาพันธ์รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี59ก่อน โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคมปีนี้อยู่ที่ 2.5% ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณดีขึ้น ย่อมส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับสองด้วยสัดส่วนกว่า 15.5% ของ GDP โลก

จากแนวนโยบายของนายทรัมป์ที่ต้องการให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยเร่งแก้ไขปัญหาการว่างงานด้วยการสร้างตำแหน่งงานให้เพิ่มมากขึ้น การจำกัดแรงงานต่างด้าว การเพิ่มอัตราค่าจ้างซึ่งมีผลดีต่อกำลังซื้อและมาตรการทางภาษีซึ่งจูงใจภาคธุรกิจแล้ว รวมถึงการดึงเงินทุนกลับประเทศ

ทั้งนี้มี ความเป็นไปได้อย่างมากว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.0% เพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้เงินดอลล่าร์ไหลกลับเข้าประเทศ สอดรับแนวนโยบาย “making America great again” คาดการได้ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลต่างประเทศในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

สำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลง หรือเคลื่อนไหวประมาณ 35.5 – 36.5 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีของภาคการส่งออก เนื่องจากราคาสินค้าไทยจะถูกลงในมุมมองของต่างประเทศ ประกอบกับ ประกอบกับมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯที่มากถึง 7% ของมูลค่าการส่งออกรวม ทำให้มูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้ และเป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวไปด้วยเช่นกัน

ส่วนนโยบายของสหรัฐฯ เรื่องการกีดกันการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับจีนนั้น ยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ที่มีโอกาสเกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น หลังจากผู้ประกอบการจากจีนมีแนวโน้มจะย้ายฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้นดังเช่นในอดีตที่ญี่ปุ่นใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งย่อมส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น

“ไทยจะได้ประโยชน์จากมาตรการกีดกั้นทางการค้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน โดยผู้ประกอบการจีนจะเข้ามาลงทุนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกสินค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และหมวดอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ จึงไม่ต้องกังวลกับทิศทางเฟด เพราะโดยภาพรวมแล้ว ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อไทยเป็นไปในเชิงบวกทั้งสิ้น”

 

คาดกฎใหม่ สอบใบขับขี่ผ่านรร. เพิ่มอบรม 15 ชม.ค่าใช้จ่ายพุ่งเกือบ 6 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 01:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884786


คนไทยเซ็ง!หนัก หลัง ครม.รับทราบคมนาคมเตรียมเสนอขอปรับกฎกระทรวง ทำใบขับขี่ส่วนบุคคล-สาธารณะใหม่ จากเดิมอบรม –ทฤษฎี-ปฎิบัติ ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 5 บาท อาจถูกบังคับไปเรียน รร.เอกชนสอบขับรถ ค่าเรียน 5-6 พันบาท ก่อนมีใบขับขี่มาครอบครอง คาดมีผลบังคับในปี 60 นี้

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2560 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบร่างเงื่อนไขกฎกระทรวง 2 ฉบับ ว่าด้วยการกำหนด การบำรุงรักษารถ และ ใบอนุญาตขับรถ การต่อใบอนุญาตขับรถใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและจิตสำนึกรู้ระเบียบวินัย และกฎจราจรในการใช้รถใช้ถนนให้กับผู้ขับขี่บนท้องถนน

โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงร่างเงื่อนไขในกฎกระทรวงดังกล่าว จะเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะชั่วโมงในการอบรม การสอบทฤษฏีและภาคปฎิบัติ ทั้งนี้ร่างเงื่อนไขในกฎกระทรวงอยู่ระหว่างการปรับปรุง และรอเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา มายังกระทรวงคมนาคมเพื่อประกาศต่อไป คาดว่ากฎกระทรวงจะสามารถประกาศใช้ภายในปี 60 นี้

ด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก หรือ ขบ. กล่าวว่า รายละเอียดร่างเงื่อนไขกฎกระทรวงที่จะปรับปรุงใหม่นั้นจะทำให้ ผู้ที่จะสอบใบขับขี่ใหม่ จะต้องผ่านการอบรมเพิ่มขึ้นจากเดิมอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร จาก 5 ชั่วโมง เพิ่มเป็น 15 ชั่วโมง และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนที่จะสอบใบขับขี่ หลังจากกฎกระทรวง ว่าด้วยการออกใบอนุญาตขับขี่ และต่อใบอนุญาต มีผลบังคับใช้ ประชาชนสามารถไปสมัครเรียนและอบรม รวมถึงสอบใบขับขี่ ได้ที่โรงเรียนสอนขับรถยนต์เอกชน ทีมีอยู่กว่า 90 แห่งประเทศ อย่างไรก็ตามขนส่งทางบก และ ขนส่งจังหวัด จะยังคงให้บริการออกใบอนุญาต และ ต่อใบอนุญาตเช่นเดิม

“กฎกระทรวงฉบับใหม่นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือ ประชาชนจะมีทางเลือกในการหาที่เรียน อบรมและสอบใบขับขี่ เนื่องจากในปัจจุบันปริมาณการจองเข้าอบรมที่ขนส่งทั่วประเทศมีปริมาณเข้ามามากและรองรับไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ในส่วนของข้อเสียคือ ประชาชนอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากหากเรียนโรงเรียนสอนขับรถเอกชนจะมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 4,000-5,000 บาทต่อคนและต้องใช้เวลาอบรมมากขึ้น ในขณะที่เดิมประชาชนที่มาทำใบขับขี่ที่กรมการขนส่งจะเสียค่าธรรมเนียม 5 บาทเท่านั้นและอบรมเพียง5ชั่วโมง ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าค่าเรียนขับรถโรงเรียนเอกชนมีราคาแพงนั้น ในเรื่องนี้ได้มีการศึกษามาแล้วพบว่า ในหลายๆประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี แค่ค่าสมัครทำใบขับขี่ก็ ประมาณ 6,000 บาทแล้ว และหากสอบไม่ผ่านก็ต้องเสียค่าสมัครเรื่อยๆ” อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว.

 

กรมเจ้าท่า ปรับความเข้าใจชาวประมงบ้านหัวดอน ปมขุดลอกร่องน้ำเขาตะเกียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 15:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884275


“กรมเจ้าท่า” เร่งปรับความเข้าใจชาวประมง บ้านหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมแจงการขุดลอกร่องน้ำเขาตะเกียบได้รับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้าน ยันบริเวณดังกล่าวไม่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ…

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.60 นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า จากกรณีกลุ่มชาวประมงเรือเล็กบ้านหัวดอน บริเวณปากคลองบ้านหัวดอน เขาตะเกียบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่า กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการขุดลอกตะกอนดินโคลนใส่ลงเรือและนำไปทิ้งในทะเลลึก ห่างจากชายฝั่งประมาณ 3.6 กิโลเมตร อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทะเล และเกิดความเสียหายต่อแหล่งหากินของสัตว์น้ำ ทำลายแนวปะการังเทียม และส่งผลต่อทัศนียภาพทำให้ชายหาดเป็นสีดำ ว่า การขุดลอกร่องน้ำเขาตะเกียบมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีการรับทราบจุดทิ้งตะกอนดิน ณ บริเวณห่างฝั่ง 4–5 ไมล์ทะเล (ประมาณ 7–10 กิโลเมตร) ที่ระดับทะเลความลึก 12-14 เมตร เมื่อน้ำลงต่ำสุด และมีความเห็นร่วมกันว่าในบริเวณดังกล่าวไม่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนการนำตะกอนดินที่ได้จากการขุดลอกร่องน้ำ ปล่อยทิ้งในทะเลบริเวณที่เหมาะสมเป็นกระบวนการปฏิบัติงานขุดลอกมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก

“กรณีผลกระทบต่อทัศนียภาพทำให้ชายหาดเป็นสีดำนั้น การทิ้งตะกอนดินในบริเวณเหมาะสม ที่ระดับความลึกของน้ำไม่น้อยกว่า 10 เมตร จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อชายฝั่ง สัตว์และพืชผิวดิน เมื่อมีการตรวจวัดความขุ่นของน้ำทะเลระยะห่างจากจุดทิ้งตะกอนดิน 1,000 เมตร จะไม่พบความขุ่นของน้ำทะเลเพิ่มขึ้นจากปกติ อันเนื่องจากตะกอนดินที่ทิ้ง กรณีตะกอนดินถูกพัดกลับชายฝั่ง ทำให้ชายหาดเปลี่ยนสีจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และกรมเจ้าท่ายังเน้นย้ำให้ความสำคัญต่อการรักษาสภาพแวดล้อมในบริเวณที่ทำการขุดลอกตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่มีการติดตามการทิ้งตะกอนดินในทุกพื้นที่การขุดลอกอย่างใกล้ชิด หากมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และการประกอบอาชีพของประชาชนจะทำการระงับการขุดลอกโดยทันที” นายศรศักดิ์กล่าว และว่าทั้งนี้ภายหลังจากเกิดการร้องเรียนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำ กรมเจ้าท่า ลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับพี่น้องกลุ่มชาวประมงฯ ในพื้นที่ด้วยแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำ กรมเจ้าท่า 02 233 1311–8 ต่อ 319, 244

ด้านนายวรรณ ชาตรี ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จ.ประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า ขณะนี้ได้รับคำสั่งจากอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) ให้กรมเจ้าท่าระงับการขุดลอกร่องน้ำบริเวณปากคลองบ้านหัวดอน จนกว่าจะมีการทำประชามติจากประชาชนและมีการกำหนดจุดทิ้งตะกอนอย่างชัดเจน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบของ ทช. พบการขุดลอกบริเวณท่าเรือเฟอร์รี่ หัวหิน – พัทยา ตามแผนงานขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำเขาตะเกียบของกรมเจ้าท่า ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม – 4 พฤษภาคม 2560 ระยะเวลา 60 วัน สำหรับจุดทิ้งดินโคลน มีกำหนดห่างจากฝั่งประมาณ 3.5 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 7 กิโลเมตรจากฝั่งทะเล โดยไม่อยู่ในเขตป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี มีพื้นที่ห่างจากแนวปะการังประมาณ 25 ไร่ มีสภาพเสียหายถึงเสียหายมาก บริเวณกลุ่มเกาะทราย เกาะสะเดา เกาะขี้นก ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดประมาณ 4 – 5 กิโลเมตร และไม่พบทรัพยากรแหล่งหญ้าทะเลในรัศมี 30 กิโลเมตร พร้อมทั้งได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเล 3 จุด คือ จุดที่มีการขุดลอก จุดที่มีการทิ้งตะกอน และจุดกองปะการังเทียม เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำทะเลในห้องปฏิบัติการ

นายสมพงษ์ จิรศิรศักดิ์ ผอ.สำนักศึกษาและบำรุงรักษาทางน้ำกรมเจ้าท่า ได้ชี้แจงกับกลุ่มประมงเรือเล็กที่บริเวณท่าเรือประมงตะเกียบว่า จะนำปัญหานี้ไปแก้ไข และอยากจะให้ประชาชนหาพื้นที่สาธารณะ เพื่อนำโคลนไปทิ้งแทนที่ในทะเล อีกทั้งในรายงานของเจ้าหน้าที่ ทช. ระบุว่า หากยังทิ้งดินโคลนลงทะเลระยะไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรทางทางทะเลและชายฝั่ง เช่น แนวปะการังเทียมที่ได้วางไว้ 3 แนว ในระยะห่างประมาณ 1, 2 และ 3 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งทะเล และตะกอนดินโคลนอาจถูกซัดเข้าปกคลุมแนวปะการังและซัดเข้าสู่บริเวณชายหาดเขาตะเกียบ อ.หัวหิน ที่เป็นชายหาดและอยู่ใกล้เขตพระราชฐานที่สำคัญ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ของ ทช. จะดำน้ำสำรวจผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หากพบมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติจะทำหนังสือแจ้งกรมเจ้าท่าเพื่อพิจารณาจุดทิ้งดินโคลนที่เหมาะสมต่อไป.

 

ขนส่งฯ ยัน ไร้เรียกเก็บส่วยวิน จยย.ย่านนนทบุรี ย้ำ กวดขันจัดระเบียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 15:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884255


ขนส่งทางบก ตรวจสอบทันที หลังมีผู้ร้องเรียนเรียกเก็บส่วยวินจักรยานยนต์ย่านรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ยัน ไม่พบการเรียกเก็บ ย้ำ ทุกหน่วยเคร่งครัดตรวจสอบ กวดขันจับกุมผู้ให้บริการผิดกฎหมายขัดนโยบายจัดระเบียบ เผย จับทำผิดแล้ว 3 พันราย

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนประเด็นร้องเรียนอ้างว่า มีการจ่ายส่วยวินรถจักรยานยนต์สาธารณะบริเวณหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี และวินใกล้เคียงให้แก่ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น กระทบกับความเชื่อมั่นต่อนโยบายจัดระเบียบสังคมของ คสช. กรมการขนส่งทางบก โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบข้อมูลของวินหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ มีจำนวนรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับวินดังกล่าวทั้งหมด 161 คัน มีการตั้งกรรมบริหารวิน 6 คน โดยเชิญผู้แทนวินหมู่บ้านรัตนาธิเบศร์ แบ่งเป็นกรรมการบริหารวิน 3 คน และผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ในวินอีก 3 คน ให้ข้อมูล พบว่าไม่มีการเรียกรับส่วยแต่อย่างใด มีเพียงการเก็บเงินจากผู้ขับขี่ที่เป็นสมาชิกวินเดือนละ 800 บาท เป็นค่าบริหารจัดการวินและสมาชิก เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสวัสดิการ กรณีเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ซึ่งสมาชิกในวินรับทราบและยอมรับในเงื่อนไข

กรมการขนส่งทางบก โดยกองตรวจการขนส่งทางบก และคณะอนุกรรมการร่วม 4 ฝ่ายประจำจังหวัด ประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่น และสำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี จะลงพื้นที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ป้องกันปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บผลประโยชน์จากการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบก ดำเนินมาตรการตรวจสอบ กวดขัน จับกุมผู้ให้บริการผิดกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ดำเนินงานบูรณาการร่วมกับ พล.1 รอ., บช.น. และ กรุงเทพมหานคร อย่างต่อเนื่องใน 4 ระยะ

ทั้งนี้ ผลการจับกุมบังคับใช้กฎหมายนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการระยะที่ 3 จนถึงปัจจุบัน (1 สิงหาคม 2558 – 8 มีนาคม 2560) พบผู้ฝ่าฝืนกระทำความผิดรวม 3,296 ราย ได้แก่ ฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ป้ายดำรับส่งผู้โดยสาร 2,585 ราย ไม่แต่งกายตามกำหนดของกฎกระทรวง 553 ราย ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถและคู่มือการจดทะเบียนรถจำนวน 74 ราย ใช้รถไม่ชำระภาษีประจำปี 36 ราย ใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียน 34 ราย นอกนั้นเป็นข้อหาอื่นๆ และได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถฐานใช้รถป้ายดำรับส่งผู้โดยสารแล้ว 34 ราย

อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะ เป็นการร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ต้องการสร้างระบบบริหารจัดการให้บริการปราศจากผู้มีอิทธิพล และช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์สาธารณะให้ประกอบอาชีพและแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม โดยกรมการขนส่งทางบก จะติดตามตรวจสอบการให้บริการทั่วทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ยังได้แก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การเพิกถอนทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ. 2560 ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 22 เมษายน 2560 กับผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น ให้เช่าเสื้อวิน ให้คนอื่นขับรถจักรยานยนต์รับจ้างของตนเอง ไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเกิน 6 เดือน หรือมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อผู้โดยสาร เป็นต้น เพื่อควบคุมความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร หากพบรถจักรยานยนต์สาธารณะให้บริการไม่ปลอดภัย โทร.1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

ลุ้น! ศาลปกครองสูงสุด ชี้ชะตา กทพ. จ่ายค่าโง่ ด่วนอุดรรัถยา 3 พัน ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884282


ลุ้นศาลปกครองชี้ชะตา กทพ.

ลุ้น! ระทึก ศาลปกครองสูงสุด ชี้ชะตาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ต้องจ่ายค่าโง่ทางด่วนอุดรรัถยา 3,030 ล้านบาท ตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ หรือไม่

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการทางด่วนพิเศษอุดรรัถยา สายบางปะอิน-ปากเกร็ด ว่า ยอดผู้ใช้บริการทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ภายใต้สัมปทานบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (เอ็นอีซีแอล ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดผู้ใช้บริการน้อยกว่าค่าประมาณการถึง 55% แบ่งเป็น ช่วงที่ 1 ปากเกร็ด-เชียงราก มีผู้ใช้จริง 23 ล้านคัน จากค่าประมาณการที่ 14 ล้านคัน และช่วงที่ 2 เชียงราก-บางปะอิน มีผู้ใช้จริงเพียง 7.2 ล้านคัน จากค่าประมาณที่ 41 ล้านคัน ขณะที่รายได้ต่ำกว่าประมาณการไว้โดยในเดือน ก.ค.59-ธ.ค.59 ถึง 76.4% หรือเก็บรายได้จริงเพียง 728 ล้านบาท จากเป้าหมายตั้งไว้ 3,072 ล้านบาท โดย ก.ค. 59 มีรายได้ 118 ล้านบาท ส.ค.59 รายได้ 125 ล้านบาท ก.ย.59 รายได้ 120 ล้านบาท ต.ค.59 รายได้ 118 ล้านบาท พ.ย.59 รายได้ 120 ล้านบาท และธ.ค. 59 รายได้ 217 ล้านบาท จากเป้าหมายเฉลี่ยเดือนละ 512 ล้านบาท สำหรับเรื่องข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และเอ็นอีซีแอลนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่ขอออกความเห็นในเรื่องนี้ แต่ได้ให้กทพ.ไปดูรายละเอียดเรื่องการบริหารความเสี่ยงว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลนำไปใช้กับการแก้ปัญหาทางด่วนขั้นอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กทพ.ว่า ปัญหาข้อพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต้องรอศาลตัดสินก่อนว่า จะเป็นอย่างไร จากที่ก่อนหน้านี้อนุญาโตตุลาการได้ตัดสินให้กทพ.จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย 3,030 ล้านบาทให้เอกชนไปแล้วและศาลปกครองกลางยืนตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหากศาลปกครองสูงสุด ยืนตามศาลปกครองกลางถือว่า คดีสิ้นสุดรัฐก็ต้องนำเงินงบประมาณมาจ่ายให้เอกชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเอกชนร้องเรียนว่า ได้รับความเสียหายจากการจัดเก็บค่าผ่านทางที่ไม่ได้ปรับตามสัญญาที่กำหนด และดัชนีผู้บริโภคหรือซีพีไอที่คิดคำนวณตัวเลขปริมาณจราจร และการใช้ทางด่วนมีความแตกต่างกันทำให้คาดการณ์คนใช้เส้นทางด่วนผิดจากความเป็นจริง โดยโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 17 เม.ย. 40 และเหลือสัญญา 10 ปี

 

กฟผ. แจ้งดำเนินคดีกับผู้เจตนาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ กฟผ. อันเป็นเท็จผ่านสื่อโซเชียล 15 คดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 มี.ค. 2560 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883961


กฟผ. เอาจริง แจ้งดำเนินคดีกับผู้เจตนาเผยแพร่ข้อมูลพาดพิง กฟผ. อันเป็นเท็จ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ฐานหมิ่นประมาท และนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ รวมถึง 15 คดี พร้อมเตือนการโพสต์ข้อความและภาพอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อาจมีโทษจำคุกถึง 5 ปี

advertisement

นางสาวปราณี ตั้งเสรี ผู้ช่วยผู้ว่าการสำนักกฎหมาย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ไม่หวังดี เจตนาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับ กฟผ. ผ่านทางโซเชียลมีเดียและส่งผลให้เกิดความเสียหายนั้น กฟผ. โดยสำนักกฎหมายของ กฟผ. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว รวม 15 คดี ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เช่น ข้อความที่กล่าวหาว่าโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ทำให้ผู้คนล้มป่วยและตาย, กฟผ. อยากจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยไม่แยแสถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมถึงการนำภาพที่ไม่เป็นความจริงมาโพสต์ เป็นต้น ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท และสร้างข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งเจตนาทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับ กฟผ. โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน

นางสาวปราณี ตั้งเสรี กล่าวต่อไปว่า กฟผ. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินกิจการสาธารณะ การติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงาน ในทางสุจริต จึงเป็นเรื่องที่บุคคลทั่วไปย่อมกระทำได้ อย่างไรก็ตาม หากการติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นการใส่ความ กฟผ. ต่อบุคคลที่สาม ที่จะทำให้ กฟผ. เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง หรือ เป็นการแพร่หรือข่าวที่ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กฟผ. โดยมีเจตนาทำลายชื่อเสียงหรือความไว้วางใจของสาธารณชน ส่อไปทางที่จ้องทำลายและทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น กฟผ. จำเป็นต้องดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับบุคคลที่โพสต์หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ในการดำเนินงาน

“การโพสต์ข้อความในอินเทอร์เน็ตหรือสื่อโซเชียลมีเดียใดๆ ก็ตาม หากมิใช่เป็นการติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของ กฟผ. ในทางสุจริต และทำให้ กฟผ.ได้รับความเสียหาย ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งหากพบข้อความใดๆ ที่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว กฟผ.จะดำเนินการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีโดยทันที”  นางสาวปราณี กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

 

ทองคำเปิดตลาดลดลง 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 09:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883922


ราคาทองวันที่ 14 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 100 บาท จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 บาท ขายออกบาทละ 20,150 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650 บาท.

 

เศรษฐกิจไทยเดินหลงทาง ธนาคารโลกแนะเส้นทางสู่ประเทศรายได้สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883721


ธนาคารโลก เผยเศรษฐกิจไทยหลงทาง ยังไม่อยู่ในเส้นทางการฟื้นฟูที่เหมาะสม ชี้คนไทย 14 ล้านคนยากจนไม่จบสิ้น ขณะที่ เศรษฐกิจโตต่ำ ช่องว่างคนรวยคนจนสูงขึ้น ลั่นใช้เวลาถึง 20 ปีขึ้นสู่ประเทศรายได้สูง แนะรัฐ 3 เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจทั้งปฏิรูปการศึกษา พัฒนาประสิทธิภาพหน่วยงานรัฐ และส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายอูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยระหว่างการเปิดรายงานการกลับสู่เส้นทางการฟื้นฟูการเติบโตและประกันความมั่งคั่งสำหรับคนไทยทุกคนว่า รายงานดังกล่าวธนาคารโลกต้องการแนะถึงโอกาส และความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยมองว่า ขณะนี้ ไทยยังไม่อยู่ในเส้นทางของการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เหมาะสม และยังมีแนวทางเพิ่มเติมที่จะทำให้เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยกลับมาขับเคลื่อน อีกครั้ง สามารถลดจำนวนคนจน และความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศลงได้

“การเติบโตของเศรษฐกิจไทยช่วงหลังชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากการขยายตัวเฉลี่ย 7.7% ตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ลดเหลือโตเฉลี่ย 3.3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมสูงขึ้น ช่องว่างระหว่างคนในกรุงเทพฯและชนบทขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรายได้ครัวเรือน การใช้จ่าย การศึกษา และผลิตภาพ ในปี 57 มีคนไทยที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน 7 ล้านคน และยังมีอีก 7 ล้านคนที่เสี่ยงจะกลับไปยากจนอีกหากเกิดเหตุการณ์ เช่น ตกงาน หรือเกษียณอายุ เพราะมีรายได้มากกว่าเส้นความยากจนเพียง 20% หากปล่อยให้ประเทศพัฒนาด้วยแนวทางที่เป็นอยู่ต่อไป และเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยในระดับปัจจุบัน ต้องใช้เวลาอีก 20 ปี จึงจะก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง แต่หากกลับเข้ามาในเส้นทางการฟื้นฟูและพัฒนาอย่างที่ธนาคารโลกมองไว้ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มจำนวนธุรกิจบริการ และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม อีก 5 ปีจะลดจำนวนคนจน และความเหลื่อมล้ำได้”

ทั้งนี้ ในการแนะนำนั้น ธนาคารโลกไม่ได้สนใจการเมืองว่าเป็นรัฐบาลใด เพราะไม่ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม สามารถทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ สิ่งที่ธนาคารโลกให้ความสำคัญคือ การปฏิรูปการศึกษา เพราะไม่ว่าไทยจะมีเป้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือเศรษฐกิจฐานดิจิทัลหรือไม่ ต้องใช้ประชาชนที่มีทักษะความรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยกำลังทำอยู่ แต่ยังไม่ดีพอ และอีกส่วนคือ การปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยงานรัฐให้ทำงานได้ดีและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ด้านนายลารส์ ซอนเดอการ์ด หัวหน้ากลุ่มงานด้านการพัฒนามนุษย์และความยากจน ธนาคารโลก ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญของการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย คือ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือปี 50 ไทยเคยอยู่เหนือประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ใน 10 ปีให้หลัง หรือปี 60 ประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สามารถไล่ทัน หรือแซงหน้าไทยในหลายด้าน เช่น นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การศึกษา การวิจัยพัฒนา และการฝึกอบรม

นอกจากนี้ ไทยยังมีความเสี่ยงต่อการเติบโตในอนาคต ที่อาจไม่ทั่วถึงและยั่งยืน การลดความยากจนทำได้อย่างไม่ยั่งยืน ดังนี้ 1.ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้น ของรายได้ของคนจน มาจากยุคเฟื่องฟูของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งตั้งแต่ปี 43-54 ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 70% แต่หลังจากนั้นราคาลดลง 27% ต่อเนื่อง และยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้น ดังนั้น การพึ่งพาราคาสินค้าเกษตรจึงทำได้ยาก 2.การเข้าสู่สังคมสูงวัยตั้งแต่ปี 58 โดยมีคนทำงานในระบบ 11 ล้านคน และ 3.ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความตึงเครียดทางสังคม จากการสำรวจของธนาคารโลก 4 ครั้งที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนยังไม่มั่นใจ และกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน และท้ายที่สุด ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นในบางภูมิภาค เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มขึ้น

“ไทยต้องทำอย่างไรจึงจะกลับมาสร้างการเติบโตแบบทั่วถึงและยั่งยืนได้ การกลับสู่เส้นทางการพัฒนาอีกครั้งจะทำเพิ่มขึ้นใน 3 ด้าน คือ เส้นทางที่ 1 สร้างงานที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เพราะจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความยากจนของประเทศ และเพิ่มงานในอนาคต ทำได้โดยเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มความสามารถการแข่งขันด้านการค้า การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของผู้ประกอบการ เส้นทางที่ 2 การอุดหนุนคนจน ที่ไทยมีประมาณ 40% ของประชากรทั้งประเทศ โดยปรับปรุงคุณภาพการศึกษา สนับสนุนการเพิ่มผลผลิต และผลิตภาพทางการเกษตร รวมทั้งการให้ความคุ้มครองคนยากจน และเส้นทางที่ 3 การพัฒนา ควรส่งเสริมการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เปลี่ยนภูมิอากาศ ปรับปรุงการใช้ที่ดินน้ำท่วม และภัยแล้ง”

ขณะที่นายดิลก ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก กล่าวว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจไทยเติบโตราว 3.2% ซึ่งการเติบโตระดับนี้ ทำให้โอกาสลดจำนวนคนจนใช้เวลานาน ซึ่งหนทางคือ พยายามกลับเข้าสู่เส้นทางการฟื้นฟู เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพ จากการคำนวณพบว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยโต 4.3% ต่อปี จะทำให้คนจนลดลง 1.9% ต่อปี ดังนั้น หากเศรษฐกิจโตในอัตรานี้ได้ต่อเนื่อง คนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของไทยประมาณ 7 ล้านคน จะหมดไปภายใน 6 ปี แต่ศักยภาพการเติบโตของไทยขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้น.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ หิมะจ่อถล่มฉุดหุ้นสายการบินดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มี.ค. 2560 06:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/883796


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในวันจันทร์ โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น ในขณะที่หุ้นของบริษัทสายการบินดิ่งลง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าหิมะจะตกหนัก ทำให้เที่ยวบินหลายพันเที่ยวถูกยกเลิก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 13 มี.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 21.50 จุด หรือ 20881.48 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.87 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 2373.47 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 14.05 จุด หรือ 0.24% ปิดที่ 5875.78 จุด

เมื่อวันจันทร์ หุ้นของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส และ ยูไนเต็ด คอนติเนนทัล ลดลงประมาณ 3.5% ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ กำลังจะเผชิญพายุหิมะครั้งร้ายแรงที่สุดในฤดูกาล ซึ่งอาจทำให้หิมะตกหนาถึง 2 ฟุตในบางพื้นที่ รวมทั้ง บอสตัน และนิวยอร์ก

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังรอผลการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในวันอังคารและพุธ โดยมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่ง.