ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885150


ราคาทองวันที่ 15 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,000 ขายออกบาทละ 20,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,647.36 ขายออกบาทละ 20,600 บาท

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,000 บาท ขายออกบาทละ 20,100 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,647.36 บาท ขายออกบาทละ 20,600 บาท.

 

ขนส่งเร่งรถโดยสารทุกคันต้องติดตั้ง GPS ให้เสร็จภายในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 07:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884900


กรมขนส่งทางบก เร่งผู้ประกอบการโดยสารสาธารณะทุกชนิดติดตั้งระบบจีพีเอสให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ ส่วนรถลากจูงและรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนให้ต้องติดตั้งระบบทันที

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตั้งระบบจีพีเอสรถโดยสารสาธารณะว่า ขณะนี้มีรถที่ติดตั้งระบบจีพีเอสไปแล้ว 136,460 คัน คิดเป็น 30% ของรถทุกประเภท ส่วนด้านรถตู้โดยสารสาธารณะที่กำหนดให้ติดตั้งจีพีเอสภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยติดตั้งระบบไปแล้ว 40% ของจำนวนรถตู้โดยสารทั้งหมด

สำหรับโครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS ได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 59 โดยกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะ รถลากจูงและรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ที่จดทะเบียนใหม่ ต้องติดตั้ง GPS ทันที ส่วนด้านรถโดยสารสาธารณะเดิมนั้นต้องติดตั้งระบบจีพีเอสทั้งหมดภายในปี 2560 ขณะที่รถบรรทุกขนาดใหญ่และรถลากจูงเดิมกำหนดกรอบเวลาให้ติดตั้งก่อนปี 2562 แบ่งเป็น รถบรรทุกขนาดใหญ่สาธารณะและรถลากจูงสาธารณะ ต้องติดตั้งระบบภายในปี 2561 และ รถบรรทุกขนาดใหญ่ส่วนบุคคลและรถลากจูงส่วนบุคคล ต้องติดตั้งระบบภายในปี 2562

สำหรับผู้ประกอบการ หรือเจ้าของรถที่ไม่ปฏิบัติตามทางกรมการขนส่งทางบกจะไม่ออกใบอนุญาตประกอบการให้ ทั้งนี้ การติดตั้งระบบจีพีเอส ของกรมการขนส่งทางบกจะรับข้อมูลจากรถที่ติดตั้งระบบทุกคันแบบเรียลไทม์ และมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของรถในระบบตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการใช้แอปพลิเคชัน DLT GPS เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ รถโดยสารสาธารณะสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะผ่านช่องทางดังกล่าวได้ 24 ชั่วโมง

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง ก่อนเฟดเผยผลประชุมนโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885015


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเผยผลการประชุมนโยบายในวันพุธ ซึ่งมีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า พวกเขาจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้นอีก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 14 มี.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 44.11 น. หรือ 0.21% ปิดที่ 20837.37 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 8.02 จุด หรือ 0.34% ปิดที่ 2365.45 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 18.96 จุด หรือ 0.32% ปิดที่ 5856.82 จุด

advertisement

เมื่อวันอังคาร ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มการประชุมนโยบายซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันพุธ โดยบรรดานักลงทุนเชื่ออยู่แล้วว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานหลังการประชุม แต่พวกเขากำลังจับตาดูว่า นางเจนเน็ต เยลเลน ประธานเฟด จะมีคำบอกใบ้ว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งเฟดเคยประกาศเอาไว้ว่าในปีนี้จะมีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง.

 

ปั้น “นิคมอมตะ” ต้นแบบเมืองอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884950


พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ “การขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ท ซิตี้)” ว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในรูปแบบความร่วมมือแบบภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ชลบุรีให้เป็นเมืองอัจฉริยะสมบูรณ์แบบตามแนวนโยบายประชารัฐ ในการขับเคลื่อนแผนด้านพลังงานของประเทศ เพื่อลดความต้องการใช้พลังงานสูงสุด ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ด้านนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อมตะฯตั้งเป้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร โดยใช้ต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมโยโกฮามา ซิตี้ ของญี่ปุ่น ที่มีการ พัฒนาด้านพลังงานอัจฉริยะ การสัญจรอัจฉริยะ อาคารอัจฉริยะ การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ และนวัตกรรมอัจฉริยะ ทั้งนี้ ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครมีโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ 1,300 โรง ในจำนวนนี้มีบริษัทลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 40 โรงงาน ล่าสุดได้ร่วมกับบริษัท สตุมพ์ เอนเนอร์ยี จำกัด จากออสเตรีย ทำโครงการหลังคาโรงงานพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ ระยะแรกติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 100 เมกะวัตต์ บนหลังคาโรงงาน 3,000 หลัง คาดแล้วเสร็จปี 62 เงินลงทุน 120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยอมตะฯถือหุ้น 12% และสตุมพ์ถือหุ้น 88%

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า เมืองอัจฉริยะถือเป็นกลไกหนึ่งของการพัฒนาแบบยั่งยืนที่มีรูปแบบของการวางผังเมือง ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาเมืองเป็นพื้นที่สีเขียว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมกับการบริโภคทรัพยากรที่ลดลง ทำให้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีมากขึ้น.

 

จับตาเด้ง “พาที สารสิน” ตั้งไทยกรุ๊ปผนึกบินไทย-ไทยสมายล์-นกแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884942


จับตาบอร์ดบินไทยวันนี้ (15 มี.ค.) อนุมัติตั้งไทยกรุ๊ป ผนึก “บินไทย—ไทยสมายล์–นกแอร์” สู้ศึกตลาดการบินแข่งดุ พร้อมอนุมัติเพิ่มทุนนกแอร์ ลุ้นเด้ง “พาที” ด้าน “พาที” ปากแข็งไม่มีทางถูกปลด คุยยังถูกขอให้อยู่ช่วยทำงานต่อ ยันพร้อมทำงานกับการบินไทยเพราะเป็นบริษัทลูก

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากกรณีที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมเสนอแผนการพัฒนายุทธศาสตร์การบิน เพื่อจัดตั้ง “ไทยกรุ๊ป” หวังเชื่อมโยงการบริหารจัดการ 3 สายการบินเข้าด้วยกัน ประกอบไปด้วย การบินไทย, ไทยสมายล์ และนกแอร์ ว่า ในหลักการยุทธศาสตร์ด้านการบินต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว คือต้องมีการแบ่งตลาดแยกกันให้ชัดเจน เป็นแนวทางเดิมของบินไทยกับไทยสมายล์ที่มีความร่วมมือกันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เข้าไปดูนกแอร์ แต่หลังจากนี้บินไทยจะเข้าไปดูนกแอร์มากขึ้น “จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา การบินไทยอยู่ในช่วงฟื้นฟูตัวเอง ตอนนี้เริ่มแข็งแรงขึ้นแล้ว ต้องเข้ามาดูบริษัทลูกเพื่อจัดทำแผนการตลาดร่วมกันทั้ง 3 สายการบิน และอนาคตอาจมีการแยกตั้งเป็นบริษัทอื่นๆอีก เช่น บริษัทที่รับผิดชอบดูแลด้านครัวการบิน เป็นต้น ส่วนกระแสข่าวที่ว่า การบินไทยจะเพิ่มทุนในนกแอร์ เพื่อเข้าไปมีอำนาจบริหารงานมากขึ้น เพื่อปลดนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์นั้น นายอาคมปฏิเสธว่าตนไม่ทราบ เรื่องนี้เป็นอำนาจของบอร์ดนกแอร์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมบอร์ดการบินไทย วันที่ 15 มี.ค.จะมีการเสนอแผนการปรับยุทธศาสตร์ยกเครื่องการบริหารจัดการด้านการบิน โดยจะเสนอให้มีการจัดตั้งไทยกรุ๊ป เป็นการบริหารจัดการ 3 สาย การบินเข้าด้วยกัน คือการบินไทย ไทยสมายล์ และนกแอร์ รวมทั้งจะเสนอขออนุมัติแผนการเพิ่มทุนในนกแอร์ด้วย โดยแผนดำเนินการต้องแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

สำหรับแนวคิดการตั้งไทยกรุ๊ปนั้น สอดคล้องกับนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ให้มีการเชื่อมโยงเส้นทางการบินของทั้ง 3 สายการบินเข้าด้วยกัน ซึ่งไทยกรุ๊ปจะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการบินไทย เป้าหมายหลักเพื่อให้มีการบูรณาการจัดทำแผนการตลาดและตารางการบินให้สอดคล้องกัน โดยทั้ง 3 สายการบินจะแยกตลาดกันชัดเจน เพื่อส่งเสริมแผนการบินและไม่เกิดการแข่งขันกันเอง โดยการบินไทยเน้นตลาดพรีเมียมเป็นหลัก ส่วนไทยสมายล์เน้นตลาดระดับกลางเส้นทางบินในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนนกแอร์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรองรับการแข่งขันกับสายการบินต้นทุนต่ำซึ่งมีการแข่งขันดุเดือด “ที่ผ่านมาบินไทยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นกแอร์ แต่ไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลหรือสั่งการได้ แม้จะมีตัวแทนนั่งอยู่ในบอร์ด แต่ทิศทางการบริหารงานไม่เคยได้รับการสนองตอบจากผู้บริหารนกแอร์ โดยเฉพาะความเป็นอิสระของนายพาที ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนกแอร์ครั้งนี้จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวนายพาที โดยมีการหารือเบื้องต้นแล้วนายพาทียอมที่จะถอยออกจากตำแหน่ง และต้องมีการสรรหามืออาชีพเข้ามาแทน”

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทย กล่าวว่า ไทยกรุ๊ปจะเป็นการบูรณาการจัดทำแผนธุรกิจและบริหารงานทั้ง 3 สายการบินให้เกิดการเดินทางเชื่อมต่อกัน เพิ่มความแข็งแกร่งให้สายการบินแห่งชาติ และเป้าหมายปีนี้ต้องเร่งสร้างรายได้เพิ่ม และปรับแผนการจัดการต้นทุน โดยบินไทยตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 5-10% ส่วนไทยสมายล์ต้องพลิกจากขาดทุนให้มีกำไร ส่วนนกแอร์ต้องหยุดปัญหาการขาดทุน ส่วนการปรับโครงสร้างผู้บริหารนกแอร์นั้น ขอให้รอผลการประชุมบอร์ดและการประชุมร่วม 3 สายการบินด้วยว่าจะกำหนดแนวทางอย่างไร แต่นกแอร์ต้องรับผิดชอบตลาดการบินในประเทศเป็นหลัก และต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการฐานบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองด้วย รวมถึงพิจารณาจุดบินให้ครอบคลุมและเพิ่มจุดบินใหม่ๆที่มีศักยภาพ

นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ปฏิเสธกระแสข่าวถูกปลดว่าไม่เป็นความจริง ยังไม่เคยได้รับแจ้งจากผู้บริหารการบินไทยในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ว่าขอให้ออกจากตำแหน่ง แต่ได้รับการติดต่อว่าขอให้อยู่ช่วยทำงานต่อไปด้วยซ้ำ ส่วนบินไทยจะเพิ่มทุนในนกแอร์ ก็ไม่มีปัญหาพร้อมทำงานและรับนโยบายในฐานะบริษัทลูกของบินไทยอยู่แล้ว ตนจะพยายามบริหารจัดการให้ดีขึ้น รวมทั้งย้ำว่า นกแอร์จัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นสายการบินต้นทุนต่ำมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว “มั่นใจว่าไม่มีอะไรที่มีผลกระทบต่อตำแหน่งของผม และไม่กังวลด้วยว่าผมจะอยู่หรือไม่ ทุกวันนี้การบินไทยขอร้องให้อยู่ช่วยทำงานต่อ ดังนั้น ทีมบริหารงานยังเป็นชุดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก็ขอร้องการบินไทยเมื่อเข้ามาแล้วอย่านำการเมืองเข้ามาด้วย”.

 

กทพ.ลุ้นศาลชี้ชะตาจ่าย “ค่าโง่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884927


นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการทางด่วนพิเศษอุดรรัถยา สายบางปะอิน-ปากเกร็ด ว่า ยอดผู้ใช้บริการทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ภายใต้ สัมปทานบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (เอ็นอีซีแอล) ในปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดผู้ใช้บริการน้อยกว่าค่าประมาณการถึง 55% แบ่งเป็นช่วงที่ 1 ปากเกร็ด-เชียงราก มีผู้ใช้จริง 23 ล้านคัน จากค่าประมาณการที่ 14 ล้านคัน และช่วงที่ 2 เชียงราก-บางปะอิน มีผู้ใช้จริงเพียง 7.2 ล้านคัน จากค่าประมาณการที่ 41 ล้านคัน ขณะที่รายได้ต่ำกว่าประมาณการโดยเดือน ก.ค.59-ธ.ค.59 ถึง 76.4% หรือเก็บรายได้จริงเพียง 728 ล้านบาท จากเป้าหมาย 3,072 ล้านบาท หรือจากเป้าหมายเฉลี่ยเดือนละ 512 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กทพ.ว่า ข้อพิพาทอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งต้องรอศาลตัดสินก่อน จากที่ก่อนหน้านี้อนุญาโตตุลาการตัดสินให้ กทพ.จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย 3,030 ล้านบาท ให้เอกชนไปแล้ว หากศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลางถือว่าคดีสิ้นสุด รัฐต้องนำเงินงบประมาณมาจ่ายให้เอกชน.

 

ครม.ไฟเขียว“ธีออส 2”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884917


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือธีออส 2 วงเงิน 7,800 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 เพื่อทดแทนดาวเทียมธีออส 1 ที่เดิมจะหมดอายุในปี 2556 แต่หลังได้รับการดูแลรักษาคาดว่าจะใช้งานไปได้ถึงปี 2561 โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ สำหรับปีงบประมาณ 2560 เห็นชอบให้ใช้งบกลางจำนวน 1,094 ล้านบาท เป็นค่าจัดหาระบบดาวเทียมสำรวจ พร้อมระบบภาคพื้นดินและระบบแอพพลิเคชั่นภูมิสารสนเทศ 1,035 ล้านบาท, ค่าก่อสร้างอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม 24 ล้านบาท ค่าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) 10 ล้านบาท และงบดำเนินการ 25 ล้านบาท

พร้อมให้ทบทวนมติ ครม.เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2558 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการลงทุนของโครงการ จากการลงทุนของรัฐ เพื่อพัฒนาระบบสำรวจโลกของประเทศผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศเจ้าของเทคโนโลยีแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เป็นการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยการพัสดุปี 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมหรือการเปิดประมูล เพื่อสร้างความมั่นคงของชาติทั้งในประเทศ นอกประเทศ และในสถานการณ์วิกฤติ สามารถเพิ่มศักยภาพและต่อยอดงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศ รวมถึงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกับเอกชนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศด้านเศรษฐกิจอวกาศ และช่วยเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ใน 6 ด้าน คือ ด้านการจัดการน้ำแบบองค์รวม, ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, ด้านการจัดการภัยพิบัติ, ด้านความปลอดภัยทางสังคม, ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการจัดการ การเมือง.

 

“ไอเอ็มเอฟ” ชี้เศรษฐกิจไทยเชื่องช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884907


แนะใช้ค่าบาทอ่อน-ลดดอกเบี้ย เพิ่มยากระตุ้นการเงิน-การคลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้สรุปผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2560 (2017 Article IV Consultation) จากการเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 16 ก.พ.-1 มี.ค.2560 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ระยะข้างหน้ายังเผชิญกับความไม่แน่นอน และปัจจัยเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำ โดยบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปปี 2560 จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงาน แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2.5% ต่อไปอีกหลายปี

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศของไทยจะมาจากผลของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนและการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงจะเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าที่คาด ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเติบโตเชื่องช้าและอัตราเงินเฟ้อต่ำ จึงแนะนำให้ใช้นโยบายผสมผสานทั้งการคลังและการเงิน รวมทั้งปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนกำลังซื้อระยะสั้น และเพิ่มศักยภาพในระยะยาว ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวยังจะช่วยลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่าและจะช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงปรับสูงขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ที่แท้จริง โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนควรเป็นปราการด่านแรกที่จะช่วยรองรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ซึ่งทางการสามารถเข้าดูแลได้เมื่อจำเป็นที่เกิดความผันผวนผิดปกติ

ไอเอ็มเอฟยังเสนอแนะให้ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนควบคู่กับการปรับปรุงการสื่อสารนโยบายเพื่อช่วยให้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสมดุลมากขึ้น และเอื้อให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงิน ขณะที่การใช้นโยบาย macroprudential หรือการดูแลเสถียรภาพเฉพาะจุดและการปฏิรูปเกณฑ์กำกับดูแลจะช่วยจัดปัญหาความเปราะบางของภาคการเงินได้ ทั้งนี้ สําหรับข้อกังวลที่ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบสามารถใช้ macroprudential ปิดช่องโหว่ได้.

 

คลอดยุทธศาสตร์ชาติภาคบังคับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884906


ออกกฎหมายตีกัน! ไม่ทำตาม “พักงาน-ไล่ออก”

ครม.เห็นชอบกฎหมาย 2 ฉบับ กำหนดแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมการบังคับใช้ และการจัดทำแผนแม่บท และแผนการปฏิรูปประเทศ ชี้ใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาประเทศไทยที่ไม่เดินหน้าพัฒนาประเทศตามแผน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. …และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. … ซึ่งเป็นการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดว่า ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสร็จใน 120 วันหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แผนปฏิรูปประเทศ ต้องจัดทำเสร็จใน 6 เดือน และแผนยุทธศาสตร์ชาติต้องจัดทำเสร็จใน 1 ปี โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นฝ่ายเลขานุการ

“ต่อไปไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่เข้ามาเป็นรัฐบาลจะต้องปฏิบัติตามแผนฯที่กำหนดไว้เพื่อให้การพัฒนาประเทศและการดำเนินโครงการสำคัญเดินหน้า ถ้าหากไม่ดำเนินการก็จะถูกฟ้องร้องได้ ซึ่งจะแก้ปัญหาของประเทศไทย จากที่ผ่านมามีการจัดทำแผนจำนวนมาก แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบายหาเสียง เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็สามารถนำมาดำเนินการได้ แต่ต้องไม่ทิ้งแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ ส่วนกรณีที่กำหนดแผนไว้ในกฎหมายแล้วเกิดสถานการณ์ในอนาคตเกิดเปลี่ยนแปลง กฎหมายก็ได้เปิดช่องให้เปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ได้ แต่ต้องเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนและนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา”

สำหรับสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.การจัด ทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. …กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยคำนึงถึงเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเป็นรองประธาน มีหน้าที่จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอ ครม.และกำหนดวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำร่างตลอดจนการติดตามตรวจสอบและประเมินผล

สำหรับวิธีการทำงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้น เพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ ก่อนเสนอต่อ ครม.และรัฐสภาให้ความเห็นชอบ จากนั้นให้นายกรัฐมนตรีนำร่างยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศใช้ จากนั้นต้องมีการจัดทำแผนแม่บท ส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและ ครม.เห็นชอบ ซึ่งเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้จะมีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนแม่บทนั้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องสอดคล้องกับแผนแม่บท ขณะที่ ครม.มีหน้าที่ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายโดยกำหนดนโยบายการบริหาร

“ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ดำเนินการภายใน 1 ปี หากพบว่ามีมูล ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาสั่งพักราชการ หรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป หรือในอีกกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ให้แจ้งให้หน่วยงานทราบ ถ้าหากยังไม่แก้ไขปรับปรุง หรือไม่แจ้งผลภายใน 60 วัน ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เสนอต่อ ครม. หากพบว่า หน่วยงานนั้นไม่ดำเนินการ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป”

ส่วนร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. …กำหนดให้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านที่จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท โดย ครม.ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับจากกฎหมายที่ใช้บังคับ สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน ในเบื้องต้นมี 11 ชุด ซึ่งแต่ละชุดจะมีไม่เกิน 15 คน และภายใต้กฎหมายนี้ กำหนดให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศเพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้โดยมี ครม.กำกับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานรัฐดำเนินการ ทั้งนี้ หากการดำเนินการไม่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศประสานรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อแก้ไขปรับปรุงความไม่สอดคล้องนั้น แต่หากไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาต่อไป.

 

ไทยเวียตเจ็ท เพิ่มเที่ยวเส้นทาง ภูเก็ต – เชียงราย บินทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 04:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/884962


สายการบินไทยเวียตเจ็ท ได้เพิ่มบริการเที่ยวบิน ภูเก็ต – เชียงราย ทุกวัน และเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เป็นวันละ 3 เที่ยวต่อวัน โดยทั้งสองเส้นทางจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 26 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป…

นาง เหวียน ถิ ถวิ บิ่ง รองประธานฝ่ายการพาณิชย์ เวียตเจ็ทกรุ๊ป กล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ไทย เวียตเจ็ทได้ทำการเปิดเส้นทางบินในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเราได้กระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคทั้งในด้านความสะดวกสบายและความคุ้มค่าของการบริการ ในปีนี้เราจึงเพิ่มจำนวนเที่ยวบินบนเส้นทางปัจจุบัน คือเส้นทาง ภูเก็ต – เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป

รองประธานฝ่ายการพาณิชย์ เวียตเจ็ทกรุ๊ป กล่าวต่อว่า ไทยเวียตเจ็ทมีแผนการขยายเครือข่ายการบินเพื่อเชื่อมโยงกรุงเทพฯ สู่จังหวัดต่างๆ ในประเทศไทยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป เนื่องจากสายการบินเวียตเจ็ทมีอัตราค่าโดยสารและการบริการที่ดีเยี่ยม จึงทำให้เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำเสนอบริการเที่ยวบินราคาประหยัดในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแผนดึงดูดนักธุรกิจให้หันมาใช้บริการของสายการบินมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอบริการเสริมพิเศษ “สกายบอส (SkyBoss)” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในเที่ยวบินเส้นทางภายในประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย

นาง เหวียน ถิ ถวิ บิ่ง กล่าวอีกว่า ไทยเวียตเจ็ทพยายามพัฒนาบริการต่างๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของนักเดินทางธุรกิจให้มากที่สุด อาทิ บริการสกายบอส ซึ่งมอบสิทธิพิเศษการเช็กอินและขึ้นเครื่องก่อน การพักผ่อนในสกายบอสเลานจ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ การเลือกที่นั่งได้ตามความต้องการ ตลอดจนบริการที่นั่งแบบพรีเมี่ยมที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่า และบริการมื้ออาหารหลากหลายเมนู ถือเป็นการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่สมบูรณ์แบบของที่นั่งชั้นพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อนักเดินทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนการเดินทางที่คุ้มค่า

สายการบินไทยเวียตเจ็ทดำเนินธุรกิจในตลาดการบินในประเทศของเมืองไทยอย่างเต็มตัว ปัจจุบันให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศไทย 3 เส้นทาง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางด้วยเที่ยวบินราคาประหยัด บนเส้นทางกรุงเทพฯ – ภูเก็ต (ทุกวัน), กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ (จะเพิ่มเป็น 3 เที่ยวต่อวัน), และ ภูเก็ต – เชียงราย (จะมีบริการเที่ยวบินทุกวัน ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2560).