“หมดเวลาของถ่านหินแล้ว” ประสิทธิชัย หนูนวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482844

"หมดเวลาของถ่านหินแล้ว" ประสิทธิชัย หนูนวล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ต้องยุติลงชั่วคราวหลังถูกต่อต้านจากประชาชนและองค์กรเอกชน โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาและทำความเข้าใจ พร้อมจัดทำ EIA และ EHIA ใหม่ เน้นให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

หนึ่งในแกนนำผู้ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จ หนีไม่พ้น ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

กว่า 10 ปีเต็มที่เขาต่อสู้และยืนยันมาตลอดว่า “กระบี่และประเทศไทยไม่ต้องการถ่านหิน”

ทำไมต้องต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ทั้งโลกเขารู้ว่าถ่านหินอันตรายมาประมาณ 10 ปีแล้ว เริ่มจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดที่ทำงานวิจัยพบว่า มีเด็กเป็นโรคพิการทางสมองปีละ 3 แสนคนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ มีการออกประกาศเตือนจากรัฐบาลว่าห้ามกินสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติใน 39 รัฐ เพราะมีสารปรอทจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่บารัก โอบาม่า สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้ประกาศสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในปี พ.ศ.2558 ถึง 94 โรง และในปีพ.ศ. 2559 อีก 41 โรง รวมทั้งยืนยันว่าในอนาคตต้องปิดให้หมดทั้งประเทศ

ที่เมืองสตุ๊ตการ์ทประเทศเยอรมันมีงานวิจัยว่าคนเสียชีวิตเพราะโรคที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถึงปีละหมื่นคนและทำให้คนยุโรปมีอายุสั้นลง 11 ปี โดยประเทศที่ประกาศชัดแล้วว่าจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินคือ แคนาดา สวีเดน และอังกฤษที่บอกว่าจะปิดให้หมดทั้งประเทศภายในปีค.ศ.2030 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางในยุโรปและอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ถ้าเขาจัดการกับความอันตรายและมลพิษได้จริง คงไม่จำเป็นต้องปิดโรงไฟฟ้า เพราะการปิดโรงไฟฟ้า 1 โรง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่แฟชั่นที่ทำตามกัน แต่หมายถึงการสูญเสียพลังงานไปจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้เลือกที่จะปิดเพราะเขาคิดเรื่องต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกเป็นหลัก

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งโลก พอมารีวิวดูแล้วมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่บอกว่า ฉันจะทำถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสะอาด ทั้งที่บนโลกใบนี้ ประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเขาบอกว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดจัดการกับถ่านหินได้ นอกจากต้องปิดมัน ปิดอย่างเดียวเลย ไม่เว้นแม้แต่จีน ที่น่าจะเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมากที่สุดในโลก เมื่อเขาทราบว่ามีคนได้รับผลกระทบในเรื่องระบบทางเดินหายใจปีละเป็นล้านคน ก็ได้ประกาศปิดโรงงานไป 100 โรง และบอกว่าจะทยอยปิดลงเรื่อยๆ  ทั้งหมดคือรูปธรรมว่าทำไมเราถึงค้านถ่านหิน เพราะถ้าสะอาดจริง คงไม่มีใครค้าน ทุกคนอยากได้ไฟฟ้าหมด แต่เมื่อมันมีทางเลือกอื่นก็ต้องเลือกทางเลือกที่ดีกว่า ถ่านหินมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้วไม่ว่าที่ใดในโลก มันเป็นความเห็นของโลกใบนี้ไปแล้ว

มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจากประเทศญี่ปุ่น

ในเอเชีย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดูทิศทางแล้วเขาน่าจะเชียร์ถ่านหินซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่คิดว่าเป็นเพราะหลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด อย่างไรก็ตามถ้าเราดูสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในญี่ปุ่นจะพบว่าค่อนข้างเพิ่มขึ้น บริษัทบ้านปูของไทยก็ไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนที่นั่น คือทิศทางค่อนข้างชัดว่าเขาต้องหาพลังงานอย่างอื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ และเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะอยากขายเทคโนโลยีด้วยก็เป็นได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ หลายประเทศมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ก็จริง แต่มันไม่มีประเทศไหนออกมายืนยันว่ามันสะอาด

ตอนถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหาร มีคนจากกระทรวงพลังงานมานั่งพูดคุย เราถามเขาไปว่า ที่อ้างญี่ปุ่นนั้นของานวิจัยประกอบได้ไหม จะได้รู้ว่ามันปลอดภัย ถ้างานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการพิสูจน์จากองค์กรระหว่างประเทศว่าถูกต้องและเชื่อถือได้จริง เราจะเลิกค้านทันที การที่คุณอ้างว่าไปดูงานมาแล้ว ญี่ปุ่นไม่มีมลพิษ น้ำสะอาด คุณภาพชีวิตคนเขาดี แบบนี้มันง่ายเกินไป เวลาพูดต้องเอาข้อเท็จจริงมาตั้ง ไม่อย่างนั้นเราก็พูดกันไปเรื่อย เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ปรากฎว่าเขาไม่มีงานวิจัยมายืนยัน

ผมเลยคิดว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อโฆษณาแปรสภาพให้ถ่านหินที่สกปรกนั้นสะอาด แต่ไม่ได้แปรสภาพโดยใช้เทคโนโลยีจริงๆ มากกว่านั้นเวลาพูดเรื่องถ่านหิน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดวิจัยแล้วว่า มันมีมลพิษมากกว่า 80 ชนิด แต่ประเทศไทยพูดอยู่เพียงแค่ 3 ชนิด ซัลเฟอร์ คาร์บอน ไนโตรเจนออกไซด์ ไอ้ตัวที่ร้ายแรงไม่พูด แคดเมียม ปรอท ไม่พูด แล้วมันยังไม่มีเทคโนโลยีใดจัดการความอันตรายของพวกนี้ได้

รัฐบาลบอกว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินของไทยยังนับว่าน้อยหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

แนวโน้มคือต้องเลิกไม่ใช่เพิ่ม ก็ดีแล้วที่ประเทศเรามีน้อย คือเราไม่ได้ฮาร์ดคอร์ขนาดเสนอให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ เพราะรู้ว่าลำบาก แต่โรงใหม่ต้องไม่เพิ่ม

งานวิจัยก็มี ทิศทางโลกก็ชัดเจนแล้ว เหตุใดรัฐบาลยังอยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม

ผมค้นหาเหตุผลมานาน สรุปได้ตัวเดียวคือ เขาต้องการขายถ่านหิน บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มี 3 บริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหิน ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล เข้าซื้อหุ้นของบริษัท Adaro Indonesia (AI) สัดส่วน 11-12% มูลค่าราว 1.17 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจในเหมืองถ่านหิน ที่ตั้งอยู่ในเกาะกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย

ทีนี้บริษัทมีถ่านหินอยู่ในมือ คำถามคือจะขายที่ไหนในโลกใบนี้ เพราะว่าเขาไม่ซื้อกันแล้วและลดลงเรื่อยๆ ประเทศอย่างพม่าก็ประกาศยุติเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไอ้ที่สร้างอยู่ในอาเซียนมีเพียงแค่เวียดนามและลาว ประเด็นคือสองประเทศนี้ คนถือหุ้นใหญ่ในบริษัทคือนายทุนจากไทย พูดง่ายๆ ว่า ในอาเซียนคนที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินคือไทย เมื่อถ่านหินมีจำนวนมากก็ต้องผลักดัน เช่น กฟผ.อินเตอร์ฯ ที่มีโรงไฟฟ้าในเวียดนาม หรือโรงไฟฟ้าหงสา ในลาวที่คนถือหุ้นใหญ่คือ ราชบุรีโฮลดิ้ง บริษัทลูกของ กฟผ. และ บ้านปู ที่เป็นของเอกชน พอสัมปทานมากๆ ก็ต้องหาที่ระบาย ต้องใช้กลไกทั้งอำนาจรัฐและการสื่อสารเพื่อให้คนเชื่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสะอาด ข้ออ้างเรื่องสัดส่วนเชื้อเพลิงที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่ เพราะผลลัพธ์ที่เราต้องการคือไฟฟ้าไม่ใช่สัดส่วนที่เหมาะสม มันมีวิธีการได้มาซึ่งไฟฟ้าที่ไม่ทำร้ายใคร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เอาแค่ตัวอย่างนะครับ ในแง่สิ่งแวดล้อม 1.การขนถ่ายถ่านหิน ปรากฎว่าทุกที่ที่มีท่าเรือถ่านหินมันเคยล่มทุกที่ เมื่อเรือล่มผงถ่านหินจะกระจายไปสู่ระบบนิเวศ ลงทะเล ทำลายปะการัง แพลงก์ตอน และอื่นๆ 2.การดูดและปล่อยน้ำหล่อเย็นออกจากโรงไฟฟ้า ตอนดูดก็ดูดสัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปด้วย ตอนปล่อยน้ำออกมาก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ ซึ่งทำลายระบบนิเวศทั้งหลาย 3.ขี้เถ้าถ่านหิน จำนวนมหาศาลเวลาไปกองที่ไหน มันจะทำลายระบบนิเวศที่นั่น เวลาฝนตกก็เรี่ยราด กระจายไปทั่ว 4.ควัน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดวิจัยว่าไปได้ไกลกว่า 900 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับกระแสและทิศทางลม

ในแง่การท่องเที่ยว กระบี่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการดำน้ำดูปะการัง แน่นอนว่าเส้นทางการขนถ่ายถ่านหินจะกระทบกับเรื่องนี้ ถ้าเกิดเรือล่มสักลำ อะไรจะเกิดขึ้น ระบบนิเวศทางทะเลเป็นระบบน้ำวนด้วย ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั่วพื้นที่รอบอันดามัน การท่องเที่ยว 4 แสนล้านก็เจ๊ง จริงๆ  เอาแค่เรือผ่านเข้ามาก็ทำให้ตะกอนขุ่น ฟุ้ง หญ้าทะเลที่เป็นอาหารของสัตว์นานาชนิดก็เกิดปัญหาแล้ว พื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ) เมื่อเรือเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของกระบี่และอันดามัน

ด้านสุขภาพ งานวิจัยทั่วโลกมีจุดร่วมกันคือ ผลกระทบด้านโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่กระบี่หนีไม่พ้นเช่นกัน

ในด้านเศรษฐกิจ เราเคยสำรวจนักท่องเที่ยวสองรอบ รอบแรกกว่า 800 คน รอบที่สองกว่า 1,000 คน 90% บอกว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อไม่มากระบี่ก็หมายถึงไม่มาอันดามันรวมถึงไม่มากรุงเทพฯ ด้วย  เพราะเวลานักท่องเที่ยวยุโรปเขามา เขาวางแผนกันเป็นเดือน มากรุงเทพฯ ไปเที่ยวอันดามันแล้วขึ้นไปเชียงใหม่ ทีนี้ถ้าตัดสินใจไม่มาอันดามันก็เท่ากับที่อื่นๆ กระทบไปด้วย

ภาพถ่ายทางอากาศ สภาพพื้นที่ชุ่มน้ำปากอ่าว ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้ากระบี่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และพื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และท่าเทียบเรือ

กระแสสนับสนุน-คัดค้านจากคนในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง

กลุ่มคนที่หนุน ต้องยอมรับว่า กฟผ.อยู่กับกระบี่มา 30 ปี เดิมเขามีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 60 เมกะวัตต์ที่ปิดไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เป็นโรงไฟฟ้าน้ำมันเตา เพราะงั้นเขาเกื้อกูลกันมาตลอด คนเชียร์มีอยู่จริง แต่ถามว่าเป็นชาวบ้านจำนวนเยอะไหม ไม่ คนเชียร์เป็นพวกกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนที่การไฟฟ้าหยิบมาเป็นแกนนำ มีการเคลมว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน รวมทั้งมีการใช้อำนาจรัฐในการเกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสนับสนุนด้วย แต่เมื่อไปถามชาวบ้านชัดเจนเลยว่าพวกเขาปฎิเสธ เราดูง่ายๆ นะครับถ้าคนกระบี่ที่เชียร์ถ่านหิน เชียร์ด้วยการตกผลึกแล้วว่า ถ่านหินนั้นดี ป่านนี้ได้ตีกันแล้วกับฝ่ายที่คัดค้าน แต่ประเด็นคือ เขาไม่ได้เชียร์แต่ไปตามแกนนำ ไม่ได้สนใจว่าสร้างได้หรือไม่ เขาไม่ได้ทะเลาะหรือขัดแย้งกัน เพราะจริงๆ แล้วไม่มีปัญหากัน บางคนได้เงินก็ไปร่วมกับเขาดีกว่าอยู่เปล่าๆ 2 ชั่วโมงก็กลับบ้าน

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีสั่งให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  ใหม่ ปัญหาของครั้งที่แล้วคืออะไร

มันมีทั้งกระบวนการและเนื้อหา กระบวนการขาดการมีส่วนร่วม มันไม่ได้เรื่องมาตั้งแต่ต้น ขณะที่เนื้อหา เมื่อกระบวนการมันไม่ดี ทำให้ประชาชนไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรบ้างที่คุณต้องประเมินผลกระทบ บริษัทที่รับจ้างทำสำรวจเขาก็สามารถเขียนเองได้ว่า ฉันจะประเมินเฉพาะหัวข้ออะไรบ้าง หัวข้อไหนไม่ประเมิน เพราะงั้นโดยเนื้อหามันก็เพี้ยนไปแล้ว ยังไม่นับว่าสิ่งที่ประเมินนั้นมันผิดพลาดอีก

ตอนทำรายงานฉบับนี้เสร็จเขาก็ให้กรรมการพิจารณาในรอบแรก และถูกชี้ว่ามีข้อบกพร่องประมาณ 150 ข้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โดยเนื้อหาเขาก็บกพร่องจากกระบวนการที่บกพร่อง เพราะงั้นเราไม่ควรเอาความบกพร่องมาเป็นเครื่องมือของการเกิดโรงไฟฟ้า

ข้อเสนอใหม่คืออะไร

เราเสนอว่า ยกเลิก EIA และ EHIA ออกไป ถ้าอยากสู้คุณต้องมาทำกติกาใหม่ที่เป็นธรรมทั้งในด้านกระบวนการและเนื้อหา ต้องมาวางรายละเอียดกัน จะไม่เป็นแบบเดิมที่ให้บริษัทรับจ้างไปทำฝ่ายเดียว ต้องมีกรรมการชุดหนึ่งมากำกับกระบวนการว่าควรเป็นอย่างไร และเมื่อตกลงเชิงกระบวนการได้แล้ว จึงไปลงมือทำ ซึ่งในกระบวนการลงมือทำกรรมการต้องกำกับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ของ EIA แถมต้องเป็น EIA ฉบับพิเศษด้วยเพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นแรมซาร์ไซด์ เราคิดว่าถ้าทำตามนี้ ถ่านหินไม่มีทางอยู่แล้วที่จะผ่าน เพราะกฎหมายบอกว่า จะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเฉพาะภาคท่องเที่ยวนับแสนคนก็ไม่เอาแล้ว มันจบแล้ว แต่ที่ผ่านมาเขาไม่ถามภาคท่องเที่ยว ตัดออกไปเลยแล้วเกณฑ์แต่คนสนับสนุนมาอยู่บนเวที

คราวนี้ถ้าการไฟฟ้าอยากลอง EIA มีสองฉบับนะครับ ทั้งท่าเรือและโรงไฟฟ้า ท่าเรือ 3 ปี โรงไฟฟ้า 3 ปี ถ้าอยากลองก็ลองไป ไม่มีปัญหา แต่เชื่อว่าไม่มีทาง เรากล้าหาญพอที่จะให้การไฟฟ้าพิสูจน์ถ้าคิดว่าดีจริงก็มาพิสูจน์ดู ภายใต้การประเมินอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

ถ้าไม่ใช้ถ่านหิน มีทางเลือกอื่นไหม

จริงๆ รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานต้องตั้งสติก่อนว่า ผลลัพธ์ที่ประชาชนต้องการคือไฟฟ้านะ ไม่ใช่ถ่านหิน เมื่อผลลัพธ์เป็นอย่างนี้ โจทย์ที่ต้องตั้งก็คือ เราจะได้ไฟฟ้าจากไหน แล้วมาทำแอ็คชั่นเเพลนระดมสมองกับคนกระบี่ว่าจะได้ไฟฟ้ามาอย่างไร ที่มันเป็นปัญหาเพราะคุณไปตั้งโจทย์ว่า คุณจะเอาถ่านหินไง มันเลยเกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นทางออกคือ เรามาตั้งโจทย์กันใหม่แล้วมาช่วยกันคิด มันมีทางออกที่ดีกว่านี้แน่นอน ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่มโน เพราะในต่างประเทศมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้ว

แต่ผมว่าการไฟฟ้าไม่มีทางจะทำให้ประชาชนในกระบี่ทำพลังงานหมุนเวียนได้ เพราะถ้ากระบี่ทำได้ จังหวัดอื่นๆก็ทำได้ ลองคิดดูทำจังหวัดละแค่ 1,000 เมกะวัตต์ก็พอ 10 จังหวัดก็ 1 หมื่นเมกะวัตต์แล้ว สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือเมื่อประชาชนผลิตไฟฟ้าเองได้ นายทุนจะตาย ในอเมริกาชัดเจนว่า บริษัทผลิตไฟฟ้าขาดทุนปีละ 1-2 หมื่นล้านจากการที่คนอเมริกาเริ่มเอาโซล่าเซลล์ไปวางไว้บนหลังคา

ทุกวันนี้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟปีละประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยการผลิตไฟฟ้า 100% ในประเทศ ตัวเลขกลมๆ 40% เป็นของการไฟฟ้า อีก 60% เป็นของเอกชนผลิต ลองคิดดูว่า 60%ของ 6 แสนล้านนั้นเท่าไหร่ ที่ได้กับคนไม่กี่ตระกูล มันไม่ยุติธรรม จริงๆ มันควรได้กับคนทั้งประเทศ มันคืออธิปไตยด้านพลังงาน

มีคนบอกว่าการใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานชนิดอื่นอาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

เป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงานโกหก โอเคเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมันมีราคาแตกต่างกันจริง แต่มันไม่ได้มีนัยจนกระทั่งทำให้ค่าไฟแพงสูงลิ่วเกินเหตุเหมือนที่อ้าง สาเหตุที่แท้จริงของค่าไฟแพงมาจากค่าความพร้อมจ่ายในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง

ตัวอย่างเช่นตอนนี้เราผลิตไฟฟ้าเกินอยู่ราว 1 หมื่นเมกะวัตต์ ไอ้การเกินเหล่านี้เป็นต้นทุน คือเราทำสัญญาไว้แล้ว ใช้ไม่ถึงคุณก็ต้องจ่าย เขาเรียกค่าความพร้อมจ่าย ปีที่ผ่านมา ค่าความพร้อมจ่ายมีมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท แล้วใครจ่ายล่ะ ประชาชนทุกคนไง นี่แหละคือต้นทุนที่ทำให้ค่าไฟแพง ทุกวันนี้เรามีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงถึง 40% ตามมาตรฐานโลกคือให้มีกำลังสำรอง 15% เท่านั้น แต่คุณไม่พูดตรงนี้ เอาแต่พูดว่าถ้าใช้พลังงานหมุนเวียน ค่าไฟก็จะแพงขึ้น ประชาชนรับได้หรือเปล่า แล้วจริงๆ พลังงานหมุนเวียน มันไม่แพงอย่างที่เขาบอกแน่นอน ลองไปดูข้อมูลจากองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ  (IRENA) ปรากฎว่าตอนนี้ ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถูกลงโดยหลายประเทศใช้วิธีการประมูลว่าจะผลิตไฟฟ้าจากอะไร ซึ่งที่ชิลีโซล่าเซลล์เอาชนะถ่านหินได้แล้ว เพราะต้นทุนถูกกว่า ขณะที่ซีอีโอบริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าในอเมริกา เคยบอกไว้ว่า ถ่านหินจบแล้ว นี่เราไม่ได้พูดเรื่องมลพิษนะ แต่พูดเรื่องต้นทุน มันจบแล้วเพราะมันแพงกว่าโซล่าเซลล์

*************************

โพสต์ทูเดย์ถามคำถามสุดท้ายกับ ประสิทธิชัย ว่า “ไม่ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไหนในประเทศไทยก็ไม่เอาใช่หรือไม่?” เขาตอบหนักแน่นและชัดเจน “ใช่ ไม่เอา”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnewsclearvdo%2Fvideos%2F258763527897465%2F&show_text=0&width=560

 

“ถ่านหินไม่จำเป็น ไฟฟ้าใต้เพียงพอ” เดชรัตน์ สุขกำเนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482784

"ถ่านหินไม่จำเป็น ไฟฟ้าใต้เพียงพอ" เดชรัตน์ สุขกำเนิด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท้องทะเลที่ขึ้นชื่อว่าสวยงาม และติดอันดับความสวย 1 ใน 10 ของโลก จ.กระบี่ เป็นเจ้าของท้องทะเลแห่งนั้น

แต่ในชั่วยามนี้ อนาคตของกระบี่กำลังถูกสั่นคลอน เมื่อรัฐบาลระบุถึงความจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินให้ได้ เพื่อรองรับแผนการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ที่อ้างว่าจะต้องพุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก

แม้ชาวบ้านในท้องที่จะผนึกกำลังต้านเพราะหวั่นเกรงเรื่องปัญหามลพิษ และแน่นอนว่าจะกระทบการท่องเที่ยว เมื่อมองถึงความคุ้มค่าทั้งด้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.กระบี่ คนที่ให้คำตอบที่ชัดเจน อย่าง เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ มองในทุกมิติเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างน่าสนใจ

เดชรัตน์ ฉายภาพว่า รัฐบาลคงไม่คิดมาก่อนว่า จะเกิดกระแสต่อต้านมากขนาดนี้ สังเกตได้จากผู้ชุมนุมปักหลักเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นครั้งแรกและเป็นการท้าทายอำนาจของคสช.ครั้งใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักและปรับเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับโครงการ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะต้องการสิ่งใดกันแน่ เพราะต่างคนต่างพูดไม่ตรงกัน ผู้แทนประชาชนพูดว่า กระบวนการ EIA และ EHIA เดิมนั้นจะต้องถอนออกไป และไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ขณะที่ภาครัฐจะใช้คำว่าทบทวน โดยเพิ่มเติมประเด็นเข้าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อึมครึมมาโดยตลอด

เดชรัตน์ เสริมเรื่องความสับสนของรัฐบาลว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงต่อสาธารณะหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีความชัดเจนอีก และยังสับสนเหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นแผน เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดความสับสน รัฐบาลตั้งใจที่จะไม่พูดคำว่าถอน EIA ออกมา เพราะนั่นหมายถึงการตั้งต้นใหม่ ดังนั้น ทิศทางที่เป็นไปได้คือจะไม่ใช่การเซตซีโร่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

“คงเป็นการเติม หรือทบทวนในประเด็นต่างๆ แต่จะเติมประเด็นใด หรือมากขนาดไหน ก็ต้องตีความสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดเอาไว้ คือ ต้องมีคณะกรรมการเข้ามาทำงาน 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาในประเด็นต่างๆ หรือที่เรียกว่าไตรภาคี ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้คณะกรรมการไตรภาคีชุดเดิมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งท้ายเอาไว้แค่ว่า หากรายงาน EIA ไม่ผ่าน โรงไฟฟ้าก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยืนยันว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินมีความจำเป็นสำหรับการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้”

เดชรัตน์ สรุปว่า รัฐบาลยังคงสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ เพียงแต่ให้ไปปรับรายงาน EIA และ EHIA ให้สมบูรณ์และมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น และค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า รัฐบาลไม่ได้ทำใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นการเพิ่มประเด็นและทบทวนมากกว่า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเข้ามามีส่วนร่วมได้บ้าง

กระนั้น เดชรัตน์ ยอมรับว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการทำงานไตรภาคี ในช่วงแรกก็เริ่มต้นและดำเนินการด้วยดีมาโดยตลอด กระทั่งเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้สั่งการให้ยุติการทำงานทุกอย่างลง โดยที่ยังไม่มีมติใดๆ และยังไม่มีผลของการทำงาน จากนั้นก็ทราบว่ามีการเขียนสรุปผลการทำงานส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งคณะทำงานทั้งหมดไม่ทราบได้ว่าเขียนอะไรลงไปบ้างในสรุปรายงานนั้น

“ผมยืนยันกับ พล.อ.สกนธ์ ไปแล้วว่า สิ่งที่ท่านได้ยื่นให้กับนายกฯ นั้น ถือว่าไม่ใช่มติของคณะทำงานไตรภาคี ส่วนท่านจะไปสรุปอย่างไรก็สุดแท้แต่ และเป็นความคิดเห็นของท่านเพียงคนเดียว”

พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ เพียงพอ ไม่ต้องเพิ่ม

เดชรัตน์ กล่าวอีกว่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย และกำลังการผลิตของการไฟฟ้านั้น ภาพรวมของการใช้ไฟฟ้า และกำลังผลิตสำรองที่เรามีมากถึง 31% เกินจากกำหนดเอาไว้ที่ 15% โดยทั้งประเทศใช้กำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 2.9 หมื่นเมกะวัตต์ และเรามีกำลังผลิตอยู่ที่ 4 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งมันมากเกินคำว่าเพียงพอไปแล้ว

“แต่รัฐบาลพยายามพูดถึงภาคใต้ว่าไฟไม่พอใช้ แต่จริงๆ แล้ว ในภาวะปกติภาคใต้จะใช้ไฟฟ้ารวมแล้วประมาณ 1,800 เมกะวัตต์ ขณะที่ช่วงที่คนมีความต้องการไฟฟ้าสูงก็จะพุ่งไปที่ 2,500 เมกะวัตต์ และในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด ซึ่งจะมีช่วงเดียวของปีนั้น อัตราการใช้ไฟฟ้าก็จะพุ่งไปที่ 2,800 เมกะวัตต์ ถือว่าสูงสุดไม่เกินจากนี้อีกแล้ว”

เดชรัตน์ เสริมว่า เมื่อไปมองที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากภาคใต้ พบว่าโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตหลักสามารถผลิตไฟฟ้าได้อยู่ที่ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งครอบคลุมอัตราปกติของการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่ใช้กันอยู่ 1,800 เมกะวัตต์ แต่หากไม่พอ ก็จะมีกำลังผลิตเสริมที่เข้ามาช่วยอีกประมาณ 500 เมกะวัตต์ และนอกจากนี้ ยังมีพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่เข้ามาช่วยได้อีก แม้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มองว่าพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมันไม่แน่นอน แต่จริงๆ แล้วมันวางแผนได้ สั่งการให้ผลิตล่วงหน้าได้ เพราะพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมาจากพลังงานของก๊าซชีวมวล หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมันสามารถกักเก็บไว้ได้ และมีกำลังผลิตเพิ่มให้ได้อีก 400 เมกะวัตต์

“รวมถึงยังมีสายส่งจากภาคกลางที่จะเข้ามาช่วยเสริมอีกหากไฟขาดรวม 700 เมกะวัตต์ และท้ายสุดหากยังไม่พออีก ก็จะมีสายส่งจากประเทศมาเลเซียที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้ามาช่วยเพิ่มเติมอีก 300 เมกะวัตต์ รวมแล้วภาคใต้กำลังผลิตไฟฟ้า และสำรองไฟฟ้าทั้งหมดรวม 4,300 เมกะวัตต์ มากกว่าอัตราการใช้สูงสุดที่ 2,800 เมกะวัตต์ ดังนั้น ผมคิดว่ายังไงก็พอ” เดชรัตน์ ให้ความเห็น

แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นให้ได้นั้น ก็น่าจะมาจากความกังวลว่าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เริ่มลดน้อยลง และคิดว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และสามารถสั่งการได้ ก็จะมีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าเดิม ดังนั้น จึงนำไปสู่แนวคิดโครงการสร้างโรงไฟฟ้าทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ สงขลาด้วย

พลังงานหมุนเวียน ทางออกที่น่าจะดีที่สุด

เดชรัตน์ มองว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินมีข้อเสียอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถ่านหินเป็นปัญหาอันดับหนึ่งและเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุด ดังนั้น หากหลีกเลี่ยงถ่านหินได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

ประกอบกับภาคใต้ มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นมามาก โดยเฉพาะจากเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ศักยภาพของภาคใต้ที่มีทรัพยากรที่สามารถทดแทนถ่านหิน ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เดชรัตน์ บอกอีกว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มขึ้นปีละราว 100 เมกะวัตต์เท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เราจะสร้างคือรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามากถึง 800-2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมันเป็นสัดส่วนที่แตกต่างกันกับความต้องการไฟฟ้า

“พลังงานหมุนเวียนเป็นทรัพยากรเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้ารองรับกับความต้องการจริงๆ ของคนภาคใต้ โดยส่งผลกระทบน้อยกว่าถ่านหินอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการคำนวณแล้วก็พบว่า หากเราใช้พลังงานจากก๊าซชีวมวล ผลพวงส่วนหนึ่งก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนได้ และเกษตรกรก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยกิโลกรัมละ 1 บาทจากพลังงาน และตรงนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

เดชรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวใน จ.กระบี่ ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทำทิศทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากยิ่งกว่านี้ ทุกวันนี้กระบี่ไม่มีบานาน่าโบ๊ต หรือเจ็ตสกี เพราะเกิดจากการพยายามควบคุมและสร้างยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า กระบี่สีเขียว หรือ Krabi Go Green จะเน้นคุณภาพเป็นนักท่องเที่ยวที่สนใจสิ่งแวดล้อมเข้ามามากยิ่งขึ้น และผู้ประกอบการเองก็เห็นด้วยโดยเริ่มลงมืออนุรักษ์กัน ทั้งโครงการ Zero Carbon Resort ที่เจ้าของรีสอร์ทกว่า 10 รายเข้ามาร่วมโครงการที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก โดยวางแผนที่จะลดการใช้พลังงานของตนเองลง

 

“กมลวิศว์” ชู อตก. ผู้นำด้านตลาดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482292

"กมลวิศว์" ชู อตก. ผู้นำด้านตลาดอาเซียน

โดย…สิทธินี ห่วงนาค

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจสำคัญช่วยเกษตรกรด้านการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร ทั้งการจัดหาและจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรมและตรงตามเวลาที่ต้องการให้แก่เกษตรกร

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาขาดทุนสะสมมาต่อเนื่อง จึงถือเป็นเป้าหมายท้าทายของ “กมลวิศว์  แก้วแฝก” ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ที่ต้องพลิกฟื้นองค์กรนี้ให้กลับมามีศักยภาพที่ดีขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกร

กมลวิศว์ กล่าวว่า เป้าหมายที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เพราะเห็นว่าที่นี่ขาดทุนมาต่อเนื่อง 100 ล้านบาท ประกอบกับเป็นตลาดที่ตอบสนองและเป็นช่องทางช่วยเกษตรกรขายสินค้าได้จริง ซึ่งต้องมีการปฏิรูปการบริหาร เพราะหากปล่อยไป อ.ต.ก.มีแต่จะแย่ลง ดังนั้นจึงเสนอคณะกรรมการ อ.ต.ก. (บอร์ด อ.ต.ก.) เพื่อขอปรับรูปแบบการบริหารจากเดิมการทำงานให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐ 70% ด้านธุรกิจ 30% มาเป็นนโยบายรัฐ 40% และด้านธุรกิจ 60% เพื่อให้ อ.ต.ก.สามารถสร้างรายได้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าการทำงานตามนโยบายรัฐที่ อ.ต.ก.รับผิดชอบมีเพียงโครงการรับจำนำข้าว ที่ต้องดูแลสต๊อกข้าว 2 ล้านตันเท่านั้น

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ในยุค “กมลวิศว์” มั่นใจว่าภายหลังปรับแผนการทำธุรกิจ ในอนาคตตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้ อ.ต.ก.เป็นผู้นำด้านตลาดในอาเซียนภายในปี 2560 โดยปัจจัยสนับสนุนเป้าหมายคือ 1.การเปิดพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเกษตรกรมากขึ้น จากพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.  6,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ได้จัดสรรพื้นที่ 700 ตร.ม. ให้เกษตรกรตัวจริงจากทั่วประเทศที่จะมีการคัดเลือกกันเองมาจำหน่ายสลับหมุนเวียนกัน รวมทั้งยังเตรียมขยายตลาดมินิ อ.ต.ก. เริ่มในจังหวัดใหญ่ เช่น ขอนแก่น สงขลา ตรัง นครราชสีมา ภายในปีนี้กำหนดเปิดให้ได้อีก  20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรนำสินค้ามาขายเช่นกัน

2.กำหนดเพิ่มพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. อีก 1,000 ตร.ม. สำหรับเกษตรอินทรีย์ มีแผนเปิดตัว 30 มี.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายได้ในพื้นที่รวม 1,700 ตร.ม. 3.การเปิดตลาดสินค้าออนไลน์เพื่อให้ อ.ต.ก. เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรในตลาดออนไลน์ ภายใต้การการันตีคุณภาพของ อ.ต.ก. ที่ผู้บริโภคมีความเชื่อถือว่า สินค้า อ.ต.ก.ดี มีมาตรฐาน

“อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสินค้า อ.ต.ก. บางท่านอาจบอกว่าแพง แต่อยากให้เปิดใจ เช่น ท่านซื้อเงาะที่ตลาด อ.ต.ก. 100 บาท/กก. ท่านทานได้ทุกผล แต่หากซื้อที่อื่น กก.ละ 80 บาทท่านได้ไม่ถึง 60% ต้องซื้อ 2 กก. หรือกิโลครึ่งจึงได้ทาน 100% ฉะนั้นท่านซื้อแพงกว่า นอกจากนั้นสินค้า อ.ต.ก.สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และผู้ค้าทุกรายยินดีเคลมสินค้าให้หากว่าไม่ดีจริงหรือไม่พอใจ” กมลวิศว์ กล่าว

ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า ตลาดสินค้าออนไลน์จะเป็นช่องทางที่สำคัญของสินค้าเกษตรของไทยอีกรูปแบบหนึ่ง ช่วยในการเปิดตลาดชักชวนผู้สนใจสินค้าการเกษตรของไทยจากทุกประเทศสามารถเข้ามาติดต่อได้ ซึ่งจะทำรายการแนะนำสินค้าทั้งภาษาอังกฤษ จีน และอีกหลายๆ ภาษาเพื่อรองรับลูกค้าได้ทุกมุมโลก กรณีผู้สั่งอยู่ในเขต กทม.และปริมณฑลจะใช้เวลาส่งสินค้าภายใน 3 ชั่วโมง และกรณีเป็นภูมิภาคจะให้มินิ อ.ต.ก.ที่กระจายในหลายจังหวัดเป็นผู้จัดส่ง ส่วนกรณีการสั่งสินค้าจากต่างประเทศก็อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำระบบอยู่

อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่ทำงานอยู่กับ อ.ต.ก.เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร ทำให้ “กมลวิศว์” มองเป็นปัญหาต่างๆ อย่างเข้าใจ และเมื่อเข้ามาสวมหมวกคุมโดยตรง ทำให้มีเป้าหมายที่ท้าทาย โดยย้ำไว้ว่าหลังครบวาระ 4 ปี สิ่งที่อยากเห็น อ.ต.ก.เป็น คือสามารถเป็นองค์กรที่สามารถพึ่งตนเองได้ ทำธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ และสามารถเป็นตลาดเพื่อเกษตรกรได้จริงๆ

ชี้แจงข้อกล่าวหาตลาดเพื่อคนรวย

การเข้ามาทำ หน้าที่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ของ “กมลวิศว์” นอกจากการบริหารจัดการให้องค์กรหลุดจากปัญหาหนี้สะสมแล้ว ยังขอเคลียร์ข้อกล่าวหาที่สังคมมองว่าเป็นตลาดเพื่อคนรวย ไม่ใช่เพื่อเกษตรกรนั้น กมลวิศว์ กล่าวว่า ผู้อำนวยการ อ.ต.ก.ก่อนหน้านี้เป็นยังไงไม่ทราบ แต่หลังจากการเป็นอดีตกรรมการบริหาร อ.ต.ก.มา 2 สมัย ก็เอาปัญหามาแก้ไข โดยปัจจุบัน อ.ต.ก.มีพื้นที่ ตลาดประมาณ 6,000 ตร.ม. โดยจัดสรรให้เกษตรกรมาขายในส่วนของตลาดเกษตร และตลาดเกษตรอินทรีย์ 1,700 ตร.ม. ทั้งหมดฟรี ไม่ได้เก็บค่าเช่า ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับพื้นที่ตลาด เพราะ อ.ต.ก.ยังต้องหารายได้เลี้ยงองค์กร

และเมื่อหลายเดือนก่อน มีลุงคนหนึ่งมาขายฟักทองจากสวนราคากก.ละ 2 บาท อยู่หน้าฟุตปาท ได้ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเรียกมาคุย และ อ.ต.ก.ก็อนุญาตให้ขายได้ในพื้นที่ตลาดที่กันไว้ให้ ปรากฏว่าสามารถขายได้ถึง กก.ละ 25 บาทจนขายได้หมดสวนและคุ้มกับที่ลงทุนตลาดสดมาเฟียคุม นอกจากนี้ ข้อครหาที่มองว่าเป็นตลาดสดมาเฟียคุมนั้น กมลวิศว์ย้ำว่าที่นี่ไม่มีมาเฟีย ยืนยัน ใครเจอให้มาบอกเลยว่ามีมาเฟียที่ตลาด อ.ต.ก.เพราะหลังจากที่  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศเรื่องจะล้างมาเฟีย อ.ต.ก.ก็รับนโยบายนี้มาปฏิบัติอย่างจริงจัง ขณะที่อัตราค่าเช่าแผงในตลาด อ.ต.ก.นั้นก็ไม่ได้แพงปัจจุบันในตลาดทั้งหมดมี 600 แผงค่าเช่าเริ่มต้นที่ 120-380 บาท/แผงเป็นการปรับตามราคาที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ทุกวันนี้เงื่อนไขของการเช่าแผงคือ ผู้เช่าเป็นคนขายเอง ห้ามเซ้ง ห้ามให้เช่าช่วง จะต่อสัญญาทุก 3 ปี หากพบว่าผู้เช่ารายใดทำ ผิดเงื่อนไขจะยกเลิกสัญญาทันที

“ผลจากการไม่มีการเซ้งแผงผมว่าทำให้ไม่มีเรื่องมาเฟีย ที่ยังพอเห็นอยู่บ้างคือเรื่องการปล่อยเงินกู้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่พอเดินไปถามใคร ก็ไม่มีใครยอมบอกว่าใครปล่อยกู้”กมลวิศว์ กล่าว

 

ตำรวจมีไว้เพื่อ…ปฏิรูปหรือปฏิลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/481621

ตำรวจมีไว้เพื่อ...ปฏิรูปหรือปฏิลวง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจให้ทำงานสนองตอบประชาชน หลังเกิดเสียงครหาอย่างหนักหน่วงสำหรับคำว่า “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร หรือที่สื่อมวลชนให้ฉายา “ผกก.กระดูกเหล็ก” อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. กับ 11 ปี ต่อการผลักดันเรื่องดังกล่าวจนถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังได้รับเชิญไปแสดงทัศนะผ่านเวทีเสวนาปฏิรูปตำรวจ “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch)

ดูจะมึนๆ งงๆ กันไม่น้อย มีถ้อยคำใดไปทิ่มแทงใจผู้บัญชาการระดับสูง ถึงกับมีการแจ้งความผู้เสวนาทางวิชาการข้อหาหมิ่นศักดิ์ศรีตำรวจ

หนึ่งในสองรายที่ถูกแจ้งความถือเป็นบุคคลที่เคยเป็นตำรวจเสียด้วย?!? ซึ่งเรื่องนี้ดูยังไม่จบเมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เตรียมแถลงถึงวัตถุประสงค์การเสวนามิได้มีเจตนาหมิ่นศักดิ์ศรีตำรวจในเร็วๆ นี้

กระนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ เล่าผ่าน “โพสต์ทูเดย์” โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ทำเรื่องกฎหมายมา นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกตำรวจด้วยกันแจ้งความกล่าวหา ซึ่งส่วนตัวตั้งคำถามว่าพนักงานสอบสวนจะทำไปจากที่ผู้บังคับบัญชาสั่งมาได้หรือไม่ คงอาจหามุมจนกว่าจะมีความผิดให้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนก็คงลำบากใจ

“ถามว่าเรื่องนี้เป็นธรรมหรือไม่ เพราะเจตนาที่ทำเพื่อต้องการไม่ให้ใครกล้าพูดวิจารณ์ตำรวจอีก ซึ่งคือปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทย ถูกแจ้งข้อกล่าวหากันง่ายๆ และเมื่อศาลยกฟ้องผู้ที่กล่าวหาก็ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจำเลยจะเป็นแพะหรือไม่”

“ผกก.กระดูกเหล็ก” เล่าเบื้องหลังจากการที่ได้เข้าร่วมวงปฏิรูปตำรวจในช่วงที่เป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งได้มีการจัดทำพิมพ์เขียว ตั้งแต่การโอน 9 หน่วยงานตำรวจไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรม รวมถึงการแยกอำนาจพนักงานสอบสวนออกจาก สตช.

แต่ทว่า เมื่อ สปช.ยุบไปกลายร่างเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีการจัดทัพใหม่ ด้วยการนำข้าราชการตำรวจเข้ามากองอยู่ในอนุปฏิรูปตำรวจ และไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไหร่ ซึ่งแทนที่จะนำร่างของ สปช.ไปขับเคลื่อนต่อ แต่ไม่ไปถึงไหน ก็เหมือนเป็นการ “ปฏิลวง”

“สปท.ควรทำตามมติที่ สปช.เคยมีไว้ ไม่ใช่คิดใหม่เพราะเหมือนเป็นการซื้อเวลาทำให้หลงทาง” พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว

“ตำรวจไม่ใช่ตำรวจแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมอุทยาน ศุลกากร กรมสรรพสามิต ก็ไล่จับผู้รายทั้งนั้น ผู้ร้ายในความรับผิดชอบตามกฎหมายของเขา ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ ทุกคนเข้าใจว่าตำรวจต้องสีกากี โล่เขนหน้าหมวก คุณก็เป็นตำรวจในเรื่องกฎหมายอาญา แต่ตำรวจตามกฎหมายอื่นมีเยอะแยะ ฉะนั้น คำว่าปฏิรูปตำรวจต้องทำทุกกระทรวง ไม่ใช่แค่ผูกขาดอยู่ที่ สตช.”

ทั้งนี้ ยอมรับถ้าจะให้เข้าใจกับการปรับโครงสร้างดังกล่าวคงเป็นเรื่องยาก เพราะจะขัดกับความคิดตำรวจผู้ใหญ่ เว้นแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะเข้าใจมุมแบบนี้ จำเป็นต้องทำให้ยศคลายตัวลง และให้ตำรวจทำหน้าที่เปรียบเสมือนกับเม็ดเลือดขาวของมนุษย์ คอยดักจับแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย

ส่วนเรื่องการแยกอำนาจการสอบสวน ถือว่าจำเป็นเพื่อให้เกิดความอิสระ เนื่องด้วยเกี่ยวข้องกับกฎหมาย เพราะระบบในปัจจุบันเหมือนแบบกองทัพบก มันไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของงานในกระบวนการยุติธรรม ที่สำคัญควรให้พนักงานอัยการเข้ามาตรวจสอบควบคุมการสอบสวนตั้งแต่เริ่มคดี

พ.ต.อ.วิรุตม์ ชี้ให้เห็นว่า ศาลที่ผิดพลาดก็มาจากสอบสวน เช่น คดีครูจอมทรัพย์ สอบมาอย่างไรศาลไม่รับทราบ จึงสำคัญมากที่สุด 80% เพราะอัยการก็ตามตำรวจ เมื่อตำรวจฟ้องอัยการจะไม่ฟ้องได้อย่างไร หลักฐานเท็จหรือไม่ก็ไปว่ากันอีกที นี่คือจุดอ่อนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศ

“ความจริง สปท. หรือรัฐบาลเองต้องทำให้งานสอบสวนมีหลักประกันในเรื่องสุจริต ถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริง สิ่งที่ควรทำตามอำนาจของรัฐบาล คือ ออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ให้การสอบสวนถูกบันทึกด้วยภาพและเสียงในทุกคดี เมื่อก่อนไม่สามารถทำได้เพราะมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี

“ทว่า ปัจจุบันนี้ราคาถูกและง่ายแต่ไม่ทำ คิดว่าถ้ากำหนดให้การสอบสวนคดีอาญาทำด้วยวิธีนี้ จะแก้ปัญหาในประเทศนี้ได้ทุกๆ เรื่อง 70-80% ไม่ว่าการทุจริตประพฤติมิชอบในเรื่องราชการ ความยุติธรรม เพราะความจริงจะเป็นความจริง”   

พ.ต.อ.วิรุตม์ ยอมรับว่า หากจับอารมณ์ตำรวจขณะนี้ก็คงไม่พร้อมให้แยกงานสอบสวนออกไป แม้จะมีบางฝ่ายให้การสนับสนุน ทว่า สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปประชาชนให้มีอำนาจ เพราะถ้าประชาชนไม่มีอำนาจก็จะเสนอแบบปฏิลวงมา

อย่างไรก็ตาม รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็หวังอะไรไม่ได้ แม้มีมาตรา 44 และต้องตั้งคำถามอยากปฏิรูปจริงหรือเปล่า เห็นปัญหาไหม ที่สำคัญคือไม่เห็นปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เนื่องจากตำรวจไม่รักษากฎหมาย เช่น ฝ่ายปกครองไปจับบ่อนการพนันทำแทนตำรวจ หลอกสังคมว่าลงโทษ แต่ทุกคนก็ได้ดิบได้ดีกันหมด เหมือนกับคนไม่เห็นว่าตัวป่วย ก็ไม่รักษา

นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญของตำรวจ 2 เรื่อง คือ การไม่รักษากฎหมายในการควบคุมปัจจัยอาชญากรรม แหล่งอบายมุข กับการไม่รับแจ้งความประชาชนลงเพียงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน การจับคดีส่วนใหญ่ อยู่ก็ที่อำนาจความรวยจน คนรวยก็จับได้เพราะความเอาใจใส่

ทั้งนี้ โลกในยุคปัจจุบันมีไอทีสามารถหาพยานหลักฐานจับผู้กระทำผิดได้เกือบ 100% ถ้าทุ่มเทจริงๆ แต่ปัญหา คือ จะทุ่มเทให้กับคนยากจนหรือไม่ คนจนแทบไม่มีสิทธิได้รับความยุติธรรมจากรัฐ เพราะตำรวจต้องไปทำสิ่งที่กระทบกับตัวเอง แต่ความผิดอาญาไม่มีเรื่องของมูลค่า เป็นความอุกอาจ โดยเฉพาะการลักทรัพย์ในเคหสถาน ซึ่งต่างประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่

“ผมเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ เป็นรอง ผกก.มา 8 ปี ผมพูดได้เลยว่าตำรวจไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน ตำรวจกลับเป็นองค์กรที่มีทรัพยากรปัจจัยในการทำงานสูง เพียงแต่ระบบบริหารจัดการถูกข้างบนดูดซับไว้ ตำรวจที่มีประโยชน์ไม่ใช่นายพลหรือนายพัน แต่เป็นตำรวจผู้น้อยที่คอยส่องมองระงับเหตุ”

หากถามว่าตำรวจมีไว้ทำไม คำถามนี้ถ้าจะตอบต้องเปิดกฎหมายดูว่ามีไว้ทำไม แต่เมื่อประชาชนถามมาขนาดนี้ ต้องนำไปสู่การทบทวนของ สตช.ว่า มีตำรวจไว้ทำไม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบทั้งผู้นำตำรวจ และรัฐบาล ต้องมาทบทวนว่าทำไมประชาชนถึงตั้งคำถามแบบนี้ และคนที่ถามก็ไม่ใช่ประชาชนแบบบ้านๆ แต่เป็นองค์กรต่อต้านคอรัปชันซึ่งมีบุคลากรที่มีความน่าเชื่อถืออยู่

อย่างไรก็ดี เรื่องเหล่านี้เป็นการสะท้อนความรู้สึกประชาชนที่มีต่อตำรวจ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่เป็นจริง แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นสิทธิตั้งคำถาม เพราะถ้าคำถามนี้ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ประชาชนก็จะด่าคนตั้งคำถามเอง แต่เมื่อมีประชาชนบางกลุ่มรู้สึกสะใจมันเป็นการตั้งคำถามแทน ก็สะท้อนว่าดีเรื่องนี้มันเป็นสิทธิของประชาชน

โอน 9 หน่วย ตร.ขึ้นตรงตามสังกัด

สำหรับการปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุว่า ขึ้นอยู่ว่าจะระดับไหน แต่คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับหนึ่ง เช่น เรื่องการโอนหน่วยตำรวจออกไปโดยนายกฯ ไม่ได้ขัดข้อง แต่อาจไม่มีทีมงานติดตามจนต้องมอบหมายให้ตำรวจไปดำเนินการ หรือตั้งทีมขึ้นมาติดตามมติ สปช. อาจให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นผู้ดูแล

เรื่องนี้ หรืออะไรก็ได้ไม่ให้ตำรวจทำตามลำพังเรื่องนี้มันง่ายสามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ไม่จำเป็นต้องไปจัดตั้งระบบใหม่เพียงออกพระราชกฤษฎีกาโอนหน่วยงานไปสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบประมาณ 8-9 หน่วย เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจน้ำ ตำรวจทางหลวง เพื่อทำให้หน่วยงานเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายหน่วยงานดังกล่าวใช้งบประมาณของกระทรวง ทบวง กรมอาทิ ตำรวจทางหลวง ใช้งบประมาณของกรมทางหลวงเพื่อจัดซื้อรถ ส่วนตำรวจคุ้มครองผู้บริโภคอยู่กับ สคบ. ซึ่ง สปช.มีมติและให้แนวไว้กว้างๆ ส่วนหนึ่ง แล้วลงรายละเอียดไปถึงชื่อหน่วยเป็นตัวอย่าง ส่งให้กับนายกฯ ก็รับทราบ แต่ปัญหาคือทำให้มติสปช.เป็นผลก็คือ สปท.แต่กลับไม่ได้ทำอะไร

“ตำรวจผู้ใหญ่ใน สตช.ต้องทำใจว่ามันอาจไม่ทำให้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม เพราะถ้าเอาออกไป ความอลังการของ สตช. จะลดน้อยลงไป เช่น เมื่อตำรวจผู้ใหญ่ไปสนามบิน อาจไม่มีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาคอยช่วยถือของ ตรงนี้เขาอาจไม่สนใจแล้ว และทั่วโลกตำรวจ ตม.เขาก็เป็นพลเรือน เราจะไปฝึกตำรวจแบบห้าวหาญและให้ไปทำงานง่ายๆ ก็เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง หากโอนหน่วยงานพวกนี้ออกไปก็จะทำให้การปฏิรูปตำรวจดีขึ้นในระดับหนึ่ง”นายตำรวจนักปฏิรูป กล่าวทิ้งท้าย

 

แนะวิธีป้องกันตัวเมื่อเจอมิจฉาชีพ”กระโดดให้รถชนเรียกค่าเสียหาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/481064

แนะวิธีป้องกันตัวเมื่อเจอมิจฉาชีพ"กระโดดให้รถชนเรียกค่าเสียหาย"

เรื่อง…พรพิรุณ ทองอินทร์

จากกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวีดีโอหญิงชราคนหนึ่งทำทีเป็นล้มลงนอนกลางพื้นถนนเพื่อขวางรถยนต์ที่วิ่งผ่านมา เหตุเกิดที่บ้านท่ากกต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพฤติการณ์คล้ายกลุ่มมิจฉาชีพในต่างประเทศที่แกล้งกระโดดให้รถชนหวังเรียกค่าเสียหายจากเหยื่อ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.พ. เกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดังให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้กับตัวเอง สิ่งที่ประชาชนควรทำคือ

1.ต้องตั้งสติ

2.ถ้าสามารถโทรติดต่อเพื่อนได้ก็โทรเรียกให้มาช่วยเหลือ

3.โทรแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 1669 มูลนิธิกู้ภัยในพื้นที่ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่า คนๆนั้นได้รับบาดเจ็บจริงหรือแกล้งบาดเจ็บ

4.หากอยู่ในสถานที่เปลี่ยว ไม่ควรลงจากรถยนต์อย่างเด็ดขาด ควรรออยู่ในรถ แล้วโทรศัพท์ติดต่อหาเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาที่เกิดเหตุให้ได้

“ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาชีพ หรือเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ หากเกิดขับรถชนแล้ว ต้องมาพิสูจน์ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของเรา หรือความจงใจเป็นมิจฉาชีพ ถ้าเราไม่ผิดก็สามารถดำเนินคดีกับเขาได้ ถ้าเรามีพยานหรือหลักฐานยืนยันว่าเขาเป็นแก๊งมิจฉาชีพจริงก็ไปสู้คดีกันในชั้นศาล ส่วนผู้ที่จงใจกระโดดให้รถชนเพื่อหวังเรียกค่าเสียหาย เบื้องต้นถือว่ามีความผิดฐานฉ้อโกง เนื่องจากเจตนาหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเรา และหากเกิดการข่มขู่บังคับจิตใจเราก็มีฐานความผิดกรรโชกทรัพย์ เหยื่อสามารถแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดได้ถึงที่สุด”

ทนายเกิดผล แนะนำว่า ประชาชนทุกคนที่ขับรถยนต์ ควรติดกล้องติดหน้ารถ หากไม่มีกล้องหน้ารถจริงๆก็หาพยานที่อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้น โดยลงจากรถ (กรณีที่แน่ใจว่าปลอดภัย) แล้วถ่ายสภาพแวดล้อมทั่วไปหลังเกิดเหตุ ถ้ามีพยานรู้เห็นก็อัดคลิปวีดีโอสอบถามพยานไว้ก่อน เผื่อบางครั้งตามตัวพยานไม่เจอ”

“ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ว่าเราจะผิดหรือไม่ผิด เหตุเกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากเจตนาของมิจฉาชีพ ต้องตั้งสติ อย่าหลบหนี ถ้าหลบหนีตำรวจจะเชื่อว่าเราเป็นฝ่ายผิดจริง มีอะไรก็ให้ไปคุยกันที่โรงพัก เรียกประกันมาแล้วประกันจะช่วยพิจารณาให้ว่าเรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุหรือความจงใจของมิจฉาชีพ ที่สำคัญติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ได้ทันท่วงที ยิ่งถ้าอยู่ในพื้นที่เปลี่ยวไม่ควรลงจากรถ ให้ติดต่อไปที่สถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้เคียง แจ้งไปว่าเกิดเหตุอะไร ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเจ็บจริงหรือมิจฉาชีพ ขอเอารถไปจอดที่โรงพักและแจ้งไว้เพื่อให้รู้ว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี”

เกิดผล แก้วเกิด

 

“ให้อาหารหมาจรจัดในที่สาธารณะ” เมื่อคนรักสัตว์ตกเป็นจำเลย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/480737

"ให้อาหารหมาจรจัดในที่สาธารณะ" เมื่อคนรักสัตว์ตกเป็นจำเลย?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างกลุ่มคนรักสัตว์ที่ชอบให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะกับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

บ้างมองว่าทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ปล่อยสุนัขขับถ่ายเรี่ยราด มีส่วนทำให้จำนวนสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้น จากโต้เถียงปะทะคารม เขียนป้ายด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง ถึงขั้นลงมือทะเลาะวิวาทขึ้นโรงพัก

วันนี้ โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย จะมาวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของความขัดแย้ง ใครถูกใครผิด ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

เมื่อคนรักสัตว์ตกเป็นจำเลย

ในฐานะเอ็นจีโอผู้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดมานานหลายสิบปี โรเจอร์ ยอมรับว่า การให้อาหารหมาจรจัดในที่สาธารณะแล้วสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

การให้อาหารสุนัขจรจัดแบบไม่มีกติกา เช่น เดินๆไป เอากระดาษวาง เอาอาหารวาง ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความสกปรกเลอะเทอะ โดยเฉพาะตามฟุตบาท หน้าอาคารพาณิชย์ ตามตลาด เรารณรงค์ตลอดว่าจะเมตตาก็ขอให้เมตตาอย่างมีกติกา อย่าให้มีปัญหา อย่าให้สังคมเขาด่า คุณควรจะหามุมให้อาหารมุมใดมุมหนึ่ง แต่คนรักสัตว์บางคนคิดว่าถ้าให้จุดใดจุดหนึ่ง หมาจะไม่มากิน เขาคิดผิด ถ้าคุณให้อาหารหมาเป็นประจำ เราเดินไปไหน หมามันก็เดินตาม ต่อให้ย้ายไปตรงไหน มันก็ตามไปตรงนั้น ฉะนั้นคุณสามารถย้ายจุดให้อาหารไปในมุมที่เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่เดิน 3 ก้าววางจุดนึง เดินอีก 3 ก้าวก็วางอีกจุดนึง

วิธีที่ถูกต้องคือ ให้เป็นจุดๆไม่ใช่ให้เป็นรายตัว และให้ในที่ที่ไม่ไปสร้างความสกปรกหรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่คนอื่น เสร็จแล้วก็ต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อย กติกามีง่ายๆแค่นี้ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณไปให้บนฟุตบาท หน้าอาคารพาณิชย์ แบบนี้คุณไม่มีความรับผิดชอบ พวกป้าๆที่ให้อาหารมักอ้างว่ายุ่งยาก แต่ลองหวนคิดดูว่า การให้อาหารหมาจรจัดทุกวันมันก็ยุ่งยากอยู่แล้ว หมดเงินหมดทอง ไหนจะไปตลาด หาซื้อโครงไก่มาต้ม หุงข้าว บางคนเลิกกับสามีเพราะไม่มีเวลาทำกับข้าวให้สามีกิน มัวแต่ทำกับข้าวให้หมา ทุกวันนี้มันยุ่งยากอยู่แล้ว ก็ยุ่งยากอีกสักนิดนึงจะเป็นอะไรไป เพื่อให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาจะได้ไม่มาด่าหมาเรา

สำหรับประเด็นที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด นั่นคือ ให้อาหารหมาจรจัดจะทำให้จำนวนหมาจรจัดเพิ่มขึ้น

เหตุผลที่ทำให้สุนัขจรจัดเพิ่มจำนวนขึ้นมีอยู่ 2 เรื่องคือ 1.เจ้าของไม่รับผิดชอบ ปล่อยออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านจนตั้งท้อง เพราะไม่ยอมทำหมัน พอเลี้ยงไม่ไหวก็ทิ้ง 2.ฟาร์มเพาะสุนัขที่มีเกลื่อนกลาดตามห้าง บางรายธุรกิจเจ๊ง ก็เลหลังขาย โละสต๊อก แจกฟรี หรือไม่ก็เอาไปแอบทิ้ง การให้อาหารสุนัขจรจัดก็เหมือนกับเราไปบริจาคของ ไปช่วยเหลือ ให้ทานคนจน ถามว่ามันเป็นเหตุให้คนจนเพิ่มจำนวนขึ้นรึเปล่า การให้ทานนั้นเป็นเรื่องของกุศล เป็นเรื่องของน้ำใจ คนจนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นหรือลดน้อยลงมันขึ้นอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน ตกงาน

สุนัขจรจัดก็เหมือนกัน การให้ทานสุนัขจรจัดทำให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรง มีอาหารการกิน ไม่อดตาย พอแข็งแรงมันก็ไม่เป็นโรค ตรงนี้เป็นประโยชน์ต่อตัวสุนัขและเป็นกุศลต่อคนให้อาหาร ไม่ได้มีส่วนในการเพิ่มจำนวนสุนัข บางคนบอกว่าสุนัขแข็งแรงขึ้นก็มีลูก ความจริงคือ สุนัขไม่แข็งแรงมันก็มีลูกได้เช่นกัน ถ้ามันทับกัน อีกส่วนที่ไม่จริงคือ คนมักพูดว่า การให้อาหารสุนัข ทำให้สุนัขจรจัดมารวมตัวกันเยอะ สุนัขเต็มซอยไปหมด ความจริงคือ การให้อาหารแค่ทำให้หมามารวมตัวกินข้าว พอเสร็จแล้วมันก็แยกย้ายกันไป ตราบใดที่เราไม่ปิดฝาถังขยะ สุนัขจรจัดมันก็มาอยู่ดี

ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน+ร้องเรียนเขต…ชาวบ้านทำได้หากถูกละเมิดสิทธิ์

สิ่งที่หลายคนสงสัยหนีไม่พ้นคำถามว่า หากสุนัขจรจัดในที่สาธารณะเหล่านั้นไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ขับถ่ายเหม็นสกปรก เห่าเสียงดัง กระทั่งไปกัดคนอื่น ใครจะรับผิดชอบ?

โรเจอร์ตอบว่า ไม่ว่ากฎหมายใดก็ตาม การให้อาหารสุนัขจรจัดไม่ถือว่าเป็นเจ้าของ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เคยออกข้อบัญญัติว่า นิยามความเป็นเจ้าของให้รวมถึงผู้ที่ให้อาหารเป็นประจำด้วย ปรากฎว่าถูกศาลฎีกาสั่งให้ถอนออก เพราะมันจะครอบคลุมไปถึงคนที่ให้อาหารสัตว์อื่นๆ เช่น คนให้อาหารนกพิราบ ถือเป็นเจ้าของนกพิราบไหม แต่ขณะเดียวกัน ถ้าคุณไปเที่ยวบอกคนอื่นว่าหมาตัวนี้เป็นของฉัน ฉันดูแลอยู่ ใครอย่ามาแกล้ง หรือคุณไปสร้างคอกแล้วเอาสุนัขไปไว้ในนั้น แบบนี้ถือว่าคุณครอบครองเป็นเจ้าของ เพราะกฎหมายระบุผู้ครอบครอง ไม่ใช่ผู้ที่ให้อาหาร ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ที่ผ่านมาหลายชุมชนติดป้ายด่าเพราะตีความผิด หน่วยงานเองก็ไม่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ เที่ยวให้ข้อมูลผิดๆ เพราะต้องการขู่คนรักสัตว์”

ทางออกที่ดีที่สุดคือ ขอให้พูดคุยกันอย่างสันติ อย่าด่าหรือติดป้ายประชัดประชัน ปัญหาจะไม่จบ

“ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปห้ามคนอื่นไม่ให้อาหารหมา และคนให้อาหารหมาเองก็ไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้มีขยะเกลื่อนกลาด สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ทางที่ดีคือ ขอให้คุยกันตรงๆเลย พี่ครับ ช่วยให้อาหารหมาเป็นระเบียบหน่อยได้ไหม คนรักสัตว์ก็ต้องฟัง ถ้าให้ไม่เป็นระบบ ก็ต้องแก้ไข ต้องทำตามกติกาสังคม เปลี่ยนจากด่าทอกัน มาปรึกษาหารือกันว่าจะทำยังไงดีกว่ามาด่า หรือติดป้ายประชดประชันกัน แบบนี้มันไม่จบ

ถ้ามีปัญหากับสุนัขจรจัด ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ควรเรียกเทศบาลหรือเขตให้มาจัดการ เช่น สุนัขมาขี้เยี่ยวหน้าบ้านเป็นประจำ ก็โทรแจ้งเจ้าหน้าที่จะมาดูว่าเป็นปัญหาไหม ผิดกฎหมายสาธารณสุขไหม เป็นหน้าที่ของเขาในการเข้าดูแลจัดการ แต่ถ้าเป็นสุนัขมีเจ้าของ เช่น ตอนเช้าชอบปล่อยหมาหรือจูงหมาไปขี้เยี่ยวนอกบ้านแล้วไม่ยอมเก็บกวาด ก็ถ่ายรูปส่งให้เทศบาลหรือเขต เดี๋ยวนี้หลายบ้านมีกล้องวงจรปิด ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ่ายภาพไว้เลยว่าคนๆนี้จูงหมามาขี้เยี่ยวหน้าบ้านฉัน หรือเห็นใครเอาหมามาปล่อยทิ้งก็จะโดนมาตรา 23 พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ ส่งหลักฐานให้ตำรวจ หรือกรมปศุสัตว์ ปรับสูงสุด 4 หมื่นบาท”

เปลี่ยนคนให้อาหารเป็นอาสาสมัครดูแลสุนัขจรจัด

ความจริงอีกประการหนึ่งที่ยากจะปฏิเสธคือ ปัจจุบันเมืองไทยมีสุนัขจรจัดมากกว่า 800,000 ตัว จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้ จะทุ่มทุนสร้างสถานพักพิงก็ไม่มีวันพอ เนื่องจากต้นเหตุแท้จริงเกิดจากความไม่รับผิดชอบของผู้เลี้ยง ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องยอมรับความจริง แล้วร่วมกันคิดวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา

ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถฆ่าหมาจรจัดได้ ไม่สามารถสร้างสถานสงเคราะห์เอาหมาไปไว้ในคอกได้ทั้งหมด สิ่งที่เราทำได้คือ เอาหมาเกเร และหมามีปัญหาออกจากถนน ฉีดวัคซีน ทำหมันแล้วให้คนรักสัตว์ดูแล โดยเจ้าหน้าที่มีหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ขึ้นทะเบียนหมา ฝังไมโครชิฟ ขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะหมา

การแก้ปัญหาสุนัขจรจัด ผมขอเสนอว่าอยากให้หน่วยงานราชการเปลี่ยนพวกป้าๆคนรักสัตว์ทั้งหลาย จากคนเคาะกะละมังเรียกหมามากินข้าว เป็นอาสาสมัครของทุกเขต ทุกเทศบาล ถามเลยว่า ป้าให้อาหารหมาจรจัดกี่ตัว แล้วขึ้นทะเบียนหมาทุกตัวของป้าให้หมด ไม่ใช่ขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าของแต่ขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัคร สมมติว่าป้าดูแล 20 ตัวก็ให้ป้าควบคุมพฤติกรรมสุนัขและพฤติกรรมตัวเอง ให้อาหารเป็นจุด เป็นที่เป็นทาง พอถึงเวลาก็ชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่จับไปทำหมัน ฉีดวัคซีน ราชการต้องใช้กำลังคนเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะมองว่าเขาเป็นศัตรู

เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา โครงการทำหมัน-ฉีดวัคซีนหมาจรจัดไม่เคยสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เคยจับหมาจรจัดได้

ทุกวันนี้เวลามีโครงการทำหมันหมาจรจัด ราชการจับได้แต่หมาอุ้ม หมายถึงหมามีเจ้าของอุ้มมาให้ฉีดถึงที่ แต่จับหมาจรจัดไม่ได้สักตัว เพราะไม่รู้มันมีกี่ตัว ไปหลบอยู่ไหนกันบ้าง เจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ เขาไม่ใช่คนรักสัตว์ ไม่ตากแดดวิ่งไล่จับให้เหนื่อย เงินเดือนก็เท่าเดิม แต่พวกป้าๆจะรู้หมด ชอบไปหลบแดดนอนที่ไหน เขาเรียกได้ เจ้าหน้าที่แค่เป่าลูกดอก ใช้สวิงจับขึ้นรถ ถ้าทุกคนมัวแต่ด่ากัน ราชการควรเลิกหัวโบราณ อ้างว่าไม่มีอำนาจ หันมามองความเป็นจริง ทุกฝ่ายนั่งคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านที่เดือดร้อน คนรักสัตว์ที่ชอบให้อาหาร ปัญหาหมาจรจัดในเมืองไทยมันแก้ง่าย แค่นั่งคุยแล้วเอาความจริงมาพูดกัน”

การให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะไม่ต่างจากปัญหาโลกแตกที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก แต่หากทุกฝ่ายเห็นอกเห็นใจกัน พูดคุยหารือกันดีๆแทนที่จะมัวทะเลาะกันอย่างเป็นเอาตาย เชื่อว่าความกระทบกระทั่งขัดแย้งจะมีให้เห็นน้อยลง.

 

โรเจอร์ โลหะนันท์

 

“ม.ล.ปุณฑริก สมิติ” ปลัดแรงงานสู่ยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/480574

"ม.ล.ปุณฑริก สมิติ" ปลัดแรงงานสู่ยุค 4.0

โดย..วิรวินท์ ศรีโหมด

กระทรวงแรงงานมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนของประเทศ ทว่าในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกด้าน จึงเป็นความท้าทายต่อแรงงานไทย ทั้งภาคบริการ เกษตรกรรม ที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับโลกยุคโลกาภิวัตน์

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ เธอเป็นปลัดกระทรวงแรงงานหญิงคนแรก เติบโตมาจากข้าราชการตัวเล็กๆ เมื่อปี 2522 ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารหน่วย ตั้งแต่ผู้อำนวยการกองฯ จนขึ้นมาเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองปลัดฯ และตำแหน่งสูงสุดในปัจจุบัน รวมกว่า 38 ปี จนมาถึงขณะนี้เป็นหัวเรือใหญ่ทำหน้าที่กำหนดทิศทางดูแลแรงงานของประเทศ

การทำงานตลอด 38 ปี มีเรื่องที่ภูมิใจหลายอย่าง เช่น มีส่วนผลักดันเปิดหลักสูตรงานด้านบริการให้กับกลุ่มสตรี เยาวชน ผู้พิการ ได้เข้ามาเรียนรู้ อาทิ งานแม่บ้าน เรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุ รวมถึงร่วมจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานและคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ยังมีบทบาทให้ภาคอุตสาหกรรม เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของกระทรวงเพื่อพัฒนาแรงงานให้ถูกทิศทาง

จากวันนั้นถึงวันนี้ โลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา ระบบต่างๆ ในปัจจุบันเป็นอัตโนมัติเกือบหมด ม.ล.ปุณฑริก มองว่า แรงงานและนายจ้างไทยนอกจากจะต้องมีทักษะความสามารถที่ดีแล้ว ยังต้องคิดแก้ปัญหา สร้างนวัตกรรมพัฒนาสินค้าของตัวเองให้ได้ถึงจะอยู่รอด

“ทำงานในเวลาเท่าเดิม แต่ต้องได้งานมากขึ้น ต้องขับเคลื่อนด้วยปัญญา เรียนรู้ปรับเปลี่ยนตนเองอยู่ตลอดเวลา”

เธอยกตัวอย่างว่า การที่ชาวนาทุกปีประสบปัญหาเรื่องการขายข้าว แต่ขณะนี้ชาวนาไทยพัฒนาจากเดิมที่ทำนาเพียงอย่างเดียว เริ่มมีการสีข้าว แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ และนำออกมาจำหน่ายด้วยตนเอง ถ้าเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายได้เช่นนี้ จะช่วยให้อยู่ได้ในอนาคต

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ในทัศนะของ ม.ล.ปุณฑริก มองว่า ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโต แต่ต้องสร้างระบบให้คนกลุ่มนี้มีศักยภาพ เสริมทักษะด้วยองค์ความรู้ใหม่ๆ เช่น สอนขายของผ่านระบบออนไลน์ การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน จะได้มีองค์ความรู้เข้าไปใช้ประกอบธุรกิจ ซึ่งกระทรวงได้เข้าไปสนับสนุน รวมถึงให้แหล่งทุนกู้เพื่อใช้ประกอบอาชีพอิสระ

“ผู้ที่สนใจแสวงหาองค์ความรู้และตลาดใหม่ที่มีมากมายในโลกใบนี้ ขออย่าไปคิดเหมือนกับคนอื่น แต่ต้องพยายามสร้างความแตกต่าง อาจจะดัดแปลงหรือสร้างไอเดียใหม่ เพราะทุกวันนี้โลกมันแคบ เชื่อว่าถ้าที่สุดแล้ว ทุกคนไม่หยุด จะสามารถพัฒนาต่อไปได้”

เธอบอกว่า นโยบายประเทศที่ต้องการให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ต้องพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะ ความรู้ เพื่อให้มีรายได้ที่สูงขึ้น จึงนำมาซึ่งการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้านแรงงานขึ้นมา โดยกระทรวงจะไม่ทำแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป แต่จะร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาแรงงานตั้งแต่ระดับชั้นการศึกษา โดยเข้าไปทดสอบความถนัด แนะแนวอาชีพเยาวชนตั้งแต่ชั้นประถม เพื่อจุดประกายให้เด็กเข้าใจถึงเรื่องของโลกอาชีพงาน

ขณะเดียวกัน ภายใต้ยุคของปลัดแรงงานหญิงท่านนี้ ยังได้ร่วมมือกับบริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย พัฒนาเว็บไซต์เพื่อเข้าไปศึกษา ค้นหาอาชีพงานในแง่มุมต่างๆ เช่น ให้ความรู้เรื่องอาชีพ หาตำแหน่งงานว่าง เพื่อปูพื้นฐานตั้งแต่เยาวชน จากนั้นในระดับอาชีวะ มีการออกแบบหลักสูตรการสอนร่วมกับภาคอุตสาหกรรมว่านายจ้างต้องการแรงงานให้เข้ากับเทคโนโลยีประเภทใด

สำหรับเทคโนโลยีที่จะก้าวสู่ 4.0 เธอมองว่า ที่ผ่านมาแรงงานไทยได้ขยับจาก 1.0, 2.0 และ 3.0 และ อีก 5 ปีจากนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนสู่ 4.0 ฉะนั้นจึงได้กำหนดให้สถาบันเฉพาะทาง 12 แห่งทั่วประเทศเน้นสอนเพื่อปูพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต

ขณะที่แรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกร กระทรวงได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีศูนย์ตามต่างจังหวัด ได้จัดอบรมเติมความรู้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำนาให้มีความรู้ด้านช่าง เพื่อที่มีอาชีพเสริมนอกเหนือจากทำการเกษตร หรือนำความรู้ไปใช้ดูแลเครื่องมือทางการเกษตร คาดว่าโครงการนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน

ม.ล.ปุณฑริก ยังได้พูดถึงทิศทางของตลาดอาชีพในอนาคต โดยเชื่อว่างานบริการยังเติบโตได้อีกมากและจะรองรับคนไทยได้มากที่สุด รวมถึงงานด้านออกแบบ การแพทย์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมความงาม เทคโนโลยีอาหาร นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์นักวิเคราะห์ ซึ่งประเภทเหล่านี้ต้องใช้องค์ความรู้เพื่อหานวัตกรรมใหม่ๆ

งานที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี คาดว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ฉะนั้นเกษตรกรยุคใหม่ต้องใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น มิฉะนั้นจะทำให้เกษตรกรอาจขยับเข้ามาอยู่ในภาคของงานบริการ และเชื่อว่าทุกที่มีจุดขายเรื่องการท่องเที่ยวได้ ฉะนั้นควรสร้างจุดขายตรงนี้ไว้ เช่น บางจังหวัดปลูกต้นทานตะวัน ซากุระ เป็นต้น

สิ่งที่น่ากังวลในมุมมองของปลัดแรงงานยุคเปลี่ยนผ่านสู่ 4.0 คือการที่เทคโนโลยีเครื่องจักรจะเข้ามามาก อาจทำให้งานที่เกี่ยวกับอาชีพนั่งเคาน์เตอร์ เช่น พนักงานธนาคาร ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เห็นได้จากปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมผ่านระบบตู้ตอบรับอัตโนมัติหรือโทรศัพท์มือถือได้แล้ว

“อยากแนะนำนักเรียนที่กำลังศึกษา ดูเทรนด์การทำงานของโลกว่าจะไปในทิศทางใด เนื่องจากตลาดแรงงานไทยกำลังอยู่ในยุคปรับเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปเป็นแรงงานทางเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้นเยาวชนรุ่นใหม่ต้องศึกษาว่าจะเลือกเรียนอะไรให้ดีก่อน เพื่อให้มีงานรองรับในอนาคต ไม่ใช่เลือกเรียนในสาขาที่ชอบอย่างเดียว”ม.ล.ปุณฑริก ให้ข้อคิดทิ้งท้าย

 

“โลกกลับหัว” บทเรียนจากสหรัฐ แม่แบบประชาธิปไตยที่กำลังมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

2 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/480475

"โลกกลับหัว" บทเรียนจากสหรัฐ แม่แบบประชาธิปไตยที่กำลังมีปัญหา

โดย….ธนพล บางยี่ขัน, ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

สั่นคลอนสถานะ​​ประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอยู่ไม่น้อย หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 และเข้าพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ผ่านมาไม่ถึงเดือนก็ถูกท้าทายทั้งการประท้วงจากประชาชน และตุลาการภิวัฒน์ระงับคำสั่งของท่านประธานาธิบดี จนหลายคนแซวว่า วันนี้อเมริกากำลังตามหลังไทยแล้ว

4 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน กำลังทดสอบระบอบประชาธิปไตยสหรัฐจนถูกจับตาจากทั่วโลก ได้แก่ 1.การประท้วงจากประชาชนที่มีอย่างต่อเนื่อง  2.นักแสดงสาวชาวสหรัฐ ซาราห์ ซิลเวอร์แมน สร้างความฮือฮา ออกมาเรียกร้องสวนทางหลักประชาธิปไตยให้ทหารรัฐประหาร ยึดอำนาจจากทรัมป์ โดยอ้างว่าเป็นผู้นำเผด็จการ

3.ดัชนีประชาธิปไตยที่จัดทำโดยหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ หรือ EIU ของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ในอังกฤษ ลดอันดับสหรัฐอเมริกาจากประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็น “ประชาธิปไตยที่มีความบกพร่อง” เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันสาธารณะตกต่ำลง รวมถึงที่มีต่อทรัมป์ และ 4.ศาลอุทธรณ์รัฐบาลกลางได้ระงับคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์จนหน้าหงายที่ห้ามชาวมุสลิม 7 ชาติ เข้าประเทศ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในดินแดนเสรีภาพของสหรัฐอเมริกามายาวนานตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี โท และปริญญาเอก จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลอมเบีย ในมหานครนิวยอร์ก ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สอนในระดับปริญญาโทและเอกที่นั่น สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกาให้เราฟังว่า สิ่งที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงไม่ได้แค่พูดอย่างเดียว เพราะภายในหนึ่งสัปดาห์ ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (เอ็กเซ็กคิวทีฟ ออร์เดอร์) หลายเรื่องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันขัดกับวิธีคิดระบอบการทำงานของสหรัฐ จนทำให้​ถูกท้าทายด้วยอำนาจจากทั้งศาล อัยการ มลรัฐ  ​

“จากที่เคยพูดกันว่าอเมริกาเป็นแม่แบบประชาธิปไตยนั้น เวลานี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก แต่ก็สะท้อนว่าคุณจะทำอะไรหักดิบในอเมริกายาก เพราะมีระบบที่อำนาจไม่รวมศูนย์​มาก มีเช็กแอนด์บาลานซ์ ศาล สภา ถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดีได้ ทรัมป์ถึงต้องหลบมาใช้เอ็กเซ็กคิวทีฟออร์เดอร์ เพราะหากออกเป็น พ.ร.บ.หรือรัฐบัญญัติก็อาจจะถูกขัดขืนต่อต้านและช้า แถมยังถูกคานด้วยมลรัฐและอำนาจท้องถิ่น”

เอนก อธิบายว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ฮิลลารี คลินตัน ได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมากกว่า แต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะในระบบอิเล็กทรอรอลซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ดังนั้นในแง่ประชาธิปไตยก็ถือเป็นโอกาสให้กลับมาคิดอะไรกันใหม่ รวมไปถึงคิดเรื่องต้นแบบประชาธิปไตยที่สหรัฐถูกยกให้เป็นแม่แบบอีกครั้ง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นทั้งด้านดีและไม่ดี ทั้งเรื่องการใช้อำนาจของประธานาธิบดี ซึ่งมีระบบชาลเลนจ์อำนาจให้ศาลตรวจสอบว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมทั้งประธานาธิบดีก็เป็นคอมมานเดอร์อินชีฟสามารถสั่งการทหารได้ แต่ก็มีกลไกต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่สั่งไปเรื่อยเปื่อย

เอนก กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาก่อตั้งมาจากการต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบยุโรป ที่อำนาจอยู่ในมือกษัตริย์ ขุนนาง อเมริกา ต้องการเสรีภาพจึงออกมาตั้งแผ่นดินใหม่ ฟังเสียงประชาชน มีพันธสัญญาที่จะอยู่ด้วยกัน รัฐบาลมีอำนาจเพราะประชาชนมอบอำนาจให้ ต่อมามีการคานอำนาจทำให้รัฐบาลมีอำนาจน้อย แบ่งเป็นการกระจายอำนาจ

“ความชอบธรรมไม่ได้แค่มาจากการเลือกตั้ง​จากประชาชน แต่อเมริกา ถึงจะมาจากประชาชนก็ยังวางระบบไม่ให้รัฐบาลทำอะไรผิด​ หากทำผิดก็จะมีคนชาลเลนจ์ วัฒนธรรมการเมืองเรา รัฐบาลสามารถสั่งลงไปทุกตำบลได้  แต่อเมริกาทำไม่ได้ ต้องขึ้นกับที่มลรัฐต่างๆ ว่าเขาเอาหรือเปล่า ​มลรัฐ เมือง ท้องถิ่นของเขาไม่ใช่ข้างบนมาสั่งให้ทำอะไรก็ได้ ข้างบนจะทำเรื่องใหญ่ๆ ความมั่นคง คลัง ทหาร ต่างประเทศ”​

​เอนก อธิบายว่า ​ระบบนี้ต่างจากของจีนที่ออกแบบ​ให้ทำอะไรเร็วๆ เยอะ​ๆ ได้ เพราะอำนาจชัดเจนเด็ดขาด รวมศูนย์ไม่มีการคานหรือถ่วงดุล ดังนั้น ถ้าดีก็ดีใจหาย ​ถ้าแย่ก็แย่สิ้นดี ต่างจากระบบอเมริกาที่ไม่ดีใจหาย แต่ก็ไม่แย่สิ้นดี ส่วนหนึ่งเพราะอเมริกา พลังอยู่ที่ภาคเอกชน พลังสังคม

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือสภาพเศรษฐกิจที่อเมริกาถูกจีนไล่กวดมาเรื่อยๆ กำลังท้าทายระบบโลกาภิวัตน์ จากเดิมที่ฝรั่งคือศูนย์กลางความเจริญ เป็นต้นแบบ แต่ปี 2008 เป็นต้นมาเริ่มไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทุกอย่างเริ่มมีการกลับขั้ว

“ประเทศตะวันตกเริ่มไม่เป็นครู ประเทศตะวันออกเริ่มจะเป็นครูมากขึ้นไปจนถึงเรื่องที่ ตะวันตกทำท่าจะไม่เป็นศูนย์กลางการเติบโต ขณะที่ประเทศตะวันออกเป็นประเทศศูนย์กลางการเติบโตมากกว่า ประเทศ​ตะวันตกไม่ค่อยรวย​ มีหนี้ ส่วนประเทศตะวันออกเริ่มเป็นเจ้าหนี้ จะเห็นว่ารายได้ที่เป็นจริงของคนชั้นกลางอเมริกาไม่เพิ่มมาเป็น 10 ปี”​

ทั้งนี้ ​คนอเมริกาก็ฝังใจเลือกคนมาแก้ โดยเลือกโอบามามาเปลี่ยน ​ทำมา 8 ปี แต่ก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ​ที่ประกาศ “Make America Great Again” เริ่มหลุดจากโลกาภิวัตน์ หันไปเน้นที่ชาติตัวเองเป็นหลัก จากเดิมที่เน้นเจรจาพหุภาคีก็เปลี่ยนมาเป็นทวิภาคี รวมทั้งเรื่องที่จะถอนกำลังทหารจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น นาโต้ อาจได้เห็นในยุคทรัมป์ เพราะไม่ต้องการทำตัวเป็นตำรวจโลก ลดบทบาทความมั่นคงทางทหารโลกที่แบกรับ แต่จะมาจริงจังกับการค้าการลงทุนมากขึ้นโดยใช้ข้อได้เปรียบทางทหารมาต่อรองบีบคั้นเป็นแรงพิเศษ

ถามถึงเหตุการณ์ประท้วงที่เริ่มใช้ความรุนแรงและดูจะขัดกับหลักประชาธิปไตยนั้น เอนก มองว่า ยังเป็นเพียงคนส่วนน้อย และยังอีกนานกว่าจะเป็นกระแส หรือกระแสเรียกร้องเรื่องการยึดอำนาจก็ไม่ง่าย เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจสูง ​แต่การยึดอำนาจทำได้ในประเทศที่รวมศูนย์อำนาจเด็ดขาด

ที่น่าสนใจคือ การที่นิตยสารอีโคโนมิสต์ ลดการจัดอันดับความเป็นประชาธิปไตยของอเมริกา เอนก มองว่า เป็นปรากฏการณ์ โลกปั่นป่วน อำนาจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากค่ายเดิมคือตะวันตกที่กำลังทรุดลง อำนาจใหม่คือตะวันออกกำลังพุ่งทะยานขึ้น

“ปทัสถานเดิมกำลังเริ่มคลอนแคลน​​ อะไรหลายอย่างที่ตะวันออกดูไม่ดี ตอนนี้อาจต้องคิดใหม่ว่าดีแล้วก็ได้ เช่น ระบบจีน การบริหารราชการแบบจีน พัฒนาแบบจีน ที่บอกว่าตลาดดีกว่า รัฐ พูดแบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะหากให้รัฐคุมตลาด แบบนี้อาจไม่ผิดก็ได้ มาร์เก็ต อาจไม่ใช่แล้วหลักคิดทั้งยวง ทุนนิยมไม่ใช่แค่ตลาดแล้ว อาจต้องใช้ทุนนิยมแบบยุทธศาสตร์ สเตรติจี้ แคปิตอลิซึม”

เอนก อธิบายว่า การดูแบบ “ประชาธิปไตย” แล้วคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นแบบอเมริกา หรืออังกฤษ​ ที่ระบบดี​สำหรับป้องกันคนไม่ให้ทำอะไรที่ไม่ดีได้ง่ายๆ ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดนี้ รวมไปถึงกลไกการจัดอันดับทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกทั้งเอสแอนด์พี มูดี้ส์ หรืออื่นๆ นั้น อาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ว่าจำเป็นต้องให้ชาติตะวันตกเป็นคนจัดอันดับหรือไม่ เพราะเป็นฝ่ายที่เริ่มขาดทุน อาจถึงเวลาที่ฝั่งตะวันออกต้องเข้าไปจัดอันดับแทนหรือไม่

ทั้งนี้ ในแง่ประชาธิปไตยก็เช่นกัน เราจะให้เขามาจัดอันดับเรา หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือเราจะเอาประเทศอะไรเป็นแม่แบบเราก็ต้องรอบคอบมากขึ้น เมื่อไปดูต้นแบบ​ก็ต้องดูว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ มีจุดบกพร่องอย่างไร ไม่ควรเอาแม่แบบมาอ้างง่ายๆ เพราะแม่แบบมีปัญหาหมด

เอนก กล่าวด้วยว่า ปัญหาของแม่แบบทางเศรษฐกิจ อย่างเรื่องทุนนิยมก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่สุดแบบ 100% เพราะมันถูกท้าทายจาก “ทุนนิยมโดยรัฐ” เช่น จีน เกาหลี ประเทศอาเซียนเองรัฐก็มีบทบาทไม่น้อย ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในทางประชาธิปไตยก็เหมือนกัน อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ต้องปรับตัว ​แต่ก็ปฏิรูปยาก อเมริกาจะปรับตัวก็เจอล็อบบี้ทำให้ปฏิรูปไม่ได้

“นี่คือโลกที่กลับหัวเป็นหางหมด เมื่อก่อน​ประเทศที่มีอาการแบบอเมริกันเวลานี้ ​ควรจะไปอยู่ที่โดมินิกัน หรือ Banana Republic แต่เวลานี้ พฤติกรรมของอเมริกันกลับไปเหมือน Banana Republic ไปแล้ว”​

เอนก บอกว่า เวลานี้โลกาภิวัตน์เริ่มไม่มั่นคงถูกโยกคลอนจากพลังใหม่ อเมริกาเองก็เชิญให้ซีพีไปช่วยสร้างอาหาร จุดเด่นอเมริกาคือผลิตอาหาร เพราะมีที่ดินมาก แม้จะมีความรู้เยอะแต่ก็นำเอาความรู้มาทำพาณิชย์เชิง​ธุรกิจไม่เก่ง ​

สำหรับประเทศไทยไม่ใช่ประเทศยากจนอีกแล้ว ขนาดเศรษฐกิจโตอันดับ 33 ของโลก ​กำลังซื้อสินค้าเป็นจริงอันดับ 22 ของโลก ซึ่งมีทั้งหมด 220 ประเทศ เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าเราไม่เลว ส่วนเรื่องการก้าวพ้นการติดกับดักรายได้ปานกลางนั้น ไม่ควรคิดที่จะทำให้เป็นประเทศร่ำรวยเพราะจะเหนื่อย แต่หากรายได้ปานกลางก็ต้องทำให้ปานกลางทั้งประเทศจริงๆ ไม่ใช่แค่คนจำนวนหนึ่งเท่านั้น

“เรามีพระเจ้าอยู่หัว ที่คิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เศรษฐกิจแบบ​ตะวันตก เศรษฐกิจที่ลดความอยาก ควบคุมความอยาก แสวงหาเท่าที่จำเป็น ต้องประมาณตนเอง”เอนก กล่าวทิ้งท้าย

 

สุวิทย์ เมษินทรีย์ กุนซือ “ไทยแลนด์ 4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/479877

สุวิทย์ เมษินทรีย์ กุนซือ "ไทยแลนด์ 4.0"

โดย….อนัญญา มูลเพ็ญ

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา “ครม.ประยุทธ์ 4” หลายตำแหน่งมีภาระหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับ  “สุวิทย์ เมษินทรีย์”  ที่ปรับจาก รมช.พาณิชย์ มานั่งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับความไว้ใจให้รับผิดชอบดูแลหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พ่วงด้วยหน้าที่ล่าสุดที่อยู่ในความสนใจของสังคมอย่างมาก คือ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

เข้าสู่ยุค 2 บีโอไอ

“สุวิทย์” ฉายภาพถึงการจะขับเคลื่อนองค์กรที่อยู่ภายใต้การรับผิดชอบว่า เริ่มจากบีโอไอที่ต้องปรับบทบาทใหม่ ไทยจะต้องขยับตัวเองไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง แต่จะทำได้ก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส มีคนที่ดีพอ เครื่องมือ บรรยากาศ จากที่ผ่านมาไทยเน้นนโยบายที่เหมือนปักชำ อยากได้อะไรเราก็ให้สิทธิ ประโยชน์จูงใจคือสิทธิประโยชน์ภาษี แต่ไม่ได้ทำอีก
ขาหนึ่ง คือ สร้างคนขึ้นมารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา

การจะเปลี่ยนจากนโยบายแบบปักชำมาเป็นรากแก้วนั้น ก็คือ ไทยแลนด์ 4.0 ต้องมาดูรายละเอียดว่าถ้ามองในมุมของเทคโนโลยีที่เราอยากจะยืนอยู่บนขาของตัวเองมีอุตสาหกรรมอะไรบ้าง ซึ่งก็คัดเลือกออกมาได้เป็น 5  อุตสาหกรรม เช่น ไบโอเทค ไบโอเมด ดิจิทัล แมกคาทรอนิกส์ นี่คือที่มาที่ให้บีโอไอต้องปรับตัวจากที่เคยโฟกัสอุตสาหกรรม มาเป็นการโฟกัสที่ความสามารถ การดึงดูดการลงทุนจะต้องเปลี่ยนไปสู่การดึงศักยภาพ ขีดความสามารถเข้ามา ดึงคน โครงสร้างพื้นฐาน บริษัทที่ดีที่สุดในโลก ที่จะตอบโจทย์ประเทศ

ดังนั้น บีโอไอในยุคที่ 2 นี้จะต้องดึงแต่ละส่วนที่แบ่งเป็น 4-5 แฉก คือ หนึ่งดึงคน สองเทคโนโลยี สามคนที่จะมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเซ็กเตอร์และวิสาหกิจที่ดีที่สุด ซึ่งทำให้ตอนนี้การดึงดูดการลงทุนต้องเลือกเป็นรายบริษัทเลย และทั้งหมดนี้จะประกาศตัวออกไปในงาน โอพอร์ทูนิตี้ ไทยแลนด์ ที่บีโอไอจะเชิญนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติมารับฟังในช่วงกลางเดือน ก.พ.

ปรับเครื่องมือจูงใจลงทุน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ตอบโจทย์การดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น “สุวิทย์” ระบุว่าตอนนี้บีโอไอมีแต่สิทธิพิเศษทางภาษีนิติบุคคลซึ่งไม่เพียงพอ จะต้องปรับปรุงไปสู่การให้สิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจึงจะสามารถดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ แต่เครื่องมือที่สำคัญอีกประการ คือ การอำนวยความสะดวกและมาตรการต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษี หรือ นัน แท็กซ์ อินเทนซีฟ (Non Tax Intensive) เพื่อให้เขารู้สึกว่าไทยเป็นบ้านที่สองของเขา พาครอบครัวมาแล้วมีโรงเรียนอินเตอร์ มีทุกอย่าง ไม่ต้องคิดมากมาเมืองไทยเหมือนอยู่บ้านเดิม ซึ่งในส่วนนี้มีเรื่องต้องแก้อีกมาก เช่น เรื่องที่คนต่างด้าวต้องรายงานตัวหากอยู่เกิน 90 วัน ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขตรงนี้ นายกฯ สั่งให้เคลียร์ 4-5 เรื่อง

สิ่งที่ทำตอนนี้ คือ ปรับนโยบายการลงทุนมาเน้นดึงดูดคนที่มีศักยภาพ เพราะพวกนี้ คือ สตาร์ทอัพ นักวิจัย พวกนี้แหละคือตัวทำเงินให้เราในอนาคต ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีตอนนี้ระบบการวิจัยเรายังไปไม่ได้ เพราะว่าคนแจกโจทย์ก็ไม่ชัดและเป็นเบี้ยหัวแตก แจกวิจัยไปแล้วไม่มีการติดตาม ซึ่งบีโอไอจะเข้ามาช่วยด้วยว่าจะให้สิทธิประโยชน์อย่างไรเพื่อให้ตอบโจทย์เรื่องการวิจัยด้วยอินเซนทีฟ ที่ตอบโจทย์การวิจัยได้อย่างไร

สศช.องค์กรแผนอนาคต

“สุวิทย์” กล่าวถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องคิด โดยตนพยายามเสนอในไทยแลนด์ 4.0 ว่าเบรนพาวเวอร์ คือ แรงงานระดับบนอะไรที่มีศักยภาพสูง กับแมนพาวเวอร์ คือ กลุ่มที่ใช้แรงงานต้องแยกออกจากกัน แล้วเอานโยบายมานั่งคุยกัน ถ้าตรงไหนต้องเคลียร์ก็ต้องเคลียร์ ตนเลยใช้บีโอไอเป็นตัวขยับซึ่งทำให้รู้ด้วยว่าถ้าจะลงทุนตรงนี้ติดอะไรจะเคลียร์ตรงไหน

ในส่วนของ สศช.หรือสภาพัฒน์นั้น ก็มีส่วนที่ต้องปรับอีกเยอะ ส่วนที่คิดกันอยู่และตนจะเสนอนายก รัฐมนตรีเร็วๆ นี้ 4 เรื่อง คือ 1.การที่ประเทศจะต้องมีแล็บทดลองเกี่ยวกับอนาคต (Future Lab) คือต้องสร้างแล็บให้ประเทศเป็นส่วนที่จะเข้ามาดูว่าอนาคตจะมีโอกาสเกิดอะไรขึ้นบ้าง 2.แล็บทดลองเกี่ยวกับนโยบาย (Policy Lab) คือเมื่ออนาคตเป็นแบบนี้จะต้องมีนโยบายแบบไหนในยุทธศาสตร์ 3.ส่วนที่เรียกว่าซิสเต็ม อินเตเกรชั่น (System Integration) เมื่อนโยบายที่ทดลองได้สุกงอมแล้วก็แจกจ่ายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และ 4.เมื่อกระทรวงทำงานแล้วก็มีหน่วยงานติดตาม ซึ่งส่วนนี้มีกลไกเกิดขึ้นแล้ว คือ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) แต่อีก 3 ส่วนไม่มีซึ่งอาจจะเป็นสภาพัฒน์ที่เข้ามาดูส่วนใดส่วนหนึ่งในอนาคต

จากปฏิรูปศึกษาสู่งานยุทธศาสตร์

“สุวิทย์” เท้าความถึงช่วงเวลาก่อนจะได้รับมอบหมายดูแลงานสำ คัญนี้ว่า “ต้องย้อนไป 2-3 ปีที่แล้วถึงความตั้งใจที่ต้องการเข้ามาทำ เรื่องปฏิรูปการศึกษา เพราะมองว่าเป็นหัวใจการปฏิรูปประเทศไทย จึงสมัครเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง เทียนฉายกีรนันท์ ประธาน สปช. ตั้งผมเป็นประธานกรรมาธิการวิสัยทัศน์และกำ หนดอนาคตประเทศไทย จึงมีโอกาสฉายภาพใหญ่ไม่เฉพาะการศึกษา แต่มองว่าอนาคตประเทศไทย 10-20 ปี อยากให้เป็นอย่างไร ที่สุดผมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของคณะเตรียมการเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ชุดของ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในช่วงที่อยู่กระทรวงพาณิชย์นั้น การส่งออกตกหนักมาก แต่มันก็ทำ ให้เรามองเห็นว่าประเทศไทยไม่ปรับโครงสร้างการส่งออกและการผลิตไม่ได้แล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของไทยแลนด์ 4.0 ที่นายกรัฐมนตรีจุดประกายมา และผมก็มีโอกาสทำงานไทยแลนด์ 4.0 มาตลอดตั้งแต่ตอนนั้น พอเปลี่ยนมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ยังให้ดูสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมองว่าประเทศไทยจะไปนวัตกรรมไม่ดูวิจัยไม่ได้ จึงให้ดูสำ นักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ขณะเดียวกันเศรษฐกิจท้องถิ่นก็สำ คัญจึงมอบหมายให้ดูแลกองทุนหมู่บ้านด้วย

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มองว่าถึงเวลาที่จะนำ เรื่องใหญ่ๆ มาถักทอกัน จากตอนแรกที่เข้ามามุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ไอเคโอ (ICAO) ไอยูยู (IUU)เศรษฐกิจโลกผันผวนก็ใช้เวลายื้อมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้น่าจะดีขึ้นควรจะมองไปข้างหน้า นำ เป้าหมายที่แท้จริงออกมาทำ คือ ปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติจะต้องขึ้นรูปให้รัฐบาลใหม่ทำ ต่อ แต่่เงื่อนไข คือ ทำ ไม่ได้ถ้าบรรยากาศไม่เอื้อให้ปรองดองและสามัคคี ดังนั้นปรองดองสามัคคีจึงเป็นจิ๊กซอว์ตัวที่ 3 ซึ่งนี่เป็นที่มาของ ป.ย.ป. แต่ผมก็ได้ดูแลในฐานะฝ่ายเลขาฯ หลายคนสงสัยว่าทำ ไม ผมไม่รู้หรอก แต่เท่าที่รู้ คือ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากโอกาสที่ได้ทำงานผ่านไทยแลนด์ 4.0 เคยเป็น สปช. ดังนั้นงานของ ป.ย.ป. ก็เหมือนงานที่เคยสัมผัสอยู่

ขณะที่ ป.ย.ป. คือ กลไกที่จะส่งออกไปยังรัฐบาลถัดไป ถ้าคนในประเทศมียุทธศาสตร์ชาติร่วมกันรัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จะไม่เปลี่ยนและเมื่อถึงจุดที่ประชาชนเห็นว่านี่ คือสิ่งที่ดีกว่าที่เคยเป็น ไม่ต้องไปประชานิยมเขามาก เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้น แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไม่เปลี่ยน ตรงนี้เองที่เราบอกว่าถ้าเราทำสิ่งที่ถูกความปรองดองมากขึ้น ปฏิรูปเกิดผลชัดเจน ต่อตนเอง ลูกหลาน เขา ก็อยากจะปฏิรูปต่อ อย่าไปกลัวว่ารัฐบาลใหม่มาแล้วนโยบายจะเปลี่ยน แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่ทำนี้ เขาเห็นไหมและรู้สึกไหมว่ามันดีกว่า ปลดล็อกตรงนี้ได้ประชาชนไม่สนหรอกว่าพรรคจะทะเลาะอะไรกัน แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ทำให้ประชาชนเท่าที่ควร พรรคเลยอ้างว่าอย่างโน้นอย่างนี้

ถามว่าเงื่อนไขความปรองดองไม่ได้อยู่ที่ความปรองดอง แต่เมื่อมันเกิดเป็นข้อตกลงร่วมกันแล้ว มันจะนำ ไปสู่เป้าหมายร่วมที่ทุกคนอยากมองยุทธศาสตร์ชาติร่วมกัน”

 

“ผมฟังเพลงลูกทุ่งยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว”เสียงจากรุ่นใหญ่ “เสรี รุ่งสว่าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/479494

"ผมฟังเพลงลูกทุ่งยุคนี้ไม่รู้เรื่องแล้ว"เสียงจากรุ่นใหญ่ "เสรี รุ่งสว่าง"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

ในวันที่รายการประกวดร้องเพลงทะลักล้นหน้าจอโทรทัศน์ เรตติ้งกระฉูด ผู้ชมทางบ้านกดโทรศัพท์โหวตให้นักร้องที่ตัวเองชื่นชอบมือเป็นระวิง

บ้างมองว่านี่คือเวทีใหม่ๆที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านธรรมดาได้แสดงความสามารถ ไต่เต้าจากดินสู่ดาว เพื่อชื่อเสียง เงินทอง และคำสรรเสริญเยินยอในฐานะซูเปอร์สตาร์คนใหม่ บ้างมองว่าความน่าเป็นห่วงอยู่ตรงรายการเหล่านี้เน้นเรื่องธุรกิจมากกว่าจะปลุกปั้นนักร้องมาประดับวงการอย่างจริงๆจังๆ เรตติ้งสำคัญกว่าคำแนะนำสั่งสอน รวมถึงการนำดารา คนดัง ตลกมาเป็นคอมเมนเตเตอร์แทนที่จะเป็นครูเพลง อาจทำลายวงการเพลงลูกทุ่งโดยไม่รู้ตัว

เสรี รุ่งสว่าง ตำนานนักร้องลูกทุ่งเมืองไทยวัย 62 นายกสมาคมนักร้องลูกทุ่งแห่งประเทศไทยคนล่าสุด เฝ้ามองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในวงการด้วยสายตากังวลและมีคำถาม

วันนี้เขาจะมาวิพากษ์วงการเพลงลูกทุ่งอย่างเปิดเผย ดุดัน ตรงไปตรงมา

ทำไมถึงรับตำแหน่งนายกสมาคมนักร้องเพลงลูกทุ่ง

จริงๆไม่ได้อยากรับตำแหน่ง ตัวเราเองทำงานก็เหนื่อยมากมาย แถมช่วยสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่แล้ว ทีนี้พี่น้องศิลปินรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ รวมถึงนายกฯคนเก่า (ทศพล หิมพานต์) เขาอยากให้เราเป็น ชวนตลอด ปฏิเสธมา 2-3 ครั้งแล้ว วันที่รับตำแหน่ง น้องๆมันชวนไปงานประชุมสมาคม พอไปถึงก็เสนอชื่อเรา เลือกเราเป็น มัดมือชกเลย ก็ต้องขอบคุณพี่ๆน้องๆทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราได้มาดูแลศิลปินตรงนี้

นโยบายผมคือ นักร้องรุ่นเก่าๆที่ดังแล้วตก ดังแล้วหายไป คนชอบเข้าใจผิดว่าทำไมตอนดังถึงไม่เก็บเงิน อยากให้แฟนเพลงทุกท่านเข้าใจใหม่ว่า สมัยก่อนตอนที่นักร้องดังๆเขามีนายทุน พอมีนายทุนปุ๊บ ได้เงินมานักร้องก็จะได้ส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซนต์นิดหน่อยเท่านั้นเอง สมัยผมเป็นนักร้องใหม่ๆดังถล่มทลาย ค่าตั๋ว 15 บาทคืนนึงสามารถเก็บได้ถึง 5-6 แสน แต่เงินจำนวนนั้นแทบไม่ตกถึงมือเรา ได้เบิกอาทิตย์ละแค่ 1,000-2,000 ที่เหลือเป็นของนายทุน เพราะนายทุนเขาตั้งวงให้ เชียร์ให้ พอได้เงินเขาก็กอบโกยเอาไป ทีนี้ผ่านไป 10-20 ปี พอหมดความดังก็หมดเงิน ถึงตอนนั้นนายทุนก็ปล่อย ปล่อยแล้วจะไปหากินตรงไหน เพราะเขากินหัวน้ำไปหมดแล้ว พวกที่อยู่ปลายน้ำก็ต้องหากินเองตามยถากรรม นักร้องหลายคนถึงได้นับหนึ่งใหม่ หาเช้ากินค่ำ แฟนเพลงจึงไม่เข้าใจว่าทำไมนักร้องถึงตกทุกข์ได้ยาก ตายไม่มีโลงจะใส่ เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีหน่วยงานไหนดูแล

ผมอยู่วงการมา 40 ปีเล็งเห็นว่า ถ้าไม่มีกระบอกเสียงตรงนี้ ประชาชนก็จะไม่รู้ความจริง ไม่มีใครสงสาร ฉะนั้นที่ดูแลอยู่ตอนนี้ประมาณ 30-40 คน ก็ต้องช่วยดูว่ามีทางไหนบ้างที่จะช่วยเขาได้ นักร้องหลายคนขนาดลอยกระทง ตรุษจีน ปีใหม่ เทศกาลสำคัญๆไม่มีงานเลย วันธรรมดาๆไม่ต้องพูดกัน ค่าตัวไม่ใช่ว่าแพงนะ บางคน 5,000 3,000 ก็ไปแล้ว ผมมารับตำแหน่งนี้ก็อยากจะดูแล อยากบอกแฟนเพลงทุกๆท่านว่า นักร้อง ศิลปินที่ไปทำแผ่นขายหน้าเวที ช่วยเขาซื้อเถอะ ทุกวันนี้ห้างต่างๆมันเละเทะไปหมดแล้ว เทปผีซีดีเถื่อนก็มีมากมาย ฉะนั้นการทำซีดีไปขายตามงานโชว์ก็ช่วยเขาซื้อเถอะครับ นี่เป็นการช่วยนักร้องจริงๆ

อาชีพนักร้องสมัยก่อนกับสมัยนี้แตกต่างกันมากไหม

วงการเพลงลูกทุ่งสมัยก่อนเงินสะพัด มือปืนเยอะ เสือสิงห์กระทิงแรดทั้งนั้น นายทุนไม่ต่างจากมาเฟีย เทคโนโลยีก็ไม่มี ตำรวจก็ไม่ทัน

นักร้องยุคก่อนจะเสียเปรียบเยอะ ยกตัวอย่างเช่น สมัยนี้นักร้องรับเชิญอย่างเดียว วงไม่มี สามารถแบ่งรายได้ 70/30 นักร้อง 70 นายทุน 30 แต่สมัยก่อนคุณจะได้เล่นแค่ครั้งเดียว หนึ่งโชว์เท่านั้นสำหรับงานที่เขาจ้างไป วงไหนไม่ดี ไม่ดังก็ไม่ได้เงิน ถึงได้เงินก็ไปตกที่นายทุนซะหมด จะไปขอร้อง ถามหาความยุติธรรม คุณแบ่งเงินให้ผมบ้างได้ไหม พูดมากเดี๋ยวถูกกระทืบ ไปแข็งข้อกับเขา ดีไม่ดีตายอีก สมัยนี้นักร้องดังๆค่าตัวไม่ต่ำกว่าแสน นักร้องที่เป็นเอกเทศอย่างผมก็หาเช้ากินค่ำไป เจ้าภาพพอใจก็จ่าย งานใกล้ๆหน่อยก็แค่ 20,000-30,000 บาท แต่นักร้องตามค่ายตอนนี้ คุณไปดูได้เลย 2 แสนทั้งนั้น ยิ่งเป็นนักร้องสตริงเดี๋ยวนี้ 5 แสน

เมื่อก่อนเทคโนโลยีก็ไม่เหมือนสมัยนี้ คุณร้องผิดต้องร้องใหม่หมด เดี๋ยวนี้ร้องผิดคำเดียว ก็ร้องแก้แค่คำเดียว เสียงไม่เอื้อนก็ทำให้เอื้อนซะเลย เสียงไม่ยาวก็ทำให้ยาวซะเลย เสียงไม่กว้างก็ทำให้กว้าง สมัยนี้มันเป็นแบบนี้ สมัยก่อนต้องแหกปากออกมาเลย ร๊ากกกกมาก่อนใคร (ตะโกนร้องเพลงรักมาห้าปีของศรเพชร ศรสุพรรณเสียงดังมาก) ไม่มีเทคโนโลยีช่วย ร้องผิดร้องใหม่สถานเดียว แล้วดูนักร้องรุ่นเก่าสิ ร้องมา 40 ปี ถือไมค์ตัวเดียวยืนร้องเพลงทื่อๆเหมือนสากกะเบือ แต่อยู่ได้ เพราะเขาขายเสียง เขาจะอยู่ได้จนกระทั่งเขาตาย ถึงตายไปแล้วก็ยังมีคนโจษขาน เพราะนี่คือของแท้

จริงหรือไม่ที่เขาว่านักร้องลูกทุ่งยุคนี้มีตัวช่วยเยอะ ทั้งสื่อ เทคโนโลยี เวทีประกวด โอกาสดังเลยง่าย

สมัยก่อนเพลงลูกทุ่งเขาฟังทางวิทยุ ไม่เห็นรูปร่างหน้าตา ฉะนั้นเสียงต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง พอสื่อเปลี่ยนจากวิทยุเป็นโทรทัศน์ ค่านิยมเสพสื่อของคนก็เปลี่ยนจากหูเป็นลูกตา ทุกอย่างเลยบิดเบือนไปหมด คุณภาพของศิลปินกลายไปรวมกันอยู่กระจุกเดียว เอ๊ะ ไอ้นี่เป็นดารารึเปล่าวะ ไอ้นี่เป็นนักร้องรึเปล่าวะ ชักสับสน คนเดียวเป็นมันทุกเรื่อง หน้าตาดี ร้องเพลง เต้น เล่นตลก ผมถามหน่อยว่าไอ้คนที่เป็นหลายๆเรื่องมันเอาดีสักเรื่องได้ไหม

เมื่อค่านิยมเปลี่ยนจากหูเป็นลูกตา ถามว่าการดูไปด้วยฟังไปด้วยกับใช้หูฟังอย่างเดียว อันไหนดีกว่ากัน …ก็ต้องฟังสิ โห ไอ้นี่มันร้องเพราะว่ะ เสียงมันดีจัง ร้องชัดทุกคำ เราจะมีสมาธิในการฟัง แต่พอดูทางลูกตาปุ๊บ เฮ้ย ไอ้นี่มันหล่อเว้ย แต่พอฟังเสียง อ๋อ มันร้องพอใช้ได้ แต่กูชอบมันเพราะมันหน้าตาดี คนปั้นก็ลังเล มึงร้องไม่ดี แต่กูอยากจะปั้นมึงอ่ะ เพราะมึงสวย ต่างจากนักร้องยุคเก่าโชว์เสียงกันสดๆ รู้กันไปเลยว่าไอ้คนนี้ร้องเพราะโว้ย แบบนี้แหละที่ทำให้นักร้องรุ่นเก่าๆอยู่เป็นอมตะ อย่างสุรพล สมบัติเจริญ หลานผมยังรู้จักเลย ตายไปนาน 40-50 ปีแล้วแต่คนยังฟังอยู่

นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่เน้นขายหน้าตามากกว่าเสียงจริงไหม

เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ทันสมัย คนไม่หล่อจะทำให้หล่อมากๆก็ได้ เพราะเทคโนโลยีมันเอื้ออำนวย สมัยก่อนกว่าจะผ่านมาเป็นศิลปินได้ยากมาก ถ้าไม่เจ๋งจริง ร้องไม่ดีจริง คุณไม่ได้เกิด

ลูกทุ่งสมัยก่อนเขาฟังทางหู เสียงดีอย่างเดียว รูปหล่อไม่เกี่ยว แต่ลูกทุ่งสมัยนี้ดูทางลูกตา เสียงไม่เกี่ยว มึงรูปหล่อ มึงสวย กูเอา ก็เลยทำให้วงการมันเละ มาตรฐานไม่มีแล้ว นักร้อง คุณจำไว้เลยว่าต้องใช้เสียง ดารามันต้องใช้หุ่นใช้หน้าตา ต้องแยกแยะกันให้ถูกเรื่อง สื่อปัจจุบันนี้มันทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวไปหมด ยกตัวอย่างคุณกับผมไปสมัครร้องเพลงด้วยกัน คุณเสียงพอใช้ได้เท่าๆกับผม หรือผมอาจจะดีกว่าคุณ แต่เขาไม่ได้พิจารณาผมนะ เพราะผมหน้าตาไม่ดี แต่คุณหน้าตาดี เขาก็เอาคนหน้าตาดีไว้ก่อน ยุคนี้มันเป็นแบบนี้ คุณภาพวงการเพลงลูกทุ่งมันก็เลยด้อยลงไป แต่ยังไงก็ตามถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ก็ขอให้มันร้องชัดหน่อย บางคนร้องมาผมยังฟังไม่รู้เลยว่ามันร้องเพลงลูกทุ่งรึเปล่า มันร้องเพลงไทยหรือร้องเพลงสากลวะ ฟังไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) วัยรุ่นสมัยนี้มันฟังออกกันได้ยังไง ไม่เข้าใจ เราเป็นศิลปินก็ต้องให้คนมาเลียนแบบเรา ต้องให้คนมาตามอย่างเรา ฉะนั้นคุณเป็นศิลปินดังก็ขอให้ร้องให้มันชัดได้ไหม ทุกสาขาเลย ร้องให้มันถูกต้อง

คนที่ร้องเพลงได้ชัดมากๆและดังไม่หยุดก็คือ เบิร์ด ธงไชย คุณลองไปฟังสิ เขาไม่มีร้องมั่ว ชัดทุกคำ ฟังได้ทุกคำ เขาถึงเป็นอมตะ ฉะนั้นนักร้องไม่ว่าจะแนวไหน สตริง ลูกทุ่ง ลูกกรุง ก็ใช้ภาษาให้มันถูกต้อง คนที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลหน่อย อย่าให้ทำภาษาไทยวิบัติ

มองวงการเพลงลูกทุ่งวันนี้อย่างไร

ทุกวันนี้วงการเพลงลูกทุ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง รายการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งต่างๆที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ผมขอบคุณเขานะที่ช่วยให้เพลงลูกทุ่งอยู่ได้ แต่มันเป็นดาบสองคม ถ้ารายการคุณทำไม่ถูกต้องมันจะไปทำลายวงการ แต่ถ้าทำถูกต้อง ทำออกมาได้ดี มีมาตรฐาน มันจะช่วยให้มีศิลปินนักร้องดีๆมาประดับวงการ

สมัยนี้กติกาการให้คะแนน บางรายการคะแนนเต็ม 100 แบ่งเป็นลีลา 20 เสื้อผ้า 20 อักขระ 20 จังหวะ 20 เสียงร้อง 20 ถามว่าเสื้อผ้ามันทำให้เสียงเพราะได้ไหม อักขระ จังหวะ และเสียงร้อง 3 อย่างนี้มันต้องประกอบเข้าด้วยกัน แค่ 3 อย่างเท่านั้น คุณจะนุ่งกางเกงขาสั้นขายาวมันไม่ได้ช่วยให้ดังได้ ลีลาดึงฟ้าดึงดาวก็ไม่ได้ช่วยให้ดังได้ เสียงร้องต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การให้คะแนนเรื่องเสียงนี่ต้อง 90-95 % เลย ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น อมตะไม่ได้ แบบฟลุ๊คๆก็อาจจะดังได้เพลงเดียว แต่จะดังยาวนาน 30-40 ปีคงไม่ใช่ ถ้าผมเป็นกรรมการตัดสิน ผมจะให้ความสำคัญที่เสียงร้อง 100 % เลย อย่างอื่นไม่เกี่ยว นี่คือมาตรฐานของเสรี รุ่งสว่าง

อยากถามเจ้าของรายการต่างๆว่า คุณจะเอาอะไรกันแน่ ถ้าให้ผมเดา ผมเดาว่าคุณอยากได้อะไร อยากได้เงินไง อยากให้รายการคุณสนุก คุณไม่ได้มาปั้นจริงจัง ที่คุณทำกันอยู่มันคือธุรกิจ แล้วจะไปเอาดีตรงไหนล่ะ เพราะเน้นเรตติ้ง ต้องโหวต ที่คุณทำอยู่มันไม่ได้สร้างนักร้องหรอก คุณสร้างเงินใส่กระเป๋าคุณ เพื่อใช้ชื่อตรงนี้เท่านั้นเอง แต่การจะมาใช้ชื่อตรงนี้ก็ขอให้มันได้ดีสักนิดนึง ทิ้งอะไรให้คนรุ่นต่อไปได้หยิบไปต่อยอดได้ในอีก 40 ปีข้างหน้า ทำสิ่งดีๆฝากไว้ในวงการได้ไหมให้คนรุ่นหลังได้เอาไปใช้ ถ้าคุณมาทำลายหมดสมัยนี้ ไม่ส่งต่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้วมันจะเอาอะไรกินกันล่ะ

 

เคยเห็นคุณออกมาวิจารณ์ว่าบางรายการเอาใครไม่รู้มาเป็นคอมเมนเตเตอร์

พวกคอมเมนเตเตอร์บางทีก็ปล่อยเพชรหลุดมือ มีให้เห็นอยู่ทุกรายการ ถามว่าคุณกับผมแค่สองคนยังคิดไม่เหมือนกันเลย แล้วการเอากรรมการมา 10 คน ถ้าไม่ชัดเจนจริงๆจะตัดสินคะแนนให้เป็นเอกฉันท์ได้ยังไง ไม่มีทาง

ทุกคนฟังเพลงลูกทุ่งเป็นหมดแหละ แต่ไม่ใช่อาชีพเขาไง นักมวยก็ฟังเป็น ร้องได้ นักการเมือง จบดอกเตอร์อะไรก็ร้องลูกทุ่งได้ แต่เขาสอนได้ไหม รู้จริงไหม บางคนคอมเมนต์ว่า น้องไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ถ้าเป็นผมจะให้กำลังใจเด็กบอกว่า ‘วันนี้หนูร้องผิดหลายที่ ออกเสียงก็ไม่ตรง จังหวะหนูก็เพี้ยน อักขระตรงนี้หนูก็ไปแก้อย่างนี้นะ แต่เสียงดีแล้ว เสียงหนูดังได้ แต่วิธีการร้องยังใช้ไม่ได้ลูก เพราะฉะนั้นให้กลับไปแก้ตัวใหม่ อย่าเสียใจลูก ไปทำให้มันถูกต้อง แล้วกลับมาสู้กัน’ แล้วผมก็ไม่ให้เขาผ่านจริงๆ เราสอนวันนี้เพื่อให้เขากลับไปฝึกให้เก่งขึ้น

ทุกวันนี้นักร้องหน้าตาไม่ดีแต่เสียงดีมีโอกาสเกิดไหม

ถามว่าสังข์ทอง สีใสหล่อไหม รุ่งเพชร แหลมสิงห์ล่ะหล่อไหม แล้วเขาเกิดไหม ยิ่งใหญ่ไหม

คนฟังเพลงลูกทุ่งจริงๆเขาฟังที่เพลงเพราะ รูปร่างหน้าตาคุณมาบิวท์ข้างนอกได้ เคยเห็นไหมล่ะบางคนเสียงดี๊ดี แต่รูปร่างหน้าตาใช้ไม่ได้เลย แต่พอดังเท่านั้นล่ะคนพูดเลยว่า เฮ้ยหล่อว่ะคือดังแล้วเดี๋ยวมันหล่อเอง ราศีมันจับเอง (หัวเราะ) ไปโมดิฟายเพิ่มมันก็หล่อได้เหมือนกัน แต่ถามว่าเสียงดีกับรูปหล่อ อย่างไหนไปได้ไกลกว่ากัน อย่างไหนอมตะกว่ากัน ถ้าคุณหล่อ อาจจะดังวูบเดียวตอนที่คุณยังหนุ่มอยู่ พอความหล่อคุณหมด เขาก็ไม่จำคุณแล้ว แต่ทำไมคนถึงจำสุรพล สมบัติเจริญได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำไมจำพุ่มพวง ดวงจันทร์ สายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ ศรคีรี ศรีประจวบ ทำไมนักร้องรุ่นใหม่ๆถึงไม่จำ แล้วรายการประกวดร้องเพลงล่ะ ทำไมถึงยังเอาเพลงของรุ่นผมไปร้อง  บางคนเอาเพลงยอดรักไปร้องแข่งกับเพลงวัยรุ่น กรรมการตัดสินให้ชนะ ก็เพราะมันคือของแท้ เพชรแท้ก็คือเพชรแท้

มันแปลกอยู่เรื่องนึง คนที่ร้องดีไม่ค่อยโชว์ เพชรมีอยู่เยอะแยะแต่มันยังไม่ถูกเจียระไน  อีกอย่างเพชรมันจะฝังตัวอยู่ลึก และจะไม่ประกายแสงให้ใครเห็น นอกจากว่าคนจะเผอิญไปเจอมัน ก็เหมือนกับศิลปิน ผมเองไม่เคยชอบร้องเพลง บังคับให้ร้องผมก็ไม่ร้อง ประกวดก็ไม่ประกวด แต่ในเมื่อเรามาเป็นศิลปินเราต้องทำให้ดี มันเป็นอาชีพ เราต้องซื่อสัตย์ต่ออาชีพเราและทำให้คุ้มค่าต่อน้ำเงินของคนที่เขาซื้อเพลงเราไป เพราะเราเป็นคนขายเสียง ขายลม เพราะฉะนั้นต้องทำให้ดี

นักร้องลูกทุ่งหลายคนสู้ชีวิต ปากกัดตีนถีบ เป็นลูกวงแบกเครื่องดนตรีหลายปีกว่าจะได้ขึ้นเวทีร้องเพลง

นักร้องลูกทุ่งทุกยุคทุกสมัยไม่ได้เกิดมาจากคนรวย ไม่ได้เกิดมาจากที่ที่เจริญ แต่เกิดจากชาวไร่ชาวนา คนยากคนจน และโดยมากมันเป็นพรสวรรค์ เหมือนกับเทวดาเขาให้เพชรไปตกตรงโน้นตกตรงนี้ แต่ตกในน้ำครำนะ ไม่ได้ตกบนตึก ไม่ได้ตกในพระราชวัง นักร้องลูกทุ่งดังๆคนไหนบ้างที่เป็นลูกคนรวยตั้งแต่กำเนิด ไม่มีหรอก ปากกัดตีนถีบ ยากจนข้นแค้นกันทั้งนั้น

ช่วงผมดังใหม่ๆเป็นยุคที่เพลงลูกทุ่งเฟื่องมาก ผลประโยชน์เยอะ มีมือปืนมาเกี่ยวข้อง บางทีก็ทำให้เราต้องออกนอกเส้นทาง ต้องหลบๆซ่อนๆ จะถูกกระทืบตอนไหนก็ไม่รู้ เพราะโดนเอารัดเอาเปรียบอยู่ทุกวัน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ นักร้องรุ่นใหม่ๆมีการเซ็นสัญญาระบุเลยว่าเท่านี้ผมเท่านั้นคุณ มันทำให้นักร้องสมัยนี้ไม่รู้จักครูบาอาจารย์ ไม่มีรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะคิดว่าฉันดังได้โดยไม่ต้องอาศัยพวกแก สมัยก่อนเวลาจะไปช่วยงานกุศลอะไรต่างๆ นักร้องดังทั้งหมดก็จะไปเจอกัน รุ่นพี่รุ่นน้องก็สวัสดี แต่ทุกวันนี้ไอ้ค่ายนี้มา กูไม่ไป ไม่รู้จัก กูดัง มึงไม่ดัง กูไม่มองมึง มันเลยทำให้วัฒนธรรมเก่าๆหายไป

เรื่องกตัญญูอ่อนน้อมถ่อมตนในวงการลูกทุ่งเขาถือกัน

ถูกต้องครับ (ตอบเสียงเข้ม) นักร้องลูกทุ่งยุคเก่าเขามีวัฒนธรรม มีจิตสำนึก มีครูบาอาจารย์ มีรุ่นพี่รุ่นน้อง เจอหน้ายกมือไหว้กัน แต่เดี๋ยวนี้พอเห็นเราเดินมา มันหันหน้าไปทางอื่นเลย กูไม่มองมึง รุ่นไหนเป็นรุ่นไหน กูไม่สน กูอยู่ค่ายดัง แต่มันกำลังจะเปลี่ยน ไอ้พวกอยู่ค่ายอยู่คอก เวลานี้คอกมันกำลังจะตาย ค่ายมันกำลังจะแยก เดี๋ยวพอมาอยู่เป็นเอกเทศแล้วจะลำบาก ตอนอยู่ค่าย มีคนมาขอถ่ายรูป ทำแอ็ค ไม่เอา ไม่ว่าง เดี๋ยวพอค่ายคอกล้มไป นักร้องก็ต้องกระจัดกระจาย ต้องมาเดินสายหางานเอง คุณก็จะมาอยู่รวมกันเหมือนพวกผมนี่แหละ ทีนี้ก็จะมา ‘สวัสดีครับพี่ พี่ช่วยผมหน่อยครับ’ แหม สมัยก่อนมึงไม่รู้จักกู ตอนนี้มารู้จักกูเชียว ตอนนั้นกูขอถ่ายรูป โอ๊ย ไม่เอา ไม่ถ่าย ไม่ว่าง

เจอแบบนี้บ่อยไหม

ปัดโธ่ ผมอยู่ในวงการมา 40 ปี (หัวเราะ)

แล้วโกรธไหม

ไม่ (ตอบเสียงดัง) ผมก็เฉยๆ ไม่ด่า ไม่โกรธ แต่คิดในใจ เป็นไงล่ะลูกเอ๊ย อีตอนที่มึงดัง มึงไม่เห็นใครเขาเลย แล้วตอนนี้มึงมายกมือไหว้เขาทำไม

เวลามีสื่อมาสัมภาษณ์ผม คุณเป็นสื่อก็ต้องอยากได้ของไปขายใช่ไหม ผมก็ได้ประโยชน์จากคุณ ฉะนั้นเราเอื้อกันดีไหม คุณขอสัมภาษณ์ผม เอ้า ได้ๆ มาเลยน้อง เฮ้ย เสรีแม่งช่วยกูว่ะ ตอนนั้นกูไม่ดัง ไม่มีอำนาจ เป็นคนเขียนหนังสือตัวน้อยๆ แต่เสรีให้สัมภาษณ์ ให้ความร่วมมือเต็มที่ ให้ความรู้มากมาย แล้วถามว่ายามที่ผมตก หรือเจ็บไข้ได้ป่วย คุณเป็นใหญ่ มีลูกน้องมากมาย เฮ้ย เสรีป่วยโว้ย ช่วยเขาหน่อย นี่ไง มันอยู่ตรงนี้ต่างหาก เราอยู่วงการเพลงลูกทุ่ง เราอยู่กับสื่อ เราจะอยู่อะไรก็สุดแท้แต่ ก็ควรเห็นทุกสิ่งอย่างมีความหมาย ไม่ใช่มองไม่เห็นหัวใคร

นักร้องสมัยนี้อยากจะมีบอดี้การ์ดกันซะเหลือเกิน มึงไปไหนก็ไปสิ เราหากินกับประชาชน เราจะไปกลัวประชาชนทำไม เขาให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเรา นักร้องสมัยนี้คิดผิด ตอนยังไม่ดังนี่นะ พอเห็นกล้องตรงไหน อุ๊ย โอ้โห จัดเสื้อจัดทรงผม เดินเข้าหากล้องเลย กูต้องเข้ากล้อง โพสต์ทุกท่า สั่งอะไรทำหมด แต่พอเวลาดัง ทำไมคุณต้องทำตัวแบบว่า อุ๊ย ไม่ได้ อย่าถ่ายผมนะ อย่านะ ปาปารัซซี่ กลัวนะ แตะก็ไม่ได้ ถูกตัวก็ไม่ได้

อย่างเวลาผมไปแสดง ไปโชว์หน้าเวที  2-3 ชั่วโมง ผมให้คุณเลย คุณจะทำอะไรก็ได้ จะกอด จะหอม จะถ่าย จะลูบอีนู่นอีนั่นก็เอาเหอะ เดี๋ยวผมก็กลับบ้าน เพราะอะไรรู้ไหม นั่นแหละคืองานของเรา และนั่นแหละคือคนที่ให้เรา ไม่มีคนพวกนั้น คุณร้องเพลงให้ตายก็ไม่มีคนฟังคุณ ไม่มีคนดูคุณ คุณจะดังได้ไง ความดังของคุณอยู่ที่ประชาชน ถ้าคุณไม่เอาประชาชน ไม่ถ่ายรูปกับเขา จับมือก็ไม่ได้ เอ้า มึงเป็นเทวดาแล้ว แต่ตอนเวลาตกต่ำ สวัสดีคร้าบ สวัสดีจ้า มาจับมือกัน ถ่ายรูปกันหน่อย ผมไม่เข้าใจชีวิตพวกคุณเลย

ในฐานะนักร้องรุ่นใหญ่ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ มีวิธีวางตัวยังไงให้ดังได้นาน

การครองตัวให้ดีมันต้องทำทุกอย่างพร้อมกันไป นิสัยคุณต้องเข้าได้กับทุกคน ไม่ว่าใครมาขอความช่วยเหลือ ช่วยได้ก็ช่วยไป อะไรที่เราทำได้ก็ควรจะทำ แล้วมันจะสะสมจากตรงนั้นทำให้คนรู้ต่อๆกันไปว่าความดีของคนไม่ได้เกิดวันเดียว คุณทำมาสิบปีความดีมันถึงเกิด คุณทำวันนี้อีกสิบปีข้างหน้ามันถึงจะเกิด ไม่ใช่ทำวันนี้พรุ่งนี้กูต้องได้เลย การที่เราจะทำดี ต้องโอบอ้อมอารีกับเพื่อนฝูง เวลาเราดี เราช่วยเขา เวลาเราเซ เพื่อนจะช่วยค้ำ มันต้องค้่ำคูนกัน ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี

คุณจำผมไว้ ความดังของคนมันดังไม่ได้นาน แต่ความดีของคนตายไปสิบปีร้อยปีมันก็ยังดีอยู่นั่น

อาชีพนักร้อง การร้องเพลงอย่างเดียวอย่าไปไว้ใจมัน วันไหนเกิดความนิยมหมด เราจะเอาอะไรกิน ตอนกำลังดังกำลังพีค ทำไมไม่หาอย่างอื่นทำ ไม่หาอย่างอื่นมาเป็นอาหารเสริม คุณต้องหากิจการมาเสริมด้วย เผื่อเราพลาด ไม่มีงาน คนไม่จ้าง เงินไม่มี คุณรู้ไหมขนาดตอนผมดังถล่มทลายยังไปขับสิบล้อเลย ตอนดังๆผมร้องเพลงเก็บเงินได้เป็นแสนๆ ยังไปขับรถสิบล้อได้เที่ยวละห้าร้อย คนเราอย่าไปเกี่ยงเงินน้อย อย่าไปคอยเงินมาก มีอะไรก็ทำไป ได้เงินมาก็ต้องใช้ให้เป็นระเบียบ รู้จักใช้ รู้จักกิน ใช้เงินให้เป็น ไม่งั้นวันที่เราหมดความดัง หมดงาน ชีวิตจะแย่

ในวัย 62 ความสุขของผู้ชายชื่อเสรี รุ่งสว่างอยู่ตรงไหน

จากลูกชาวนาซูเปอร์จน จนกระทั่งไม่มีข้าวกิน ต้องไปรูดใบมะขามกิน ชีวิตวัยเด็กหาคุณค่าไม่ได้เลย ถึงวันนี้ทุกทวีปไปมาหมดแล้ว เห็นมาหมดแล้ว เจอมาหมดแล้ว ทำให้ผมคิดได้ว่า คนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีหรอก ทำความดีไว้เพื่อให้คนเขาจารึกว่าเสรี รุ่งสว่างเขาทำนี่ทำนู่นทำนั่น เคยช่วยเหลือคนนู้นคนนี้

คนเราถ้าเกิดไม่คิดเรื่องความตายบ้างมันก็จะโลภมากไปเรื่อย บางคนรวยแล้วก็อยากจะมีอำนาจ พอมีอำนาจก็อยากจะมีให้ล้นฟ้า ถามว่าตายไปคุณเอาอะไรไปได้สักอย่างไหม ไอ้ที่พูดไม่ใช่ว่าผมปลงได้นะ แต่ผมรู้จักพอ ตัวผมทุกวันนี้ คุณลองค้นกระเป๋าดู ถ้ามีเงินสักร้อยผมให้กระทืบเลย ผมไปรถอะไรก็ได้ ไม่ยึดติด สักวันเราก็ตาย อยู่ไปโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นดีกว่าแล้วไอ้ความที่เราเคยจนเหลือเกิน ก็นั่งคิดว่าชาติก่อนเราไปทำอะไรใครไว้ ไปโกงใครไว้รึเปล่าวะ ชาตินี้เราต้องชดใช้ให้หมด ชาติหน้าจะได้เกิดอีกรึเปล่าไม่รู้แหละ แต่ชาตินี้เราจะใช้ให้หมด เรามีชีวิต มีเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ เราก็ทำความดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ทำผิดให้น้อยที่สุด

ความสุขง่ายๆของผมในทุกวันนี้คือ การได้ไปร้องเพลงบนเวที การให้ความสุขกับประชาชนเป็นความสุขของผม.