The problem of university scandals has two simple answers

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303770

January 10, 2017 01:00
By Chularat Saengpassa
Chularat@nationgroup.com
The Nation

Poll delay ‘hurts image’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303711

January 09, 2017 01:00
By Kasamakorn Chanwanpen,
Supalak Ganjanakhundee
The Nation

2,443 Viewed

New health hazard as floodwaters mixed with caustic garbage

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303710

January 09, 2017 01:00
By The Nation
2,350 Viewed

Aid pours in from across the country to help flood victims

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303709

 

January 09, 2017 01:00
By The Nation

Minister focuses on ‘intensive care unit’ schools

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303708

January 09, 2017 01:00
By Chularat Saengpassa
The Nation

‘Public have no role in NCPO road map’ ROYAL CREMATION IS ONLY FAIR REASON TO DELAY POLL: CHUAN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303716

Chuan is on Facebook Live with Suthichai Yoon.

Chuan is on Facebook Live with Suthichai Yoon.
January 09, 2017 00:16
By The Nation

Nearly 1 million swamped by relentless southern deluge

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30303667

January 08, 2017 01:00
By THE SUNDAY NATION
3,750 Viewed

ปฏิรูปวิธีปรองดอง เพื่อ 100 ปีประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483731

ปฏิรูปวิธีปรองดอง เพื่อ 100 ปีประชาธิปไตย

โดย…ศุภชัย แก้วขอนยาง/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการตั้งคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อขยายผลการทำงานออกมาเป็นระยะ

หนึ่งในนั้น คือ การตั้งทีมที่ปรึกษาในการช่วยระดมสมองอย่างทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสามัคคีและเตรียมประชุมนัดแรกในวันที่ 6 มี.ค.

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะหนึ่งในที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ให้เวลากับโพสต์ทูเดย์ในการสนทนาถึงแนวทางการสร้างความปรองดองไว้อย่างน่าสนใจ

การสนทนาเริ่มต้นด้วยคำถามว่าทำไมประเทศไทยมีคณะกรรมการปรองดองมาหลายชุด แต่กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่ง พล.อ.เอกชัย มีคำตอบให้ว่า “ส่วนใหญ่คณะกรรมการแต่ละชุดจะทำงานในรูปแบบของการค้นหาความจริงและหาสาเหตุความขัดแย้ง และข้อเสนอของการแก้ไขปัญหาในอนาคต แต่ขาดแผนปฏิบัติการ หรือผู้นำแต่ละยุคไม่ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ

“สมัยก่อนที่รัฐสภาดำเนินการโดยท่านดิเรก ถึงฝั่ง (อดีต สว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ก็จบแค่รัฐสภา ไม่มีการทำต่อจากนั้น พอมาสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการ 5 คณะ ทำเสร็จเก็บขึ้นหิ้งหมด ไม่ได้เอามาปฏิบัติทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น เราคิดว่าถึงแล้วต้องทำเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่มานั่งพูดๆ กันและทำรูปเล่มรายงานส่งไปแล้วไปเก็บไว้อีก

“ที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองไม่อยากตัดสินใจทำเรื่องนี้ เพราะคนจะทำเรื่องนี้ต้องอดทน อดทนที่ต้องทำเรื่องนี้ให้มันต่อเนื่องไป เพราะเราต้องมีจุดยืนว่าเราเป็นกลาง และต้องเปิดใจรับฟังทุกเสียงแม้แต่เสียงที่เราไม่ชอบที่อยากจะฟัง เราก็ต้องฟัง”

นอกจากปัจจัยเกี่ยวกับฝ่ายการเมืองแล้ว พล.อ.เอกชัย เห็นว่า การขาดความต่อเนื่องในการทำงานก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคเช่นกัน

“ความต่อเนื่องในการทำงานนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน เท่าที่ได้ประชุมในเวทีต่างประเทศมาพบว่าประเทศที่แก้ไขปัญหาได้สำเร็จก็เพราะอาศัยความต่อเนื่อง อย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างสันติภาพเพราะมีการตั้งสำนักงานเรื่องนี้ภายใต้สำนักงานของประธานาธิบดี ช่วยให้การทำงานเดินต่อเนื่องไปได้มาเป็น 30-40 ปี

“แต่สำหรับบ้านเราแล้วพอใครขึ้นมาใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกที คุณจะเริ่มต้นใหม่ไปทำไมในเมื่อของเก่าก็ดีอยู่แล้ว ทั้งที่ทำกันมาเป็น 10 ฉบับสูงกว่าหัวเข่าอีก จะไปเริ่มใหม่ทำไม มีแต่คนคิดแต่ไม่มีคนทำ ถึงแล้วที่ต้องทำ”

เมื่อการปรองดองมาเริ่มในช่วงปลายของรัฐบาลและในอนาคตจะต้องมีการเลือกตั้ง จะส่งผลให้การสร้างความปรองดองขาดความต่อเนื่องหรือไม่อย่างไร? พล.อ.เอกชัย เห็นว่า “ในอนาคตจะมีการเลือกตั้งไม่เป็นไร แต่ต้องทำแผนการปฏิบัติให้รูปธรรมด้วยการเอาเข้าไปสู่ระบบของงบประมาณด้วยว่าต้องมีงบประมาณสนับสนุนแผนการดำเนิน พูดง่ายๆ คือ ต้องแผนนี้ให้เป็นรูปของกฎหมาย ใครไม่ทำไม่ได้มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นความผิด

“เรื่องปรองดองต้องใช้ระยะเวลาจะทำระยะสั้นไม่ได้ เราลองดูง่ายๆ ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งเยอะ ทุกอย่างสะสมเอาไว้เป็นเวลานาน เพราะคุณไม่เคยเริ่มต้น มันต้องเริ่มต้นที่ต้องเคาะและเดินหน้าสักที จะ 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปีมันต้องเดินไปตลอด มิเช่นนั้นมันก็ไม่จบ”

พล.อ.เอกชัย อธิบายอีกว่า “7 ใน 10 ประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งที่เราศึกษาพบว่าถ้าทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำร่วมกัน อย่างนั้นการปรองดองสำเร็จ แต่วันนี้สำหรับบ้านเรากำลังมีคำถามว่ามีเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันหรือไม่ ส่วนตัวยังเห็นว่าต่างฝ่ายยังอยากจะเอาชนะกันอยู่ เพื่อที่จะหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะ

“คนไทยมีความขัดแย้งกันมาตลอด และใช้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเดิมมาตลอด จึงถึงเวลาแล้วที่เราไม่สามารถรออีกต่อไป ถ้ารอบ 20 ปีข้างหน้าแล้วค่อยมาแก้ ก็จะครบ 100 ปีประชาธิปไตย รอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องแก้ ณ บัดนี้ เพื่อให้การครบรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทย เข้ารูปเข้ารอยเสียที”

ประเด็นหนึ่งที่ พล.อ.เอกชัย ได้ย้ำ คือ การเริ่มต้นแก้ปัญหาความปรองดองจะเริ่มจากที่ตัวคนและการนิรโทษกรรมทันทีไม่ได้

“เอาตัวคนมาเป็นตัวตั้งไม่ได้ อย่างนั้นมันไปไม่ได้ แต่ต้องแก้ปัญหาด้วยการเมืองมองที่ระบบและโครงสร้างว่าเรายังขาดอะไร เช่น คนไทยยังไม่เคารพกติกาใช่ไหม องค์กรบังคับใช้กติกาก็ยังไม่เข้มแข็งใช่ไหม ทุกอย่างถูกซุกมาตลอด เป็นต้น

“นิรโทษกรรม จะอยู่ในส่วนอำนวยความยุติธรรมและการให้อภัย ที่จริงคำคำนี้ก็กลายเป็นคำเป็นพิษไปแล้วนะ ใครยกขึ้นมาพูดเมื่อไหร่ คนนั้นก็จะเป็นปัญหา แต่การนิรโทษกรรมก็คงต้องดูในรายละเอียดว่าจะให้ครอบคลุมขนาดไหน ซึ่งการนิรโทษกรรมจะเป็นการช่วยให้คนมีความสำนึกผิดและให้อภัยกัน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นในการดำเนินการ เพราะต้องมีกฎหมายรองรับ ในอดีตประเทศไทยก็เคยทำกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น ถือว่ายังเป็นกลไกที่ต้องใช้อยู่ เพียงแต่อาจต้องมีการกำหนดกรอบเวลาและเนื้อหาให้ชัดเจนเท่านั้น เพราะไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน”

สำหรับท่าทีของพรรคการเมืองที่แสดงออกมาในเวลานี้ พล.อ.เอกชัย คิดว่า “วันนี้เป็นบทเรียนของนักการเมือง เมื่อไหร่คุณทะเลาะกันและไม่ยอมจบด้วยคุณเอง ก็จะมีคนมาช่วยจบ พอมีคนมาช่วยจบ คุณมีแต่เสียคุณไม่มีได้เลย วันนี้ทั้งสองฝ่ายเริ่มตระหนักรู้แล้วว่าปล่อยให้ตาอยู่เอาไปกิน ตาอยู่กินยาวเลยนะ และเป็นบทเรียนให้ทหารด้วย ทหารถ้าคุณเข้ามาแบบนี้นะ แล้วคุณไม่มีชุดความรู้และความคิดที่จะบริหารจัดการเมืองที่ดี คุณก็โดนวิจารณ์ทุกวันแบบนี้

“ผมเชื่อว่า การเมืองจะไม่เป็นแบบเดิม เพราะมีบทเรียนกันมาแล้ว ทหารก็มีบทเรียนด้วย ทหารก็จะไม่เข้ามาง่ายๆ เพราะเข้ามาง่ายๆ คุณเสียคนนะ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ความขัดแย้งยังมีอยู่ ออกไปแล้วจะเอาอะไรส่งมอบให้กับคนที่เหลืออยู่”

สุดท้าย พล.อ.เอกชัย เชื่อว่า “ยังมีความหวังและโอกาสของการสร้างความปรองดอง แม้จะเริ่มช่วงปลายก็ตาม เพราะยังดีกว่าไม่เริ่มต้นอะไรเลย แต่เมื่อมีการเริ่มต้นแล้วจะต้องมีการเตรียมการส่งมอบเพื่อให้งานนี้เดินต่อไปได้ จะไปส่งมอบงานแบบอดีตไม่ได้ เพราะอย่างนั้นจะไม่มีทางเดินหน้าไปได้

“บ้านเรานี่ดีอย่างนะ เวลาขัดแย้งกัน ถ้าเป็นต่างประเทศ ตายเป็นหมื่นเป็นแสนคน แต่บ้านเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ถือว่าเป็นต้นทุนของประเทศเรา ดังนั้น ต้องคิดให้ดีและเดินหน้าต่อไปให้ถูกต้อง”พล.อ.เอกชัย สรุป

 

เจ้าพ่อแสนแสบ “เชาวลิต” จากเรือขนส่งสู่ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483706

เจ้าพ่อแสนแสบ "เชาวลิต" จากเรือขนส่งสู่ท่องเที่ยว

โดย…จะเรียม สำรวจ

ท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องฝ่าฟันกับการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก การใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานให้ทันเวลาถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งการย่นระยะเวลาในการเดินทางไปทำงานนอกจากจะใช้วิธีด้วยการโดยสารรถประจำทาง รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และเรือด่วนเจ้าพระยาแล้ว การใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนกรุงเทพฯ

ด้วยค่าบริการที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คือ เริ่มต้นที่ 9 บาท และสูงสุดที่ 19 บาท จึงทำให้เรือโดยสารคลองแสนแสบได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่เข้าใจความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนด้วยความรีบเร่ง บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จึงเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่เหลืออยู่จากการทำธุรกิจให้บริการเรือโดยสารในลำคลอง หลังจากก่อนหน้ามีหลายรายที่โดดเข้ามาทำธุรกิจ แต่แล้วก็ต้องโบกมือลาไป เพราะบริการไม่ตอบโจทย์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคลองลาดพร้าว คลองผดุงกรุงเกษม คลองบางลำพู คลองภาษีเจริญ หรือส่วนต่อขยายคลองแสนแสบ ซึ่งจะวิ่งจากวัดศรีบุญเรืองไปมีนบุรีต่างโบกมือลาธุรกิจนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

เชาวลิต เมธยะประภาส หรือลุงถั่ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) เล่าว่า การจะเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมีด้วยกัน 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.การเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ 2.การเข้าถึงเงินทุน และ 3.มีช่องทางและมีคอนเนกชั่น เพื่อเลี้ยงคน ซึ่งธุรกิจจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ในส่วนของการทำธุรกิจเรือโดยสารจะให้ประสบความสำเร็จต้องมีอู่ต่อเรือ มีคลังน้ำมัน ซึ่งในส่วนของบริษัทมีอู่ต่อเรือและคลังน้ำมันที่ดำเนินการอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3-4 ไร่ ในย่านบางกะปิ ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือประตูน้ำประมาณ 18 กม.

“กลยุทธ์ที่ให้เราอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ คือ การเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เมื่อก่อนความเจริญเกิดจากธุรกิจเรือ แต่พอผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มมากขึ้น การซื้อเวลาในการเดินทางจึงมีความสำคัญ ซึ่งบริษัทสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ เนื่องจากการเดินทางโดยเรือของบริษัทสามารถกำหนดระยะเวลาถึงที่หมายได้ นอกจากนี้ค่าบริการยังไม่แพงเมื่อเทียบกับการใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ดังนั้นเรือคลองแสนแสบจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการไปทำงานให้ทันเวลา”

อีกปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของเรือคลองแสนแสบ คือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ปัจจัยนี้เชาวลิต เน้นมาก เพราะถือเป็นการแสดงความจริงใจต่อการให้บริการ โดยทุกครั้งที่มีปัญหาในด้านของการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ผู้โดยสารตกเรือ หรือเหตุการณ์แก๊สระเบิด เชาวลิต แสดงความจริงใจด้วยการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ประสบภัยทุกด้าน ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบถึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เชาวลิต เล่าต่อว่า วิธีการทำงานของเรือคลองแสนแสบมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนหลัก คือ 1.การคืนกลับให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด 2.การให้สังคมกับชุมชน เช่น การให้ความช่วยเหลือวัดและโรงเรียน 3.การให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจเรือคลองแสนแสบชีวิตลุงค่อนข้างลำบาก เนื่องจากฐานะครอบครัวไม่ดี พ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนแม่ก็เป็นแม่ครัว ตั้งแต่เล็กจนโตทำงานมาโดยตลอดตั้งแต่ 9 ขวบ จึงทำให้เข้าใจชีวิตเป็นอย่างดี

ช่วงที่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชาวลิต ได้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจขนส่ง ด้วยการร่วมกับเพื่อนให้บริการรถเมล์วิ่งจากรามคำแหงไปปากคลองตลาด เมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่การทำธุรกิจดังกล่าว ทำให้ เชาวลิต ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น และทำให้มีวุฒิภาวะในการดำเนินชีวิตมากกว่าคนที่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยก็ทำให้ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะการทำธุรกิจด้วยตัวเองทำให้สามารถควบคุมการดำเนินชีวิตด้วยตัวเองได้ เชาวลิต จึงได้เข้าไปทดลองวิ่งเรือหางยาวรับผู้โดยสารจากรามคำแหงมายังประตูน้ำ ซึ่งก็ได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ดี จากวุฒิการศึกษาที่จบนิติศาสตรบัณฑิต ทำให้หลังจากจบการศึกษา เชาวลิต ได้มีโอกาสทำงานเป็นทนายความระยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุประมาณ 36 ปี ก็มีโอกาสได้พบ จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยนั้น ประกาศหาผู้ที่สนใจมาเดินเรือคลองแสนแสบ เชาวลิต จึงให้ความสนใจเข้าไปเจรจาขอสัมปทาน ซึ่งก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินธุรกิจวิ่งเรือโดยสารคลองแสนแสบนับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

“ปี 2533 ลุงเริ่มธุรกิจวิ่งเรือคลองแสนแสบเป็นครั้งแรก ตอนนั้นมีเรือที่วิ่งให้บริการประมาณ 20 ลำ ในแต่ละวันจะวิ่งรับผู้โดยสารประมาณ 104 เที่ยว มีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการประมาณ 5,000-6,000 คน/วัน จากจำนวนผู้โดยสารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีเรือโดยสารคลองแสนแสบให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 72 ลำ และมีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการต่อวันประมาณ 5 หมื่นคน”

อย่างไรก็ดี เพื่อให้บริการเรือคลองแสนแสบมีมาตรฐานในการบริการที่ดีขึ้น เชาวลิต ได้มีการปรับปรุงเรือให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

“ผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการเรือคลองแสนแสบ เรามีประกันภัยให้ และหากใครประสบอุบัติเหตุเราก็มีการดูแลและชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงิน ซึ่งในส่วนของกรณีศึกษาจากเหตุการณ์ก๊าซแอลเอ็นจีระเบิด ก็เกิดจากบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายในด้านของน้ำมัน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เราเลยตัดสินใจใช้งบ 80 ล้านบาท ลงทุนติดตั้งก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งก่อนติดก็ได้มีการทดลองและศึกษามาเป็นอย่างดีว่าไม่เป็นอันตราย แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราก็ตัดสินใจยกเลิกการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีทันที เพื่อให้ลูกค้าสบายใจเมื่อใช้บริการเรือคลองแสนแสบ”

ในด้านของพนักงานขับเรือ เชาวลิต ก็มีการฝึกอบรมและคัดเลือกมาเป็นอย่างดี พนักงานที่จะมาขับเรือคลองแสนแสบได้จะต้องมีประสบการณ์ด้วยการเป็นกระเป๋าเรือมาก่อนอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้คุ้นชินในเส้นทาง หลังจากนั้นก็ต้องไปทำเรื่องขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีจึงจะมาทำหน้าที่เป็นพนักงานขับเรือได้ ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็อยู่ที่เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท ขณะที่กระเป๋าเรือจะได้รับค่าตอบแทนที่เดือนละประมาณ 1.7 หมื่นบาท

สำหรับรูปแบบของเรือรุ่นใหม่ที่เริ่มนำมาให้บริการแล้วในขณะนี้ จะมีการปรับที่นั่งให้เหมือนกับเรือด่วนเจ้าพระยา ด้วยการเพิ่มที่นั่งจากลำละ 170 คนเป็น 200 คน โดยขณะนี้ได้เริ่มทำการนำเรือเก่ามาปรับปรุงใหม่แล้วจำนวน 3 ลำ ภายใต้งบลงทุนลำละ 3-4 ล้านบาท คาดว่าภายในอีกปีครึ่งจะปรับปรุงเรือเก่าที่มีอยู่จำนวน 72 ลำให้เป็นเรือรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและสะดวกสบายเมื่อใช้บริการเรือคลองแสนแสบ

เปิดบริการเรือท่องเที่ยวในคลองแสนแสบ

อีกหนึ่งธุรกิจที่ เชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าพ่อเรือแสนแสบอยากจะเปิดให้บริการในเร็วๆนี้คือ การให้บริการเรือท่องเที่ยวในคลองแสนแสบซึ่งจะวิ่งจากท่าเรือประตูน้ำต่อไปท่าเรือผ่านฟ้าต่อเนื่องไปยังคลองบางลำพู ซึ่งตลอดเส้นทางที่เรือท่องเที่ยววิ่งผ่านนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมและแวะเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นท่าเจริญผล ย่านนั้นจะเป็นแหล่งร้านค้าสินค้าลอกเลียนแบบ ขณะที่ท่าโบ๊เบ๊จะเป็นย่านที่ขายสินค้าประเภทขายส่ง และถือเป็นย่านที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 90 ปีขณะที่ท่าผ่านฟ้าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างวัดภูเขาทอง ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

เชาวลิต กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม เพื่อดำเนินธุรกิจเรือท่องเที่ยวบางกอก คาแนล ภายใต้การดูแลของบริษัทบางกอก คาแนล ซึ่งจะเดินเรือระหว่างท่าเรือประตูน้ำผ่านท่าเรือราชเทวี เจริญผล โบ๊เบ๊ผ่านฟ้า ต่อเนื่องจนถึงคลองบางลำพู เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากเส้นทางเรือดังกล่าวมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่น่าสนใจจึงทำให้เล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจเรือท่องเที่ยว

เบื้องต้น เชาวลิต คาดการณ์ว่าเรือท่องเที่ยวบางกอก คาแนล น่าจะต่อแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประมาณเดือน เม.ย.นี้ เริ่มต้นด้วยเรือให้บริการทั้งหมด 6 ลำ แต่ละลำจะให้บริการทุก 20นาที เริ่มจากท่าประตูน้ำเวลา 10.00-17.00 น.ทุกวัน คิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายต่อวัน 200 บาทซึ่งหลังจากเปิดให้บริการคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน/วันหรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท/ปี

“การที่หันมาทำเรือท่องเที่ยว เพราะมองเห็นโอกาสจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวที่เรือบางกอก คาแนล วิ่งผ่านจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยในส่วนของประตูน้ำเปรียบเสมือนแหล่งท่องเที่ยวใหม่หรือนิวทาวน์ ขณะที่คลองบางลำพูก็เปรียบเสมือนแหล่งท่องเที่ยวเก่าหรือโอลด์ทาวน์”

ปัจจุบัน เชาวลิต มีอายุก้าวเข้าสู่วัย 65 ปีแล้ว แม้จะถึงวัยเกษียณ แต่ก็ยังคงทำงานทุกวันเหมือนกับตอนเป็นหนุ่ม พร้อมบอกอีกว่า ถ้าต้องเกษียณจริงๆ ก็คงจะทำงานอยู่บ้าน ถ้าสมองยังสามารถทำงานได้

 

“นักสู้ต้องมีบาดแผล” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 22:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483283

"นักสู้ต้องมีบาดแผล" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

เรื่อง…เพ็ญแข สร้อยทอง

เริ่มต้นปีอย่างคึกคักด้วยเป้าหมายชัดเจนตามสโลแกนว่า “RS 2017 Media Revolutionist”

ในฐานะแม่ทัพ “สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “เฮียฮ้อ” ประกาศว่า ปีนี้บริษัทจะลุยเต็มที่กับช่อง 8 เพื่ออันดับในท็อป 5 ของดิจิทัลทีวี รวมทั้งธุรกิจเฮลท์ แอนด์ บิวตี้ ที่อาร์เอสเพิ่งจะเข้ามา แต่ก็ไปได้สวย และมองเห็นโอกาสซึ่งเปิดกว้างอยู่มาก นอกจากนี้ ธุรกิจดนตรีที่อาร์เอสไม่เคยทิ้งก็มาพร้อมด้วย “มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง” ซึ่งนักร้องนักดนตรีสามารถลงทุนสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง โดยมีบริษัทเป็นผู้สนับสนุน

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อาร์เอสไม่ได้กำลังแข่งขันกับคู่แข่ง แต่เป็นการทำธุรกิจโดยรู้เท่าทันและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค “เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อาร์เอสจึงต้องปรับตัวตลอดเวลา ธุรกิจใหม่ๆ ก็ตั้งต้นมาจากตรงนี้ การตลาดแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเอกซเรย์ตลาดและผู้บริโภคโดยละเอียดทำให้เราติดตามและเข้าใจได้ลึกได้เท่าทันและต้องเปิดกว้าง”

เฮียฮ้อยังเชื่อว่า การคิดนอกกรอบและคิดพ้นจากตัวตนยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจ

“เวลามีปัญหา ผมจะคิดจากตัวเราก่อน คิดเสร็จแล้วยังไม่เอาไปใช้ พักไว้ แล้วลองคิดจากมุมที่ไม่ใช่เราบ้าง เวลาจะหาธุรกิจใหม่ก็คิดจากตัวเองก่อนว่า อาร์เอสมีอะไร มีจุดแข็งตรงไหน เราควรจะทำอะไร พอได้แล้วก็อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าสิ่งนั้นถูก พักไว้ก่อน จากนั้นลองดึงตัวเองออกจากอาร์เอส ถ้าเราไม่ใช่เฮียฮ้อเราอยากทำอะไร เพราะบางทีการมองจากตัวเองมากเกินไป มันก็ปิดโอกาสตัวเอง”

 

กว่า 3 ทศวรรษบนเส้นทางธุรกิจ เฮียฮ้อผ่านมาหลากหลาย นอกจากจะได้ลิ้มรสความสำเร็จอันหอมหวาน ก็เคยพานพบกับความล้มเหลวที่ขมขื่นด้วยเช่นกัน

“เราเป็นคนทำธุรกิจมาทั้งชีวิต สิ่งที่ผมเชื่อคือ การเอาจริงเอาจัง การเป็นนักต่อสู้ ยังไงมันก็ต้องสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันนักสู้มันต้องมีบาดแผล เส้นทางที่ทำธุรกิจมา 30 กว่าปีปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า มันต้องมีผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ต้องเป็นส่วนน้อย มันคือประสบการณ์ที่ดี จะช่วยเติมเต็มให้คุณแข็งแรงแข็งแกร่งขึ้น ผมไม่ยึดติดนะ ผมจะมองหาความสำเร็จครั้งต่อไปเสมอ ผมไม่สนใจความสำเร็จที่ทำได้แล้วในวันนี้ ทำสำเร็จก็ดีใจ แล้วก็หาความท้าทายเป้าหมายใหม่ๆ แล้วก็ไปให้ถึง อะไรที่ไม่ดีก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าปรับปรุงแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้นก็วิเคราะห์อีกที ถ้าจะทิ้งก็ต้องทิ้ง คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ คนที่พูดว่า ‘ฉันยอมแพ้’ มันอาจจะเจ๋งกว่าคนที่พูดว่า ‘ฉันชนะ’ เพราะว่ามันต้องใช้ความกล้ามากกว่า ใช้การยอมรับ ใช้การเปิดใจมากกว่า”

เฮียฮ้อเป็นนักธุรกิจที่ทำงานทุกวัน ไม่ยกเว้นแม้ในวันหยุด ซึ่งครอบครัวเชษฐโชติศักดิ์มักใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่ “ผมทำงานตั้งแต่ตื่นจนนอน เพราะชีวิตผมไม่มีเรื่องอื่น ชีวิตผมธรรมดามาก ตื่นเช้าก็อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แปดโมงกว่าก็มาออฟฟิศ เก้าโมงก็ทำงาน เป็นคนชอบทำงานที่ออฟฟิศ ถ้าไม่ประชุมก็อยู่ในห้องคิดงาน ถ้าไม่มีงานสำคัญจริงๆ ผมก็ไม่ไปไหน เลิกงานทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน ออกกำลังกายเดินสายพานนิดหน่อย ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่บ้านก็ดูทีวีบ้าง

“ผมชอบทำงาน ชอบคิดงาน คิดได้ก็จดไว้ อันไหนทำได้ก็สั่งลูกน้องเลย ยังทำไม่ได้ก็เอาไปคิดต่อ เราสนุกกับการคิด ชอบทบทวนตัวเอง ทบทวนสิ่งที่อาร์เอสทำ เราจะได้รู้ว่าต้องทำอะไร อะไรยังไม่ดีพอ ชีวิตไม่ค่อยหวือหวา ถ้าเราทำงานที่คุณรัก ทุกวันมันก็จะไม่ใช่การทำงาน ถ้าหยุดเนี้ย ผมอึดอัด เวลาไปไหนกับครอบครัวก็ไปได้ไม่เกิน 4-5 วัน เข้าออฟฟิศมาทำงานก็เหมือนมาเที่ยว สนุกกับงาน สนุกกับชีวิตการทำงาน สนุกกับสภาพแวดล้อม

“ลูกน้องบางคนก็บอกว่า อาร์เอสทำงานสนุก แต่บางคนก็บอกว่ามันทัฟ (Tough) หน่อย ผมต้องการให้คนอาร์เอสเป็นอย่างนี้ ผมไม่เชื่อเรื่องการมีคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) ชีวิตของคนปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ไหน หรือในชีวิตครอบครัว มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุณใช้ชีวิตในอาร์เอส อย่างมีความสุขและเป็นปกติได้ ชีวิตที่บ้านคุณ ชีวิตครอบครัวคุณก็จะสบาย ถ้าอยู่อาร์เอสได้ คุณก็อยู่ที่ไหนก็ได้ ผมทำให้อาร์เอสมันทัฟ ไม่ได้ทัฟเฉพาะกับลูกน้อง มันก็แข่งขันกดดันตัวเองด้วย ผมชอบอย่างนั้น

“การกดดันตัวเองทำให้เรามีพลัง ผมจะไม่รู้ว่าเรามีแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักบีบให้มันออกมา ศิลปินดังๆ ของโลกสร้างงานตอนไหน ตอนหิวตอนยากจนทั้งนั้น สตีฟ จ็อบส์ คิดอะไรดีๆ ได้ตอนไหน ตอนยังไม่มีอะไร ความคิดอ่านดีๆ ของนักธุรกิจจะเกิดตอนเจอวิกฤต ถ้าทุกคนใช้ชีวิตสบายๆ มันก็ไม่ได้เค้นศักยภาพที่แท้จริงออกมา เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำให้เรื่องนี้มันเกิดได้ เราก็จะได้พลังจากตัวเรา พลังจากคนในทีม

“ผมชอบประชุมกับลูกน้อง เพราะผมได้ประโยชน์ คนมักจะเข้าใจว่า การประชุมคือ การตามงาน แต่ไม่ใช่ เวลาคุยกับลูกน้อง ผมได้ความรู้ที่ผมคิดไม่ถึง เพราะลูกน้องเด็กกว่าเรา เฟรชกว่าเรา แล้วผมก็ชอบคุยกับลูกชาย ลูกชายก็ชอบคุยกับผม เขาได้รู้เรื่องธุรกิจจากพ่อ ผมก็ได้อะไรจากเขาเยอะมาก ซึ่งไม่มีทางเลยที่คนอย่างผมจะไปหาเองได้ คนอายุ 50 กว่าจะไปมองในเรื่องของคนอายุ 27-28 ได้ ไม่มีทาง”

 

วันนี้ เชษฐ เชษฐโชติศักดิ์ ลูกชายคนโตของเฮียฮ้อก็กลายมาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้สร้าง “72 คอร์ทยาร์ด” มอลล์ใจกลางทองหล่อที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มคนซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบแฮงเอาต์กินดื่ม

“เรื่องการทำงานก็แนะลูกชายว่า เขาต้องทำจริงจัง เกาะติด ใส่ใจ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เขาอยากทำ ไม่ใช่ธุรกิจที่พ่ออยากให้ทำ ผมให้เขาตั้งต้นเอง แล้วผมจะดู แม้ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ให้เขาทำ ถ้าคนเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วเต็มที่กับมัน เขาก็อยากจะทำทุกวัน เหมือนไปเที่ยว ผมก็จะเอาประสบการณ์ไปอุดในเรื่องของความเสี่ยง จุดขายจุดแข็งก็จะไปเติมให้ แต่เรื่องธุรกิจเรื่องตัวโปรดักต์เขาจะเข้าใจดีกว่าเรา

“ตอนนี้ลูกคนเล็ก (โชติ เชษฐโชติศักดิ์) ก็เรียนจบแล้ว เขากำลังคิดธุรกิจใหม่อยู่ ผมไม่เคยบังคับลูกว่าต้องมาช่วยป๊าที่อาร์เอสนะ ถ้าเขาอยากเข้ามาเรียนรู้งานก็เข้ามา ไม่เข้าก็ไม่เป็นไร เพราะผมดีไซน์อาร์เอสไว้ ไม่ต้องมีทายาทมารับ อาร์เอสเป็นองค์กรที่เดินด้วยทีมงาน ด้วยโมเดลที่แข็งแรง”

ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอาจจะวางแผนระยะยาวนักไม่ได้ ซึ่งเฮียฮ้อก็ได้เตรียมให้อาร์เอสเป็นองค์กรที่มีความพร้อมปรับตัวได้ดีมีความยืดหยุ่น “ที่สำคัญอาร์เอสต้องพร้อมจะทำธุรกิจกับโอกาส ทุกอย่างที่ทำมาก็ยังคงจะทำอยู่ เพลง มีเดีย เฮลท์ แอนด์ บิวตี้ และอีก 2-3 ปี คุณอาจจะเห็นอาร์เอสทำธุรกิจอื่น ถ้ามีโอกาสใหม่ๆ และน่าสนใจ”

และในปี 2017 นี้ อาร์เอส ซึ่งนำทัพโดย เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ จะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ … ต้องติดตามกันต่อ