“มาร์ค”ชี้ธรรมกายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262617

“มาร์ค”ชี้ธรรมกายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็จบ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 2 มี.ค. 2560

อภิสิทธิ์, มาร์ค, ชี้, ธรรมกาย, เข้าสู่, กระบวนการยุติธรรม

“มาร์ค”ชี้เรื่องธรรมกาย ถ้าทุกคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเรื่องก็จบ ย้ำเรื่องต้องแยกเรื่องทางโลก-คำสอน อย่าเอาปนกัน

    2 มี.ค. — นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่า คสช. ใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดธรรมกายแต่ยังทำอะไรไม่ค่อยได้ว่า จริง ๆเรื่องนี้ พอใช้อำนาจแบบนี้คนก็มีความคาดหวังสูง หลาย ๆ คนคิดว่าน่าจะจบ แต่เอาเข้าจริง ๆ ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย มันอยู่ที่หลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ แล้วก็กรณีของธรรมกายก็เป็นกรณีที่ยากอยู่แล้ว สภาพพื้นที่ที่กว้าง การที่เราปล่อยปละละเลยกันมานานจนทำให้คนที่เป็นเป้าของการค้นการจับนั้นก็คงเตรียมการได้อย่างดี ในการที่จะรับมือ อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นวัด มีพระ ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอีกนะครับ เพราะเห็นเจ้าหน้าที่เข้าแถวกับพระเข้าแถวเผชิญหน้ากันอยู่มันก็มีความอ่อนไหว ก็เห็นใจนะครับในการทำงาน แต่เพราะฉะนั้นก็อย่าได้แปลกใจเลยว่าเป็นอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่จริงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าทุกคนยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องก็จบตั้งแต่แรก ไม่มีประเด็นที่ต้องมาคุยกันเลย ทำอย่างไรเราจะเข้าใจตรงนี้เสียก่อน ตนก็เห็นทางเจ้าหน้าที่ผู้นำก็เรียกร้องอยู่ตลอดว่า ก็มอบตัว เรื่องก็จบ แต่ส่วนมวลชนผู้สนับสนุนที่มองว่าพระธัมมชโยไม่ผิดนั้น ต้องเรียนว่า ในส่วนของคนบังคับใช้กฎหมายก็ต้องทำไป แล้วจะใช้วิธีใดอะไรอย่างไรก็อธิบายในเชิงหลักกฎหมายไป แต่คนที่มีหน้าที่อธิบายในเรื่องว่า ความผิดเกิดจากอะไร เอากรณีของคดีเอาทางโลกก่อนนะ เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองสหกรณ์อะไรต่างๆ ก็ต้องทำให้เกิดความเข้าใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ ซึ่งเป็นที่มาของหมายจับ หมายค้น มันไม่ใช่เรื่องจะมากลั่นแกล้งอะไรกับใคร แล้วก็สามารถที่จะไปต่อสู้คดี เรียกหาความเป็นธรรมกันได้ ส่วนที่จะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องว่า มีปัญหาเรื่องพระพุทธศาสนา คำสอนอะไรต่าง ๆ อันนั้นก็ควรจะเป็นหน้าที่ของทางสงฆ์ ซึ่งก็จะต้องปกครองกันเองอะไรก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราแบ่งหน้าที่ แล้วก็ทำหน้าที่กันแบบนี้มันก็จะง่าย อย่าไปปนกัน

“มาร์ค”เตือนใช้ ม.44 อย่างระวัง ก่อนกลายเป็นวัฒนธรรมแก้ปัญหา ยามบ้านเมืองปกติ

นายอภิสิทธิ์  กล่าวถึงการใช้มาตรา 44 ของ คสช. ว่าเป็นธรรมดาที่มาตรา 44 ดูเหมือนยาวิเศษ เพราะเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ใช้แล้วก็ไม่สามารถที่จะโต้แย้งได้ แต่ตนไม่ค่อยอยากให้ใช้มากนัก ถึงแม้ว่าเราอาจจะไว้ใจคนที่ใช้อำนาจตัวนี้อยู่ แต่ทุกคนก็มีผิดมีพลาดได้ เพราะการใช้อำนาจแบบนี้ พอโต้แย้งไม่ได้ ก็จะมีประเด็นปัญหาที่ตามมาอีกทั้งตนเห็นว่าเห็นว่า ถ้าเราสามารถที่จะทำให้กฎหมายปกติดีขึ้นได้ เราก็จะได้วางรากฐานสำหรับอนาคตด้วย เพราะวันข้างหน้ายังไงก็ไม่มีมาตรานี้ ขอยกตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องรถไฟ เขาก็บอกว่าต้องมาใช้มาตรา 44 ตนก็เสียดายว่า เราอุตส่าห์ทำกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ทั้งฉบับ ก็นึกว่าเป็นการปฏิรูป แต่ปรากฎว่าดูเหมือนมันต้องมีปัญหาแล้ว ที่ใช้กฎหมายนั้นไม่ได้ หรือรอใช้กฎหมายนั้นไม่ได้ ถึงต้องใช้วิธีนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การใช้อำนาจพิเศษนี้ คือคนจะติด คนที่พอใจก็ติด อยากได้อีก ๆ หากใช้อำนาเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ก็มีความรู้สึกว่ามันง่ายดี เพราะมันโต้แย้งไม่ได้ ไปฟ้องศาลปกครองก็ไม่ได้ ซึ่งตนก็ยกตัวอย่างเสมอว่า อย่างกฎหมายพิเศษที่เบากว่านี้คือกฎหมายภาวะฉุกเฉิน เราประกาศที่ 3 จังหวัดภาคใต้ 12 ปีแล้ว เป็นไปได้อย่างไรครับพื้นที่นึงอยู่ในภาวะฉุกเฉิน 12 ปี  ประเด็นก็คือว่าพอใช้แล้วคนที่ใช้อำนาจเจ้าหน้าที่เขาชอบเพราะมันง่าย สะดวก แต่สุดท้ายวันหนึ่งก็จะเป็นปัญหา

สมัยตนเป็นนายกฯนั้นก็เริ่มต้นบอกว่าพยายามจะเลิก แล้วตนรู้เลยว่าเลิกยากเพราะเจ้าหน้าที่แทบจะไม่มีทางเห็นด้วยเลย เพราะว่าถ้ามีอำนาจอยู่มันก็ง่ายกว่าในการทำงานแต่ปัญหาการตรวจสอบ ปัญหาอะไรต่าง ๆ ความไม่ปกติมันก็ตามมา สุดท้ายก็เริ่มต้นเลิกไปได้อำเภอนึง แล้วก็หลังจากนั้นมาก็รู้สึกไม่ได้มีการเลิกอีกเลย แต่ผมก็เข้าใจว่าอำเภอนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับหลังจากเลิกไปแล้ว ถ้าเทียบเคียงกับอำเภออื่นๆ

อยากจะเตือนไว้เท่านั้น พอมันใช้มาก ๆ เข้า ระวังว่าถึงเวลาสุดท้ายบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เครื่องมือเครื่องไม้และความเข้าใจของสังคมในการแก้ปัญหามันก็จะมาติดกับตัวนี้ ไม่นับว่าบางทีการใช้ก็เลยกลายเป็นเงื่อนไข อย่างกรณีธรรมกาย จะต้องมานั่งอธิบายกันตลอดเลยว่าทำไมต้องใช้ เพราะกลายเป็นว่า สิ่งที่เขาคัดค้านตอนนี้ก็ชูเรื่องมาตรา 44 มาเป็นหลัก ทั้งที่ความจริงก็แปลกอยู่แล้วเพราะสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำไม่ใช่มีอะไรพิเศษเลยนอกจากบังคับใช้กฎหมาย หรือเราจะต้องไปยอมรับกันไปเรื่อย ๆ ว่า

ต่อไปนี้แปลว่าเราบังคับใช้กฎหมายโดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ มันก็จะเป็นเรื่องแปลก ก็เห็นใจนะครับคนทำงานอยากได้ความรวดเร็วอะไรก็ว่าไป แต่ขอให้นึกถึงระบบ แล้วก็นึกถึงวันข้างหน้าด้วย จริงๆ รัฐบาลนี้ หรือนายกฯ หรือหัวหน้าคสช.ก็อยู่มาเกือบ 3 ปีเพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่ามันไม่มีเวลาในการทำอะไรต่างๆ หลายอย่าง แล้วก็ถ้าบอกว่าเหลือเวลาอีกประมาณสัก ปีกว่าๆ ไม่ลองมาพยายามคิดมาทำตรงนี้กันหรือ จะได้เตรียมสังคมเข้าสู่ความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป

 

นายกฯเสียใจนร.รือเสาะถูกลอบยิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262599

นายกฯเสียใจนร.รือเสาะถูกลอบยิง

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 2 มี.ค. 2560

นราธิวาส, ยิงนักเรียนใต้, สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ไก่อู, นายกฯ, เสียใจ, รือเสาะ, ถูก, ลอบ, ยิง, จนราธิวาส

“นายกฯ” แสดงความเสียใจต่อครอบครัว นักเรียน ผู้สูญเสีย จากเหตุลอบยิงที่ อ.รือเสาะ “จ.นราธิวาส” สั่ง เร่งไล่ล่าคนร้าย กำชับ ให้ช่วยเหลือเต็มที่

        2 มี.ค. — พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธสงครามลอบโจมตีรถนักเรียนในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เช้าวันนี้ ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวและครูอาจารย์ของนักเรียนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน โดยได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง เร่งติดตามตัวคนร้าย มาดำเนินคดีโดยเร็ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่สมควรเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์

“นายกฯ ยังได้กำชับให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือ ครอบครัวของนักเรียนแต่ละรายอย่างเต็มที่และย้ำว่า รัฐบาลเป็นห่วงสวัสดิภาพ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงขอให้ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บูรณาการ ความร่วมมืออย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิตแก่ประชาชนทุกคน”

ทั้งนี้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่มีพัฒนาการดีขึ้นตามลำดับ โดยมีสถิติการเกิดเหตุความรุนแรงน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงไม่เกิดผลดีกับใครโดยเฉพาะคนในพื้นที่เองและยังทำให้ประชาชนนอกพื้นที่เกิดความไม่เชื่อมั่นที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจ จึงขอให้พี่น้องประชาชนร่วมกันประณามและกดดันผู้ก่อความไม่สงบ โดยหากพบเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้ติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

 

ตำแหน่ง กก.ป.ป.ช. ต้องยึดคุณสมบัติเป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262598

ตำแหน่ง กก.ป.ป.ช. ต้องยึดคุณสมบัติเป็นหลัก

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 2 มี.ค. 2560

“กรธ.” เชิญ “ป.ป.ช.” ให้ข้อมูล ร่างพ.ร.ป.ป.ป.ช. ปรับรายละเอียดการทำงานเชิงรุกของงานปราบทุจริต

          นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. ระบุวันนี้ (2 ก.พ.) กรธ. เชิญ กรรมการ ป.ป.ช. ให้ความเห็นต่อร่างพ.ร.ป.ป.ป.ช. หลัง กรธ.ปรับแก้ร่างแรกเสร็จแล้ว เผยเนื้อหาปรับเรื่องการลดขั้นตอนทำงาน ใช้ทรัพยากรบุคคลให้คุ้มค่า ยืนยันกรณีการดำรงตำแหน่งของกรรมการป.ป.ช.ต่อไป ต้องยึดกับคุณสมบัติเป็นหลัก แต่ผลสรุปของเนื้อหาต้องขึ้นกับการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ.

 

“ชาญชัย”ชี้คดีทุจริตเดินล่าช้าเพราะ ป.ป.ช.เป็นคอขวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262597

“ชาญชัย”ชี้คดีทุจริตเดินล่าช้าเพราะ ป.ป.ช.เป็นคอขวด

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 2 มี.ค. 2560

ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์, ชาญชัย, ชี้, คดี, ทุจริต, เดิน, ล่าช้า, เพราะ, ปปช, เป็น, คอขวด, ปปชเป็นคอขวด

“ชาญชัย” ชี้ปัญหาคดีทุจริตเดินล่าช้า เป็นเพราะ ป.ป.ช. เป็นคอขวด จี้ ป.ป.ช. – องค์กรอิสระ แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้ เพื่อความโปร่งใส

         2 มี.ค. — นายชาญชัย  อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดีการทุจริตที่อยู่ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ว่า เรื่องนี้เกิดจากปัญหาทางโครงสร้างที่กฎหมายเขียนให้อำนาจ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานเดียวที่สามารถฟ้องร้องนำเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ส่งฟ้องศาลผ่านอัยการได้เพียงหน่วยงานเดียว จึงก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างที่บิดเบี้ยว กลายเป็นศูนย์รวมของอำนาจและเป็นปัญหาต่อองค์กรตรวจสอบอื่น อาทิ สตง.  ผู้ตรวจการแผ่นดิน  กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ปปท. และปปง. โดยให้ป.ป.ช.เป็นผู้นำเสนอสำนวน แต่กลับมีการเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ขึ้นตอนค้นหาข้อเท็จจริง จนถึงการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯชี้มูลความผิด ซึ่งเป็นการทำงานซ้ำซ้อนและล่าช้า ทั้งยังก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเปรียบเหมือนบ้านมี 8 ประตูทางเข้า แต่มีประตูทางออกเพียงบานเดียวจึงเป็นปัญหาคดีต่างๆกระจุกตัวเป็นคอขวด ทั้งนี้ ช่วงรณรงค์ประชามติรับรัฐธรรมนูญ ประกาศว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ที่กำหนดระยะเวลาในการทำคดีทุจริตให้เสร้จภายใน1ปี ถ้าเป็นคดียุ่งยากให้ต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน รวมคดีไม่เกิน 2 ปี แต่ปรากฎว่าในร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับที่กำลังยกร่างกลับไม่มีการบัญญัติเงื่อนไข ระยะเวลาในการทำคดีไว้เลย โดยใน (2) มาตรา 235 แสดงถึงการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

นายชาญชัย กล่าวต่อไปว่า  อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 234 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านประชามติ ได้กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าว                ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามจึงขอเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ให้กรรมการ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง ภรรยา และบุตร รวมทั้งกรรมการในองค์กรอิสระอื่นที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ปรากฎว่าในร่างกฎหมายป.ป.ช.ใหม่ มาตรา 15 ป.ป.ช.กลับกำหนดให้ตน คู่สมรสและบุตรไม่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินโดยอัตโนมัติ ยกเว้นกรณีที่มีเรื่องขึ้นศาล หรือเจ้าตัวยินยอมให้เปิดเผย ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

“เป็นที่น่าสังเกตว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้กรรมการป.ป.ช.เป็นตัวอย่างของการแสดงเปิดเผยยัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งในฐานะของผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นควรที่ตะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ไร้ข้อครหากังขาใด ๆ แต่กลับทำเสียเองเพราะป.ป.ช.มีอำนาจมากกว่านักการเมือง แบะขอใากให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ดูแลการยกร่างกฎหมายลูกต่างๆเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและสมกับยุคแห่งการปฏิรูปด้วย”นายชาญชัยกล่าว

 

 

“วิษณุ” เตือน รบ.ใหม่ ไม่ชอบ ยุทธศาสตร์ชาติฯ ให้รีบเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262594

“วิษณุ” เตือน รบ.ใหม่ ไม่ชอบ ยุทธศาสตร์ชาติฯ ให้รีบเปลี่ยน

การเมือง  : 2 มี.ค. 2560

แนะ ทุกส่วนราชการ เปลี่ยน แนวคิดรองรับการ, ให้รีบเปลี่ยน, วิษณุ แนะ ทุกส่วนราชการ เปลี่ยน แนวคิดรองรับการ ปฏิรูป ตาม ร่างรธน. กำหนด ชี้ ให้ทุกหน่วยจำลองแบบ ป.ย.ป. ไปปรับใช้, วิษณุ, เตือน, ใหม่, ไม่, ชอบ, ยุทธศาสตร์, ชาติ, ให้, รีบ, เปลี่ยน, รบใหม่, ไม่ชอบ, ยุทธศาสตร์ชาติฯ, ให้รีบเปลี่ยน , ปฏิรูป, ร่

“วิษณุ” แนะ ทุกส่วนราชการ เปลี่ยน แนวคิดรองรับการ “ปฏิรูป” ตาม “ร่างรธน.” กำหนด ชี้ ให้ทุกหน่วยจำลองแบบ “ป.ย.ป.” ไปปรับใช้

          2 มี.ค.60-วิษณุ” แนะ ทุกส่วนราชการ เปลี่ยน แนวคิดรองรับการ “ปฏิรูป” ตาม “ร่างรธน.” กำหนด ชี้ ให้ทุกหน่วยจำลองแบบ “ป.ย.ป.” ไปปรับใช้ เตือน รบ.ใหม่ ถ้าไม่ชอบ ยุทธศาสตร์ชาติฯ ให้รีบเปลี่ยน เหตุ จะมีผลผูกพัน ไม่ทำ ผิดอาญา

ที่อิมแพคเมืองทองธานี นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่องยุทธศาสตร์ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศ ตามหมวด 16 แห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ… ตอนหนึ่งว่า จากนี้ไปจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งจากความต้องการของรัฐบาล ประชาชน กระแสโลกาภิวัฒน์ ดังนั้น นายกฯ จึงต้องการให้ทุกภาคส่วนราชการรับรู้และเข้าใจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ผู้ปฏิบัติงานจะต้องเปลี่ยนแนวความคิด(Mind Set) เพื่อให้ทำงานสอดประสานกันได้แม้จะเป็นเรื่องระหว่างกระทรวง

นายวิษณุ กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเดิมมี 3 อย่าง 1.ปกครองและพัฒนา 2.การรักษากฏหมาย3.แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านประชามติในหมวด 16 ได้กำหนดว่า นอกจากรัฐบาลจะมีหน้าที่บริหารแล้ว ยังบัญญัติให้มีการปฏิรูป 7 ด้าน  1.การเมือง 2.ระบบราชการ 3.กฏหมาย4.กระบวนการยุติธรรม 5.การศึกษา6.เศรษฐกิจ 7.อื่นๆ เช่น ขยะมูลฝอย สาธารณสุข เป็นต้น เป็นเรื่องที่ไม่เคยบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน ทั้งกำหนดชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร ใครเป็นคนทำ ใช้เวลาเท่าไหร่ และต้องแล้วเสร็จเมื่อไหร่

"วิษณุ" เตือน รบ.ใหม่ ไม่ชอบ ยุทธศาสตร์ชาติฯ ให้รีบเปลี่ยน

นายวิษณุ กล่าวว่า นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ20ปี เป็นการวางเป้าหมายสู่อนาคตให้ประชาชนรู้ว่าประเทศไทยจะเดินไปสู่ทิศทางใด ซึ่งรัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้านเช่น ความมั่นคง พัฒนาศักยภาพทางการแข่งขัน เศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานราชการต่างๆ สามารถจำลองยุทธศาสตร์ในภาพใหญ่ของรัฐบาลไปปรับใช้กับหน่วยงานของแต่ละคนได้ เพราะรัฐบาลอยากเห็นยุทธศาสตร์ของทุกหน่วยงาน ดังนั้นนอกจากรัฐบาลจะมีหน้าที่บริหารราชการแล้ว ยังต้องปฏิรูปประเทศวางยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างสามารถความสามัคคีปรองดองไปพร้อมๆกัน  นายกฯ จึงตั้ง ป.ย.ป. ขึ้น โดยมี 4 คณะกรรมการย่อยเป็นตัวขับเคลื่อน โดยเชื่อว่าจะสามารถเดินหน้าได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าการให้ครม.ชุดเดียวทำ

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลทำ ได้ผ่านความเห็นของประชาชนและสภามาแล้ว ต่อไปหากรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วต้องการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ จะต้องไปดำเนินการตามขั้นตอนโดยรับฟังความเห็นของประชาชนและให้สภาเห็นชอบ และถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เปลี่ยนก็จะต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติดังกล่าว เพราะผูกมัดทั้ง คณะรัฐมนตรี(ครม.)รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ทุกองค์กร จึงขอย้ำว่าถ้ารัฐบาลใหม่ไม่ชอบให้เปลี่ยนเสีย แต่ถ้าไม่เปลี่ยนจะถือว่าชอบ และหากไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลร้ายแรงในทางการเมืองและต้องรับผิดทางอาญา” นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า นายกฯ อยากให้หัวหน้าส่วนราชการคิดแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ แล้วเสนอเข้ามา อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้ฝากไปยัง ก.พ.ให้บันทึกในประวัติ ก.พ.7 ของผู้เข้าอบรมทุกคนเผื่อรัฐบาลจะได้นำประวัตินี้มาใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า.

 

เรียกร้องรัฐบาล-สนช. สานต่อ สพม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262589

เรียกร้องรัฐบาล-สนช. สานต่อ สพม.

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 2 มี.ค. 2560

ถึง, คมชัดลึก, คำร้อง, ส่ง, สภาพลเมือง, ปชช., ประเทศ, ปฏิรูป, สนช., สปท., สพม., ธีรภัทร, เรียกร้อง, รัฐบาล, สานต่อ, เรียกร้องรัฐบาล-สนช, สพม, ธีรภัทร์, สปท

“ธีรภัทร์” ยื่นหนังสือ “สปท.” ส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล-สนช. สานต่อ สพม. ย้ำการปฏิรูปประเทศสำคัญ ต้องให้ปชช.มีส่วนร่วม

          2 มี.ค. 60 – ตัวแทนภาคประชาสังคมพลเมือง นำโดยนายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ อดีตประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) เข้ายื่นหนังสือต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังรัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ทบทวนประเด็นการปฏิรูปการเมือง ด้วยการให้ภาคประชาสังคมมีเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งนี้ สพม. ขอให้พิจารณาปรับแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาพัฒนาการเมือง เพื่อให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม อย่างไรก็ดีแม้รัฐบาลจะใช้คำสั่งพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2560 ยุบ สพม. แล้ว แต่ภาคประชาสังคมได้หารือและเห็นว่าควรผลักดันให้เดินหน้าต่อไป ทั้งนี้ เครือข่ายภาคสังคมพลเมืองจะนำเสนอประเด็นดังกล่าวไปยังพรรคการเมืองเพื่อบรรจุเป็นนโยบายหาเสียงต่อไป

นายธีรภัทร์ กล่าวด้วยว่า เนื่องในวันที่ 2 มี.ค.ของทุกปีเป็นวันพลเมือง จึงขอยื่นข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศด้วยพลังพลเมือง ต่อ สปท. เพื่อนำไปพิจารณา โดยมีเนื้อหาสำคัญคือให้เครือข่ายสภาพลเมืองเป็นกลไกและเครื่องมือต่อการปฏิรูปประเทศ ด้วยยึดแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่การปฏิรูปที่สำคัญต้องเริ่มอันดับแรก คือ การปฏิรูปการเมือง เพราะปัญหาการเมืองที่ผ่านมาถือเป็นจุดที่นำไปสู่วิกฤตประเทศ.

 

นายกฯ ชี้เหตุยิงที่รือเสาะ ไม่ใช่ตอบโต้การพูดคุยสันติสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262571

นายกฯ ชี้เหตุยิงที่รือเสาะ ไม่ใช่ตอบโต้การพูดคุยสันติสุข

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 2 มี.ค. 2560

คมชัดลึก, พูดคุยสันติสุข, ไม่ได้ตอบโต้, เหตุป่วนใต้, นายกฯ, ชี้, เหตุ, ยิง, ที่, รือเสาะ, ไม่ใช่, ตอบโต้, การ, พูดคุย, สันติสุข, ชี้เหตุยิงที่รือเสาะ

นายกฯ ชี้เหตุยิงที่รือเสาะ ไม่ใช่ตอบโต้การพูดคุยสันติสุข วอนอย่างเอาเหตุการณ์เดียวมาเชื่อมโยงให้เกิดปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความรุนแรงที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส  ในเช้าวันนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตว่า ก็เป็นเพราะเรื่องมันยังไม่จบ ขณะนี้เรากำลังแก้ไขปัญหาอยู่ สื่อจะไปคิดหรือเขียนได้อย่างไรว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะต้องการตอบโต้การพูดคุยสันติสุข ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการพูดคุยในเมื่อยังมีการพูดคุยกันอยู่ แสดงว่ายังมีทางออกอยู่บ้าง ไม่ใช่จะไม่คุยแล้วจะไม่มีปัญหา พอคุยกันก็หาว่ามีการตอบโต้

“ก็ไอ้คนเลวมันจะทำ วันนี้ข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวช้องก็ทำงานอย่างเต็มที่ มีการวางกำลังดูแล เห็นหรือไม่ว่าเส้นทางในพื้นที่ภาคใต้มีมากน้อยแค่ไหน ถ้าจะเอากำลังไปขึงพืดทั้งหมดก็คงไม่ได้ ต้องมีกติกาทุกคนก็ต้องดูแลซึ่งกันและกัน รัฐไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ แต่ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเองด้วย สิ่งที่พูดทุกวันนี้คือจะทำอย่างไรให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยขึ้น และหากพื้นที่ใดมีศักยภาพเพียงพอก็คุยเรื่องอื่นต่อ แต่ถ้ายังไม่มีก็ต้องทำให้ได้ เพราะเราต้องปรับให้ทุกพื้นที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป้าหมายคือ ครู นักเรียน วัด จะต้องไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก เป็นกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง ถือเป็นการแก้ปัญหาภายใน อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวข้อง เพราะสถานการณ์ไม่เหมือนกัน การรบกันนอกบ้านก็ไม่เหมือนกับของเรา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เราต้องแก้ปัญหาภายในของเราให้ได้ กระบวนการการใช้กฎหมายก็ทำไป การพัฒนาอย่างเร่งด่วนก็ต้องทำอย่างคู่ขนาน การศึกษาก็ต้องทำให้มากขึ้น ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการทำงานช้าเกินไป กระบวนการเรียนรู้ไม่เกิด การศึกษาก็ไม่เท่าเทียมและทำไม่ได้ จึงทำให้เกิดคนเหล่านี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นยิงกันก็ต้องแก้ให้ได้ ต่อไปก็ต้องหามาตรการป้องกัน อย่าเอาเพียงเหตุการณ์เดียวไปตีไม่ได้ เพราะปัญหามันเชื่อมโยงกันทั้งหมด

“ผมไม่ได้หงุดหงิดแต่การรายงานเดี๋ยวก็คงมาถึงผมตามขั้นตอน และบางเรื่องไม่ต้องถึงเร็วผมก็ได้ เพราะนายกฯ ไม่จำเป็นต้องสั่งทุกเรื่อง เพราะได้มอบอำนาจหมดแล้ว ให้รู้บ้างว่าหน้าที่ของนายกฯ คืออะไร ตอบคำถามได้ทุกวันก็เก่งแล้ว”นายกฯ กล่าว

 

ป.ป.ช. เผย คดีสิบนโรลส์-รอยซ์ หลักฐานชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262570

ป.ป.ช. เผย คดีสิบนโรลส์-รอยซ์ หลักฐานชัด

การเมือง  : 2 มี.ค. 2560

ประธานป.ป.ช. เผย คดีสิบนโรลส์-รอยซ์ หลักฐานชัด เตรียมตั้งอนุกรรมการไต่สวนสัปดาห์หน้า, ปปช, เผย, คดี, สิบ, นโร, ลส์, รอยซ์, หลักฐาน, ชัด, คดีสิบนโรลส์-รอยซ์, หลักฐานชัด

ประธานป.ป.ช. เผย คดีสิบนโรลส์-รอยซ์ หลักฐานชัด เตรียมตั้งอนุกรรมการไต่สวนสัปดาห์หน้า

          กองทัพอากาศ –2ก.พ.60-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีไต่สวนเรื่องสินบนข้ามชาติของ โรลส์-รอยซ์ ว่า ขณะนี้มีหลักฐานชัดเจนทั้งในส่วนของเอกสารและตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการรับสินบน ซึ่งในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริงได้รวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว และเตรียมตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนภายในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าที่สุดคงไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้

ประธานป.ป.ช.กล่าวว่า โดยเบื้องต้นเมื่อตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้วจึงจะสามารถเปิดเผยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่มีเพดานความผิดชัดเจนได้ และหากอนุไต่สวนพบข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถประสานขอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดที่นำไปสู่การตั้งอนุกรรมการไต่สวนเป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ใช่ข้อมูลที่ส่งตรงมาจากป.ป.ช.อังกฤษ และกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ

 

สังคมไทยเข้าสู่ตาจน !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262463

สังคมไทยเข้าสู่ตาจน !!

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 1 มี.ค. 2560

เสวนารำลึก”เกล็น ดี.เพ้นจ์”ยกผลศึกษา”รัฐศาสตร์ ไม่ฆ่า”สะท้อนความรุนแรงสังคม มาจากทัศนะคติผู้นำที่ยอมรับความรุนแรง “นักวิชาการสันติวิธี” ชี้สังคมไทยเข้าสู่ตาจน

       1 มี.ค.  — ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสต์  ร่วมจัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง ผู้นำ อำนาจ การเมือง รัฐศาสตร์จาก “ฆ่า” สู่ “ไม่ฆ่า” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ดร.เกล็น ดี.เพ้นจ์ นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกา ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “Nonkilling global political sciences – รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า” ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวัย 87 ปี โดยมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยน.ส.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อถึงผลงานของ ศ.ดร.เกล็น เรื่อง การศึกษาผู้นำทางการเมืองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ว่า ตามการศึกษาและเขียนหนังสือดังกล่าว การศึกษาผู้นำทางการเมืองถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นตัวแปรแก้ปัญหาการเมืองและสังคมของโลกหรืออาจเป็นบุคคลที่ก่อปัญหาได้เช่นกัน โดยหนังสือและผลการศึกษาของศ.ดร.เกล็น ระบุชัดเจนว่าผู้นำทางการเมืองมีส่วนสำคัญกว่าระบบวัฒธรรมและระบบทางการเมือง เพราะมีอำนาจ, มีศักยภาพที่อยู่เหนือการควบคุมของบุคคลกลุ่มหรือฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงสังคม หรือการเมืองในยุคสมัยนั้น ทั้งนี้เป็นประเด็นที่น่าศึกษาในมุมของผู้นำทางการเมืองต่อไป

น.ส.ชญานิษฐ์ กล่าวถึงปรากฎการณ์ของสังคมกับผู้นำทางการเมืองคนใหม่ของประเทศอเมริกาด้วยว่า สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งขอนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาพบปรากฎการณ์ของสังคมคือ ตกอยู่ภายใต้ความกลัว และความตกใจของการเข้าสู่ตำแหน่งของนายโดนัล ทรัมป์ เพราะเขากลายเป็นสัญลักษณ์ความชนะด้านการกีดกัน, การแบ่งแยกบุคคลที่ไม่ใช่อเมริกันชน แม้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายหรือการประกาศนโยบายของรัฐอย่างชัดเจน

นายศิโรตม์ คล้ายไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ ฐานะผู้แปลหนังสือ “รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า” กล่าวถึงเนื้อหาของหนังสือตอนหนึ่งว่า ข้อความของหนังสือที่ส่งสัญญาณสำคัญมายังนักรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ คือ การฆ่า หรือการใช้ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ จากเดิมความเชื่อของวงวิชาการหรือสังคมทั่วไปมองว่าการฆ่า หรือความรุนแรงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เนื่องจาก ศ.ดร.เกล็น สามารถพิสูจน์ และอธิบายข้อเท็จจริงจากการตั้งคำถามกับอุดมการณ์ความคิดทางการเมืองของนักทฤษฎีการเมืองที่ได้รับการยกย่อง

ทั้งนี้มีคำอธิบายว่าสังคมในยุคสมัยเสพติดการใช้ความรุนแรงและการฆ่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ สะท้อนจากการใช้ภาษา ดนตรี ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ทั้งนี้สาระของหนังสือรัฐศาสตร์ไม่ฆ่านั้น ระบุว่าสังคมสามารถยุติการใช้ความรุนแรง การฆ่า รวมถึงการขู่ฆ่าได้ โดยเริ่มจากเจตจำนงทางการเมือง และผู้นำทางการเมืองที่ยึดแนวคิดไม่ใช้ความรุนแรง นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่าพื้นฐานของมนุษย์ที่ฆ่ากัน มาจากความกลัว เพราะความไม่รู้ การไม่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลอื่นได้

นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะลูกศิษย์ ศ.ดร.เกล็น ที่สถาบันฮาวาย กล่าวว่า ศ.ดร.เกล็น คือนักสังคมศาสตร์ ที่เอาใจใส่ต่อการศึกษาของนักศึกษา และดูแลชีวิตของคน ให้เติบโตแบบไม่บังคับ  ถือเป็นส่วนน่าสนใจต่อการทำหน้าที่ของอาจารย์ผู้สอน อย่างไรก็ตามในงานเขียนของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชาวอเมริกาที่ศึกษาและน่าสนใจคือ ผลงานต่อการตัดสินใจเข้าร่วมและการใช้ความรุนแรงของผู้นำทางการเมือง โดยตนมองว่าเป็นประเด็นพื้นฐานของความคิดและการเปลี่ยนโลกที่สำคัญ

“เมื่อหนังสือรัฐศาตร์ไม่ฆ่าตีพิมพ์ อยู่ในช่วงปี 2002  แต่ช่วงนั้นมีเอกสารสำคัญที่ออกโดยองค์การอนามัยโลก ว่าความรุนแรงเป็นเรื่องที่กระทบสุขภาวะของต่อสาธารณะ สำหรับประเด็นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต่อประเด็นผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายซึ่งผูกคอตาย เพราะมีผู้เชียร์ให้ฆ่าตัวตาย มีคำถามว่าคนผูกคอป่วย หรือสังคมทั้งหมดมีอาการป่วย ผมมองว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ต่างกับคนที่ยืนยิ้มกับภาพเหตุการณ์6 ตุลาฯ ทั้งนี้ความขัดแย้งเรื่องนี้ที่สำคัญ​คือ ความเชื่อของคน ซึ่งผมมองว่าอนาคตสังคมไทยจะมีปัญหา ขณะที่การแก้ปัญหากลับถูกมองว่าต้องใช้อำนาจรัฐ และกฎหมายดังนั้นจะกลายเป็นความอับจนของสังคม ซึ่งอาจเป็นไปแบบผิดทาง ซึ่งหนังสือเรื่องรัฐศาสตร์ไม่ฆ่าชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้” นายชัยวัฒน์​กล่าว.

 

กรธ.ถกร่างพ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/262442

กรธ.ถกร่างพ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 1 มี.ค. 2560

กรธ.จัดสัมมนาระดมความเห็น ร่างพ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญานักการเมือง “มีชัย” แนะตอบโจทย์ 3 ข้อ หวังเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วจัดการนักการเมืองทุจริต

       1 มี.ค. — คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดเวลาสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาและจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ  (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. โดยมีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อระดมความเห็นใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย ระบบไต่สวนในคดีทุจริต การนับอายุความในกรณีที่จำเลยหลบหนี การฟ้องและการพิจารณาคดีโดยไม่มีจำเลย จำนวนผู้พิพากษาในองค์คณะและผู้พิพากษาสำรอง  การทำความเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาก่อนทำคำพิพากษา

นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. กล่าวเปิดสัมมนา ว่า  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกิดขึ้นจากความมุ่งหมายที่ต้องการให้การดำเนินคดีทุจริตกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เฉียดขาด เพราะหากล่าช้าจะเกิดความเสียหาย ประชาชนไม่รู้สึกถึงผลที่จะเห็นทันตาในวันที่ทำผิดไม่สุจริตต่อหน้าที่ จึงสร้างมาศาลเดียวเพื่อให้จบตั้งแต่ปี 2540 ต่อมามีการเรียกร้องให้มีการอุทธรณ์ได้เพื่อให้มีการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ในร่างรัฐธรรมนูญจึงสร้างขั้นตอนการอุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้เพื่อให้สิ้นสงสัย แต่ต้องรักษาความรวดเร็ว เพื่อให้เห็นผลทันตาไว้

นายมีชัย กล่าวว่า ปัญหาของความรวดเร็วนี้มีในกลไกที่ใช้อยู่คือระบบไต่สวนมากกว่าการกล่าวหา แต่ต้องยอมรับว่าระบบยุติธรรมในไทยเคยชินต่อระบบการกล่าวหามานาน เมื่อเริ่มใช้ระบบไต่สวนก็ไม่ค่อยชิน จึงวนกลับมาที่ระบบการกล่าวหา คำนึงถึงเรื่องเทคนิคการสู้คดีมากกว่าการหาความจริงให้ปรากฏ กรธ.จึงพยายามตัดเรื่องเทคนิคออกให้ศาลไต่สวนได้อย่างเป็นธรรมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเทคนิค และจะนำแนวทางนี้ไปใช้กับศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญอาจไปไกลกว่าของศาลฎีกาฯเนื่องจากเป็นเรื่องทีเกี่ยวกับความถูกต้องของบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะต่อสู้แพ้ชนะในทางเทคนิค

นายมีชัย กล่าวด้วยว่า กรธ.อยากฟังความเห็นในสามประเด็นคือ 1. ให้กระบวนการเป็นไปด้วยความรวดเร็วคงความเป็นธรรม 2. อำนาจศาลฎีกาฯครอบคลุมถึงตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินคดีมีปัญหาเพราะผู้ที่เป็นตัวการทุจริตจริง ๆ มักจะไม่อยู่ทำให้มีการจำหน่ายคดี  ผู้สนับสนุนหรือผู้กระทำผิดรายเล็กรายน้อยก็จะถูกดำเนินคดีแทน เป็นไปได้ไหมจะแยกส่วนนี้ออกเพื่อให้ต่อสู้ได้ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ และ 3 เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมควรเดินหน้าต่อให้สิ้นกระแสความ คือให้พิจารณาลับหลังจำเลยได้แม้ว่าเจ้าตัวไม่อยู่ก็ตาม โดยให้สามารถตั้งทนายมาต่อสู้คดีได้เต็มที่  ซึ่งไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายหรือไม่เป็นธรรม เนื่องจากการพิจารณาคดีปกติจำเลยก็มอบหมายทนายความเป็นผู้ต่อสู้คดีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สำหรับเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ศาลฎีกาส่งให้กรธ.ประกอบพิจารณา มีทั้งหมด 71 มาตรา โดยเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายฉบับเดิมที่น่าสนใจอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ 1.มาตรา 31 ที่ระบุว่า เมื่อศาลประทับรับฟ้องแล้วห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องเว้นแต่จะได้ความว่าหากไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจะกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม

2.มาตรา 33 การกำหนดให้ไม่นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีมาเป็นส่วนหนึ่งของอายุความและในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีในระหว่างนั้นไม่ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ

3.การอุทธรณ์คำพิพากษาซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญในร่างกฎหมายนี้ได้ระบุวิธีการอุทธรณ์ไว้ในมาตรา 62 และ 63 ว่าให้ดำเนินการได้ภายในสามสิบวันนับแต่มีคำพิพากษาของศาลแต่จะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อจำเลยมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานของศาลเท่านั้น มิเช่นนั้นศาลจะไม่รับอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม บทเฉพาะกาลบัญญัติให้วิธีการและกระบวนการอุทธรณ์คดีตามที่ร่างพ.ร.บ.ฯกำหนดนั้นยังไม่ใช้บังคับกับบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนวันที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ