‘สู่ขวัญ’จัดทริปครอบครัวเที่ยวภูเก็ต อวดหุ่นเป๊ะในชุดว่ายน้ำแม้วัย44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/257828

วันศุกร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 15.20 น.

24 ก.พ.60 เป็นอีกหนึ่งสาวสวยแซ่บ แม้อายุจะเข้าวัย 44 ปีแล้ว สำหรับ ผู้ประกาศคนดัง “สู่ขวัญ บูลกุล” ที่ล่าสุดได้จัดทริปเที่ยวทะเลภูเก็ตพร้อมกับครอบครัว ซึ่งสู่ขวัญก็ขอโชว์ความเซ็กซี่ในชุดว่ายน้ำเล่นน้ำทะเลกับคุณสามีและลูกชาย บอกเลยว่าหุ่นยังคงเป๊ะปัง แบบที่สาวๆ หลายคนยังต้องอายเลยทีเดียว

https://www.instagram.com/p/BQ4wAeaj0–/

https://www.instagram.com/p/BQ0LL9wDdxX/

 

ศาลปกครองแจงหลักสูตรอบรม – แก้กฎหมายบังคับคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263777

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

รองโฆษกศาล”แจงยิบ”หลังสังคมตั้งถาม ตรวจสอบงบหน่วยงานรัฐ-องค์กรอิสระเปิดหลักสูตรเอกชนร่วมอบรม ระบุ ความคุ้มค่าผู้บริหารต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์วิชาการ-ข้อแคลงใจ

           8 มี.ค. — นายสมชาย งามวงศ์ชน โฆษกศาลปกครอง  พร้อมด้วยคณะโฆษกได้แถลงข่าวในโอกาสครบรอบ 16 ปีเปิดทำการศาลปกครอง โดยได้ตอบข้อซักถามการบริหารจัดการคดีสำคัญ  น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ รองโฆษกศาลปกครองได้กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับรายละเอียดของการบังคับคดีว่า ในส่วนของคดีที่ศาลชั้นต้นพิจารณาเสร็จแล้วผู้ฟ้องคดีชนะในชั้นแรก แต่ต้องรอระยะเวลา 30 วันดูว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ หรือเมื่ออุทธรณ์แล้วก็จะต้องใช้ระยะเวลายืดยาวไปอีก ก็อาจจะรับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติตามคำสั่งที่ล่าช้าได้ จากเหตุนี้จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องของการบังคับคดีที่มีสาระสำคัญกำหนดให้ คู่กรณีฝ่ายที่ชนะคดี สามารถยื่นคำขอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุดโดยชี้แจงเหตุผลอันสมควรว่าจำเป็นต้องมีการขอให้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองชั้นต้นในระหว่างที่ต้องรอการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลจะพิจารณาดูว่ามีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรหรือไม่ ที่จะต้องกำหนดให้มีการปฏิบัติตามคำบังคับนั้นเลยในระดับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          ตัวอย่างประเภทคดี ที่เห็นได้ชัดคือ การฟ้องคดีว่า รัฐปฎิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือละเลย แม้ชนะคดีแล้วแต่ยังต่อรอไปอีกเพราะยังมีการอุทธรณ์ก็ยิ่งเป็นความล่าช้ามากขึ้น การแก้ไขกฏหมายนี้จึงเป็นผลโดยตรงให้คู่กรณีฝ่ายที่ชนะคดีให้มีการขอให้ปฎิบัติตามคำบังคับได้ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในศาลปกครองสูงสุด ขณะเดียวกันได้มีการออกระเบียบกำหนดลักษณะคดีที่จะยื่นคำขอเช่นนี้ได้ อาทิ คดีที่ศาลมีคำสั่งแล้วว่าหน่วยงานละเลย แล้วให้ปฏิบัติภายใน 15 วันหรือ 30 วัน ลักษณะนี้ก็ยื่นได้เลย ส่วนลักษณะความจำเป็นที่ยื่นได้ เช่น เรื่องความเดือดร้อนรำคาญเรื่องกลิ่น เสียงรบกวน หรือเรื่องการคืนตำแหน่ง ทั้งนี้รวมถึงการยื่นขอให้ปฏิบัติตามคำบังคับครบถ้วนด้วย โดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังสามารถให้ศาลสั่งปรับเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ศาลมีคำพิพากษาด้วยซึ่งศาลจะต้องไต่สวนดูรายละเอียด ส่วนนี้จึงเป็นมาตราการอีกชั้นหนึ่งทำให้คำพิพากษาศาลปกครองได้รับการปฏิบัติให้เร็วขึ้น

            “ตามรายงานสำนักบังคับคดี ตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากมีบทบัญญัติเรื่องบังคับคดีแก้ไขออกไปแล้ว การปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองดูจะกระชับ กระฉับกระเฉงขึ้นเยอะ ดูจะมีความตื่นตัวว่าต้องเร่งหาวิธีปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรม ” น.ส.สายทิพย์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาซึ่งมีคู่กรณีใช้ประโยชน์เยอะมาก เดิมขั้นตอนการขอ ค่อนข้างรัดกุมต้องมีการไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง จะต้องมีคำแถลงการณ์ความเห็นตุลาการผู้แถลงคดี แต่คดีบางประเภทมีความจำเป็นเร่งด่วนมาก เช่น สิทธิการสอบคัดเลือกหรือการขุดดินบ้านเกือบพัง จึงได้แก้ไขระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองฯ เรื่องทุเลาการบังคับคำสั่งปกครองให้มีความคล่องตัวมากขึ้น แต่เรายังยืนยันเรื่องความรอบคอบว่าต้องฟังความคู่กรณี 2 ฝ่ายให้ครบถ้วนเพียงแต่เรากระชับขั้นตอนขึ้น คือ หากองค์คณะเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ก็อาจไม่ต้องรอฟังความเห็นตุลาการผู้แถลงคดี จะช่วยให้ความเร่งด่วน คุ้มครองช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทันท่วงทีมากขึ้น จะทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมคล่องตัวขึ้น

             ขณะที่ นายเทอดพงศ์  คงจันทร์ รองโฆษกศาลปกครอง กล่าวถึงคดีฟ้องระงับการชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง 2 สำนวนว่า สำนวนแรก เป็นคดีจีทูจีซึ่งนายบุญทรง เตยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และข้าราชการระดับสูง ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับคำสั่งชดใช้เงินไว้ก่อน ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาฯ ของนายบุญทรงกับพวกไปแล้วเนื่องจากเหตุว่าขณะยื่นคำร้องนั้นยังไม่มีการบังคับคดีเกิดขึ้น โดยขณะนี้ทราบมาว่า กรมบังคับคดี กำลังดำเนินการสืบเสาะเพื่ออายัดทรัพย์ ดังนั้นขั้นตอนต่อไปต้องรอนายบุญทรงกับพวก ที่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีเข้ามาใหม่อีกครั้ง และอีกสำนวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้อง ก็ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับการชดใช้เงินลักษณะคล้ายกัน ศาลได้ไต่สวนไปแล้วซึ่งผู้ฟ้องได้นำพยานเข้ามาไต่สวนไป แต่ขณะนี้คู่ความยังมีการส่งถ้อยคำเพิ่มเติมต่อศาลอีกซึ่งได้มีการขอขยายเวลายื่นเอกสาร ทำให้ระยะเวลาต้องเลื่อนออกไปอีก โดยการพิจารณาเพื่อจะมีคำสั่งได้นั้นศาลต้องให้คู่ความ 2 ฝ่ายส่งถ้อยคำ พยานหลักฐาน และคำชี้แจงให้เสร็จสิ้นก่อน ศาลจึงจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ทั้งนี้หากคู่ความได้ส่งถ้อยคำและคำชี้แจงแล้ว ขั้นตอนการทำคำสั่งคาดว่าก็จะใช้ระยะเวลาไม่นาน

            ด้านนายเอกณัฐ จิณเสน รองโฆษกศาลปกครอง ได้กล่าวย้ำถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วว่า ในปี 2559 ศาลได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นให้ประชาชนใช้บริการสอบถามข้อมูลบนมือถือแล้ว ซึ่งปัจจุบันให้บริการการสืบค้นเกี่ยวกับบัญชีนัดหมายคดีทุกศาลทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งการค้นหาคำสั่ง คำพิพากษาที่ศาลได้ทำการเผยแพร่ โดยการพัฒนาระบบเทคโนโลยีนี้ได้วางแผนพัฒนาไว้ต่อเนื่องในปี 2560-2562 แล้วซึ่งในอนาคตจะให้มีการยื่นฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยยืนยันว่า ได้จัดระบบป้องกันการแฮกข้อมูลไว้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ที่จะเข้าใช้ระบบจะต้องมีการลงทะเบียนก่อน ขณะที่การให้บริการข้อมูลจะไม่กระทบถึงรายละเอียดในสำนวนคดีของคู่ความแต่อย่างใด

             ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่มีการตรวจสอบหลักสูตรอบรมของหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่กำลังเป็นข่าวถึงข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณ

             นายสมชาย งามวงศ์ชน โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ในส่วนของศาลปกครอง นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้คำนึงถึงปัญหานี้ก่อนที่จะมีการเสนอข่าว ซึ่งเดิมเราก็มีหลักสูตรอบรมของศาลปกครองที่ให้มีประชาชนและเอกชนเข้ามาร่วมอบรมได้ แต่ที่ผ่านมาได้ปิดหลักสูตรไว้ก่อน เพื่อจะปรับปรุงให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับภาวะเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่กำลังพูดถึงกัน ซึ่งความคุ้มค่าที่พูดถึงกัน ถ้าเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านงบประมาณแล้วก็ไม่น่าจะกระทบมากเพราะกลุ่มที่เป็นเอกชนต้องใช้เงินของเขาออกเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ส่วนความคุ้มค่าด้านวิชาการเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะประเมิน ซึ่งต้องรอประเมินกันต่อไป โดยเราได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้มาก่อนล่วงหน้า จึงระงับหรือปิดการอบรมมา 2 ปีแล้วซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ไกลของประธานศาลปกครองสูงสุด

             ขณะที่ น.ส.สายทิพย์ รองโฆษกฯ กล่าวเสริมว่า หลักสูตรอบรมของหน่วยงานต่าง ๆ ถ้ากลับไปสู่หลักการเหตุผลในขั้นพื้นฐานต้องเริ่มจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2530 โดยหลักการสำคัญและที่เป็นประโยชน์ ก็คือมุ่งหมายที่จะให้เอาความรู้จากภาคปฏิบัติ มาปรับสู่ความรู้ภาคทฤษฎี หลักสูตรทั้งหลายจึงมีองค์ประกอบทั้งคนในภาครัฐ ภาควิชาการและภาคเอกชน  ซึ่งในช่วงเริ่มต้นยอมรับว่าหลักสูตรเหล่านี้ผลิตผลงานทางวิชาการที่ดีจำนวนมากและช่วยให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มีผลงานวิจัยการศึกษาที่ลึกซึ้งตอบคำถามสังคมได้ดีขึ้น จากเดิมที่มหาวิทยาลัยถูกมองว่าเป็นหอคอยงาช้างไม่เคยรู้ปัญหาการปฏิบัติจริง  แต่ระยะหลังหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งราชการ และองค์กรอิสระ จัดหลักสูตรเช่นนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งวัตถุประสงค์พื้นฐานยังมีประโยชน์ในตัวของมันเองอยู่ คือ หน่วยงานเองก็ได้เรียนรู้จากบุคลากรที่มาจากภาคเอกชน และได้แชร์ประสบการณ์ ได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่หน่วยงานคิดและเข้าใจนั้นเอกชนมีมุมมองอย่างไร ด้วยหลักการจึงถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นวิธีเรียนรู้ทางสังคมที่มีประโยชน์มาก

           “ปัญหามาเกิดระยะหลังที่มีการใช้องค์ประกอบของผู้คนที่เข้าสู่หลักสูตรไปในทางที่เป็นประโยชน์เฉพาะตัวมากเกินไป จึงนำมาซึ่งข้อวิจารณ์ที่สังคมพูดถึงมากขึ้นว่าโอกาสของผู้คนที่เข้ามาคุ้นเคยกันจะทำให้เกิดข้อแคลงใจในการปฎิบัติหน้าที่ขององค์กรหรือไม่ ซึ่งเสียงสะท้อนประเภทนี้ศาลปกครองโดยผู้บริหารระดับสูงก็รับมาพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรของเราเป็นองค์กรที่ทำภารกิจด้านตุลาการด้วย จึงมีการทบทวนหลักการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งเรื่องบทบาทที่ควรเป็น และองค์ประกอบควรเป็นอย่างไร ถ้าจะออกแบบหลักสูตรกิจกรรมให้เหมาะสม ทำอย่างไรจะไม่เกิดข้อไม่มั่นใจจากสาธารณชนที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ซึ่งส่วนตัวมองว่าจริง ๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของสถาบันการศึกษาทำจะสะดวกใจที่สุด แต่ถ้าองค์กรที่มีอำนาจในกิจการต่าง ๆ จัดเองก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง  ก็รู้สึกเสียดายที่หลักการที่ดีถูกเพี้ยนไปเยอะ ” น.ส.สายทิพย์ กล่าวและว่า สำหรับความคุ้มค่าในการช่างน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้กับข้อที่แคลงใจ คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้บริหารแต่ละองค์กรจะต้องพิจารณาเอง ซึ่งองค์กรบางประเภทก็อาจมีความจำเป็น เช่นสถาบันการศึกษา ที่ต้องสร้างโอกาสเรียนรู้จากภาคปฏิบัติแต่ในองค์กรที่มีอำนาจตุลาการหรือกึ่งตุลาการ มีเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักระมัดระวังมากยิ่งกว่าองค์กรอื่น

 

ดูงานยุโรป 3 ประเทศ 18 ล้านบาท!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263760

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

ประเทศยุโรปพตสดูงาน, บาท, ล้าน, กกต., ดูงานต่างประเทศ, ดูงาน, ยุโรป, ประเทศ, ล้านบาท, ดูงานยุโรป

กกต.แจงงบพตส.รุ่น 8 ตลอดหลักสูตร 18 ล้านเศษ ไม่ใช่แค่ดูงานต่างประเทศ ปัดบินดูงาน 15 วัน ระบุ แค่ 5-7 วัน มั่นใจ ได้ประโยชน์มาก-คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้

       8 มี.ค —  พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการเลขาธิการ กกต. ชี้แจงกรณีการใช้งบฯ ดำเนินการโครงการฝึกอบรมหลักสูตร พตส.รุ่น 8 ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบัน วงเงิน 18.6 ล้านบาทว่า เป็นงบฯในการดำเนินการทั้งโครงการ ซึ่งรวมไปถึงการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่ใช่งบฯ ดูงานต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ตามที่มีสื่อบางสำนักนำเสนอ ที่ผ่านมาในการฝึกอบรมทุกรุ่นก็จะใช้งบฯประมาณนี้ การใช้งบฯในรุ่นนี้ไม่ได้สูงเกินปกติ โดยงบฯ เป็นการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง แต่ทั้งนี้งบฯแต่ละรุ่นจะมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้เข้ารับการอบรม และระยะเวลาในการอบรม

“ส่วนเรื่องของการดูงานในรุ่นนี้ได้กำหนดเอาไว้ในช่วงเดือน 1- 15 พ.ค.นั้น ก็ไม่ใช่เป็นการไปดูงาน 15 วัน แต่เป็นการกำหนดช่วงระยะเวลา ที่จะไปดูงาน ซึ่งโดยปกติการไปดูงานของ พตส.แต่ละรุ่นจะไปดูงานประมาณ 5-7 วัน แต่จะอยู่ในช่วงเวลาที่กำหนดคือ ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ในรุ่น พตส.8 ยังไม่มีการกำหนดว่า จะไปดูงานที่ประเทศใด การพิจารณาเรื่องการดูงานของรุ่นนี้ คงจะต้องให้สอดคล้องกับมติครม.ที่กำหนดให้เดินทางไปในประเทศอาเซียนบวก 3 แต่ก็ต้องดูว่าในช่วงดังกล่าวมีการเลือกตั้งในประเทศเหล่านี้หรือไม่”พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าว

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า ไม่อยากให้สังคม มองว่าการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษขององค์กรต่าง ๆ สร้างคอนเนคชั่นเพียงอย่างเดียว เพราะอย่างของ กกต.มีตัวแทนของพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคเข้ามาเรียนในแต่ละรุ่น และเชื่อว่าทุกพรรคที่ส่งคนมาก็ต้องตรวจสอบ เพื่อไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมาสร้างคอนเนคชั่นให้ตัวเอง สิ่งที่ กกต.ต้องการจากการเรียนของ พตส.คือให้เกิดการปรองดอง คนที่มีความเชื่อแตกต่างกันอยู่คนละสี คนละพรรค สามารถมานั่งเรียนร่วมกันได้ โดยที่ความเห็นต่างของตัวเองไม่ได้สูญเสียไป ที่เราสามารถเห็นได้ในทุกรุ่นของ พ.ต.ส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงาน กกต. ได้เผยแพร่เอกสารบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ ลต 0801 (อก.)/1175 วันที่ 30 พ.ย. 2559 ถึง ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ เรื่อง การประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการจัดทำอาหารกลางวัน และอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มโครงการพัฒนาบุคลากรของพรรคการเมืองหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง(พตส.) รุ่นที่8 ตามที่มติคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 49 / 2559 เมื่อวันอังคารที่ 25 ต.ค.2559 อนุมัติให้สำนักพัฒนาบุคลากรดำเนินโครงการพัฒนาบุคลากรของพรรคการเมืองหลักสูตรการพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 8 ในวงเงิน 18,600,000 บาทถ้วน โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2560 ของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง

สำหรับการอบรมหลักสูตร พตส. รุ่นที่ 8 มีผู้เข้าอบรม จำนวน 100 คนระยะเวลาการอบรม 8 เดือน ในช่วงระหว่างเดือน ธ.ค.2559 จนถึงเดือน ก.ย. 2560 โดยจัดให้มีการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มในช่วงเช้าและบ่าย จำนวน 2 มื้อทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ให้กับผู้เข้าอบรม แบ่งเป็นอาหารกลางวันจำนวน 300 บาทต่อคน และอาหารว่างพร้อมเครื่องดื่มอาหาร จำนวน 2 มื้อ มื้อละ 50 บาทต่อคน

ส่วนการศึกษาดูงานต่างประเทศของหลักสูตร พตส.รุ่นที่ 8 นั้น กำหนดไว้เป็นระยะเวลา 15 วัน ซึ่งจะอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – วันที่ 15 พ.ค. 2560 แต่ยังไม่ได้ระบุในกำหนดการว่า จะเดินทางไปศึกษาดูงานในประเทศใด และภายหลังการศึกษาดูงานในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ในกำหนดการยังระบุว่าให้นักศึกษาต้องนำเสนอผลการศึกษาดูงานต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ค.2560 ก่อนมีวิธีมีพิธีปิดหลักสูตรและปัจฉิมนิเทศในวันที่ 8 -10 ก.ย.2560

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าในส่วนของอนุกรรมการหลักสูตรกำลังมีการพิจารณาประเทศที่ผู้เข้าอบรมจะไปดูงาน คือประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี โดยไม่พบว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนบวก 3 นั้นมีการเลือกตั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งจะมีการเสนอให้กกต.พิจารณาคัดเลือกต่อไป  จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงที่พตส.จะไปดูงานนนั้น ประเทศฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยในวันที่ 23 เม.ย. จะเป็นการเลือกตั้งรอบแรก และวันที่ 7 พ.ค. จะเป็นการเลือกตั้งรอบที่ 2

 

ตั้งกก.รายวัน! คณะอนุกก.ปชส.กองทุนพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263722

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

วิจารณ์, การเมือง, พรรค, ประชาสัมพันธ์, อนุกก., มติ, กกต., ตั้ง, รายวัน, คณะ, อนุ, ปชส, กองทุน, พรรคการเมือง, ตั้งกกรายวัน

มติกกต. ตั้งคณะอนุกก.ปชส.กองทุนพรรคการเมือง หวัง ดึงปชช.มีส่วนร่วมพรรคการเมือง ถูกวิจารณ์แซด ไม่สอดคล้องหลักกม.

          8 มี.ค.60 – รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจาก กกต.จะมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองดังกล่าว ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองและประธานกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ก็ได้มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง โดยมีนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการกกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองเป็นประธาน และมีตัวแทนพรรคการเมืองอาทิ นายกมล บันไดเพชร สมาชิกพรรคเพื่อไทย น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นายสยมภู เกียรติสยมภู สมาชิกพรรคกิจสังคม และนักวิชาการร่วมเป็นกรรมการ มีหน้าที่กำหนดแนวทาง รูปแบบ วิธีการ เนื้อหา หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบาทของพรรคการเมือง กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง และสำนักงานกกต. ให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ ในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับพรรคการเมือง การส่งเสริม ให้ประชาชน สมาชิกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนพรรคการเมือง ตรวจสอบการดำเนินการของพรรคการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง กระตุ้นให้ประชาชนและสมาชิกพรรคการเมืองตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของตนเองที่มีต่อพรรคการเมืองและความสำคัญของพรรคการเมืองที่มีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ การตั้งกรรมการทั้งสองคณะดังกล่าวของกกต. กำลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปพรรคการเมืองของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา 258 เรื่องการปฏิรูปด้านการเมือง ได้เน้นให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผย สามารถตรวจสอบได้ มีกลไกความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ขณะที่ตาม ร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 73 ก็ให้มีการสัดส่วนตัวแทนพรรคการเมืองออกจากการเป็นกรรมการกองทุน และมาตรา 77 ก็กำหนดว่าเมื่อพรรคได้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปแล้ว ก่อนจะใช้ในกิจกรรมใดต้องแจ้งกกต.ล่วงหน้าก่อนทำกิจกรรม เพื่อให้กกต.ได้ตรวจสอบและประเมินผล สะท้อนว่าหลักการใหม่ของกฎหมาย ต้องการให้กกต.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบพรรคการเมืองอย่างเข้มข้น ไม่ใช่ให้ทำงานร่วมกันอย่างที่กกต.กำลังดำเนินการอยู่ และการนำตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมเป็นกรรมการพัฒนาพรรคการเมือง แม้ผู้ได้รับแต่งตั้งจะกระทำในนามส่วนตัว แต่ก็มีสถานะเป็นสมาชิกพรรค การจะเสนอความคิดก็ยากที่จะไม่ตกอยู่ในอาณัติของพรรคการเมือง

ส่วนการตั้งอนุกรรมการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองนั้น เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่แล้วเป็นการให้น้ำหนักกับการประชาสัมพันธ์พรรคการเมือง ซึ่งก็เป็นบทบาทที่พรรคการเมืองกระทำอยู่แล้ว อีกทั้งในขณะนี้การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองก็ไม่สามารถทำได้ แล้วเหตุใด กกต.จึงจะต้องไปสูญเสียงบประมาณไปเพื่อให้คนของพรรคการเมืองมาประชาสัมพันธ์พรรคการเมืองตัวเอง.

 

แนะองค์กรทำปฏิรูป ชำเลืองมอง “รบ.” ด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263693

การเมือง > ข่าวการเมือง  :  8 มี.ค. 2560

“มีชัย” ปัดวิจารณ์ กก.พัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. ระบุขอดูผลงานก่อน ย้ำหมวดปฏิรูปตามรธน.ใหม่ วางบทบาทให้ “รัฐบาล” ทำ

 

8 มี.ค. 60 –  นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อการตั้งกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้งแกนนำของพรรคการเมืองและนักวิชาการเข้าเป็นคณะทำงาน ระบุว่า กกต. คงพิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว ส่วนที่มีนักการเมืองเป็นกรรมการร่วมกับนักวิชาการนั้น จะทำผลงานให้เป็นที่ยอมรับหรือไม่นั้น ตนขอให้รอดูผลงานก่อนว่าจะปฏิรูปแบบไหน อย่างไร ซึ่งเชื่อว่าหากได้เห็นรายละเอียดของผลงานแล้ว หากเป็นไปในทางที่ดีจะได้รับการยอมรับ แต่หากทำไม่ดี หรือมีส่วนที่ทำให้พรรคการเมืองใดได้เปรียบเสียเปรียบก็อาจไม่ถูกยอมรับ ซึ่งสังคมจะเป็นส่วนที่ตัดสินในเรื่องดังกล่าว

“ตอนนี้อย่าไปว่า หรือติเรือทั้งโกลน เพราะบ้านเมืองเป็นของทุกๆ คน ดังนั้นต้องช่วยๆ กันทำ อย่างไรก็ดีการปฏิรูปพรรคการเมืองที่จะได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ผมมองว่าต้องให้หลายๆ ฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งตัวแทนของพรรคการเมืองถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะกรณีปฏิรูปพรรคการเมือง ต้องให้นักการเมือรับรู้ ว่าสิ่งที่เสนอจะเกิดปัญหาหรือดีกับเขาอย่างไร ทั้งนี้ถือเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา 77 ที่ระบุให้รับฟังความเห็นคนที่เกี่ยวข้องด้วย” นายมีชัย กล่าว

นายมีชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดหมวดปฏิรูปส่วนของการเมืองไว้ด้วยนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญใหม่ สำหรับเนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและแผนการปฏิรูปนั้นแม้จะกำหนดบทบาทให้รัฐบาลทำ ขณะที่องค์กรอื่นๆ หรือ องค์กรอิสระสามารถทำเสริมได้ ส่วนจะได้ผลหรือเนื้อหาอย่างไรควรส่งให้รัฐบาล เพื่อพิจารณานำไปปรับใช้ แต่ในกระบวนการทำงานขององค์กรอิสระนั้นต้ องชำเลืองมองด้วยเพื่อให้ทำงานที่สอดคล้อง ไม่ใช่ทำไปคนละทาง และหากพบข้อติดขัดต้องปรึกษาพูดคุยกัน.

 

“ภูมิธรรม”ตอบรับร่วม กก.พัฒนาการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263679

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

ภูมิ, ธรรม, ตอบรับ, ร่วม, พัฒนา, การเมือง, ภูมิธรรมตอบรับร่วม, กกพัฒนาการเมือง, ภูมิธรรม

“ภูมิธรรม”ตอบรับร่วม กก.พัฒนาการเมือง ระบุยังไม่นัดวันพูดคุย

        8  มี.ค. — นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ลงนามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 14/2560 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ  ว่า นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับกกต.ประสานมาว่าอยากให้เข้ามาร่วมเพื่อช่วยดูว่าจะทำให้การพัฒนาพรรคการเมือง เป็นอย่างไรบ้างโดยตนชี้แจงไปแล้วว่าไม่แน่ใจว่าจะมีเวลาหรือไม่ แต่คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้เป็นเวทีคุยกันในระหว่างพรรคหลัก ๆ และกกต.จะใช้เวลาไม่มากนัก ตนก็เลยตอบรับไป อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมชุดนี้ยังไม่ได้นัดหมายพูดคุยกัน

 

กก.ปฏิรูปพรรคการเมือง ยังไม่นัดหารือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263677

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

แนวทาง, การเมือง, พรรค, ประชุม, ปัด, ตอบ, ปฏิรูป, พรรคการเมือง, ยัง, ไม่, นัด, หารือ, กกปฏิรูปพรรคการเมือง, ยังไม่นัดหารือ, ชำนิ

“ชำนิ” ปัดตอบ แนวทางปฏิรูปพรรคการเมือง หลัง นั่งตำแหน่งกก. บอก รอความชัดเจนที่ประชุมดีกว่า

 

8 มี.ค.60 – นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีกกต.มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ ว่า ตนได้รับการทาบทามจากเจ้าหน้าที่กกต. เพื่อให้ทำหน้าที่กรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งตนก็ตอบรับไป เข้าใจว่ากกต.เป็นผู้แต่งตั้งให้ทำหน้าที่พัฒนาและปฏิรูปพรรคการเมือง และขณะนี้ยังไม่ได้มีการหารือถึงแนวทางการทำงาน เพราะยังไม่มีการกำหนดวันประชุมแต่อย่างใด ทราบแต่เพียงว่าตนเป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ในการทำหน้าที่นี้ ซึ่งก็มีตัวแทนจากหลายพรรคร่วมทำงานด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการปฏิบัติงานหรือแนวทางในการดำเนินงานต่างๆ นั้น น่ามีความชัดเจนภายหลังการนัดหารือในที่ประชุม ขอให้รายละเอียดที่ชัดเจนก่อนดีกว่า.

 

เพื่อไทยแนะปรองดองทำผิดต้องขอโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263676

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

เพื่อไทย, เพื่อ, ไทย, แนะ, ปรองดอง, ทำผิด, ต้อง, ขอโทษ, นิติธรรม, หลักนิติธรรม, การให้อภัย, คณะกรรมการอิสระ

เพื่อไทยแนะสร้างปรองดองผู้ทำผิดต้องเอ่ยคำขอโทษ ผู้ตกเป็นเหยื่อ ยกสมาชิกบ้านเลขที่ 111-109 ระบุ กลุ่มการเมือง หยุดวาทกรรมปะทะคารม ชง 6 หลักการปรองดอง

       8  มี.ค. — นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.)  กล่าวภายหลัง การเสนอความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า ทางพรรคเพื่อไทยคิดว่าการปรองดองต้องอยู่ภายใต้บริบทประชาธิปไตย และเป็นกระบวนการที่ไม่ได้จบในเพียงวันเดียว แม้ว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่ทุกๆภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความปรองดองต่อไปในอนาคตด้วย ทั้งนี้ทางพรรรคย้ำว่า การปรองดองต้องมีหลักนิติธรรม และต้องยึดหลักให้อภัยต่อกัน โดยเฉพาะผู้เป็นเหยื่อต้องให้อภัยกับผู้กระทำ ส่วนคนกระทำต้องควรพูดคำว่าขอโทษ

” กรณีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ109 ที่ถูกตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง5 ปี โดยพวกเราไม่เคยต่อสู้คดีในศาลเลย แต่สุดท้ายศาลยุติธรรมตัดสินว่าไม่ผิด ผมถามว่าแบบนี้พวกเราเป็นเหยื่อหรือไม่ แต่ว่าพวกเราก็ให้อภัย ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะสร้างความปรองดองไม่ได้ ซึ่งทางเราจะรณรงค์ทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวเพราะต้องมีคนเสียสละ และมีคนได้รับความเจ็บปวด ซึ่งตนขอให้ผู้มีอำนาจเลิกย่ำยีผู้ถูกกระทำด้วย”นายโภคิน กล่าว

นายโภคิน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันการปรองดองจะสำเร็จได้ ทุกๆฝ่ายจะต้องเลิกใช้ hate speech ที่ใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังต่อกัน โดยให้กลุ่มการเมืองควรหยุดคำพูดที่ใช้อารมณ์ พร้อมทั้งต้องกำชับแนวร่วม และผู้สนับสนุนการเมืองไม่ให้สร้างวาทกรรมเกลียดชัง และโต้ตอบต่อกัน ซึ่งเราต้องพยายามทำให้ได้ ส่วนกระบวนการยุติธรรม ทั้งศาล รวมถึงองค์กรของรัฐต้องมีความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด  ถ้าทำหน้าที่ไม่เป็นกลางควรให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตามตนคิดว่าสิ่งที่จะทำให้สังคมไทยออกจากความขัดแย้งได้ คือ 1.ความจริงใจ 2.ความรู้ที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา 3.ปราศจากอคติ และ4.ต้องยึดหลักนิติธรรม และให้อภัยต่อกัน ทั้งนี้ย้ำว่าข้อเสนอของพรรคไม่ได้พูดถึงการนิรโทษกรรมแต่อย่างใด

ต่อข้อถามที่ว่า เพราะเหตุใดพรรคเพื่อไทยตัดสินใจเข้าร่วมการปรองดองในครั้งนี้ นายโภคิน กล่าวว่า เพราะสังคมตระหนักแล้วว่าเราจะอยู่ในความขัดแย้งต่อไปแบบนี้ไม่ได้แล้ว ส่วนที่คนในพรรคเพื่อไทยเคยเสนอว่า ทหารไม่ควรเข้ามาทำปรองดอง เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง ตนมองว่าไม่เกี่ยวว่าใครเป็นคนริเริ่ม ในเมื่อกระทรวงกลาโหมริเริ่มปรองดองแล้ว จะไปบอกให้เลิกคงเป็นไปไม่ได้

เมื่อถามต่อว่า ข้อเสนอพรรคเพื่อไทยได้หารือกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาก่อนหรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า ไม่ได้ไปถึงขั้นนั้น แต่เราสอบถามความคิดเห็นหลายๆท่าน พร้อมทั้งศึกษาเพิ่มเติมจากงานวิชาการ

“ผมหวังว่าเวทีปรองดองครั้งนี้จะไม่ใช่แค่พิธีกรรม และขอให้นักวิชาการ สื่อมวลชนเสนอความคิดเห็นได้อย่างเสรี ทำนองเดียวกันหากการปรองดองในครั้งนี้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ก็จะตอบโจทย์การปรองดองไม่ได้ ส่วนการลงนามข้อตกลงการอยู่ร่วมกันในอนาคต ผมคิดว่าเรายังไม่ควรพูดถึงอนาคต เราไม่รู้ว่าอนาคตต่อไปจะเป็นเช่นไร เลยไม่อยากเอาอนาคตมาทะเลาะกัน” นายโภคิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเอกสารที่พรรคเพื่อไทย มอบให้คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน เป็นหลักการและแนวทางการปรองดอง ของพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย 6 ประเด็น

1.  ปัจจัยที่จะทำให้การปรองดองเกิดความสำเร็จ ประการแรก ความจริงใจในการดำเนินการเรื่องนี้ของรัฐบาลและ คสช. เป็นหลัก ตามมาด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ประการที่สอง ความเข้าใจและการมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องต่อความหมายและกระบวนการในการปรองดอง โดยผู้รับผิดชอบควรมีความเป็นกลาง มีความเป็นอิสระ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำและสั่งการของฝ่ายใด ประการสุดท้าย การปราศจากอคติของบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คสช. องค์กรนิติบัญญัติ ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย เพราะหากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอคติ ไม่มีความเป็นกลางในการแก้ไขปัญหาแล้ว ความปรองดองจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะผู้คนขาดความไว้วางใจในกลไกของรัฐ

2.การปรองดองและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ต้องอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นไร ชาติต่างๆ ในสังคมโลกเกือบทั้งหมดรวมทั้งชาติไทยยอมรับหลักการที่ว่า “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” ถ้าทุกฝ่ายยอมรับในหลักการนี้และปฏิบัติตาม การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งไปอีกรัฐบาลหนึ่งจะเป็นไปอย่างสันติ แต่หากมีปัญหาที่ว่า รัฐบาลหรือรัฐสภาหรือองค์ใดก็ตามที่ใช้อำนาจของประชาชน ไม่ได้ใช้อำนาจนั้น “เพื่อประชาชน” จะมีวิธีการและกระบวนการเช่นใดจัดการกับปัญหาดังกล่าว เพื่อให้สังคมยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและสันติ ทั้งนี้คำตอบที่เป็นสากลก็คือ 1)  องค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องยึดหลัก “นิติธรรม” เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทุกฝ่ายยึด “หลักนิติธรรม” ในการจัดการกับรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เห็นว่าไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริต ฯลฯ โอกาสที่จะแตกแยกขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปไม่ได้ และแม้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ หากกลับไปยึด “หลักนิติธรรม” โดยเคร่งครัด ความปรองดองก็จะเกิดขึ้นโดยไม่ยาก

2)   อีกสิ่งหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ “การให้อภัย” ซึ่งต้องเป็นไปในสองแนวทางคือ

หนึ่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องเลิกคิดและหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ต้องไม่ย่ำยีผู้ที่เป็นเหยื่อของความขัดแย้งอีกต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือเหยื่อของความขัดแย้งก็ต้องปรับจิตใจตนเอง โดยยอมรับการให้อภัยต่อผู้ที่กระทำต่อตน สอง ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องยอมรับในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ นั่นคือการนำการให้อภัยไปสู่การปฏิบัติต่อไป

3. สาเหตุของความขัดแย้ง ต้องค้นหาสาเหตุของความขัดแย้งเพื่อการยอมรับและนำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ใช่เพื่อการประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในเบื้องต้นต้องยอมรับว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากบางพวกบางกลุ่ม แต่แทบทุกฝ่ายล้วนเข้าไปมีส่วนไม่มากก็น้อย จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องรับฟัง ยอมรับในความผิดพลาดและให้อภัยซึ่งกันและกัน ลบความคิดแบบอคติออกไปให้หมด การค้นหาสาเหตุควรเริ่มจากรายงาน หรือผลการศึกษาที่องค์กรต่างๆ จัดทำขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และศึกษาเพิ่มเติม ถ้ายังมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

4. การกำหนดคู่ขัดแย้ง ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะต้องพิจารณาให้รอบด้าน กล่าวคือ 1)    ถ้าพิจารณาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คือความขัดแย้ง ระหว่าง ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจำนวนไม่กี่ตระกูลที่ครอบงำระบบเศรษฐกิจของประเทศ และชนชั้นล่างจำนวนมหาศาล ที่สิ้นหวังและต้องการความช่วยเหลือ 2)    ถ้าพิจารณาจากประเด็นอำนาจ คือ หนึ่ง ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจจำนวนน้อยมากที่ได้ประโยชน์และใช้อำนาจแฝงผ่านทางพรรคการเมือง กองทัพ และระบบราชการ สอง กองทัพและระบบราชการที่ต้องการมีอำนาจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แม้จะไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม สาม พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ต้องการได้อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียง มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการทุจริตคอรัปชั่น สี่ ประชาชนที่ต้องการใช้อำนาจของตนผ่านการเลือกตั้ง ประชามติ เสนอร่างกฎหมายฯลฯ 3)    ถ้าพิจารณาอย่างแคบเพื่อโทษบางกลุ่มบางพวก ก็จะมุ่งไปที่ หนึ่ง สองพรรคการเมืองใหญ่ สอง กลุ่มอิทธิพลใหญ่คือ กลุ่มเสื้อเหลืองกับกลุ่ม กปปส และกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นจึงต้องไม่พิจารณาแบบอัตวิสัยเพื่อโทษบางคนบางกลุ่ม

5. กระบวนการในการสร้างความปรองดอง ควรพิจารณาเป็นขั้นตอนดังนี้ 1) การพิจารณาและยอมรับในสาเหตุร่วมกัน 2)    การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม (1) การสถาปนาหลักนิติธรรมที่แท้จริงขึ้นในกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใดที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักดังกล่าว ตลอดจนการบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

(2)  การนำเอากระบวนการยุติธรรมเพื่อการสมานฉันท์มาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (3)  การชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ (4)  การเยียวยาผู้ได้รับความอยุติธรรมด้วยหลักนิติธรรม (5) การรณรงค์ให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายถูกกระทำด้วยความอยุติธรรมให้อภัยผู้กระทำ ไม่มีการแก้แค้น (6)   กำหนดแผนและขั้นตอน (โรดแมป) ร่วมกันในการดำเนินการตามข้อ (1) – (5)

3) การหามาตรการเสริม “หลักนิติธรรม” เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคต เช่น การตรวจสอบและปฏิรูปศาลและองค์กรอิสระเพื่อให้ผู้พิพากษาและกรรมการองค์กรอิสระมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง การส่งเสริมและควบคุมให้สื่อต่างๆ ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่ยุยงหรือสร้างความเกลียดชัง แม้แต่กองทัพและระบบราชการก็ต้องทำหน้าที่ของตนตาม “หลักนิติธรรม” ไม่ใช้การรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหา

6.  ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อการดำเนินการเรื่องการปรองดองในช่วงที่ผ่านมา

1)    เพื่อให้การดำเนินการได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากประชาชน เมื่อได้รับฟังข้อมูลจนครบถ้วน ควรจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระ” ที่มาจากทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ดำเนินการในกระบวนการปรองดอง โดยไม่อยู่ภายใต้การสั่ง หรือครอบงำของฝ่ายใด  2)  ต้องเปิดโอกาสให้นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน และผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ได้มีโอกาสร่วมเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างเสรี ผ่านทางช่องทางต่างๆ อย่าให้การรับฟังความคิดเห็น เป็นเพียงพิธีกรรมและเลือกปฏิบัติ 3)   ผลสรุปของแนวทางการสร้างความปรองดอง ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันบนพื้นฐานของการคำนึงถึงคุณค่า และศักดิ์ศรีของมนุษย์อย่างเท่าเทียม ผูกพันกับหลักประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมที่เป็นสากล ไม่ใช่เกิดจากการบังคับด้วยอำนาจ

 

ชำเลืองดู “รัฐบาล” ก่อนยกเครื่องพรรคการเมืองใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263669

การเมือง >ข่าวการเมือง  :8 มี.ค. 2560

“มีชัย” ระบุ กก.พัฒนาการเมือง ของกกต. ต้องชำเลืองดู “รัฐบาล” ด้วยก่อนยกเครื่องพรรคการเมืองใหม่

 

8 มี.ค. 60 – นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ. ระบุ การปฏิรูปพรรคการเมือง เป็นโจทย์หลังที่รัฐบาลต้องทำ หลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะหมวดปฏิรูปและกฎหมายใหม่บังคับไว้ หาก กรรมการพัฒนาพรรคการเมือง ของ กกต. จะทำอะไรควรชำเลืองดูด้วย ไม่วิจารณ์ผลงานก่อนเห็นชิ้นงาน.

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่  http://www.komchadluek.net/news/politic/263693

 

“วรงค์”โพสต์ขอบคุณรัฐบาลรับฟังข้อท้วงติงระบายข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/263654

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 8 มี.ค. 2560

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์, วรงค์, โพสต์, ขอบคุณ, รัฐบาล, รับฟัง, ข้อ, ท้วงติง, ระบาย, ข้าว

“วรงค์”โพสต์ขอบคุณรัฐบาล รับฟังข้อท้วงติงระบายข้าว แนะ 4 ประเด็นคุมคุณภาพข้าว

         8 มี.ค. — นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังข้อเสนอแนะในการเปิดระบายข้าวรอบครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา จากมีผู้เสนอซื้อข้าวสารราคาสูงสุดยอดรวม 2.03 ล้านตัน โดยประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ได้อนุมัติผลการจำหน่ายให้แก่ผู้เสนอซื้อสูงสุดจำนวน 41 ราย ใน 127 คลัง ปริมาณลดลงเหลือ 1.35 ล้านตัน เนื่องจากราคาที่เสนอต่ำมาก ผิดปกติเพราะจะมีผลต่อเสถียรภาพของราคาข้าวในตลาด ดังนั้นสิ่งไหนที่รัฐบาลทำดีก็ต้องชมกันล่าสุดมีข่าวว่า รัฐบาลจะมีการจำหน่ายข้าวสารสต็อกรัฐบาลเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 3.66 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวในกลุ่มที่มีเกรดซี ปน 20% ขึ้นไป โดยต้องระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ

           นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า มีข้อสังเกตที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวังคือ1.ข้าวเสื่อมคุณภาพ หรือข้าวเกรดซีจำนวน 3.66 ล้านตัน ไม่ได้ถูกแยกแยะอย่างชัดเจนออกจากข้าวคุณภาพปกติ หรือข้าวเกรดเอ แต่ในทางปฏิบัติข้าวเสื่อมเหล่านี้ จะถูกซุกอยู่ภายในแต่จะถูกล้อมลอบด้วยข้าวคุณภาพดี ดังนั้นเมื่อเปิดประมูลเป็นกอง หรือยกคลัง ก็จะมีข้าวคุณภาพดีปะปน จะดำเนินการอย่างไรกับข้าวดีเหล่านี้ 2.อาจมีการผสมผสานข้าวเสื่อมคุณภาพ กับข้าวคุณภาพดีไว้ภายในกระสอบเดียวกัน ปัจจุบันมีเครื่องมือ ที่สามารถแยกข้าวคุณภาพเสื่อมออกจากข้าวคุณภาพดีได้ จะมีมาตรการอย่างไรที่ข้าวเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม จะไม่ถูกขนย้ายออกทางหลังโรงงานยามค่ำคืน เพื่อไปผ่านเครื่องแยกข้าวคุณภาพดี ไปขายในราคาตลาดได้

           3. แม้การเปิดประมูลรอบนี้ จะเน้นไปที่ข้าวเสื่อมคุณภาพ รัฐบาลต้องระมัดระวัง ควรจะได้ราคาขายที่สมเหตุผล เพราะการเปิดประมูลปริมาณมาก ๆ จะมีผู้เข้ามาฉกฉวยกดราคาได้ และ4.การที่มีข้าวเสื่อมคุณภาพ ปริมาณนับล้านตัน จำนวน17 ชนิด ทั้งข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ข้าวหอมจังหวัด ข้าวขาว 5% ข้าวปทุมธานี 5% ข้าวขาว 10% เป็นต้น มีทั้งหมด 278 คลัง ใน 39 จังหวัด ดังนั้นรัฐบาลควรเผยแพร่ภาพข้าวเหล่านี้ให้สังคมได้รับทราบ เพื่อเป็นการยืนยันถึงปัญหาการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ที่ถูกปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจจากรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำว่าโครงการเช่นนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย และขอขอบคุณรัฐบาลอีกครั้ง ที่รับฟังข้อห่วงใย