เอพีปักหมุดคอนโดเยื้อง ร.ร.หอวัง ชี้ทำเลยังไปได้-ไม่ล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 10:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/919036


เอพีเดินหน้าเปิดตัวคอนโดใหม่ติดแนวรถไฟฟ้าตรงข้าม ร.ร.หอวัง จับลูกค้าระดับกลางถึงไฮเอนด์ ชี้ความต้องการของลูกค้ายังมีสวนทางกับโครงการใหม่ๆ ที่เปิดตัวน้อยลง…

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานธุรกิจคอนโด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดคอนโดติดรถไฟฟ้าวันนี้ เชื่อว่าตลาดคอนโดระดับกลางถึงไฮเอนด์ไม่น่ากังวล ดีมานด์ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง เมื่อเจาะลึกคอนโดติดรถไฟฟ้าย่านสะพานควาย-พหลโยธิน พบว่าซัพพลายปัจจุบันไม่สอดคล้องกับดีมานด์ความต้องการที่ยังคงเติบโต ซัพพลายเหลือขายย้อนหลัง 5 ปี ย่านรถไฟฟ้าสะพายควาย-พหลโยธิน มีเหลือขายประมาณ 2,000 ยูนิต โดยประมาณ 900 ยูนิตเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ และหากย้อนดูแนวโน้มการเปิดตัวแต่ละปี โดยเฉพาะของผู้ประกอบการรายใหญ่มีการเปิดตัวในสัดส่วนน้อยลง อาจจะด้วยที่ดินส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาในเชิงพาณิชย์อื่นๆ ทำให้การหาซื้อที่ดินขนาดเหมาะสมเป็นไปได้ยาก ซึ่งปัจจัยนี้ถือเป็นตัวช่วยกรองโครงการใหม่ๆ หรือผู้ประกอบการที่จะลงมาแข่งขันให้เหลือน้อยลง สวนทางกับดีมานด์ที่มีอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากเปอร์เซ็นต์ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 85% โดยเฉพาะคอนโดติดรถไฟฟ้าระดับกลางถึงไฮเอนด์ระดับราคาขาย 3–7 ล้านบาท ล้วนเป็นโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ขายได้ดี

ทั้งนี้ กล่าวโดยสรุปตลาดคอนโดติดรถไฟฟ้าย่านสะพานควาย-พหลโยธิน ยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย ยังมีดีมานด์รอสินค้าที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการในทุกด้าน ดังนั้น สินค้าที่จะลงไปแข่งขันในตลาดนี้ต้องสร้างความแตกต่างเพื่อที่จะชนะใจในทำเลนี้ ที่นับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยล่าสุด เอพีได้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “LIFE ลาดพร้าว” ใหม่ เพียงหนึ่งก้าวจากรถไฟฟ้า มูลค่า 7,600 ล้านบาท บริเวณที่ตั้งโครงการบน ถ.พหลโยธิน ฝั่งขาเข้า 5 แยกลาดพร้าว ตรงข้ามโรงเรียนหอวัง และยังถือเป็นครั้งแรกที่ใช้นวัตกรรมดีไซน์พื้นที่ใช้สอยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์การใช้งาน และช่วยระบายอากาศให้โถงทางเดินถ่ายเทหมุนเวียนตามธรรมชาติตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความโปร่งสบายมากยิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิต

นายวิทการ กล่าวต่อว่า เอพีเดินหน้าเปิดตัวคอนโด 3 โครงการในปีนี้ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท ประเดิมโครงการแรกด้วยการผนึกกำลังมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MEC) พันธมิตรญี่ปุ่น พัฒนาคอนโด LIFE ลาดพร้าว โดดเด่นด้วยจุดต่างคู่แข่งคือ 1. ผสานเทคโนโลยีการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลาง 2. ทุกๆ อย่างควบคุมได้ด้วยปลายนิ้ว และ 3. ดีไซน์พื้นที่ใช้สอยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์การใช้งาน ราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 7 ไร่ ประกอบด้วยอาคารที่พัก 2 อาคาร สูง 45 ชั้น และ 46 ชั้น 1,615 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 1. สตูดิโอ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 26 – 29 ตารางเมตร 2. ห้องชุด 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35 ตารางเมตร และ 3. ห้องชุด 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 48.5 – 75 ตารางเมตร พร้อมส่วนกลางสระว่ายน้ำ ที่นั่งหรูหรา และห้องฟิตเนสมุมกว้าง.

 

เช้าวันศุกร์ ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายออกบาทละ 21,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 10:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/919037


เช้าวันศุกร์ที่ 21 เม.ย. ทองเปิดตลาด ราคาคงที่ ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 20,850 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 21,350…

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 21 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ แจ้งปรับราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,750 ขายออกบาทละ 20,850 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,375.04 บาท ขายออกบาทละ 21,350 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง แนสแด็กปิดนิวไฮ รายได้บ.จดทะเบียนหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 เม.ย. 2560 06:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918912


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพฤหัสบดี โดยนักลงทุนบางสวนเลิกลืมความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โลก และตัดสินในช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลรายได้บริษัทจดทะเบียนและเศรษฐกิจดลใจ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 20 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 174.22 จุด หรือ 0.85% ปิดที่ 20578.71 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 17.67 จุด หรือ 0.76% ปิดที่ 2355.84 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 53.75 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 5916.78 จุด

เนต ธูฟท์ ผู้อำนวยการจัดการอาวุธโสของบริษัท จัดการอสังหาริมทรัพย์ เมนูไลฟ์ (Manulife) วิเคราะห์ว่า เมื่อวันพฤหัสบดี นักลงทุนลืมเรื่องความกังวลในสถานการณ์โลกทั้ง ซีเรีย เกาหลีเหนือ และการเลือกตั้งฝรั่งเศสซึ่งหน่วงตลาดมาตลอดทั้งเดือนชั่วคราว เพราะดัชนีที่ลดลงเปิดโอกาสให้นักลงทุนบางคนไขว่คว้า

นอกจากนี้ นักลงทุนยังได้ปัจจัยหนุนจากบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ที่มีผลประกอบการไตรมาสแรกปีดี เช่น อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (+5.9%) หรือบริษัทอสังหาริมทรัพย์และทางรถไฟ ‘ซีเอสเอ็กซ’ (+5.6%) รวมทั้งยังมีความรู้สึกในเชิงบวกเกี่ยวกับความคาดหวังในนโยบายลดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรง

 

“อพอลโล” ชูไทยฐานอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918851


เปิดตัวโรงงานฮังการีรุกคืบยุโรป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัท อพอลโล ไทร์ส จำกัด บริษัทยางรถยนต์ชั้นนำจากประเทศอินเดีย เจ้าของแบรนด์ อพอลโล และเฟรเดอสไตน์ ได้นำผู้แทนจำหน่ายกลุ่มค้าส่ง–ค้าปลีก และสื่อมวลชนของไทย เปิดตัวโรงงานอพอลโล ไทร์สแห่งใหม่ ที่สาธารณรัฐฮังการี

โดยโรงงานใหม่นี้เป็นโรงงานผลิตยางรถยนต์แห่งที่ 6 และเป็นแห่งที่ 2 ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการของยางอพอลโล โดยมีนายวิคเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐฮังการีเป็นประธานพิธีเปิด โดยถือเป็นโรงงานผลิตยางที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยการนำระบบไอทีและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต ใช้เงินลงทุน 475ล้านยูโร หรือประมาณ 17,575 ล้านบาท โดยในเฟสแรกมีกำลังการผลิตยางรถยนต์นั่ง และยางรถบรรทุกขนาดเล็ก 5.5 ล้านเส้น และยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร 675,000เส้น

นายอองการ์ เอส คันวาร์ ประธานบริษัท อพอลโล ไทร์ส จำกัดกล่าวในพิธีเปิดโรงงานใหม่ที่ประเทศฮังการีว่า การสร้างโรงงานแห่งใหม่ในฮังการีเป็นอีกก้าวแห่งความสำเร็จบนเส้นทางระดับโลกของยางอพอลโล และยังถือเป็นการฉลองครบรอบ 40 ปีของอพอลโล ไทร์สด้วย โดยโรงงานแห่งนี้จะช่วยให้เราเป็นที่รู้จักและมีส่วนแบ่งทางการตลาดในทวีปยุโรปเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เป็นแบรนด์ที่รู้จักกันในเอเชีย ในฐานะเป็นผู้ผลิตยางชั้นนำของอินเดีย

ขณะที่ นายนีราช คันวาร์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการบริษัท อพอลโล ไทร์ส จำกัด กล่าวถึงธุรกิจของยางอพอลโลในไทยและอาเซียนว่า ตลาดอาเซียนถือเป็นตลาดที่สำคัญมากๆ โดยเราเข้าสู่ภูมิภาคนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เข้ามาตั้งสำนักงานขาย และถือว่าเป็นฐานของการขายยางอพอลโลในภูมิภาคนี้ โดยกลยุทธ์การขายของยางอพอลโล เราเชื่อมั่นในคุณภาพของยาง และเทคโนโลยี รวมทั้งเรื่องราวความสำเร็จที่ผ่านมา ว่ายางอพอลโลสามารถที่จะสู้กับยางรถยนต์รายอื่นได้ พร้อมๆ กับการใช้กลยุทธ์ราคาขายที่เหมาะสม

“ส่วนกลยุทธ์ในการสร้างการเป็นที่รู้จักนั้น ยางอพอลโลเป็นโกลบอลพาร์ตเนอร์ (Global Tyre Partner) กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลระดับโลกที่มีแฟนบอลกว่า 659 ล้านคนทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2559-2562 ซึ่งที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้คนไทยรู้จักเรามากขึ้น และเราจะยึดแนวทางการตลาดนี้ต่อไป แต่ยังไม่ได้มีแผนที่จะเข้าไปสนับสนุนสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นของไทย หรือในประเทศอื่นๆ แต่จะยึดสโมสรระดับโลกเป็นหลัก”

โดยได้มีการเปิดตัวยางรถยนต์ลายพิเศษแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลิมิเต็ดอิดิชั่น จำหน่ายในไทยเป็นที่แรกในเอเชียในปี 2557 โดยมีซีรีส์ลิมิเต็ด อิดิชั่น มีให้เลือก 7 ขนาด ในขนาดกระทะล้อ 15-18

ทั้งนี้ สำหรับการก้าวเข้าสู่ประเทศไทย บริษัท อพอลโล ไทร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ก่อตั้งเมื่อกลางปี 2556 เพื่อเป็นสำนักงานขายของ อพอลโล ไทร์ส ในประเทศไทย และเป็นฐานในการจัดจำหน่ายยางอพอลโล ไทร์ส ในภูมิภาคอาเซียน

ดำเนินธุรกิจในการนำเข้า “ยางอพอลโล” จากฐานการผลิตในประเทศอินเดียและเนเธอร์แลนด์ นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตั้งแต่ยางรถยนต์นั่ง และยางที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ซึ่งอพอลโล ไทร์ส มุ่งมั่นสร้างแบรนด์อพอลโล ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ในปีที่ผ่านมากลุ่มยางสำหรับรถยนต์นั่ง “อพอลโล ไทร์ส” มีส่วนแบ่ง การตลาดในไทยอยู่ประมาณ 5% และคาดว่าอัตราการเติบโตจะขยายตัวพุ่งขึ้นสู่ 2 หลัก ภายในปี 2563 โดย “อพอลโล ไทร์ส” จะเน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานในประเทศไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้ครอบคลุมมากขึ้น

ปัจจุบันอพอลโล ไทร์ส มีผลิตภัณฑ์ใน 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1.ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเอ็มพีวี 2.ยางรถกระบะทั่วไป 3.ยางรถเอสยูวี 4.ยางเรเดียลและยางผ้าใบสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร และ 5.ยางเพื่อเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เด่นของอพอลโล ไทร์ส กลุ่มยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ได้แก่ Apollo Aspire 4G/Apollo Alnac 4G/Apollo Manchester United Limited Edition กลุ่มยางสำหรับรถเอสยูวี ได้แก่ Apterra HT2 / Apterra HP กลุ่มยางสำหรับรถกระบะทั่วไป ได้แก่ Apollo Alturst และในระยะต่อไปยางอพอลโลจะนำตัวเลือกยางรุ่นใหม่ๆเข้ามาให้คนไทยได้เลือกใช้บนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง.

 

“ปักกิ่ง” ส่งคนสำรวจทัวร์ 0 เหรียญ สภาวัฒนธรรม “การันตี” คุณภาพ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918846


รัฐบาลจีนส่งคณะผู้บริหารระดับสูงของบริษัททัวร์เก่าแก่ของรัฐกว่า 40 คน เข้ามาสำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศไทยว่า ได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น มีคุณภาพ และไม่เอารัดเอาเปรียบหรือไม่ หลังจากที่รัฐบาลไทยมีความพยายามปราบทัวร์ศูนย์เหรียญแล้ว ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนสามารถเดินทางมาศึกษาธรรมเนียมประเพณีไทย และสถานอันเป็นประวัติศาสตร์ และแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติสวยงาม

นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ นายบัณฑิต ศิริตันหยง รองประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา เปิดเผยผู้สื่อข่าวว่า ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ผ่านมา สมาคม ร่วมกับนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา ได้ให้การต้อนรับคณะทัวร์จีนรายใหญ่จากบริษัททัวร์ในเครือ CTH ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ในสังกัดรัฐบาลปักกิ่ง นำนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้ามาท่องเที่ยวยังเมืองพัทยา และจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆของประเทศไทยกว่า 40 คน จากที่ได้ทยอยเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว 1,200 คน

บริษัททัวร์ดังกล่าวเป็นบริษัทเก่าแก่ในสังกัดรัฐบาลปักกิ่งที่ก่อตั้งมากว่า 70 ปี และเป็นบริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในรูปแบบของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้ประสานงานมายังสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์เพื่อหาแนวทาง และความร่วมมือในการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับจีนให้มีความสำเร็จ และทำให้การท่องเที่ยวระหว่างกันได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีสถานท่องเที่ยวที่ดี มีการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะสามารถจับจ่ายซื้อหาสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีได้จริง โดยไม่มีการหลอกลวงหรือเอาเปรียบนักท่องเที่ยว เป็นการทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุขในการเดินทางมาท่องเที่ยว

นายพินิจกล่าวต่อว่า โดยปกติแล้วบริษัทดังกล่าวนำนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยปีละ 10 ล้านคน และนักท่องเที่ยวที่มามีฐานะ มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งคาดว่า ในปีนี้อาจดันให้มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้ามายังประเทศไทยได้ทะลุ 15 ล้านคน “หลังจากทางรัฐบาลได้ทำการ ปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญแล้ว บริษัทดังกล่าวจึงมาทำการเปิดบริษัทในเมืองไทยเมื่อปีที่ผ่านมา และได้นำตัวแทนตามมณฑลต่างๆทั่วประเทศจีน รวมถึงบริษัทเอกชนที่อยู่ในเครือจำนวน 1,200 คน มาสำรวจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มาดูร้านอาหารว่ามีราคาแพงกว่าความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นผลดีให้กับทางผู้ประกอบการต่างๆ อาทิ ร้านค้า สวนผลไม้ต่างๆ และร้านจำหน่ายสินค้าไทยอันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปด้วยในตัว”.

 

สั่งยกเครื่องสภาพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918841


“สมคิด” ปรับกลยุทธ์ขึ้นแท่นคลังสมองชาติ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการมอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า สศช.จะต้องมีหน้าที่คิดนำไปข้างหน้า เป็นคลังสมองที่สำคัญของประเทศที่จะบอกได้ว่าประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไรในอีก 10 ปี 20 ปี หรือ 50 ปี ข้างหน้า สามารถชี้นำกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อที่จะเป็นเหมือนกระดูกโครงเรือ หรือเป็นทิศทางให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ นำไปจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และหลังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเสร็จแล้ว ทาง สศช.ก็สามารถที่จะเข้าไปดูอีกครั้งเป็นการคัดท้ายเรือให้ไปในทิศทางที่วางเอาไว้ได้

นอกจากนี้ ตัวองค์กรของ สศช.เองไม่ต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้คล่องตัว รวมทั้งเป็นศูนย์รวมข้อมูลและความเชี่ยวชาญในทุกด้าน ซึ่ง สศช.ต้องไปกำหนดบทบาทขององค์กรใหม่และไม่เกิดความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ขณะเดียวกัน สศช.จะต้องดึงบุคลากรซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้มาร่วมงานให้มากขึ้น โดยการเพิ่มค่าตอบแทนและแรงจูงใจต่างๆ เพื่อให้ สศช.ยังคงมีความขลังที่เด็กรุ่นใหม่อยากเข้าทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีและมีรายได้ที่เหมาะสม

“สศช.เป็นองค์กรสำคัญที่สุดองค์กรหนึ่งของประเทศ ถ้ามีความแข็งแรงก็จะทำหน้าที่ช่วยประเทศชาติได้มาก แต่ที่ผ่านมามีงานเยอะ จึงอยากให้ไปนั่งดูว่าจะเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างไรได้บ้าง มีสิ่งใดที่ต้องทำต่อไป สิ่งใดที่ควรหยุด มีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข หรือจุดแข็งที่จะต้องรักษาไว้อย่างไรบ้าง ผมอยากให้สศช.ดูเฉพาะเรื่องงานใหญ่ๆ งานสำคัญของประเทศ จึงให้ไปทำแผนมาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นแพ็กเกจให้ชัดเจนภายใน 2-3 เดือน ชื่อแผนก็คือ Transforming NESDB 4.0 เป็นการปรับโฉม สศช. ใหม่จะใช้งบประมาณแค่ไหนไม่ใช่เรื่องใหญ่ขอให้เสนอมา”.

 

นกแอร์บินไม่ไหวดึงต่างชาติร่วมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918837


นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พอใจกับแผนลดรายจ่ายตามแผนปฏิรูปของบริษัท โดยช่วง 2 เดือนแรก ม.ค.-ก.พ. ปี 2560 ลดรายจ่ายได้ตามเป้า แต่ให้กลับไปปรับปรุงแผนเพิ่มรายได้ใหม่เพราะยังต่ำกว่าเป้าหมาย อย่างไรก็ตามการนำระบบบริหารรายได้แบบใหม่มาใช้ประกอบการสํารองที่นั่งทำให้ในช่วง 2 เดือนปีนี้การบินไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท

ร.อ.มนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์องค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ปลายเดือน เม.ย.นี้ทั้ง 3 สายการบิน คือ การบินไทย นกแอร์และไทยสมายล์จะประชุมร่วมกันเพื่อจัดทำแผนการบริหารจัดการร่วมกันเพื่อดำเนินงานเชื่อมโยงกัน ภายใต้ชื่อ “ไทยกรุ๊ป” โดยในอนาคตทั้ง 3 สายการบินต้องเป็นเครือข่ายการบิน ส่งต่อผู้โดยสารบินระยะไกล กลาง ใกล้ให้แก่กัน ซึ่งหากทำได้ไทยกรุ๊ปจะแกร่งมาก

นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการเงินและการบัญชี หนึ่งในคณะกรรมการนกแอร์ กล่าวว่า ส่วนการเข้าไปแก้ไขปัญหาขาดทุนในสายการบินนกแอร์นั้น การบินไทยต้องมีความระมัดระวังมากหากจะเข้าไปบริหารจัดการในนกแอร์ เนื่องจากการบินไทยถือหุ้นเพียง 39% เท่านั้น ทำให้ขณะนี้ ได้เตรียมว่าจ้างที่ปรึกษาให้เข้ามาจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ คาดว่าจะทำเสร็จภายใน 3 เดือน โดยจะเน้นเร่งแก้ไขปัญหาใหญ่ คือ บริหารจัดการสภาพคล่อง เรื่องของเงินกองทุน, เพิ่มทุน และการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งกำลังมีปัญหาค่าใช้จ่ายสูงจากข้อผูกพันในสัญญาที่นกแอร์ทำไว้กับคู่สัญญาหลายๆด้าน เช่น การซ่อม การจัดการ การบริการการบิน การบริการภาคพื้น ซึ่งนอกจากปัญหาต่างๆดังกล่าวแล้ว ขณะนี้นกแอร์อาจจะต้องเจรจาหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมทุน โดยขณะนี้เจรจาไปแล้วกว่า 3-4 ราย ทั้งที่เป็นสายการบิน และไม่ใช่ธุรกิจสายการบิน แต่ยังไม่สำเร็จ.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 21/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918781

 

 

กล่าวโทษอดีตบิ๊ก TRITN ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918832


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษอดีตกรรมการและผู้บริหารบริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (TRITN) เดิมชื่อบริษัท ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (LIVE) กับพวกรวม 9 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีร่วมกันทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัท ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และยินยอมให้มีการทำบัญชีไม่ถูกต้อง ได้แก่ 1.น.ส.ณีรนุช ณ ระนอง อดีตรองประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร TRITN

2.นายอภินันท์ ปัญญากร อดีตกรรมการบริหาร TRITN 3.นายสุทธิโรจน์ เอกธราพิพัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน TRITN 4.น.ส.วรานิษฐ์ พงษ์วีรนนท์ 5.นายธรากร จันทร์เกิด 6.นายอัครพล โลหิตไทย 7.บริษัทวี บิลบอร์ด จำกัด (VBB) 8.นายชำนิ จันทรศุภวงษ์ และ 9.นายอิศเรส เฉลิมรัฐ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากงบการเงินปี 56 ของ TRITN ที่ผู้สอบบัญชีได้แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขเกี่ยวกับธุรกรรมที่ TRITN ทำกับ VBB ซึ่งเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค.56 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ก.ล.ต. จึงตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วพบว่า บุคคลอันดับที่ 1-3 ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหาร TRITN ร่วมกับบุคคลอันดับที่ 4-5 ได้จัดตั้งและใช้ VBB เป็นช่องทางในการกระทำทุจริตในหลายกรณี อาทิ กรณีที่ 1 ยักยอกเงินของบริษัทผ่านธุรกรรมการให้ VBB กู้ยืมเงิน กรณีที่ 2 แสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบจากการเช่าป้ายโฆษณาและการซื้อป้ายคืน กรณีที่ 3 แสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบจากการซื้อที่ดิน และกรณีที่ 4 ยักยอกเงินของบริษัทผ่านธุรกรรมการให้ VBB หาทำเลที่ตั้งป้ายโฆษณา ทั้งนี้การกล่าวโทษของ ก.ล.ต.เป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น.

 

คสช.เทขายข้าวสต๊อกรัฐ 11.73 ล้านตัน เชื่อสิ้นปีนี้ขายเกลี้ยงแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 20:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918640


คสช.เทขายข้าวสต๊อกรัฐ 11.73 ล้านตัน ได้กว่าแสนล้านบาท เชื่อสิ้นปีนี้ขายเกลี้ยงแน่ พาณิชย์ ยอมรับประมูลข้าวเสื่อม 1.04 ล้านตัน 28 เม.ย. ราคาเสนอซื้อต่ำ แต่ดีกว่าวางทิ้งไว้ไม่คุ้ม

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ มีข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ที่เหลือจากรัฐบาลก่อน 17.76 ล้านตัน ซึ่งสามารถระบายออกจากสต๊อกได้แล้ว 12.72 ล้านตัน แบ่งเป็น การขายภายใต้การอนุมัติของรัฐบาลชุดปัจจุบันปริมาณ 11.73 ล้านตัน มูลค่า 111,000 ล้านบาท และอีก 990,000 ตัน เป็นการอนุมัติขายของรัฐบาลชุดก่อน แต่รับมอบในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเชื่อว่าสิ้นปี 60 จะสามารถระบายสต๊อกข้าวรัฐบาลที่รับมอบมาได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ สถานะสต๊อกข้าวรัฐบาลที่เหลือในปัจจุบันมีทั้งหมด 5.04 ล้านตัน โดยจะนำข้าวกลุ่ม 3 ปริมาณ 1.04 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพเสื่อม ข้าวผิดชนิด ผิดมาตรฐาน และเก็บนานเกิน 5 ปี มาเปิดระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม ที่ไม่ใช่ทั้งคนและสัตว์บริโภค หรือเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอล ซึ่งจะเปิดประมูลวันที่ 28 เม.ย.นี้ หากอนุมัติขายออกไปได้หมด จะเหลือข้าวอีกประมาณ 4 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 หรือข้าวที่สามารถบริโภคได้ตามปกติ ประมาณ 1.72 ล้านตัน ซึ่งจะนำมาเปิดประมูลเป็นการทั่วไปภายในเดือนพ.ค.นี้

ขณะที่ ข้าวกลุ่ม 2 หรือข้าวที่คนไม่สามารถบริโภคได้ แต่สามารถระบายข้าวสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ได้ ประมาณ 2.15 ล้านตัน จะนำมาเปิดประมูลในเดือนมิ.ย.นี้ และหากข้าวกลุ่ม 3 ระบายไม่หมดก็จะนำมาเปิดประมูลในเดือนก.ค.ต่อไป

นางดวงพร กล่าวว่า ข้าวในกลุ่ม 3 ที่นำออกมาเปิดประมูล 1.04 ล้านตัน ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ยอมรับว่าเป็นข้าวเสื่อมสภาพมาก ราคาเสนอซื้อนั้นอาจจะต่ำกว่าทุกกลุ่มที่นำมาเปิดประมูล โดยคณะทำงานระบายข้าวจะต้องเทียบเคียงราคาวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมเข้ามาเสนอซื้อ ซึ่งการอนุมัติขายจะต้องใช้หลายปัจจัยประกอบการพิจารณา เช่น ค่าฝากเก็บสต๊อกข้าวที่มีค่าใช้จ่ายวันละ 17 ล้านบาท หากไม่ขายจะต้องจ่ายต่อไปอีกเรื่อยๆ และยังทำให้สต๊อกมีอยู่มาก รวมถึงผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาดรวม เพราะปริมาณข้าวในสต๊อกที่ยังมากอยู่ จะมีผลดึงราคาข้าวปัจจุบัน ซึ่งมูลค่าข้าวในตลาดมีมูลค่ามากกว่าผลขาดทุนจากการขายข้าวเสื่อม

“เรื่องขาดทุนต้องทำใจมานาน เพราะรับจำนำมาในราคาสูงขนาดนั้น การนำออกมาขายก็ต้องขาดทุน เชื่อว่าสังคมจะเข้าใจได้ ซึ่งข้าวกลุ่ม 3 ที่นำออกมาขายมีสภาพเสื่อมสุดๆ ขายได้เท่าไรก็ดีกว่าวางไว้เฉยๆ เพราะมีภาระค่าจัดเก็บสต๊อก และกลไกตลาดข้าวก็ไม่เดินปกติหากยังมีภาระสต๊อกอยู่ ส่วนเรื่องเรียกค่าเสียหายเซอร์เวเยอร์และโกดังกลางที่ต้องรับผิดชอบค่าเสื่อมสภาพข้าว ก็อยู่ในกระบวนการของศาลที่ต้องเรียกค่าเสียหายต่อไป”

สำหรับการส่งออกไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 เม.ย. 60 ส่งออกข้าวได้แล้ว 3.48 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 59 คิดเป็นมูลค่า 51,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.87% คาดว่าการส่งออกข้าวไทยจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ส่งออก 10 ล้านตัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากคำนวณปริมาณข้าวที่ คสช.อนุมัติขายออกไป 11.73 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 111,000 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่อนุมัติขายประมาณ 11,000 บาท/ตัน หรือ 11 บาท/กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับราคาต้นทุนจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเฉลี่ย 15,000 บาท/ตัน หรือต้นทุนข้าวสาร 24,000 บาท/ตัน จะขาดทุนประมาณ 13,000 บาท/ตัน รวมปริมาณ 11.73 ล้านตัน จะขาดทุนจากต้นทุนรับจำนำข้าวประมาณ 150,000 ล้านบาท