‘เคเอฟซี’ปรับแผนใหญ่ เลิกซื้อไก่ใช้ยาปฏิชีวนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2560 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/489351

‘เคเอฟซี’ปรับแผนใหญ่ เลิกซื้อไก่ใช้ยาปฏิชีวนะ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

“เคเอฟซี” ซึ่งเป็นร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังในเครือของบริษัท ยัม แบรนด์ส อิงค์ ได้กลายเป็นเชนร้านฟาสต์ฟู้ดไก่ใหญ่สุดรายที่ 2 ในสหรัฐ ที่ประกาศแผนเตรียมยกเลิกการซื้อไก่ที่ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งหมด โดยให้เวลาซัพพลายเออร์จนถึงสิ้นปี 2018 เพื่อปรับตัวยุติการใช้ยาปฏิชีวนะในไก่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ (ซูเปอร์บั๊ก) ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ต่อมนุษย์ในปัจจุบัน

ทิศทางของเคเอฟซีมีขึ้นหลังจากที่ร้าน “ชิคฟิลเล” ซึ่งเป็นเครือร้านฟาสต์ฟู้ดไก่ชื่อดังในสหรัฐได้ประกาศตั้งแต่ปี 2014 ว่าจะเลิกรับซื้อเนื้อไก่ที่ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งหมดภายในสิ้นปี 2019 เช่นเดียวกับร้าน “แมคโดนัลด์” ที่ประกาศไม่ใช้ไก่มียาปฏิชีวนะในร้าน 1.4 หมื่นแห่งทั่วสหรัฐไปเมื่อปีที่แล้ว และส่งผลให้อุตสาหกรรมผู้ประกอบกิจการเนื้อไก่ต้องเร่งปรับตัว

รอยเตอร์ส ระบุว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในมนุษย์ทุกวันนี้ถูกขายไปเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเนื้อและปศุสัตว์ถึงราว 70% ขณะที่บรรดานักวิจัยทางการแพทย์กังวลว่าการใช้ยาปฏิชีวนะดังกล่าวในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้ยาต้านเชื้อในมนุษย์

“เราตระหนักว่าเรื่องนี้กำลังเป็นความกังวลต่อสุขภาพของสาธารณชนมากขึ้น และเป็นเรื่องที่สำคัญต่อลูกค้าจำนวนมากของเรา ซึ่งเราจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของเรามีการใส่ใจและปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์” เควิน ฮอคแมน ประธานเคเอฟซี สหรัฐ กล่าว

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวจะปรับใช้เฉพาะในร้านเคเอฟซีราว 4,200 สาขาในสหรัฐเท่านั้น ซึ่งครอบคลุมถึงฟาร์มไก่ราว 2,000 แห่งในประเทศ และยังไม่มีนโยบายขยายไปในต่างประเทศ

สหรัฐหันตื่นตัวไก่ปลอดยา

หลังจากที่เผชิญการรณรงค์และแรงกดดันจากบรรดานักเคลื่อนไหวและผู้บริโภคมากขึ้น บรรดาบริษัทอาหารรายใหญ่และร้านอาหารในสหรัฐได้ยอมรับการจำกัดวงการใช้ยาปฏิชีวนะในเนื้อสัตว์กันมากขึ้น

เมื่อเดือนที่ผ่านมา บริษัท ไทสัน ฟู้ดส์ ได้ให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในผลิตภัณฑ์เนื้อไก่อีก หลังจากที่เคยประกาศจะจำกัดการใช้ยาในไก่ต้มสุกไปแล้วก่อนหน้านี้ และยังมีแผนที่จะลดการใช้ยาในเนื้อสัตว์อื่นๆ อาทิ เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่งวงด้วย เพียงแต่ยังไม่กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าท่าทีของผู้ผลิตเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดในประเทศครั้งนี้ คือหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเทรนด์การปรับตัวของบริษัทขนาดใหญ่

“เราลดการใช้ยาปฏิชีวนะของคนในสัตว์ เพราะถือเป็นความรับผิดชอบต่อการรักษาสมดุลระหว่างความกังวลเรื่องสุขภาพของคนทั่วโลกกับสวัสดิภาพของสัตว์” โฆษกของไทสัน ฟู้ดส์ กล่าวกับเอเอฟพี

ทั้งนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายฝ่ายต่างเชื่อว่า การใช้ยาปฏิชีวนะที่มากเกินไปในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการดื้อยาในคนปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นยาที่รักษาโรคปอดบวม การติดเชื้อ และโรคอื่นๆ ซึ่งมีรายงานพบการดื้อยาถึงขั้นเสียชีวิตมากขึ้น เพราะยาปฏิชีวนะที่แรงที่สุดกลับใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยบางราย

การปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหารในสหรัฐ ยังมีขึ้นหลังจากที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ออกมติในการประชุมเมื่อเดือน ก.ย. 2016 โดยให้คำมั่นว่า ประชาคมโลกจะร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับปัญหาการดื้อยาดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทในอุตสาหกรรมเนื้อไก่กว่า 42% แล้วที่ให้คำมั่นว่าจะลดการใช้ยาลง

อย่างไรก็ดี เอเอฟพี ระบุว่า ปริมาณเนื้อไก่ที่ปลอดจากการใช้ยาปฏิชีวนะในสหรัฐยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 40-50% เท่านั้น โดยบางบริษัทยังปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในเรื่องนี้ อาทิ บริษัท แซนเดอร์สัน ฟาร์ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตเนื้อไก่รายใหญ่ในสหรัฐ ขณะที่จำนวนเนื้อสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะยังมีจำนวนน้อยลงไปอีกในกลุ่มเนื้อหมูและเนื้อวัว

“ทุกวันนี้ผู้บริโภคและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเรียกร้องเรื่องเนื้อสัตว์ปลอดยากันมากขึ้น ทว่าก็ยังดูเป็นเพียงกระแสหรือเป็นเทรนด์ในระยะยาวที่ยังต้องจับตาดูกันต่อไปมากกว่า” เซน อักบารี นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอาหารจากมอร์นิ่งสตาร์ กล่าว

 

อี-เพย์เมนต์บุกเอเชีย จับเทรนด์ตลาดเกิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2560 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/488910

อี-เพย์เมนต์บุกเอเชีย จับเทรนด์ตลาดเกิดใหม่

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ตลาดดิจิทัลเพย์เมนต์หรือการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลต่างๆ กำลังเข้ามาขยายตัวในตลาดเอเชียแปซิฟิก เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และจีน หลังความนิยมการชำระเงินออนไลน์ในภูมิภาคดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น

วอตส์แอพ แอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังของเฟซบุ๊ก อิงค์ วางแผนเข้าตีตลาดการชำระเงินออนไลน์ในอินเดีย ซึ่งนับเป็นตลาดต่างประเทศที่แรกของวอตส์แอพ และกลายเป็นการแข่งโดยตรงกับ “เพย์ทีเอ็ม” แพลตฟอร์มดิจิทัลเพย์เมนต์ที่ได้รับการสนับสนุนโดยอาลีบาบายักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซจากจีน

อินเดียนับเป็นตลาดด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยประชาชนนิยมการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้น หลังรัฐบาลอินเดียประกาศยกเลิกใช้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา จนทำให้เงินสดขาดแคลน

หนึ่งในผู้ให้บริการที่เริ่มเข้าไปในตลาดอินเดีย คือ ทรูคอลเลอร์ สตาร์ทอัพจากสวีเดน โดยทรูคอลเลอร์จับมือกับไอซีไอซีไอแบงก์ เพื่อให้บริการการชำระ

เงินผ่านโทรศัพท์มือถือ หลังทรูคอลเลอร์เป็นที่นิยมอย่างมากในอินเดียและมีผู้ใช้มากกว่า 150 ล้านคนในอินเดีย เทียบกับทั่วโลกที่ 250 ล้านคน ทั้งนี้ ทีแรกทรูคอลเลอร์เข้าไปในอินเดียในฐานะผู้ให้บริการยืนยันตัวตนผ่านหมายเลขโทรศัพท์และตรวจสแปม

เพย์พัลปรับกลยุทธ์

เพย์พัลผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์รายใหญ่ของโลกขยายความเป็นหุ้นส่วนกับวีซ่าผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ไปยังเอเชียแปซิฟิก นอกเหนือจากสหรัฐ​ โดยความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวจะช่วยให้ร้านค้าปลีกรายย่อยซึ่งรับชำระบัตรเครดิตของวีซ่าสามารถรับชำระเงินผ่านเพย์พัลได้ ขณะที่ผู้ใช้บัญชีเพย์พัลก็สามารถใส่เงินจากบัญชีเพย์พัลเข้าในบัญชีของวีซ่าที่ชื่อ วีซ่าไดเรกต์ ได้

ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารที่ออกบัตรวีซ่ามีทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น ด้วยการเสนอการชำระเงินผ่านเพย์พัลและยังกระตุ้นให้ร้านค้าปลีกรายย่อยหันมาเปิดรับเพย์พัลมากขึ้น แม้ในปัจจุบันมีผู้ใช้เพย์พัลในเอเชียแปซิฟิกมากถึง 200 ล้านคน แต่เพย์พัลประสบปัญหาการร้องเรียนจากลูกค้าที่ไม่สามารถใช้เพย์พัลได้เต็มที่จากความไม่แพร่หลาย

จิม มาแก็ต หัวหน้าฝ่ายชำระเงิน ผลิตภัณฑ์ และวิศวกรรมของเพย์พัล กล่าวว่า เพย์พัลกำลังพยายามเพิ่มฐานลูกค้าในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งในปัจจุบันแม้ประชากรจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคาร แต่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ โดย 1 ใน 3 ของธุรกรรมทั้งหมดของเพย์พัลเป็นการชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือ

สำหรับอินโดนีเซียปัญหาการเข้าถึงธนาคารส่งผลให้บริการชำระเงินผ่านจุดบริการชำระเงินต่างๆ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยแกร็บผู้ให้บริการไรด์-แชริ่ง ตกลงเข้าซื้อ คูโด สตาร์ทอัพด้านบริการชำระเงินในรูปแบบดังกล่าว ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า มูลค่าการเข้าซื้อดังกล่าวอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ​ (ราว 3,500 ล้านบาท)

กังวลความปลอดภัย

จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับดิจิทัลเพย์เมนต์ โดยมียอดชำระเงินออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านล้านหยวน (ราว 60 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 เป็น 19 ล้านล้านหยวน (ราว 95 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่จากข้อมูลของบิ๊กดาต้า รีเสิร์ชในกรุงปักกิ่ง พบว่ายอดชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือปรับขึ้นถึง 200% ส่งผลให้จีนกลายเป็นประเทศหนึ่งที่มุ่งหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความปลอดภัยเริ่มเพิ่มมากขึ้นในจีน หลังประสบกรณีหลอกลวงหลายครั้ง โดยหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า ล่าสุดเกิดกรณีเกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงคิวอาร์โค้ด ที่แฝงด้วยไวรัสและขโมยข้อมูลของผู้ใช้บริการ ทั้งข้อมูลในสมาร์ทโฟนและบัญชีธนาคาร ซึ่งในมณฑลกวางตุ้งมีการขโมยเงินด้วยวิธีดังกล่าวมากถึง 90 ล้านหยวน

หลิวชิงเฟิง ประธานของไอฟลายเท็ค ผู้ให้บริการคลาวด์เซอร์วิส เปิดเผยว่า ในปัจจุบัน 23% ของไวรัสโทรจันมาจากคิวอาร์โค้ดซึ่งยากต่อการตรวจจับ เนื่องจากผู้ใช้ไม่สามารถแยกแยะของจริงและของปลอมด้วยตาเปล่า

 

‘ลาซาด้า’ผนึก‘ยูนิลีเวอร์’ รุกสินค้าผู้บริโภคอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/487767

‘ลาซาด้า’ผนึก‘ยูนิลีเวอร์’ รุกสินค้าผู้บริโภคอาเซียน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ลาซาด้า อี-คอมเมิร์ซชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งอาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากจีนซื้อกิจการไปเมื่อปีที่ผ่านมา จับมือเป็นพันธมิตรครั้งใหม่กับยูนิลีเวอร์ บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคสัญชาติอังกฤษ เพื่อผลักดันการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่ซื้อง่ายขายคล่อง (เอฟเอ็มซีจี) เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผ่านช่องทางออนไลน์ในภูมิภาคอาเซียน

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในด้านซัพพลายเชน การตลาด การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจำหน่ายสินค้าบนสื่อโซเชียล รวมถึงการพัฒนาความสามารถบุคลากร เพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาค

“เป้าหมายบริษัทคือการแสวงหาหนทางที่ดีกว่าในการจับตลาดชนชั้นกลางทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง” แม็กซิมิเลียน บิตต์เนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของลาซาด้า กรุ๊ป กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดสินค้าเอฟเอ็มซีจีนในอาเซียน คาดว่าจะขยายตัวแตะ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.6 แสนล้านบาท) ภายในปี 2020 ขณะที่หน่วยธุรกิจนี้ของลาซาด้าปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยขยายตัวถึง 181% ในปี 2016 จากปีก่อนหน้านี้ เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทอื่นๆ โดยในปัจจุบัน ลาซาด้าขายสินค้าทั้งหมด 39 ล้านรายการในอาเซียน ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ภายในบ้าน และสินค้าแฟชั่น

รอยเตอร์ส รายงานว่า ยูนิลีเวอร์เป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีอิทธิพลในอาเซียน โดยที่ผ่านมา ยอดขายสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทมาจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่การจำหน่ายสินค้าในตลาดอื่นๆ เช่น สหรัฐ จีน และอินเดีย มีสัญญาณปรับตัวขึ้นเช่นกัน

ด้าน ปิแอร์ ลุยกี ซิจิสมอนดี ประธานยูนิลีเวอร์ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย กล่าวว่า การเป็นพันธมิตรกับลาซาด้าจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์ให้บริษัทถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปี 2015-2016 พร้อมเสริมว่า ยอดขายสินค้าออนไลน์ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกเดือนในปี 2016

“เทรนด์ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนสู่การซื้อสินค้าออนไลน์ ความร่วมมือครั้งนี้จึงน่าตื่นเต้นมาก” ซิจิสมอนดี กล่าว และระบุว่า ข้อมูลจากลาซาด้าจะช่วยให้ยูนิลีเวอร์เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีขึ้น และช่วยในการทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าออนไลน์

ก่อนหน้านี้ อาลีบาบาและยูนิลีเวอร์เคยทำข้อตกลงร่วมมือในรูปแบบที่คล้ายคลึงมาแล้วในปี 2015 ซึ่งเปิดโอกาสให้ยูนิลีเวอร์สามารถจำหน่ายสินค้าในจีนมากยิ่งขึ้น หลังยอดขายบริษัทร่วงลง 20% เมื่อปี 2014

เทรนด์ซื้อของใช้ออนไลน์โต

ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน บริษัทวิจัยตลาด เปิดเผยว่า การซื้อขายสินค้าออนไลน์คิดเป็นเพียง 2.5% จากสัดส่วนการค้าปลีกทั้งหมดในอาเซียน ซึ่งนับว่ายังไม่ได้ขยายตัวอย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับการซื้อของออนไลน์ในจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 12%

ด้าน ไอจีดี บริษัทวิจัยตลาดค้าปลีก คาดการณ์ว่า การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์จะเติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ เนื่องจากการขยายตัวของชนชั้นกลางในอาเซียน ผู้คนใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น และการเปิดตัวระบบการชำระเงินออนไลน์ใหม่ๆ พร้อมระบุว่า บริษัทค้าปลีกรายแรกๆ ที่รุกเข้าไปในภาคส่วนดังกล่าวเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะในหลายเมืองใหญ่ทั่วภูมิภาคจะได้เปรียบกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ไอจีดี ยังระบุว่า สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งการซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเมื่อสิ้นปี 2016 สัดส่วนการซื้อขายสินค้าดังกล่าวออนไลน์คิดเป็น 1.2% อยู่ที่ 130 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 3,208 ล้านบาท) ของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 4% คิดเป็น 500 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (ราว 1.23 หมื่นล้านบาท)

นิก ไมล์ส หัวหน้าหน่วยธุรกิจประจำเอเชีย-แปซิฟิก ของไอจีดี เปิดเผยว่า เทรนด์ผู้บริโภคดังกล่าวทำให้บริษัทค้าปลีกต้องหาทางเพิ่มความสะดวกในการจัดส่งสินค้าให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการส่งด่วนหรือการตั้งจุดรับและกระจายสินค้าทั่วอาเซียน

อย่างไรก็ดี ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนนั้นยังมีไม่มากพอ เมื่อพิจารณาจากดัชนีวัดการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ปี 2016 ที่ผ่านมาของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งระบุว่า กลุ่มประเทศอาเซียนเกือบทั้งหมดยกเว้นสิงคโปร์มีคะแนนด้านโลจิสติกส์ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ความพยายามเพิ่มความรวดเร็วในการส่งสินค้าของบรรดาบริษัทค้าปลีกอาจยังทำได้ไม่เต็มที่

 

โลกรับมือความเกลียดชัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 08:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/486832

โลกรับมือความเกลียดชัง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กระแสความหวาดกลัวต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรืออิสลามโฟเบียกำลังมาแรงในยุโรป สังเกตได้จากการเลือกตั้งในภูมิภาค บรรดาผู้สมัครซึ่งมีแนวคิดขวาจัดและต่อต้านอิสลามกำลังมาแรง โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า มารีน เลอ เปน จากพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ (เอฟเอ็น) มีคะแนนนำที่ 25% โดยหลายฝ่ายต่างหวาดกลัวว่ากรณีการโจมตีกรุงลอนดอนจะยิ่งจุดไฟความหวาดกลัวดังกล่าว

ตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุ คือ “คาลิด มาซูด” ชายสัญชาติอังกฤษ วัย 52 ปี อดีตผู้ต้องหาคดีครอบครองอาวุธหนักอย่างผิดกฎหมาย แต่ไม่เคยโดนข้อหาก่อการร้ายและไม่มีข่าวกรองใดบ่งชี้ว่ามาซูดจะก่อเหตุ แม้ก่อนหน้านี้หน่วยสืบราชการลับอังกฤษ (เอ็มไอไฟว์) เคยสอบสวนมาซูดครั้งหนึ่ง ด้วยความกังวลต่อพฤติกรรมรุนแรงตามแนวคิดสุดโต่ง

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงอายุของมาซูดที่มากผิดปกติสำหรับกลุ่มแนวคิดสุดโต่งอิสลามที่ก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นถึงอายุราว 30 ปี โดยแม้เจ้าหน้าที่จะคาดการณ์ว่า มาซูดก่อเหตุเพียงลำพัง แต่เจ้าหน้าที่ได้รวบตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องเพิ่มอีก 2 ราย เป็น 10 ราย

ด้าน มาร์ก โรวลีย์ ผู้บัญชาการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยว่า ชุมชนมุสลิมในอังกฤษต่างรู้สึกหวาดกลัวต่อการโต้กลับอย่างรุนแรงต่อชุมชนมุสลิม พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะร่วมมือกับผู้นำชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างความปลอดภัย

หลังเกิดเหตุดังกล่าว เลอ เปน นักการเมืองฝรั่งเศสได้ใช้เหตุดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งเพื่อเรียกร้องให้ฝรั่งเศสควบคุมชายแดนและปิดมัสยิดที่มีแนวโน้มสร้างแนวคิดสุดโต่ง โดยการเรียกร้องคล้ายกันดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลีย ที่ พอลีน ฮันซัน วุฒิสภาจากควีนส์แลนด์ เรียกร้องให้มีการแบนมุสลิมจากเหตุก่อการร้ายในอังกฤษ

ขณะเดียวกัน แม้สภาผู้แทนราษฎรของแคนาดาผ่านญัตติเปิดทางให้รัฐบาลมีโครงการเพื่อต่อต้านความหวาดกลัวต่ออิสลาม และเรียกร้องให้รัฐบาลประณามอิสลามโฟเบีย การเหยียดเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติทางศาสนา หลังมัสยิดและโบสถ์ชาวยิวตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทว่าผลสำรวจเปิดเผยว่า ชาวแคนาดาเพียง 29% เท่านั้นที่สนับสนุนให้ผ่านญัตติดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นาวีด เมอร์ซา นักเรียนชาวมุสลิมในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า ได้รับกำลังใจอย่างท่วมท้นนับตั้งแต่เกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งตำรวจระบุเป็นการก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม โดยชุมชนมุสลิมในอังกฤษต่างร่วมประณามเหตุดังกล่าว ขณะที่ชาวมุสลิมในกรุงลอนดอนยังได้เปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือเหยื่อและครอบครัว ซึ่งได้รับเงินบริจาคมากกว่า 3,000 ปอนด์ (ราว 1.29 แสนบาท) ภายในชั่วโมงเดียวหลังเปิดรับบริจาคเมื่อวันที่ 22 มี.ค.

เร่งโครงการปรับทัศนคติยาก

หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดี้ยน เปิดเผยว่า การก่อการร้ายในกรุงลอนดอนส่งผลให้โครงการปรับทัศนคติผู้มีแนวคิดสุดโต่งกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังความสนใจไปตกที่เบร็กซิต โดยไม่ใช่แค่เฉพาะผู้มีแนวคิดสุดโต่งอิสลามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้มีแนวคิดขวาจัดและลัทธินีโอนาซีด้วยเช่นกัน ซึ่งมีผู้ที่เข้าร่วมโครงการ “ป้องกัน” (Prevent) ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษมากขึ้น ทำสถิติที่ 8,000 คน เมื่อเดือน เม.ย. 2016

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุมือปืนผู้มีแนวคิดขวาจัดบุกยิง โจ ค็อกซ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรหญิงจากพรรคแรงงานเสียชีวิตเมื่อกลางปี 2016 ที่ผ่านมา ทว่าโครงการป้องกันของรัฐบาลกลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการจัดการกับผู้ที่มีความเห็นต่างด้านนโยบายระหว่างประเทศของรัฐบาล เช่น คัดค้านการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายในต่างแดน

“พวกเรามีโครงการที่ประสบความสำเร็จมากๆ ในการร่วมมือกับผู้คนเพื่อหยุดพวกเขา แต่คุณพูดถูก ที่ผ่านมาพวกเราต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก เหนือสิ่งอื่นใดฉันต้องการให้ผู้คนตระหนักว่าพวกเราไม่ต้องการแค่โครงการเพื่อหยุดพวกเขา พวกเราต้องการโครงการที่สามารถเข้าถึงชุมชนได้รวดเร็ว เพื่อหยุดพวกเขาจากการกลายเป็นผู้มีแนวคิดสุดโต่ง” แอมเบอร์ รูดด์ รัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษ กล่าวกับบีซีซี

อังกฤษไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีโครงการลักษณะดังกล่าว ฝรั่งเศสและออสเตรเลียต่างมีโครงการดังกล่าวเช่นกัน แต่บางแห่งประสบกับความล้มเหลว

ฟาร์ฮัด โคสโรคาวาร์ นักสังคมวิทยา เปิดเผยกับสำนักข่าวฟรานซ์ 24 เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า โครงการของฝรั่งเศสไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเปิดรับเฉพาะผู้สมัครใจที่เห็นตัวเองมีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น และโครงการดังกล่าวควรจับกลุ่มผู้ที่มีแนวโน้มกลายเป็นความเสี่ยงต่อสังคมด้วย  โดยโครงการในเดนมาร์กนับเป็นตัวอย่างได้ดี ซึ่งมีการให้คนหนุ่มสาวที่กลับจากอิรักและซีเรียเข้าร่วมโครงการด้วย

ขณะที่โรงเรียนมุสลิมหลายแห่งในซิดนีย์ของออสเตรเลียปฏิเสธที่จะสอนโครงการปรับเปลี่ยนทัศนคติลดความรุนแรง ที่รัฐบาลริเริ่มด้วยงบประมาณ 47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,645 ล้านบาท) เนื่องจากยังไม่มีผลวิจัยหรือหลักฐานรองรับเพียงพอให้โรงเรียนสละเวลาบางส่วนเพื่อปรับทัศนคติลดความรุนแรงได้ ขณะที่ชุมชนมุสลิมในออสเตรเลียยังเห็นว่า โครงการดังกล่าวพัฒนาขึ้นมาโดยปราศจากการร่วมมือหรือปรึกษาโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนมุสลิม

ออสเตรเลียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาแนวคิดรุนแรงจากคนรุ่นเยาว์ โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียได้ตั้งข้อหาเด็กชายวัย 16 ปี ที่ถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้ว ในข้อหาวางแผนก่อเหตุกราดยิงและวางระเบิดในวันแอนแซก ซึ่งเป็นวันรำลึกทหารผ่านศึกของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในวันที่ 25 เม.ย.ของทุกปี ขณะที่ในปี 2015 เกิดเหตุเด็กชายวัย 15 ปี สังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาวุธปืนก่อนถูกวิสามัญ

 

ไล่ล่าก่อการร้ายอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/486622

ไล่ล่าก่อการร้ายอังกฤษ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กรณีขับรถพุ่งชนผู้คนและใช้มีดแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าอาคารรัฐสภาอังกฤษในย่านเวสต์มินสเตอร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งรวมถึงตัวผู้ก่อเหตุที่ถูกตำรวจวิสามัญในภายหลัง และบาดเจ็บอีกราว 29 รายนั้น กลายเป็นเหตุก่อการร้ายรอบใหม่และที่รุนแรงที่สุดในอังกฤษนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา และยังแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการจู่โจมที่ยากจะป้องกันอีกด้วย

ล่าสุด เอพีรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ออกมาอ้างความรับผิดชอบเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า นักสู้รายหนึ่งของกลุ่มเป็นผู้ก่อเหตุ

มาร์ก โรวลีย์ ผู้บัญชาการหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายตำรวจนครบาลอังกฤษ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกปฏิบัติการบุกค้นที่พัก 6 แห่งทั่ว สหราชอาณาจักร และจับกุมผู้ต้องสงสัยเกี่ยวเนื่องจากเหตุดังกล่าวได้แล้ว 8 ราย โดยการก่อการร้ายในครั้งนี้เป็นการก่อการร้ายเพียงลำพัง ไม่ใช่เครือข่ายก่อการร้าย ทว่าได้รับแรงจูงใจจากการก่อการร้ายในต่างประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากรถยนต์ยี่ห้อฮุนได ไอ40 สีเทาขับ พุ่งชนผู้ที่อยู่บนสะพานเวสต์มินสเตอร์มุ่งหน้าไปยังอาคารรัฐสภาที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเทมส์ ก่อนจะชนผู้คนที่อยู่บน ฟุตบาทและพุ่งเข้าใส่รั้วของอาคารรัฐสภา หลังจากนั้นคนร้ายเดินลงจากรถยนต์ ดังกล่าวและมุ่งไปทางประตูทางเข้า สังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เฝ้าอยู่หน้าอาคารหนึ่งรายโดยการใช้มีดเล่มใหญ่แทง ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงวิสามัญ

นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็น ผู้มีสัญชาติอังกฤษ และทางหน่วยสืบราชการลับอังกฤษ (เอ็มไอไฟว์) เคยสอบสวนผู้ก่อเหตุคนดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุไม่ได้อยู่ในรายชื่อของหน่วยข่าวกรองในปัจจุบัน

นอกจากการตรวจค้นและจับกุม ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ยังประกาศเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราความปลอดภัยเข้มข้นขึ้น ทั่วกรุงลอนดอน แม้อังกฤษจะยังคงระดับเตือนภัยการก่อการร้ายไว้ที่ระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม และปิดบริเวณโดยรอบรัฐสภาอังกฤษ รวมถึงปิดบริการสถานีรถไฟใต้ดินเวสต์มินสเตอร์ชั่วคราว โดยเปิดให้บริการเฉพาะการเปลี่ยนสถานีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน สกอตแลนด์เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยหลังการจู่โจมอาคารรัฐสภาอังกฤษ แม้จะยังไม่มีข่าวกรองเตรียมการก่อการร้ายในสกอตแลนด์ เอดินบะระ ขณะที่ยังเลื่อนการพูดคุยกรณีเตรียมเปิดประชามติแยกตัวออกเป็นอิสระรอบ 2 ออกไปจาก วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นวันที่ 28 มี.ค.

สกัด ‘ก่อการร้ายทุนต่ำ’ ยาก

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยน สำนักข่าวรอยเตอร์ส และบีบีซี รายงานว่า การจู่โจมในครั้งนี้มีรูปแบบเดียวกับการขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงคนในเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ค. 2016 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 ราย และการขับรถพุ่งชนตลาดคริสต์มาสในกรุงเบอร์ลินเยอรมนี เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย โดยการก่อการร้ายดังกล่าวเป็นรูปแบบที่ดำเนินการได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ ทว่าป้องกันได้ยาก

“การโจมตีรูปนี้ ไม่ต้องการการ เตรียมการพิเศษ ต้นทุนจึงต่ำมาก และทุกคนก็สามารถทำได้” เซบาสเตียน ปีตราซานตา ผู้เชี่ยวชาญด้านก่อการร้ายจากพรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส เปิดเผยกับรอยเตอร์ส

คิม โฮเวลส์ อดีตประธานคณะกรรมการฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรองของรัฐสภาอังกฤษ เปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองได้ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อปกป้องกันเหตุก่อการร้ายแล้ว แต่การจะป้องกันการก่อการร้ายให้ได้ทั่งหมดเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ โดยหากทำพลาดแค่ครั้งเดียวหรือปล่อยให้คนร้ายหลุดรอดไปแค่คนเดียว ปัญหาก็จะตามมา

ก่อนหน้านี้ ตำรวจนครบาลอังกฤษเปิดเผยเมื่อปี 2016 ว่า หน่วยความมั่นคงและต่อต้านก่อการร้ายของอังกฤษสามารถสกัดเหตุก่อการร้ายได้ถึง 12 ครั้ง ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา หน่วยสืบราชการลับอังกฤษเอ็มไอไฟว์ ระบุว่า อังกฤษเผชิญกับภัยคุกคามด้านก่อการร้ายมาตลอด และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นจริง

ยกระดับความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ในหลายเมืองใหญ่ ทั่วโลกประกาศยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดหลังเกิดเหตุ ดังกล่าว โดยตำรวจนิวยอร์ก สหรัฐ เพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยในบริเวณที่มีความเกี่ยวข้องกับอังกฤษ ทั้งสถานกงสุลในนิวยอร์ก และสำนักงานปฏิบัติการอังกฤษในสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงศาลกลางและสถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ระบุว่า กำลังร่วมมือกับอังกฤษอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการสืบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านอิตาลีจะยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในกรุงโรม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เนื่องจากเป็นสถานที่จัดงานฉลองครบรอบ 60 ปี สหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 25 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ขณะที่ออสเตรเลียก็จะเพิ่มการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในออสเตรเลียด้วยเช่นกัน

ยุโรปผวารอบใหม่

เหตุสะเทือนขวัญในกรุงลอนดอน ทำให้ความหวาดกลัวภัยก่อการร้ายในยุโรปกลับมาอีกครั้ง และอาจช่วยหนุนพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ซึ่งมีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดย มารีน เลอ เปน ตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากพรรคเนชั่นแนลฟรอนต์ (เอฟเอ็น) เรียกร้องให้ฝรั่งเศสควบคุมพรมแดน

ทั้งนี้ ในผลการสำรวจล่าสุดจากสถานีโทรทัศน์ บีเอฟเอ็มทีวี พบว่า ในการเลือกตั้งรอบแรกเดือน เม.ย. เลอ เปน จะมีคะแนน 25% น้อยกว่า เอ็มมานูเอล มาครอง ผู้สมัครอิสระ คู่แข่งชิงตำแหน่งเพียง 1% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ข่าว ดอยช์ เวลล์ รายงานอ้างหน่วยข่าวกรองเยอรมนีว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวขวาจัด ชื่อ ไอเดนทิทาเรียน มูฟเมนต์ (ไอบีดี) ในประเทศ เริ่มทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในลักษณะลัทธิสุดโต่งมากยิ่งขึ้น เช่น การยั่วยุบรรดาพรรคการเมือง ก่อความปั่นป่วนตามมัสยิด และศูนย์พักพิงผู้อพยพ

ผู้นำโลกร่วมเคียงข้างอังกฤษ

ผู้นำทั่วโลกต่างประณามการก่อเหตุครั้งนี้และแสดงความเสียใจต่ออังกฤษ นำโดย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประธานาธิบดี เรเซป เตยิป เออร์โดกัน ของตุรกี ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ยืนยันจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับอังกฤษร่วมต่อต้านการก่อการร้าย ส่วนประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ระบุว่าเข้าใจถึงความเจ็บปวดของอังกฤษดีหลังฝรั่งเศสเผชิญกับการก่อการร้ายมาแล้วหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า ไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอให้ผู้ที่อยู่ในกรุงลอนดอนติดตามความคืบหน้าจากทางการสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิด พร้อมหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ รวมถึงหากพบความผิดปกติให้แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานต่อต้านก่อการร้ายในสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ สถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วโลกแสดงความไว้อาลัยด้วยการใช้ลูกเล่นที่ไฟประดับอาคาร เช่น หอไอเฟลในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ดับไฟมืดเพื่อแสดงความอาลัย ขณะที่อาคารศาลากลางที่จัตุรัสเทลอาวีฟ ในอิสลาเอล เปลี่ยนสีเป็นรูปธงชาติของสหราชอาณาจักร

 

เร่งตั้งรับเฟด เอเชียแห่ขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/485576

เร่งตั้งรับเฟด เอเชียแห่ขึ้นดอกเบี้ย

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกในปี 2017 เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังมีทิศทางการขยายตัวที่แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการขึ้นดอกเบี้ย บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินเช่นกัน

ในวันที่ 16 มี.ค. ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนระยะสั้น (Repo) 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน ขึ้นเป็นประเภทละ 0.10% หลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไปเมื่อเดือน ก.พ. พร้อมขึ้นดอกเบี้ยกลไกกู้ยืมระยะกลาง (MLF) ทั้งระยะ 6 เดือน และ 1 ปี ขึ้น 0.10% ไปอยู่ที่ 3.05% และ 3.2% ตามลำดับ ขณะที่แหล่งข่าวยังระบุว่า จีนยังขึ้นดอกเบี้ยกลไกกู้ยืมระยะสั้น (SLF) ระยะข้ามคืน 0.2% เป็น 3.3% ด้วย

บลูมเบิร์กรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของผู้ผลิตจีนที่ฟื้นตัวขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้ และขยายตัวแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ทำให้พีบีโอซีสามารถปรับให้อัตราดอกเบี้ยเหล่านี้มีความยืดหยุ่นขึ้น เพื่อควบคุมหนี้สินภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ และป้องกันความเสี่ยงทางการเงินอื่นๆ

แม้ตลาดคาดการณ์ว่าพีบีโอซีจะปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวแข็งแกร่งในขณะนี้ และจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่พีบีโอซี ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่การปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ โจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการพีบีโอซี เปิดเผยก่อนหน้าว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของจีนและสหรัฐไม่ได้นำไปสู่คาดการณ์ว่าจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยควรจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ

เรย์มอนด์ เหยือง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายจีน จากธนาคารเอเอ็นแซด กล่าวว่า พีบีโอซีจำเป็นต้องเลือกช่วงเวลาในการดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับธนาคารกลางใหญ่ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะกับเฟด เนื่องจากจีนไม่สามารถใช้กลไกการบริหารงานในประเทศเพื่อควบคุมเงินทุนไหลออกไปได้ตลอด

“ความเคลื่อนไหวของพีบีโอซีวันนี้ ถือเป็นการเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเสถียรภาพให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน อีกทั้งเป็นสัญญาณว่า จีนจะเริ่มใช้กลไกด้านดอกเบี้ยมากำกับดูแลนโยบายการเงิน และเพิ่มอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวเงินทุนข้ามพรมแดน” เหยือง กล่าว

แบงก์ชาติโลกตั้งรับเฟด

ธนาคารกลางฮ่องกงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนที่ธนาคารกลางปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ 0.25% อยู่ที่ 1.25% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราการแลกเปลี่ยนของฮ่องกงเป็นระบบที่ผูกกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ธนาคารกลางฮ่องกงมีแบบแผนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยกำหนดให้ปรับขึ้นสูงกว่ากรอบการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ 0.50%

ด้านธนาคารกลาง 3 แห่งในแถบตะวันออกกลาง ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ ผูกกับค่าเงินเหรียญสหรัฐเช่นกัน จากการเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันซึ่งมีการซื้อขายในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน ประกอบด้วย การคงเป้าหมายผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ราว 0% และการคงอัตราดอกเบี้ยติดลบที่ 0.1% โดยฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ บีโอเจ เปิดเผยว่า การใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกต่อไปจะช่วยให้บีโอเจบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มมีการฟื้นตัวในระดับปานกลาง

บีโอเจระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคคาดว่าจะปรับขึ้นแตะ 2% แม้นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า อัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่นปรับขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันโลกเพิ่ม และจากค่าเงินเยนอ่อนค่า มากกว่าจะมาจากการขยายตัวของดีมานด์ภายในประเทศก็ตาม  บีโอเจยังเสริมว่า ทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐและผลกระทบจากนโยบายการเงินของเฟดต่อตลาดเงินโลก เป็นความเสี่ยงหนึ่งที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และต้องจับตาดูต่อไป

ในวันเดียวกัน ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติ 8-1 ในที่ประชุมนโยบายการเงิน คงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.25% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมคงวงเงินซื้อคืนพันธบัตรที่ 4.35 แสนล้านปอนด์ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต

 

ผ่างบอเมริกาเฟิร์สต์ ทุ่มกลาโหมเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/485575

ผ่างบอเมริกาเฟิร์สต์ ทุ่มกลาโหมเต็มสูบ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศร่างงบประมาณปี 2018 ในชื่อ “อเมริกา เฟิร์สต์ : พิมพ์เขียวงบประมาณเพื่อทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” แล้วเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ซึ่งมีกระทรวงและหน่วยงานกลางสำคัญถึงราว 19 แห่งที่ถูกลดงบประมาณลงครั้งใหญ่ เพื่อนำงบไปเพิ่มให้กับ 4 กระทรวงด้านความมั่นคง ท่ามกลางการจับตาว่าร่างงบประมาณฉบับนี้อาจไม่สามารถผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสได้โดยง่าย เนื่องจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเองไม่เห็นด้วย

ในบรรดาหน่วยงานที่ถูกหั่นงบประมาณลงอย่างหนัก คือ “สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม” (อีพีเอ) ซึ่งนอกจากถูกลดงบประมาณลงถึง 31.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.1 หมื่นล้านบาท) พร้อมแผนลดการจ้างงานลงถึง 3,200 อัตรา และต้องยกเลิกโครงการต่างๆ ออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเป็นตัวเงินแล้ว หน่วยงานที่ถูกหั่นงบประมาณลงมากที่สุดกลับเป็น “กระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งถูกลดงบลงถึง 1.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) หรือลดลง 16.2% จากปีก่อนหน้า ซึ่งในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการลดในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายวิจัยที่สำคัญของสหรัฐ และจะยิ่งเพิ่มความลำบากให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในแขนงนี้

ขณะที่ “กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ” และ “องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ” (ยูเสด) ถูกลดงบประมาณลง 28% หรือ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นงบด้านความช่วยเหลือต่างประเทศ รวมถึงงบสนับสนุนหน่วยงานขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ (ยูเอ็น) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

รอยเตอร์สระบุว่าร่างงบประมาณปี 2018 ฉบับนี้ซึ่งจะต้องเริ่มมีผลในวันที่ 1 ต.ค. คาดว่าจะนำไปสู่การต่อสู้กันอย่างหนักในสภาคองเกรสหลายเดือนหลังจากนี้ แม้ว่าปัจจุบันพรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา แต่คาดว่าจะมี สส.และ สว.รีพับลิกันสายกลางบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง อาทิ การยกเลิกโครงการน้ำสะอาด การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงในครัวเรือน และโครงการฝึกอบรมงาน

มิค มัลเวนีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณของทำเนียบขาวสหรัฐ กล่าวถึงงบฉบับอเมริกา เฟิร์สต์ครั้งนี้ ว่า ทรัมป์ต้องการเพิ่มงบให้กับฝ่ายกลาโหมมากขึ้น รวมถึงการป้องกันชายแดน การบังคับใช้กฎหมาย และโรงเรียนทางเลือก โดยไม่ต้องการสร้างภาระการขาดดุลงบประมาณมากเกินไป โดยรัฐบาลพร้อมที่จะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางที่ทรัมป์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มงบด้านกลาโหม 5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.89 ล้านล้านบาท) นั้น จากร่างงบประมาณล่าสุดพบว่า กระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) จะเป็นหน่วยงานที่ได้งบเพิ่มมากที่สุด 10% หรือ 5.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 หมื่นล้านบาท) จะเพิ่มให้หน่วยงานด้านอาวุธนิวเคลียร์

ด้านสำนักงานกิจการทหารผ่านศึกจะได้รับงบเพิ่ม 5.9% หรือ 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.54 แสนล้านบาท) ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้เพิ่ม 6.8% หรือ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.8 หมื่นล้านบาท) และหน่วยงานดูแลเรื่องโรงเรียนทางเลือก จะได้เพิ่ม 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 หมื่นล้านบาท) แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะถูกลดงบประมาณลงก็ตาม

 

บาร์บี้ชัดๆ!ส่อง10นางเอกสาว ประชันความแบ๊วขึ้นปกนิตยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/259778

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560, 15.08 น.

10 มี.ค.60 นิตยสาร kazz magazine ก็นำเหล่านางเอกหน้าหวานกว่า10 คนมาแปลงโฉมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าเป็นตุ๊กตาบารบี้ถ่ายแฟชั่นลงนิตยสารฉบับล่าสุดนำทีมโดย บี น้ำทิพย์ จงรัชตะวิบูลย์,แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์,ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ วัชรตระกูล,เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ,เก้า สุภัสสรา ธนชาติ,ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์,มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า,ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์,แพทริเซีย ธัญชนก กู๊ด และน้ำตาล ชลิตา ส่วนเสน่ห์

งานนี้ทุกคนต่างก็ดูสวยแปลกตาในวิกผมสีบลอนด์ทอง ประกอบกับการแต่งหน้าโทนสีชมพูยิ่งทำให้ดูสวยน่ารักเหมือนกับตุ๊กตาบาร์บี้จริงๆ วันนี้มีภาพเบื้องหลังการถ่ายทำมาฝาก ลองไปชมกันเลยว่าแต่ละคนจะสวยเป๊ะเป็นบาร์บี้ขนาดไหน

 

หายคิดถึง! ‘โย่ง อาร์มแชร์’ ปล่อยเพลงใหม่ ‘เคมี’ ร่วม ‘เต็น ธีรภัค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/259758

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560, 14.30 น.

     อดีตสามีแห่งชาติ!! โย่ง อาร์มแชร์ (อนุสรณ์ มณีเทศ) พร้อมปล่อยเพลง เคมี (feat.โย่ง อาร์มแชร์) ซิงเกิลที่สาม จากโปรเจค Simple Man By เต็น ธีรภัค ของค่าย Muzik Move Records ที่ก่อนหน้านี้ปล่อยให้เพลง Delete feat.แหนม รณเดช และเพลง ราชสีห์กับหนู feat.สิงโต นำโชคมาพูดแทนในสองมุมมองความรักกับสองบุคลิกไปแล้ว มาคราวนี้ เต็น ธีรภัค ได้นำอีกมุมมองความรักของผู้ชายธรรมดา ที่แสนโรแมนติก และอารมณ์ดี อย่าง โย่ง อาร์มแชร์ มาบอกเล่า และร้องเพลงนี้ให้

 

เต็น – ธีรภัค มณีโชติ พูดถึงเพลงเคมีว่า
“มันเป็นเพลงรัก ความหมายบวก สนุกๆเพลงหนึ่งใน โปรเจค Simple Man ที่ผมตั้งใจชวนเพื่อนๆน้องๆในวงการที่เคยทำงานด้วยกัน เห็นหน้าคร่าตากันมา และรู้จักตัวตนของพวกเขาพอสมควร มาถ่ายทอดผ่านมุมมองในแต่ละเพลง เคมี ก็เป็นอีกเพลงหนึ่ง ที่พูดถึงความรักแนวพบกันครั้งแรก ด้วยความรู้สึกของคนทั้งสองคนที่เจอกันแล้วมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า เคมี มันตรงกัน แบบน่ารักๆ ซึ่ง โย่ง ก็นำเสนอออกมาได้ดี จริงจริงเพลงนี้ลังเลหลายๆคนในวงการ แต่ก็มาลงตัวที่ โย่ง เพราะเขาเป็นผู้ชายที่มีสียงร้องอบอุ่น  บวกกับห่างหายจากการปล่อยซิงเกิลมาหลายปี เลยไม่ผิดหวังที่ให้ โย่ง มาช่วยทำให้ เคมี เพลงนี้ มันลงตัว”

 

 

สำหรับแฟนเพลงที่รอคอยเพลงของ โย่ง อาร์มแชร์ ปรากฏการณ์ เคมี ก็พร้อมปล่อยให้ทุกคนดาวน์โหลดก่อนใครที่ Apple Music ตั่งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และจะได้เห็นสเต็ปโยกสนุกๆ กับจังหวะน่ารักๆ ของ โย่ง ได้ ในมิวสิควีดีโอ ที่สามารถชมพร้อมกันในช่องทางไลน์ ทีวีและยูทูบ ของ Muzik Move Records หรือ Facebook : Muzik Move Records ได้เช่นกัน

กัตนา กรุ๊ป เปิดตัว ‘The Return of Superman Thailand…ลูกจ๋าป๊ะป๋ามาแล้ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/259752

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560, 14.14 น.

กัลป์ กัลย์จาฤก กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวเปิดตัวรายการThe Return of Superman Thailand หรือชื่อไทย “ลูกจ๋าป๊ะป๋ามาแล้ว” หลังจากคว้าลิขสิทธิ์ The Return of Superman รายการเรียลลิตี้ยอดฮิตที่ครองเรตติ้งสูงสุดต่อเนื่องในประเทศเกาหลี และมีกลุ่มแฟนคลับเหนียวแน่นในเมืองไทย พร้อมเผยโฉม 4 คุณพ่อซุปเปอร์สตาร์ หมอโอ๊ค-สมิทธิ์ อารยะสกุล, เต๋า- สมชาย เข็มกลัด, ผู้พันเบิร์ด-พันเอก วันชนะ สวัสดี และกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่–ณัฐวุฒิ ศรีหมอก พร้อมเหล่าวายร้ายตัวจิ๋ว ณ เอ็มควอเทียร์ ซีเนอาร์ท ชั้น 4 ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ The Return of Superman Thailand  เริ่มออกอากาศตอนแรก เสาร์ที่ 25 มีนาคมนี้ เวลา 15.25 – 16.10 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7