ชวนคู่รักฝึกแอ๊คโครโยคะกระชับสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256629

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สตูดิโอโยคะ แอนด์ มี (Yoga & Me) เปิดประสบการณ์ใหม่ รับเดือนแห่งความรัก จัดเวิร์กช็อปการฝึกโยคะแนวใหม่ แอ๊คโครโยคะ (Acro Yoga) หรือ ท่าโยคะคู่ โดยชวนคนรู้ใจ ไม่ว่าจะเป็น คู่รัก เพื่อนรัก ครอบครัวที่คุณรักมากระชับความสัมพันธ์ (Built Conection) สร้างความเชื่อใจ (Built Trust) และอาจได้เพื่อนใหม่ระหว่างการฝึก (Built Community) กับ ครูติ๊ก-พรทิพย์ ปลิวอิสระครูเบิร์ด-ศุภกร บุญเกลี้ยง และ ครูเมย์-นภาศิริ สำแดงฤทธิ์ จับมือมาให้ความรู้ ความสนุกสนาน และสาธิตท่าโยคะคู่ให้ได้ดูและทำตามกันแบบง่ายๆ ไปจนถึงท่ายากที่ผู้ร่วมคลาสต้องร้องว้าวเลยทีเดียว

เวิร์กช็อปครั้งนี้จัดขึ้นที่ สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี สาขา บองมาเช่ ในบรรยากาศสนุกสนาน ซึ่งนอกจากได้เหงื่อจากการฝึกแล้ว ภายในงานยังได้กระทบไหล่เติมความรู้ด้านการฝึกโยคะจาก ครูเอก-พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ กูรูเจ้าของฉายา เจ้าชายโยคะแห่งเมืองไทย ที่สำคัญยังได้อิ่มท้องกับ ของว่างที่ดีต่อสุขภาพ จากร้าน Baimiang Healthy Shop (ใบเมี่ยง เฮลตี้ ช็อป) และรับของที่ระลึกด้วยรัก จาก โยคะ แอนด์ มี กลับบ้านไปด้วย

แอ๊คโครโยคะ(Acro yoga) ถูกค้นพบโดยเจสัน เนเมอร์ (Jason Nemer) และเจนนี่ คลายน์ (Jenny Klein) เมื่อปี 2003 แอ๊คโครโยคะ(Acro yoga) เป็นการฝึกร่วมกันซึ่งใช้ทั้งศาสตร์ของโยคะ กายกรรม และศาสตร์ของการบำบัดร่างกายต่างๆ ควบคู่กันไป และอีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจกัน ขจัดความกลัว และสร้างสัมพันธ์อันดีต่อกันเพื่อความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งแสดงถึงคำว่า Yoga means unity หรือเรียกได้ว่าความเป็นหนึ่งเดียวกันในการฝึกโยคะนั่นเอง ในการฝึกแอ๊คโครโยคะนั้น จะมีผู้เล่นที่เป็นฐาน (Base) และฟลายเยอร์ (Flyer) ที่จะเป็นผู้เล่นที่อยู่กลางอากาศ แต่ในเบื้องต้นจะต้องมีสปอตเตอร์ (Spotter) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนครูฝึก คอยช่วยแนะนำและช่วยอำนวยความสะดวกระหว่างการทำท่าโยคะ

ผู้ที่สนใจคลาสเรียน แอ๊คโครโยคะ (Acro Yoga) ทาง สตูดิโอ โยคะ แอนด์ มี เตรียมเปิดคลาสพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความรัก ให้คุณได้ชวนคู่มากระชับความสัมพันธ์และเติมพลังให้ร่างกายแข็งแรงด้วยกัน ในวันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 รอบเวลา 13.00-14.00 น. ที่ โยคะ แอนด์ มี สาขา เดอะวอล์ค เกษตร-นวมินทร์ โทร.02-0019577-9 สาขาเดียวเท่านั้น

 

คนไทยไม่ทำ-ต่างด้าวยึดเมือง แก้วิกฤติ‘แรงงาน’…ติดหล่ม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256650

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตลาดแรงงานไทย ขาดแคลนจริงหรือ?

กล่าวถึงทีไรมักได้ยินข่าว “2 มุม” ด้านหนึ่ง “ผู้ประกอบการ” มักบอกว่า “ขาดคน” จนหลายกิจการต้องนำเข้า “ต่างด้าว” มาทำงานแทนคนไทย เพราะ “ค่าแรงถูกกว่า-ได้งานมากกว่า” แต่อีกด้านหนึ่งกลับปรากฏว่าคนไทย “ตกงาน” นับแสนคนนี่จึงเป็นเรื่องที่ดู “ลักลั่น” ไม่น้อย

จากสิ่งที่เกิดขึ้น “วาไรตี้ แนวหน้า” สอบถามไปยัง “เจน นำชัยศิริ” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้ความว่าแรงงานใน “ภาคอุตสาหกรรม” ขาดแคลนจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานประเภท “ช่างฝีมือ” (Technician) เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหามานานแล้ว เนื่องจาก “นโยบายการศึกษา” เน้นส่งเสริมที่“สายสามัญ” แทนที่จะเป็น “สายช่าง”

“ทักษะที่เราต้องการไม่ใช่ระดับปริญญา แต่เป็นช่างฝีมือระดับ ปวช.-ปวส. ตอนนี้เราแก้ปัญหากันอยู่ เรื่องการศึกษาแบบทวิภาคี การเรียนที่บูรณาการกับการทำงาน หรือทางฝั่งวิศวกร มีที่ปรับหลักสูตรเพื่อให้ตรงกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น” ประธาน สอท. กล่าว

เช่นเดียวกับ “อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่กล่าวว่า ปัจจุบัน “ภาคการท่องเที่ยว” ของไทย เติบโตแบบ“ก้าวกระโดด” แต่ผลิตบุคลากรไม่ทัน แม้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจะร่วมมือกับหลายหน่วยงานในการสร้างแรงงานภาคการท่องเที่ยวที่พร้อมทั้ง “ปริมาณ-คุณภาพ” ทว่า…

“ความต้องการอยู่ที่หลักแสน แต่ผลิตได้แค่หลักพันหลักหมื่น ขาดทั้งฝั่งบริหารและฝั่งปฏิบัติ ภาครัฐจึงควรผลักดันนโยบาย จะทำอย่างไรให้มีแรงงานไทยเพียงพอ สอดคล้องกับธุรกิจภาคท่องเที่ยวและบริการที่โตวันโตคืน” ประธาน สทท. กล่าว

นั่นเป็นมุมของ “แรงงานฝีมือ” (Skill Labour) ที่ขาดแคลนเพราะระบบการศึกษา “สร้างคนไม่ตรงกับงาน” แต่ในอีกมุม “แรงงานไร้ฝีมือ-กึ่งฝีมือ” (Unskilled-Semi Skill Labour)ก็ขาดแคลนเช่นกัน ดังจะเห็นว่าในหลายอาชีพต้องนำเข้าชาวต่างด้าวมาทำแทน ตั้งแต่ระยะแรกๆ เช่น ประมง ก่อสร้าง แม่บ้าน

จนมาถึงระยะหลังๆที่เริ่ม “ลาม” ไปยังอาชีพอื่นๆ อาทิ “เด็กปั๊ม-เด็กเสิร์ฟ” หรือพนักงานขายของหน้าร้านตาม “แผงลอย” ซึ่งบางอาชีพ “อ่อนไหว”ในประเด็น “ความมั่นคง” และตามกฎหมายกำหนดให้เป็น…

“อาชีพสงวน” ของคนไทย!!!

ประเด็นนี้ “ชาลี ลอยสูง” รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) อธิบายว่า เหตุที่งานหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานระดับล่าง และบางประเภทถูกเรียกว่า “งาน 3 D” คือ 1.Dirty หรืองานที่มีสภาพการทำงานไม่ค่อยสะอาด 2.Dangerous หรืองานที่ค่อนข้างอันตราย และ 3.Difficult หรืองานที่ใช้กำลังมาก ลำบาก“คนไทยไม่ทำ” เป็นเพราะมองว่างานเหล่านี้ไม่มี “ความมั่นคง” ในชีวิต

“งานร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน เป็นงานที่ไม่มั่นคง คนไทยไม่ค่อยอยากทำ จะเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมที่มั่นคงกว่า แต่จริงๆก็มีคนไทยไม่น้อยที่ทำอยู่ เพียงแต่ได้ค่าจ้างต่ำเท่ากับแรงงานข้ามชาติ แล้วคนไทยที่ไหนจะทำ? คือไม่ใช่คนไทยไม่ทำ แต่คนไทยโดนกดดันเรื่องค่าจ้าง คือ รายได้ต่ำสวัสดิการก็ไม่มั่นคงเหมือนเข้าไปอยู่ในโรงงาน” ชาลี กล่าว

รอง ปธ.คสรท. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมีการ “ปล่อยปละละเลย” ให้ผู้ประกอบการหาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นแรงงานจำนวนมาก ซึ่ง “เสี่ยง” ต่อความมั่นคง เช่น แรงงานในครัว เมื่ออยู่ไปนานๆจะทำอาหารได้ วันหนึ่งเมื่อกลับประเทศอาจไปเปิดร้าน เป็น“คู่แข่ง” กับร้านอาหารในประเทศไทย นักท่องเที่ยวอาจหันเหไปยังประเทศนั้น แทนที่จะเดินทางมารับประทานอาหาร “ต้นตำรับ” เราก็จะสูญ “เม็ดเงิน” จำนวนมาก

เช่นเดียวกัน…เมื่อ “คุณภาพชีวิต” ของแรงงานไม่ถูกพัฒนา เพราะผู้ประกอบการเคยชินกับ “ค่านิยม” ที่ว่า “เมื่อค่าจ้างสูงขึ้น ก็ลดต้นทุนด้วยการจ้างคนต่างชาติแทน” เพราะยอมรับ “ค่าแรงถูกๆ” ได้ง่ายกว่า วันหนึ่งหาก “ประเทศต้นทาง” มีความพร้อม ชาวต่างชาติพากันเดินทางกลับบ้านเกิดคนไทยเองก็ไม่อยากทำงานดังกล่าวเพราะไม่มั่นคงในชีวิต ทั้งที่อาชีพที่ถูกมองว่า “ระดับล่าง” เป็นตำแหน่งงานที่ “สำคัญ” ไม่อาจขาดแคลน สิ่งที่จะตามมาในระยะยาว คือ ผลกระทบต่อ…

“โครงสร้างเศรษฐกิจ”!!!

“ชาลี” ยกตัวอย่างผู้ประกอบการประมงบางรายที่ยอมเพิ่ม “ค่าจ้าง-สวัสดิการ” ให้ได้มาตรฐาน ทำให้คนไทยกล้า “ลงเรือ” เป็นแรงงานประมง และพบ “ข้อดี” อาทิ 1.ลดปัญหา “ทิ้งงาน”แรงงานไทยเมื่อได้รับค่าแรง “สมกับภาระงาน”ก็อยู่ทำหน้าที่จนครบสัญญา ไม่หนีไปกลางคัน2.พูดคุยง่าย เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน “สื่อสารภาษาเดียวกัน” การสั่งงาน-ประสานงานก็ง่ายกว่า และ 3.แก้ปม “ค้ามนุษย์” ที่ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากสายตาชาวโลก ทั้งนี้แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ดีกว่าขายสินค้าไม่ได้ หรือ “โดนแบน”

“ผู้ประกอบการประมงบอกว่าพอโดนแบน ส่งปลาออกไปขายไม่ได้มันขาดทุนหนักกว่าอีกจึงหันมาใช้คนไทย ที่แม้เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ปลาก็ส่งไปขายต่างประเทศได้มากกว่า รัฐบาลน่าจะไปส่งเสริมตรงนั้น ไม่ใช่ไปส่งเสริมให้ใช้แรงงานข้ามชาติ เพราะเมื่อพวกนี้กลับบ้าน ธุรกิจประมงไทยก็เจ๊ง เพราะไม่มีคนทำงาน ทำไมไม่เอาคนไทยไว้สัก 60-40% หรือ 80-20% ธุรกิจจะได้ไปรอด” รอง ปธ.คสรท. กล่าว

ฟาก “นักวิชาการ” ผู้ติดตามสถานการณ์แรงงานไทยมายาวนาน อย่าง “ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์”ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า การจ้างแรงงานต่างชาติในไทย “ไม่สะท้อนการขาดแคลนจริง”เป็นเพียงความต้องการ “ลดต้นทุน” ให้ต่ำที่สุดเท่านั้น เช่น แม้จะจ้างด้วยค่าแรงขั้นต่ำเท่ากัน แต่หากเป็นแรงงานไทยต้องจ่ายสวัสดิการอื่นๆเพิ่มเพื่อจูงใจ แต่แรงงานต่างชาติอาจไม่เรียกร้องเช่นนั้น นอกจากนี้การที่ผู้ประกอบการ “เคยชิน” กับการใช้แรงงงานไร้ฝีมือราคาถูก ยังทำให้ประเทศชาติ…

“เสียโอกาส” ยกระดับการแข่งขัน!!!

“คนงานต่างด้าวทำให้เราฝังตัวอยู่กับการใช้แรงงานไร้ฝีมือ โดยไม่ปรับปรุงเทคโนโลยี เราล่าช้าไปเป็น 10 ปี ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ต้องมาเร่งทำเศรษฐกิจดิจิตอล ถ้าไม่มีต่างด้าวเลย เขาจะค่อยๆ ปรับตัว ใช้เทคโนโลยีมาแทนคนมากขึ้น จนถึงระดับที่เขาพออยู่ได้” นักวิชาการ TDRI กล่าว

“ดร.ยงยุทธ” กล่าวด้วยว่า หลายอาชีพยังหาแรงงานไทยมาเติมได้ แต่ต้อง “แก้กฎหมาย”ให้เอื้อต่อ “การจ้างงานเป็นรายชั่วโมง” ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานกลัวว่าจะเปิดช่องให้ผู้ประกอบการ เลือกจ้างแรงงานเป็นรายชั่วโมงทั้งหมด จนกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน

แต่ในความเป็นจริง หากแก้ไขรูปแบบการจ้างงาน มาตรการคุ้มครองต่างๆย่อมต้องถูกแก้ให้สอดคล้องกัน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมค่านิยม “หาเลี้ยงตนเอง” ในหมู่วัยรุ่นระดับอุดมศึกษา เหมือนประเทศพัฒนาแล้วที่เมื่อมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ มักจะ “ไม่พึ่งทางบ้าน” อีกต่อไป

“ทุกวันนี้การทำงานรายชั่วโมงไม่ถูกกฎหมาย ถ้าถูกกฎหมายจะได้ดูแลว่าควรจะได้ชั่วโมงละเท่าไร นี่คือหัวใจที่ทำให้การทำงานเป็นรายชั่วโมงของเด็กๆนักศึกษาถูกปิดไปด้วย เพราะถ้าร้านค้าจะจ้างก็ต้องจ้างเต็มวัน ก็เขามาทำงาน 3 ชั่วโมงแล้วจะไปจ้างเต็มวันได้อย่างไร ตรงนี้ยังเป็นช่องทางให้เด็กคุ้นเคยกับการทำงานเห็นคุณค่าของเงิน ไม่ต้องแบมือขอ” ดร.ยงยุทธฝากทิ้งท้าย

“บทสรุป” ของปัญหาแรงงานไทยขาดแคลน แบ่งได้ 2 ส่วน คือ 1.แรงงานมีฝีมือขาดแคลนเพราะระบบการศึกษา “ไม่ตอบโจทย์” ความต้องการของตลาดแรงงาน และ 2.แรงงานไร้ฝีมือ-กึ่งฝีมือขาดแคลนเพราะผู้ประกอบการมุ่ง “ลดต้นทุน” จนละเลยคุณภาพชีวิตแรงงานในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่ง เมื่อทั้ง 2 สาเหตุมาบรรจบกัน จึงเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่ทำให้ทุกวันนี้ “โครงสร้างแรงงานไทย” ยัง…

“ติดหล่ม”!!!

16 กุมภาพันธ์ ‘วันวิภาวดี’ รำลึกคุณความดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256716

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ชาวสุราษฎร์ธานี ได้กำหนดวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ของทุกปี คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เป็น “วันวิภาวดี” เพื่อทำพิธีสดุดีและบำเพ็ญกุศลถวาย ณ พระอนุสาวรีย์ 5 แห่งทั่วจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวิภาวดี (รัชนี) รังสิต ทรงเป็นธิดาใน พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส ต้นราชสกุลรัชนี) และหม่อมเจ้าพรพิมลพรรณ(วรวรรณ) รัชนี ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2463 ทรงมีอนุชาร่วมพระบิดามารดาเดียวกันหนึ่งองค์ คือ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วจึงศึกษาหลักสูตรสมบูรณ์ศึกษาที่โรงเรียนนี้เพิ่มเติมอีก 3 ปี ทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2485

ภายหลังที่ทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์หญิงได้ทรงรับใช้พระบิดาอย่างใกล้ชิด กรมหมื่นพิทยาลงกรณ เป็นที่รู้จักกันดีในวงการประพันธ์ในนาม “น.ม.ส.” ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีเอก” ผู้หนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์คล้ายพระบิดา พระองค์หญิงทรงพระปรีชาสามารถหลายประการ โดยเฉพาะทางอักษรศาสตร์ ทรงเขียนเรื่องสำหรับเด็กเมื่อพระชันษาเพียง 14 ปี และทรงใช้นามปากกาว่า “ว.ณ ประมวญมารค” ทรงนิพนธ์นวนิยายเรื่อง ปริศนา รัตนาวดี เจ้าสาวของอานนท์ ฯลฯ อีกทั้งสารคดีเรื่อง “ตามเสด็จปากีสถาน” ต่อมาทรงนิพนธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง พระราชินีนาถวิกตอเรีย คลั่งเพราะรัก ฯลฯ นอกจากนั้น
ยังได้ทรงนิพนธ์เรื่องสั้นรวมทั้งบทละครวิทยุด้วย

พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงเสกสมรสกับ หม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 โดยทรงเป็นคู่สมรสคู่เดียวที่ได้รับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงมีธิดา 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์วิภานันท์ และ หม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต

พระองค์หญิงทรงเข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรภาคต่างๆ ในราชอาณาจักรตั้งแต่ พ.ศ. 2500 และต่อจากนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โดยเสด็จในตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการรวม 25 ประเทศ

ในระยะ 10 ปีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์หญิงปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ในด้านการพัฒนาพื้นที่ทุรกันดารภาคใต้ ทรงนำหน่วยพระราชทานไปช่วยเหลือประชาชนในท้องที่ที่ไกลและทุรกันดารที่สุด โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบากในการเดินทางหรือที่พักแรม เมื่อพระองค์หญิงเสด็จที่ใด
ก็ได้นำความไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และต่อมาความเจริญก็ค่อยๆ ไปถึงที่นั้นจนในที่สุดชาวบ้านจึงได้ขนานพระนามว่า “เจ้าแม่”

พระองค์หญิงทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นด้วยการเสด็จเยี่ยมเยียนพาแพทย์ไปรักษาพยาบาลคนที่เจ็บป่วย จัดสิ่งของหยูกยาไปช่วยชาวบ้านที่ยากไร้หรือประสบภัย แจกอุปกรณ์การศึกษาแก่เด็กนักเรียน แนะนำการงานอาชีพและส่งเสริมศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังคงนำสิ่งของพระราชทานไปเยี่ยมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน สมาชิกกองอาสาสมัครรักษาดินแดนแม้ในเขตที่มีผู้ก่อการร้ายปฏิบัติการอย่างรุนแรง ก็ยังทรงพระอุตสาหะเสด็จไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ถึงแนวหน้า

จนกระทั่งวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 ระหว่างทางเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการไปเยี่ยมบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทรงทราบจากวิทยุว่ามีตำรวจตระเวนชายแดนได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด 2 นาย ด้วยความที่ทรงห่วงใยผู้บาดเจ็บเกรงว่าจะได้รับการรักษาพยาบาลไม่ทันท่วงที จึงรับสั่งให้นักบินเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงเพื่อรับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บ 2 นายนั้นไปส่งโรงพยาบาล ขณะนักบินนำเครื่องร่อนลงต่ำใกล้บ้านเหนือคลอง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ผู้ก่อการร้ายได้ระดมยิงเฮลิคอปเตอร์กระสุนทะลุเข้ามาถูกพระองค์หญิง ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นพระชนม์ก่อนเสด็จถึงโรงพยาบาล

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนา หม่อมเจ้าวิภาวดีรังสิต เป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2520 และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์และประถมาภรณ์ช้างเผือกและรัฐบาลได้ตั้งชื่อถนนซูเปอร์ไฮเวย์จากดินแดงไปรังสิตว่า “ถนนวิภาวดีรังสิต” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความจงรักภักดีของพระองค์ท่าน

ถึงแม้ว่าพระองค์หญิงได้สิ้นพระชนม์ไป 40 ปีแล้วแต่คุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวใต้ ชาวสุราษฎร์ธานี ได้กำหนดวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของทุกปี คือ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ เป็น “วันวิภาวดี” เพื่อทำพิธีสดุดีและบำเพ็ญกุศลถวาย ณ พระอนุสาวรีย์ 5 แห่งทั่วจังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

เอสซีจี รวมพลังจิตอาสาปรับปรุงพื้นทางเดิน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256630

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่ประสบอุทกภัยที่ผ่านมา เอสซีจี จึงจัดกิจกรรม “เอสซีจี รวมพลังคืนสุขชาวใต้” โดยร่วมกับผู้แทนจำหน่ายเอสซีจี ภาคราชการ ชุมชน อาชีวะฝีมือชน จิตอาสา ทั้งพนักงานและแฟนเพจ “เอสซีจีรักษ์น้ำเพื่ออนาคต” ร่วมฟื้นฟู ซ่อมแซม และทำความสะอาดบริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมจัดบูธให้คำปรึกษาเรื่องการซ่อมแซมบ้าน และจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอาชีพให้กับชุมชน โดยมี
นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกิจกรรมดังกล่าว

นายนิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เผยว่า “จากวิกฤตการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องชาวใต้ เอสซีจี พร้อมด้วยพนักงาน คู่ค้า คู่ธุรกิจ เครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคใต้ ได้ระดมความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาแล้ว ตอนนั้นเป็นระยะแรก จะเป็นการช่วยเหลือแบบเร่งด่วน อาทิ แจกถุงยังชีพ แจกสุขากระดาษ พร้อมนำทีม S.E.R.T. เข้าไปช่วยเหลือตามจุดต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับพี่น้องชาวใต้มากที่สุด ส่วนระยะที่สอง เป็นการช่วยเหลือฟื้นฟู ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ฟื้นฟูมาแล้วกว่า 30 แห่ง โดยในครั้งนี้เป็นการฟื้นฟู และปรับปรุงพื้นทางเดินในบริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อเตรียมต้อนรับพุทธศาสนิกชนที่จะเข้ามาร่วมทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา และงานแห่ผ้าขึ้นธาตุ งานบุญประจำปีที่มีผู้คนจากทั่วสารทิศมาร่วมสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ รวมไปถึงฟื้นฟูที่โรงเรียนวัดกัลยานฤมิต โดยทีม S.E.R.T. อาชีวะฝีมือชน จิตอาสา ทั้งพนักงานและแฟนเพจ “เอสซีจีรักษ์น้ำเพื่ออนาคต” พร้อมร่วมกับมูลนิธิเอสซีจี บริจาคหนังสือให้กับน้องๆ สำหรับระยะสุดท้ายจะเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด พร้อมแจกหนังสือคู่มือซ่อมบ้านสร้างสุขเผยแพร่ความรู้เบื้องต้นในการดูแลซ่อมแซมที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ เอสซีจี ยังได้สนับสนุนวัสดุก่อสร้างราคาพิเศษ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ หลังคา ฝาฝ้า สมาร์ทบอร์ด ไม้สังเคราะห์ ร่วมกับโครงการสร้างบ้านผู้ประสบภัยของหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงการจัดโปรแกรมสินค้าราคาพิเศษลดสูงสุดถึง 30% เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยในการซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ประสบภัยสามารถรับคูปองดังกล่าวได้ที่ศูนย์ราชการกว่า 400 แห่ง และที่คาราวานรวมพลังซ่อมบ้านสร้างสุข รวมไปถึงมูลนิธิเอสซีจี ได้เปิด “ศูนย์ Fix it center” ซึ่งเป็นกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษา ภายใต้โครงการฝีมือชนคนสร้างชาติ เพื่อร่วมซ่อมแซมสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งเครื่องยนต์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้ง ยังมีแผนดำเนินการคืนอาชีพให้กับชุมชน โดยจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูอาชีพประมงขนาดเล็กที่ จ.พัทลุง และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนในการรับมือภัยพิบัติที่ จ.สงขลา โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมในวันนี้และในระยะต่อๆ ไป จะคืนความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวใต้ทุกคน”

นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เผยว่า “จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุทกภัยในครั้งนี้ ทางจังหวัดเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอด ซึ่งในขณะนี้ถึงช่วงเวลาของการฟื้นฟูหลังน้ำลด จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อพลิกฟื้นและคืนความสุขให้พี่น้องชาวใต้ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติโดยเร็ว นับเป็นความร่วมมือกันอย่างดียิ่งที่จะได้ช่วยกันดูแลพื้นที่ภาคใต้ไปด้วยกัน”

นายอภิสิทธิ์ ศรีมุกจ์ อายุ 17 ปี ปวช.อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช เผยว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้นำวิชาที่เรียนมาช่วยเหลือพี่น้องในจังหวัดเดียวกัน และได้ทำประโยชน์คืนสู่สังคมบ้าง สำหรับกิจกรรม “เอสซีจี รวมพลังคืนสุขชาวใต้” ในครั้งนี้ ตนได้มีส่วนร่วมในการซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และได้ร่วมปรับปรุงพื้นทางเดินในบริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร”

 

แพทย์ เตือน ‘มือเท้าชา’ สัญญาณอันตรายโรคปลายประสาทอักเสบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256647

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

าการ “ชาตามปลายมือปลายเท้า” เป็นอาการที่หลายคนเคยเป็นมาบ้าง แต่อาจไม่ค่อยใส่ใจ เพราะคิดว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและสามารถหายได้เอง แต่หารู้ไม่ว่า อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคปลายประสาทอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา ก็อาจจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง, กล้ามเนื้อลีบ และความรู้สึกรับรู้ลดลงจนหมดความรู้สึกได้

นพ.สมชาย โตวณะบุตร แพทย์ทรงคุณวุฒิทางอายุรกรรม สาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า โรคปลายประสาทอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เฉลี่ยอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยกลุ่มคนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคนี้ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน คนที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย คนที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ คนที่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ คนที่ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด (วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12) และคนที่รับประทานยาบางตัวที่มีผลข้างเคียงต่อเส้นประสาท

นพ.สมชาย โตวณะบุตร

ระบบประสาทของเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1.ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง ซึ่งมีหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุม สั่งการและส่งคำสั่งโดยกระแสประสาท 2.ระบบประสาทส่วนปลาย ทำหน้าที่รับคำสั่งจากระบบประสาทส่วนกลางและส่งต่อคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เราสามารถเคลื่อนไหวและรับรู้ความรู้สึกได้ โดยระบบประสาทส่วนปลายมีเส้นประสาททำหน้าที่เหมือนเป็นสายไฟฟ้าในการนำคำสั่งไปตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งเส้นประสาทส่วนปลายที่ออกจากสมอง มีอยู่ทั้งหมด 12 คู่ซ้ายขวา แต่ละคู่ควบคุมการทำงานในแต่ละส่วนของร่างกายที่แตกต่างกันไป โดยเส้นประสาทที่มักพบอาการอักเสบ และเห็นความผิดปกติของร่างกายได้ชัด เช่น เส้นประสาทคู่ที่ 7 เป็นเส้นที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ถ้าเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดโรคหน้าเบี้ยว ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในช่วงที่เราทำงานหนัก พักผ่อนน้อย, เส้นประสาทคู่ที่ 8 ถ้าเกิดการอักเสบ ทำให้สูญเสียการทรงตัว เกิดอาการบ้านหมุนตามมา บางรายอาจเกิดเสียงแว่วในหู หรือ หูดับ เส้นประสาทคู่ที่ 3, 4, 6 อักเสบ มักจะพบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน อาการที่เจอคือ เห็นภาพซ้อนในแนวใดแนวหนึ่ง และเส้นประสาทที่อาจจะพบการอักเสบได้อีก ได้แก่ เส้นที่ 5 จะมีอาการปวดเสียวแปล๊บๆ บนใบหน้า เหมือนไฟฟ้าช็อต มักเกิดซีกใดซีกหนึ่งของหน้า

นพ.สมชาย กล่าวต่อว่า เส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลังมีหลายสิบคู่ ซึ่งอาจเจอในเรื่องของเส้นประสาทถูกกดทับ หรืออักเสบได้ จากการที่เราใช้อวัยวะ อาทิ คอ มือ เอว ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องนานๆ โดยกลุ่มแม่บ้าน คนที่ใช้มือเยอะๆ เช่น คนขี่มอเตอร์ไซค์ คนที่พิมพ์คอมพิวเตอร์นานๆ รวมไปถึงคนที่มีหมอนรองกระดูกเสื่อม อาจจะพบเส้นประสาทถูกกดทับได้มากกว่าคนทั่วไป อาการที่พบคือ ชา ปวดแปล๊บๆ ปวดร้อนๆ ซ่าๆ ตามบริเวณที่ถูกกดทับ หากได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะมีโอกาสทุเลาลง หรือหายขาดได้ แต่ถ้าเรานิ่งเฉย ปล่อยให้อาการเหล่านี้เกิดต่อเนื่องหรือทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบเล็กลง หรือ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือไม่สามารถรับความรู้สึกได้เหมือนเดิม

สำหรับ การดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เกิดโรคปลายประสาทอักเสบ สามารถทำได้โดย การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันไม่ให้เส้นประสาทเสี่ยงต่อการถูกกดทับ แต่หากประชาชนมีอาการที่ใกล้เคียงกับที่กล่าวไปก่อนหน้านี้และสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น จากสถานพยาบาลทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทางบริษัท เมอร์ค จำกัด ได้จัดกิจกรรม Nerve Clinic Activation โดยให้การสนับสนุนสถานพยาบาลสำหรับเครื่องมือตรวจคัดกรองแบบ Vibrometer โดยเครื่องมือนี้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบการรับความรู้สึกที่เท้า โดยวัดความรู้สึกจากแรงสั่นสะเทือนที่เท้า ซึ่งเหมาะสำหรับตรวจคัดกรองเบื้องต้นสำหรับกลุ่มคนที่มีภาวะโรคปลายประสาทอักเสบแอบแฝง ส่วนขั้นตอนในการรักษา แพทย์จะรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เช่น การให้ยาหรือการให้วิตามิน บี 1 บี 6 บี 12 ขนาดที่เหมาะสม รวมถึงการทำกายภาพบำบัดในรายที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับโรคชาปลายประสาทอักเสบ สามารถเข้าร่วมสัมมนาได้ที่งาน “Care your love, care your Nerve” พร้อมกับตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยเครื่อง Vibrometer ฟรี ในวันเสาร์ที่ 11 มีนาคม 2560 เวลา 06.30-09.30 น. และ 16.00-19.00 น. ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี สำรองที่นั่งได้ที่ 081-6226444 ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ (ที่นั่งจำนวนจำกัด)

ส่งเสริมเยาวชนเป็น ‘ผู้ประกอบการน้อย ซี.ซี.เอฟ.’ สร้างอาชีพทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256654

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) จัดการประกวดแข่งขัน “การจัดทำแผนธุรกิจ โดยผู้ประกอบการน้อย ซี.ซี.เอฟ.” จาก 5 โรงเรียนนำร่องในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อส่งเสริมทักษะทางการเงินและอาชีพสำหรับเยาวชนให้พร้อมเป็นผู้ประกอบการในยุคศตวรรษที่ 21

ปัจจุบันปัญหาการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ กำลังส่งผลกระทบต่อสังคมไทยมากขึ้น ผลสถิติการจากศึกษาวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า 10% ของจำนวนเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาพื้นฐานต่อ 1 ปี ไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) และอีก 50% ไม่จบ ม.6 หรือ ปวส. มีเด็กกว่า630,000 คนต่อปี ที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับสูง หากรวมจำนวนเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาทั้งหมดมีจำนวนมากถึง 4 ล้านคน ทั้งเด็กในชนบทถิ่นทุรกันดาร และเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.เพื่อเด็กและเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ฯ จึงได้จัดทำโครงการ ส่งเสริมทักษะทางการเงินและอาชีพสำหรับเยาวชน” เพื่อสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพให้เด็กและเยาวชน ให้มีความรู้และได้รับการกระตุ้นในการทำธุรกิจเป็นผู้ประกอบการ มีทักษะการบริหารการเงิน การออม พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานสมัยใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิซิตี้ และดำเนินนโยบายภายใต้กรอบการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างโอกาส สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจให้กับเยาวชน เนื่องจากทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นับว่าแตกต่างไปจากอดีต อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี ทำให้การหารายได้ของคนยุคใหม่ในอนาคตนั้นแตกต่างแทบจะสิ้นเชิงจากปัจจุบัน ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันด้านความรู้และทักษะในการคิด วิเคราะห์และสร้างสรรค์ รวมถึงการพร้อมเป็นผู้ประกอบการจะช่วยให้เยาวชนในโครงการสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”

ดร.กรรณชฎา พิริยะรังสรรค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. กล่าวว่า “นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้เรื่องการวางแผนธุรกิจ การผลิต การบริหารเงิน การออม การทำบัญชีรายรับรายจ่าย โดยความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีนักธุรกิจมืออาชีพมาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง การดูงานธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และเด็กๆ ได้ทำแผนธุรกิจของตัวเอง เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา ตั้งบริษัทจำลองให้ทดลองทำธุรกิจทั้งหมดก็เพื่อสร้างผู้ประกอบการน้อยซี.ซี.เอฟ. ส่งเสริมให้เยาวชนมีรายได้เป็นของตนเองระหว่างเรียน ที่สำคัญส่งเสริมให้เด็กๆ ทำธุรกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ คือ พอเพียงและมีคุณธรรม

ผู้ประกอบการน้อย ซี.ซี.เอฟ. จำนวน 64 คน จาก 15 ชมรมใน 5 โรงเรียน นำร่อง ได้แก่ โรงเรียนพิทยาลงกรณ์พิทยาคม กรุงเทพฯ โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม กรุงเทพฯ โรงเรียนนวลนรดิศวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก กรุงเทพฯ โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดนครปฐม และโรงเรียนวัดไตรสามัคคี จ.สมุทรปราการ โดย ชมรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชมรม P.K. ICE CREAM โรงเรียนพิทยาลงกรณ์พิทยาคม, รองชนะเลิศอันดับ 1 ชมรมเพาะเห็ด โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม, รองชนะเลิศอันดับ 2 ชมรม ICECREAM โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดนครปฐม

 

ชีวิตแบบไหนก็เต็มที่ได้ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256627

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หนุ่มมิลเลนเนียลคนดัง ฌอห์ณ จินดาโชติ มาร่วมแชร์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบชาว YOLO : You Only Live Once ที่ไม่ว่าจะมีชีวิตแบบไหน ก็สามารถเต็มที่ได้ทุกวัน พร้อมชวนแก๊งเพื่อนร่วมเจนเนอเรชั่น อาทิ ซัน-ประชากร, จ๊ะจ๋า-พริมรตา, สา-มาริสา, แอม-สุทธิกานต์, จอห์นนี่ ห่าว, นัท-ณัชพล และ ไซม่อน เครสเลอร์ มาร่วมพิสูจน์ปรากฏการณ์ YOLO ในงานเปิดตัวบัตรเครดิต“ยูโอบี โยโล่ แพลทินัม” (“YOLO” Platinum Card) ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดจี๊ด You Only Live Once ชีวิตแบบไหนก็เต็มที่ได้ทุกวัน

ฌอห์ณ จินดาโชติ หนุ่มสุดฮอตมาแรงประจำพ.ศ.นี้ ได้พูดถึงนิยามการใช้ชีวิตในแบบ YOLO ของตัวเองว่า “ที่ผ่านมาเป็นคนใช้ชีวิตเต็มที่ ในทุกเรื่องทั้งเวลาทำงานและพักผ่อน ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับคนรุ่นใหม่ทุกคน เพราะเราเชื่อว่า ชีวิตมีครั้งเดียว ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกั๊ก ดังนั้น ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวจึงเป็นคนที่ใช้ชีวิตสุดๆ ในทุกเรื่องทำงานก็เต็มที่ หลังเลิกงานก็สนุกกับเพื่อนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ กันแบบเต็มที่เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเรามีไลฟ์สไตล์แบบ YOLO ถ้าเรามีตัวช่วยที่จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่แบบชาว YOLO ได้อย่างแท้จริงคงจะดีไม่น้อย ซึ่ง ยูโอบี โยโล่ แพลทินัม น่าจะเป็นคำตอบสำหรับใครหลายๆ คนแน่นอน เรียกว่า พกบัตรเดียวก็สามารถใช้ชีวิตได้ สุดเต็มที่ได้ทุกวัน”

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สาย งานบุคคลธนกิจธนาคารยูโอบี เผยว่า ยูโอบี โยโล่ แพลทินัม คือ บัตรเครดิตล่าสุดที่มาพร้อมปรากฏการณ์ใหม่ของบัตรเครดิต ด้วยดีไซน์และสิทธิประโยชน์ที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่ ครบทั้งไลฟ์สไตล์ กิน เที่ยว ช็อป ด้วยสิทธิประโยชน์แบบที่คุณไม่เคยพบมาก่อน เรียกว่าครบทุกประสบการณ์ในบัตรเดียว โดยมาในรูปแบบบัตรเครดิตคืนเงิน (Cash Back) เรียกว่าคุ้มค่ารับเงินคืนได้ทุกการใช้จ่าย โดยได้เลือกสรรกลุ่มสินค้าและบริการที่อยู่ในชีวิตประจำวันและเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ อาทิ เงินคืน 5% ที่ BTS, MRT, 7-11,Watsons, Boots และจะคืนเงินเข้าบัญชีให้ 1% สำหรับการใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และที่สำคัญไม่มีการกำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ พร้อมทั้งสามารถผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน

นอกจากนี้ ในหมวดท่องเที่ยวและช็อปออนไลน์ ยังมอบสิทธิพิเศษด้านไลฟ์สไตล์แก่ผู้ถือบัตร อาทิ 1 ฟรี 1 เมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ พร้อมเอาใจขาช็อปออนไลน์ด้วยส่วนลดพิเศษ 10% จากเว็บไซต์ช็อปปิ้ง Lazada.co.th และพิเศษ
สุดเอาใจคนชอบปาร์ตี้ด้วยเงินคืนถึง 50% ทุกวันศุกร์เมื่อใช้จ่ายที่ร้านอาหารชื่อดังสุดฮิปย่านทองหล่อ ทั้งร้าน Ainu และ Bottoms Up พร้อมกิจกรรมพิเศษตลอดปี ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาดูข้อมูลและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ www. uob.co.th/yolo

สปอท. ประชุมใหญ่ประจำปี เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ ประชุมใหญ่กึ่งวาระของ PPSEAWA International

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256652

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิคและเอเชียอาคเนย์แห่งประเทศไทยฯ หรือ (สปอท.) นำโดย มณฑิยา แพ่งสภา นายกสมาคม จัดแถลงการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของสมาคม ในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งในการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้อาวุโส สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม สำหรับปี 2560 นี้ สมาคมจะสืบสานงานในโครงการต่างๆ ให้กว้างขึ้น และเตรียมพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่กึ่งวาระของ PPSEAWA International หรือ แพนสากล ที่ประเทศไทย ในวันที่ 7-9 สิงหาคม 2560 โดยจะมีคณะกรรมการบริหารของแพนสากลและประเทศสมาชิกต่างๆ มาร่วมประชุม นอกจากนี้ทางสมาคมจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม CoNGO ภาคพื้นเอเซียแปซิฟิค ในเดือนพฤษภาคมนี้ อีกด้วย

ภายในงานมีอดีตนายกสมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิคและเอเชียอาคเนย์แห่งประเทศไทยฯ คณะกรรมการและสมาชิก อาทิ ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, พล.ต.(ญ) คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ, ประจิตรา เธียรประสิทธิ์,ชวาลี โอสถานุเคราะห์, วาสน์ ชัยตระกูลพิบูลย์, มัณฑรา พยัคฆพันธ์, ณินทิรา โสภณพนิช เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งหลังเสร็จการประชุม คณะกรรมการ สมาชิกและแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน พร้อมกับเพลินเพลินไปกับมินิคอนเสิร์ตบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดย วงชาร์ปไนน์ แจ๊สควอเต็ต มี ดร.ทวีเวศ ศรีณรงค์, กัญญาภัสร์ ศรีณรงค์, พลวิทย์ โอภาพันธุ์, ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ, นพดล ถิรธราดล และ ชนุตร์ เดชธนนันท์ ร่วมขับร้องบรรเลงเพลงอย่างไพเราะ

สมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิคและเอเชียอาคเนย์แห่งประเทศไทยฯ หรือ (สปอท.) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2502 โดยมี
หม่อมพร้อยสุพิณ วรวรรณ ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมท่านแรก ในปีแรกของการก่อตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระมหากรุณาธิคุณรับสมาคมไว้ในพระราชินูปถัมภ์ ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ สมาคมได้พัฒนาเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนปัจจุบัน

 

เอลี ซาบ แนะนำน้ำหอม กลิ่นใหม่เพื่อหญิงสาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256498

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

 

 

สวยเก๋ กับความหมายดีๆแทนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256499

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.