125 ปีสถาปนากระทรวงมหาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268880

คมชัดลึก, 125 ปี, ครบรอบ, 125, สถาปนา, กระทรวงมหาดไทย, สมเด็จพระสังฆราช, บิ๊กป๊อก, คนดีมหาดไทย, บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

ครบรอบ 125 ปีคล้ายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย “สมเด็จพระสังฆราช” เสด็จ “บิ๊กป๊อก” ทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท พร้อมมอบรางวัล “คนดีมหาดไทย”

ในวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้มีการจัดงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทยขึ้น เพื่อน้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระบรมราชโองการจัดตั้งกระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน พุทธศักราช 2435 และได้ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และพระองค์ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่างๆ อย่างมากมาย รวมทั้งได้ทรงปรับปรุงงานของกระทรวงมหาดไทยหลายประการ อาทิ การแก้ไขระเบียบการปฏิบัติงาน การจัดตั้งศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงจัดระเบียบการปกครอง “รูปแบบเทศาภิบาล” และทรงวางรากฐานให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พี่น้องประชาชนเพื่อให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 125 ปีที่คนมหาดไทยได้ตระหนักในภาระหน้าที่และได้ร่วมปฏิบัติงานอำนวยประโยชน์สุขให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้ปณิธานแห่งการ  “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ตามเจตนารมณ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตราบจนปัจจุบัน

สำหรับการจัดงานวันที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทยในปีนี้ ซึ่งเป็นปีแห่งการครบรอบ 125 ปี ของการก่อตั้งกระทรวงมหาดไทย  ได้กำหนดจัดกิจกรรมสำคัญ เริ่มตั้งแต่ วลา 05.45 – 07.05 น. พิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ณ บริเวณด้านหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เหล่าข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

โดยเวลา 06.45 น. พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ พร้อมกล่าวคำถวายสดุดีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในเวลา 07.15 – 07.45 น. พิธีทอดผ้าป่า ณ ลานเอนกประสงค์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมทอดผ้าป่ามหากุศล ในครั้งนี้เพื่อรวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ สมทบเข้าเป็นกองทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนและด้อยโอกาสในพื้นที่ชนบท

ต่อมาเวลา 07.50 – 08.45 น. พิธีสงฆ์ ณ ห้องประชุม 1 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องไทยธรรม และภัตตาหารแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และพระภิกษุสงฆ์ นอกจากนี้เวลา 09.00 น. จะมีพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติทองคำและประกาศเกียรติคุณให้แก่พลเมืองดี และพิธีมอบรางวัล “คนดีมหาดไทย”  ณ ห้องประชุม 1 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ “พลเมืองดี” และ “คนดีมหาดไทย” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับรางวัลตลอดจนครอบครัว รวมทั้งเป็นการเผยแพร่คุณความดีที่ได้กระทำให้เป็นที่ประจักษ์และแบบอย่างที่ดีแก่สังคมต่อไป โดยรัฐมนตรีว่าการระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฯ สำหรับในปี 2560 นี้ มีพลเมืองดีที่กระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรยกย่องเชิดชูเกียรติ ตามหลักเกณฑ์และระเบียบของ “กองทุนส่งเสริมและสงเคราะห์พลเมืองดี” จำนวน 7 ท่าน และรางวัล “คนดีมหาดไทย” จำนวน 7 ท่าน

สำหรับรายชื่อพลเมืองดีผู้กระทำความดีที่ได้รับเข็มเชิดชูเกียรติทองคำและประกาศเกียรติคุณ จากกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2560 “เป็นพลเมืองดีที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์”  จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย 1.จ่าสิบตรี พีระวัตร มณีรัตน์ และ 2.สิบเอก ณัฐพล วาฤทธิ์ ได้กระทำความดีโดย การเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงให้รอดพ้นจากการจมน้ำ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ขณะที่ จ่าสิบตรีพีระวัตร มณีรัตน์ และ สิบเอกณัฐพล วาฤทธิ์ ผ่านมาบริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ ที่จังหวัดน่าน ได้พบเห็นเหตุการณ์เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนราวสะพานและกระโดดลงแม่น้ำน่าน ทำให้สิบเอกณัฐพลฯ ตัดสินใจรีบกระโดดลงน้ำเข้าไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิง โดยอุ้มพยุงตัวและลอยคออยู่ในน้ำ ส่วนจ่าสิบตรีพีระวัตรฯ ได้รีบนำเรือที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมารับตัวเด็กนักเรียนหญิง จนสามารถช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิงและสิบเอกณัฐพลฯ ทั้งสองคนขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย

3.นายสุตี กันมา ได้กระทำความดีโดย การเข้าช่วยเหลือตัวประกันจากคนร้าย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายคนหนึ่งเอาอาวุธปืนจี้คอผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าเป้า หมู่ที่ 11 ตำบลปากบวน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งขณะนั้น นายสุตี กันมา ผ่านมาพบเห็นเหตุการณ์พอดี จึงเข้าไปช่วยเหลือ โดยทำการแย่งปืนจากคนร้ายได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้ผู้ใหญ่บ้านดังกล่าวปลอดภัย

4.นายสุภัทรพงศ์ จิตรหลัง ได้กระทำความดีโดย การไล่ติดตามและจับกุมคนร้ายจี้ชิงทรัพย์ได้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2559 ที่จังหวัดตรัง ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายจี้ชิงสร้อยคอทองคำจากหญิงสาวคนหนึ่งและได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ในระหว่างนั้น นายสุภัทรพงศ์ จิตรหลัง ซึ่งนั่งโดยสารมากับท้ายรถกระบะ ผ่านมาพบเห็นเหตุการณ์พอดี จึงให้คนขับรถไล่ติดตามคนร้าย และเมื่อรถกระบะไล่ตามรถจักรยานยนต์ของคนร้ายทัน นายสุภัทรพงศ์ฯ ได้กระโดดลงจากรถเข้าต่อสู้จนสามารถจับกุมคนร้ายได้

5.นายบุญชอบ พูนริด ได้กระทำความดีโดย การเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงให้รอดพ้นจากการจมน้ำ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2559 ได้เกิดเหตุการณ์เด็กผู้หญิงคนหนึ่งลงไปเล่นน้ำและพลัดตกลงไปสระกุมพะเนียง จังหวัดสุรินทร์ เป็นเหตุให้เด็กหญิงซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นจมลงสู่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ของหมู่บ้าน ระหว่างนั้น นายบุญชอบ พูนริด ได้ผ่านมาพบเห็นเหตุการณ์ จึงรีบกระโดดลงน้ำเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิงดังกล่าว และสามารถนำเด็กหญิงขึ้นฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย

6.นางปรานีย์ ม่วงสาร ได้กระทำความดีโดย การเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่หาปลาให้รอดพ้นจากการจมน้ำในคลอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ได้เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านที่ไปยกยอหาปลาและพลัดตกลงไปในลำคลอง แต่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นต่างเข้าช่วยเหลือแต่ไม่สามารถช่วยได้ เมื่อนางปรานีย์ฯ ผ่านมาพบเห็นเหตุการณ์เข้า จึงรีบกระโดดลงน้ำไปช่วยเหลือ จนสามารถช่วยเหลือชาวบ้านที่จมน้ำขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ เหตุเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์

7.นายไพโรจน์ วลากลาง ได้กระทำความดีโดย การช่วยเหลือผู้เสียหายให้พ้นจากภัยคุกคามของคนร้าย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ได้เกิดเหตุการณ์คนร้ายขับรถยนต์เก๋งมาด้วยกัน 2 คัน โดยได้ทำการปาดและเบียดรถกระบะของผู้เสียหายก่อนแล้วจะเรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน 8,000 บาท นายไพโรจน์ วลากลาง ซึ่งขับรถตามมาด้านหลัง โดยมีกล้องหน้ารถและได้บันทึกเหตุการณ์ขณะนั้นไว้พอดี จึงได้จอดรถเพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าของรถผู้เสียหายและโทรศัพท์พูดคุยกับคนร้ายว่า มีภาพจากกล้องหน้ารถบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้และได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว คนร้ายจึงยุติเรื่องไม่เอาความ และแยกย้ายกลับไป เหตุเกิดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในส่วนรายชื่อผู้ได้รับรางวัล “คนดีมหาดไทย” ประจำปี  2560 จำนวน 7 ราย รายละเอียดข้อมูลของคนดีมหาดไทย ประกอบด้วย 1. นายชยุตม์ ชูดวง ปลัดอำเภอตากใบ  สังกัด กรมการปกครอง ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2553 และเป็นผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในรอบปีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2552 และเป็นปลัดอำเภอผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีเด่น (ปลัดแหวนทองคำ) ประจำปี 2553 โดยนายชยุตม์ฯ มีความเสียสละและอุทิศตนให้กับการปฏิบัติราชการตลอด 15 ปี และไม่เคยคิดที่จะย้ายออกนอกพื้นที่ แม้ในปี 2551 ขณะปฏิบัติหน้าที่ที่อำเภอรือเสาะ จะถูกระเบิดจนได้รับบาดเจ็บ ก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำงานในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนมีความสงบสุข และปลอดภัย โดยยึดปฏิบัติเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา”

2. นายโชคชัย แก้วป่อง พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ สังกัด กรมการพัฒนาชุมชน ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2555 มีความมุ่งหมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี ริเริ่มให้มีตลาดนัดในชุมชนและหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ รวมทั้งผลักดันให้ชุมชนในพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดผ่านกองทุนแม่ของแผ่นดินของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

3. นางสาวหทัยรัตน์ ชื่นจิตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน สังกัด กรมที่ดิน ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2553 และปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบภายในด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และรักษาผลประโยชน์ของหน่วยงานและประเทศชาติ ลดการทุจริต จนเป็นที่ยอมรับของข้าราชการในหน่วยงาน

4. นายพิษณุ มูลกะรัตน์ นายช่างโยธาอาวุโส สังกัด กรมโยธาธิการและผังเมือง ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2555 และเป็นผู้ที่ผลักดันให้อาคาร บก.หน่วยงานในพระองค์ V904 อาคารที่จอดรถ ร.ย.ล. 4 ชั้น อาคารภูษา และโครงการก่อสร้างและปรับปรุงหมู่พระที่นั่งอัมพรสถาน ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

5. นางสาวศิริวรรณ จุลวนิชรัตนา ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สังกัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2551 และมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อป้องกันอุบัติภัย อุทกภัย และภัยทางธรรมชาติ ให้แก่พี่น้องประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ลดการสูญเสีย

6. นางคณิตา ราษฎร์นุ้ย ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สังกัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2554 และมีความมุ่งมั่นในการนำหลักเกณฑ์การบริหารบ้านเมืองที่ดีมาปรับใช้ในการวางแผน เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพของ อปท. ให้เห็นผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

7. นางอาภรณ์ วุฒิคุณาภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผลงานดีเด่น คือ เป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น พ.ศ.2552 และผลักดันการก่อสร้างถนนหมายเลข 410 และ 418 ที่ชะลอการก่อสร้างนับ 10 ปี เนื่องจากการก่อความไม่สงบ จนเกิดผลสำเร็จในขณะที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คสช.เตือน “ทักษิณ” หยุดทำร้ายประเทศด้วยการบิดเบือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268868

คมชัดลึก, การบิดเบือน, หยุดทำร้ายประเทศ, โต้, ออกโรง, คสช, คสช, เตือน, ทักษิณ, หยุด, ทำร้าย, ประเทศ, ด้วย, การ, บิดเบือน, คสชเตือน

คสช. ออกโรงโต้ “ทักษิณ” ท้ากลับประเทศพิสูจน์ตัวเองพาประเทศชาติก้าวหน้า เตือนหยุดทำร้ายประเทศด้วยการบิดเบือน

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ระบุว่า  ตามที่ได้ปรากฎข้อความ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งถึงพี่น้องประชาชนนั้น ต้องชี้แจงว่า สิ่งที่นายทักษิณ ได้เขียน อาจเป็นเพียงอารมณ์หนึ่ง ของคนไกลบ้าน ซึ่งถ้าอดีตนายก อยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า และสงบสุขจริง ก็สามารถทำได้ ด้วยการเคารพ ในกระบวนการยุติธรรม และยอมรับคำตัดสิน ของศาล โดยเมื่อยืนยันและ เชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์ ก็เดินทางกลับมาพิสูจน์ตนเองเพราะกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมหรือสั่งการของ รัฐบาลหรือคสช.แต่อย่างใด

พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวอีกว่า    ณ.เวลานี้คสช.และ รัฐบาล รวมทั้งประชาชนทุกหมู่เหล่า ต่างต้องการ ความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งทุกคนสามารถรับรู้ได้ และกำลังร่วมมือเดินหน้าไปได้เป็นอย่างดี  ซึ่งแม้แต่พี่น้อง นปช.เองยังร่วมมือสนับสนุน ที่จะไม่ดำเนินกิจกรรมใน วันที่10 เม.ย.อันนำไปสู่บรรยากาศ ของความอึดอัดขัดแย้ง แบ่งแยกกลุ่มฝ่าย

” ฉะนั้นสิ่งที่ คุณทักษิณ ควรพิจารณาคือหยุดทำร้ายประเทศด้วยการอดทน งดเว้นการพูด ให้ข้อมูลที่บิดเบือน    เพราะคุณทักษิณ ต้องการความยุติธรรมจากสังคม คุณทักษิณก็ต้อง ให้ความยุติธรรมแก่สังคมเช่นเดียวกัน คสช.ยังยืนยันที่จะต้องเดินหน้า ในการที่จะรักษาความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมือง บังคับใช้กฏหมายอย่างถูกต้องเป็นธรรม สนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้เจริญก้าวหน้า ดูแลประชาชน ให้เกิดความผาสุกร่มเย็น ต่อไป” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว

สนช.รับหลักการร่างก.ม.ภาษีที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268769

กฎหมาย, คมชัดลึก, สิ่งปลูกสร้าง, สนช, กมธ, รับ, หลักการ, ร่าง, ภาษีที่ดิน

สนช.มีมติรับหลักการร่างกฎหมายภาษีที่ดิน 190 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนนเสียง 2

          31 มี.ค. 60 – ในการประชุมสภานิติบัญ เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ฉบับที่…) พ.ศ. … ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ โดยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ได้ชี้แจงหลักการของร่างกฎหมายว่า ได้แบ่งการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 4 ประเภท ได้แก่ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อการประกอบเกษตรกรรม กำหนดอัตราภาษีไม่เกิน 0.2% ของฐานภาษี, ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบ้านที่พักอาศัย กำหนดอัตราภาษีไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี ,ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ กำหนดอัตราภาษีไม่เกิน 2 % ของฐานภาษี และที่ดินรกร้างว่างเปล่า กำหนดฐานภาษีที่ 2 % และจะเพิ่ม 0.5 ทุก ๆ 3 ปี โดยมีเพดานภาษีสำหรับพื้นที่รกร้างว่างเปล่าสูงสุด 5%

จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสนช.ไม่ติดใจเรื่องการจัดเก็บภาษี แต่ขอให้มีข้อยกเว้นบางประการให้กับเกษตรกรที่ใช้ที่ดินทำกิน เนื่องจากบางคนต้องเช่าที่ดินเพื่อการเกษตร แต่อาจถูกผู้เช่าผลักภาระการเสียภาษีให้แก่เกษตรกร รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบของประชาชนก่อนกำหนดอัตราภาษีที่ชัดเจน อีกทั้งในกรณีประชาชนที่ได้รับบ้านพักเพียงหลังเดียวเป็นมรดกแต่กลับอยู่ในพื้นที่ที่มีราคาแพง รวมถึงการมอบที่ดินให้กับโรงพยาบาล กรณีเหล่านี้จะได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า การพิจารณาร่างกฎหมายนี้มีข้อสังเกตหลากหลาย จึงตั้งกรรมาธิการจำนวนมาก และไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะมีการบังคับใช้ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ดำเนินการรับฟังความเห็นประชาชนด้วย

เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นที่ประชุม มีมติ 190 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง เห็นชอบรับหลักการในวาระที่ 1 ร่าง พร้อมตั้งกรรมาธิการ 26 คนขึ้นมาพิจารณารายละเอียดเป็นเวลา 60 วัน.

ยืดสัญญารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่อเอื้อเอกชนรายเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268738

นายกฯ, สายสีม่วง, ทบทวน, รักษา, ผลประโยชน์, สายสีน้ำเงิน, คมชัดลึก, รายเดิม, ยืด, สัญญา, รถไฟฟ้า, สาย, สีน้ำเงิน, ส่อ, เอื้อ, เอกชน, ราย, เดิม, วิลาศ, บิ๊กตู่

“วิลาศ” ชี้ 4 ประเด็น ปมครม.ยืดสัญญารถไฟฟ้าน้ำเงิน 20 ปี ส่อเอื้อเอกชนรายเดิม วอน “บิ๊กตู่” ทบทวนเพื่อรักษา ผลประโยชน์ของชาติ

          31 มี.ค.60 – นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ครม.มีมติเห็นชอบผลการเจรจาผู้เดินรถไฟฟ้ารายเดิม คือบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (สายเฉลิมรัชมงคล) และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สายฉลองรัชธรรม) โดยให้ดำเนินการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายด้วยเพื่อให้เกิดการต่อเนื่อง เมื่อวันอังคารที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ในวันนี้ (31 มี.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาสัมปทานโครงการดังกล่าวแล้ว แต่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ 1.เหตุใดต้องรีบร้อนลงนามหลังจากที่ ครม.มีมติเพียงแค่สามวัน อีกทั้งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาเพื่อให้ประชาชนที่ตรวจสอบมีโอกาสได้แสดงความเห็น เนื่องจากเป็นการลงนามในสัญญากับรายเดิมไม่มีการประกวดราคาใหม่ 2.ในกรณีที่ลงนามกับรายเดิมโดยใช้วิธีการเจรจาตกลง แทนที่จะใช้วิธีการประกวดราคาตามปกติ ซึ่งทำให้รัฐขาดรายได้ไปไม่น้อยกว่า 10 %

นายวิลาศ กล่าวต่อไปว่า 3.โครงการนี้ในช่วงเริ่มต้นได้มีการวางแผนว่าจะใช้วิธีประกวดราคา โดย ครม.มีมติเมื่อเดือนพ.ค. 51 ว่าให้ประกวดราคามีการสร้างอู่ซ่อมรถรองรับที่บางหว้า มีการเวนคืนที่ดินชาวบ้านประมาณ 100 ไร่ ใช้งบประมาณเกือบ 5 พันล้าน ซึ่งในปัจจุบันก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อรัฐบาลตัดสินใจให้รายเดิมดำเนินการก็จะทำให้อู่ซ่อมรถที่บางหว้าไม่ได้ใช้ประโยชน์ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีอู่ซ่อมรถอยู่แล้ว แต่จะใช้เป็นที่จอดพักรถซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์และไม่คุ้มค่า 4.รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลสัญญาซึ่งบริษัทรายเดียวกันนี้ดำเนินการอยู่จะหมดในปี 2572 ทำให้ทุกอย่างจะต้องกลับมาเป็นของ รฟม. แต่เมื่อครม.ใช้วิธีเจรจาตกลงแล้วนำโครงการสายเฉลิมรัชมงคลมารวมกับส่วนต่อขยาย ส่งผลให้ทรัพย์สินที่ควรจะตกเป็นของรัฐแล้ว กลับอยู่ในสัญญาใหม่เหมือนเพิ่งเริ่มก่อสร้างเสร็จ โดยในสัญญารัฐจะได้ส่วนแบ่งก็ต่อเมื่อบริษัทมีผลตอบแทนเกิน 9.75 %

“การทำสัญญาโดยไม่แยกส่วนเช่นนี้ย่อมทำให้รัฐเสียประโยชน์ ทั้งที่ควรแยกสายเฉลิมรัชมงคลออกมา เนื่องจากจะหมดสัญญาก่อนในปี 2572 แต่ในส่วนต่อขยายจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2592 ซึ่งในคำสั่ง คสช.ระบุว่าให้มีการเจรจาตกลงเพื่อให้สัญญาสิ้นสุดพร้อมกัน จึงควรเจรจาแยกสัญญาเพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดแทนที่จะทำแบบเหมารวม เพราะสายเฉลิมรัชมงคลซึ่งเปิดใช้ปี 2547 กว่าที่รัฐจะได้ประโยชน์ตอบแทนครั้งแรกก็ในปี 2559 คือผ่านไป 12 ปี รัฐได้ผลตอบแทนเพียง 1 % เท่านั้นโดยเมื่อคำนวณจนถึงปี 2572 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดสัญญา รัฐจะได้ประโยชน์ตอบแทนอยู่ที่ 15 % ของรายได้ แต่หลังสิ้นสุดสัญญารัฐย่อมได้ผลประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของรัฐแล้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใด ครม. จึงไม่คิดแยกส่วนแต่กลับเปิดทางให้เอกชนกินรวบ ผมไม่แน่ใจว่าพล.อ.ประยุทธ์ ทราบข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ ถ้าไม่ทราบตอนนี้ก็น่าจะรู้แล้ว ควรจะทบทวนเรื่องนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ” นายวิลาศ กล่าว

นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า จากกรณีที่นายอาคม เติมพิทยาไพศิษฐ์ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่า การให้บริการเดินรถทั้งสองสายในลักษณะเชื่อมต่อกันได้จะทำให้รถไฟฟ้ามหานครสายสีม่วงมีสถานีเพิ่มขึ้นจากเดิม 18 สถานี เป็น 19 สถานี โดยมีผู้ให้บริการเดินรถเป็นรายเดียวกัน ช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการบริการและการดูแลความปลอดภัยที่สามารถบริหารจัดการได้จากผู้ให้บริการเดินรถรายเดียวนั้น ถือว่าฟังไม่ขึ้น เพราะถ้าคิดแบบนี้ต่อไปก็ต้องให้บริษัทเอกชนรายเดียวเป็นผู้ให้บริการทั้งหมดจึงจะเกิดความสะดวกกับประชาชน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วรัฐควรทำให้เกิดการแข่งขันประโยชน์สูงสุดจึงจะตกเป็นของประชาชน ไม่ใช่ไปตกกับเอกชนรายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้ตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงื่อนไขในสัญญาซึ่งทราบมาว่ามีความพยายามปกปิดอย่างผิดปกติ เพื่อตรวจสอบและนำความจริงมาบอกกับประชาชนต่อไป.

“อย่าคิดว่า ม.44 จะเป็นเกราะวิเศษป้องกันทุกอย่าง” วัชระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268734

สภา, ม็อบ, คปพ, คมชัดลึก, ชาติ, ผลประโยชน์, รักษา, ชุมนุม, ปชช, ม44, อย่า, คิด, ว่า, ม44, เป็น, เกราะ, วิเศษ, ป้องกัน, ทุกอย่าง, วัชระ, อย่าคิดว่า, อย่าคิดว่า ม44 จะเป็นเกราะวิเศษป้องกันทุกอย่าง

“วัชระ” แจงเหตุร่วมม็อบหน้าสภา ชี้ให้กำลังใจกลุ่ม ปชช. ที่รักษาผลประโยชน์ชาติ

          31 มี.ค.60 – นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคปพ.ที่หน้ารัฐสภาวานนี้ (30 มี.ค.) ว่า ตนไปในฐานะผู้สนับสนุนภาคประชาชนคนหนึ่ง เมื่อกลุ่มประชาชนทำดียึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นเป้าหมาย เราก็เดินตามประชาชน ไปเรียนรู้หลักการและเหตุผลจากประชาชนเพราะหมดยุคนักการเมืองเดินนำหน้าแล้ว เมื่อประชาชนไปชุมนุมกันโดยสงบตามกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ในฐานะที่ตนเป็นอดีตส.ส.จะนิ่งดูดายอยู่ได้อย่างไร เมื่อไปก็ได้รับหน้ากาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นที่ระลึกหนึ่งอัน และได้ให้กำลังใจผู้ร่วมชุมนุมผู้รักชาติ ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎรตนจะสั่งให้ตำรวจสภาเปิดประตูให้พี่น้องประชาชนไปนั่งในห้องแอร์ดื่มน้ำ ดื่มกาแฟฟรีเหมือนพวกสนช.แล้วเสนอความคิดเห็นต่อสภาไม่ต้องตากแดดหรือถูกตำรวจดำเนินคดีใดๆ

นายวัชระ กล่าวอีกว่า ตนถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบถ่ายรูปขณะชุมนุมด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรจึงยกหน้ากากลุงตู่ให้ถ่าย และอยากบอกเจ้าหน้าที่ทุกท่านว่า ขอให้มองประชาชนเหมือนสายตาที่มองเจ้านายของท่าน หากมองประชาชนไม่เป็นมิตร เท่ากับเป็นเงื่อนไขขยายความขัดแย้ง รัฐบาลก็ติดลบโดยปริยาย อย่าคิดว่ามีมาตรา 44 แล้วจะเป็นเกราะวิเศษป้องกันทุกสิ่งทุกอย่าง มาตรา 44 จะไม่มีวันหมดอายุหรืออย่างไร ส่วนนโยบายด้านพลังงานของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นไปตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคพูดผ่านสื่อทุกประการ สมาชิกพรรคก็เห็นด้วยตามนั้น.

นายกฯแนะขรก.ปรับตัว-เป็นผู้นำที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268737

พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, นายกฯ, แนะ, ขรก, ปรับตัว, เป็น, ผู้นำ, ที่, ประยุทธ์, ดีแต่พูดแล้วไม่ทำ

“ประยุทธ์”ชี้ข้าราชการต้องปรับตัว เป็นผู้นำที่ดี อย่าให้มีคนมาพูดได้ว่า “ดีแต่พูดแล้วไม่ทำ” ระบุคนไม่ดีมีทุกองค์กรต้องช่วยดึงกลับมาดีให้ได้

        31 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) กล่าวให้โอวาทเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2560 โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า เรามีการสร้างสรรค์ และจัดระบบราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 จนถึงปัจจุบัน ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมือง จนทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย และวันนี้ตนก็ถือเป็นข้าราชการคนหนึ่งในฐานะข้าราชการการเมือง จึงถือว่าคำว่าข้าราชการมีความสำคัญที่สุดในชีวิต ถือเป็นความภาคภูมิใจ เกียรติยศศักดิ์ศรี ผู้ที่ได้รับรางวัลต้องถือว่าเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติ ปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนา และปฏิรูปเป็นช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งผู้นำในการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่พ้นคนที่เป็นข้าราชการ เพราะประเทศของเรายังต้องสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น มีคุณภาพที่ใกล้เคียง และเท่าเทียมกัน ข้าราชการต้องเป็นผู้นำให้ได้ โดยประชาชนมีส่วนร่วม

ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ถือเป็นความท้าทายของข้าราชการทุกคน ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนมีความสุข ลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทำอย่างไรประชาชนจะเชื่อมั่นกฎหมาย และไว้ใจกระบวนการยุติธรรม  เป็นความสำคัญและการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกันถือเป็นองคาพยพในการขับเคลื่อนประเทศ ตนคนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ แม้รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย หรือคาบเกี่ยวในการปฏิบัติบ้าง แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้ไปจำกัดแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ของข้าราชการ รัฐบาลพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามที่ข้าราชการ และประชาชนคาดหวัง

ขอให้ข้าราชการทุกคนนำกระแสพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวปฏิบัติในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้เราต้องลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนให้มากที่สุด ต้องทำให้ความพยายามบังคับใช้กฎหมายน้อยที่สุด โดยไม่มีใครทำผิดกฎหมาย ไม่เช่นนั้นทุกคนจะเสพติดอำนาจ เสพติดกับกฎหมาย เสพติดกับการฝ่าฝืนกฎหมาย จากนั้นก็เกิดการกระทบกระทั่ง และหวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐ เราต้องหาวิธีให้ประชาชนรู้ว่าควรอยู่อย่างไร เจ้าหน้าที่ก็จะงานไม่หนัก และไม่นำไปสู่การทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ ทุกอย่างคือการทำให้บ้านเมืองสงบสุข

จึงขอให้ข้าราชการทุกคนยึดหลักเหล่านี้ในการทำงาน การทำประเทศให้เป็น 4.0 เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นถ้าประชาชนขาดความเข้าใจ จะทำให้เกิดความคิดที่ว่ารัฐบาลนี้มุ่งแต่จะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจ โดยไม่ดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไม่ต้องลงทุนเพราะมีคนจนมาก เอาเงินมาดูแลคนจนไม่ดีกว่าหรือ ถามว่าถ้าคิดแบบนี้จะเป็นการกินตัวเองไปอีกนานเท่าไร แล้วจะอยู่รอดไปได้อีกกี่ปี ถ้าคิดแบบนี้ก็ไปไม่ได้ทั้งหมด

รัฐบาลนี้พยายามทำทุกอย่าง ที่จะจัดสรรงบประมาณลงไปสู่ทุกภาคส่วนทุกกิจกรรมทุกยุทธศาสตร์ แต่ถ้ายังมีความไม่เข้าใจและไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ที่ผ่านมามันเป็นปัญหาซ้ำซาก แต่ตนไม่ได้โทษใคร วันนี้ทุกคนคาดหวังว่ารัฐบาลนี้จะทำได้ทุกเรื่อง จนลืมไปว่าปัญหาหมักหมมมานานทุกคนต้องช่วยกันอธิบาย และสร้างความเข้าใจ ถ้าประเทศกำลังพัฒนาปัญหาอะไรอยู่ด้วยข้อเท็จจริงหลักการ และเหตุผลโดยไม่ใช้ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องถ้าเราใช้ความรู้สึกนำหน้าก็จะทำอะไรไม่ได้ทำทุกอย่าง

“ชอบหรือไม่ชอบ ใช่หรือไม่ใช่ ก็วนกันอยู่แค่นี้ปิดตัวเองอยู่ตรงนี้จนขับเคลื่อน หรือทำงานไม่ได้ ติดด้วยกฏหมาย ติดด้วยวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง ที่เป็นปัญหา ของพวกเรา ไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนตัวเอง อยู่ที่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตัวเองหรือไม่ และต้องทำงานในการบูรณการ ขอให้ข้าราชการทุกคนกลับไปคิดว่าทำอย่างไร จะให้สำเร็จตามที่สถาบันพระมหากษัตริย์คาดหวัง ซึ่งท่านทรงคาดหวังอยางเดียวคือประชาชนมีความสุข ดังนั้นทุกคนจะต้องทำงานตามที่ทรงคาดหวังให้ได้มากที่สุด เพราะทุกคนคือข้าราชการ โดยข้าราชการต้องทำตัวเองเป็นคน 4.0 ให้ได้ก่อน”พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่าการพัฒนา หรือการปฏิรูปบางอย่างก็ต้องพึงระวัง เช่นการใช้ภาษา ปัจจุบันแทบจะต้องพิมพ์พจนานุกรมฉบับเด็กเพิ่มอีกฉบับ เช่นคำว่า เด๋ว (เดี๋ยว) เขียนกันจนติดในภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาโทรศัพท์ ในแอพพลิเคชั่นไลน์ จนปัจจุบันจะเขียนกันไม่ถูกแล้ว ขอให้กระทรวศึกษาธิการไปทบทวน เพราะอนาคตในวันข้างหน้าภาษาไทยเด็ก ๆ จะสอบตก ต้องกลับมาดูว่าจะทำอย่างไรให้เด็กสอบผ่านภาษาไทย และสอบผ่านทุกวิขา ถือเป็นความท้าทายของข้าราชการทุกกระทรวง

“เข้ามาเป็นนายกฯ จะครบ 3 ปี ในเดือนพ.ค. นี้ ผมไม่เคยที่จะหยุดคิดแม้แต่วันเดียว ไม่เคยหยุดกำกับดูแล จึงนึกทุกเรื่องได้ออกว่าพูดและสั่งอะไรไปบ้างแล้ว จากนั้นก็มาตามในครม. โดยมีรองนายกฯ และครม. ช่วยในการทำงาน แต่คนที่ขับเคลื่อนคือข้าราขการ วันนี้อย่าให้ประชาชนว่าได้ว่านายกฯ รัฐบาลก็พูดไป แต่ไม่เกิดอะไรขึ้นมาดีแต่พูด ผมไม่อยากให้เกิดคำนี้เท่านั้นเอง ทุกคนทำดีอยู่แล้ว แต่ขอให้ทำมากขึ้นกว่าเดิม อย่าให้มีการพูดจาดูหมิ่นเราได้อีกต่อไป ด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื้อใจ ยอมรับว่าเห็นใจ มีหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของบางคน เพราะคนไม่ดีมันก็มีทุกที่ เราต้องทำให้คนไม่ดีเหล่านั้นกลับมาเป็นคนดี แม้จะขจัดไม่ได้ทั้งหมด ต้องไม่ปล่อยให้สร้างความเดือดร้อนต่อสังคม สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รับสั่งกับสังคมว่า ถ้าเราไม่พูดจา ไม่คบกับคนไม่ดีเลย เขาก็จะไม่ดีไปเรื่อย ๆ เราต้องคยและหาเรื่องคุย ปรับทุกข์ให้เขา เติมความดี หาความดีจนเขากลับขึ้นมาดี ถ้าปล่อยทำไม่รู้ไม่ชี้ก็จะทำให้เสียทั้งตัวเขา และองค์กร รวมถึงประเทศ สังคม และวัฒนธรรม สำคัญที่สุด ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงไปด้วยกัน ตั้งแต่นาย และลูกน้อง ทุกอย่างจึงจะสำเร็จ”นายกฯ กล่าว

ขอข้าราชการที่ได้รางวัล ทำให้ทุกคนในองค์กรมีคุณธรรม ย้ำคนทำผิด ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรรม

         พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ข้าราชการต้องทำงานเป็นข้าราชการ 4.0 ตนเชื่อมั่นว่าข้าราชการทุกคนมีคุณธรรมรู้ว่าอะไรดีไม่ดี แต่ท่านที่ได้รับรางวัลวันนี้ ต้องทำให้ทุกคนมีคุณธรรมทั้งองค์กรด้วย จึงจะเรียกว่ามีจริยธรรมทั้งองค์กร ต้องมีส่วนร่วมในการได้เสีย แต่เรื่องเงินทองขออย่าไปคิดถึง หากเรามีรายได้ประเทศเข้ามา เงินเดือนของข้าราชการก็จะดีขึ้น ซึ่งตนก็รู้ดีว่าทุกคนต้องการเช่นนั้น แต่ถ้าเรายังพันอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ก็จะเดินไปข้างหน้าไม่ได้ 100% ข่าววันนี้ทุกหน้ายุ่งแต่เรื่องความขัดแย้ง ในขณะที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขาลงอะไรบ้างในแต่ละวัน ลองเปรียบเทียบกันดู เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาลงเรื่องอะไรที่เป็นผลลบ ข่าวย่อมไปที่อื่นด้วย แต่ไม่ใช่เราต้องการจะเปิดกั้นอะไรทั้งสิ้น หากต้องคำนึงถึงผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ตนเชื่อมั่นต่อข้าราชการที่ได้รับรางวัล ขอให้มีความภาคภูมิใจดำรงรักษาคุณงามความดี ให้สมกับที่คณะกรรมการได้พิจารณามอบรางวัลให้ และเพื่อเป็นความภูมิใจของครอบครัวมีรางวัลประดับโต๊ะทำงาน และที่บ้าน และต้องถามตนเองด้วยว่าประชาชนจะได้อะไรจากเรา ถ้ายังทำไม่เต็มที่ ก็ต้องทำอีก นั่นคือรางวัลท่ีเป็นความสุข

“แม้วันนี้จะมีปัญหา แต่ก็ยังมองเห็นความสำเร็จ ผมเห็นหลายอย่างที่ทุกคนช่วยกันทำ แล้วมีความก้าวหน้าผมก็ภูมิใจ แต่ยังมีปัญหาอีกเยอะซึ่งผมก็เอาส่วนนี้เป็นพลังที่จะทำสิ่งที่เหลือให้ได้ แต่ผมคงทำคนเดียวไม่ได้ ขอให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ สุจริตมีคุณธรรม ครองตน ครองเรือน ครองงาน ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประชาชนและประเทศชาติ พัฒนาระบบราชการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ผมฝากการทำงานที่สำคัญของข้าราชการ 4.0 ต้องเรียนรู้ด้วยข้อมูลเชิงวิชาการด้วยตัวเอง เอาความรู้มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เมื่อเป็นนักคิดแล้ว ก็ต้องเป็นนักปฏิบัติด้วย วันนี้รัฐบาลทำทุกระบบ แต่อย่าถือว่าเราคอยจับผิดพวกท่าน หากเป็นการเข้าไปช่วยและติดตามงาน เพราะบางทีข้าราชการอาจจะไม่กล้าบอกว่าติดปัญหาที่ส่วนไหน ขอให้บอกมา ผมพร้อมจะแก้ให้”นายกรัฐมนตรี กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคือเรื่องการทุจริตความไม่โปร่งใส จะต้องแก้ไขให้ได้ ถือเป็นวาระของชาติ ใครทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขอให้จำคำพูดของตนไว้ ตนต้องการแค่นั้น ไม่เช่นนั้นกฎหมายที่มีจะไร้ค่า คงไม่ต้องมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ โดยต้องแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย และต้องมุ่งว่าประชาชนจะได้อะไรจากกฎหมายฉบับนั้น อย่าหวังแต่เพียงให้ข้าราชการทำงานได้แต่ประชาชนเดือดร้อน อย่าลืมว่ากฎหมายทุกฉบับมีความสุส่มเสี่ยงไปละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นกรณีการเป็นเจ้าของที่ดินทั้งประเทศ หากเราจะเอาที่ดินมาทำผังเมืองมาใช้ประโยชน์ ก็ต้องสร้างความพึงพอใจให้เขาว่าเขาจะได้อะไร อย่าใช้อำนาจตามที่รัฐบาลสั่งอย่างเดียว เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกเยอะ แล้วต้องคอยตามแก้กันอีก

“วันนี้หลายคนอาจจะคิดว่าผมพูดเยอะ แต่ก็ต้องพูด เพราะอยากให้รู้ว่าผมคิดอะไร ถ้าผมไม่คิดไม่พูด ทุกคนก็จะมองว่าผมมีอำนาจมีผลประโยชน์ ซึ่งผมไม่ต้องการคำเหล่านี้เลย อำนาจนี้เป็นของประชาชนที่ให้กับเรา ไปทำอะไรเพื่อพวกเขา โดยเขามีความคาดหวัง ซึ่งแววตาเขาเป็นเช่นนั้นกับทุกรัฐบาล ผมเชื่อเช่นนั้น เขาคาดหวังว่าคนนี้คนนั้นจะทำอะไรให้ ซึ่งวันนี้เขาอาจจคาดหวังมากหน่อย เราจะทำอย่างไรถึงจะไม่กลับไปที่เดิม ประชาธิปไตยจะไม่เป็นแบบเดิม ที่ไม่มีธรรมาภิบาล นั่นคือภาระกิจของพวกท่าน ซึ่งผมช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเป็นกระบวนการประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ท่านรู้ปัญหาดี ทั้งนี้ข้าราชการทำงานต้องมีการสังเกต แต่ไม่ใช่การจับผิด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 ย้ำยุคนี้ต้องไม่มีใช้อำนาจเละเทะอีกต่อไป หวัง 1 ปีก่อนเลือกตั้งข้าราชการจะไม่ยอมให้ใครทาบทับอำนาจบริหาร หวัง 1 ปีก่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ป ขรก.ไม่ยอมให้ใครทาบทับอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน บอกตลอด 3 ปีสวดมนต์ขอพรประเทศชาติ สถาบันปลอดภัย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ทุกพระองค์ทรงเป็นครูหมด รับสั่งกับตนหลายครั้งว่าทำให้ดีที่สุด เพื่อประชาชนมีความสุข มีความพึงพอใจ รักษาระเบียบวินัยให้บ้านเมือง ทุกพระองค์มีความห่วงใยบ้านเมืองทั้งสิ้น นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเรื่องของการทำงานนอกจากจะได้รับชื่อเสียง ความภาคภูมิใจ ซึ่งตนว่าแค่นี้ยังไม่เพียงพอ ต้องให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจเราด้วย ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนฝูง รักเราทำได้ไหม ถ้าเราวางตัวได้ดีเขารักษาทุกคน ต้องอธิบายทำความเข้าใจ ให้เกิดความยอมรับ โดยอธิบายไม่ใช้อำนาจเรื่อยเปื่อย เพราะมันจะเละเทะทั้งหมด ซึ่งต้องไม่เกิดขึ้นในสมัยนี้อีกต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนรับเรื่องเยอะมาก จริงบ้างไม่จริงบ้าง ตนไม่อยากไปทำให้เพื่อนข้าราการต้องเดือดร้อน แต่ถ้ามีมูล มีข้อเท็จจริงก็จำเป็น ไม่เช่นนั้นจะปกครองกันไม่ได้ ทำงานไม่ได้ ประสิทธิภาพก็ไม่เกิด แล่วจะอยู่กันไปทำไม ต้องทำงานให้สำเร็จ ทำงานให้ทุกคนพึ่งพอใจ  ภายในใต้กรอบกติกา กฎหมายที่มีอยู่อย่างถูกต้อง ยึดศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางปฏิบัติ เดินตามยทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

“ผมคาดหวัง 1 ปีที่ผมยังอยู่ก่อนเลือกตั้งตามโรดแม็ปของผม ก่อนการเลือกตั้งท่านเร่ิมทำให้ตนเถอะ เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน อย่าให้ใครมาทาบทับอำนาจบริหารราชการที่ท่านมีตามกฎหมาย ท่านต้องทำงานให้เกิดความก้าวหน้าและถูกต้อง ไม่มีใครก้าวล่วงท่านได้ จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก นั่นคือข้าราชการในอนาคต วันนี้เราต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะสับสนอลม่านไปหมด และท้ายสุดท่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายทุกประการจำไว้ วันนี้ก็เห็นอยู่แล้ว หลายอย่างข้าราชการส่วนใหญ่ถูกโยงไปทั้งหมด เพราะท่านต้องทำงานเอกสาร ทำงานตามขั้นตอน ผมไม่อยากให้ท่านต้องไปอยู่ตรงนั้น”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ท่านต้องตั้งหลักตั้งแต่วันนี้ เข็มแข็งให้ได้ ขอให้มีความภาคภูมิใจ อย่างน้อยวันนี้ตนก็ภูมิใจได้ทำงานกับท่าน มีคนรักตนบ้างไม่รักตนบ้างไม่เป็นไร แต่ขอให้รักประเทศชาติ รักประชาชน นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วจะกลับมาเป็นบุญกุศลให้กับท่าน มากกว่าการไปทำบุญเยอะแยะ คนไทยทำบุญไหว้พระแล้วต้องเอามาปฏิบัติด้วย สวดมนต์ขอพรอย่างเดียวพระก็แย่เหมือนกัน ขอให้ให้ทำงานเรื่องนี้ไปได้ด้วยดีและสำเร็จ ไม่เกิดการกระทบกระทั่งกัน ขอให้ไม่ต้องใช้กฎหมายมาก ตนสวดมนต์อย่างนี้ทุกวัน ตนไม่เคยขอให้ตัวเอง ตนจะขออยู่เสมอให้ประเทศชาติ สถาบันปลอดภัย และประชาชนมีความสุขทำงานสำเร็จ นี้คือส่ิงที่ตนสวดมนต์มา 3 ปี ก่อนนั้นที่เป็นผบ.ทบ.ก็ขอให้ลูกน้องปลอดภัย หากเกิดการปะทะให้สูญเสียน้อยที่สุด หรือไม่สูญเสียเลย นั้นคือส่ิงที่ผู้บังคับบัญชาทุกคนต้องระลึกอยู่เสมอ

ทั้งนี้ภายหลังนายกรัฐมนตรี กล่าวให้โอวาท นายวิษณุ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2560 จำนวน 615 คน

 “วิษณุ”นำ”ครม-ขรก.”ทำเนียบฯ ทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ 59 รูป วันข้าราชการพลเรือน ครบรอบ 89 ปี พร้อมมอบรางวัลข้าราชการดีเด่น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 31 มี.ค.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เม.ย.ครบรอบ 89 ปี ประจำปี 2560 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ข้าราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการพลเรือนดีเด่นที่ได้รับเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติ เข้าร่วมพิธี

“นายกฯ” ยังไม่เห็นข้อเสนอดีเอสไอยกเลิก ม.44 คุมธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268722

ยังไม่เห็น, นายกฯ, ยัง, ไม่เห็น, ข้อเสนอ, ดีเอสไอ, ยกเลิก, ม44, คุม, ธรรมกาย, คุมธรรมกาย, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่” เผยยังไม่เห็นข้อเสนอดีเอสไอ ขอยกเลิก ม.44 คุมธรรมกาย

          31 มี.ค. 60 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอให้ยกเลิกมาตรา 44 ให้วัดพระธรรมกายเป็นสถานที่ควบคุมพิเศษสั้นๆ ว่า “ยังไม่เห็นๆ”

จ่อศึกษาพลังงานแบบอย่างจาก ตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268721

นายกฯ, ร่างพรบปิโตรเลียม, ขั้นตอน, ต่างประเทศ, ขู่, คมชัดลึก, จ่อ, ศึกษา, พลังงาน, แบบอย่าง, จาก, ตปท, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่” แจงร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ต้องทำตามขั้นตอน จ่อศึกษาแบบอย่างจาก ตปท. ขู่ใช้กฎหมายเข้มกับม๊อบ

           31 มี.ค. 60 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียมหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ยอมตัดมาตรา 10/1 และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ศึกษาภายใน 1 ปีจะทำให้เกิดความล่าช้ากว่าที่สัมปทานกำหนดไว้หรือไม่ว่า ไม่มีปัญหาอะไรขอให้ไปถามกระทรวงพลังงานเป็นผู้ชี้แจง แต่ในนามรัฐบาลก็ต้องรับมาทั้งหมดเพราะกฎหมายออกมาแล้ว ถ้ามีข้อสังเกตออกมาก็ต้องนำไปสู่การปฏิบัติตามที่เขาออกมา รัฐบาลจะต้องทำตามข้อสังเกตนั้น แต่ส่วนที่จะศึกษาอย่างไรอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสมก็เป็นอีกเรื่อง จะหาวิธีการแบบไหนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทย โดยจะมีการศึกษาแบบอย่างของต่างประเทศด้วย ยืนยันว่าเราจะทำงานตามความรู้สึกหรือทำงานด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อกันไม่ได้ ต้องให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพราะมีหลายวงจรธุรกิจที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด อย่าลืมหากทำอย่างหนึ่งถ้าดีก็ดีทั้งหมด ถ้าเสียอย่างหนึ่งก็เสียลามปามไปทั้งหมด เราควรแก้ไปทีละอย่าง จะระดับใดก็ต้องไปดูว่าระดับล่างเป็นอย่างไรไปแก้ไขก็จะดีขึ้น ถ้าไปตีกันล้มกันทั้งหมดตนถามว่าธุรกิจและเศรษฐกิจจะไปอย่างไร ขอให้คิดตรงนี้ด้วย

“ขอร้องว่าการที่จะเสนอความเห็นอะไรก็ตาม หรือจะให้รัฐบาลทราบถึงความเดือดร้อนก็เชิญไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรม อย่ามาร้องทำเนียบฯ สถานที่ราชการ หรือเขตพระราชฐาน ผมจำเป็นจะต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปจากนี้ ไม่ได้ขู่นะ เพียงแต่ว่าเราต้องรักษาระเบียบบ้านเมือง ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรกันไม่ได้ เราไม่ได้มีปัญหาเดียว เรามีปัญหาหลายร้อยปัญหาซึ่งต้องค่อยๆ แกะและทำไป ทำอย่างเป็นขั้นตอน และขอให้ไว้ใจกันบ้าง ในส่วนที่ไม่ดีก็ขอให้บอกมาจะแก้ไขให้ทั้งหมด บางอย่างผมอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้างก็ขอให้บอกกันมาด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ ติติงมาผมรับได้ทุกเรื่อง เพราะผมค่อนข้างที่จะระวังในเรื่องนี้ว่าจะทำอย่างไรให้ทำงานได้สำเร็จ โดยไม่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นมาใหม่อีก และงานอื่นๆที่กำลังทำมันล้มไปทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องพลังงานเรื่องเดียว” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า พลังงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจแต่มีอีกมากมาย ไม่ได้อยู่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ยังมีการค้าการลงทุน เศรษฐกิจพิเศษ การสร้างมูลค้า ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาคน การลดความเหลื่อมล้ำในอาชีพ รายได้ ความเป็นอยู่สังคม ความเท่าเทียม และกฎหมาย เยอะแยะไปหมด ถ้าท่านยกประเด็นนี้มาโครมคราม ก็ไม่ได้อะไรทั้งหมด แล้วประเทศจะได้อะไร ท่านก็ทราบดีว่าวันหน้าจะต้องเผชิญอะไรกันอีกในโลกใบนี้ เราต้องเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองอะไรขึ้นอีกมาในวันหน้า ตนกำลังแก้ไขให้และเตรียมอนาคตให้ท่าน ท่านต้องช่วยผมแค่นั้น ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน กฎหมายและระเบียบวิธีการพูดกันไปมามากๆ ตนไม่พูดด้วยแล้ว ตนส่งเอกสารให้สื่อไปแล้วเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมาขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามนั้น รัฐบาลก็รับทราบพร้อมเห็นชอบให้ดำเนินการศึกษาได้เพราะในเมื่อมีการพูดคุยกับประชาชนมาแล้วก็ว่ากันมา ถ้าทำได้ก็ทำไป

“ผมไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับท่าน แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ไปมีผลกระทบกับระบบเดิมโดยที่ไม่จำเป็น ก็ต้องไปหาวิธีการทำให้ได้ ถ้าจะทำกัน พร้อมต้องระมัดระวังว่าอย่าทำให้ธุรกิจใหญ่เสียหายผมขอแค่นั้น อย่าทำให้การจราจรติดขัด คนเขาก็ไม่ชอบและผมก็โดนคนประท้วงกันว่าผมดูแลไม่ได้ กฎหมายก็มีแล้วทำไมไม่ดูแล รถก็ติดอยู่แล้ว มันพันกันไปหมด แล้วผมก็โดนคนเดียวทุกเรื่อง ขอให้เห็นใจกันบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268714

วันข้าราชการพลเรือน, คมชัดลึก, รัก, ขรก, รัฐบาล, เดินหน้า, ปฏิรูป, ประเทศ, นายกฯ

  “นายกฯ” บอกรัก ขรก. ขอความร่วมมือช่วยปฏิรูปกระเทศ

         31 มี.ค. 60 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการให้โอวาทเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี 2560 ว่า วันนี้เป็นวันสำคัญและเป็นการมอบรางวัลให้ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ถือเป็นวันแห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจของข้าราชการทุกคน ตนได้ให้คำแนะนำไปมากพอสมควรแล้วว่าเราจะต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องร่วมกันปฏิรูปประเทศและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การทำหน้าที่คือต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนทุกคนให้เรียนรู้ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน และจะเดินหน้าไป แก้ไขความขัดแย้งได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลเดินหน้ามาตลอดคือต้องรับฟังความคิดเห็นและประเมินความเห็นว่าถูกผิดมากน้อยเพียงใดด้วยหลักการและเหตุผล และนำความเห็นมารวบรวมสู่การปฏิรูปให้ได้ เพราะหลายอย่างสำเร็จมาแล้ว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน คือเป็นข้าราชการการเมืองและเคยเป็นข้าราชการทหารมาก่อน ตนรักข้าราชการอยู่แล้ว ไม่เคยไปให้ร้ายอะไรใคร บอกไปแล้วว่าการทำอะไรก็ตามต้องมีผลสัมฤทธิ์มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีประสิทธิภาพ นั่นเป็นสิ่งที่ยึดถือมาตลอดตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการทหารบกที่ต้องใช้หลักการเหล่านี้ ถ้าไม่มีก็ต้องหาคนที่เหมาะสมมาดำเนินการไม่ใช่ว่าเขาเลวร้าย มันต้องปรับปรุงตัวหลายๆ อย่างเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้.

“บิ๊กป้อม”เบรกนปช.รำลึกสลายม็อบช่วงแสดงความอาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/268679

อาลัย, ถวาย, เบรค, ประวิตร, ไม่, เหมาะ, ชุมนุม, บิ๊ก, ป้อม, เบรก, นปช, รำลึก, สลาย, ม็อบ, ช่วง, แสดง, ความอาลัย, บิ๊กป้อม

“บิ๊กป้อม”ไม่ให้นปช.จัดกิจกรรมรำลึกสลายชุมนุม 10 เม.ย. ชี้ ไม่เหมาะสม อยู่ในช่วงแสดงความอาลัย

          31 มี.ค. — ที่หน่วยงานด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานกองทัพอากาศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช. ) เตรียมตัดงานรำลึกการสลายการชุมนุม 10 เม.ย. นี้ว่า ตนไม่อนุญาต หากเป็นการจัดกิจกรรมทางการเมือง และยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องจัด เพราะอยู่ในช่วงถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งไม่เหมาะสม หากนปช.จะจัดงานนี้ขึ้นมา และยังสร้างความขัดแย้ง ตนคิดว่าไม่ต้องจัด จะไปจัดงานอะไร เพราะขนาดงานลอยกระทงปีที่แล้ว รัฐบาลก็ให้จัดแค่พอดีเท่านั้น