Doubts raised over orphan’s college fund donations

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30309053

March 14, 2017 14:39
By The Nation

ข้าวซอย เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/488048

ข้าวซอย เชียงใหม่

โดย…สิทธิปูทะเลย์

 แวะเวียนไปเชียงใหม่หลายๆ ครั้ง ครั้งละหลายวัน ก็ต้องมีสักมื้อไปรับประทานอาหารเหนือ ร้านเฮือนเพ็ญ โดยเฉพาะข้าวซอย เพราะร้านนี้เขาลำแต้ๆ ก่า

ร้านเฮือนเพ็ญ ปัจจุบันมีสาขาหลายแห่ง หลายถนน แต่ผู้เขียนไม่ชำนาญทางเลยไม่ขอแนะนำเส้นทาง เอาเป็นว่าถามคนในเวียงหรือคนในเมืองรับรองไปถูกทางแน่นอน

เส้นบะหมี่ทอดหรือหมี่เหลืองทอด ที่เป็นเส้นข้าวซอย สีเหลืองกำลังดี ราดด้วยน้ำแกงข้าวซอยที่มีทั้งหมู เนื้อ ไก่ ตามแต่ชอบความ สีสวยน่ารับประทาน ควันฉุย เสิร์ฟร้อนๆ ลงจากเตา

 แต่ความที่พื้นเพเป็นอาหารเหนือ ทำให้รสชาติอาหารที่ออกมาจึงมัน จืด เผ็ดเล็กน้อย ตามรสดั้งเดิมของชาวเหนือ แต่ขอบอกว่ากลมกล่อมมาก อร่อย อิฉันชิมแล้วต้องยกนิ้วให้ แต่ขอเติมเผ็ดตามความชอบ ก่อนบีบมะนาวสด และเครื่องเคียงลงไปเคล้าเครื่องปรุงให้เข้ากัน จากนั้นก็ชามใคร ชามมันละท่าน

ลาบคั่วที่นี่ก็อร่อย รับประทานกับข้าวเหนียวหอมๆ นุ่มๆ ร้อน แกล้มด้วยไส้อั่ว ผักสด อร่อยทีเดียว มื้อเช้าก็อร่อยหรือมื้อเที่ยงก็เหมาะ

แต่สำหรับอิฉัน ไส้อั่วร้านนี้ จืดไปนิด เมื่อรับประทานกับน้ำพริกหนุ่ม ก็เลยยังรู้สึกว่าจืดไปอีกนั่นแหละ ไม่รู้เป็นเพราะพริกหรืออะไร จานไส้อั่วจึงไม่ค่อยถูกปากมากนัก แต่การทอดต้องชมว่าทอดได้แห้งดี ไม่อมน้ำมัน เวลารับประทานจึงไม่เลี่ยน แป๊บเดียวหลายคนหมดจาน

 อีกเมนูที่ชอบคือขนมจีนน้ำเงี้ยว ชอบจริงๆ อร่อยหอมน้ำซุป สั่งมารับประทานซดน้ำคล่องคอ แต่อย่างที่บอกอิฉันหนักเผ็ด พอลิ้มรสดั้งเดิมปุ๊บขอเติมพริกทันที

แต่ขอบอกว่าหากจะรับประทานอาหารเหนือ ร้านนี้ยังคงเป็นร้านแนะนำที่คนเมืองเชียงใหม่ แนะนำนักท่องเที่ยวให้ลองแวะเวียนมาอย่างไม่ขาดสาย

ร้านนี้อยู่ตรงข้ามโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ถามคนเมืองรู้จักกันดี ถนนราชมรรคา เวลาเปิด-ปิด : 08.30-16.00 น. และ 17.00-22.00 น. ทุกวัน เบอร์โทร. 053-814-548

 

 

จุฑารส สยาม สวรรค์คนรักลูกชิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487829

จุฑารส สยาม สวรรค์คนรักลูกชิ้น

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถือว่าเป็นร้านอาหารที่เป็นตำนานอยู่คู่กับสยามสแควร์มานานถึง 48 ปี ตั้งแต่ยุคคุณพ่อที่ทำลูกชิ้นเนื้อส่งทั่วกรุงเทพฯ เมื่อ 50 กว่าปีก่อน จนกระทั่งมาเปิดร้านจุฑารสที่สยามสแควร์เมื่อ 48 ปีที่แล้ว ก็เพิ่มลูกชิ้นหมูและทำร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นของตัวองยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ลูกชิ้นไม้ละ 5 บาท จนถึง 20 บาทในปัจจุบันนี้

พล จุฑาตั้งเจริญ ลูกชายที่มาดูแลกิจการซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ 2 และบริหารงานมาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา บอกว่าในยุคของเขาก็พยายามปรับตัวให้มากขึ้น นอกจากเดิมที่ขายเพียงก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ เพิ่มเป็นลูกชิ้นหมู และเพิ่มเมนูอื่นๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ประเภทอาหารจานเดียว ประเภทข้าวผัด ข้าวหน้าห่าน พวกยำต่างๆ หอยทอด ออส่วน และอาหารที่เด็กวัยรุ่นชอบ เช่น พวกสปาเกตตี สลัด สเต๊กเพิ่มเข้ามาบ้าง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มอาหารชุด ข้าว+ขนม+น้ำ สำหรับเมนูมื้อกลางวันที่กินง่ายราคาประหยัดขึ้นมา คือชุด 2 อย่าง ในราคา 125 บาท และรับทำอาหารกล่องด้วย

โดยปัจจุบันนี้มีมากเกือบ 100 เมนู แต่เมนูที่ขายดีจริงๆ จะหมุนเวียนอยู่ประมาณ 30-40 เมนู แน่นอนว่าเมนูหลัก ก็คือ ลูกชิ้นปิ้ง โดยเฉพาะลูกชิ้นเอ็นเนื้อ ลูกชิ้นเนื้อ ลูกชิ้นเอ็นหมู หมูเกาเหลาหม้อไฟ หอยนางรมทอด ข้าวหน้าห่าน ขนมพุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ส่วนเมนูที่เพิ่มมาระยะหลังๆ และก็ขายดี เช่น เส้นหมี่ผักกระเฉด ข้าวผัดปลาสลิด ผัดไทย ทอดมันกุ้ง กุ้งผัดเกลือ  เห็ดเข็มทองชุบแป้งทอด

เราจะพยายามปรับเปลี่ยนเมนูทุก 2 ปี หมุนเวียนเมนูใหม่ๆ เข้ามา ที่ขายดีก็คงไว้ ที่นิ่งๆ ก็เอาออกไป เพราะลูกค้าที่ร้านจะเป็นกลุ่มคนทำงาน ผู้ใหญ่ที่เป็นเด็กสยามและเติบโตมาพร้อมกับเรา”

แม่ครัวที่ร้านก็ยังเป็นคนไทยและพยายามคงฝีมือและรสชาติดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด

ร้านแบ่งเป็นชั้นล่างห้องปรับอากาศทั้งหมด จุคนได้ 60 ที่นั่ง 10 โต๊ะ ชั้นสองแบ่งเป็นห้องแอร์รับได้ 30-40 ที่นั่ง 8 โต๊ะ และมีบริเวณพื้นที่ด้านนอกรับได้อีก 15 ที่นั่ง 3 โต๊ะ

ร้านเปิดบริการ เวลา 09.30-21.00 น. โทร.02-251-6801 ทุกวันไม่มีวันหยุด

 

ไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา โฮมเมดรสเทพที่สวนผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487827

ไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา โฮมเมดรสเทพที่สวนผึ้ง

โดย…พาแลง

ใครจะนึกว่าในป่าเขาลำเนาไพรสุดชายแดนไทย-เมียนมา จะมีร้านไส้กรอกเยอรมันโฮมเมดรสชาติระดับเทพ และอร่อยเลิศไม่แพ้ร้านดังในเมืองซ่อนอยู่ แถมยังเป็น 1 ใน 10 ร้าน ที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องไปเยือนเมื่อคุณไปเที่ยวสวนผึ้ง

ในปี 2553 ไร่บรรทิพา เกิดร้านอาหารเล็กๆ เพื่อรองรับคนที่มาพักในไร่ แต่หลังจากคนมาเที่ยวมากขึ้น ที่นี่ก็ปรับปรุงร้าน ตัวร้านสร้างด้วยไม้ คล้ายระเบียงเปิดโล่ง โต๊ะรับลูกค้าเป็นโต๊ะไม้ทั้งหมด มีเพียงแค่ 6 โต๊ะ แต่การจัดวางโต๊ะ สามารถมองเห็นทิวเขา ทุ่งหญ้าสีเขียวสุดลูกหูลูกตา มองเห็นวิวของสวนผึ้งได้แบบ 360 องศา บรรยากาศเรียกว่าชนะเลิศ อากาศเย็นๆ ลมโกรก มองเห็นวิวภูเขาเคล้ากับเพลงฝรั่งยุคคลาสสิก เสิร์ฟพร้อมอาหารเยอรมัน เข้ากันดีแท้ๆ

วิธีการสั่งเมื่อได้โต๊ะแล้ว เขียนในใบสั่งอาหารหลังสมุดเมนู แล้วส่งให้พนักงานหรือยื่นที่เคาน์เตอร์ จากนั้นก็รอให้อาหารเสิร์ฟ นำมาโดยจานแรก สลัดผัก ผักสดมาก หวานกรอบ น้ำสลัดซีอิ๊วญี่ปุ่นรสชาติกำลังดี และมีทีเด็ดคือโรยเบคอนกรุบๆ เคี้ยวเพลินอร่อยจนจานที่ 2 ซุปฟักทองเข้มข้น ที่จานเดียวก็ทำเอาแทบอิ่ม เสิร์ฟพร้อมขนมปัง 2 ชิ้นเล็กๆ ปิ้งมาเล็กน้อย รสชาติซุปดีมาก มีรสหวานนำ เป็นหวานธรรมชาติของฟักทอง พริกไทยดำหอมๆ เพิ่มให้ซุปอร่อยยิ่งขึ้น

ถ้ามากันเป็นหมู่ โอกาสที่เราจะได้ชิมของดีอย่างเยอรมันโรลก็มีมากขึ้น เพราะจานนี้เป็นหมูสามชั้นรมควัน หรือเบคอนที่ทำจากหมูสามชั้น แล้วนำมาม้วนหมักและรมควันก่อนนำมาย่างพอให้ผิวเกรียมด้านนอก กินกับเครื่องเคียงกำลังดี อย่างมันฝรั่ง แครอต และผักพื้นบ้านอย่างผักกูด ที่เข้ากันและตัดเลี่ยนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

ต่อมาเราลองไส้กรอกจานพิเศษ ที่รวมไส้กรอกทุกชนิด ทุกตัวเนื้อเด้งสู้ฟัน ใช้วัตถุดิบชั้นดี ย่างแบบผิวกรอบนิดๆ แค่เอามีดกดลงไปก็รู้สึกได้ถึงความอร่อยแล้ว

วิธีการทำไส้กรอก เจ้าของร้านจะต้มไส้กรอกก่อนจนเครื่องเทศหอม จากนั้นนำมาปิ้งบนเตาสไตล์เยอรมันที่ร้านทำขึ้นมาเฉพาะ รอจนมีลายกริล ไส้กรอกร้อนหอมได้ที่ จัดเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง คือ ซาวร์เคราต์ แครอต ผักกูดลวก และมันฝรั่งกริล

จานต่อมา คือ พระเอกที่วางลงบนโต๊ะเพียงไม่กี่นาทีก็หมด นั่นคือขาหมูเยอรมัน ที่แห้งกรอบ เจ้าของร้านแนะนำกินกับบะหมี่น้ำมันงาที่คลุกมาด้วยรสชาติพอดี แต่เมื่อกินคู่กัน เหมือนคู่สร้างคู่สมทีเดียว

ร้านไส้กรอกเยอรมัน ไร่บรรทิพา เป็นร้านเล็กๆ ที่มีไม่ถึง 10 โต๊ะ แต่มีคิวจองเต็ม ปกติจะเปิดสัปดาห์ละ 3 วันเท่านั้น วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดบริการแค่ช่วงเที่ยงถึงหกโมงเย็น (12.00-18.00 น.) แต่ละวันจะรับลูกค้าไม่เยอะ ใครอยากไปเยือนแนะนำให้โทรจองก่อน เนื่องจากเป็นร้านที่เจ้าของทำเอง ขายเอง โทร.08-7995-1119

 

ร้อนแล้ว ไม่แคล้ว ‘หัวหิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 14:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487825

ร้อนแล้ว ไม่แคล้ว ‘หัวหิน’

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เรียกว่าเป็นสถานที่พักตากอากาศแห่งแรกๆ ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว จนถึงวันนี้หัวหินยังได้รับความนิยมในการเป็นเมืองชายทะเลอันดับต้นๆ สำหรับคนไทยที่มาพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะหน้าร้อนช่วงวันปิดเทอม หรือวันหยุดสงกรานต์ที่จะเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คน

ไปเที่ยวทั้งที เรื่องกินเรื่องใหญ่ แม้ว่าทุกวันนี้หัวหินจะมีที่กินที่เที่ยวมากมาย แต่ของกินที่เป็นเอกลักษณ์คู่เมืองหัวหินมานานยังเป็นสิ่งที่ต้องไปลองลิ้มชิมให้ครบ ถึงจะเรียกว่ามาถึงหัวหินจริงๆ

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin) ซึ่งหากนับตามประวัติศาสตร์ของอาคารสถานที่แล้ว นับว่าเป็นรีสอร์ทแห่งแรกๆ ของไทย ทั้งยังเป็นแห่งแรกของเมืองหัวหินอีกด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดปาร์ตี้ยามเช้าพิเศษสำหรับสื่อมวลชน รวบรวมอาหารจานเด็ดจานดังของเมืองหัวหินมาให้ชิมกันในที่เดียว ไปดูกันซิว่า ไปหัวหินห้ามพลาดลองลิ้มชิมอะไรบ้าง

ข้าวผัดรถไฟ

ข้าวผัดรถไฟ

ย้อนไปเมื่อครั้งที่เริ่มมีการเดินทางทางรถไฟมายังเมืองหัวหินตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มมีบ้านพักตากอากาศของบรรดาเจ้าขุนมูลนาย บรรดาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย ล้วนเริ่มสร้างบ้านหลังที่ 2 นอกกรุงเทพฯ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีรถไฟออกจากสถานีธนบุรี การเดินทางโดยรถไฟก็ยิ่งป๊อปปูลาร์ยิ่งขึ้น โดยสมัยก่อนใช้เวลาการเดินทาง 5 ชั่วโมง จึงจะไปถึงเมืองหัวหิน

ตู้เสบียงเป็นความหรูหราที่อยู่คู่กับรถไฟสมัยนั้นและเมนูซิกเนเจอร์ที่เด็ดสุดๆ ต้องเป็น “ข้าวผัดรถไฟ” (Railway Fried Rice) ที่ตีคู่สูสีมากับ “ยำเนื้อรถไฟ” (Thai Beef Salad) โดยข้าวผัดรถไฟนับเป็นเมนูที่ต้องห้าม…พลาด เนื่องจากในยุคนู้นส่วนผสมที่ประกอบขึ้นมาเป็นเมนูนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ต้อง “นำเข้า” มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเนย ไส้กรอก ซอสมะเขือเทศ รวมทั้งถั่วลันเตา

ในปี 2003 เมนู “ข้าวผัดรถไฟ” ได้รับการบรรจุเข้าเป็นเมนูซิกเนเจอร์ประจำห้องอาหารเรลเวย์ ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปีของโรงแรม ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันห้องอาหารดังกล่าวจะเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและตะวันตก ทว่า “ข้าวผัดรถไฟ” ยังคงเป็นจานยืนพื้นที่ไม่อาจลบเลือนไปจากเมนู

ข้าวมันไก่ลมหวน

ข้าวมันไก่ลมหวน

เปิดให้บริการสาขาแรกใน จ.เพชรบุรี มากว่า 30 ปี ก่อนจะมาเปิดสาขาที่เมืองหัวหินโดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งยังคงเน้นการคัดสรรเนื้อไก่ชั้นดี รวมทั้งส่วนผสมอื่นๆ ที่ใส่ใจคุณภาพ

โดยปกติร้านข้าวมันไก่มักจะนำไก่ตอนตัวอ้วนๆ ดูเนื้อฉ่ำๆ มีแขวนหัวโชว์อยู่ที่ตู้หน้าร้าน หากร้านข้าวมันไก่ลมหวนจะเก็บไก่ให้นอนสบายๆ ในภาชนะอย่างดี เมื่อลูกค้าสั่งจึงนำออกมาหั่นใส่จาน ซึ่งทำให้คงความฉ่ำเอาไว้ได้ดี

ความอร่อยยังอยู่ที่การหุงข้าวที่ใช้ทั้งน้ำซุปไก่และมันไก่ในการหุง เพิ่มความหอมด้วยกระเทียมและขิง ที่หุงไปพร้อมกับข้าวด้วย ข้าวมันไก่ลมหวนเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 2 แบบรสเด็ด คือ น้ำจิ้มซอสถั่วเหลืองแบบเข้มข้นรสหวานและน้ำจิ้มแบบขวัญใจคนไทยที่แต่งหน้าด้วยพริกและขิงซอย

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีซุปร้อนๆ สำหรับรับประทานเคียงข้าวมันไก่ให้เลือกหลากหลายเมนู อย่างเช่น ซุปไก่มะนาวดอง ซุปฟักกระดูกหมู หรือซุปไก่ตุ๋นยาจีน ฯลฯ

ร้านข้าวมันไก่ลมหวน ตั้งอยู่ที่ถนนเดชานุชิตตัดกับถนนแนบเคหาสน์ (เข้าซอยหัวหิน 57) โทร. 032-513-366 เปิดทุกวันเวลา 07.00-14.00 น.

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ

ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ

จะชอบหรือไม่ชอบเมนูนี้ แต่ทุกคนต้องรู้จัก “ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ” ที่ตอนนี้ขายมาจนถึงรุ่นลูกของป้าเจือแล้ว โดยร้านนี้ยังคงสภาพความ “ออริจิ(นัล)” ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นร้านเล็กๆ ข้างวังจุลจักรพงษ์ เมื่อราว 40 ปีก่อน จนกระทั่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นข้างโรงแรมฮิลตัน หัวหิน แล้วก็ตาม

ข้าวเหนียวมูลเคียงคู่มะม่วงน้ำดอกไม้นั้นไม่ธรรมดา เมื่อกาลก่อนได้ถวายเป็นเครื่องเสวยในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล โดยขณะนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของหวานของห้องอาหารไทยสวนบัว โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เป็นที่เรียบร้อย ไม่ต้องไปตบตีกับนักท่องเที่ยวจีนแล้วจ้า

ลอดช่องลุงดำ

ลอดช่องลุงดำ

ร้านนี้เปิดมาเป็นเวลา 56 ปีแล้ว เป็นลอดช่องสไตล์ลอดช่องสิงคโปร์ รสชาติหนึบๆ ในน้ำกะทิแสนหอมหวาน และน้ำแข็งฝอยเย็นจับใจ ปิดท้ายความหอมด้วยชิ้นขนุนโปะหน้า อะไรจะเหมาะกับหน้าร้อนเท่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ลอดช่องสิงคโปร์ที่ไม่ได้มาจากสิงคโปร์ หารับประทานได้ไม่ง่ายเท่าลอดช่องน้ำกะทิแบบไทยๆ ความแตกต่างอยู่ตรงตัวลอดช่องที่ไม่ได้ใช้แป้งข้าวเจ้า ทว่าเป็นแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งมอบความหนึบเหนียวเคี้ยวเพลิน

ร้านลอดช่องลุงดำมีรถเข็นอยู่ในตลาดหัวหิน ส่วนใครชอบนั่งกินชิลๆ ให้ไปที่ร้านในซอยหัวหิน 55 ร้านเปิดทุกวันเวลา 10.00-16.00 น.

น้ำดอกอัญชัน

น้ำดอกอัญชัน

เวลคัมดริ้ง โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน แสดงออกถึงความเป็นไทย ในสัญลักษณ์เก๋ไก๋ แก้วใสรูปช้างโชคดีของโรงแรม

น้ำดอกอัญชัน (Butterfly Pes Flower Juice) ดอกไม้ที่นับเป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยโบราณ ที่ดีต่อสุขภาพนานัปการ ตั้งแต่การบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ นอกจากนี้ โดยตัวของน้ำดอกอัญชันเองจะมีสีน้ำเงินและไม่มีรสชาติใดๆ เมื่อน้ำมาเป็นเครื่องดื่ม จึงมักรับประทานคู่กับน้ำมะนาวที่นอกจากจะช่วยเติมรสชาติและกลิ่นหอมแล้ว ยังเปลี่ยนสีน้ำเงินเข้มๆ ให้เป็นสีม่วงอ่อนแสนสวยอีกด้วย

เครื่องดื่มนี้ทำแสนง่าย แค่นำดอกอัญชันออร์แกนิกไปตากให้แห้งนำมาใส่น้ำต้มสัก 10 นาที คนให้สีน้ำเงินออกมาในน้ำ เติมน้ำตาลตามชอบ ใส่น้ำแข็งหรือแช่เย็นก็ได้ ตอนจะเสิร์ฟบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย น้ำจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงอ่อน และได้รสชาติความเปรี้ยว

อาฟเตอร์นูน ที ที่ เดอะ มิวเซียม

อาฟเตอร์นูน ที ที่ เดอะ มิวเซียม

ยังกลับจากหัวหินไม่ได้ ถ้าไม่ได้ไปแวะจิบน้ำชายามบ่าย (Afternoon Tea) ในแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ ที่เดอะ มิวเซียม คอฟฟี แอนด์ ที คอร์เนอร์ (The Museum Coffee & Tea Corner) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทและวิลลา หัวหิน เสียก่อน

มุมเก๋ๆ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาคารสไตล์โคโลเนียลแบบดั้งเดิม ท่ามกลางบรรยากาศสวนสวยแบบคลาสสิกที่นี่เสิร์ฟชาระดับพรีเมียมของทีดับเบิลยูจี (TWG) ที่มีให้เลือกหลากหลายตามใจชอบ อาทิ ชาเอิร์ลเกรย์ ชาวนิลลาเบอร์เบิ้น ชาดอกซากุระ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีขนมเค้กและเบเกอรี่ที่อบสดใหม่ หอมกรุ่นทุกวัน

เมนูแนะนำคือ สโคนแบบดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมกับเนยและแยมสตรอเบอร์รี่ เค้กโอเปร่า ที่มีส่วนผสมของอัลมอนด์ กาแฟ และช็อกโกแลต หรือบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก โดยทุกๆ วัน เสาร์-อาทิตย์ ยังมีบริการมื้อน้ำชาแบบบุฟเฟ่ต์ เคล้าเสียงพิณจากนักเล่นพิณชาวมิลาโน

เดอะ มิวเซียม คอฟฟี แอนด์ ที คอร์เนอร์ พร้อมเสิร์ฟทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. โทร. 032-512-021-38 อีเมล chbr@chr.co.th

 

สุขใจในสวนหลังบ้าน ฮิดเดน แบ็คยาร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487821

สุขใจในสวนหลังบ้าน ฮิดเดน แบ็คยาร์ด

โดย…คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ในเมื่อวันนี้ภาระหน้าที่การงานก็ทำไปหมดแล้ว พอแดดร่มก็ถึงเวลาออกไปแฮงเอาต์ (รอให้ตะวันตกดินก่อนไม่ไหวหรอก…) และวันนี้เราก็มีผู้นำพาไป เขาคือ หนุ่มเท่ บาส-ศรัณย์ ยิ่งเจริญ มือเบสแห่งวงโดส และร้านที่เขาพาไปชื่อว่า ฮิดเดน แบ็คยาร์ด คาเฟ่ แอนด์ แฮงค์ เอาต์  (Hidden Backyard Cafe and Hangout) ซึ่ง บาส เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนนั่นเอง

หลังจากเปิดให้บริการมาแล้วราว 1 ปี สวนหลังบ้านแห่งนี้ก็ปกปิกซุกซ่อนเป็นความลับไม่ได้อีกต่อไป เมื่อผู้คนมากมายได้ค้นพบและแวะเวียนมา เพื่อดื่มกิน พักผ่อน พูดคุย ถ่ายรูป เช็กอินโซเชียลมีเดีย ฯลฯ พื้นที่ร้านนี้แบ่งออกเป็นอินดอร์และเอาต์ดอร์ ในยามบ่ายคล้อยอากาศร้อนเริ่มคลี่คลายหลายคนต่างหมายตาที่นั่งกลางสวนหรือริมบึง เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงซึ่งเปิดไม่ดังเกินไป ใครอยากนัดเจอกันเพื่อพูดคุยอัพเดทชีวิตและการงานจึงทำได้สะดวกสบาย

ฮิดเดน แบ็คยาร์ด เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11 โมง ให้บริการบรันช์ อาหารกลางวัน และอาหารค่ำ หรือบ่ายๆ จะแวะมาจิบชา กาแฟ ซอฟต์ดริงค์อื่นๆ และม็อกเทลคู่กับขนมอร่อย เพื่อเพิ่มพลังงานและความสดชื่น เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึง 5 โมงเย็น แท็บคราฟต์เบียร์-ดราฟต์เบียร์ก็พร้อมเปิด ทั้งเบียร์สัญชาติไทยหรือเทศ นอกจากนั้นยังมีค็อกเทลหลากหลาย อาทิ เตอกิลาร์ซันไรซ์ (เตอกิลา น้ำส้ม เกรนาดีน), จิมเล็ต (ยิน และ น้ำมะนาว) เป็นต้น

บาส แนะนำว่า อาหารร้านนี้มีความผสมผสานระหว่างไทย-อินเตอร์ จานแนะนำอย่างเช่น พาสต้าหมึกทอดซอสไข่เค็ม ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ รสเค็มๆ มันๆ หรือจะเป็น
พ็อกช็อปชิ้นโตเนื้อนุ่มที่เคียงมาพร้อมสลัด หรืออยากได้รสแซ่บก็มีคอหมูย่าง เสือร้องไห้ ฯลฯ มีไว้ให้จัด บางคนที่ขาดข้าวไม่ได้ สั่งไปเลยข้าวผัดมันกุ้ง ข้าวไข่ข้นแฮมชีส หรือข้าวไข่ข้นกุ้ง ตบท้ายด้วยของหวานให้ทุกมื้อสมบูรณ์ ช่วงนี้มีเมนูพิเศษคือ มะม่วงชีสเค้ก ด้วยมีข้าวเหนียวประกอบมาด้วยจึงให้อารมณ์ข้าวเหนียวมะม่วงเล็กๆ

ร้านฮิดเดน แบ็คยาร์ด ตั้งอยู่ในซอยเลียบคลองประปา ถนนแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด นนทบุรี เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11.00-23.45 น. โทร. 09-9053-7323 หรือเฟซบุ๊ก Hidden Backyard

ทุกๆ วันในสวนหลังบ้านแห่งนี้มีความสุขใจให้ดื่มด่ำแบบไม่ต้องซ่อนเร้น

 

รักเนื้อต้องมาจัด… @ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 13:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487815

รักเนื้อต้องมาจัด... @ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์

โดย…คาเอรุ

เพิ่งเปิดตัวไปอย่างฮือฮา กับร้านขายเนื้อวัวระดับพรีเมียมของพระเอกหนุ่ม คริต-ชาคริต แย้มนาม ที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งพ่อครัวและนักชิมตัวพ่อของเมืองไทย กับ ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ (KRBB The Boutique Butcher) ที่นำเข้าเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น มาเอาใจคนรักเนื้อตัวจริงเสียงจริงกันแล้วที่ ฮาบิโตะ มอลล์ สุขุมวิท 77

แรกเห็นชื่อร้าน หากไม่ได้ฟัง/ไม่ได้อ่านข่าวต้องให้พิศวงงงงวย ว่า เอ…มันจะอ่านว่าอะไร บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านบอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ชื่อร้านก็ตั้งเอาไว้ให้ถามละครับว่าอ่านว่าอะไร?”

KRBB มาจากชื่อย่อของหุ้นส่วนร้าน 4 คน ได้แก่ K = คริต-ชาคริต แย้มนาม R = รณสิทธิ ภุมมา (เด่น) B = บุ๊ค-ปฏิรูป ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และ B = บิ๊ก-อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ ที่แต่ละคนล้วนเป็นนักชิมตัวยงทั้งสิ้น “พอนำชื่อมาเรียงกันเป็น KRBB แล้วลองให้คนอ่าน ทุกคนก็อ่านได้ว่า ครับบ์ เป็นอันว่าตกลงใช้ชื่อนี่ละครับ”

คอนเซ็ปต์ร้านครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ เป็นร้านขายเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น โดยจะเน้นการให้บริการแบบ Delivery จัดส่งถึงบ้าน (เว็บไซต์จะเสร็จพร้อมให้สั่งซื้อได้ในเร็วๆ นี้) รวมทั้งให้ Take Away หรือมาซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน ขณะที่คนที่ต้องการรับประทานที่ร้านก็มีมุมเล็กๆ เอาไว้คอยบริการ

บิ๊ก อิทธิชัย หนึ่งในหุ้นส่วน เล่าถึงการผจญภัยในญี่ปุ่นอยู่หลายเดือน เพื่อที่จะไปคัดสรรสุดยอดเนื้อวางุที่ต้องผ่านมาตรฐานความอร่อย ตามรสนิยมความชอบของตัวเอง ก่อนจะไปได้สิทธิในการนำเข้าสุดยอดเนื้อจากฟาร์มโอซากิ (Ozaki Farm) จากเมืองมิยาซากิ ซึ่งถือเป็นฟาร์มที่ผลิตเนื้อวางุแห่งแรกที่เอกอุขนาดนำเอานามสกุลของเจ้าของ (มุเนฮารุ โอซากิ) มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะใช้ชื่อเมือง เลยทีเดียว

บิ๊ก เล่าว่า มุเนฮารุ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ศึกษาจบมาจากสหรัฐ เขามีวิธีการเลี้ยงวัวดำสายพันธุ์ญี่ปุ่น (คุโรเกะ) ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลกด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร “ต้องบอกว่าฟาร์มที่ผมตามหาจะต้องเป็นฟาร์มที่เลี้ยงวัวแบบแฮปปี้คาว วัวที่มีความสุขอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมมีสุขภาพดี และอร่อย ฟาร์มที่ผมคัดสรรมาตั้งแต่เนื้อตัวท็อปของเรา คือ เนื้อโอซากิ รวมทั้งเนื้อโอมิ กับฮอกไกโด เอฟ 1 ก็เลือกในมาตรฐานเดียวกันครับ”

สำหรับฟาร์มเนื้อโอซากิ เลี้ยงวัวเนื้อสายพันธุ์ที่ดีที่สุดด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ รวมถึงอาหารออร์แกนิก ก่อนจะปล่อยให้ค่อยๆ โตนานถึง 36 เดือน ซึ่งยาวนานกว่าวัวเนื้อวางุทั่วๆ (ไม่เกิน 28 เดือน) ทำให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี มีไขมันแทรกอยู่ในทุกส่วน ให้รสละมุน นุ่มลิ้น ละลายในปาก

“ฟาร์มนี้เขาจะไม่ให้กินธัญพืชมากเกินไป เนื่องจากต้องการให้วัวโตทีละช้าๆ ในอาหารของวัวยังมีการผสมถ่าน (Carbon) เข้าไปด้วย ซึ่งทำให้วัวเนื้อในฟาร์มโอซากิมีลำไส้ที่สะอาด กินง่าย ถ่ายคล่อง สุขภาพแข็งแร็ง และด้วยความที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีสาหร่ายคอมบุตามธรรมชาติ ทำให้กลายเป็นอาหารของวัวไปด้วย”

อิทธิชัย เสริมว่า ด้วยความที่เป็นวัวที่ค่อยๆ โต ทำให้ผลผลิตเนื้อวางุของฟาร์มโอซากิมีไม่มาก สามารถจำหน่ายจากฟาร์มได้เพียงแค่วันละ 1 ตัวเท่านั้น แม้จะมีขายใน 20 กว่าประเทศทั่วโลก ทว่าแต่ละประเทศนั้นฟาร์มโอซากิจะให้สิทธิในการขายกับร้านเพียงร้านเดียวต่อหนึ่งประเทศ!! เพราะฉะนั้นในเมืองไทยมีขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้านครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ เท่านั้น ต้องลองชิมสักครั้งแล้วจะลืมเนื้ออื่นๆ ไปโดยพลัน

ยังไงก็แล้วแต่ ในฐานะที่เป็นร้านขายเนื้อวัวเกรดพรีเมียม ที่ต้องการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับคนรักเนื้อ ที่นี่จึงมีเนื้อเกรดรองๆ ลงมาให้เลือกช็อปกันด้วย ทั้งเนื้อโอมิ เนื้อวางุเกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่นจากเมืองโอมิ รวมทั้งเนื้อฮอกไกโด เอฟ 1 หรือวัวที่มีการผสมข้ามสายพันธุ์จากวัวเนื้อและวัวนม แล้วก็ยังมี Thai Wagyu จากวัวญี่ปุ่นที่นำมาเลี้ยงในไทยอีกด้วย

สำหรับคนที่ต้องการสั่งเนื้อรับประทานที่ร้านบรรยากาศสบายๆ ที่ตกแต่งเก๋ๆ ด้วยสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส ที่นี่ก็จะคิดตามราคาเนื้อแบบเดียวกับที่ซื้อกลับบ้าน โดยจะบวกค่าองค์ประกอบของแต่ละเมนูที่ต้องการสั่ง เมนูละ 350 บาท+ (ราคายังไม่รวม VAT และไม่คิดค่าบริการ) ซึ่งเมนูที่ร้านมีให้เลือกสั่ง 4 เมนู คือ สุกี้/ชาบู, ยากินิคุ (ปิ้งย่าง), สเต๊ก, และข้าวหน้าเนื้อ (ราคาจานใหญ่ 990 บาท+) ที่ทางร้านจะคัดสรรเนื้อส่วนที่เหมาะกับการปรุงเป็นเมนูต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย

ขณะที่เครื่องดื่มแกล้มอาหาร ทางร้านบอกว่าสามารถหิ้ว พกพาสิ่งที่ต้องการดื่มมาจากบ้านได้เลย ไม่มีการคิดเงินเพิ่มใดๆ ทั้งสิ้น ปิดท้าย ใครติดของหวาน ที่นี่มีไอศกรีมบีโลว์ อีเลฟเว่น ไว้คอยบริการล้างปากด้วยจ้า เท่าที่ส่องๆ ดู มีรสชาติเด็ดๆ อย่างเฮเซลนัทพราลีน, ฉลองเบย์รัม ฯลฯ

ครับบ์ เดอะ บูติก บุตเชอร์ ชั้น 3 ฮาบิโตะ มอลล์ ซอยอ่อนนุช 1/1 ถนนสุขุมวิท 77 โทร.09-3553-9361 ร้านเปิดบริการเวลา 11.00-22.00 น.

 

ก๋วยเตี๋ยวสมุนไพรสูตรเด็ดภูซาง อร่อยเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2560 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487812

ก๋วยเตี๋ยวสมุนไพรสูตรเด็ดภูซาง อร่อยเพื่อสุขภาพ

โดย…อักษรา ปิ่นนราสกุล

ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวกลายเป็นอาหารมื้อพิเศษที่หารับประทานได้สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ รสเด็ดอร่อยถูกปาก เป็นจุดเด่นเรียกผู้บริโภคมาอุดหนุนเนืองแน่น อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเด็ดภูซาง อ.ภูซาง จ.พะเยา นับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เนื้อตุ๋น สร้างชื่อเสียงด้านความอร่อยจนเป็นที่ประทับใจลูกค้าที่มารับประทานครั้งแรกแล้วต้องกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะติดใจความอร่อย

อนันตชัย กันทะเนตร เจ้าของร้าน ซึ่งบริหารงานร่วมกับภรรยาคู่ชีวิต ณัฐฐานิตกันทะเนตร บอกว่า ร้านเปิดมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว ก่อนหน้าเปิดที่บ้านฮวก ต.ภูซาง อ.ภูซาง ทางขึ้นไปจุดผ่านแดนถาวรข้ามไป สปป.ลาว แต่เนื่องจากลูกค้ามีไม่มากจึงเลิกขายหาทำเลที่เหมาะสม จนกระทั่งมาพบทำเลพื้นที่บริเวณอาคารพาณิชย์สร้างใหม่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอภูซาง

 

ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดภูซาง สูตรเด็ดอยู่ที่เนื้อหมูและเนื้อตุ๋นด้วยสมุนไพรยาจีน ซึ่งเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายที่ใช้เวลาตุ๋นนานกว่า 1 วัน จนได้ที่ เนื้อหมูและเนื้ออ่อนนุ่ม กระดูกอ่อนที่แข็งๆ ก็สามารถกินได้แม้แต่ผู้สูงอายุ ไส้ เครื่องใน ทำความสะอาดจนไม่มีกลิ่นคาว ต้มและตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยแต่ไม่เสียรูปทรง หอมสมุนไพร

สำหรับเนื้อหมูสั่งตรงจากฟาร์มด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สดและสะอาด นำมาหมักด้วยส่วนผสมที่ลงตัว เนื้อวัว เป็นเนื้อจากโคขุนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งคัดแต่คุณภาพล้วนๆ ขณะที่ผักสดจะหาซื้อในตลาดท้องถิ่น เป็นผักสดพื้นบ้าน เพราะต้องการกระจายเงินให้แก่คนในท้องถิ่น โดยยึดคติพจน์ ร้านอยู่ได้ ผู้คนท้องถิ่นต้องอยู่ได้ แบบเอื้อเฟื้อต่อกัน

 

“ทุกรายการอาหารเน้นความสด สะอาด และมีส่วนผสมของสมุนไพร ผักสดที่รับประทานกับก๋วยเตี๋ยวปลอดสารพิษ เพราะชาวบ้านผลิตและปลูกกันเองในพื้นที่ ลูกค้ารับประทานแล้วมั่นใจว่าปลอดภัย 100%” อนันตชัย กล่าว

ร้านก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดภูซาง เปิดบริการตั้งแต่ 08.00-16.00 น. หรือจนกว่าจะขายหมด เพื่อไม่ให้มีของเหลือค้างคืน วัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้รับประทานแต่สิ่งดีๆ สด สะอาด ถูกหลักอนามัย

 

What’s for Pudding? Fromage Blanc Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

1 มีนาคม 2560 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/487803

What’s for Pudding? Fromage Blanc Pudding

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ปัจจุบันนี้คำว่าพุดดิ้ง ถูกนำไปใช้หลากหลาย ที่บ่อยที่สุดน่าจะเป็นขนมในกลุ่มที่ใช้เจลาตินเป็นส่วนผสมที่ทำให้คงตัว ปกติของหวานที่ใช้เจลาตินทำให้คงตัวนั้น มักเรียกว่าเจลลี่ ครั้นจะใช้คำว่าเจลลี่นั่น เจลลี่นี่กับขนมประเภทที่มีส่วนผสมของนม ไข่ ครีม ก็อาจจะไม่เหมาะ ไม่สื่อถึงรสชาติ และช่วยในการสร้างความน่ารับประทานเมื่อได้ยินชื่อ เช่น เจลลี่นม เจลลี่คัสตาร์ด อาจฟังดูตลก

นี่เองจึงเป็นที่มาของการใช้คำว่า พุดดิ้งกับขนมที่มีส่วนผสมของเจลาตินที่ทำให้คงตัว และมีส่วนผสมนม ครีม ไข่ ยกตัวอย่างเช่น Panna Cotta จริงๆ แล้วก็เป็นเจลลี่นั่นเอง แต่มีส่วนผสมของครีม เติมน้ำตาลทรายอุ่นให้ร้อนแล้วเติมเจลาตินลงไปช่วยให้คงตัว พอเรียกว่า Panna Cotta ตามต้นตำรับอาหารอิตาเลียนฟังแล้วดูมีราคาน่ารับประทาน

จริงๆ แล้ว “ปันนาค็อตต้า” เป็นขนมที่ไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย ตรงๆ ง่ายๆ แค่เติมน้ำตาลลงในครีม แล้วละลายเจลาตินลงไปผสม ใส่พิมพ์รอให้แข็งตัวแล้วถอดออกจากพิมพ์เสิร์ฟกับซอสเบอร์รี่ต่างๆ

นานวันเข้า คาดว่าคนคงจะเบื่อกัน หรือแม้แต่เชฟก็ยังเบื่อ จึงมีการปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการทำขนม Panna Cotta นี้ออกมาหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการเพิ่ม Volume หรือปริมาตรให้กับขนมโดยใช้วิปครีมที่ตีจนขึ้นฟู หรือไข่ขาวที่ตีจนเป็นเมอแรงก์นุ่ม เบาและฟู พอผสมเข้ากับครีมและน้ำตาล ใส่เจลาตินแล้วใส่ลงพิมพ์ ทันทีที่ขนมคงตัวเป็นรูปร่างจากความเย็น จะได้ปันนาค็อตต้าที่ฟู นุ่ม ละลายในปาก

นอกจากปันนาค็อตต้าเป็นครีมธรรมดา อาจดัดแปลงเป็น Yogurt Panna Cotta สมัยเมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้วถือเป็นขนมยอดฮิตตามร้านอาหารอิตาเลียน เรียกว่า ยุคนั้นทันสมัยที่สุดถ้ามีเจลลี่ครีมรสโยเกิร์ตนี้อยู่ในเมนู

สำหรับสูตรของผู้เขียนในฉบับนี้ ยอมรับแต่โดยดีว่าไปรับประทานมาจากร้าน Chikalicious ร้านขนม fine dining มาจากนิวยอร์กมาเปิดสาขาอยู่ที่ Central Embassy เขามีขนมที่เรียกว่า Fromage Blanc พูดกันง่ายๆ อธิบายกันตามภาษาคนครัวแล้ว ฟรอมมาจบลองค์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากทางยุโรปประมาณเบลเยียม ฝรั่งเศส นิยมรับประทานกันเป็นของหวานตามชนบทเพราะทำสดๆ ใหม่ๆ ในโรงนม มักจะอยู่ใน Cheesecloth หรือผ้าขาวบางช่วยกรองน้ำบางส่วนหลังจากที่นมตกตะกอนจาก Lactic Acid จากการบ่มหมัก ได้เป็นลักษณะคล้ายโยเกิร์ตเข้มข้นที่หอมสดชื่น จะว่าคล้ายกรีกโยเกิร์ตก็ไม่เชิง เพราะเบาๆ กว่า ไขมันต่ำกว่า

ผู้เขียนเคยเห็นเวอร์ชั่นของ Fromage Blanc ที่น่ารักคือ อยู่ในผ้าขาวบางและอยู่ในหม้อรูปหัวใจ ยกขึ้นมาใส่จานทั้งอันได้เป็นฟรอมมาจรูปหัวใจ ดูน่ารับประทาน เสิร์ฟคู่กับพวกผลไม้เชื่อมง่ายๆ คล้ายซอส หรือแยมใสๆ อร่อยแบบโรงนาแท้ๆ

แน่นอนว่าไอเดียของทางร้านน่าจะนำเอาเอกลักษณ์ของการรับประทาน Fromage Blanc ที่มีลักษณะคล้ายโดมสีขาว ราดด้วยครีมหวานน้อยๆ ความเจ๋งคงจะอยู่ที่เนื้อสัมผัสที่เบานุ่ม เดาว่ามาจากเครื่องอัดแก๊ส หรือเครื่องทำวิปครีม ผู้เขียนจึงอยากนำเอามาเป็นแรงบันดาลใจแต่ทำให้เป็นแบบบ้านๆ ขึ้นจากอุปกรณ์ที่มีในบ้านที่ทำขนมอยู่แล้ว

สูตรนี้ต้องอาศัยทักษะในการทำเล็กน้อยเพราะต้องอาศัย 2 ขั้นตอนในการเพิ่มปริมาตรให้กับขนมโดยเริ่มจากการปรุงโยเกิร์ตให้หอมหวานด้วยน้ำตาลทรายและวานิลลา จากนั้นเพิ่มปริมาตร 2 ขั้นตอนด้วยวิปครีมที่ตีจนขึ้นฟูและอีกครั้งด้วยไข่ขาว

เพื่อให้เก๋ไก๋เหมือนที่ร้านเสิร์ฟมา เลือกใช้พิมพ์ Silicone รูปครึ่งวงกลม ปูด้วยพลาสติกฟิล์มห่ออาหารหรือผ้าขาวบาง หรือแม้กระทั่งผ้าก๊อชชุบน้ำหมาดๆ ปูรองเสียก่อน วิธีนี้จะช่วยให้เอาออกจากพิมพ์ได้ง่ายขึ้น

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนเน้นให้รสชาติใกล้เคียงกับ Fromage Blanc ต้นตำรับที่คล้ายโยเกิร์ต เมื่อคุณผู้อ่านชำนาญแล้ว ลองปรับเปลี่ยนโยเกิร์ตเป็นรสชาติที่ชอบได้เลย

Cookool Fromage Blanc

สูตรนี้มีไข่ขาวดิบ ดังนั้นจึงควรเลือกไข่ไก่ที่สดสะอาดเป็นสำคัญ

ส่วนผสม

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ/รสหวาน 450 กรัม (ประมาณ 2 กระปุก)

น้ำตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ (ขึ้นกับความหวานที่ชอบ)

เจลาติน (แผ่นสั้น) 8 แผ่น

วานิลลาเพส หรือกลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิปปิ้งครีม (ส่วนที่ 1) 1 ถ้วยตวง

วิปปิ้งครีม (ส่วนที่ 2) 1/4 ถ้วยตวง

ไข่ขาว 2 ฟอง

น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง

สำหรับซอสโยเกิร์ต

วิปปิ้งครีม 300 มล.

นมข้นหวาน 50 กรัม

โยเกิร์ต 1 กระปุก

กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

สำหรับซอสโยเกิร์ต : ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน คนจนเนียนแล้วนำเข้า

ตู้เย็นจนกว่าจะใช้

สำหรับ Yogurt Dome : เริ่มด้วยการแช่เจลาตินจนนุ่มในน้ำเย็น

นำวิปปิ้งครีมส่วนที่ 2 อุ่นให้ร้อน แต่ไม่ให้เดือด จากนั้นเติมน้ำตาลทราย วานิลลาลงไปตามด้วยเจลาตินที่แช่น้ำไว้จนนุ่มแล้ว คนให้ละลาย รอให้เย็นตัวลงเท่าอุณหภูมิห้องแล้วจึงเติมโยเกิร์ตลงไป

ในชามใบแรก ตีวิปปิ้งครีมส่วนที่ 1 จนเป็นริ้ว ตักขึ้นมาตะล่อมเข้ากับส่วนผสมของโยเกิร์ต

ในชามที่สะอาดอีกใบ ตีไข่ขาวให้ขึ้นเป็นฟอง เติมน้ำตาลทรายลงไปทีละน้อยจนหมด ตีไข่ขาวต่อจนตั้งยอด จากนั้นตักขึ้นมาตะล่อมกับส่วนผสมโยเกิร์ตที่ผสมกับวิปครีมไว้แล้ว

ตักหยอดลงในภาชนะที่ต้องการ แนะนำให้ใช้พิมพ์ซิลิโคนที่รองไว้ด้วยผ้าขาวบางหรือฟิล์มพลาสติกห่ออาหาร แช่เย็นประมาณ 4-6 ชั่วโมงหรือจนกว่าจะคงตัว

เวลารับประทาน ถอดขนมออกจากพิมพ์ ใส่จานแล้วราดด้วยซอสโยเกิร์ต

 

หมูสะเต๊ะนายตง ศาสตร์และศิลป์คู่ความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/486889

หมูสะเต๊ะนายตง ศาสตร์และศิลป์คู่ความอร่อย

โดย…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

“จะทำหมูสะเต๊ะให้อร่อย ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์” สมศักดิ์ แซ่แต้ ต้นตำรับ “หมูสะเต๊ะ นายตง” ขายมานานนับยี่สิบปีเล่ายิ้มอย่างภูมิใจ เพราะศิลปะการทำหมูสะเต๊ะ ไม่ใช่เรื่องหมูๆ แต่มีเคล็ดลับความอร่อยที่ซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอน

“เช้ามา ตีห้าเริ่มหั่นหมูแล้ว หั่นเองด้วยมือทุกขั้นตอน วันหนึ่งไม่ต่ำกว่าพันไม้ หมูเราไม่เหมือนที่อื่นนะ ไม่ใช่หมูที่ขายกันทั่วไปตามตลาด แต่ใช้หมูพันธุ์พิเศษจากฟาร์มที่รู้จักกัน”

นี่แค่เคล็ดลับหนึ่งที่เฮียตง แย้มพรายถึงความนุ่มอร่อยแบบเนื้อหมูธรรมชาติ ซึ่งการันตีได้ว่า ต่อให้ถึงจะเย็นชืดแล้ว แต่รับรองว่าหมูสะเต๊ะร้านเราไม่แห้งแข็ง ที่สำคัญ คือ รสชาติไม่เหมือนหมูสะเต๊ะเจ้าอื่นๆ ที่เดี๋ยวนี้นิยมใช้ผงนุ่มกันทั้งนั้น ถึงจะกินแล้วนุ่มจริง แต่สังเกตมั้ย เนื้อจะออกลื่นๆ ไม่เป็นธรรมชาติ คนกินต้องระวัง

“การทำหมูสะเต๊ะเนี่ย มันมีศาสตร์เล็กๆ ในทุกขั้นตอนเลยนะ เรื่องบางอย่างหลายคนมองข้าม เอาแค่หั่นหมูนี่ก็ตัดลายหมูออกให้หมดนะ ไม่งั้นกินแล้วจะเหนียว หมูเราใช้เนื้อสันนอกสั่งตรงจากฟาร์ม น้ำจิ้มทำวันต่อวัน คั่วถั่วเอง ถั่วที่ใช้ก็ต้องเม็ดเล็กด้วยนะ วัตถุดิบทุกอย่างต้องใช้ของดีหมด เพราะถ้าคุณภาพลดเมื่อไหร่ รสชาติความอร่อยจะลดลงทันที”

กินหมูสะเต๊ะให้อร่อยมันต้องติดมันหน่อยๆ หมูแต่ละไม้ เฮียตงจะใส่มันหมูเล็กๆ แทรกอยู่ แต่ถ้าใครชอบแบบไม่ติดมันบอกได้  และที่ขาดไม่ได้ ถ้าไม่อร่อยถือว่าสอบตกวิชาการทำหมูสะเต๊ะ คือน้ำจิ้มถั่วเข้มข้นที่ต้องครบรส หวาน เค็ม มัน และเผ็ดเล็กน้อย กินคู่กับอาจาด 3 รสที่ใช้น้ำส้มอย่างดี  แตงกวาที่ต้องไม่หั่นชิ้นหนาเกินไป

เฮียตงยึดอาชีพขายหมูสะเต๊ะมา 20 ปีได้แล้ว ชีวิตพลิกผันจากเถ้าแก่เจ้าของโรงหล่ออะลูมิเนียมเพราะโดนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งจนเจ๊งปิดกิจการ ตั้งแต่นั้นมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดท้ายรถเร่ขายหมูสะเต๊ะ ด้วยสูตรความอร่อยที่ตกทอดมาจากรุ่นแม่  เร่ขายหมูสะเต๊ะตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จนส่งลูกเรียนจบ 4 คน เริ่มตั้งแต่ยุคที่หมูสะเต๊ะยังขายกันที่ราคาไม้ละบาท หมูกิโลละ 35 บาท จนถึงยุคนี้ที่หมูสะเต๊ะขายกันราคาไม้ละ 6 บาท ราคาหมูปรับขึ้นมาเป็นกิโลละ 140 บาท

ปัจจุบันเฮียตงขับรถเปิดท้ายขายหมูสะเต๊ะ ตระเวนไป 3 แห่ง ย่านหลักสอง และสายสอง เขตบางแค ตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงสองทุ่ม วันจันทร์ขายที่หมู่บ้านหลักสองนิเวศ (ข้างธนาคารกรุงเทพ)

วันพุธขายที่หมู่บ้านเพชรเกษม 3 (ก่อนเลี้ยวเข้าถนนสาย 2) วันพฤหัสบดีขายที่หน้าหมู่บ้านแสงทองวิลล่า ใกล้กับบิ๊กซี เพชรเกษม

สนใจตามรอยไปอร่อย หรือโทรออร์เดอร์ล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 08-7111-6294, 09-9248-6995  หรือเฟซบุ๊ก : หมูสะเต๊ะ นายตง