12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270825

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์

สงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์, 1214, เมษา, สงกรานต์, สรงน้ำ, พระธาตุ, และ, เทวดา, นพเคราะห์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์ เทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12-14 เมษาเวลา 9.00-16.00 ณ ศาลาสำราญมุขมาตย์

     นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ พุทธศักราช 2560  กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสืบต่อองค์ความรู้อันเป็นรากฐานวัฒนธรรมดั้งเดิม

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระจันทร์

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระอังคาร

     ซึ่งมีบทบาทในการเลือกสรรสืบทอดประเพณีที่เหมาะสม และเพื่อผดุงความรู้มรดกทางวัฒนธรรมเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ จึงได้จัดกิจกรรมสรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์ เนื่องใเทศกาลสงกรานต์ พุทธศักราช 2560  เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยความเป็นสิริมงคลตามแบบแผนประเพณีที่ดีงาม

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระพุธ

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระพฤหัสบดี

       โดยอัญเชิญพระธาตุประดิษฐานในพระกรัณฑ์ (พบในพระกรัณฑ์ก้านพระรัศมีพระพุทธสิหิงค์) และเทวดานพเคราะห์ 9  องค์ มาให้ประชาชนได้สรงน้ำและกราบไหว้บูชาขอพร ทั้งนี้แต่ละคนเมื่อเกิดมาจะมีเทวดานพเคราะห์ประจำวันเกิด และในแต่ละช่วงชีวิตเทวดานพเคราะห์จะหมุนเวียนเข้าเสวยอายุ

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระศุกร์

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระเสาร์

    กำหนดปีการเสวยอายุตามกำลังของเทวดาแต่ละองค์ ซึ่งจะส่งผลร้ายหรือดีต่อมนุษย์ขึ้นอยู่กับประเภทของเทวดานพเคราะห์ว่าเป็นฝ่ายบาปเคราะห์หรือศุภเคราะห์ หรือความเข้ากันได้หรือไม่กับเทวดาประจำวันเกิด

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระอาทิตย์

      เทวดานพเคราะห์มีต้นกำเนิดมาจากโหราศาสตร์ฮินดูที่นับถือพระอาทิตย์ ซึ่งมีบริวารอีก 8 องค์ รวมเป็น 9 องค์ ปกปักรักษาชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ประกอบด้วย พระอาทิตย์ทรงราชสีห์ พระจันทร์ ทรงอาชา พระอังคารทรงกระบือ พระพุธทรงช้าง พระพฤหัสบดีทรงกวาง พระศุกร์ทรงโค พระเสาร์ทรงเสือ พระราหูทรงครุฑ และพระเกตุทรงนาค

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระราหู

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์พระเกตุ

     สำหรับประติมากรรมเทวดานพเคราะห์ชุดนี้ หล่อขึ้นตามแบบเทวดานพเคราะห์ของไทย มีลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกับภาพเทวรูปในสมุดไทยหมวดตำราภาพเทวรูปไสยาศาสตร์ เล่มที่ 70  สำนักหอสมุดแห่งชาติ ที่สันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบของเจ้าฟ้าอิศราพงศ์ และคล้ายคลึงกับภาพจิตรกรรมเทพบนบานประตูหน้าต่างด้านใน ของพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ทรงร่วมในการควบคุมการก่อสร้างเช่นกัน ความพิเศษของประติมากรรมชุดนี้

12-14เมษาสงกรานต์-สรงน้ำพระธาตุและเทวดานพเคราะห์

กรัณฑ์บรรจุพระธาตุ

  คือ สามารถถ่ายทอดรูปแบบของเทวดานพเคราะห์ให้ออกมาเป็นประติมากรรมแบบลอยตัว แสดงท่าทาง และลักษณะของเทวดานพเคราะห์ได้อย่างสมจริงและมีชีวิตชีวา โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ และลักษณะของเทวดาแต่ละองค์ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270828

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน

3 ชมเวลาครอบครัวไทย ใช้อย่างไรคุ้มค่า-ใช่ว่าแค่อยู่ด้วยกัน, 3ชมครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน, ครอบครัว, ไทย, ใช้เวลา, ร่วมกัน, คลี่ครอบครัวไทย 40

  เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบายลงต้องมาคิดให้แตกว่า จะทำอย่างไรจะทำให้กลายเป็นช่วงเวลาคุณภาพ เกิดบรรยากาศการสื่อสารเชิงบวก

        คนไทยใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวดีขึ้น!! จาก 2 ชั่วโมง เป็นเกือบ 3 ชั่วโมง เป็นข้อมูลทางสถิติจากการใช้เวลาของประชากรไทย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แม้ข้อมูลเชิงสถิติดูจะมีแนวโน้มดีขึ้น ทว่าในสภาพความเป็นจริง กลับปรากฎเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทุบตี อนาจาร หรือเหตุการณ์ที่ชวนหดหู่สุด เมื่อพ่อปาดคอลูกสาววัย 13 ขวบ โดยอ้างว่าไม่ตั้งแต่โมโหที่ลูกเล่นเฟซบุ๊ก ห้ามหลายครั้งแต่ก็ไม่ฟังจนทะเลาะกัน และเหวี่ยงมือที่ถือมีดไปไม่คิดจะถูกคอลูกสาว!!  ไปหาคำตอบกับ    0เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0 

      ใกล้วันครอบครัวแบบนี้ มาเกาะติดบรรยากาศ “คลี่ครอบครัวไทย 4.0” ซึ่งภาพรวมของครอบครัวไทยในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จากรายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 พบว่า ปัจจุบันครอบครัว3รุ่น คือ พ่อแม่-ลูก-ปู่ย่า/ตายาย ถือเป็นครอบครัวประเภทหลักของไทย และมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในชนบท

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน

      ส่วนครอบครัวพ่อแม่ลูก จากที่เคยเป็นประเภทหลักก็ลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก เพิ่มขึ้น 3 เท่าโดยเพิ่มมากในเขตชนบทสูงกว่าในเมือง ส่วนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ในเชิงสถิติสัดส่วนลดลงแต่ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 970,000 ครัวเรือน เป็น 1.37 ล้านครัวเรือน นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวเพศเดียวกัน ครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติ

        ขณะที่ ผลสำรวจสถานการณ์ครอบครัวไทย โดยศูนย์วิจัยด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย หรือ ยูเอ็นเอฟพีเอ ไทยแลนด์ (UNFPA Thailand) และคณะแพทยศาสตร์ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน ม.สงขลานครินทร์ ได้เปิดผลการสำรวจความเห็นแบบออนไลน์ ของตัวแทนเยาวชนทั่วประเทศ อายุระหว่าง 15-24 ปี จำนวน 824 คน สะท้อนว่าครอบครัวในความหมายของเยาวชน พบว่า อันดับ 1 คือ ความรัก/ผูกพันต่อกัน 41% รองลงมา การอยู่ร่วมกัน 29% การมีงานทำ/มีรายได้ของหัวหน้าครอบครัว 15% และการให้การศึกษาแก่สมาชิก 15%

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน

     เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์

    ส่วนเรื่องที่นึกถึงในวันครอบครัวมากที่สุด 45% คือความสุข รองลงมา 40% นึกถึงการไปเที่ยว ทำกิจกรรมร่วมกัน เมื่อถามถึงความเข้มแข็งของครอบครัว พบว่า สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ครอบครัวมีความเข้มแข็งมาก 52% ความอบอุ่นอยู่ในระดับมาก 52%  แต่ก็ยังพบว่าเยาวชน 10% ครอบครัวไม่เข้มแข็งและไม่อบอุ่นเลย

     ส่วนความสุขเมื่อได้อยู่กับครอบครัว 83% มีความสุขมาก เช่นเดียวกับ 92% เยาวชนรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่กับครอบครัว สำหรับลักษณะครอบครัวที่เยาวชนต้องการ อันดับ 1 คือ ความรักต่อกัน 24% อันดับ 2 การมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน และไม่ทะเลาะ หรือใช้ความรุนแรง 22% อันดับ 3 มีบ้าน ที่อยู่เป็นของตนเอง 20%

      เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. ระบุว่าสิ่งที่เยาวชนต้องการจากครอบครัวไทยมากที่สุด ซึ่งหากดูจากการใช้เวลาของประชากรไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวดีขึ้น จาก 2 ชั่วโมง เป็นเกือบ 3 ชั่วโมงซึ่งสิ่งที่ต้องทำต่อไป คือให้ 3 ชั่วโมงนี้กลายเป็นเวลาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัว สร้างความเข้าใจกันในแต่ละช่วงวัย มีการสื่อสารทั้ง 2 ทาง โดยเฉพาะเด็กเล็กต้องดูแลใกล้ชิดและเหมาะสมซึ่งจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันแก่เด็กเมื่อโตขึ้น

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน

   อิทธิพล ทองแดง

      สอดคล้องกับผลลัพธ์ได้จากเวทีการประชุมเชิงปฏิบัติการของตัวแทนเยาวชน 91 คนใน 21 จังหวัด ที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่อง “ครอบครัวไทยในมุมมองเยาวชน” ซึ่ง ทิว-  อิทธิพล ทองแดง ประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.อุบลราชธานี แจกแจงว่า เด็กและเยาวชนชอบมากที่สุด คือ การที่ครอบครัวได้ใช้เวลาและทำกิจกรรมอยู่ด้วยกัน ความเข้าใจและรับฟังปัญหา ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน ความรัก ขณะที่ปัญหาการหย่าร้าง การแยกทางของพ่อแม่ เป็นเรื่องที่เด็กและเยาวชนไม่อยากให้เกิด แต่ก็มักพบบ่อยๆ เพราะปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อความรู้สึกของลูก และถูกสังคมตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา

     รวมถึงความรุนแรงในครอบครัวจากการทะเลาะ ใช้ถ้อยคำรุนแรง ประชดประชัน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล โดยเฉพาะการทะเลาะแบบเงียบงัน ที่เกิดจากการทะเลาะกันเป็นเวลานานไม่มีการพูดคุยกัน ตรงนี้ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด และสาเหตุหลักที่ทะเลาะเกิดจากพ่อดื่มสุรา บางครอบครัวรุนแรงถึงขั้นพ่อต้องออกจากงาน รองลงมา เป็นปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ติดการพนัน และการนอกใจ ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงสภาพการเกี่ยงกันดูแลผู้สูงอายุและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

      “สิ่งที่เยาวชนอยากเห็น เพื่อช่วยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพคือ การมีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น การแสดงความรัก ความอบอุ่นต่อกัน บางครอบครัวอยู่ด้วยกันแต่ก้มหน้าหาแต่สมาร์ทโฟน ไม่สบตากัน ซึ่งเยาวชนและพ่อแม่ต้องลดเวลาการใช้ไลน์ (Line) เพิ่มเวลาระหว่างกันในครอบครัวให้มากขึ้น และสิ่งที่เยาวชนคาดหวังจากชุมชนและสังคมรอบข้าง คือ ลดการนินทา จ้องจับผิด ทำให้ถูกนำมาเปรียบเทียบ ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้การศึกษาฟรีอย่างแท้จริง เพื่อลดภาระของครอบครัว ที่สำคัญอยากให้เปิดโอกาสคุณแม่วัยใสให้มีโอกาสทางการศึกษา มีอาชีพ และมีที่ยืนในสังคม”อิทธิพล ฝากข้อเสนอแนะ

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน

เสาวลักษณ์ พูนสวัสดิ์

     ขณะที่ ครีม-เสาวลักษณ์ พูนสวัสดิ์ เครือข่ายสภาเด็กเทศบาลตำบลฉลุง จังหวัดสตูล สะท้อนมุมมองเรื่องครอบครัว ว่า หลายคนคิดว่าการที่ครอบครัวมีพ่อแม่ ลูก พร้อมหน้าตาจึงจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันครอบครัวไทยไม่ใช่แบบที่นิยามไว้ส่วนตัวก็เคยมีครอบครัวที่สมบูรณ์ จนกระทั่งพ่อแม่แยกทางกัน ชีวิตเปลี่ยนผันทุกอย่าง มีหนี้จากการกู้นอกระบบ จนแม่ต้องออกจากงานแม่บ้านไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ส่วนเธอก็อยู่กับน้องชายที่กำลังเข้าเรียนม.1  พี่สาวมีป้ารับไปอุปการะ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าครอบครัวไม่อบอุ่น หรือไม่สมบูรณ์ เพราะในปัญหาที่เจอก็ยังมีเรื่องดีๆ เพราะมีคนรอบข้างที่ดีให้คำแนะนำ เป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันไม่ได้รู้สึกขาด

     “ปัญหาชีวิตที่เจอเหมือนแรงผลักดัน สอนให้เราอยู่ในโลกความเป็นจริงได้อย่างเข้มแข็ง เรียนรู้ที่จะปรับตัวเช่นทุกวันนี้ไปเรียนหลักสูตรพยาบาลระยะสั้นก็ทำงานด้วยและเรียนกศน.เพื่อให้จบม.ปลาย เงินที่ได้จากการทำงานก็ดูแลตัวเอง ดูแลน้องชายและไว้สำรองจากเงินที่แม่ส่งกลับมา เพราะฉะนั้นแล้ว การที่เราสร้างพลังให้ตนเอง อยู่กับปัจจุบันไม่คาดหวัง แสดงความรักและน้ำใจต่อกันก็เป็นสิ่งที่จะสร้างความเป็นครอบครัวได้เช่นกัน”ครีม กล่าว

3ชม.ครอบครัวไทยใช้เวลาร่วมกัน วีระพล แก้วพันธุ์อ่ำ

    ขณะที่ วีระพล แก้วพันธุ์อ่ำ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่ามีพี่น้อง 2 คนชีวิตก็ย้ายไปอาศัยกับตา ปู่ และป้าหมุนเวียนไปมาแต่เด็กจนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัย จึงมาอยู่ข้างนอก ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ น้องสาวกลายเป็นคุณแม่วัยใส และกลายเป็นว่าถูกกีดกันจากสังคมโดยตีค่าว่าเป็นคนไม่ดี

      เพราะฉะนั้น อยากฝากไปถึงระดับผู้กำหนดนโยบายว่า การกำหนดนโยบายเรื่องครอบครัวใดก็ตาม ต้องไม่หลุดไปจากวิถีคนไทย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นนโยบายไร้ราก  ไม่สะท้อนความเป็นจริง และเข้าไม่ถึงครอบครัวคนไทยที่มีความหลากหลาย ต้องมีการวางแผนเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องทำได้จริง ตลอดจนส่งเสริมและสร้างบรรยากาศครอบครัวที่มีความเข้าใจกันทุกช่วงวัย ที่สำคัญควรมีการสื่อแบบสองทางด้วย

ประกาศ!!เกณฑ์สรรหาศึกษาธิการจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270794

ประกาศ!!เกณฑ์สรรหาศึกษาธิการจังหวัด

เกณฑ์สรรหา, ศธจ, ประกาศ, เกณฑ์, สรรหา, ศึกษาธิการจังหวัด

กางหลักเกณฑ์สรรหาศึกษาธิการจังหวัด พร้อมเกลี่ยอัตรากำลังนั่งปฏิบัติงานในสำนักงาน ศธจ. ทั่วประเทศ เริ่มรับสมัคร วันที่ 18-24 เม.ย.นี้

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) 77 ตำแหน่งทั่วประเทศ โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้  เป็นข้าราชการสังกัดศธ.ประเภทผู้บริหารการศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการ(ผอ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา, ผอ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาอัธยาศัย(กศน.)จังหวัด,ผอ.กศน.กรุงเทพฯ, ผอ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)จังหวัด และมีผู้ที่รักษาการตำแหน่งรองศึกษาธิการภาคที่มีคุณสมบัติครบ

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกจะดู 3 ด้าน คือ 1.วิสัยทัศน์ ผลงานที่ผ่านมา ประวัติการรับราชการ และสอบสัมภาษณ์ โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ทั้งนี้จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 18-24 เมษายนนี้โดยสมัครได้ที่สำนักงานศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค หากได้รับคัดเลือกก็จะได้รับการพิจารณาว่าให้ไปประจำที่จังหวัดใด และจะไม่มีการขึ้นบัญชีไว้ ทั้งนี้ ศธจ.กลุ่มนี้ ถือเป็นกลุ่มแรกและมีคุณสมบัติที่จะสมัครเป็นศึกษาธิการภาค(ศธภ.)ได้ในระยะต่อไปด้วย เนื่องจากคุณสมบัติของศธภ.และรองศธภ. ได้กำหนดคุณสมบัติให้ผู้ที่สมัครต้องผ่านการดำรงตำแหน่งศธจ.มาก่อน

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการในการเกลี่ยอัตรากำลังรองรับการจัดตั้งสำนักงาน ศธจ.ด้วย ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติในการขอโอนย้านมาปฏิบัติหน้าที่ที่ ศธจ.ต้องเป็นข้าราชการครูแลบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด ศธ.ทั่วประเทศ โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจะดูความรู้ความสามารถในตำแหน่ง ประวัติ ผลงานที่ผ่าน และการย้ายจะต้องไม่กระทบต่อหน่วยงานต้นทาง โดยสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 18-24 เมษายนเช่นกัน และกระบวนการสรรหาศธจ.ตลอดจนการเกลี่ยอัตรากำลังเพื่อปฏิบัติงานในศธจ.ทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้

แนะบริษัท-หน่วยงานตรวจสอบวุฒิก่อนรับคนเข้าทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270789

แนะบริษัท-หน่วยงานตรวจสอบวุฒิก่อนรับคนเข้าทำงาน

ตรวจสอบวุฒิ, มหาวิทยาลัย, ศธ, สพฐ, ปลอมวุฒิการศึกษา, วุฒิปลอม, แนะ, บริษัท, หน่วยงาน, ตรวจสอบ, วุฒิ, ก่อน, รับ, เข้าทำงาน

ศธ.ยันติดตามกระบวนการปลอมวุฒิการศึกษาต่อเนื่อง ทั้งสืบทางลับ-ล่อซื้อ-ตามถึงสถานศึกษาที่อ้างออกวุฒิให้ แนะบริษัท หน่วยงานต่างตรวจสอบวุฒิที่สถานศึกษาโดยตรง หากพบนำวุฒิปลอมมาสมัครเอาผิดตามกฎหมายได้

            ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขบวนการปลอมวุฒิการศึกษาได้นั้น ที่ผ่านมา ศธ. มีเจ้าหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการปลอมแปลงวุฒิการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสืบสวนในทางลับ มีการล่อซื้อ ตั้งแต่ไปในศูนย์การค้าที่มีการแจ้งรับสมัครทางเว็บไซต์ และตามไปถึงสถานศึกษาที่อ้างถึงว่าเป็นผู้ออกวุฒิการศึกษาให้ได้ ซึ่งสถานศึกษาบอกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการ อาจจะเป็นภาคเอกชนทำ ซึ่งศธ.ก็ได้ซักซ้อมแนวทางที่ถูกต้องให้สถานศึกษาดำเนินการอย่างเคร่งครัด

“การซื้อขายวุฒิปลอมมีอยู่จริง และมีทุกระดับการศึกษาทั้งวุฒิของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดังนั้นหน่วยงานผู้จ้างงานจะรับสมัครบุคคลเข้าทำงาน ขอให้ตรวจสอบวุฒิการศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรง ซึ่งจะทราบว่าเป็นวุฒิการศึกษาจริง หรือ วุฒิปลอม แต่หากเป็นหน่วยงานราชการ หรือ หน่วยงานในกำกับก็จะมีการตรวจสอบวุฒิการศึกษาของผู้เข้าทำงานอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว หากพบว่าใช้วุฒิปลอมมาสมัครงานก็จะดำเนินคดีในฐานปลอมแปลงเอกสาร”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

ด้าน ดร.สุภัทร  จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ทราบข่าวการจับกุมวุฒิปลอม ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถจับคนปลอมแปลงวุฒิการศึกษาได้ และอยากให้มีการขยายผลไปทุกกลุ่ม เพราะจากการให้การของผู้ต้องหาทราบว่าน่าจะมีการปลอมแปลงวุฒิกันในหลายกลุ่ม  และถ้ามีรายชื่อว่ามีมหาวิทยาลัยไหนบ้างที่ถูกปลอมแปลงวุฒิการศึกษาขอให้แจ้งที่มหาวิทยาลัยด้วย เพราะเป็นผู้เสียหายโดยตรง และทางมหาวิทยาลัยจะได้แจ้งความเอาผิดกับผู้ทำให้มหาวิทยาลัยเสียหายด้วย  รวมทั้งหน่วยงานที่รับบุคคลที่นำวุฒิการศึกษาปลอมมาใช้ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน ที่จะต้องมาคัดเลือกคนเข้าทำงานใหม่ ก็อาจจะไปแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มปลอมแปลงวุฒิด้วย
“มหาวิทยาลัยต่าง ๆมีระบบรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับทะเบียนนิสิตนักศึกษาอย่างดี  ไม่ใช่ว่าใครก็จะเข้าไปในระบบได้ง่ายๆ  เชื่อว่าคนในมหาวิทยาลัยไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมวุฒิการศึกษา เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่มีข่าวการจับกุมพวกปลอมแปลงวุฒิการศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นคนนอกมหาวิทยาลัยทั้งนั้น”ดร.สุภัทร กล่าว

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อไปว่า  อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะรับบัณฑิตเข้าทำงานก็จะต้องมีการตรวจสอบวุฒิการศึกษาไปยังสถาบันการศึกษาที่ผู้สมัครงานแจ้งว่าจบการศึกษาที่ใดอยู่แล้ว   ซึ่งการตรวจสอบวุฒิการศึกษาก็ใช้เวลาไม่นานประมาณอย่างมากไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้น ขอฝากหน่วยงานต่าง ๆที่จะรับบัณฑิตเข้าทำงานช่วยตรวจสอบวุฒิการศึกษาด้วย ซึ่งการที่ยังมีการตรวจพบว่ามีการใช้วุฒิการศึกษาปลอมเข้าไปทำงานได้ แสดงว่าระบบการตรวจสอบและคัดเลือกคนเข้าทำงานยังมีช่องโหว่อยู่ ต้องจัดระบบการตรวจสอบให้เข้มข้นกว่าเดิม เพราะไม่เช่นนั้นหน่วยงานก็จะได้คนที่ไม่มีคุณภาพเข้าไปทำงานได้ ทั้งนี้ การบรรจุและแต่งตั้งคนเข้าทำงานจะต้องดูจากความสามารถและวุฒิการศึกษาประกอบกันไป

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270775

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น, โชว์, โบราณ, ศิลปวัตถุ, 130ชิ้นฉลอง130, ไทย, ญี่ปุ่น

วธ. จัดนิทรรศการฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 130 ปี นำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ 116รายการ 130 ชิ้น ร่วมแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทย

     ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น นับวันยิ่งเพิ่มพูนความใกล้ชิด ทั้งด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความสัมพันธ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีการติดต่อและเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างหน่วยงานของทั้ง2 ประเทศ

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น

         เนื่องในโอกาสครบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในปี2560 มีโครงการจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ(ราวเดือนมีนาคม-เมษายน 2560) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ในช่วงฤดูร้อน (ราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 แห่งละประมาณ 8 สัปดาห์

      นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) พร้อมด้วยนายพงศ์ศักดิ เสมสันต์ ที่ปรึกษารมว.วธ.,นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ,นักโบราณคดี และผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ ร่วมเดินทางเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบ 130ปี ความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-ญี่ปุ่น เรื่อง Thailand:Brilliant Land of the Buddha ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู ประเทศญี่ปุ่น

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น

      นายวีระ กล่าวเปิดงานว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่น มีการติดต่อกันมากว่า 600 ปี ตั้งแต่สมัยอยุธยา และได้เริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อ 130 ปีมาแล้ว โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในหลายๆ ด้าน ในโอกาสครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ไทย – ญี่ปุ่น กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ

      ได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ โดยกรมศิลปากร วธ. ประเทศไทยให้ยืมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมที่แสดงถึงประวัติศาสตร์ทุกสมัยของประเทศไทย จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 17แห่งและหอสมุดแห่งชาติจำนวน 116 รายการ 130 ชิ้น

        บางชิ้นไม่เคยอนุญาตให้นำออกไปจัดแสดงนอกประเทศ อาทิ บางประตูไม้แก้สลักพระวิหารวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเป็นงานฝีมือพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงจำหลักนำไว้เป็นปฐมรักษ์ แสดงความเอกของฝีมือไทย โดยบานประตูไม้แกะสลักได้รับทุนสนับสนุนด้านการอนุรักษ์จากมูลนิธิซูมิโตโม ประเทศญี่ปุ่น

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น

     ทั้งนี้ ยังมีการนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญไปจัดแสดงอีกจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูปหินทราย ศิลปะอินเดีย แบบสารนาถ พุทธศตวรรษที่ 11 พบที่ อ.เวียงสระ จ.สุราษฏร์ธานี ,พระพุทธรูปปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ สำริด ยุคสมัยอินเดีย พุทธศตวรรษที่ 14-16 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงได้มาจากเมืองนครราชสีมา พระโพธิสัตว์หิน ศิลปะศรีวิชัย พบที่อ.เมืองไชยา จ.สุราษฏร์ธานี พระบฎ ผ้า สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24 -25                 ตะลุ่มทรงดอกบัวเงิน สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24 -25 ดาบอาญาสิทธิ์เงิน กะไหล่ทองโลหะผสม สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 พระราชทานแก่เจ้าบดินทรเดชา (สิงห์) ซึ่งเป็นต้นตระกูลสิงหเสนี รวมถึงเหรียญเงินตราธรรมจักร ยุคสมัยทวารดี พบที่ ต.พระประโทน จ.นครปฐม เป็นต้น

โชว์โบราณ-ศิลปวัตถุ130ชิ้นฉลอง130ปีไทย-ญี่ปุ่น

       อย่างไรก็ตาม นิทรรศการดังกล่าว เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น รวมถึงแลกเปลี่ยนวิทยากรและวัฒนธรรมตามบันทึกความเข้าใจระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคิวชู กับกรมศิลปากร ส่งเสริมความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงนิทรรศการของทั้งสองประเทศ ที่สำคัญเพื่อให้ชาวญี่ปุ่น ได้รับชมเอกลักษณ์และความงดงามของศิลปกรรมไทย และยังเป็นการสานความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้มั่นคงต่อไป

กพร.จัด”คลีนิคช่าง”ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270755

กพร.จัด”คลีนิคช่าง”ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

กพรจัดคลีนิคช่างระดมคน400ให้บริการสงกรานต์, กพร, จัด, คลีนิค, ช่าง, ระดม, 400, ให้บริการ, สงกรานต์, คลีนิคช่าง

ช่วงสงกรานต์กพร.จัดชุด”คลีนิคช่าง”เคลื่อนที่บริการตรวจสภาพรถในสถานที่ต่างๆ 16 จังหวัด จัดครูฝึกและผู้รับการฝึกช่างซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 400 คนให้บริการ

     กระทรวงแรงงานจัดโครงการสงกรานต์ปลอดภัย ด้วยใจกระทรวงแรงงาน ประจำปี 2560  โดย กพร.บริการตรวจสภาพรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ฟรี ทั้งก่อนเดินทาง ตั้งแต่ 2 มีนาคม เป็นต้นมา และระหว่างช่วงเทศกาล 11 – 17 เมษายน นี้ พร้อมจัดครูฝึกและผู้รับการฝึกในสาขาช่างซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 400 คน ประจำจุดบริการตรวจเช็คสภาพรถ รวมถึงการให้บริการเคลื่อนที่ด้วย

กพร.จัด"คลีนิคช่าง"ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า  จากการที่รัฐบาลมีมาตรการเข้มงวดทั้งการใช้กฎหมายและการรณรงค์เพื่อการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่มีสถิติสูงในช่วงเทศกาล  เนื่องจากมีประชาชนเดินทางใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการไม่ปฏิบัติตามวินัยจราจร

รวมถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ และสาเหตุหนึ่งอาจมาจากสภาพรถที่ไม่สมบูรณ์ ไม่พร้อมต่อการเดินทางไกล ซึ่ง กพร. เป็นหน่วยงานหนึ่งของภาครัฐที่พยายามช่วยลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย

กพร.จัด"คลีนิคช่าง"ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

โดยให้บริการประชาชนมาอย่างต่อเนื่องให้บริการตรวจสภาพรถทุกชนิด ทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะซึ่งปัจจุบันมีทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถตู้ที่วิ่งให้บริการทั้งระยะใกล้และไกล การให้บริการนอกจากจะให้บริการ ณ สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ หรือจุดบริการบนถนนสายหลักช่วงเทศกาลแล้ว  เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึง กพร.ยังได้จัดชุด”คลีนิคช่าง”เคลื่อนที่บริการตรวจสภาพรถในสถานที่ต่างๆ ดำเนินการแล้วจำนวน 16 จังหวัด

กพร.จัด"คลีนิคช่าง"ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

อาทิ จังหวัดชลบุรี โดยสถาบันฯ ชลบุรี ร่วมกับ มณฑลทหารม้าที่ 4 จังหวัดชลบุรี ขนส่งจังหวัดชลบุรี ตรวจสภาพรถโดยสารขนาดใหญ่ไปแล้ว จำนวน 15 คัน รถตู้โดยสาร จำนวนกว่า 60 คัน ณ สถานีขนส่งจังหวัด

นอกจากนี้ยังออกให้บริการตรวจสภาพรถตามสถานประกอบการที่แจ้งความประสงค์มา จำนวน 60 คัน และจังหวัดสมุทรปราการ ให้บริการแล้วกว่า 50 คัน  รวมทั่วประเทศได้ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถเคลื่อนที่รวมแล้วกว่า 500 คัน

กพร.จัด"คลีนิคช่าง"ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

สำหรับการตรวจสภาพรถในสถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น ให้บริการตรวจเช็คแล้ว 1,630 คันเป็นรถยนต์ 706 คันและรถจักรยานยนต์ 924 คัน  การตรวจสภาพรถยนต์นั้น จะทำการตรวจตัวถังรถ มาตรวัด ที่นั่งและเข็มขัดนิรภัย อุปกรณ์ความปลอดภัย ระบบไฟฟ้า กระจกและหน้าต่าง ตรวจสอบระดับน้ำกลั่น  น้ำมันเครื่อง  น้ำมันเบรค น้ำมันคลัตช์ เปลี่ยนหลอดไฟสัญญาณ ไฟเลี้ยว  เช็คลมยาง ใบปัดน้ำฝน และส่วนประกอบอื่นๆ เป็นต้น

และเพื่อเป็นการสร้างความั่นใจให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน กพร. ยังคงเดินหน้าให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหมดช่วงเทศกาล และสามารถค้นหาจุดบริการช่วงเทศกาล 11 – 17 เมษายน ได้ที่เว็บไซต์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th  เลือกเมนู “ตรวจสภาพรถฟรีขับขี่ปลอดภัย”  ข้อมูลดังกล่าวจะแจ้งให้ทราบพิกัดจุดบริการ

กพร.จัด"คลีนิคช่าง"ระดมคน400ให้บริการสงกรานต์

พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อโดยตรงกับผู้อำนวยการสถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งทำให้สามารถเดินทางไปรับบริการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2245 -3560

เผยสถิติคนไทย ใช้เวลากับ”ครอบครัว” 3 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270752

เผยสถิติคนไทย ใช้เวลากับ”ครอบครัว” 3 ชม.

เผยสถิติคนไทยใช้เวลากับครอบครัว3 ชม, สถานการณ์ครอบครัวไทย, เผย, สถิติ, คนไทย, ใช้เวลา, กับ, ครอบครัว, เผยสถิติคนไทย, ใช้เวลากับครอบครัว

 เผยสถิติคนไทยใช้เวลากับครอบครัว 3 ชม.ด้านยูเอ็นเอฟพีเอ ระบุสถานการณ์ครอบครัวไทยมีรูปแบบหลากหลายขึ้น ครอบครัวเพศเดียวกัน-อยู่คนเดียว-ครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติ

      ใกล้วันครอบครัวเข้ามาทุกขณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย หรือ ยูเอ็นเอฟพีเอ ไทยแลนด์ (UNFPA Thailand) และภาคีเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะกลุ่มเยาวชน “คลี่ครอบครัวไทย 4.0”

      นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. เปิดเผยว่า จากผลสำรวจสถานการณ์ครอบครัวไทย โดยศูนย์วิจัยด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำรวจความคิดเห็นแบบออนไลน์จากตัวแทนเยาวชนทั่วประเทศ อายุระหว่าง 15-24 ปี จำนวน 824 คน เดือนมีนาคม 2560 เป็นเพศหญิง 57% เพศชาย 42% และอื่นๆ 1% ระดับการศึกษา คือ มัธยมศึกษาและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 26% ปริญญาตรีและประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 60% สูงกว่าปริญญาตรี 0.5% และนอกระบบการศึกษา 0.4% รายได้ครอบครัวส่วนใหญ่น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน พบว่า รูปแบบครอบครัวไทย ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวพ่อ แม่ ลูก 59% ตามด้วยครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 16% ครอบครัว 3 รุ่น 15% ครอบครัวข้ามรุ่น 5% ที่เหลือ คือ อยู่คนเดียว สามี-ภรรยาที่ไม่มีลูก ครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติ เป็นต้น

       เมื่อถามถึงครอบครัวในความหมายของเยาวชน พบว่า อันดับ 1 คือ ความรัก/ผูกพันต่อกัน 41% รองลงมา การอยู่ร่วมกัน 29% การมีงานทำ/มีรายได้ของหัวหน้าครอบครัว 15% และการให้การศึกษาแก่สมาชิก 15% ส่วนความรู้สึกต่อวันครอบครัว 54% หรือเกินครึ่งรู้สึกเฉยๆ อีก 43% ดีใจ 2%เสียใจ และอื่นๆ 1% ขณะที่สิ่งที่นึกถึงในวันครอบครัว มากที่สุด 45%คือความสุข ส่วน 40% นึกถึงการไปเที่ยว ทำกิจกรรมร่วมกัน เมื่อถามถึงความเข้มแข็งของครอบครัว พบว่า สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ครอบครัวมีความเข้มแข็งมาก 52% ความอบอุ่นอยู่ในระดับมาก 52% แต่ก็ยังพบว่าเยาวชน 10% ครอบครัวไม่เข้มแข็งและไม่อบอุ่นเลย ส่วนความสุขเมื่อได้อยู่กับครอบครัว 83% มีความสุขมาก เช่นเดียวกับ 92% เยาวชนรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่กับครอบครัว

       นางเพ็ญพรรณ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการยอมรับและเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจเรื่องครอบครัวจากสมาชิกในครอบครัว พบว่า เปิดโอกาสในระดับมาก 56% ปานกลาง 37% และหากจำแนกเป็นรูปแบบของครอบครัว พบว่า ครอบครัวพ่อแม่-ลูก จะเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด 3.55% ขณะที่ ครอบครัว 3 รุ่น เปิดโอกาส 3.52% แต่ครอบครัวข้ามรุ่น เปิดโอกาสระดับน้อยเพียง 3.24%

     สำหรับลักษณะครอบครัวที่เยาวชนต้องการ อันดับ 1 คือ ความรักต่อกัน 24% อันดับ 2 การมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน และไม่ทะเลาะ หรือใช้ความรุนแรง 22% อันดับ 3 มีบ้าน ที่อยู่เป็นของตนเอง 20% สำหรับความกังวลต่อครอบครัว ในภาพรวมเยาวชนกังวลเรื่องปัญหาสุขภาพเป็นอันดับ 1 ตามด้วยอันดับ 2 คือ การทะเลาะวิวาท ใช้ความรุนแรง และอันดับ 3 คือ หนี้สิน อย่างไรก็ตามหากจำแนกตามกลุ่มรายได้ จะพบว่า เยาวชนในกลุ่มรายได้น้อย มีความกังวลเรื่องหนี้สินเป็นอันดับ 1 ตามด้วยปัญหาอบายมุขและสิ่งเสพติด และการไม่มีบ้านและรถ ทั้งนี้ในสายตาของเยาวชนต่อสถานการณ์ของครอบครัวสังคมไทยในภาพรวม กลับมองว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงถึง 70% ขณะที่มองว่าน่าชื่นชม 20% และเฉยๆ 10%

       “จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ครอบครัวไทยในมุมมองของเยาวชน อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยความรัก ความห่วงใย และการใช้เวลาร่วมกัน เป็นสิ่งที่เยาวชนต้องการจากครอบครัวไทยมากที่สุด ซึ่งหากดูจากการใช้เวลาของประชากรไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า การใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวดีขึ้น จาก 2 ชั่วโมง เป็นเกือบ 3 ชั่วโมงซึ่งสิ่งที่ต้องทำต่อไป คือให้ 3 ชั่วโมงนี้กลายเป็นเวลาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัว สร้างความเข้าใจกันในแต่ละช่วงวัย มีการสื่อสารทั้ง 2 ทาง โดยเฉพาะเด็กเล็กต้องดูแลใกล้ชิดและเหมาะสมซึ่งจะส่งผลต่อภูมิคุ้มกันแก่เด็กเมื่อโตขึ้น”นางเพ็ญพรรณ กล่าว

       ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดีเจ้าหน้าที่บริหารแผนงานเยาวชนยูเอ็นเอฟพีเอ กล่าวว่า ภาพรวมของครอบครัวไทยในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จากรายงานสถานการณ์ประชากรไทย พ.ศ. 2558 พบว่า รูปแบบครอบครัวไทยในปัจจุบัน ทั้งสิ้น 7 ประเภท ดังนี้ อันดับ 1 ครอบครัวสามรุ่น 37% อันดับ 2ครอบครัวพ่อแม่ลูก 27% อันดับ 3 คู่สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร 16% อันดับ 4 ครัวเรือนอยู่คนเดียว 14% อันดับ 5 ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 7% อันดับ 6 ครัวเรือนข้ามรุ่น 2% และอันดับ 7 ครัวเรือนที่ไม่ใช่ญาติ 1% ซึ่งมีความเป็นชุมชนแบบหนึ่ง ทั้งชุมชนของเพื่อนฝูง หรือคนที่ไม่ใช่ญาติ แต่มีสายสัมพันธ์ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

   จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าปัจจุบันครอบครัว3รุ่น เป็นครอบครัวประเภทหลักและมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในชนบท ส่วนครอบครัวพ่อแม่ลูก จากที่เคยเป็นประเภทหลักก็ลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะที่ครอบครัวคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก เพิ่มขึ้น 3 เท่าและเพิ่มขึ้นในเขตชนบทสูงกว่าในเมือง ส่วนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมีสัดส่วนลดลงเล็กน้อย แต่มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 970,000 ครัวเรือน เป็น 1.37 ล้านครัวเรือน นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย เช่น ครอบครัวเพศเดียวกัน ครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งไม่มีข้อมูลเชิงสถิติชัดเจน อีกทั้ง ปัจจุบันการใช้ชีวิตคู่ของคนเพศเดียวกันในไทยยังไม่ได้รับรองสถานภาพทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการ สิทธิและสวัสดิการจากภาครัฐที่จัดให้แก่คู่สมรสและบุตร อาทิ การลดหย่อนภาษีเงินได้ การรักษาพยาบาล การรับบุตรบุญธรรม การรับมรดก เป็นต้น

      “ความหมายของครอบครัวยุคใหม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จึงไม่สามารถใช้ความหมายแบบเดิมไปเป็นตัวกำหนดนโยบาย หรือ บริการแบบเดิมได้ ถ้ากฎหมายและระบบสวัสดิการปรับตัวไม่ทัน เราก็จะละเลย กีดกันคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในครอบครัวหลากหลายรูปแบบ ซึ่งหนทางหนึ่งที่จะติดตามสถานการณ์ได้ทันการณ์คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะให้มากขึ้น”น.ส.ณัฐยา กล่าว

จับตา!คกก.อิสระปฏิรูปการศึกษาเผยโฉมเม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270599

จับตา!คกก.อิสระปฏิรูปการศึกษาเผยโฉมเม.ย.นี้

อนุบาล 3 ขวบ, ปฏิรูปประเทศ, มาตรา 261, ปฏิรูปการศึกษา, คณะกรรมการอิสระ, จับตาค, อิสระ, ปฏิรูป, การศึกษา, เผยโฉม, เมย, นี้

ศธ.เร่งเดินเครื่องงานการศึกษารับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เตรียมตั้งคณะกรรมการอิสระ ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา คาดมีประมาณ 20 คนภายในเม.ย.นี้เสนอครม.เห็นชอบ

       ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เปิดเผยว่า ตามที่มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แล้วนั้น.ที่ประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือและเร่งรัดการดำเนินงานด้านการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งในหมวดที่ 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา261การปฏิรูปด้านการศึกษา ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระ มาดำเนินการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการต่อ

ที่ประชุมเห็นว่า กรรมการอิสระ ต้องประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น ด้านการบริหารการศึกษา ครูผู้สอน เศรษฐศาสตร์ องค์กรเอกชน ผู้ผลิตและพัฒนาครู เป็นต้น โดยมีจำนวนกรรมการประมาณ 20 คน ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ให้ทาบทามบุคคลต่างๆ และจะนำรายชื่อเสนอ ครม.พิจารณาแต่งตั้งในเดือนเมษายนนี้

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำกฎหมายกองทุน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และ กองทุนเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู โดยทั้ง 2 ฉบับจะต้องประกาศใช้เป็นกฎหมายภายใน 1 ปี หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานปลัด ศธ.ได้ร่างกฎหมายกองทุนทั้ง 2 ฉบับแล้ว อยู่ระหว่างประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ส่วนการจัดการศึกษาปฐมวัย โดยเฉพาะอนุบาล 3 ขวบ ที่จัดกันอยู่ว่ารัฐจะดูแลและสนับสนุนอย่างไร โดยมอบให้สป.ศธ.มาดูเรื่องงบประมาณ มอบสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ดูแผนและมาตรฐานการจัดการเรียนการสอน รวมถึงครูผู้สอน เช่น ครูปฐมวัย ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ขณะเดียวกันคุรุสภา ก็ต้องดูเรื่องใบอนูญาตประกอบวิชาชีพครู และจะทำอย่างไรกับครูปฐมวัยที่ไม่มีวุฒิครู ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) จ้างสอนอยู่ เป็นต้น .

อนึ่ง มาตรา 261 ให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระคณะหนึ่ง ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยให้ ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้คณะกรรมการดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ และร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

ผู้สูงอายุไทย อันดับ 2 ในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270595

ผู้สูงอายุไทย อันดับ 2 ในอาเซียน

สถานการณ์ผู้สูงอายุ, ประเทศไทย, กลุ่มอาเซียน, ไม่มีรายได้, แผนรองรับ, ผู้สูงอายุ, ไทย, อันดับ, อาเซียน, ผู้สูงอายุไทย, ในอาเซียน, คม ชัด ลึก

ตั้งแต่ ปี 2548 ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงอายุ เนื่องจากมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 10 ของประชากรสูงอายุ

       และมีการคาดประมาณว่าในปี 2564 จะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 และปี 2574 จะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 28  โดยในปี 2558 ประชากรไทยมีจำนวน 65.1 ล้านคน เป็นประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 11 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด “คม ชัด ลึก”  จึงติดตามสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย

        ผู้สูงอายุไทยเรียนจบประถมศึกษาร้อยละ 79.3 จบมัธยมฯและสูงกว่าประมาณร้อยละ 10 และผู้ที่ไม่เคยเข้าเรียนมีร้อยละ 9.5  สภาพสมรส ร้อยละ 64.61 โสด ร้อยละ 9.2 หม้าย/หย่า/แยก ร้อยละ 30.38หากเทียบผู้สูงอายุไทยกับประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน  ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยที่เข้าเกณฑ์เป็นสังคมสูงวัยแล้ว 3  ประเทศ คือ สิงคโปร์ มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 18  ประเทศไทยร้อยละ 16 และเวียดนาม ร้อยละ 10 ส่วนเมียนมา มาเลเซีย ร้อยละ 9  อินโดนีเซีย บรูไน ร้อยละ 8  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และติมอร์-เลสเต ร้อยละ 7 และลาว ร้อยละ 6  ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น  ร้อยละ 33 %

0 รายได้ไม่เพียงพอ 0

        ในรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2558 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย(มส.ผส.) ระบุ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ โดยในปี 2557 ผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 34.3 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือ มีรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 31,764 บาทต่อคนต่อปี มีแนวโน้มลดลง เพราะในปี 2545 ผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ร้อยละ 46.5

        ทั้งนี้ แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุได้จากบุตรมากที่สุด ร้อยละ 37 การทำงาน ร้อยละ 34 เบี้ยยังชีพทางราชการ ร้อยละ 15 และเงินบำเหน็จ บำนาญร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม แหล่งรายได้หลักจากบุตรมีแนวโน้มลดลงอย่างมาก ปี 2550 ร้อยละ 52 ปี 2554 ร้อยละ 40 ขณะที่รายได้จากการทำงานแนวโน้มสูงขึ้น ปี 2550 ร้อยละ 29 ปี2554 ร้อยละ 35 เมื่อแยกย่อยตามช่วงอายุ ในปี 2557 อายุ 60-64 ปียังทำงานอยู่ ร้อยละ 59  65-69 ปี ร้อยละ 46  70-74ปี ร้อยละ 25 และ มากกว่า 75 ปีร้อยละ 11

      พญ.ลัดดา ดำริการเลิศเลขาธิการมส.ผส. บอกว่า ลักษณะของงานหลัก เป็นเจ้าของหรือผู้ดำเนินกิจการเอง รองลงมาเป็นลูกจ้างเอกชน  ผู้ปฏิบัติงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ลูกจ้างรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ และสมาชิก/การรวมกลุ่ม ส่วนเหตุผลที่ยังทำงานเพราะต้องการรายได้มากที่สุด ตามด้วยสุขภาพแข็งแรง/ยังมีแรงทำงาน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ช่วยครอบครัวและเป็นอาชีพประจำ ซึ่งความเพียงพอของรายได้ มีความเพียงพอ ร้อยละ 51.5 ไม่เพียงพอร้อยละ 26.7 เพียงพอบางครั้ง ร้อยละ 20.1 และเกินพอ 1.7 โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนรายได้ที่ไม่พอสูงที่สุด

ผู้สูงอายุไทย อันดับ 2 ในอาเซียน

0 อยู่ลำพังมากขึ้น 0

      ตัวเลขในปี 2557  ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว ร้อยละ 9 แยกเป็นในเขตเทศบาล ร้อยละ 10 และนอกเขตเทศบาลร้อยละ 8 หากเทียบกับในปีก่อนหน้ามีแนวโน้มสูงขึ้น ปี 2545 ร้อยละ 6 ปี 2550 ร้อยละ 8 ปี 2554 ร้อยละ 9  นอกจากนี้ มีผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลปรนนิบัติในชีวิตประจำวันแต่ไม่มีผู้ดูแล  อายุ 60-69 ปี ร้อยละ 2 70-79ปี ร้อยละ 3 และ 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 4  โดยกิจกรรมที่ผู้สูงอายุไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ชีวิตประจำวัน เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ กลั้นอุจจาระไม่ได้ ขึ้นลงบันไดเอง 1 ชั้นไม่ได้ เคลื่อนไหวภายในห้องไม่ได้ รับประทานอาหารเองไม่ได้ ลุกนั่งจากเตียงไม่ได้ ใช้ห้องน้ำเองไม่ได้ สวมเสื้อผ้าเองไม่ได้ และอาบน้ำเองไม่ได้ เป็นต้น

       และพบว่าที่อยู่อาศัย ต้องมีการปรับบ้านเดิมให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ  โดยเฉพาะการติดตั้งราวให้ยึดเกาะในห้องน้ำ/ห้องส้วม  ช่วยพยุงตัวและป้องกันการลื่นล้ม  ห้องน้ำให้เป็นส้วมแบบนั่งห้อยเท้า ไม่ใช่แบบส้วมนั่งยอง  ห้องนอนควรอยู่ชั้นล่างของบ้านขณะที่พบว่าผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 4 มีห้องนอนอยู่ชั้นบน

       พญ.ลัดดา บอกว่า มีผู้สูงอายุที่ต้องใช้บันไดในการขึ้นลงทุกวัน และต้องเดินบนพื้นบ้านที่ลื่น โดยรวมมีถึงร้อยละ 48.8 และร้อยละ 31.7  ซึ่งผู้สูงอายุต้องละเว้นการขึ้น-ลงบันได และปรับพื้นบ้านใช้วัสดุที่ไม่ลื่น

0 ปัญหาสุขภาพ 0

      โรคที่มักพบในผู้สูงอายุ ได้แก่ ข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ร้อยละ 23 หลอดเลือดหัวใจตีบ กลามเนื้อหัวใจตาย ร้อยละ 5  อัมพาต ร้อยละ 2 และโรคถุงลมโป่งพอง/หลอดลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง ร้อยละ 2 โดยการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5(พ.ศ.2557) ของสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทบ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) พบว่า ผู้สูงอายุวัยปลาย(80ปีขึ้นไป)เป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าวัยกลาง(70-79ปี)และวัยต้น(60-69ปี) โดยผู้สูงอายุหญิงจะเป็นมากกว่าผู้สูงอายุชาย

       ส่วนโรคเบาหวานส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุวัยต้นและวัยกลาง ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ในวัยปลายสัดส่วนชายและหญิงจะใกล้เคียงกัน  นอกจากนี้ ผู้สูงอายุมีภาวะอ้วน ร้อยละ 35 ผู้หญิงร้อยละ 43 ผู้ชายร้อยละ 27 รวมทั้ง มีปัญหาในการบดเคี้ยงอาหาร โดยเกินครึ่งของผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลายมีฟัน ไม่ครบ 20 ซี่

      การรับรู้ถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย จะนำมาซึ่งการวางแผนรองรับสังคมผู้สูงอายุในทุกมิติและทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน เพื่อช่วยสร้างสุขให้ผู้สูงวัยไทย

0 พวงชมพู ประเสริฐ 0

ว้าว!!! 1,700 อัตรา จาก 243 บริษัท รับเด็กทำงานช่วงปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270600

ว้าว!!! 1,700 อัตรา จาก 243 บริษัท รับเด็กทำงานช่วงปิดเทอม

จาก243, 243บริษัท, กกจ, 300บาท/วัน, ทำงานปิดเทอม, ว้าว, 1700, อัตรา, จาก, 243, บริษัท, รับ, เด็ก, ทำงาน, ช่วง, ปิดเทอม

กกจ.เตรียมตำแหน่งงานว่าง รองรับนร.นศ.ทำงานช่วงปิดเทอม กว่า 1,700 อัตรา จากสถานประกอบการทั่วไทย  243 แห่ง อาทิ เอ็มเค,เคเอฟซี,เซเว่นฯรายได้300บ./วัน

          นายวรานนท์  ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ในทุกๆ ปีจะมีนักเรียน นักศึกษาหางานทำในช่วงปิดภาคเรียน หรือ ช่วงว่างจากการเรียนกันเป็นจำนวนมาก และในปี 2560 นี้ กรมการจัดหางานก็ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเตรียมตำแหน่งงานว่างสำหรับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งขณะนี้มีสถานประกอบการแจ้งความประสงค์รับสมัครนักเรียน นักศึกษาทำงาน จำนวนทั้งสิ้น 243 แห่ง

ว้าว!!! 1,700 อัตรา จาก 243 บริษัท รับเด็กทำงานช่วงปิดเทอม

นายวรานนท์  ปิติวรรณ

อาทิ บจก.เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม (ห้างสรรพสินค้าโลตัส) ,บจก.ยัมเรสเทอรองต์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (ร้านเคเอฟซี) ,บจก.นพรส (ซานตาเฟ่สเต็ก) ,บจก.ฮอต พอท ,บจก.เอ็ม ที ทองพันชั่ง กรุ๊ป (ร้านสเวนเซ่นส์) ,บมจ.เอ็มเค เรสโตรองค์ (ร้านเอ็มเค) ,บมจ.ซี พี ออลล์ (ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น),บจก.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ,บจก.บอสตัน ปาร์ค (โรงแรม รีสอร์ท) และหน่วยงานราชการ เช่นกรมการจัดหางาน เป็นต้น

ตำแหน่งงานว่าง จำนวน 1,760 อัตรา เช่น ตำแหน่งพนักงานธุรการ/ประจำสำนักงาน พนักงานขายสินค้า พนักงานทั่วไป พนักงานบริการลูกค้า พนักงานจัดเรียงสินค้า พนักงานบรรจุ พนักงานแคชเชียร์ พนักงานเสริ์ฟ ช่างเทคนิค/ช่างไฟฟ้า/ช่างยนต์ เป็นต้น ในส่วนของกรมการจัดหางานก็ได้จัดจ้างนักเรียน นักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 60 คน เป็นระยะเวลา 19 วัน วันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 11 พฤษภาคม 2560

“การทำงานในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียนของนักเรียน นักศึกษา จะเป็นการฝึกความอดทน ความรับผิดชอบ รู้จักใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ซึ่งเด็กก็จะเกิดความภาคภูมิใจ และยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง รู้ว่าตนเองถนัดงานด้านใด เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานจริงเมื่อจบการศึกษาต่อไป โดยคุณสมบัติจะต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ขยัน อดทน”อธิบดีกกจ. กล่าว

นายวรานนท์  กล่าวอีกว่า  จะได้รับค่าตอบแทนในการทำงานภาครัฐวันละ 300 บาท โดยปฏิบัติงานเต็มวันไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาหยุดพัก หากปฏิบัติงานครึ่งวันไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง ได้รับค่าตอบแทน 150 บาท สำหรับภาคเอกชนจะได้รับค่าจ้างเป็นชั่วโมงๆละ 40 บาท โดยช่วงเปิดภาคเรียนปกติ ทำงานได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง และในช่วงปิดภาคเรียน ทำงานได้ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง

“ซึ่งลักษณะงานที่ทำจะเป็นงานที่ไม่อันตรายต่อสุขภาพ ไม่ขัดประเพณีและวัฒนธรรมที่ดี หากนักเรียน นักศึกษาสนใจจะสมัครงาน สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพ มหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่ ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) บริเวณด้านหน้ากระทรวงแรงงาน เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือสอบถามได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 “นายวรานนท์ กล่าวในที่สุด