แตกใบอ่อน : สุดท้ายก็ทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302011

807934531

แตกใบอ่อน : สุดท้ายก็ทหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นับเป็นกระแสที่มาแรกพอสมควร สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล “ประยุทธ์ 5” ซึ่งตามข่าวที่ออกมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ต่างออกมา “ส่งซิก” ตรงกันว่า ปรับ ครม. รอบนี้จะเป็นการปรับใหญ่ โดยจะมีการลดสัดส่วนรัฐมนตรีจากสายทหาร พร้อมทั้งดึงคนนอกเข้ามาช่วยงานมากขึ้น

ที่สำคัญ คือ หนึ่งในเป้าหมายใหญ่ของการปรับ ครม. รอบนี้ ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นั่นเอง และดีไม่ดี ก็อาจจะรวมไปถึงตัวของ รัฐมนตรี “ชุติมา บุณยประภัศร” รมช.เกษตรและสหกรณ์ อีกราย

กรณี “บิ๊กฉัตร” แม้จะบอกได้ว่า เจ้าตัวค่อนข้าง “ชาชิน” กับกระแสข่าวลักษณะดังกล่าว เพราะผ่านมากี่ครั้งๆ มีกระแสข่าวปรับ ครม. เมื่อไร เป็นต้องมีชื่อติดโผไปกับเขาด้วยทุกครั้ง แต่ก็อยู่ยงคงกระพันยึดเก้าอี้ของตัวเองเอาไว้ได้ตลอดเช่นกัน

แต่รอบนี้บอกได้คำเดียวว่าเห็นทีจะลำบาก เพราะมีข่าวว่า นายกฯเรียก “บิ๊กฉัตร” ซึ่งเป็น “เพื่อนซี้” ไปเคลียร์ใจแจ้งข่าวกันล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ฝ่าย “บิ๊กฉัตร” ก่อนหน้านี้ก็ได้ออกมาเปรยแบบปลงๆ พูดเป็นนัยว่า “ถ้าท่านแต่ถ้าท่านไม่มอบหมาย เราก็กลับ ผมก็อยากพักจะตาย”

ทำให้กระแสยิ่งชัดแจ้งมากว่า ปรับ ครม. รอบนี้ ยังไง “บิ๊กฉัตร” ก็ไม่รอด

อย่างน้อยก็ต้องย้ายกระทรวงนั่ง!

โดยกระแสข่าวบอกว่า ถ้า “บิ๊กฉัตร”
ยังอยู่ ก็จะถูกโยกไปคุมกระทรวงแรงงานฯ แทน “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ที่เพิ่งลาออกไป

ขณะที่ในส่วนของรัฐมนตรี “ชุติมา” แม้จะไม่ได้เป็นเป้าใหญ่ในกระแสปรับ ครม. ครั้งนี้ แต่ก็มีเรื่องให้ชวนจับตาว่า อาจต้องหลุดจากเก้าอี้ไปอีกคน ภายหลังจากมีกระแสข่าวหนาหูว่า หนึ่งใน “คนนอก” ที่ถูกทาบทามให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาล “ประยุทธ์ 5” คือ “ยุคล ลิ้มแหลมทอง” อดีตปลัดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จากค่าย“ปลาไหล” ในสมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”

แต่ครั้งนี้ยอม “ลดเกรด” มานั่งที่เก้าอี้ “รัฐมนตรีช่วยว่าการ” แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าที่มานั่งนั้น เป็นการมานั่งแทน “รมช.ชุติมา” ด้วยหรือไม่

และหากสงสัยว่า ใครเป็นคนทาบทามคุณยุคลมานั่งเก้าอี้ ถ้าให้ตอบตามกระแสข่าวก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจผู้รับประทาน “เกาเหลา” กับ “บิ๊กฉัตร” นั่นเอง

ส่วนคนที่จะมาคุมกระทรวงเกษตรฯ บนเก้าอี้ “รมว.เกษตรฯ” แม้บรรดาผู้ใหญ่ในรัฐบาลจะออกท่าขึงขังปล่อยข่าวเรื่องการลดรัฐมนตรีในส่วนทหารลงไป แต่ก็ต้องบอกว่า “ไม่ใช่” สำหรับกระทรวงเกษตรฯ เพราะตามโผที่ออกมา คนที่จะมานั่งรัฐมนตรีว่าการคือ “พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ” เพื่อนรัก “ตท.12” อีกคนหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง

จึงเท่ากับว่า ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเปลี่ยน “บิ๊กฉัตร” หรือใครมา สุดท้ายคนที่คุมกระทรวงเกษตรฯก็ยังคงเป็น “ทหาร” อยู่ดี ซึ่งก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า จะมีฝีมือพอหรือไม่ เพราะปัญหาสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้มีแค่เรื่องการเพาะปลูก ราคาสินค้า หรืออะไรเทือกนี้อย่างเดียว แต่ยังมีประเด็น “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ในกระทรวงอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าโผก็คือโผนะครับ จะให้ทุกอย่างชัดเจนก็ต้องพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

มะลิลา

รายงานพิเศษ : ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด รับฝากขายสินค้าจากสมาชิก สร้างรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302014

รายงานพิเศษ : ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด รับฝากขายสินค้าจากสมาชิก สร้างรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด รับฝากขายสินค้าจากสมาชิก สร้างรายได้เสริม เพิ่มความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด ถือเป็นสหกร์ร้านค้าที่ประสบความสำเร็จ สามารถนำพาสมาชิกไปสู่เป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้อย่างมั่นคง นั่นคือ คุณภาพชีวิตของสมาชิกดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง จนได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2560 ประเภทสหกรณ์ร้านค้า นอกจากนี้ ยังดูแลและบริการสมาชิกผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้สามารถมีรายได้เสริม รวมทั้งจัดหาสินค้ามาจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก

นายเฉลียว เพ็งเกลี้ยง ประธานร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด กล่าวว่า ทางร้านสหกรณ์ฯมีการรับฝากขายสินค้าจากสมาชิก เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิก ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่จะมีโครงการให้สมาชิกของร้านค้าสหกรณ์ที่ขาดทุนทรัพย์สามารถกู้เงิน เพื่อนำมาลงทุนในการซื้อวัตถุดิบมาผลิตสินค้าไปวางจำหน่ายในร้านสหกรณ์ โดยสมาชิกจะนำสินค้าของตนมาส่งที่ร้านสหกรณ์ และนำสินค้าไปเรียงที่ชั้นวางตามที่สหกรณ์ได้จัดหมวดหมู่ไว้ให้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อสะดวกต่อผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สินค้าที่สมาชิกนำมาวางขายในร้านหกรณ์ฯจะมีความหลากหลาย แต่ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง ก็มีมาตรการในการควบคุมคุณภาพของสินค้า และตรวจสอบคุณภาพอยู่เสมอ ทำให้สินค้าเป็นที่มั่นใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ส่งผลดีต่อรายได้ของสมาชิกที่นำสินค้ามาวางขาย

นางรุ่งทิวา จ่างเมฆ สมาชิกร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด กล่าวว่า ตนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด ที่ต้องการหารายได้เสริมจากการเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพัทลุงซึ่งเป็นงานประจำที่ทำอยู่ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว จึงใช้เวลาว่างหลังจากเลิกงานมาทำเบเกอรี่ อย่างเค้กกล้วยหอม นำมาฝากขายที่ร้านสหกรณ์ เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งจากที่เคยเป็นแค่รายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ แต่หลังจากสินค้าขายดี จึงเพิ่มการผลิตมากขึ้น จนทุกวันนี้ได้กลายเป็นรายได้หลักที่หล่อเลี้ยงครอบครัว ทำให้มีความเป็นอยู่ดี และมีความสุขมากขึ้น

นอกเหนือจากการดูแลสมาชิกให้มีรายได้เสริมจากการรับฝากขายสินค้าแล้ว ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด ยังมีการพัฒนาการบริการให้มีความหลากหลาย เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิก และญาติผู้ป่วย รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเสริม อย่างเคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้านถ่ายเอกสาร ร้านกาแฟ โดยธุรกิจทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด มีกำไรเพิ่มมากขึ้น สามารถดูแลสมาชิกให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเมื่อสมาชิกเข้มแข็ง สหกรณ์ก็จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯยัน‘โคบาลบูรพา’ตอบโจทย์ แจงยิบความคืบหน้าโครงการ ยันสร้างอาชีพมั่นคงเกษตรกร ย้ำทุกขั้นตอนดำเนินการรัดกุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302013

x

เกษตรฯยัน‘โคบาลบูรพา’ตอบโจทย์ แจงยิบความคืบหน้าโครงการ ยันสร้างอาชีพมั่นคงเกษตรกร ย้ำทุกขั้นตอนดำเนินการรัดกุม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า “โคบาลบูรพา” โครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร อย่างโครงการ “โคบาลบูรพา” ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ที่เน้นประสานความร่วมมือกับเกษตรกรและรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็งร่วมสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ด้าน นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยถึงความคืบหน้าของโครงการโคบาลบูรพา โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว นั้น ขณะนี้คณะกรรมการได้คัดกรองเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ 6,100 คน ตามเป้าหมายแล้ว และมีการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ ให้มีความรู้ ความสามารถในการเลี้ยงโคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการส่งมอบพันธุ์สัตว์ ให้เกษตรกรแล้ว 163 ราย จำนวนโค 1,075 ตัว เป็นเกษตรกรในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ 126 ราย จำนวนโค 630 ตัว เกษตรกรในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร 37 ราย จำนวนโค 185 ตัว และจะมีการส่งมอบโคให้เกษตรกรในพื้นที่วัฒนานครในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 นี้ อีก 260 ตัว ด้านการปลูกพืชอาหารสัตว์มีเกษตรกรจำนวน 2,000 ราย ได้ปลูกพืชอาหารสัตว์ จำนวน 10,000 ไร่ และสร้างโรงเรือนแล้ว 2,000 หลัง ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการเร่งรัดดำเนินการ

ในด้านการจัดหาพันธุ์สัตว์ ดำเนินการโดยวิธีการประกวดราคา แล้ว 2 ครั้ง เป็นโคจำนวน รวม 30,000 ตัว ในขั้นตอนการเตรียมพันธุ์สัตว์ให้เกษตรกร โคที่เข้าร่วมโครงการฯ ทุกตัว จะผ่านการจัดทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ ถ่ายพยาธิ เจาะเลือด ตรวจโรค ฉีดวัคซีน พ่นยาฆ่าเชื้อ และกักโรคต้นทาง ณ สถานที่ที่กรมปศุสัตว์กำหนด อย่างน้อย 21 วัน โดยดำเนินการตามหลักวิชาการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด และจากนั้นจึงเคลื่อนย้ายสัตว์ไปยังคอกพักสัตว์ปลายทาง ในพื้นที่ที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อการกักสัตว์อาการ มีการพ่นยาฆ่าเชื้อ และมีคณะกรรมการตรวจสอบ ตรวจรับ ตามรายละเอียดคุณลักษณะ ทั้งนี้ การส่งมอบพันธุ์สัตว์ให้เกษตรกรในพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และผู้ประกอบการที่รับผิดชอบ จะขนส่งโคให้เกษตรกรถึงโรงเรือน รายละ 5 ตัว

สำหรับคุณสมบัติและเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรร่วมโครงการฯ คือ เกษตรกรจะต้องมีที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการมาตั้งแต่ปี 2557-2560 และมีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ 5 ไร่ต่อราย หลังผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและอบรมเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรจะได้รับเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ใช้ก่อสร้างโรงเรือนรายละ 58,000 บาท และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ต้องทำสัญญากู้ยืมโคเนื้อเพศเมียลูกผสมพื้นเมืองรายละ 5 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงจนได้ลูกและส่งคืนลูกโคเพศเมียอายุ 12 เดือน ให้โครงการ 5 ตัว เพื่อนำไปให้เกษตรกรรายใหม่ยืมไปเลี้ยงต่อ เกษตรกรที่ทำสัญญากู้ยืมโคจึงได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของโครุ่นแรกเต็มรูปแบบ ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะก็เช่นกัน เกษตรกรที่ร่วมโครงการแต่ละรายจะได้รับฝูงแพะเพศเมีย 30 ตัว เพศผู้ 2 ตัว และต้องส่งลูกแพะเพศเมียอายุ 6 เดือน จำนวน 32 ตัว คืนให้โครงการ จึงได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของฝูงแพะที่ได้ยืมไปอย่างถาวร

บิ๊กฉัตรสั่ง14จังหวัดภาคใต้รับมือน้ำท่วมปลายเดือนธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/302037

บิ๊กฉัตรสั่ง14จังหวัดภาคใต้รับมือน้ำท่วมปลายเดือนธ.ค.

บิ๊กฉัตรสั่ง14จังหวัดภาคใต้รับมือน้ำท่วมปลายเดือนธ.ค.

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 19.01 น.

รมว.เกษตรฯ ฟิตจัดสั่งอธิบดีกรมชลฯเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะช่วงปลายธันวาฯ จะมีฝนตกหนัก ขณะที่ “สมเกียรติ” เด้งรับลูกสั่งย้ายเครื่องมือลงพื้นที่จุดเสี่ยง 14 จังหวัด มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

8 พ.ย.60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งกรมชลประทาน ประสานกับกรมอุตุนิยมวิทยา จิสด้า สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงมหาดไทย เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนภาคใต้ 14 จังหวัด ในจุดเสี่ยงน้ำท่วม ที่เพิ่งเริ่มต้นฤดูฝนก็มีพายุเข้าแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดปัญหามากช่วงปลายปีเดือน ธ.ค.ส่วนในวันนี้ยังถือว่ายังไม่เข้าหน้าฝนภาคใต้เต็มตัว ขอให้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ และให้อธิบดีกรมชลประทาน ไปตรวจประสิทธิภาพดูความแข็งแรงของ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ทุกแห่ง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ กำหนดพื้นที่เสี่ยง ป้องกันความเดือดร้อนประชาชน

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์พายุเข้าภาคใต้ ในช่วงวันที่ 2 – 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ฝนตกกระจาย เน้นหนักทางฝั่งตะวันออก จ.นครศรีธรรมราช 440 มม.สุราษฐ์ธานี  300 มม.แต่ไม่ตกแช่ จึงยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก โดยได้สั่งการติดตามเตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่วัน 14 ต.ค.กำหนดเสี่ยง นำบทเรียนน้ำท่วม ปลาย – ต้นปีที่แล้วมาป้องกัน โดยย้ายเครื่องมือลงพื้นที่ จุดเสี่ยง 14 จังหวัด มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

เช่น จ. เพชรบุรี พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนเพชร จ.ประจวบในเขตเทศบาลอ.หัวหิน อ.บางสะพาน จ.ชุมพร พื้นที่ อ.เมือง อ.สวี อ.หลังสวน ในเขตอ.เมือง จ.ระนอง จ.นครศรีธรรมราช อ.นบพิตำ อ.ท่าศาลา อ.พรหมคีรี อ.พิปูน อ.ฉวาง อ.เมือง และลุ่มน้ำปากพนัง อ.ทุ่งสง อ.ชะอวด จ.สุราษฐ์ธานี อ.เมือง อ.เคียนซ่า อ.พระแสง อ.พุนพิน อ.ไชยา อ.กาญจนดิษฐ์ อ.นาเดิม อ.เวียงสังข์ จ.พัทลุง จ.สงขลา บริเวณรอบทะเลสาบสงขลา จ.ปัตตานี ชุมชนฝั่งลุ่มน้ำปัตาตานี เทศบาลเมืองปัตตานี จ.ยะลา ชุมชนลุ่มน้ำสายบุรี ชุมชนเทศบาลยะลา จ.นราธิวาส เทศบาลเมือง สุไงโกลก

ในขณะนี้พายุยังเข้าอยู่แนว จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจะออกจากไทยไปประเทศเมียนมา เช้าพรุ่งนี้ (9 พ.ย.) ยังทำให้มีปริมาณฝนที่ อ.แม่ลำพึง บ้านกรูด  มากกว่า120 มม.ซึ่งยังตกอยู่ มีน้ำไหลท่วมถนนเพชรเกษม สูง 15 – 20 ซม.ระยะทางยาว 100 เมตร ถึง อ.ทับสะแก ได้เตรียมพร่องน้ำ 3 อ่าง ที่มีปัญหาท่วมหนัก อ.บางสะพาน คราวที่แล้ว มีการปรับปรุงเพิ่มทางระบายน้ำล้น ที่อ่างโปร่งสามสิบ วังน้ำเขียว ในตอนนี้ยังมีปริมาณน้ำต่ำกว่า 1 ล้าน ลบ.ม.ได้ตั้งกาลักน้ำไว้เพิ่มระบายน้ำหากมีน้ำมากว่าสปรินเวย์ ป้องกันไม่ให้เกิดท่วม รพ.บางสะพาน และชุมชน พร้อมตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำ สูบทันทีเมื่อเกิดฝนตก ทำให้น้ำในแม่น้ำบางสะพาน มีระดับไม่สูง ยังปกติเร่งแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ กว่า 111 แห่งภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาตอม่อสะพานทางรถไฟ โดยกระทรวงคมนาคม กำลังแก้ไข

ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ขุดลอกคลองระบายน้ำทะเล ไปได้ 14.5 กม.ตอนปลายจากทั้งหมด 19 กม.ถ้าน้ำมารอบนี้สามารถใช้ได้และกำลังขุดคลองอ้อมเมืองเส้นใหม่ ปีหน้าดำเนินการต่อ ในส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช ขุดลอกคลองหัวตรุษ ยังไม่เสร็จ แต่ก็เป็นเส้นเชื่อมต่อการระบายน้ำลงทะเลได้ ส่วนโครงการขุดคลองผันน้ำอ้อมเมือง ครม.อนุมัติงบมา 9 พันล้านบาท กำลังอยู่ในช่วงชี้แจงประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการ

สำหรับ จ. ชุมพร โครงขุดคลองอ้อมเมือง อยู่ระหว่างดำเนินการ และ จ.ปัตตานี ได้ขุดคลองระบายน้ำถึงทะเลแล้ว รวมทั้งจ.สงขลา อ.หาดใหญ่ คลองระบายน้ำอ้อมเมือง ร.1สามารถนี้ใช้ได้แล้ว 80% รับน้ำเข้า1.8 พันลบ.ม.ต่อวินาที ช่วงฝนตกมีสถานีสูบน้ำออกทะเล ลงคลองอู่ตะเภา ผ่านตัวเมือง รับน้ำได้  1,465ลบ.ม.ต่อวินาที ถือว่าช่วย อ.หาดใหญ่ ไม่เกิดน้ำท่วมเหมือนที่ผ่านมา

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ได้เดินหน้าแผนระบายน้ำเจ้าพระยาตอนล่างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ผ่านแนว คลองมหาสวัสดิ์ คลองทวีวัฒนา ออกคลองพระราม 5 ลงสู่แก้มลิงสนามไชย แนวชายทะเล จ.สมุทรสาคร มีแผนเจาะอุโมงค์รอดใต้คลองช่วงปลายคลองทวีวัฒนา วงเงินกว่า 4 – 5 พันล้านบาท 1 แห่ง โดยกรมชลฯรับผิดชอบ และอุโมงค์ ของ กทม.รับผิดชอบ 2 พันล้านบาท 1 แห่ง โดยนำเข้าขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต่อไป

ทั้งนี้ ภายในเดือนนี้ เตรียมจะเสนอโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เข้าขอผลสรุปใน กนช. 3 โครงการหลัก ที่กระทรวงเกษตรฯกรมชลประทาน และนักวิชาการ เห็นด้วยให้เดินหน้า คือ โครงการชุดคลองผันน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งหลังจาก ครม.สัญจร ได้เห็นในหลักการแล้ว โดยขณะนี้กำลังสำรวจความเห็นประชาชนในเรื่องการใช้ที่ดิน ที่ต้องจบภายใน 8 เดือน และออกแบบไปด้วย 1 ปี คาดว่าปลายปี 62 จะก่อสร้างได้ พร้อมกับแผนขับเคลื่อนโครงการขยายคลองชัยนาท – ป่าสัก วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท และโครงการขุดคลอง ป่าสัก-อ่าวไทย ด้านจ.สมุทรปราการ

นายสมเกียรติ ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ว่า จากที่ปริมาณน้ำน้ำสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ต.ค.และไม่มีฝนตกต่อเนื่องมา ได้ปรับลดมาเป็นลำดับการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ลดลง 650 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท่วมพื้นที่ท้ายเขื่อน 14 จุด ลดลง 1 เมตร จากเมื่อวานลดลงอีก 22 ซม.แต่ยกเว้นพื้นที่น้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลงได้ช้าวันละ 10 ซม.ปริมาณน้ำท่วมยังสูงกว่าตลิ่ง 1.57 เมตร ขณะนี้กรมชลฯ ได้ปรับแผนระบายน้ำจากแก้มลิง 13 ทุ่ง ออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น โดยใช้ลำน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน รวมทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เริ่มทะยอยปล่อยน้ำแล้ววันละ 1 – 3 ล้าน ลบ.ม.เพื่อรักษาระบบนิเวศ

อธิบดีกรมชลฯ กล่าวว่า ได้เร่งระบายน้ำในทุ่งต่างๆ โดยทุ่งแรก คือ ทุ่งบางระกำ ภายในเดือน พ.ย.นี้ จะระบายออกเกือบหมด เหลือไว้ 100 ล้าน ลบ.ม.ไว้ใช้เพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง ส่วนทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ฝั่งตะวันออก ลดปริมาณลงมาให้ได้ภายในวันที่ 10 ธ.ค.และทุ่งฝั่งตะวันตก จะลดกลางเดือน ธ.ค.และคงเหลือน้ำไว้ในทุ่งบางส่วนด้วยเพื่อให้เกษตรกรทำนาปรัง
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคอีสาน ได้มีเป้าหมายลดระดับน้ำท้ายเขื่อนอุลบรัตน์จาก 28 ล้านต่อวัน เหลือ 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน จะส่งผลให้แม่น้ำพอง จ.ข่อนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร และพื้นที่ลุ่มสองฝั่งแม่น้ำชี – มูล มีปริมารณระดับลดลงปลายเดือน พ.ย.นี้

ส่องเกษตร : เก้าอี้รมว.เกษตรฯกับ‘เพื่อนซี้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301780

449007

ส่องเกษตร : เก้าอี้รมว.เกษตรฯกับ‘เพื่อนซี้’

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มีความแน่ชัดเป็นอย่างยิ่งว่า การปรับคณะรัฐมนตรีเป็น“ครม.ประยุทธ์ 5”กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ไม่เพียงเพราะปัจจัยจากการลาออกยกทีมของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ซึ่งทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลง แต่ยังเป็นเพราะในช่วงปีสุดท้ายของรัฐบาล คสช. จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่ง“ปั๊ม”ผลงานออกมาให้เข้าตาประชาชน ก่อนที่จะถึงเวลา“คืนอำนาจ” จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมปในปลายปีหน้า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียอมรับเป็นนัยว่า จะมีการปรับครม.ภายในปีนี้ (ซึ่งเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึง 2 เดือน) ขณะเดียวกันยังแสดงท่าทีเห็นด้วยตรงกันกับพี่ใหญ่ คสช.อย่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหมว่า ปรับครม.ครั้งนี้ คงจะลดสัดส่วนรัฐมนตรีที่เป็นทหารลง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า น่าจะเป็นการ“ปรับใหญ่” ดึงพันธมิตรทางการเมือง และมืออาชีพผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเสริม เพื่อเร่งผลงานดึง“คะแนนนิยม”ที่ถดถอยลงไปอย่างมาก โดยล่าสุดผลสำรวจซูเปอร์โพลล์พบว่า แม้แต่ตัวนายกฯบิ๊กตู่ที่เคยได้รับคะแนนนิยมจากการสำรวจหนก่อนถึง 78.4 คะแนน ตอนนี้ก็ยังถูก“ฉุด”คะแนนลงมาเหลือแค่ 52.0

ทำให้นักวิเคราะห์ของสื่อต่างๆพากันกางรายชื่อรัฐมนตรี”ทหาร”ที่เหลืออยู่ในครม.ปัจจุบัน 10 คน (จากเดิม 11 คน ตัดพล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ที่เพิ่งลาออกจากรมว.แรงงาน) ออกมาชำแหละ แยกแยะว่า ใครบ้างที่น่าจะอยู่ในข่ายถูก “ลดสัดส่วน” ต้องถูกปรับพ้นจากตำแหน่ง

ผลปรากฏว่า นักวิเคราะห์หลายสำนักพากันชี้นิ้วตรงกันไปที่“บิ๊กฉัตร”พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาเป็นอันดับแรกๆ เลยทีเดียว

เหตุผลสำคัญก็เพราะเป็น“บิ๊กฉัตร”อยู่ในกลุ่มรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมากที่สุด เพื่อกระชับการทำงานให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาผลงานด้านเศรษฐกิจ ยังคงเป็นประเด็นถูกตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ ได้รับคะแนนนิยมต่ำสุดจากผลสำรวจโพลล์ต่างๆอยู่เป็นประจำ โดยกระทรวงเกษตรฯที่ดูแลเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังคงมีปัญหาที่แก้ไม่ตกมากมาย ทั้งเรื่องราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำไม่ว่าข้าว,ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ทำให้ทั้งกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ตกเป็นเป้าโจมตีร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีปัญหาประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ความรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนทั้งประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามอยู่มาก

แม้เก้าอี้รมว.เกษตรฯของพล.อ.ฉัตรชัยจะเป็นเป้าเพ่งเล็งทุกครั้งที่มีกระแสข่าวปรับครม.ไม่เพียงเรื่อง“ผลงาน”แต่เป็นเพราะความ“ไม่เข้าขา”กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่างรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ด้วย แต่ทุกครั้งที่ผ่านมา“บิ๊กฉัตร”ก็ยังเหนียวแน่น รอดพ้นจากการถูก“ปรับออก”ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า เพราะเป็น“เพื่อนซี้”เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 และจปร.รุ่น 23 กับนายกฯบิ๊กตู่

เพียงแต่ครั้งนี้ กระแสค่อนข้างรุนแรงหนักหน่วงกว่าทุกครั้ง เพื่อให้การทำงานทีมเศรษฐกิจรัฐบาลมี“เอกภาพ”ที่จะ“ปั๊มผลงาน”ได้เต็มที่ยิ่งขึ้น รวมถึงการอัดฉีดนโยบายเศรษฐกิจเรียกคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.และ“บิ๊กตู่” เพื่อปูทางสู่โหมด“เลือกตั้ง” ที่คาดหวังจำได้สืบต่ออำนาจ โดยผ่านการสนับสนุนของพรรคการเมืองและกลุ่มพันธมิตรต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น“บิ๊กฉัตร”ยังตกเป็นเป้า ถูกการเมืองฝ่ายต่างๆ ทั้งขั้วตรงกันข้ามและแม้แต่พรรคการเมืองที่น่าจะเป็นพันธมิตรในอนาคต วิพากษ์วิจารณ์กดดันนายกฯบิ๊กตู่ถึงเรื่องการปรับ ครม.หนนี้ ว่า จะคำนึงถึงประสิทธิภาพหรือจะเอาแต่ความเป็น“เพื่อน”

เก้าอี้รมว.เกษตรฯของพล.อ.ฉัตรชัยในเที่ยวนี้ จึงสั่นคลอนเป็นอย่างยิ่ง จนเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ล่าสุดเหมือนกับจะ“ปลง”ว่าอาจจะต้องหลุดจากตำแหน่ง โดยต่อคำถามที่ว่า ถ้าโดนปรับออกจะเสียใจหรือไม่ บิ๊กฉัตรตอบทันทีว่า“ผมเป็นทหาร พร้อมที่จะทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ถ้าท่านไม่มอบหมาย เราก็กลับ…..ผมก็อยากพักจะตายไป อยากพักนานแล้ว…”

พล.อ.ฉัตรชัยจะได้พักจากภารกิจการเป็นรมว.เกษตรฯหรือไม่ หรือยังต้องเหนื่อยต่อในเก้าอี้เดิม หรือแม้กระทั่งย้ายสลับเก้าอี้ไปอยู่ที่อื่น ที่ไม่ใช่กระทรวงเศรษฐกิจ ก็อยู่ที่เพื่อนซี้อย่างนายกฯบิ๊กตู่ ซึ่งคงจะให้คำตอบในอีกไม่ช้าแน่นอน

สาโรช  บุญแสง

ก.เกษตรฯจับมือ‘อาลีบาบา’ เปิดตลาดหอมมะลิออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301775

x

ก.เกษตรฯจับมือ‘อาลีบาบา’ เปิดตลาดหอมมะลิออนไลน์

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้เข้าร่วมงานประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทย ในงาน “TMALL 11.11 Thai Hom Mali Rice Promotion” ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จัดขึ้นโดย Alibaba Group ซึ่งเป็นเทศกาลช็อปปิ้งระดับโลกที่มีร้านค้าเข้าร่วมรายการเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อนำเสนอสินค้าที่คัดเลือกแล้วว่า มีศักยภาพในการขายเพิ่มขึ้นให้กับผู้ซื้อจำนวนนับล้านที่ซื้อขายผ่านแพลทฟอร์มของอาลีบาบา จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะใช้ช่องทางดังกล่าวในการแนะนำให้ชาวจีนได้รู้จักข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย เป็นการเชื่อมโยงจากชาวนาไทยไปยังผู้บริโภคชาวจีนให้มากยิ่งขึ้น

“ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าที่ชาวจีนนิยมมาก เพราะชื่อเสียงและคุณสมบัติพิเศษที่มีความหอมและนุ่ม ถูกปากผู้บริโภคชาวจีน แต่ปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องการปลอมปน ทำให้ชาวจีนไม่สนใจว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิแท้หรือไม่ จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทราบถึงคุณลักษณะพิเศษของข้าวหอมมะลิไทย และวิธีการสังเกตว่าของแท้ที่เป็นไปตามมาตรฐานมีลักษณะอย่างไร นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯและผู้บริหารอาลีบาบา ยังได้ร่วมกันเปิดตัวการสั่งจองข้าวหอมมะลิไทยออนไลน์ล่วงหน้า ซึ่งหลังจากการเปิดให้จอง ปรากฏว่าในวันนั้นยอดขายข้าวหอมมะลิของไทยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยยอดสั่งจองเป็นอันดับ 2 ของสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค และได้ประชุมหารือการเชื่อมโยงตลาดข้าวหอมมะลิไทยจากชาวนาสู่อาลีบาบา เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ชาวนาหรือผู้ประกอบการได้มีช่องทางในการขายข้าวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” นางสาวชุติมา กล่าว

ดีเดย์ปฏิบัติการกำจัดหนอนหัวดำ l ปูพรมฉีดสารเคมีเข้าต้นสกัดระบาดสวนมะพร้าว29จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301776

x

ดีเดย์ปฏิบัติการกำจัดหนอนหัวดำ l ปูพรมฉีดสารเคมีเข้าต้นสกัดระบาดสวนมะพร้าว29จังหวัด

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เพื่อควบคุมและตัดวงจรการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในพื้นที่ 29 จังหวัด ไม่ให้แพร่ระบาดไปยังพื้นที่แห่งใหม่และพืชชนิดอื่น โดยกำหนดเป็นมาตรการ 5 มาตรการ ดังนี้ 1.มาตรการสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม 2.มาตรการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน 3.มาตรการทางกฎหมาย 4.มาตรการเฝ้าระวังและสำรวจ และ 5.มาตรการสร้างสวนใหม่ทดแทนและปลูกพืชหลากหลาย ซึ่งมาตรการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานดังกล่าว นอกจากจะใช้ชีววิธีในการจัดการศัตรูพืชแล้ว ยังมีการใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ฉีดเข้าลำต้นมะพร้าวที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตร อีกด้วย

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดงาน “วันปฏิบัติการกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีฉีดสารเคมีเข้าต้น” เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ณ แปลงนายธีระชาติ ถนอมสัตย์ หมู่ 8 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนรับทราบข้อมูลขั้นตอนเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ ด้วยวิธีฉีดสารเคมีเข้าลำต้น และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และกำหนดเป็นวันเริ่มปฏิบัติงานการใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นพร้อมกันทุกจังหวัดในพื้นที่เป้าหมาย

สำหรับสารเคมีที่ใช้ฉีดเข้าต้นในครั้งนี้คือ emamectin benzoate 1.92% EC ใช้ในอัตรา 30 ซีซี ต่อต้น กับต้นมะพร้าวที่มีความสูงเกิน 12 เมตร ยกเว้นมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ ซึ่งสารเคมีดังกล่าวกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้ และมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้ประมาณ 3 เดือน และผลการตรวจวิเคราะห์ไม่พบสารพิษตกค้าง ในตัวอย่างเนื้อและน้ำมะพร้าวภายหลังทดลองใช้ 90 วัน เพราะฉะนั้นพี่น้องเกษตรกรจึงไม่ต้องเป็นห่วง สำหรับทีมปฏิบัติการฉีดสารเคมีทุกคนได้ผ่านการอบรมวิธีการเจาะการฉีดสารเคมีมาแล้วทุกคน ก็ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินงานครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย สำหรับต้นมะพร้าวที่มีความสูงต่ำกว่า 12 เมตร รวมทั้งมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ จะใช้วิธีฉีดพ่นสารเคมีทางใบ และใช้แตนเบียนบราคอนควบคุมประชากรของหนอนหัวดำในระยะต่อไป

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด แบบอย่างความสำเร็จด้านเงินออมด้วย ‘สัจจะออมทรัพย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301781

227832

แจงสี่เบี้ย : สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด แบบอย่างความสำเร็จด้านเงินออมด้วย ‘สัจจะออมทรัพย์’

วันพุธ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด เป็นสหกรณ์ตัวอย่างที่สามารถก้าวผ่านปัญหาต่างๆ มาได้จนมีความเข้มแข็ง เพราะการมีส่วนร่วมของสมาชิกที่รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น อีกทั้งสหกรณ์มีระบบการบริหารและการควบคุมภายในที่ดี ทำให้ประสบความสำเร็จเป็นหนึ่งในสหกรณ์ต้นแบบของจังหวัดสงขลา ที่มีเงินฝากในระบบสหกรณ์สูงที่สุด

สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2524 มีสมาชิกแรกตั้ง 162 คน มีทุนเรือนหุ้น 8,100 บาท ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ในช่วงแรกยังขาดศักยภาพการบริหารจัดการ เนื่องจากเงินทุนไม่เพียงพอ จนกระทั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือ หาแนวทางการพัฒนาสหกรณ์ให้มีเงินทุนหมุนเวียนมีความเข้มแข็งโดยยึดอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปให้จัดทำโครงการสัจจะออมทรัพย์ขึ้น เพื่อระดมทุนด้านเงินรับฝาก ด้วยการออมเงินวันละอย่างน้อย 1 บาท แล้วนำฝากสหกรณ์เดือนละครั้ง มีกำหนดระยะเวลาการฝาก 5 ปี โดยไม่ถอนเงินฝาก จากนั้น สหกรณ์จะนำเงินฝากสัจจะออมทรัพย์ของสมาชิกไปฝากต่อกับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรสงขลาจำกัด และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรสงขลา จำกัด ก็จะนำเงินฝากไปให้สหกรณ์ต่างๆ ที่ประสบปัญหาเรื่องเงินทุนหรือสหกรณ์ที่เพิ่งจัดตั้งใหม่กู้จึงทำให้สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด เริ่มตั้งตัวได้ มีเงินทุนหมุนเวียนคล่องตัวและดีขึ้นจนเข้มแข็งมาตามลำดับ

จนถึงปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด กำหนดให้สมาชิกสหกรณ์ทุกคนจะต้องเข้าร่วมโครงการสัจจะออมทรัพย์ และมีข้อตกลงว่าให้สมาชิกทุกรายฝากเงินอย่างน้อย 50 บาท แต่ไม่เกิน 500 บาทต่อเดือน และต้องฝากอย่างน้อยเดือนละครั้งวิธีการนี้เป็นช่องทางช่วยให้สมาชิกมีเงินออม ซึ่งสหกรณ์ก็จะนำเงินฝากดังกล่าวมาดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ปล่อยให้สมาชิกกู้ยืม ซึ่งสามารถกู้ได้ 5 ประเภท ได้แก่ กู้สามัญและเงินกู้ฉุกเฉิน คิดอัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี กู้ส่งเสริมอาชีพ อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี กู้ยืมเพื่อการศึกษาสมาชิกและครอบครัว คิดอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี กู้เพื่อที่อยู่อาศัยแบบยั่งยืน 3.5% ต่อปี และกู้เพื่อกลุ่มอาชีพไม่คิดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งก็จะมีหนี้เสียหรือ NPL บ้าง ประมาณ 4-5% ต่อปี ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกที่มีปัญหาหนี้สะสมหลายทางและมีหนี้นอกระบบ แต่สหกรณ์ก็จะช่วยลดภาระหนี้ให้สมาชิกที่มีปัญหาหนักด้วยการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไป พร้อมหยุดดอกเบี้ยไม่ให้พอกพูนเพิ่มขึ้น

สหกรณ์การเกษตรนาหม่อม จำกัด มีการดำเนินงานที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจุดเด่นที่น่าสนใจ คือการเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในเรื่องของสถานะทางการเงินทั้งหมด และการกำหนดเป้าหมายหรือผลกำไรในแต่ละปีของสหกรณ์ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสหกรณ์ให้มีความมั่นคง

เตือนโรครากเน่าถล่มสวนทุเรียน l ‘ใต้-ตะวันออก’ระบาดหนัก-แนะวิธีรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301560

x

เตือนโรครากเน่าถล่มสวนทุเรียน l ‘ใต้-ตะวันออก’ระบาดหนัก-แนะวิธีรับมือ

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาการระบาดเป็นวงกว้างของโรคทุเรียนในภาคใต้และภาคตะวันออก ส่งผลทำให้ต้นทุเรียนเกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยทุเรียนถือเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ซึ่งปัญหานี้จำเป็นต้องมีแนวทางในการป้องกันกำจัดอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม

ดร.พรพิมล อธิปัญญาคม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพืช กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบโรค ให้เกษตรกรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นให้ฉีดด้วยสารฟอสโฟนิก แอซิด 40%เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งในบริเวณตรงข้ามอาการของโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อต้น ทุก 30 วัน จากนั้นพ่นให้ทั่วทรงพุ่มด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน ใช้สลับกับสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อ น้ำ 20 ลิตร

กรณีโรคเข้าทำลายไม่รุนแรง ให้ใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ แบบใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ฮาร์เซียนั่ม ให้นำหัวเชื้อมาเพิ่มปริมาณในข้าวสุก จากนั้นหว่านส่วนผสมเชื้อสดให้ทั่วบริเวณใต้ทรงพุ่มจนถึงรอบชายพุ่ม อัตรา 50-100 กรัมต่อตารางเมตร หรือบริเวณโคนต้นพืชที่เกิดโรค อัตรา 10-20 กรัมต่อต้น แบบใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทีลิส ให้ใช้เข็มฉีดยาใส่สารละลายของเชื้อ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 มิลลิลิตร ฉีดเข้าในโคนต้นทุเรียน ต้นละ 3 จุด 1 ครั้ง จากนั้นลอกเปลือกต้นทุเรียนบริเวณที่เป็นโรคออกแล้วทาด้วยผงเชื้อ อัตรา 1,000 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร โดยจะต้องผสมสารจับใบ อัตรา 5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร และราดดินบริเวณโคนต้นด้วยผงเชื้อ อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 2 ลิตรต่อต้น โดยลอกเปลือกและราดดินซ้ำ รวม 4 ครั้ง

กรณีโรคเข้าทำลายรุนแรง ให้เกษตรกรถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก จากนั้นทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล+แมนโคเซบ 65% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง หากพบใบเหลืองทั้งต้น ให้ราดดินด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยร่วมกับการใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาแล้วฉีดเข้าลำต้น ถ้าพบกิ่งแห้งที่มีรอยเจาะทำลายของมอด ให้ตัดไปเผาไฟทิ้ง สำหรับส่วนที่ไม่สามารถตัดทิ้งได้ ให้พ่นบนกิ่งใหญ่หรือลำต้นที่มีรูมอดเจาะด้วยสารฆ่าแมลงคลอไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนต้นทุเรียนที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นแห้งตาย ให้ขุดออกแล้วนำไปเผาทำลาย

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการทำเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/301566

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการทำเกษตรอินทรีย์

รักษ์เกษตร : ข้อควรคำนึงของการทำเกษตรอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม เกษตรอินทรีย์ มีลักษณะอย่างไร และแตกต่างจากการทำการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อย่างไรครับ

พิจิตร วิทยานนท์
อ.เมือง จ.พิษณุโลก

คำตอบ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใดๆ ที่อาจจะเกิดการปนเปื้อนต่อทรัพยากรดิน น้ำ อากาศ และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมถึงสุขภาพของมนุษย์ ด้วยการสร้างสมดุลของทรัพยากรให้เป็นไปตามธรรมชาติ และร่วมจัดการให้เกิดความยั่งยืนต่อผลผลิต และทรัพยากรทางธรรมชาติด้วย

เกษตรอินทรีย์ เป็นวิธีที่ใช้ในกระบวนการผลิต มักใช้ร่วมกับรูปแบบการเกษตรอื่นๆ เช่น การเกษตรแบบผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นการเกษตรในเชิงแบบแผน หรือการวางโครงสร้าง ส่วนเกษตรพอเพียง ถือเป็นหลักการทำการเกษตรที่มองในองค์รวม ทั้งแบบแผน และกระบวนการผลิต อันได้แก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการผลผลิต ทางด้านการบริโภค และการจำหน่าย และการบริหารจัดการตัวของเกษตรกรเอง ทั้งการใช้จ่าย และควบคุมปัจจัยการผลิต เกษตรอินทรีย์ จึงจะเป็นเกษตรในเชิงวิธีการผลิต ซึ่งจะนำไปใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ในด้านการไม่พึ่งสารเคมี แต่ใช้วัสดุอินทรีย์ที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นหลัก

หลักการเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นไปตามแนวทางวิชาการของหน่วยงานที่ดำเนินงานโดยตรง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พอสรุปได้ดังนี้

ด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ เป็นรูปแบบการเกษตรที่ส่งเสริมสุขภาพของทรัพยากรให้มั่นคง นั่นหมายถึง การมีดินที่อุดมสมบูรณ์ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืช สำหรับใช้เป็นอาหารของสัตว์ และมนุษย์ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ดินที่ปราศจากสารพิษ ก็ย่อมไม่มีสารพิษในพืช ทั้งที่มาจากดิน หรือการฉีดพ่นของมนุษย์ ก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของสัตว์และมนุษย์ที่รับประทานเข้าไป

ด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ เป็นรูปแบบการเกษตรที่เกื้อหนุนให้ทรัพยากรในระบบนิเวศวิทยา ดำเนินไปตามวัฏจักรที่เป็นไปตามธรรมชาติ และเกิดการต่อเนื่องกันอย่างสมดุล ทรัพยากรแต่ละอย่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งการเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยจนทำให้ระบบนิเวศขาดความสมดุล ทั้งทรัพยากรดิน น้ำ จุลินทรีย์ และสัตว์ ดังนั้น การทำการเกษตรใดๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ ทั้งระบบนิเวศในแปลงเกษตร และภายนอกแปลงเกษตรเช่นกัน เห็นได้จาก ดินที่มีคุณภาพต่อการเติบโตของพืช มีน้ำฝน และน้ำชลประทานที่เพียงพอ รวมถึงการเกื้อหนุนจากสัตว์ แมลงที่ช่วยในการเติบโตของพืช และมนุษย์ ที่ช่วยจัดการให้เกิดการเกื้อหนุนต่อระบบนิเวศนั้นด้วย

ด้านการดูแลเอาใจใส่ การทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรกร หรือผู้ทำเกษตรอินทรีย์ จะต้องเป็นผู้จัดการและส่งเสริมให้เกิดความสมดุลขึ้นในระบบ อันประกอบด้วย การเอาใจใส่ในกระบวนการผลิตที่ต้องคอยเกื้อหนุนให้ทรัพยากร ทั้งดิน น้ำ และสัตว์อื่นๆ ให้เกิดระบบความสมดุล และระบบความปลอดภัยในการทำเกษตร ด้วยการไม่ใช้สารเคมีที่มีผลต่อทรัพยากรในระบบ หรือส่งเสริมให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษในผลผลิต ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการแรกที่ทำให้เกษตรกรเกิดจิตสำนึก และเอาใจใส่ต่อคุณภาพของผลิต อันปราศจากการปนเปื้อน หรือตกค้างของสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เกษตรอินทรีย์ ช่วยส่งเสริมในด้านสิทธิของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากร และสิทธิของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันเองในการบริโภคทรัพยากรนั้นๆ กล่าวคือ สิทธิของชนิดทรัพยากร ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดความสมดุลของชนิดทรัพยากร ไม่มีชนิดใดมากเกินไปหรือน้อยจนเสียสมดุล และการใช้ทรัพยากร ได้แก่ การส่งเสริมให้เกิดการเกษตรที่ไม่ทำให้ทรัพยากรเกิดการเสื่อมโทรม และการใช้ทรัพยากรนั้นๆ อย่างพอเพียง ส่วนการบริโภคทรัพยากรนั้น ทุกคนต้องเคารพในสิทธิของคนอื่นต่อการใช้ทรัพยากรที่เขาครอบครอง หรือร่วมแบ่งปันทรัพยากรอย่างเที่ยงธรรม

นาย รัตวิ