คูโบต้าถ่ายทอดเทคโนโลยี‘KAS’ ยกระดับศักยภาพผลิตชาวไร่อ้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297081

x

คูโบต้าถ่ายทอดเทคโนโลยี‘KAS’ ยกระดับศักยภาพผลิตชาวไร่อ้อย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ถ่ายทอดองค์รู้การทำเกษตรครบวงจร หรือ KAS มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรม โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับภาครัฐขับเคลื่อนการทำเกษตรครบวงจรด้วยวิธี KAS และการทำเกษตรแบบประณีตมาโดยตลอด เช่น โครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ สำหรับในส่วนของภาคเอกชน สยามคูโบต้าได้ร่วมมือกับกลุ่มวังขนาย ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่รอบโรงงานน้ำตาลปลูกอ้อยด้วยวิธี KAS ในทุกขั้นตอนการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

“จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การปลูกอ้อยด้วยวิธี KAS จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นและมีรายได้ที่มั่นคง อีกทั้งยังส่งผลให้กลุ่มวังขนายได้วัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลที่มีคุณภาพ สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำตาลออร์แกนิคได้มาตรฐานอีกด้วย ในอนาคต สยามคูโบต้า ยังคงเดินหน้าถ่ายทอดการทำการเกษตรครบวงจรให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรให้มีการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น อีกทั้งยังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการวิจัยการทำเกษตรด้วยวิธี KAS กับพืชอีกหลากหลายชนิด และมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ KAS ให้กับร้านค้าผู้แทนจำหน่ายครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนให้กับเกษตรกรต่อไป” นายสมศักดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297088

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ต้นแบบจังหวัดปทุมธานี รวมกลุ่มเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างอำนาจต่อรอง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ จุดประสงค์หลักคือให้ชาวนารวมตัวกันเพื่อรวมกันซื้อ รวมกันผลิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต มีอำนาจในการต่อรองทางการค้า สามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม คุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรก็จะมีรายได้และคุณภาพที่ดีขึ้น

นายปัญญา ร่มเย็น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว กล่าวว่า การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่ กรมการข้าวเน้นถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การปลูกข้าวโดยใช้เครื่องหยอดข้าว ที่สามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 10-15 กก.ต่อไร่ ลดลงจากการทำนาหว่านทั่วไปที่เกษตรกรจะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์มากถึง 25-50 กก.ต่อไร่ ร่วมกับแนะนำการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำทางวิชาการ การใช้เชื้อบิวเวอร์เรียและเชื้อไตรโคเดอร์มาในการป้องกันกำจัดโรคและแมลง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ กรมการข้าวยังผลักดันให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP เพื่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ผลการดำเนินการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในช่วงตั้งแต่ปี 2558 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมทำนาแปลงใหญ่ได้รับประโยชน์ที่เด่นชัดคือ เกษตรกรสามารถใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับไปปฏิบัติ สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากเดิมไม่น้อยกว่า 20% ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% ทำให้มีส่วนต่างกำไรมากขึ้น อีกเรื่องคือเกษตรกรมีความร่วมมือกันมากขึ้น เพราะการรวมกลุ่มทำงานด้วยกันช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทั้งในการซื้อปัจจัยการผลิตที่ถูกลง การขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

ด้าน นางประนอม มงคลบรรจง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดปทุมธานีมีการส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2558-2560 รวม 10 แปลง พอปีนี้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ลดจำนวนเกษตรกรและลดพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ก็มีกลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันมาสมัครเพิ่มอีก 7 แปลง ดังนั้น ขณะนี้มีนาแปลงใหญ่ที่จะดำเนินการในปี 2561 ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่รวม 17 แปลง เกษตรกรจำนวน 1,227 ราย คิดเป็นพื้นที่รวมกันทั้งหมด 30,062 ไร่ โดยแผนการดำเนินนั้นกลุ่มนาแปลงใหญ่กลุ่มเดิมจะเข้าไปพัฒนาต่อยอดจากที่ได้รับมาตรฐาน GAP จะผลักดันให้เข้าสู่มาตรฐานอินทรีย์หรือให้มีการแปรรูปเอง เพื่อยกระดับราคาผลผลิต ส่วนกลุ่มใหม่ก็ต้องถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ให้พัฒนาไปในทุกด้านตามเป้าหมายที่กำหนดตั้งแต่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้มาตรฐานเข้าสู่การเชื่อมโยงตลาดอย่างครบวงจรต่อไป

สำหรับจังหวัดปทุมธานี มีกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบ ที่สามารถเป็นที่ศึกษาดูงานถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มใหม่ได้เป็นอย่างดี คือ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวต้นแบบ ม.7 ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ มีสมาชิก 50 ราย พื้นที่รวม 1,241 ไร่ นายมนตรี ดวงหิรัญ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ต้นแบบ เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรของทุกคนที่ผ่านมาจะต่างคนต่างทำ อำนาจต่อรองอะไรก็ไม่มี พอภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวทำนาแปลงใหญ่
เพื่อรวมกันทำ รวมกันซื้อ รวมกันผลิต ทำให้สามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่ถูกลง ต้นทุนก็ลดลงตามไป พอขายก็ต่อรองกับพ่อค้าได้เพราะมีการรวมตัวปริมาณผลผลิตมากก็สามารถเพิ่มราคาขึ้นได้

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อเข้ามาทำนาแปลงใหญ่คือ มีหน่วยงานราชการต่างๆ เข้ามาให้ความรู้ช่วยให้การทำนามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เชื่อมโยงตลาดมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน โดยสมาชิกทุกคนตั้งเป้าลดต้นทุนลงจากที่แต่ละคนเคยทำให้ได้ 20% เพราะเกษตรกรแต่ละรายต้นทุนการผลิตไม่เท่ากันก็ให้ยึดต้นทุนเดิมของตนเป็นหลัก เช่น เดิมเคยใช้ต้นทุนอยู่ที่ 4,000 บาท ก็ให้ลดลงเหลือ 3,500 บาท จาก 3,500 เหลือ 3,000 เป็นต้น เพื่อให้ทุกคนมีรายได้ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น สำหรับวิธีการลดต้นทุนการผลิต ก็เริ่มจากลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือไร่ละ 10-15 กก. ลดการใช้ปุ๋ย เน้นการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ต้องนำดินมาวิเคราะห์ธาตุอาหารก่อนทำการปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป ควบคู่กับลดการใช้สารเคมี หันมาใช้สารชีวภัณฑ์แทน ได้แก่ เชื้อไตรโครเดอร์มา เชื้อบิวเวอเรีย เชื้อเมตาไรเซียม นอกจากลดต้นทุน ต้องมีการบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งใช้พันธุ์ดี ใช้ปุ๋ยถูกต้องตามเวลาที่พืชต้องการ

“เมื่อก่อนเกษตรกรจะทำนาแบบมีสเต็ปถึงเวลาวันนี้ต้องใส่ปุ๋ยก็ใส่ วันนี้ต้องฉีดยาก็จะฉีดโดยไม่รู้ว่าเป็นช่วงที่จำเป็นหรือไม่ ทำให้เสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ก็มี แต่พอได้รับความรู้จากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ทำให้ใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องและใช้สารเคมีปลอดภัยมากขึ้น มีการเก็บเกี่ยวข้าวในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ต้นทุนลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 845 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 900-1,000 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่ตามมานอกจากผลผลิตเพิ่มขึ้น คือผลผลิตมีคุณภาพ เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดี มีการคัดพันธุ์ปนเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองในฤดูกาลต่อไป ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ 100% และได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมการข้าว ส่งผลให้ขายข้าวให้กับโรงสีหรือผู้ประกอบการที่มีการลงนาม MOU รับซื้อข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ในราคานำตลาด สมาชิกลุ่มขายข้าวได้ราคาสูงขึ้นตามคุณภาพ เรียกว่าเข้ามาสู่โครงการนาแปลงใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทุกด้าน โดยเฉพาะการบูรณาการเข้ามาช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน มีปัญหาหรืออุปสรรคก็เข้ามาช่วยเหลือชี้แนะทันที่ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งมากขึ้น” นายมนตรี กล่าวทิ้งท้าย

‘สหกรณ์ตราด’รุกตลาดกัมพูชา จับมือผู้ประกอบการเสียมเรียบขยายการค้า-ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297083

x

‘สหกรณ์ตราด’รุกตลาดกัมพูชา จับมือผู้ประกอบการเสียมเรียบขยายการค้า-ลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายดุสิต ทองทา สหกรณ์จังหวัดตราด เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการดำเนินกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมการตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจชายแดนเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ประจำปี 2560 โดยการเจรจาความร่วมมือ และลดอุปสรรคทางการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ณ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดเสียมเรียบ(เสียมราช)ราชอาณาจักรกัมพูชา ระหว่างขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดตราด โดยมี นายสุจินต์ บุญเหลือ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด ผู้แทนสหกรณ์ภาคการเกษตร นายสนั่น จั่นสังข์ รองประธานกรรมการ ร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด ผู้แทนศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ กับ Mr. Soy Bora super Market Heng Chay Lee Kingdom of Cambodia ผู้ประกอบการค้า จังหวัดพระตะบอง และ Mr.Hour Seakpeng Angkor Market Kingdom of Cambodia ผู้ประกอบการค้าจังหวัดเสียมเรียบ (เสียมราช) ราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมทำบันทึกข้อตกลง MOU เพื่อขยายปริมาณการค้า และการลงทุน ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรม มีประโยชน์ต่อสถาบันเกษตรกรในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการค้าชายแดน

สำหรับความร่วมมือดังกล่าว ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของจังหวัดตราด เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายของรัฐบาล มุ่งเน้นการส่งเสริม บทบาท และการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการบริโภค และการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตร ด้านผลไม้เป็นหลัก เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบ และขยายช่องทางการค้าให้มีประสิทธิภาพ นำรายได้สู่ประเทศ โดยเฉพาะผลไม้ที่เป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกร ให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้ปริมาณมากขึ้น เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรไปต่างประเทศ ให้สูงขึ้น และเพื่อประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมภาพลักษณ์ สินค้าผลไม้ ผลผลิตทางการเกษตร และอื่นๆ ของจังหวัดตราด ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ เกิดผลดี มีการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด สหกรณ์ผู้ผลิต สามารถผลิตสินค้าได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เป็นที่ยอมรับและยกระดับคุณภาพสินค้า สหกรณ์มีขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สมาชิกสหกรณ์ มีการกินดี อยู่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

แตกใบอ่อน : ‘ใบมันสำปะหลัง’ขุมทองเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/297082

807934531

แตกใบอ่อน : ‘ใบมันสำปะหลัง’ขุมทองเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ขออนุญาตนำเสนอบทความต่อเนื่องของ “ผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์” และคณะ จากภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้ทำการศึกษาข้อมูลเพื่อกำหนดต้นแบบและยุทธศาสตร์การเพิ่มพูนข้อมูลความรู้ทิศทางตลาดการค้าสินค้าเกษตร ภายใต้โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาด ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ โดยสัปดาห์นี้เป็นผลศึกษา “ใบมันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นสินค้าที่ถูกมองข้าม ทั้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถนำไปใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพสัตว์ รวมถึงนำไปใช้ในงานปศุสัตว์เพื่อผลิตสินค้าปศุสัตว์อินทรีย์ได้

อาจารย์เกรียงไกร ชี้ว่า ใบมันสำปะหลังแห้งเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 20-25% สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบโปรตีนที่จะนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ เช่น โปรตีนจากปลาป่นที่กำลังประสบปัญหาน่านน้ำการจับปลา โปรตีนจากกากถั่วเหลืองที่เจอปัญหา GMO ซึ่งหากทดแทนได้สักประมาณ 10% ประเทศไทยจะสามารถลดการนำเข้าโปรตีนได้ถึง 4,035 ล้านบาท (จากข้อมูลกากถั่วเหลืองนำเข้าปี 2558 จำนวน 2.69 ล้านตัน) นอกจากคุณค่าทางโปรตีนที่สูงแล้ว ยังมีสารแซนโทฟิลล์ที่ช่วยการเจริญเติบโตของสัตว์ และสารแทนนินที่ช่วยป้องกันพยาธิในสัตว์ได้เช่นกัน รวมทั้งยังนำมาเป็นอาหารมนุษย์ได้ด้วย โดยใบมันสำปะหลังแห้งน้ำหนัก 400 กรัมจะเทียบเท่ากับปริมาณโปรตีน 45 ถึง 50 กรัมที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ

หลังจากเก็บใบมันสำปะหลังสดมาแล้วให้นำไปตาก/ผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งได้เร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตากแดด 2-3 แดด ตามปกติใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่เมื่อตากแห้งแล้วจะมีกรดไฮโดรไซยานิคเหลืออยู่ในระดับที่ต่ำมากไม่เกิน 30 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เช่นเดียวกับในมันเส้นที่สารพิษจะระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์และยังช่วยกระตุ้นให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้น ส่วนสารแทนนิน เป็นประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยปริมาณแทนนินในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะสามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ มีฤทธิ์ควบคุมพยาธิในแพะแกะได้อย่างดี สามารถทดแทนการใช้ยาถ่ายพยาธิในแพะแกะได้ด้วย การใช้ใบมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์ จึงช่วยลดการใช้สารเคมีในการปศุสัตว์และนำไปสู่การผลิตเป็นเนื้อสัตว์แบบอินทรีย์ หรือนมจากสัตว์แบบอินทรีย์ได้

การเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์นั้น มีห่วงโซ่การผลิตเริ่มจากต้นน้ำ คือ เมื่อต้นมันสำปะหลังมีอายุได้ 4 เดือนขึ้นไปจะสามารถเก็บใบมันสำปะหลังได้ โดยนำไปขายให้กับพ่อค้าคนกลางในราคา 0.8-2 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับใบมันสำปะหลังสด หากทำการตากใบมันสำปะหลังแห้งจะขายได้ถึง 4-6 บาทต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นพ่อค้าคนกลางจะรวบรวมใบมันสำปะหลังสดที่เกษตรกรมาขายต่อให้กับโรงงานที่แปรรูปใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ด โดยจะนำใบมันสำปะหลังสดที่รับซื้อมาตากแดดบนลานตากประมาณ 2-3 แดด จากนั้นทำการบดย่อยและทำเป็นใบมันสำปะหลังอัดเม็ดส่งขายให้กับฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในทั้งฟาร์มหมู สหกรณ์โคเนื้อ สหกรณ์โคนม รวมทั้งมีการส่งออกใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดไปขายที่ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็มีผู้ประกอบการผลิตและส่งออกใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดไปขายให้กับประเทศเกาหลีใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีการนำใบมันสำปะหลังมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่น้อยอยู่ คือ ประมาณไม่เกิน 1% ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย ชาวไร่มันสำปะหลังส่วนใหญ่มักจะทิ้งใบมันสำปะหลังไว้เพื่อรอให้ย่อยสลายและเป็นปุ๋ยในไร่ หรือนำไปเผา ซึ่งหากมีการเก็บเกี่ยวใบมันสำปะหลังเพียง 10% จากปริมาณมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย และนำมาแปรรูปเป็นใบมันสำปะหลังบดอัดเม็ดเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นจำนวนเงินประมาณ 420 ล้านบาทต่อปี

หากสามารถนำใบมันสำปะหลังมาใช้เป็นวัตถุดิบโปรตีนทดแทนการนำเข้าโปรตีนจากกากถั่วเหลืองได้ แม้ทดแทนได้เพียงเล็กน้อย 10% แต่ก็จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าโปรตีนได้ถึง 4,035 ล้านบาท ต่อปีทีเดียว

มะลิลา

เร่งเครื่องปราบ‘ศัตรูอ้อย’ l‘สุพรรณ-ราชบุรี’หนุนเกษตรกรใช้วิธีผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296881

x

เร่งเครื่องปราบ‘ศัตรูอ้อย’ l‘สุพรรณ-ราชบุรี’หนุนเกษตรกรใช้วิธีผสมผสาน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จ.ราชบุรี โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี (ศทอ.สุพรรณบุรี) ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดศัตรูอ้อย ปี 2560 โดยแบ่งเป็นกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1.ผลิตพ่อแม่พันธุ์แมลงหางหนีบ จำนวน 25,000 ตัว 2.ผลิตแมลงหางหนีบพร้อมปล่อย จำนวน 175,000 ตัว 3.ผลิตหัวเชื้อราเมตตาไรเซียม จำนวน 250 ขวด 4.ผลิตเชื้อราเมตตาไรเซียมพร้อมใช้ จำนวน 1,000 กิโลกรัม และ 5.จัดงานวันรณรงค์ป้องกันกำจัดศัตรูอ้อย โดยเน้นศัตรูอ้อยที่สำคัญ 2 ชนิด คือด้วงหนวดยาว และตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส

สืบเนื่องจากในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.2559 ได้พบการระบาดของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส (ตั๊กแตนข้าว) ในอ้อย เขตพื้นที่ หมู่ที่ 7 อ.จอมบึง และเขตติดต่อ ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี พื้นที่ประมาณ 2,300 ไร่ ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเต็มวัยของตั๊กแตนเริ่มมีการผสมพันธุ์และวางไข่ และจะฟักเป็นตัวอ่อนรุ่นใหม่ประมาณปลายเดือนพ.ค.2560 ศทอ.สุพรรณบุรี ได้ร่วมมือกับกลุ่มงานอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี วางแผนป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยโดยวิธีผสมผสาน ส่วนด้านการควบคุมโดยชีววิธีได้ยึดตามคำแนะนำจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้แมลงหางหนีบ และเชื้อราเมตาไรเซียมป้องกันกำจัดระยะตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกจากไข่ โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้เชื้อราเมตาไรเซียมให้ไปกับระบบน้ำหยด ทั้งนี้ เพื่อให้การป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยมีความต่อเนื่อง ศทอ.สุพรรณบุรี จึงได้ของบประมาณเพิ่มเติมจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งมีเกษตรกรสนใจและเข้าร่วมโครงการ จำนวน 29 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 1,795 ไร่

“ผลจากการถ่ายทอดความรู้เรื่องการป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยโดยวิธีผสมผสาน ทำให้สถานการณ์ระบาดของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส ตั้งแต่เดือนพ.ค.2560 ถึงปัจจุบัน ไม่พบความเสียหายของอ้อยที่เกิดจากการทำลายของตั๊กแตนไฮโรไกลฟัส ที่สำคัญยังพบว่าแปลงไหนที่เกษตรกรมีการใช้เชื้อราเมตตาไรเซียมไปกับระบบน้ำหยดจะพบตั๊กแตนขึ้นไปตายบริเวณปลายยอดอ้อย และแปลงไหนที่ปล่อยแมลงหางหนีบเพื่อกำจัดตัวอ่อนตั๊กแตนตั้งแต่เดือน พ.ค.- มิ.ย.2560 พบการระบาดของหนอนกออ้อยลดลง ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตขยายแมลงหางหนีบปล่อยในแปลงของตนเอง และยังขยายผลไปสู่แปลงของญาติพี่น้องและเพื่อนเกษตรกรข้างเคียงที่สนใจ โดยเกษตรกรยืนยันว่าแปลงที่ปล่อยแมลงหางหนีบจะสังเกตเห็นการระบาดของหนอนกอลดลงอย่างเห็นได้ชัด” นายสมคิด กล่าว

ส่องเกษตร : จากภาษีน้ำถึงกม.คุ้มครองพันธุ์พืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296880

449007

ส่องเกษตร : จากภาษีน้ำถึงกม.คุ้มครองพันธุ์พืช

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เอ็นจีโอเจ้าเก่า มูลนิธิชีววิถี“ไบโอไทย”โดยผอ.วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กำลังเปิดประเด็นรณรงค์ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ที่กรมวิชาการเกษตรผลักดันอยู่ ด้วยข้อกล่าวหาหนักหน่วงว่า เป็นกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติผูกขาด“เมล็ดพันธุ์พืช”ซึ่งสื่อบางสำนักนำไปขยายด้วยวาทกรรมรุนแรงเสมือนเป็นกฎหมาย“ปล้นเกษตรกรไทย”

หลายปีที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรพยายามแก้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มาหลายครั้งท่ามกลางข้อครหาว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากบรรษัทข้ามชาติและบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ ที่ผลักดันให้ประเทศไทยยอมรับระบบกฎหมายตามอนุสัญญา UPOV 1991 ที่เอื้อประโยชน์ให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มการผูกขาดยิ่งขึ้น กลุ่มทุนเหล่านี้ได้ผลักดันทั้งโดยตรงและผ่านข้อตกลงต่างๆ เช่น ข้อตกลงการค้าเสรี(FTA)ไทย-สหรัฐฯ และ FTA อาเซียน-ยุโรป เป็นต้น แต่ไม่สำเร็จ ด้วยถูกต้านหนัก

ช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรมวิชาการเกษตรก็ผลักดันอีกเมื่อมี.ค.2559 และเช่นเคยที่ถูกคัดค้านหนักจากนักวิชาการ เช่น รศ.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ TDRI, รศ.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ม.เกษตรศาสตร์,ผศ.สมชาย รัตนชื่อสกุล ม.หอการค้าไทย รวมทั้งนพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรมว.สาธารณสุขผู้รู้ทันเรื่องสิทธิบัตรของบรรษัทข้ามชาติดี..เรื่องจึงเงียบไปพักหนึ่ง แต่จู่ๆเว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร(http://www.doa.go.th/main/index.php…)ได้เผยแพร่เนื้อหาร่างกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช(ฉบับที่…)พ.ศ….ที่จะมาแทนของเก่า ให้ประชาชนแสดงความคิดได้ถึง 20 ต.ค.2560

ไบโอไทยโดยวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญชี้ว่า ร่างพ.ร.บ.ใหม่นี้ ระบุหลักการและเหตุผลชัดเจนว่า ร่างขึ้นให้เป็นไป“ตามแนวทางอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่(อนุสัญญา UPOV 1991)”และรองรับ“แนวโน้มการเจรจาข้อตกลงFTA จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา UPOV1991” มีเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มการผูกขาดและเปิดทางสะดวกให้โจรสลัดชีวภาพ ขณะที่ลิดรอนสิทธิเกษตรกร เปิดช่องให้ลงโทษเกษตรกรที่เก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ เป็นการทำลายวัฒนธรรมที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบความมั่นคงทางอาหารของไทย

กฎหมายมีสาระสำคัญน่ากังวล 8 ข้ออาทิ ตัดเนื้อหามาตรา 33 (4) ของกฎหมายเดิมออก ทำให้เกษตรกรที่เก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่ออาจได้รับโทษถึงจำคุก เท่ากับตัดสิทธิที่จะเก็บรักษาพันธุ์พืชใหม่ไปปลูกต่อ,ขยายเวลาผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ของบริษัทจากเดิม 12-17 ปีเป็น 20-25 ปี, ขยายการผูกขาดจากเดิมอนุญาตเฉพาะ “ส่วนขยายพันธุ์” เป็นรวมถึง “ผลผลิต”และ “ผลิตภัณฑ์” ด้วย,ขยายการผูกขาดพันธุ์พืชใหม่ไปยังอนุพันธุ์ของสายพันธุ์พืชใหม่,เปิดทางสะดวกให้โจรสลัดชีวภาพโดยตัดการแสดงที่มาของสารพันธุกรรมออกเมื่อบริษัทจะขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่,ตัดเงื่อนไขการระงับสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร กรณีตั้งราคาเมล็ดพันธุ์แพงจนเกษตรกรเข้าไม่ถึง เป็นต้น

และกล่าวหากรมวิชาการเกษตรว่า ฉวยโอกาสช่วงพระราชพิธีสำคัญเดือนตุลาคม เร่งออกกฎหมาย เพื่อมิให้ประชาชนมีโอกาสเคลื่อนไหวคัดค้าน แต่ไบโอไทยและเครือข่ายจะคัดค้านถึงที่สุด

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่า ไม่จริง ยืนยันมีหลายหน่วยงานรัฐที่เข้ามาช่วยดูให้กฎหมายเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและเกษตรกรอย่างเป็นธรรม ส่วนเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรซื้อมาเพาะปลูก สามารถเก็บไปปลูกรุ่นต่อไปได้ เพียงห้ามนำไปเพาะเมล็ดพันธุ์จำหน่ายเท่านั้น ฝ่าฝืนมีโทษหนักจำคุก 2 ปีปรับ 4 แสนบาท ย้ำทำกฎหมายเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืช สร้างแรงจูงใจเร่งปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ และตอนนี้ได้ขยายเวลารับฟังความเห็นไปถึง 20 พ.ย.แล้ว

ข้อตอบโต้ชี้แจงของอธิบดี“สุวิทย์”ยังเคลียร์ไม่ชัดหลายเรื่อง โดยเฉพาะเหตุที่ต้องขยายการผูกขาดหลายกรณีให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์ แต่กฎหมายนี้ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ทั้งผ่านรัฐบาลและสนช. จึงเชื่อว่า จะมีการต่อสู้ทางความคิดและแก้ไขเนื้อหาอีกมากแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเพิ่งเสียท่าไปหยกๆ ถูกโจมตีหนักกรณีความไม่ชัดเจนเรื่องกฎหมายเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกรที่ถูกเรียกว่า “ภาษีน้ำ” ดังนั้นกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช นับเป็นอีกเรื่องอ่อนไหวที่มีสิทธิปลุกเกษตรกรออกมาถล่มรัฐบาลหาว่าซ้ำเติมความเดือดร้อนได้อีก จึงสมควรระวังให้จงหนัก…เดี่ยวจะหาว่าไม่เตือน!

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯลุยรื้อกม.คุ้มครองพันธุ์พืช ยันเกษตรกรได้ประโยชน์-ทำถูกต้องทุกขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296882

x

เกษตรฯลุยรื้อกม.คุ้มครองพันธุ์พืช ยันเกษตรกรได้ประโยชน์-ทำถูกต้องทุกขั้นตอน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มาได้ระยะหนึ่งพบว่า มีข้อติดขัดทั้งในด้านกระบวนการปฏิบัติงานและการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้เนื้อหากฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ยังขาดสาระสำคัญบางประการทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชได้อย่างเพียงพอ มีบางข้อที่จำกัดโอกาสการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ อีกทั้งไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนได้อนุรักษ์พัฒนาและใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของชุมชน รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาที่ใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า และไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่ส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันการลงทุนและการวิจัยและพัฒนาของประเทศเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเห็นสมควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุกประการ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปรับแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นสากลจะส่งผลดีต่อผู้เกี่ยวข้องจำแนกตามกลุ่ม ได้ดังนี้ 1.เกษตรกรผู้ค้า/ผู้ปลูก มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกชนิดพืชและพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่เหมาะสมใช้เพาะปลูกตามความต้องการ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของผลผลิตให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น อาชีพเกษตรกรผู้รับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ (พืชไร่และผัก) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้เกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ทันสมัยไปด้วย โดยที่เกษตรกรยังสามารถใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกได้เองตามปกติ ส่วนพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ตามสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรกรที่กำหนดไว้ในมาตรา 35 ของร่างพระราชบัญญัติฯ 2.นักปรับปรุงพันธุ์พืชไทย มีแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งพันธุกรรมที่มีความหลากหลายใช้ในการปรับปรุงพันธุ์มากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มากยิ่งขึ้น และจะมีจำนวนนักปรับปรุงพันธุ์เพิ่มมากขึ้น 3.ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมแปรรูป มีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกซื้อผลิตผลและผลิตภัณฑ์พืชได้ตรงกับความต้องการ มีพันธุ์พืชใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดแคลน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น 4.การลงทุนด้านเมล็ดพันธุ์พืช มีการขยายการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์และการผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ดึงดูดให้เข้ามาลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในประเทศมากขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2553 ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 40 มาตรา จาก 69 มาตรา ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่มีข้อห่วงกังวลต่อการที่จะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองได้ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ราคาเมล็ดพันธุ์ที่อาจจะสูงขึ้น และการกระทำผิด (ละเมิด) โดยไม่รู้ ซึ่งต่อมาภายหลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เกษตรกรมีความเข้าใจและไม่คัดค้านการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยปัจจุบัน การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรในระหว่างวันที่ 5-20 ตุลาคม 2560 ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการเสนอกฎหมายของหน่วยงานซึ่งจะต้องให้กระทรวงพิจารณาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี และหาก ครม. เห็นชอบ จะต้องส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนเสนอให้ สนช. ในขั้นตอนสุดท้าย

สศก.จับตาทิศทางตลาดโลก แนวโน้ม‘น้ำมันปาล์ม’ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296877

x

สศก.จับตาทิศทางตลาดโลก แนวโน้ม‘น้ำมันปาล์ม’ร่วง

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตน้ำมันปาล์มน้ำมันของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.22 ต่อปี ส่วนความต้องการใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.98 ต่อปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยร้อยละ 2.55 ต่อปี โดยคาดว่าในปี 2560 ราคาจะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 21.00-23.00 บาท

จากการคาดการณ์ผลผลิตปาล์มน้ำมันของ สศก. พบว่า ปี 2560 มีเนื้อที่ให้ผล 4.84 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีจำนวน 4.56 ล้านไร่ (ร้อยละ 6.14) มีผลผลิตปาล์มน้ำมัน 11.71 ล้านตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 2.04 ล้านตัน (อัตราน้ำมัน 17.45) โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในไตรมาสที่ 2 ออกสู่ตลาด 3.83 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่มีจำนวน 2.61 ล้านตัน (ร้อยละ 31.62) ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2560 มีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือ 0.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมที่มีจำนวน 0.27 ล้านตัน (ร้อยละ 66.67) ส่งผลราคาผลปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ไตรมาสที่ 2 ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 4.07 บาท ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ที่กิโลกรัมละ 5.38 บาท (ร้อยละ 24.33)

อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดังกล่าวยังคงสูงกว่าต้นทุนการผลิตของปี 2560 โดยต้นทุนการผลิตเฉลี่ย กิโลกรัมละ 3.06 บาท ประกอบกับในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง สต๊อกน้ำมันปาล์มของไทยมีแนวโน้มลดลง (ณ สิ้นเดือนสิงหาคม จำนวนสต๊อก 0.43 ล้านตัน) โดยคาดว่าในปี 2560 ราคาผลปาล์มที่เกษตรกรได้รับเฉลี่ยที่กิโลกรัม 4.20 บาท

ลดระบายเขื่อนลุ่มน้ำชี บรรเทาน้ำท่วมอีสาน-กักน้ำรับมือแล้งปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296879

x

ลดระบายเขื่อนลุ่มน้ำชี บรรเทาน้ำท่วมอีสาน-กักน้ำรับมือแล้งปีหน้า

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้แหล่งกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำชีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม มีพายุดีเปรสชั่นหลายลูกพัดผ่าน ทำให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำโดยกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนให้ได้มากที่สุด และชะลอการระบายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมอยู่บ้าง แต่คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติก่อนสิ้นเดือนตุลาคมแน่นอน

สำหรับปริมาณน้ำล่าสุดของเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในลุ่มน้ำชีทั้ง 3 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 1,992 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ยังสามารถรับน้ำได้อีก 439 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 1,689 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 291 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 136 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 27 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทาน และ กฟผ.จะบริหารจัดการน้ำทั้งการระบายและการกักเก็บน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช่ในกิจกรรมต่างๆ ในช่วงฤดูแล้งปี 2561 ด้วย

“โดยเฉพาะที่เขื่อนลำปาว กรมชลประทานจะเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าอย่างพอเพียง และยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมทางตอนล่างของลุ่มน้ำชี ในพื้นที่ อำเภอจังหาร อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำระบายน้ำได้ช้า โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ลดการระบายน้ำเขื่อนลำปาวลงให้น้อยที่สุด” ดร.สมเกียรติกล่าว

นอกจากนี้ยังได้ให้เร่งระดมส่งเครื่องสูบน้ำช่วยพื้นที่ชุมชนเมืองขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ และร้อยเอ็ด พร้อมจัดทำแผนที่ทางน้ำสาธารณะ เพื่อเตรียมปรับการบริหารจัดการน้ำหลากในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตามในการเร่งระบายน้ำนั้น ให้คำนึงถึงการวางแผนการปลูกพืชในฤดูแล้งช่วงปลายปีนี้ด้วย โดยจะต้องจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบของน้ำท่วมเป็นอันดับแรก

บิ๊กฉัตรถกกรรมาธิการ‘อียู’ ยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/296654

x

บิ๊กฉัตรถกกรรมาธิการ‘อียู’ ยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระหว่างการร่วมประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรทะเล หรือ Our Ocean Conference ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 5-6 ตุลาคม ที่สาธารณรัฐมอลตา ได้หารือร่วมกับ นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมกิจการทะเลและประมง คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งแสดงความชื่นชมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของไทย และเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจริงจังกับการแก้ไขปัญหาไอยูยู ทั้งแนวนโยบายให้มีการจัดการทรัพยากรทุกอย่างพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งประมง ป่าไม้และเกษตรกรรม รวมถึงการพัฒนาระบบการทำงานด้านเทคนิคต่างๆ เพื่อทำให้ระบบการประมงของไทยมีประสิทธิภาพ เช่น การนำคณะเจ้าหน้าที่ประมงจากประเทศไทยเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ติดตามและควบคุมเรือประมงที่สเปน และส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งจากการเยี่ยมชมศูนย์เห็นว่าระบบของไทยและสเปนนั้นคล้ายคลึงกัน แต่สเปนมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า ซึ่งไทยจะนำความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาระบบของไทยต่อไป

นอกจากนั้น ยังแจ้งว่าปัญหาประมงไอยูยูเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในระดับนานาชาติ ไทยจึงเสนอให้อาเซียนมีการจัดทำนโยบายประมงร่วมกัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีอาเซียนในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 39 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่างนโยบายดังกล่าวในต้นปี 2561 ซึ่งทางอียูก็พร้อมสนับสนุนให้ข้อมูลไทยในการจัดทำกรอบแนวทางนโยบายประมงอาเซียนซึ่งอียูได้ดำเนินการมาแล้วด้วย