ภาคีเครือข่ายต้านสารพิษยื่นหนังสือถึงนายกฯแบน3สารอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296112

ภาคีเครือข่ายต้านสารพิษยื่นหนังสือถึงนายกฯแบน3สารอันตราย

ภาคีเครือข่ายต้านสารพิษยื่นหนังสือถึงนายกฯแบน3สารอันตราย

          วันที่ 19 ก.ย.60 ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล     เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง  40 องค์กร แต่งกายเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต ร่วมอ่านแถลงการณ์ พร้อมกับยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีตัวแทนเจ้าหน้าที่เป็นผู้รับหนังสือ  ให้พิจารณา ยกเลิกใช้ยาฆ่าหญ้าพาราควอต และยาฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ยาฆ่าหญ้าไกลโฟเสต ในพื้นที่ชุมชนแหล่งน้ำ ตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และไม่ต่ออายุทะเบียนนำเข้าสารพาราควอต ที่จะหมดอายุในวันที่ 9 ตุลาคม 2560 นี้ด้วย

 

เครือข่ายเกษตรอินดี้บุรีรัมย์รวมพลังยื่นแถลงการณ์ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดถึงกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาล เรียกร้องให้ยกเลิกเพิกถอนทะเบียนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชน ชีวิตเกษตรกร และสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย

(19ก.ย.60) เครือข่ายเกษตรอินดี้จังหวัดบุรีรัมย์ นำโดยนายตรัย อานประโคน ประธานเครือข่ายฯ และตัวแทนกลุ่มเกษตรกร รวมกว่า30คน ได้รวมตัวกันเข้ายื่นแถลงการณ์ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ทั้งให้เพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง2ชนิด คือ “พาราควอต” สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่ง48ประเทศยกเลิกการใช้แล้วเพราะพิษเฉียบพลันสูง ทั้งเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กทารกอย่างถาวร และหลายประเทศทั่วโลกห้ามการใช้ในพืชผักและอาหาร รวมทั้งเรียกร้องให้จำกัดการใช้ไกลโฟเซต ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช ที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นสารก่อมะเร็ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในประเทศไทย โดยห้ามใช้ในเขตชุมชน พื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ ซึ่งการรวมพลังยื่นหนังสือในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชนผู้บริโภค ชีวิตเกษตรกรที่ต้องสัมผัสกับการทำการเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งเพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยโดยการไม่ใช้สารเคมี

        นายตรัย อานประโคน ประธานเครือข่ายเกษตรอินดี้จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ที่ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรได้รวมตัวเข้ายื่นแถลงการณ์ผ่านจังหวัดในครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง รวมถึงเรียกร้องให้เพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนผู้บริโภค และเกษตรกรที่ต้องสัมผัสกับสารพิษดังกล่าวโดยตรง จึงอยากให้มีการพิจาณายกเลิกการนำเข้าสารเคมีที่มีอันตรายดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296056

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ”

เอสซีจี, รักษ์น้ำ

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ”

 

               กิจกรรม  “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” เป็นการสืบสานพระราชปณิธานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายหลังจากที่ได้นำตัวแทนชุมชนและเยาวชนคนรุ่นใหม่ของจังหวัดขอนแก่น กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช ไปศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างฝายชะลอน้ำที่จังหวัดลำปาง และแนวทางการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริจากศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้มีความรู้แล้วนำกลับมาดำเนินการต่อในพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง

ณ พื้นที่ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่น้ำขาดน้ำแล้ง ชาวบ้านอาศัยน้ำตามฤดูกาล ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ชาวบ้านต้องอพยพหนีความแห้งแล้งไปนอกพื้นที่ จากการร่วมเดินทางไปกับ “รักษ์น้ำ The Journey” ตัวแทนชุมชนจึงได้รับความรู้ความเข้าใจและจุดประกายการทำฝายชะลอน้ำเป็นครั้งแรก

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม "รักษ์น้ำ"

              นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กล่าวถึงแนวคิดการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในหลายๆ พื้นที่ เพราะฝายชะลอน้ำทำให้พื้นดินชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำบางส่วนให้อยู่ในพื้นที่ได้นานที่สุด เมื่อมีน้ำและสามารถเก็บน้ำไว้ได้ ก็ทำให้เพาะปลูกได้ผลผลิตดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา เหมือนอย่างชุมชนต้นแบบในจังหวัดลำปางที่เอสซีจีได้พาไปเรียนรู้

“สำหรับกิจกรรมที่ตำบลม่วงหวานในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อฟื้นคืนความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำของชุมชน ซึ่งจากนี้ทางชุมชนก็ได้ร่วมกันวางแผนที่จะจัดทำแก้มลิง และเชื่อมต่อระบบน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ทำการเกษตรอย่างพอเพียงในอนาคตอีกด้วย ซี่งตรงตามแนวทางพระราชดำริ “หาน้ำให้ได้” “เก็บน้ำไว้ใช้” และ “ใช้น้ำให้เป็น” นายธนวงษ์กล่าว

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม "รักษ์น้ำ"

                 นายประสาท จันทรวิเศษ ผู้ช่วยกำนัน หมู่ 2 บ้านสระกุด ต.ม่วงหวาน เล่าว่า เดิมทีเมื่อพูดถึงฝาย ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นฝายกักเก็บน้ำไว้ใช้ ต่างคนต่างสร้างฝายกันเองตามภูมิปัญญาชาวบ้าน พอได้ไปเรียนรู้กับทางเอสซีจี จึงเกิดความเข้าใจ “ฝายชะลอน้ำ” รวมถึงเห็นประโยชน์ของการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นอีกแนวทางของการอนุรักษ์น้ำ ที่สามารถช่วยชะลอน้ำและเก็บกักความชื้น คืนความสมบูรณ์ให้น้ำใต้ดิน “พอไปเห็นพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่เคยเป็นเขาหัวโล้นแห้งแล้งสามารถกลับเป็นพื้นที่สีเขียวได้ ทำให้มีความหวัง อยากให้ป่าบ้านเรามีความอุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้นแบบเขาบ้าง ชาวบ้านจะได้ไปหาของป่าและมีรายได้เสริม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในต.ม่วงหวาน ที่ชาวบ้านจะร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ และจากนี้ผมก็จะรวมพลังชุมชนหาแนวร่วมต่อไป ”

                นายพิชาญ ทิพวงษ์ ผู้ประสานงานลุ่มน้ำชี คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่า ภูถ้ำ ภูกระแต มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสริมว่า พื้นที่อีสานส่วนใหญ่มีปัญหาน้ำแล้ง และปัญหาน้ำหลาก ต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นภาพรวม ต้องศึกษาภูมิประเทศ เข้าใจปัญหา โดยพื้นที่ตำบลม่วงหวานควรเริ่มต้นจากทำฝายชะลอน้ำ หรือฝายชะลอความชุ่มชื้น สู่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ชุมชนเห็นภาพรวมร่วมกัน รู้ว่าเขาทำแล้วได้อะไร ให้ความรู้ความเข้าใจเขา เชื่อว่าองค์ความรู้และประสบการณ์จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในการทำผังน้ำ การสำรวจเส้นทางน้ำ และวิเคราะห์ตัวเลขการใช้น้ำ จะช่วยเหลือให้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายพิชาญเสริม

               การเดินทางของ “รักษ์น้ำ The Journey” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เอสซีจีสนับสนุนจุดประกายชุมชนต่างๆ ในประเทศไทย ส่งเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน เสริมความเข้มแข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

“ยันม่าร์”เปิดตัวรถเกี่ยวข้าว สุดยอดเทคโนโลยี”YANMAR YH850”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296054

 “ยันม่าร์”เปิดตัวรถเกี่ยวข้าว สุดยอดเทคโนโลยี”YANMAR YH850”

ยันมาร์, ยันม่าร์, Yanmar YH850, YH850

 “ยันม่าร์”ปฏิวัติวงการรถเกี่ยวนวดไทยเปิดตัว”Yanmar YH850″ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยี

                   ยันม่าร์ (Yanmar) ปฏิวัติวงการรถเกี่ยวนวดไทย เปิดตัวรถเกี่ยวนวดบังคับแบบพวงมาลัยรุ่นใหม่ “Yanmar YH850″ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีเฉพาะยันม่าร์ เพื่อการขับขี่คล่องตัวพร้อมถังบรรจุข้าวขนาดใหญ่และระบบควบคุมทางไกลอัจฉริยะ (SA-R)

             ยันม่าร์ (Yanmar) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศไทย เปิดตัวรถเกี่ยวนวดข้าวรุ่นใหม่ Yanmar YH850 ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะจากยันม่าร์ ได้แก่ คันควบคุม มารุ แฮนเดิล (Maru Handle) ช่วยให้การใช้งานรถเกี่ยวนวดข้าวสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ระบบจะควบคุมตีนตะขาบทั้งสองด้านด้วยการบังคับที่คันควบคุม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยันม่าร์คิดค้นขึ้น ให้ผู้ใช้งานรถสามารถบังคับการเลี้ยวรถได้อย่างแม่นยําโดยการหมุนคันควบคุมตามที่ต้องการ เมื่อทํางานในพื้นที่หล่ม ระบบจะส่งกําลังต่อเนื่องให้กับตีนตะขาบทั้งสองด้านรักษาสมดุลทำให้การขับขี่คล่องตัว นุ่มนวลเสมือนขับอยู่บนท้องถนน อีกทั้งได้รับการพัฒนา และทดสอบชิ้นส่วนอะไหล่มาเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานได้นานในระยะยาว พัฒนาการขับขี่ให้นั่งสบายขึ้น เนื่องจากไม่มีแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของคันโยก จึงช่วยลดความเหนื่อยล้าลง เมื่อต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  นอกจากนี้ยังมีระบบโรเตอร์คู่ ช่วยทำให้การเก็บเกี่ยวสะอาด รวดเร็ว ลดการสูญเสียเม็ดข้าวลงอย่างมาก เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยวให้ได้ปริมาณที่มากขึ้นแต่ใช้เวลาน้อยลง ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังขนาด 85 แรงม้า ตู้นวดขนาดใหญ่ ทํางานด้วยความเร็วสูง โดยมีการทำงานเป็นลำดับขั้น คือ ข้าวถูกคัดแยกด้วยโรเตอร์ตัวหน้า และนำเข้าสู่การนวดด้วยโรเตอร์ลูกนวดที่ยาวถึง 1.850 เมตร จากนั้นข้าวจะถูกคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำด้วยกระบอกลูกนวดที่เพิ่มแรงเหวี่ยงทำให้สูญเสียเมล็ดข้าวน้อยมาก มาพร้อมเครื่องยนต์ “4TNV98(T)” เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของยันม่าร์ ให้กำลังที่แข็งแกร่ง จึงสามารถทำงานได้ต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงโดยไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกจากนี้รถยันม่าร์ YH850 ยังมี ระบบ SA-R (ระบบควบคุมเครื่องจักรระยะไกล) ที่ออกแบบและผลิตโดยยันม่าร์ สามารถให้การช่วยเหลือผู้ใช้รถเกี่ยวนวดได้เป็นอย่างดี ระบบจะคอยตรวจสอบรถและแสดงการทำงานของรถรวมทั้งแจ้งเตือนก่อนที่รถจะเกิดความเสียหาย ช่วยให้เจ้าของรถวางแผนจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            Yanmar YH850 (จำหน่ายในราคา 1,440,000 บาท) สามารถทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าตัวแทนยันม่าร์ใกล้บ้าน สอบถามเพิ่มเติม โทร.1638 ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.Yanmarthailand.com

เกษตรฯเดินหน้าแผนพัฒนาภาคกลาง หนุนนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296051

เกษตรฯเดินหน้าแผนพัฒนาภาคกลาง หนุนนาแปลงใหญ่

นาแปลงใหญ่, หนุนนาแปลงใหญ่

เกษตรฯเดินหน้าแผนพัฒนาภาคกลาง หนุนนาแปลงใหญ่

 

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่เดินทางไปตรวจราชการ จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของคณะนายกรัฐมนตรี และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่าง 18 – 19 ก.ย. นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ “ทิศทางการพัฒนาภาคกลาง” ผ่านวีดีทัศน์  การยกระดับการปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ ศพก. และ โครงการ 9101ฯ และโครงการเปิดน้ำเข้านา – ปล่อยปลาเข้าทุ่ง และ การบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ณ ปตร.บ้านแพน ต.บ้านแพน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับเนื้อหาในวิดิทัศน์ “ทิศทางการพัฒนาภาคกลาง” ของกระทรวงเกษตรฯ ได้สรุปแนวทางการพัฒนาด้านกาเกษตร เพื่อบรรลุยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ ของรัฐบาล อาทิ การบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำเพียงพอ และ ลดความเสี่ยง  การยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. พร้อมพัฒนา และจัดสรรให้เกษตรกรที่ยากไร้ ลดความเหลื่อมล้ำ   การเสริมสร้าง ศพก. ให้เข้มแข็ง การส่งเสริมการทําเกษตรแปลงใหญ่  การปรับเปลี่ยนการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้/ผลผลิต โครงการ 9101ฯ เพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชน และ วางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตร เป็นต้น

ขณะที่โรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งทางจังหวัดได้ดําเนินการโรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี ณ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ภายในศูนย์วิจัย ข้าวสุพรรณบุรี ตั้งแต่ปี 2558 โดยนักเรียนมาจากเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกร ศพก., เกษตรกรแกนนํา, ครูบัญชีอาสา,ผู้ใหญ่บ้าน และ เกษตรกรทั่วไป  โดยเน้นการศึกษาระบบนิเวศในแปลงนา ได้แก่ การเก็บตัวอย่างดิน การคัดเมล็ดพันธุ์ การใช้ยาคุมยาฆ่าหญ้า การ ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา, สารสะเดา/ฮอร์โมนไข่, โรคพืช,การบวนการ GAP และ การวิเคราะห์ต้นทุน – กําไร ซึ่งผลการดําเนินการที่ผ่านมา พบว่า นาแปลงใหญ่ ลดต้นทุน จาก 5,505 บาท/ไร่ เหลือ 4,405 บาท/ไร่ ศพก. ลดต้นทุน จาก 5,505 บาท/ไร่ เหลือ 4,405 บาท/ไร่ เกษตรกรแกนนําลดต้นทุน เหลือ 2,800 – 3,500 บาท/ไร่  เกษตรกรทั่วไป ลดต้นทุน จาก 5,705 บาท/ไร่ เหลือ 4,546 บาท/ไร่  ขณะที่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.พระนครศรีอยุธยา  มีแปลงใหญ่ จํานวน 30 แปลง แบ่งเป็น  แปลงข้าว จํานวน 26 แปลง รวมพื้นที่ 42,045 ไร่ เกษตรกร 1,622 ราย แปลงผัก จํานวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 532 ไร่ เกษตรกร 164 ราย   แปลงปศุสัตว์ (พืชอาหารสัตว์) จํานวน 1 แปลง พื้นที่ 358 ไร่ เกษตรกร 26 ราย

ซึ่งในส่วนของการทำนาแปลงข้าวเกษตรกรเริ่มทําการเพาะปลูกตั้งแต่เดือน เม.ย. 60 ตามแผนการปรับระยะเวลาการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนน้ำหลาก สามารถใช้ทุ่งเป็นพื้นที่รับน้ำหลากได้ และมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตั้งแต่ เดือน ส.ค. – ธ.ค. 60 โดยเป็นพันธุ์ข้าวคุณภาพเหมาะแก่การบริโภค 5 พันธุ์ และ มีผลผลิตข้าวเปลือกรวม 13,955.92 ตัน ดังนี้  1. ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ผลผลิต 276.65 ตัน 2. ข้าวปทุมธานี 1 ผลผลิต 3,552.32 ตัน  3. ข้าวชัยนาท 1 ผลผลิต 589.97 ตัน 4. ข้าวพิษณุโลก 2 ผลผลิต 3,309.04 ตัน 5. ข้าว กข. 31 ผลผลิต 6,227.94 ตัน แปลงใหญ่ข้าว ได้มีการทํา MOU ระหว่างประธานแปลงใหญ่กับผู้ประกอบโรงสี ซึ่งหลังจากเก็บ เกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรขายผลผลิตให้กับโรงสีที่ทํา MOU และ โรงสีในพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำภาคกลาง ในปี 2557 – 2560 มีการดำเนินการรวม 238 โครงการ  แบ่งเป็น การแก้ปัญหาน้ำแล้ง 193 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 297,751 ไร่ เพิ่มน้ำ 125 ล้าน ลบ.ม. แก้ปัญหาน้าท่วม 45 โครงการ บรรเทาพื้นที่น้ำท่วม 400,000 ไร่ ซึ่งแผนการดําเนินการต่อไป  มีเป้าหมายในการลดพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2554 จะลดได้ 1.70 – 5.04 ล้านไร่ โดยตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ได้เพิ่มขึ้น 880 ลบ.ม./วินาที เพิ่มการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีนลงสู่ทะเลได้ 600 – 650 ลบ.ม./วินาที เพิ่มความสามารถในการระบายน้ำบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา 1200 ลบ.ม./วินาที  เก็บกักน้ำหลาก ไว้ในคลองขุดใหม่ได้รวม 200 ล้าน ลบ.ม. และ ในพื้นที่ลุ่มต่ำประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูแล้ง – โครงการที่สําคัญ โครงการบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง โครงการแก้ปัญหาพื้นที่แห้งรอยต่อสุพรรณบุรี – กาญจนบุรี – โครงการบรรเทาอุทกภัยเพชรบุรี และ โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ขณะที่โครงการเร่งด่วนที่จะดําเนินการในปี 2561 – 2562 จํานวน 104 โครงการ เป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 500 ไร่ และ บรรเทาพื้นที่น้ำท่วม 2.5 ล้านไร่ งบประมาณ 37,645 ล้านบาท เป็นงบกลางปี 2561 จํานวน 5,354 ล้านบาท อาทิ การปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ และ โครงข่ายระบบชลประทาน การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ําบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน   การแก้ไขปัญหาพื้นที่แห้งแล้งรอยต่อจังหวัดสุพรรณบุรี – จังหวัดกาญจนบุรี (ฝาย) การปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำสู่แก้มลิงคลองมหาชัย – คลองสนามชัย/แม่น้ำท่า จีน (สถานีสูบน้ำ/เสริมคัน  โครงการคลองน้ำหลากบางบาล – บางไทร และ ปตร.คลองบางหลวง  เป็นต้น

ใช้ระบบโครงข่ายเบี่ยงน้ำผ่านเมือง ลดผลกระทบตัวเมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296043

ใช้ระบบโครงข่ายเบี่ยงน้ำผ่านเมือง ลดผลกระทบตัวเมืองสุโขทัย

กรมชล

ใช้ระบบโครงข่ายเบี่ยงน้ำผ่านเมือง ลดผลกระทบตัวเมืองสุโขทัย

              นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 30/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม VDO Conferenceไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) คาดการณ์สถานการณ์ฝนในช่วงวันที่18 – 19 กันยายน 2560  ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ส่งผลให้มีปริมาณฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 20 – 24 กันยายน 2560 ร่องมรสุมกำลังแรงจะเคลื่อนลงไปยังภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยคาดการณ์ว่าประมาณวันที่ 15 ตุลาคม ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มอ่อนกำลังลงและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดปกคลุมประเทศไทยแทน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ทำให้ปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีมวลอากาศเย็นปกคลุมประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้มีฝนชุก โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก

สำหรับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “ทกซูรี” ที่สลายตัวไปแล้วนั้น ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา วัดปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงอยู่ในเกณฑ์ 50 – 90 มิลลิเมตร ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำยมในปริมาณมากตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 16 กันยายน 2560 ซึ่งวานนี้ (17 กันยายน 2560) ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมสูงสุดวัดได้ที่สถานี Y.37 อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ประมาณ 1,050 – 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที)

โดยปริมาณน้ำสูงสุดดังกล่าวได้ไหลมาถึงอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยในอัตรา 1,180 ลบ.ม./วินาที ในวันนี้ (18 กันยายน 2560 เมื่อเวลา 09.00 น.) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยม ด้วยการรับน้ำทางประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ก่อนจะผันน้ำบางส่วนเข้าสู่คลองหกบาท ในปริมาณ 250 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าแม่น้ำยมสายเก่า ปริมาณ 170 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าคลองสวรรคโลก-พิชัย ในปริมาณ 80 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าคลองสายใหญ่ C.1 ในปริมาณ 40 ลบ.ม./วินาที และผันน้ำเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำซึ่งเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นพื้นที่ทั้งหมด 265,000 ไร่ ปัจจุบันรับน้ำไปแล้ว 120,000 ไร่ รวมทั้งงดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และลดการระบายน้ำจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จาก 160 ลบ.ม./วินาที เหลือ 100 ลบ.ม./วินาที เป็นเวลา 2 วัน (วันที่ 17 – 18 กันยายน 2560)                  จากแผนการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย จะไม่เกินระดับน้ำสูงสุดที่สามารถรับได้ (550 ลบ.ม./วินาที) นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้กำชับให้สำนักงานชลประทานที่ 3 และ 4 บริหารจัดการน้ำร่วมกันและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวและบริเวณใกล้เคียงน้อยที่สุด พร้อมทั้งเน้นย้ำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำในอ่างเกินร้อยละ 80 เร่งระบายน้ำและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ประมงร่วมซีพี.วาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเลชายฝั่งสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295952

ประมงร่วมซีพี.วาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเลชายฝั่งสงขลา

ปะการังเทียม

ประมงร่วมซีพี.วาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเล-ชุมชนชีวิตคนชายฝั่งสงขลา

 

            ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การจัดวางปะการังเทียม ถือเป็นความก้าวหน้าในระยะที่ 1  จากการลงนามในโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืนทั้งในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งภาคตะวันออกอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ระหว่างกรมประมง เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท ทรู คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)  มีจุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน  โดยกรมประมงเป็นตัวแทนส่งมอบปะการังเทียมให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อนำปะการังดังกล่าวไปส่งมอบให้กับชุมชนชายฝั่งใน 2 พื้นที่เพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ได้สอดคล้องกับแนวทางของกรมประมง ที่มุ่งมั่นสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลให้ถูกต้องตามขั้นตอนและกฎหมายการเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตประมงและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากปัจจุบันทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยมีจำนวนน้อยลงเป็นอย่างมาก บางชนิดเสี่ยงกับภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยผลจากการร่วมมือการวางปะการังเทียมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯครั้งนี้ ที่คาดว่าจะได้รับคือ จะเป็นแหล่งอาศัย เลี้ยงตัว วางไข่และหลบภัยของสัตว์น้ำ และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมง ชาวประมงสามารถใช้ประโยชน์จากการทำประมงอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามมา

                นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การวางปะการังเทียมให้กับชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ. สทิงพระ จ. สงขลา และ อ. ปะนาเระ จ. ปัตตานี ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญจากการร่วมมือของกรมประมงและเครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ได้สอดคล้องกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายความยั่งยืนภายใต้กรอบ SDGs (Sustainable Development Goals)  โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ไม่เพียงมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนขององค์กร แต่ยังมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและประเทศด้วย โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ ให้ขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนให้เป็นจริงขึ้นมา

สำหรับการวาง “ปะการังเทียม” ให้กับชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ.สทิงพระ จ.สงขลา และ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นโครงการจัดสร้างปะการังเทียมระยะที่ 1 จำนวน 1,000 แท่ง ที่มีความพร้อมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หรือชุมชนที่ตั้ง ถือเป็นโครงการนำร่องการสร้างปะการังเทียมจำนวน 2,000 แท่ง ภายในเวลา 1  ปีให้กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย 4 แห่งใน 3 จังหวัดได้แก่ 1. ชุมชนชายฝั่งทะเลตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 2. ชุมชนชายฝั่งทะเล ตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 3. ชุมชนชายฝั่งทะเลตำบลปะนาเระ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี และ 4. ชุมชนชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยปะการังเทียมที่ใช้เป็นวัสดุแท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาด 1.5×1.5×1.5 เมตร

กรมชลแจ้งเตือนเมืองสุโขทัยรับมือน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295932

กรมชลแจ้งเตือนเมืองสุโขทัยรับมือน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น

แม่น้ำยม

กรมชลแจ้งเตือนเมืองสุโขทัยรับมือน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น

             นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า  จากการได้ติดตามสภาวะฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยม พบว่า อิทธิพลของพายุ “ทกซูรี”(DOKSURI) ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดแพร่ ตั้งแต่วานนี้(16 ก.ย. 60) วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 178 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำยมเป็นจำนวนมาก โดยที่สถานี Y.37 อ.วังชิ้น จ.แพร่ เมื่อเวลา 12.00 น.(17 ก.ย. 60) วัดระดับน้ำได้ 9.16 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.84 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มระดับน้ำยังคงสูงขึ้น หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติมในพื้นที่ คาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดจะอยู่ในเกณฑ์ 1,050 – 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  ในช่วงเวลา 15.00 – 18.00 น.ของวันนี้(17 ก.ย. 60) ก่อนที่ปริมาณน้ำนี้จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างบริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

ในวันพรุ่งนี้(18 ก.ย. 60) ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 – 18.00 น. ปริมาณน้ำไหลผ่านในเกณฑ์ 950 – 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมก่อนจะไหลหลากลงสู่เขตเทศบาลเมืองสุโขทัย เพื่อลดยอดปริมาณน้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมืองในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย โดยการผันน้ำบริเวณเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ เข้าคลองหกบาท ในอัตรา 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำส่วนหนึ่งที่นำเข้าคลองหกบาท จะนำไปเก็บไว้ในทุ่งบางระกำ(แก้มลิงธรรมชาติ) ที่กรมชลประทานได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำหลากในแม่น้ำยม ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยและลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างมาก

ปัจจุบันทุ่งบางระกำมีปริมาณน้ำในทุ่งประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร การบริหารจัดการน้ำดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านด้านท้ายประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ได้ไม่เกิน 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะใช้คลองต่างๆทั้งสองฝั่งของแม่น้ำยม แบ่งรับน้ำเข้าไปตามศักยภาพของแต่ละคลอง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้แจ้งสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำต่อไปแล้ว อนึ่ง กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานจังหวัดและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาในพื้นที่ บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ ไว้คอยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/285257

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

เหล่านักพัฒนาขึ้นรับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นด้านทรัพยากรมนุษย์ ณ โรงเเรม เดอะสุโกศล

    ด้วยตระหนักว่า “ทรัพยากรมนุษย์” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ม.ธรรมศาสตร์ จึงจัดงานมอบรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นด้านทรัพยากรมนุษย์” เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เสมอมา และเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล หรือองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง มีคุณูปการต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ซึ่งพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา เมื่อวันก่อน โดยมีองคมนตรี พลากร สุวรรณรัฐ เป็นประธาน

     ในโอกาสครบรอบ 36 ปีแห่งการสถาปนาสถาบัน คณะกรรมการโครงการจึงคัดเลือกผู้เหมาะสมเข้ารับรางวัลทั้งสิ้น 36 รางวัล อาทิ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล, บุญเกียรติ โชควัฒนา, ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา, พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, ศุภชัย เจียรวนนท์ ชนินท์-อิสระ ว่องกุศลกิจ, เทวินทร์ วงศ์วานิช เป็นต้น ซึ่งหลังจากขึ้นรับรางวัลแล้ว ม.ล.ปนัดดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า รางวัลนี้เป็นเเรงบันดาลใจสำหรับทุกๆ คนที่จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป และเป็นข้อเตือนใจว่า การทำงานในทุกเรื่องนั้น จริยธรรมคุณธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพื่อให้งานนั้นประสบความสำเร็จ และองค์กรจะเป็นเช่นนั้นได้ ต้องเกิดจากบุคลากรที่เปี่ยมด้วยความซื่อตรง สุภาพชน ซึ่งทั้งองค์กรเเละบุคลากรต้องทำงานร่วมกัน สังคมจึงจะดีได้

       “เป็นเวลา 37 ปีที่ได้รับราชการ โดยสำนึกในคำสอนพระราชทานของในหลวง ร.9 ในเรื่องความซื่อสัตย์ ความเพียร ความอ่อนน้อมถ่อมตน เเละรู้รักสามัคคี จึงจะทำให้ประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุขได้ ส่วนตัวผมเองเป็นข้าราชการก็ต้องทำงานด้วยความตรงไปตรงมา และถือกฎระเบียบเป็นสำคัญ” ม.ล.ปนัดดา กล่าว

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล

     อีกหนึ่งเจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีใจมากเเละไม่คาดฝันว่าจะได้รับรางวัลนี้ ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นในความหมายของตน คือ มีส่วนในการพัฒนาคนในรูปแบบต่างๆ เป็นจำนวนมาก หลักการการทำงานของตัวเองคือ องค์กรอยู่ได้ด้วยคน ถ้าคนไม่ดี องค์กรอยู่ไม่ได้ ที่คล้องกับ ดร.สุเมธ กล่าวไว้ว่า ระหว่างคนดีกับคนเก่ง เราต้องเลือกคนดีเเล้วค่อยมาพัฒนาความเก่ง อย่างที่ไอ.ซี.ซี.มีคนจำนวนมาก ในฐานะผู้บริหารก็ต้องคอยเเนะนำ เเละเป็นตัวอย่างให้เขารับรู้เเละซึมซับ

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

บุญเกียรติ โชควัฒนา

   ขณะที่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ตัวเองเปรียบเสมือนตัวแทนองค์กรที่มีพนักงานและผู้บริหารเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งการพัฒนามนุษย์ที่ดีที่สุดคือการเป็นตัวอย่างที่ดี ให้ผู้นั้นตระหนักถึงพื้นฐานของคุณค่าที่แท้จริง ในกรณีของเครือ คุณค่าแรกคือความรักเห็นอกเห็นใจ ความซื่อสัตย์ ความเพียรที่จะช่วยเหลือตัวเองและเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ ถัดมาคือความคิดสร้างสรรค์ มองเห็นว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก ไม่ใช่มองทางออกทุกทางเป็นปัญหา สร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิมให้สนุกกับการทำงานและการใช้ชีวิต และสิ่งสุดท้ายคือความกล้าหาญที่จะลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

ศุภชัย เจียรวนนท์

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

เชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/285187

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

เครื่องดื่ม, อาหาร, เซเลบริตี้, คมชัดลึก, อร่อยแบบไทย, คู่ชาระดับโลก, TWG TEA, คุณมุก, คุณน้ำอบ, คุณกิ๊ก, หน่า, แหน, จ้อ, กั๊บ, หยิงหยิง, แบงก์, ท็อป

อิ่มกันเลยทีเดียวงานนี้

       นับเป็นปีที่ 5 ที่ “ทีดับเบิลยูจี ที (TWG TEA)” ได้เข้ามาสร้างความสุขให้แก่ผู้หลงใหลชาในประเทศไทย ในวาระพิเศษจึงจัดงานฉลอง “5th แอนนิเวอร์ซารี่ ทีดับเบิลยูจี ที” พร้อมกันนี้ได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้ผู้หลงใหลรสชาติชาชั้นเลิศร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง อาทิ “คุณมุก” ม.ล.รดีเทพ เทวกุล, “คุณน้ำอบ” ม.ล.อรณิช กิติยากร, “คุณกิ๊ก” ม.ล.สมรดา ชุมพล, “หน่า” เพ็ญสุภา คชเสนี, “แหน” นันทวัน แสงธรรมกิจกุล, “จ้อ” อทิตา สุธาดารัตน์, พลอย มหาดำรงค์กุล, “กั๊บ” สายสาร์ อัมระนันทน์, “หยิงหยิง” ศลิษา เอี่ยมมะโนชญ์, “แบงก์” กัลยรัตน์ อัครเดชเดชาชัย ฯลฯ โดยมีเหล่าผู้บริหารร่วมต้อนรับ นำทีมโดยบิ๊กบอสหนุ่ม “ท็อป” ยุทธชัย จรณะจิตต์

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

ยุทธชัย จรณะจิตต์ และครอบครัว

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

สายสาร์ อัมระนันทน์

        ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง เริ่มต้นด้วยชา ซีเคร็ท ออฟ สยาม ที ผสมออกมาเป็นเครื่องดื่มม็อกเทล ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทย หลังจากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านชา และแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ นำพาทุกคนก้าวเข้าไปในโลกของ ทีดับเบิลยูจี ที พร้อมถ่ายทอดการปรุงชาที่เป็นเอกลักษณ์ และทำความรู้จักชาประเภทต่างๆ รวมถึงวิธีการนำกลิ่นรสอันชวนหลงใหลออกมาจากใบชา ตลอดจนสาธิตชงชา นอกจากนี้ยังเชิญนักผสมชาชั้นนำของเมืองไทยมารังสรรค์เครื่องดื่มที่จะได้รับการแปลงโฉมจากชาชั้นดี เป็นหนึ่งในชายอดนิยมตลอดกาลที่ชื่อว่า ชา แอนนิเวอร์ซารี่ ที และนำมาเป็นส่วนผสมหลักในการทำเครื่องดื่มรูปแบบใหม่สไตล์ค็อกเทล สร้างสีสันและความสนุกสนานในวาระแห่งการเฉลิมฉลอง

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

ม.ล.สมรดา ชุมพล – พลอย มหาดำรงค์กุล – ม.ล.อรณิช กิติยากร

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

เพ็ญสุภา คชเสนี – ศลิษา เอี่ยมมะโนชญ์

        เซอร์ไพรส์แห่งการฉลองครบ 5 ปีในครั้งนี้ ทุกท่านจะได้ตื่นตากับการเนรมิตโฉมใหม่ให้แก่ร้าน ทีดับเบิลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติค สาขา ดิ เอ็มโพเรียม พร้อมสร้างสรรค์ 9 เมนูอาหารไทยสูตรลับฉบับด้วยการนำชาเข้าไปเสริมรสชาติและกลิ่นของอาหารแบบไทยๆ ให้น่าลิ้มลองมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ผัดไทยปูนิ่ม, ผัดกะเพราล็อบสเตอร์, ฉู่ฉี่ปลาหิมะแซลมอน, ยำส้มโอทับทิม, พล่าปลาแซลมอนรมควัน, ปลาหิมะราดพริก, เกี๊ยวน้ำทะเลครัสเตเชียน และก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว

อร่อยแบบไทย คู่ชาระดับโลก

ผัดกะเพราล็อบสเตอร์

        หรือถ้าอยากลิ้มรสแบบหลากหลายให้เรียกหา ทีดับเบิลยูจี ที ไทย แพลตเตอร์ เสิร์ฟอาหาร 6 เมนู ได้แก่ ยำส้มโอกับทับทิม, ยำแซลมอนรมควัน, เนื้อแดดเดียวโรยใบ ชา เซนฉะ ที, ยำไก่สับผสมชา แบล็ก เนกทาร์ ที ในถ้วยแตงกวา, เปาะเปี๊ยะไส้เนื้อปูผัดกับวุ้นเส้นและผัก ราดซอสมะขามผสมชา คาราเมล ที ปิดท้ายด้วย สะเต๊ะเนื้อวากิว ไก่ กุ้ง จิ้มน้ำจิ้มสะเต๊ะผสมชา โคโคนัท ที  และมีอาจาดมาให้แก้เลี่ยน นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์เรื่องขนมหวานที่จะเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงเอกลักษณ์ด้วยการผสมชาลงไปเสริมรสและกลิ่นให้กลมกล่อมเช่นเดิม

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/284794

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

เฟอร์นิเจอร์, เซเลบริตี้, คมชัดลึก, ซีดีซี, แคท, ปัทม์, มิ้นต์, แนน, กิมจิโอโลจี

เริ่ดกว่านี้ไม่มีอีกแล้วววว

       ไม่ว่าจะผ่านมากี่ศตวรรษ ประเทศอิตาลีก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์และเป็นแหล่งกำเนิดไอเดียใหม่ นำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตจวบจนวันนี้ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) จึงร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย จัดงาน “ซีดีซี อิตาเลียน เฟสติวัล 2017” งานแสดงนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ ตระการตากับเฟอร์นิเจอร์ ผลงานชิ้นเอกจากงานมิลานแฟร์ 2017 ของตกแต่งบ้าน เครื่องเสียง และไวน์ แบรนด์ชั้นนำจากอิตาลี ภายใต้ธีม “ดีเทลส์ เมค เดอะ ดีฟเฟอเรนซ์” รายละเอียดที่แตกต่าง…สร้างความงามอย่างเหนือชั้น โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ฟรานเชสโค ซาเวริโอ นิสิโอ เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางเหล่าเซเลบริตี้ที่มาร่วมชมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ “แคท” ร.อ.หญิงวันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ , “กบ” กฤษณพงศ์ เกียรติศักดิ์ , “จิ” จิราภรณ์ อังคเศกวิไล , “ปัทม์” กัลยพัชร ภักดีผดุงแดน , “เอ” วัฒนา โกวัฒนาภรณ์ , “มิ้นต์” ณิชชา บุณยากร , “แนน” รัชชต เศรษฐ์วรเดช ฯลฯ บริเวณคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา อาคารบี ชั้น 1 เมื่อบ่ายวันก่อน

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

ฟรานเชสโค ซาเวริโอ นิสิโอ

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

กฤษณพงศ์ เกียรติศักดิ์ – วัฒนา โกวัฒนาภรณ์

       ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เค.อี. และผู้บริหารซีดีซี กล่าวว่า เพราะงานดีไซน์ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ซีดีซีในฐานะอาณาจักรงานดีไซน์และของแต่งบ้านระดับโลก จึงไม่หยุดที่จะนำความรู้และเทรนด์ดีไซน์ใหม่ๆ ของโลกมาอัพเดทให้ดีไซเนอร์เมืองไทยและเหล่าคนรักบ้านได้ชมกันที่บ้านเราเป็นประจำทุกปี ผ่านงานนี้

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

ศุภานวิต – กวีพันธ์ – กษิต เอี่ยมสกุลรัตน์

       ถ้าเป็นเรื่องเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์หรูก็ต้องถูกใจเซเลบริตี้สาว “จิ” จิราภรณ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เครื่องประดับ “กิมจิโอโลจี” ไม่น้อย ซึ่งดีไซเนอร์สาวเปิดเผยว่า เฟอร์นิเจอร์ที่ชอบที่สุดคือแชนเดอเลียร์ เพราะสวยดี ที่บ้านจะมีแชนเดอเลียร์เยอะมาก แทบจะมีทุกห้องทุกมุมเลยก็ว่าได้ เวลาเห็นคริสตัลใสๆ สะท้อนแสงอยู่ในบ้านแล้วรู้สึกผ่อนคลาย

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

จิราภรณ์ อังคเศกวิไล

       ฝั่งผู้บริหารสาวสวย ปัทม์ กัลยพัชร นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของร้านชาบู วัน ก็อดปลื้มใจไม่น้อยที่มีเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิตาเลียนมาให้ช็อปถึงเมืองไทย พร้อมกล่าวว่า เป็นคนชอบสีทองมาก ที่บ้านจะแต่งเป็นโทนสีทองทั้งหมด รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ด้วย ซึ่งสไตล์อิตาเลียนก็จะมีสีทองเหมือนกัน ขณะที่ “เอ” วัฒนา หนุ่มนักออกแบบและตกแต่งภายใน กล่าวว่า ด้วยความที่เป็นอินทีเรีย จะมองเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างลึกซึ้งหน่อย นอกจากสวยถูกใจแล้วจะมองไปถึงวัสดุที่ใช้ เมื่อใช้งานแล้วต้องรู้สึกดี รู้สึกสบาย

เฟอร์นิเจอร์สะท้อนรสนิยม

กัลยพัชร ภักดีผดุงแดน – ฤทธิไกร ธรรมรักษ์