เกษตรฯถกแผนความร่วมมือเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296772

เกษตรฯถกแผนความร่วมมือเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน

รมตอาเซียน

เกษตรฯถกแผนความร่วมมือเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเห็นชอบ 28 – 29 ก.ย.นี้

          นายเลิศวิโรจน์  โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวในโอกาสเป็นประธานการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมเลอเมอริเดียน ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเตรียมการเพื่อนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 และรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งท่ี่ 17 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 -29 ก.ย.นี้  ซึ่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นรองประธาน

          สำหรับวาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้มีหลายประเด็นที่สำคัญ  ทั้งที่เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ผ่านมาของอาเซียน อาทิ  การจัดทำมาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้าปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์ของอาเซียน เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์ระหว่างอาเซียนและตลาดโลก การจัดตั้งกลุ่มเจรจาด้านการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และการรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียนกับประเทศจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงประเด็นที่ใหม่แต่ละประเทศยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปและบรรจุเป็นวาระการประชุมในระดับรัฐมนตรีให้ความเห็นขอบ เช่น การขับเคลื่อนนโยบายประมงอาเซียนที่ไทยผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการร่วมกันภายใต้กลไกอาเซียน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการประมงและความมั่นคงอาหารของประชาคมอาเซียน

“การประชุมครั้งนี้ เราคาดหวังว่ากลุ่มอาเซียนจะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่หลากหลายของเราประเทศสมาชิกในการทำงานร่วมกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านความปลอดภัยด้านอาหารการเกษตรการประมงปศุสัตว์และป่าไม้  ซึ่งจะคำนึงถึงความจำเป็นในการประสานกิจกรรมต่างๆ ที่ต่างเห็นพ้องร่วมกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจะเข้าถึงเกษตรกรและประชาชนของประเทศสมาชิก ในขณะเดียวกันการลงทุนในภาคเกษตรที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจ้างงานเพิ่มความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างยั่งยืนด้วย” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

“บิ๊กฉัตร” เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296770

“บิ๊กฉัตร” เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน

กรมชล, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร” เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน

             วันที่ 25 ก.ย.60 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ณ กรมชลประทาน สามเสน ว่า ได้ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม VDO Conferenceไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เนื่องจากยังมีปริมาณฝนในภาคกลาง ภาคอีสานตอนบน และภาคใต้ จึงมีความห่วงใยถึงผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะภาคเกษตร และน้ำที่เอ่อล้นจากอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก

พลเอก ฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า จากการรับฟังข้อมูลในเบื้องต้น ทำให้มีความสบายใจขึ้นมาก เนื่องจากมีการเตรียมการบริหารจัดการเชื่อมโยงการดำเนินงาน อาทิ การพยากรณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) มีความใกล้เคียงกันมาก พบว่าในช่วงสัปดาห์หน้ายังมีปริมาณฝน แต่จะเริ่มกระจายตัว ซึ่งอาจจะมีปริมาณฝนมากทางภาคใต้ โดยอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำ มีเพียงแค่ 3 เขื่อนที่ค่อนข้างมีปริมาณน้ำสูง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนน้ำอูน และเขื่อนจุฬาภรณ์ แต่ไม่มีผลกระทบจากการระบายทั้ง 3 เขื่อน เนื่องจากมีการบริหารจัดการร่วมกันเป็นอย่างดี

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้มีปัญหาเพียงแค่การระบายน้ำฝนเท่านั้น ซึ่ง 2 – 3 วันที่ผ่านมามีปริมาณฝนมาก ทำให้มีน้ำขังที่กำลังรอการระบาย แต่ไม่มีผลกระทบจากน้ำทางตอนเหนือ โดยปัจจุบันได้มีการปล่อยน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1,200 – 1,300 ล้านลูกบาศก์มาตร/วินาที แต่ถ้ามีผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร เขื่อนเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำได้ถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์มาตร/วินาที จึงทำให้สบายใจได้ว่าน้ำจากตอนเหนือที่มีปริมาณมากจะยังอยู่ในอ่างเก็บน้ำที่สามารถเก็บน้ำเอาไว้ได้

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำจากตอนบนถึงตอนกลางมีการบริหารจัดการอย่างเชื่อมโยงต่อเนื่อง สามารถเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ที่เป็นแก้มลิงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าฝนไม่มากเกินไปกว่าที่พยากรณ์ ก็จะไม่เกิดผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบยังคงเป็นพื้นที่เดิม อาทิ ใต้เขื่อนเจ้าพระยา นอกเขตคันกั้นน้ำลงมาถึงจังหวัดอยุธยา ซึ่งยังคงมีผลกระทบอยู่จากการระบายน้ำที่ค้างอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะบริหารจัดการน้ำในภาพรวมอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน พร้อมจะเร่งสร้างความเข้าใจและเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296505

    กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

    กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

              กรมชลประทานคลอดแผนงานพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ประเดิมด้วยการเสนอแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ความจุรวม 85 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมมีเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งที่มีน้ำท่าปีละ 645 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนใหญ่ไหลลงทะเลหมด ในขณะพื้นที่ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ อุทกภัยและน้ำเค็มรุกล้ำตลอดเวลา

     กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

               นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลสรุปโครงการจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนในลุ่มน้ำทั้ง 52 หมู่บ้าน 5 ตำบล ในเขต อ.นบพิตำ และ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่เพิ่งเสร็จสิ้นว่า ประกอบด้วย 3 แผนงาน 260 โครงการ ความจุรวม 88 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนี้

                แผนงานสำคัญเร่งด่วน ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ความจุรวม 85 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำคลองกรุงชิง 60 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำคลองแซะ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำหมอนมด 10 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำคลองกัน 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ฝายคลองกลายขนาดกลาง ประตูระบายน้ำป้องกันน้ำเค็มและเขื่อนป้องกันตลิ่ง

     กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

                 แผนงานเร่งด่วน ประกอบด้วย ฝายขนาดเล็ก แก้มลิง ขุดลอกเก็บน้ำในลำน้ำ สระเก็บน้ำ และประปาหมู่บ้าน

                 แผนงานปกติ ประกอบด้วยฝายขนาดเล็ก ขุดลอกเก็บน้ำในลำคลอง สระเก็บน้ำ และประปาหมู่บ้าน

                 “ปริมาณน้ำท่าของคลองกลายปีหนึ่ง 645 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งลุ่มน้ำมีแหล่งน้ำเก็บกักเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นน้ำส่วนใหญ่จึงไหลลงทะเลอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่จากการสำรวจของชาวบ้านเองต้องการน้ำ 316 ล้านลูกบาศก์เมตร เผื่ออนาคต 30 ปีข้างหน้า แต่ในชั้นต้นชาวบ้านเห็นด้วยที่จะพัฒนาแหล่งน้ำ 88 ล้านลูกบาศก์เมตรไปก่อน ส่วนที่เหลือค่อยว่ากันอีกที”

                   นายสุจินต์กล่าวว่า กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายครั้งนี้ ดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ พ..2558-2560 และทำให้ชาวบ้านรับทราบปัญหาของทุกหมู่บ้านและรู้ความต้องการน้ำของตัวเองทั้งระบบตลอดระยะเวลา 30ปีข้างหน้า แผนงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ความจุ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เป็นความต้องการของชาวบ้านเอง

                    “ทั้ง 4 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า ชาวบ้านทราบดีว่ากระทบต่อผืนป่าและระบบนิเวศ แต่ไม่กระทบต่อพื้นที่ทำกินและบ้านเรือน จึงสนับสนุนให้ก่อสร้าง เพราะลุ่มน้ำคลองกลายประสบปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้งและน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมา 10กิโลเมตร จากความยาวคลองกลาย 70 กิโลเมตร แผนงานนี้จึงแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของชุมชนอย่างแท้จริง”

                    ปกติพื้นที่ลุ่มน้ำคลองกลายเคยเป็นพื้นที่ห้ามเข้าสำหรับเจ้าหน้าที่ชลประทานจะเข้าไป เนื่องจากชาวบ้านคัดค้านการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกลาย แต่เมื่อใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่ชลประทานเข้าถึงพื้นที่ได้ เนื่องจากชาวบ้านมีส่วนร่วมในการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำผ่านงานชลประทานท้องถิ่น ที่เน้นคนในชุมชนเห็นปัญหาร่วมกันและร่วมกันแก้ไขก่อน โดยคนนอกทำหน้าที่หนุนเสริมให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เข้าไปแก้ไขปัญหาให้เหมือนอย่างที่ผ่านมา

                  “แผนงานที่งานชลประทานท้องถิ่นกำหนดขึ้นมานี้ จะส่งไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า การประปาส่วนภูมิภาค และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดเข้าแผนศึกษาความเหมาะสมของหน่วยงานนั้นๆ ต่อไป” นายสุจินต์กล่าว

เกษตรฯตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองก่อนเข้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296458

เกษตรฯตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองก่อนเข้าแล้ง

ลำตะคอง

เกษตรฯตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองก่อนเข้าแล้ง

            วันที่ 21 ก.ย.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำ การเพาะปลูกในเขตชลประทาน การปฏิบัติการฝนหลวง และ แนวทางการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ เขื่อนลําตะคอง จ.นครราชสีมา ว่า แม้ว่าภาพรวมในปีนี้จะมีปริมาณฝนมากกว่าปีก่อนๆ ส่งผลให้น้ำในเขื่อนต่างๆ มีมากกว่าปีก่อนๆ แต่บางพื้นที่ยังมีปริมาณฝนไม่มากนัก โดยเขื่อนที่มีน้ำน้อยมาก จำนวน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ที่ยังเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งเฉพาะพื้นที่ แม้จะมีพายุในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่ จ.นครราชสีมา โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง/เขื่อนลำพระเพลิง มีน้ำไหลเข้าน้อยมาก เขื่อนลำตะคอง ณ วันที่ 20 ก.ย. 60 มีน้ำ 111 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 88 ล้าน ลบ.ม. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง มีพื้นที่ชลประทาน 154,195 ไร่ มีการเพาะปลูกรวม 120,599 ไร่ ซึ่งจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในต้นเดือน ธ.ค. 60 คาดว่า    ณ วันที่ 1 พ.ย. 60 เขื่อนลำตะคองมีน้ำใช้การได้ 114 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าเขื่อนอื่นๆ

ดังนั้น จึงต้องวางแผนเตรียมการช่วยเหลือล่วงหน้า โดยได้สั่งการให้จัดทำแผนดำเนินการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว โดยแผนระยะสั้นในช่วงที่ยังพอมีความชื้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้ได้มากที่สุด และในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และ การรักษาระบบนิเวศน์ ซึ่งจะระบายน้ำจากเขื่อนลำตะคอง เดือนละ 10.82 ล้าน ลบ.ม. หรือ วันละ 0.36 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำอุปโภคบริโภค วันละ 0.23 ล้าน ลบ.ม. และ เป็นน้ำรักษาระบบนิเวศน์/อื่นๆ วันละ 0.13 ล้าน ลบ.ม. ไม่มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้ง จะมีน้ำใช้ได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 61 (รวมระยะเวลา 8 เดือน  ซึ่งระยะเวลาดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ มีแผนส่งเสริมการประกอบอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ มาตรการจ้างงานเกษตรกรในพื้นที่ในช่วงฤดูแล้ง และส่งเสริมการประกอบอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,000 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 2.00 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลฯ สามารถสนับสนุนน้ำให้ได้

สำหรับแผนในระยาว นอกจากดำเนินการปรับเปลี่ยนการเกษตรให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำแล้วยังสั่งการให้กรมชลประทานเร่งจัดทำโครงการคลองผันน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-เขื่อนลำตะคอง ซึ่งเป็นเครือข่ายอ่างเก็บน้ำหรืออ่างพวงตามแนวทางศาสตร์พระราชา  ที่ดึงน้ำส่วนเกินจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยการวางท่อสูบน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มายังอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก และ สูบส่งต่อไปเขื่อนลำตะคลอง ระยะประมาณ 37.1 กม. คาดว่าจะสามารถเพิ่มน้ำให้เขื่อนลำตะคอง ปีละ 94 ล้าน ลบ.ม. และ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 50,000 ไร่ ใช้งบประมาณ 3,900 ล้านบาท คาดว่าสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563 – 2565 เนื่องจากต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการออกแบบศึกษารายละเอียดโครงการควบคู่กันไป

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2560 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ถึง 18 กันยายน 2560 มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 182 วัน มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็น ร้อยละ 97.2 ปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 3,049 เที่ยวบิน (4,412:32 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 2,643.33 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ 433 นัด พลุแคลเซียมคลอไรค์ 56 นัด จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 56 จังหวัด ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บให้กับเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 10 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนคลองสียัด เขื่อนพระปรง เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนลำตะคอง

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม –    18 กันยายน 2560 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคองไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 102 วัน มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 93 จำนวน 331 เที่ยวบิน จำนวนสารฝนหลวง 350.10 ตัน พลุแคลเซียมคลอไรค์ 21 นัด ซึ่งยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในฤดูแล้ง ดังนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเตรียมการวางแผนเติมน้ำในเขื่อนลำตะคองอย่างต่อเนื่องในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้แหล่งน้ำสำคัญของการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด  ได้แก่ ข้าวนาปี     มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน และพืชสวน และการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรของจังหวัดนครราชสีมาเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

บ้านแพ้ว หนุนมะพร้าวน้ำหอม“ขึ้นทะเบียน GI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296343

 บ้านแพ้ว หนุนมะพร้าวน้ำหอม“ขึ้นทะเบียน GI

 บ้านแพ้ว หนุนมะพร้าวน้ำหอม“ขึ้นทะเบียนGI สิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

            ที่ศูนย์เรียนรู้มะพร้าวน้ำหอม ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามโครงการขึ้นทะเบียนสินค้า GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย ประจำปี พ.ศ.2560 “ณ แปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม หมู่ที่ 5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว” ในฐานะพืชเก่าแก่ที่ทำชื่อเสียงของจังหวัด โดยมีนายบุญลอย ทรัพย์มา เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม, ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ นายอำเภอบ้านแพ้ว และสำนักงานเกษตรจังหวัด ให้การต้อนรับ

           นายทศพล กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายในการเสริมสร้างฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชนท้องถิ่นแบบยั่งยืน ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามโครงการส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (หรือ GI) โดยมีขณะนี้กำลังดำเนินโครงการส่งเสริม “หนึ่งจังหวัด หนึ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)” เพื่อให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ตามวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้สินค้าของไทยสามารถมีของดีไปสู่ตลาดในต่างประเทศ และการขยายตลาดสินค้า GI อย่างมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ยังมีราว 4-5 จังหวัดที่ยังไม่มีการยื่นคำขอหรือยื่นการขอจดทะเบียน

ในการนี้จึงมาสำรวจดูแหล่งผลิตสินค้ามะพร้าวน้ำหอม และออกพบปะกับเกษตรกรผู้ผลิต และผู้ประกอบการจำหน่ายมะพร้าว ให้มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ในกรณีได้ขึ้นทะเบียนผลผลิต GI ทั้งนี้อันจะสามารถช่วยรักษาคุณภาพมาตรฐานให้แก่มะพร้าว และคงเอกลักษณ์ของได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า โดยมีทีมงานมาให้คำปรึกษาแนะนำรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งคาดว่าใช้เวลาไปดำเนินการราว6– 7 เดือนจึงเรียบร้อยทั้งหมด

“มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ถือว่า เป็นผลไม้เอกลักษณ์หนึ่งที่โดดเด่นของที่นี่ เช่น มีต้นเตี้ย และผลทรงกลม ลักษณะก้นลูกเป็นจีบ 3 กลีบอย่างชัดเจน ขณะที่ผิวเปลือกมีสีเขียวสด ส่วนน้ำของน้ำมีกลิ่นหอมและรสชาติหวาน (ค่าความหวานประมาณ 6 – 7.5 บริกซ์) และกลิ่นหมอคล้ายกลิ่นใบเตย สำหรับสิ่งที่หวานและหอมนี้มาจากสารให้ความหอมที่เรียกย่อๆว่า 2 -เอพี ซึ่งสารให้ความหอมชนิดนี้ มักพบว่า ในข้าวหอมมะลิ และใบเตย โดยเกิดจากการพัฒนาพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันยังพบมีการเพาะปลูกในพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน ด้วยนอกจากที่บ้านแพ้ว และมีการขยายสู่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ซึ่งมีตั้งแต่ปี 2495 ถือเป็นพันธ์มะพร้าวดั่งเดิมที่มีเอกลักษณ์มาถึงปัจจุบัน สำหรับสมุทรสาครนับเป็นพื้นที่จังหวัดราบลุ่ม และเขตชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับความชื้นจากด้านบรรยากาศ”

นายบุญลอย ทรัพย์มา ฐานะเจ้าของสวนสาธิตปลูกมะพร้าวน้ำหอม กล่าวว่า หลังเข้าโครงการพิจารณาที่เลือกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และหากผ่านการขึ้นทะเบียน GI แล้วจะเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างโลกและขายได้ราคาที่สูงขึ้นในอนาคต ทั้งนี้หากมีใครเอาไปแอบอ้างมะพร้าวไหนก็ตามแต่อ้างว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จะมีโทษหนักด้วย

เกษตรฯ เตรียมเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน28-29 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296278

เกษตรฯ เตรียมเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน28-29 ก.ย.นี้

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน, เกษตรฯ

เกษตรฯ เตรียมเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน28-29 ก.ย.นี้

          วันที่ 20 ก.ย.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2560 ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ระหว่างวันที่ 28 – 29 ก.ย. 60 ณ จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเป็น 2 ช่วงการประชุม คือ 1.การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือAMAF ครั้งที่ 39 ประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งจะมีพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ก.ย. 60 โดย พล.อ ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) หรือ AMAF +3 ครั้งที่ 17 ในวันที่ 29ก.ย.นี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯของไทย จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมทั้งสองการประชุมในฐานะประเทศเจ้าภาพ

            ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมประจำปีของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการเกษตรและป่าไม้ของประเทศอาเซียน ประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งจะหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ การประชุมนี้เป็นกลไกในการติดตามผลการดำเนินงาน กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ ให้ความเห็นชอบมาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรต่าง ๆ ในสาขาเกษตรและป่าไม้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนนำไปปรับใช้ภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอ มีความเป็นเอกภาพ ทั้งด้านการผลิตและการค้า และปรับตัวได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ระดับรัฐมนตรีด้านการเกษตรจากอาเซียน 10 ประเทศ และจากประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 2) ระดับปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่อาวุโส ของทั้ง 13 ประเทศ ซึ่งจะมีการประชุมเตรียมการระหว่างวันที่ 25 – 27 ก.ย. 60 3.สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และ คณะทำงานอาเซียน 4. องค์กรระหว่างประเทศ เช่น FAO / IRRI รวมประมาณ 400 คน

พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเด็นหารือที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้ ในด้านการเกษตร เช่น 1.การพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการในปี 2561 อาทิ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ได้แก่ มาตรฐานพืชสวนและพืชอาหารของอาเซียน มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ค่าปริมาณสารพิษตกค้าง มาตรฐานปศุสัตว์ และมาตรฐานฮาลาล เป็นต้น 2.การพิจารณาให้ข้อเสนอแนะและให้ความเห็นชอบต่อยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียน + 3 ด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ 3.การพิจารณาแผนงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERRระยะต่อไป ได้แก่ การผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดยการทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า  และแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ ระยะ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2561 – 2565 4.การผลักดันและติดตามการดำเนินการตามนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน โดยฝ่ายไทยจะผลักดันและนำเสนอให้มีการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนในด้านป่าไม้ อาทิ การหารือแนวทางระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่า การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมืออาเซียนด้านการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เป็นต้น

นอกจากการหารือในเวที AMAF และ AMAF+ 3 แล้ว ยังมีการหารือระดับทวิภาคกับประเทศสมาชิก เช่น จีน ญี่ปุ่น และ กัมพูชา เพื่อหารือในประเด็นสำคัญ อาทิ 1) การขยายมูลค่าการค้า และแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรระหว่างกัน  2) ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหารระหว่างรัฐ-เอกชน และ เอกชน-เอกชน 3) สร้างความร่วมมือด้านประมง IUU  จัดแสดงนิทรรศการ แบ่งเป็น 4 โซนหลัก คือ1.นิทรรศการ”เกษตรยั่งยืนแห่งภูมิภาคอาเซียน” ในรูปแบบการจัดนิทรรศการมีชีวิต  2.โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อแสดงถึงพระอัจฉริยะภาพของ ร.9  และ ร.10 ในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย ประกอบด้วย เช่น การบริหารจัดการน้ำ ฝนหลวง และการพัฒนาดิน 3.โซนนิทรรศการ 50 ปีอาเซียน โดยนำเสนอถึงพัฒนาการของอาเซียน และผลสำเร็จจากความร่วมมือของประเทศอาเซียน และ 4.โซนนิทรรศการและผลงานด้านการเกษตรของไทย เช่น การแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างยืนของไทย รวมถึงการจัดกิจกรรมการนำคณะศึกษาดูงาน ณ ศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันที่ 30 ก.ย. 60 เพื่อเผยแพร่โครงการในพระราชดำริของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชในการแก้ปัญหา และพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย

           “การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ไทยสามารถผลักดันนโยบายที่สำคัญของประเทศเข้าสู่การประชุมอาเซียน ได้แก่ นโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน และการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชของไทย พร้อมทั้งยังได้แสดงศักยภาพและบทบาทการเป็นผู้นำด้านการเกษตรของไทยให้ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมรับทราบและให้การยอมรับ และช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ด้านเกษตรและป่าไม้กับประเทศอาเซียน และประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้อีกด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

เกษตรฯ เตรียมหารือคลังหาทางช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296277

เกษตรฯ เตรียมหารือคลังหาทางช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น

สหกรณ์คลองจั่น, เกษตรฯ

เกษตรฯ เตรียมหารือคลังหาทางช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น

 

วันที่ 20 ก.ย.60 เวลา 11.00 น. นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าพบกับตัวแทนสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำโดย นายเผด็จ มุ่งธัญญา ตัวแทนสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพื่อรับทราบความคืบหน้าการสานต่อนโยบายช่วยเหลือเยียวยาสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้มีความกังวลใจเนื่องจากกำลังขาดเงินที่จะชดใช้หนี้เยียวยาแก่สมาชิกในช่วงเดือนธันวาคม 2560 นี้ แม้ศาลแพ่งมีคำสั่ง คดีที่ 1674/2557 เมื่อวันที่ 25 พ.ย.59 ให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ชนะคดี โดยต้องได้รับการชดใช้ความเสียหาย 3,811 ล้านบาท แต่ทรัพย์สินที่เป็นของกลางในคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้อายัดไว้ยังไม่สามารถนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาเยียวยาสมาชิกได้ ทำให้สมาชิกมีความกังวลใจว่าหากกระบวนการทั้งหมดดำเนินการล่าช้าจะไม่ทันกำหนดเวลาชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามการดำเนินการเพื่อช่วยสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ได้มาหารือถึงแนวทางการดำเนินการร่วมกัน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมแผนรองรับเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เพื่อให้มีเงินในการมาชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามเกี่ยวกับทรัพย์สินของสหกรณ์จากคดีต่างๆ ที่จะขายทอดตลาด และทรัพย์สินจากสหกรณ์ส่วนอื่นที่เป็นเงินสด หรือช่องทางอื่นๆ ที่ทางรัฐจะให้การสนับสนุนได้ เพื่อให้ทันตามเป้าหมายการชำระหนี้ ประมาณ 570 ล้านบาท ในเดือนธันวาคม 2560 ส่วนการขอสนับสนุนเงินจากภาครัฐที่จะมาใช้ฟื้นฟูกิจการนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และธนาคารของรัฐเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ว่าจะมีแนวทางการช่วยเหลืออย่างไร หลังจากนั้นจะสรุปแนวทางเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

เกษตรฯ เตรียมจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296247

เกษตรฯ เตรียมจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่

เกษตรแปลงใหญ่, เกษตรฯ

เกษตรฯ เตรียมจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่

               พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น ระหว่างวันที่ 21 – 23 กันยายน 2560 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี ภายใต้โครงการเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. สู่การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กว่า 2,000 คน มีเกษตรกร ศพก. และแปลงใหญ่ รวมทั้งชุมชน 9,101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ที่ได้รับการคัดเลือกมาจัดแสดง กว่า 30 นิทรรศการ

การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเกษตรกร โดยการพัฒนาเกษตรกรผู้นำ ศพก. ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรของชุมชน และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่จึงได้ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการบริหารจัดการ โดยการบริหารจัดการเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานการเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. สู่การส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพเครือข่ายคณะกรรมการ ศพก. และเครือข่ายคณะกรรมการแปลงใหญ่ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายและสมาชิกในเครือข่าย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบริหารจัดการร่วมกันแบบมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดการระดมทรัพยากร บูรณาการระหว่างหน่วยงานในการสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยภาคประชาชน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จาก ศพก. นำไปสู่การรวมกลุ่มกันเพื่อทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างแท้จริง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ ศพก. แปลงใหญ่และกิจกรรมเด่น ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ

·        ศพก. : ภายใต้แนวคิด “ศพก.ในฝัน” โดยจำลองศาลาเรียนรู้และจัดแสดงกรณีตัวอย่าง ศพก. ที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมจำลองฐานเรียนรู้และแปลงเรียนรู้ รวมทั้งแสดงผลผลิตของ ศพก. ต้นแบบ

·        แปลงใหญ่ : นิทรรศการผลการดำเนินงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 10 กลุ่มสินค้า อาทิ แปลงใหญ่กุหลาบ จ.เชียงใหม่ แปลงใหญ่หม่อนผลสด จ.น่าน แปลงใหญ่กระชายดำ จ.เพชรบูรณ์ แปลงใหญ่ ผึ้งพันธุ์ จ.อุตรดิตถ์ และการถอดบทเรียนเกษตรแปลงใหญ่ 5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ

·        โครงการ 9101 ตามร้อยเท้าพ่อฯ : นิทรรศการผลการดำเนินงานโครงการฯ กว่า 12 กิจกรรม

ทั้งนี้ เกษตรกร ศพก. แปลงใหญ่ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยการเปิดเวทีในการสร้างอภิปรายของ Young Smart Farmer ในประเด็น การพัฒนาการเกษตรเพื่อความมั่งคง ยั่งยืน ในสายตาเกษตรกรรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ในวันที่ 21 กันยายน 2560 เวลาประมาณ 14.30 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำเกษตรกร ศพก. เกษตรกรโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และแปลงใหญ่จากทั่วประเทศ จะเข้ากราบพระบรมศพด้วย

เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงต้นทุน-ผลตอบแทนการผลิตข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296218

เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงต้นทุน-ผลตอบแทนการผลิตข้าว

สศก, เจาะ

เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงต้นทุน-ผลตอบแทนการผลิตข้าว

                  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ  แจงผลวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปีและข้าวเหนียวนาปี ระบุ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ข้าวเจ้านาปี มีต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่ ผลผลิต 736 กก. ในขณะที่ข้าวเหนียวนาปี ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ให้ผลผลิต 733 กก.

นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการสำรวจวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปี และข้าวเหนียวนาปีของภาคเหนือ โดยจัดเก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตตามความเหมาะสมทางกายภาพของพื้นที่ 2 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่เหมาะสม (S) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) รวม 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย เพื่อสนับสนุนโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560

จากผลการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนของ สศก. ที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่ พบว่า ข้าวเจ้านาปี เขตพื้นที่เหมาะสม(S) ต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่  ผลผลิต 736 กก.ต่อไร่  ต้นทุน 6,658 บาทต่อตัน รายได้ 5,567 บาทต่อไร่  ผลตอบแทน 664 บาทต่อไร่  ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีต้นทุนการผลิต 4,912 บาทต่อไร่ ผลผลิต 677 กก.ต่อไร่  ต้นทุน 7,249 บาทต่อตัน รายได้ 5,082 บาทต่อไร่ ผลตอบแทน 170 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนต่อตันจะสูงกว่าในพื้นที่เหมาะสม ทำให้ผลตอบแทนต่อไร่ที่ได้น้อยว่าในพื้นที่เหมาะสม

            ข้าวเหนียวนาปี เขตพื้นที่เหมาะสม (S) ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ผลผลิต 733 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 7,547 บาทต่อตัน รายได้ 8,853 บาทต่อไร่  ผลตอบแทน 3,324 บาทต่อไร่  ในขณะที่พื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีต้นทุนการผลิต 4,904 บาทต่อไร่ ผลผลิต 540 กก.ต่อไร่  ต้นทุน 9,076 บาทต่อตัน รายได้ต่อไร่ 4,615 บาท  ผลตอบแทน1,512 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนต่อตันจะสูงกว่าในพื้นที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลตอบแทนต่อไร่น้อยว่าในพื้นที่เหมาะสม

รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า ความเหมาะสมของดินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการตัดสินใจของเกษตรกรที่จะผลิตสินค้าใด โดยต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่ดีกว่า สอดคล้องกับความต้องการผลผลิตในระดับพื้นที่ หรือความต้องการของตลาดโดยรวม มีการใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

ทั้งนี้ สศก. ได้จัดทำข้อมูลเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ โดยสำรวจจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนผลตอบแทนสินค้าเกษตรที่สำคัญ 4 ลำดับแรก ตามมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งในปี 2560 ดำเนินการใน 48 จังหวัด เพื่อศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทน และจัดทำบัญชีสมดุลของสินค้านั้นของจังหวัด เพื่อทำข้อเสนอทางด้านนโยบายหรือยุทธศาสตร์ทางเลือกของจังหวัด ในการที่จะส่งเสริมหรือให้ข้อมูลกับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหรือผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูล สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0 2561 2870 อีเมลprcai@oae.go.th

บจธ.เดินหน้าธนาคารที่ดิน นำร่อง 5 ชุมชน เชียงใหม่-ลำพูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296173

บจธ.เดินหน้าธนาคารที่ดิน นำร่อง 5 ชุมชน เชียงใหม่-ลำพูน

บจธ.เดินหน้าประชารัฐสู่ธนาคารที่ดิน นำร่อง 5 ชุมชน เชียงใหม่-ลำพูน

                พลเอกวิทยา จินตนานุรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วยนายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(บจธ.) นำคณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ที่ จ.เชียงใหม่-ลำพูน พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้พื้นที่ชั่วคราวให้กับตัวแทนชาวบ้าน จากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง “เดินหน้าประชารัฐ…สู่ธนาคารที่ดิน” ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านแพะใต้ หมู่ 7 ชุมชนบ้านแพะใต้ ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน โดยมีนายดิเรก กองเงิน ประธานสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน และชาวบ้าน ร่วมแสดงความยินดีและร่วมงานกว่า 300 คน

พลเอกวิทยา กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ได้แก่ 1.บ้านไร่ดง ม.3 (บ้านใหม่ป่าฝาง หมู่ 15) ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 2.บ้านแม่อาว ม.3 ต.นครเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 3.บ้านแพะใต้ ม.7 ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน 4.บ้านท่ากอม่วง ม.3 ต.หนองปลาสะวาย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และ 5.บ้านโป่ง ม.2 ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาที่ดินทำกินมาเป็นเวลานานให้มีสิทธิในที่ดินทำกิน การลงพื้นที่ในวันนี้จะทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้รับรู้ถึงการดำเนินการช่วยเหลือของบจธ. ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารที่ดินในอนาคต โดยจะได้ออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น
นายสถิตย์พงษ์ กล่าวว่า บจธ.จะเข้ามาเจรจาจัดซื้อที่ดินจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อนำมาจัดสรรให้เกษตรกรมีที่ดินโดยสหกรณ์เช่าซื้อ ซึ่งแต่ละชุมชนจะจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเกษตรกรทุกคนจึงมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเบื้องต้นบจธ.จะให้สหกรณ์เช่าซื้อที่ดินในระยะยาว อัตราดอกเบี้ยต่ำ เบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 3ต่อปี ผ่อนชำระไม่เกิน 30 ปี จากนั้นสหกรณ์จะนำที่ดินไปจัดสรรให้สมาชิก ซึ่งสิทธิทำกินสามารถตกทอดไปสู่ลูกหลานได้แต่กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของสหกรณ์ ดังนั้นที่ดินจะไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ เพื่อช่วยป้องกันปัญหาที่ดินหลุดมือ โดยขณะนี้ทั้ง 5 ชุมชนได้จัดตั้งสหกรณ์รองรับเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ บจธ.กำหนดจัดซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด  809 ไร่ (278 แปลง) ทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว 639 ไร่(153 แปลง) ใช้งบประมาณจัดซื้อเกือบ 109  ล้านบาท ที่เหลืออีก 170 ไร่อยู่ระหว่างดำเนินการ
“เมื่อก่อตั้งธนาคารที่ดินเป็นที่คาดหวังกันว่า จะเป็นองค์กรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินได้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ช่วยลดปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินอันเนื่องมาจากการจำนองและขายฝาก ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน และทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินสูงสุด ซึ่งบจธ.จะเข้าไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มรายได่้ให้กับเกษตรกรและชุมชน โดยปัจจุบันมีการปลูกลำไย และชะอมไร้หนาม รวมทั้งเลี้ยงไก่ ฯลฯ” ผอ.บจธ.กล่าว