วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297262

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย”

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย”

              สถานีวิทยุ ม.ก. จับมือเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล เดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลข่าวสารการเกษตรอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาช่องทางสื่อกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล ให้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย” 
วันที่ 28 ก.ย. 60 ) ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือสถานีวิทยุม.ก.เผยภายหลังการลงนามความร่วมมือ(MOU)ระหว่างสถานีวิทยุมก.กับเกษตรก้าวไกล ดอทคอม โดยระบุว่าเป็นการร่วมมือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล เป็นพัฒนาการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสถานีวิทยุ ม.ก. และบริษัทเกษตรก้าวไกล มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและประสานความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของประชาชน จึงเกิดการร่วมมือทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กันขึ้น
“เราจะร่วมกันผลิตและพัฒนาด้านเทคนิค และการจัดการเนื้อหาของข่าว โดยกำหนดรูปแบบรายการ กำหนดช่วงเวลา กรอบเนื้อหาและแหล่งข้อมูล ตามความเหมาะสม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคเกษตรประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะขับเคลื่อนเรื่องเนื้อหาของข่าวแล้ว ยังจัดฝึกอบรมหรือกิจกรรมให้ความรู้แก่เกษตรกร และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้สื่อข่าวเกษตร ที่สามารถสัมภาษณ์ข่าว เขียนข่าว นำเสนอและรายงานข่าวสารด้านการเกษตรได้ด้วยตนเอง ภายใต้โครงการ “KUR+ Academy” (KU Radio Plus Academy) ของสถานีวิทยุ ม.ก. และ โครงการ “เกษตรกรข่าว” (KK Smart Farmers Reporter) ของบริษัท เกษตรก้าวไกล (ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้สถานีวิทยุ ม.ก. ทั้ง 4 ภูมิภาค เป็นฐานในการผลิตและพัฒนาเกษตรกรทั่วประเทศ ให้เป็นผู้สื่อข่าวการเกษตรต่อไป” ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก. กล่าว
ด้าน นายพรศักดิ์ พงศาปาน ประธานบริษัท เกษตรก้าวไกล (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้าร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสถานีวิทยุ ม.ก. ซึ่งเป็นสถานีวิทยุที่อยู่คู่เกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน และมีเครือข่ายทั่วประเทศ ได้เห็นความสำคัญของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อดิจิทัลใหม่ ๆ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วกว่า และทำให้ผู้บริโภคข่าวสารมีส่วนร่วมมากกว่า โดยมองว่าระบบการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้ แค่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและหลักการเขียนข่าวที่ถูกต้อง ภายใต้หลักคิดที่ว่า “ใครๆก็เป็นผู้สื่อข่าว(เกษตร)ได้” จึงได้เริ่มรณรงค์โครงการ “เกษตรกรข่าว” ขึ้นมา โดยการเปิดรับเกษตรกรรวมทั้งผู้สนใจเข้าร่วมเป็นผู้สื่อข่าวเกษตรอาสา และได้รับผลการตอบรับสมัครเข้ามากว่า 20 จังหวัดแล้ว
“ผมคิดว่าคนที่จะเป็นผู้สื่อข่าวเกษตรที่ดีได้ก็ต้องเป็นคนในพื้นที่ เพราะการเกษตรอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งก็คือเกษตรกร จะเป็นใครอื่นไม่ได้ เพราะเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ ทำการเกษตรอยู่จริง มีประสบการณ์จริง ไม่มีใครจะถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีเท่ากับตัวเขาเอง ขอเพียงแค่ช่วยกันเติมเต็มหลักการและประสบการณ์เข้าไป ทุกคนก็สามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้แล้วเตรียมปั้นผู้สื่อข่าวเกษตรให้เต็มทุกพื้นที่คือภารกิจที่จะทำร่วมกันเร็วๆนี้” ประธานและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล กล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตามการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ครั้งนี้ได้มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตรมาร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก ประกอบด้วย ผศ.พุม ขำเกลี้ยง ประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุ ม.ก. นายกฤษฎา บุณยสมิต อธิบดีอัยการ สนง.วิชาการ สนง.อัยการสูงสุด ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สถานีวิทยุ ม.ก. นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) นายปานฑิต ชนะภัย ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์องค์กรและการตลาด สถานีวิทยุ ม.ก. นายโยธิน ไตรโกมุท ที่ปรึกษาด้านเทคนิค สถานีวิทยุ ม.ก. ดร.ธานินทร์ คงศิลา ผู้แทน ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.วัฒนา สวรรยาธิปัติ ที่ปรึกษาสถานีวิทยุ ม.ก. รวมทั้งผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฯลฯ  พร้อมกันนั้นได้มีการนำป้ายที่มีข้อความว่า “เกษตรคือประเทศไทย Agriculture is Thailand” และ “ร่วมกันขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย” มาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์รับรู้ว่าทั้งสองหน่วยงานมีวิสัยทัศน์และภารกิจเดียวกัน และจะต้องทำให้สำเร็จต่อไป

โชว์3นวัตกรรมฝีมือคนไทย โดรน-แขนกล-โรงเรือนอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297257

โชว์3นวัตกรรมฝีมือคนไทย โดรน-แขนกล-โรงเรือนอัจฉริยะ

โชว์3นวัตกรรมฝีมือคนไทย โดรนพ่นสารเคมี-แขนกล-โรงเรือนอัจฉริยะ

              กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ รุกหนัก “ไทยแลนด์ 4.0” พาสื่อบุกพิสูจน์ความสำเร็จงานพัฒนานวัตกรรม “โดรนพ่นสารเคมีการเกษตรความแม่ยำสูง-ระบบควบคุมโรงเรือนการเกษตรอัจฉริยะ” ตอบโจทย์การเกษตรสมัยใหม่ พร้อมโชว์ “หุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรม” สัญชาติไทยแท้ ราคาประหยัดแต่คุณภาพระดับโลก ผลงานความร่วมมือระหว่าง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” กับภาคเอกชน ย้ำเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี โดยระบุว่า ปัจจุบันการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน เกิดความตื่นตัวต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตรกรรมในระดับประเทศ โดย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ดำเนินการจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์” ในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ทั้งด้านกำลังคน การวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปสู่ระดับท้องถิ่น โดยปัจจุบันมีผลดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จมากมาย
ดังนั้น เพื่อเป็นติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค รวมทั้งเผยแพร่ผลงานความสำเร็จในการวิจัยพัฒนาและประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้จัดโครงการสื่อสัญจรโดยนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมและทำข่าว “โดรนอัจฉริยะเพื่อการเกษตร ลดสารพิษสู่มนุษย์” และและชมความก้าวหน้าของ “หุ่นยนต์แขนกล สัญชาติไทย” รวมทั้งนวัตกรรมอื่นๆ ณ “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2560 นี้
ทั้งนี้สำหรับ “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มอบหมายให้ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์  (สอว.)  ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาค 4 แห่ง ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผลการดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะมีการนำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมผลงาน 3 โครงการสำคัญ คือ
โครงการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตรสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด ในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน มาใช้งานด้านการเกษตร โดยอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงสร้างลำตัวเครื่อง ให้สามารถพ่นของเหลวไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีทางการเกษตร โดยแบกน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัม ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคนถึง 40 เท่า สามารถทำงานได้ถึง 15-20 ไร่ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำในการฉีกพ่น ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือลดผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนให้เกษตรกร ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Thailand 4.0 เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming)
ระบบควบคุมโรงเรือนอัจฉริยะผ่านสมาร์ทโฟน หรือ Smart think เป็นโครงการพัฒนาร่วมกับ บริษัท สมาร์ทติ๊งคอนโทล (Smart Think Control) จำกัด ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับควบคุมโรงเรือนและสวนการเกษตรอัจฉริยะ มีความสามารถในการควบคุมและตัดสินใจในการสั่งงานแบบอัตโนมัติแทนมนุษย์ หรือให้ผู้ใช้งานสมารถสั่งงานจากทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ภายในโรงเรือนและสวนยังจะมีเช็นเซอร์ที่คอยทํางานตรวจสอบค่าต่างๆ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง วัดค่าปุ๋ย อุณภูมิ เพื่อนำข้อมูลกลับมาคำนวณและสั่งการทำงานตามระบบที่ตั้งไว้ให้ทำงานได้ตามความต้องการ รวมถึงมีระบบวางแผนการปลูก วางแผนการตลาด ผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนจากค่าปุ๋ย ค่าน้ำ รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดได้อย่างสอดคล้องไปพร้อมๆกัน
“หุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรม สัญชาติไทย” เป็นความร่วมมือกับ บริษัท RST ROBOTICS จำกัด ในการพัฒนาหุ่นยนต์แขนกล จนสามารถยกระดับไปสู่การผลิตโดยการใช้องค์ความรู้ เครื่องมืออุปกรณ์และแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรมอิเลคทรอนิคส์ และวิศวกรรมซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับสมรรถนะของหุ่นยนต์ให้มีความสามารถเทียบเท่ากับหุ่นยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่มีราคาไม่แพง พร้อมกันนี้ยังมีฟังชั่นการใช้งานเป็นภาษาไทย ใช้งานง่าย ซึ่งตอบโจทย์แก่ผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมีหุ่นยนต์แขนกล 3 ประเภท คือ 1.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Welding (เชื่อม) 2.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Pallet (ยกวาง) และ 3.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Painting (พ่นสี) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูงในการช่วยเหลือแรงงานมนุษย์ เตรียมการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0
“ทั้ง 3 โครงการ นับเป็นผลงานความก้าวหน้าที่สำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างได้ดีถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าว

“โดรน”พ่นสารเคมี จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297253

“โดรน”พ่นสารเคมี จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่

เปิดตัว“โดรน”พ่นสารเคมี จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่

        ปัจจุบัน “เทคโนโลยี” ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งเกษตรกรรม จนแทบกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน “เทคโนโลยี” ได้เข้ามากลืนกินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และ “เทคโนโลยี” ก็ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญดอกหนึ่งที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้อย่างยั่งยืน
    ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถานการณ์ในโลกปัจจุบันหากประเทศใดไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดความตื่นตัวต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตรกรรมระดับประเทศ
ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการ คือ การจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์” ขึ้นในภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนากำลังคน การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้สู่ภูมิภาคและระดับท้องถิ่น เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มอบหมายให้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์  (สอว.) ร่วมกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาค 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำเนินการจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายข้างต้น
โดยช่วงที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของ “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ถือว่ามีความคืบหน้าอย่างมาก มีการร่วมกับภาคเอกชนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาได้ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและในเชิงพาณิชย์ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจและน่าจับตาอย่างยิ่ง ก็คือ “อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร”
“อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน เพื่อการเกษตร เป็นโครงการร่วมมือระหว่าง อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กับ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด เพื่อพัฒนานวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร โดยอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงสร้างลำตัวเครื่อง ให้สามารถพ่นของเหลวไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีทางการเกษตร โดยแบกน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัม ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคนถึง 40 เท่า สามารถทำงานได้ถึง 15-20 ไร่ต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับภาคการเกษตรกรรมของประเทศไทย”
ดร.อรรชกา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่า 150 ล้านไร่ มีครัวเรือนเกษตรกรถึงกว่า 7.9 ล้านครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยและมีความต้องการเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีนโยบายขับเคลื่อนการทำ “เกษตรแปลงใหญ่” โดยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ทั้งชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและทำการเพาะปลูกพืชผลชนิดเดียวกันมารวมกลุ่มทำการเพาะปลูกเป็นแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด ซึ่งการนำ “อากาศยานไร้คนขับ” หรือ Unmanned Aerial Vehicle (UAV) มาใช้ในงานด้านการเกษตร จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย ลดการใช้แรงงานในการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับการฉีดพ่นสารต่างๆ ในพื้นที่ตั้งแต่ขนาดแปลงเล็กๆ ไปจนถึงแปลงขนาดใหญ่ สามารถทำงานได้ทั้งแบบชั่วคราวและแบบประจำการ หรือแบบตำแหน่งคงที่และตามแผนการบินแล้ว ยังมีการออกแบบระบบควบคุมการทำงานและการบินอัตโนมัติแบบฝังตัว รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมระยะไกลที่มีความแม่นยำ ใช้ระบบการป้องกันการทำงานด้วย GPS 3 ชั้น ระบบพลังงานมีประสิทธิภาพสูงทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ขณะที่ตัวของอากาศยานก็ผลิตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีโครงสร้างลำตัวเบาแต่แข็งแรงด้วยวัสดุคอมโพสิต อีกทั้งยังป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากละอองน้ำหรือละอองฝนได้
นอกจากนี้ตัวของอากาศยานยังมีเสถียรภาพในแง่ความแม่นยำสูงในการพ่นสารน้ำ สารชีวภาพ การให้ปุ๋ย และการพ่นยาฆ่าแมลง ซึ่งจะลดการฟุ้งกระจาย ทำให้เกษตรกรหรือผู้ใช้งานลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงในการใช้ยาฆ่าแมลง เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกได้อย่างเป็นรูปธรรม
อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร จึงนับเป็นสินค้าเชิง “นวัตกรรม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Thailand 4.0 ที่อาจมีส่วนช่วยพลิกโฉมหน้าภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย จากการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกร ลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือผลกระทบจากสารเคมี ลดต้นทุน ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
 “อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร” จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งจากด้านเกษตรกรรมและวิศวกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรให้มีความก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

ไทยเน้นย้ำหนุนอาเซียนรวมเป็นหนี่งสานต่อโครงการเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297186

  ไทยเน้นย้ำหนุนอาเซียนรวมเป็นหนี่งสานต่อโครงการเกษตรยั่งยืน

  ไทยเน้นย้ำหนุนอาเซียนรวมเป็นหนี่งสานต่อโครงการเกษตรยั่งยืน

 

วันที่ 28 ก.ย.60 เวลา 09.00 น. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วย รัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการเกษตรและป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อาวุโสระดับปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่อาวุโส ของประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รองเลขาธิการอาเซียน องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟ เอ โอ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงาน

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปี 2560 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งประชาคมอาเซียนด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกอาเซียนได้ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดอย่างมีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 คือ ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่การจะเป็นเช่นนี้ได้ เราจะต้องเพิ่มความพยายามและมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าว เราต้องช่วยกันทำให้ประชาคมอาเซียนดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการค้าจากต่างประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งยังคงปกป้องผลประโยชน์ของภูมิภาคไปด้วย ในขณะเดียวกัน เราต้องร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน และพยายามไปให้ถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการขจัดความหิวโหยของสหประชาชาติ

“ภาคการเกษตรเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญและเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้น การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน ถือเป็นวาระสำคัญระดับชาติของสมาชิกอาเซียนทุกประเทศเราจึงจำเป็นต้องมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้สามารถเผชิญกับสิ่งท้าทายที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งรวมถึงการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร เป็นต้น ในโอกาสนี้ เราควรกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้น เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2025 และเป็นไปตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่า “ภาคอาหาร การเกษตร และป่าไม้ มีความสามารถในการแข่งขัน มีส่วนร่วมมีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก บนฐานของการตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ และความมั่งคั่ง ในประชาคมอาเซียน” พลเอกประจิน กล่าว

ด้านพลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้  เป็นการประชุมประจำปีของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการเกษตร และป่าไม้ ของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยในปี 2560 นี้ เป็นวาระที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 30 กันยายน 2560 โดยระหว่างวันที่        25 27 กันยายน เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และวันที่ 28 29 กันยายน เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี     ส่วนวันที่ 30 กันยายน เป็นการศึกษาดูงานของคณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้จัดศึกษาดูงาน      ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการศึกษาทดลองด้านการเกษตรพื้นที่ภาคเหนือเพื่อเผยแพร่แก่ราษฎรนำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง

พลเอกฉัตรชัย กล่าวอีกว่า สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญครั้งนี้จะเป็นการติดตามผลการดำเนินงาน กำหนดนโยบายกำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ ให้ความเห็นชอบมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรต่าง ๆ ในสาขาเกษตรและป่าไม้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนนำไปปรับใช้ภายในประเทศ จะมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนนโยบายอาเซียนในการเป็นภูมิภาคที่มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอ มีความเป็นเอกภาพ ทั้งด้านการผลิตและการค้า และปรับตัวได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น การร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การกำหนดค่าสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญและส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย รวมถึงการผลักดันแผนขับเคลื่อนนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียนให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในเวทีนี้ด้วย

นอกเหนือจากการประชุมแล้ว ประเทศไทยยังใช้โอกาสนี้ เทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ได้ทรงงานด้านการเกษตร จนทำให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีการพัฒนาและมีความก้าวหน้า สามารถนำพาเกษตรกรไทยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้แก่รัฐมนตรีและผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมได้รับทราบผ่านการจัดแสดงนิทรรศการภายใต้หัวข้อ 1.การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน และ 2.ศาสตร์พระราชานำพาเกษตรไทย

สศก.โชว์ผลติดตามธนาคารประมง 20 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297190

สศก.โชว์ผลติดตามธนาคารประมง 20 จังหวัด

สศก, จังหวัด

สศก.โชว์ผลติดตามธนาคารประมง 20 จังหวัด เสริมความมั่นคงด้านอาหารระดับชุมชน

            สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ผลธนาคารผลผลิตเกษตรด้านประมง ปีงบประมาณ 2560 รวม 20 จังหวัด แจงภาพรวมดำเนินการครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกิจกรรม สมาชิกธนาคารรวมกว่า 1,500 ราย เฉลี่ย 75           ราย/แห่ง โดยสมาชิกสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มของตนเอง ในระดับค่อนข้างมากกว่าร้อยละ 88

นางสาวรังษิต  ภู่ศิริภิญโญ  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามผลธนาคารผลผลิตเกษตรด้านประมง ปีงบประมาณ 2560 เพื่อให้ชุมชนมีการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชน เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำสำหรับเป็นอาหารโปรตีนในการบริโภคและสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน โดยได้สอบถามผลการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการธนาคาร และสมาชิกธนาคาร ใน 20 จังหวัด (ภาคเหนือ 7 จังหวัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด) ผลการติดตาม พบว่า

ผลการดำเนินการในพื้นที่ชุมชนที่มีแหล่งน้ำทั้ง 20 จังหวัด มีการจัดตั้งคณะกรรมการธนาคารได้เฉลี่ย 17           ราย/แห่ง ที่มาจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อบริหารจัดการธนาคาร มีการกำหนดเงื่อนไข กฎระเบียบ เกณฑ์ต่างๆ มีการรับสมัครสมาชิกธนาคารได้กว่า 1,500 ราย เฉลี่ย 75 ราย/แห่ง (เป้าหมาย 600 ราย เฉลี่ย 30 ราย/แห่ง)

สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพภาคการเกษตร ทราบข่าวการมีโครงการจากเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาส่งเสริม และผู้นำในชุมชน สมาชิกธนาคารมีการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดินอยู่แล้วเป็นอาชีพเสริม มีประสบการณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 7 ปี มีการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานแห่งละ 305,500 บาท โดยเป็นงบดำเนินงาน 132,500 บาท/แห่ง จำแนกเป็นพันธุ์    สัตว์น้ำ อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน น้ำยาทดสอบคุณสมบัติน้ำ และปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำ ส่วนงบเงินอุดหนุน 173,000 บาท/แห่ง จำแนกเป็นค่าปรับปรุงแหล่งน้ำให้เหมาะสมต่อการเพิ่มผลผลิต วัสดุล้อมขังสัตว์น้ำ อุปกรณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประจำธนาคาร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการธนาคาร

การดำเนินการในรูปแบบธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เริ่มจากการชี้แจงวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับธนาคารให้ชัดเจนก่อน โดยสมาชิกธนาคารทุกรายได้เข้าร่วมฟังคำชี้แจง มีการถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ตั้งแต่ การเตรียมแหล่งน้ำ การสร้างอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ และการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น โดยสมาชิกธนาคารที่เข้าร่วมดำเนินการสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มของตนเอง ในระดับค่อนข้างมาก กว่าร้อยละ 88

ทั้งนี้ ภาพรวมการดำเนินการครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกิจกรรม อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อขัดข้องบางประการที่สะท้อนจากสมาชิกธนาคาร ในประเด็นของการสนับสนุนพันธุ์ปลาที่ได้ปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ของแหล่งน้ำชุมชนที่มีขนาดใหญ่ และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำใช้เวลา 8-10 เดือน ทำให้การดำเนินการในรูปแบบธนาคารยังไม่เห็นผลชัดเจนในทางปฏิบัติ ดังนั้น ควรมีการสนับสนุนปัจจัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ธนาคารสามารถผลิตพันธุ์สัตว์น้ำไว้ใช้หมุนเวียนในธนาคาร และต้องผลักดันให้ธนาคารสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารประเภทโปรตีนให้แก่สมาชิกในชุมชนต่อไป

ปลดล็อกที่ดินสปก.เพื่อกิจการพลังงาน ขีดเส้นยื่นขอ60วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297015

ปลดล็อกที่ดินสปก.เพื่อกิจการพลังงาน ขีดเส้นยื่นขอ60วัน

พลทสรรเสริญ แก้วกำเนิด

ปลดล็อกที่ดินสปก.เพื่อกิจการพลังงาน ขีดเส้นยื่นขอ60วัน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 ก.ย.60 มีมติอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการขออนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์แก่สาธารณะของประเทศ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการออกคำสั่ง ที่ 31/2560 ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2560

โดยมีหลักการสำคัญให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) มีอำนาจยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินสำหรับกิจการที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยการยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ที่ดินที่มีขนาดเนื้อที่เกิน 500 ไร่ หรือระยะเวลาการขอใช้เกิน 30ปี หรือที่ดินที่รัฐได้ปรับปรุงพัฒนาเพื่อการปฏิรูปที่ดินสำหรับจัดให้แก่สถาบันเกษตรกรไว้แล้ว

ครอบคลุมกิจการ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานรวมทั้งพลังงานทดแทน ,การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ กิจการอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เช่น การคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ระบบโทรคมนาคม และ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะต้องเป็นที่ดิน ที่ไม่ใช่ที่ดินในโครงการพระราชดำริ หรืออันเนื่องจากพระราชดำริ โดยผู้ขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต้องยื่นต่อสำนักงาน สปก.จังหวัดท้องที่ แต่หากส่งผลกระทบกับสิทธิ์ของประชาชน ต้องมีการชดเชยเยียวยาตามกฎกระทรวงกำหนด ส่วนพื้นที่ที่มีหน่วยงานต่างๆเข้าไปดำเนินการ ก่อนมีกฎกระทรวงฉบับนี้ ต้องเริ่มดำเนินการยื่นคำขอภายใน 60 วันหลังกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้หลังจากที่มีการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ให้ผู้ที่ยื่นคำขอจะได้รับความยินยอมหรืออนุญาตได้ต่อเมื่อเกษตรกรผู้จะได้รับผลกระทบในพื้นที่นั้นได้รับการเยียวยาหรือชดเชย ข้อตกลง หรือตามเงื่อนไขที่กำหนดและต้องจัดให้มีกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แผนฟื้นฟูที่ดินและชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินเข้าสู่กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ครม.ได้รับทราบอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) มีอำนาจอนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน หรือการทำเหมือง ให้กระทำได้เฉพาะที่ไม่มีศักยภาพในการทำเกษตรกรรม หรือ สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพที่เหมาะสมทำการเกษตรต่อไปได้

ส่วนการสิ้นสุดและเพิกถอนการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน สปก.จะเกิดจากกรณีที่ไม่เยียวยาหรือชดเชยเกษตรกร หรือ ไม่ส่งมอบหลักประกัน ภายในระยะเวลาที่กำหนดขณะที่ คปก. สามารถมีมติเพิกถอนการใช้ที่ดิน สปก.ได้ในกรณีที่ ผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอื่น หรือ สิทธิตามกฎหมายอื่นสิ้นสุดลง หมดความจำเป็นในการใช้บางส่วนหรือทั้งหมด ผู้รับอนุญาตเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต และผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา กรณีผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม รวม 7 บริษัท ในพื้นที่ส.ป.ก. ที่ต้องหยุดผลิตมาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 หลังจากศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่ง ซึ่งการประชุมหารือกันได้เสนอ 4 แนวทางให้ที่ประชุม คสช. พิจารณา คือ 1.การถอนสภาพที่ดิน ส.ป.ก. เปลี่ยนไปเป็นที่ดินราชพัสดุ กระทรวงคลัง จะเข้ามาดูแลแทน หากเป็นเช่นนั้น การจัดส่งรายได้การใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เข้ากองทุนพัฒนาเกษตรกรที่มีการจัดส่งรายได้อยู่ในปัจจุบันจะหยุดชะงักซึ่งผู้เสียประโยชน์ก็คือเกษตรกร

2. การแก้ไขกฎหมาย ส.ป.ก.ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนาน 3. การออกระเบียบภายใต้เงื่อนไขข้อกฎหมาย ส.ป.ก.เพื่อปลดล็อกการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ตามมาตรา 19 และ 30 แต่ก็จะไม่ครอบคลุมกิจการปิโตรเลียม และ 4. การใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ตาม ม.44 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ในส่วนที่มีปัญหา และในที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คสช.จึงเลือกหนทางสุดท้าย

โดยคำสั่งในการออกกฎกระทรวงใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ในครั้งนี้ทำให้7 บริษัทปิโตรเลียมที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ประกอบด้วย บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ด และบริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด

โดยก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงาน รายงานว่า กิจการปิโตรเลียมที่หยุดผลิตในพื้นที่ ส.ป.ก. รวม 7 ราย หลังมีคำสั่งศาลฯ มาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 ส่งผลกระทบต่อปริมาณปิโตรเลียมที่หายไป น้ำมันดิบ 16,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 50% ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบบนบก มูลค่าประมาณ 28 ล้านบาทต่อวัน ก๊าซธรรมชาติ 110 ล้าน ลบ.ฟ.ต่อวัน คิดเป็น 69% ของการผลิตก๊าซบนบก มูลค่า 19.25 ล้านบาทต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว 100 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 25% ของการผลิตบนบก มูลค่า 0.175 ล้านบาทต่อวัน รวมมูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด 47.4 ล้านบาทต่อวัน รวมระยะเวลาที่หยุดผลิตไปรวม 15 วันนั้น เกิดความสูญเสียไปแล้วกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งกระทบรายได้เข้ารัฐจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง ประมาณ 26 ล้านบาทต่อวัน โดยจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.55 ล้านบาทต่อวัน

“สามพรานโมเดล”ต้นแบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296899

“สามพรานโมเดล”ต้นแบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์

“สุรพล”ชม “สามพรานโมเดล”ต้นแบบพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์

             ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวง เยี่ยมชม และศึกษาดูงาน การขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล  ในโอกาสตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พื้นที่ จ.นครปฐม ชื่นชมสามพรานโมเดล ต้นแบบพัฒนาเกษตรอินทรีย์ครบวงจร สร้างชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภายหลังการตรวจเยี่ยมพื้นที่ ศพก. ใน จ.นครปฐม  นายสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวง เดินทางไปยัง ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านหัวอ่าว  และ สุขใจออร์แกนิกฟาร์ม พื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล เพื่อศึกษาดูงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของโครงการ พร้อมร่วมสังเกตการณ์การประชุมประจำเดือนของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ โดยมีนายอรุษ นวราช ผู้บริหาร            สามพราน ริเวอร์ไซด์ และผู้ก่อตั้ง สามพรานโมเดลให้การต้อนรับและประชุมร่วมกับเกษตรกรครั้งนี้ด้วย

นายสุรพล กล่าวว่า  วันนี้ตนเองตั้งใจมาดูงานโครงการสามพรานโมเดล เพราะรับทราบถึงความตั้งใจจริง และอุดมการณ์ของผู้บริหาร สามพราน ริเวอร์ไซด์  ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยมีกระบวนการทำงานที่น่าสนใจ มีการ เชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเป็นระบบแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนำระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม  PGS  และพัฒนาสู่มาตรฐานสากล  IFAOM  ขณะเดียวกันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วยการแปรรูป  และการเชื่อมช่องทางการตลาด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักสำคัญ ของการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ นายสุพล  กล่าวอีกว่า  จากที่ตนสังเกตรูปแบบการประชุม รวมถึงแนวคิดต่างๆ ที่เกษตรกรนำมาแชร์กันในวงประชุมวันนี้ ทำให้เห็นกระบวนการกลุ่มที่ดีมาก ผสานกับหลักคิด วิธีการขับเคลื่อนโครงการ ของคุณอรุษ  ทำให้มองว่า สามพรานโมเดล คือรูปแบบหนึ่งที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำการเกษตรอินทรีย์ครบวงจร

ซึ่งไม่เฉพาะส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่สอนให้รู้จักแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เกษตรอินทรีย์ รวมถึงสร้างช่องทางการตลาด  เชื่อมตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค   ซื้อขายกันในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นหลักการที่น่าสนใจ  ที่พื้นที่อื่นๆ สามารถเรียนรู้ และนำ ไปเป็นแบบอย่าง  ปรับใช้ในแต่ละพื้นได้ไม่ยาก

“โดยรวมได้ประโยชน์จากการดูงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก และดีใจที่ได้ร่วมวงฟังกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมชองเกษตรกร  โรงแรม รวมถึงมูลนิธิสังคมสุขใจที่ มีการทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้ง สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชนต่าง ๆ ขณะเดียวกันได้เห็นความตั้งใจของเกษตรกร ที่บอกว่า  มีอุดมการณ์            มีกฎกติกาของกลุ่ม ซึ่งตรงนี้แหละ เป็นจุดเริ่มต้นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”    นายสุรพล กล่าว ทิ้งท้าย

ไทยเจ้าภาพเวที AMAFเดินหน้ายกระดับภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296896

ไทยเจ้าภาพเวที AMAFเดินหน้ายกระดับภาคเกษตร

สศก

ไทยเจ้าภาพเวที AMAFเดินหน้ายกระดับภาคเกษตร

 

                         เกษตรฯ เจ้าภาพจัดใหญ่ ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ หรือ AMAF ณ จังหวัดเชียงใหม่          รุกยกระดับสินค้า แก้ปัญหาภาคเกษตร ด้าน สศก. เผย APTERR  หนุนประเทศสมาชิกร่วมทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า ผลักดันแผนการเงินระยะ 5 ปี เพิ่มเงินทุนสำหรับดำเนินการช่วยเหลือประเทศสมาชิกกรณีประสบภัยพิบัติฉุกเฉินร่วมกัน

นางสาวจริยา  สุทธิไชยา  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ระหว่างวันที่ 28 –29 กันยายน 2560  ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งมีสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) (AMAF +3 ) ครั้งที่ 17  โดยมีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

การประชุมครั้งนี้ มีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการในปี 2561 ในด้านภาคเกษตร ประกอบด้วย 1) การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร 2) การพิจารณาให้ข้อเสนอแนะและให้ความเห็นชอบต่อยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียน + 3 ด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้  3) การพิจารณาแผนงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERRได้แก่ การผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดย          การทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า และแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ ระยะ 5 ปี (2561 – 2565)  และ               4) การผลักดันและติดตามการดำเนินการตามนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน

สศก. ในฐานะที่มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR และรับผิดชอบหลักในการเป็นหน่วยงานประสานของประเทศไทย (Thailand’s APTERR Coordination Agency) รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของสำนักเลขานุการ APTERR เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกในกรณีที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน  พร้อมที่จะผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดยการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward contract) ตาม Tier 1 เพื่อให้ประเทศสมาชิกจับคู่ทำสัญญาซื้อขายข้าวในราคาที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อการช่วยเหลือ โดยขณะนี้ประเทศไทย เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น ได้เสนอตัวเป็นประเทศผู้ขายข้าว (Supplying Country) และยังอยู่ระหว่างการรอให้ประเทศเทศสมาชิกแจ้งประเทศผู้ซื้อข้าว (Demanding Country)

สำหรับการแก้ไขแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ สำหรับปี 2561 – 2565 ได้ดำเนินการตามมติคณะมนตรี APTERR ที่เห็นชอบให้มีการเพิ่มการบริจาคเงินทุนสำหรับการดำเนินการ สำหรับในช่วง 5 ปีข้างหน้า              ในวงเงินรวมเท่าเดิม  ซึ่งการดำเนินงานของAPTERR จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก ในการมีระบบสำรองข้าวไว้ในยามฉุกเฉินเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนอาหารในกรณีเกิดภัยพิบัติ หรือความยากจนในประเทศสมาชิกอาเซียน+3 รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยเองได้รับความช่วยเหลือในปี 2554 ในเหตุการณ์มหาอุทกภัย โดยประเทศญี่ปุ่นได้บริจาคข้าวผ่านAPTERR เป็นจำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อซื้อข้าวของประเทศไทยจำนวน 50 ตัน และข้าวบรรจุกระป๋อง จำนวน 31,000กระป๋อง และในคราวเกิดพายุไห่เยี่ยนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทยได้ร่วมบริจาคข้าวให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแก่ฟิลิปปินส์ จำนวน5,000 ตัน นับเป็นการส่งเสริมบทบาทของการประสานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมร่วมกัน

เกษตรฯชี้ระบบเกษตรพันธสัญญามีผลต่ออุตสาหกรรมเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296837

เกษตรฯชี้ระบบเกษตรพันธสัญญามีผลต่ออุตสาหกรรมเกษตร

ระบบเกษตรพันธสัญญา

เกษตรฯชี้ระบบเกษตรพันธสัญญามีผลต่ออุตสาหกรรมเกษตร

 

วันที่ 25 ก.ย. 60  เวลา 9.00 น. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 – 25 กันยายน 2560 โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และผู้แทนเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 300 คน

            นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ระบบเกษตรพันธสัญญามีความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ โดยเป็นระบบที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโครงสร้างในระบบเกษตรพันธสัญญายังขาดความสมดุลและไม่เป็นธรรม โดยภาครัฐได้พยายามกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินการในระบบเกษตรพันธสัญญา รวมทั้งกำหนดมาตรการกำกับดูแลและคุ้มครองคู่สัญญาไม่ให้เกิดการเอาเปรียบในการทำสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา แต่เนื่องจากการดำเนินงานดังกล่าวในอดีตไม่มีกฎหมายที่บังคับใช้โดยตรงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเกษตรพันธสัญญา นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานหลักของรัฐที่จะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงหรือมีหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ตรวจสอบ ดูแล บังคับใช้และให้มีการปฏิบัติตามสัญญาด้วยความสุจริตและเป็นธรรม

นางจินตนา กล่าวต่อว่า   รัฐบาลได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดแนวทางให้ภาครัฐ ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา และการกำกับตรวจสอบ ควบคุม และพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเพื่อให้มีความมั่นคงทางด้านรายได้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรสามารถประกอบธุรกิจโดยได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และกลไกการดำเนินงานให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในอันที่จะส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเข้มแข็งและเกิดความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ได้มุ่งเน้นให้ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ประกอบด้วย การรับแจ้งการประกอบธุรกิจและการเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตร     พันธสัญญา การจัดเก็บเอกสารสำหรับการชี้ชวนในระบบเกษตรพันธสัญญา การกำหนดรูปแบบสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา การกำหนดแบบสัญญากรณีสัญญาที่อาจมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา และการกำหนดกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นต้น

โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และคณะกรรมการเปรียบเทียบ เป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน​​การขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักการเหตุผล และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ รวมทั้งหลักเกณฑ์กลไกที่ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎหมาย อันจะส่งผลให้ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบทบาทที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบของกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ     

                        นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ทราบแนวทางการปฏิบัติ สิทธิ และหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และเกษตรกร ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ตามกรอบของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และกลไกการดำเนินงานร่วมกันของภาคส่วน   ต่าง ๆ

สำหรับกิจกรรมในการสัมมนา ประกอบด้วย การบรรยาย เรื่อง ชี้แจง Overview พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 การบรรยาย เรื่อง สาระสำคัญและผู้ที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และการบรรยายเรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

กรมชลฯคาดอีก 10วันน้ำค้างทุ่งไหลลงสู่เจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296836

กรมชลฯคาดอีก 10วันน้ำค้างทุ่งไหลลงสู่เจ้าพระยา

ลุ่มเจ้าพระยา, กรมชลฯคาดอีก

กรมชลฯคาดอีก 10วันน้ำค้างทุ่งไหลลงสู่เจ้าพระยา

             วันที่ 25 ก.ย.60  นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงกรณีการนำน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูการทำนาปี 2560 กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์ การปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น ในพื้นที่ลุ่มต่ำเสี่ยงภัยน้ำท่วม จำนวน 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้จังหวัดนครสวรรค์ลงมา ได้แก่ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล และทุ่งรังสิตใต้ โดยได้เริ่มส่งน้ำให้เพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 จากเดิมที่ต้องรอน้ำฝนในการเตรียมแปลง เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมาในช่วงเดือกันยายน – ตุลาคม

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าสำหรับในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีการทำประชาคมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนา ซึ่งได้มีมติเห็นชอบร่วมกันกำหนดให้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กันยายน 2560 เพื่อจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ แต่การที่จะนำน้ำเข้าทุ่งต่างๆ ได้นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาในปริมาณมาก และไม่สามารถระบายน้ำลงสู้ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ทั้งหมด กรมชลประทานจึงได้แบ่งน้ำส่วนหนึ่งที่อยู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เข้าคลองส่งน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายท้ายเขื่อน ไหลลงไปส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีปริมาณน้ำหลากจำนวนมากไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด กรมชลประทาน จึงทำการรับน้ำเข้าทุ่งเฉพาะตามความจำเป็น เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศ และโครงการปล่อยน้ำเข้านา ปล่อยปลาเข้าทุ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เท่านั้น

                 ในส่วนของทุ่งอื่นๆ นั้น จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าปริมาณฝนจะลดลงในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ กรมชลประทานจึงได้คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำค้างทุ่งที่จะไหลมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จะลดลงหลังจากนั้นอีกประมาณ 10 วัน ประกอบกับระยะเวลารับน้ำเข้าทุ่งที่เก็บเกี่ยวแล้วจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน กรมชลประทาน จึงได้กำหนดให้เริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทานหากมีน้ำหลากลงมา ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นต้นไป แต่หากไม่มีน้ำหลากเกิดขึ้น ก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกลุ่มเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ว่า จะให้นำน้ำเข้าทุ่งในพื้นที่ของตนหรือไม่ ซึ่งกรมชลประทานได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำประชาคมในแต่ละพื้นที่แล้ว ผลจากการจัดทำประชาคมออกมาเป็นอย่างไร กรมชลประทานจะได้ดำเนินการตามแนวทางที่เหมาะสมต่อไป