สศก.เดินหน้า15โครงการ เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297643

สศก.เดินหน้า15โครงการ  เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

สศก

สศก.เดินหน้า15โครงการ  เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

        วันที่ 2 ต.ค.60 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 103,586.6227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.95 % จากปี 2560 แยกเป็นส่วนราชการและองค์การมหาชน 17 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 99,830.6782 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 1,447.5752 ล้านบาท และกองทุน 5 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 2,308.3693 ล้านบาท

          จำแนกเป็น งบบุคลากรภาครัฐ วงเงิน 25,823.0087 ล้านบาท งบรายจ่ายตามภารกิจ วงเงิน 17,422.3205 ล้านบาท งบบูรณาการ วงเงิน 53,234.3502 ล้านบาท และงบพื้นที่วงเงิน 7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบายยกกระดาษA4 ของพล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบด้วย 15 โครงการแผนงานสำคัญ ประกอบด้วย

           1. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2. ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1,868.4714 ล้านบาท 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 449.0476 ล้านบาท 4. Zoning by Agri-Map 333.0441 ล้านบาท 5. Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6. พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7. ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8. เกษตรอินทรีย์ 910.4219 ล้านบาท 9. ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10. จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11. ขยายศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว 472.9215 ล้านบาท 12. ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 351.1151 ล้านบาท 13. ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14. พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) 1,414.2919 ล้านบาท และ15. การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาท

                สำหรับแผนการใช้จ่ายแต่ละไตรมาส กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไตรมาสแรก ปี 2561 วงเงิน 33,891.39 ล้านบาท หรือ 32.72% ไตรมาสที่ 2 จำนวน 23,478.51 ล้านบาท หรือ 22.67% ไตรมาสที่ 3 จำนวน 22,359.16 ล้านบาท หรือ 21.58% และไตรมาสที่ 4 จำนวน 23,857.56 ล้านบาท หรือ 23.03% ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลสัมฤทธิ์จะได้รับจากการดำเนินงานตามงบประมาณปี 2561 ในภาพรวม จะช่วยให้รายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร เพิ่มขึ้น 5% อัตราการขยายตัวภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 3%

                ทั้งนี้ ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น ปีแห่งการยกระดับคน เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่อง

เปิดผลตัดสินชุมชน-โรงเรียนปลอดขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297654

เปิดผลตัดสินชุมชน-โรงเรียนปลอดขยะ

พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์

เปิดผลตัดสินชุมชน-โรงเรียนปลอดขยะ รับถ้วยรางวัลพระราชทานประจำปี2560

                   นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่าพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาขยะเป็นอย่างมาก โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการตาม“โรดแมปการจัดการขยะและของเสียอันตราย” อย่างต่อเนื่อง โดยมี“แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ” และ “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ” เป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society) เน้นการสร้างวินัยคนในชาติมุ่งสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืน ปลุกสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้แนวคิด 3Rs-ประชารัฐ คือการส่งเสริมการจัดการขยะที่ต้นทาง ซึ่งเป็นการจัดการขยะที่ยั่งยืน โดยการลดปริมาณขยะ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อวางรากฐานการดำเนินการจัดการขยะให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้นำแนวคิดการจัดการขยะเหลือศูนย์ หรือ Zero Wasteมาส่งเสริมให้ประชาชนร่วมจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางภายใต้หลัก 3Rsคือ Reduce การลดปริมาณขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีการเผยแพร่ส่งเสริมเผยแพร่ให้ชุมชนและโรงเรียนแห่งต่างๆ ทั่วประเทศนำไปใช้ผ่าน 2 โครงการสำคัญ คือ

                        1.โครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste)ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องปีที่ 8 เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ชุมชน ประชาชน และภาคีความร่วมมือต่างๆ ในพื้นที่ โดยชุมชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

                    2.โครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School)ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5โดยโครงการดังกล่าวพัฒนามาจากกิจกรรมธนาคารขยะในโรงเรียนที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจแก่เยาวชนในการจัดการขยะที่ต้นทางอย่างถูกวิธี ปลูกฝังจิตสำนึกการลด คัดแยกขยะ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ผ่านระบบเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ โดยโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

                  ผลดำเนินการทั้ง 2 โครงการปรากฏว่ามีชุมชนและโรงเรียนทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และคณะกรรมการตัดสินก็ได้ดำเนินการพิจารณารับรองผลการตัดสินชุมชนและโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศทั้ง 2 โครงการเสร็จแล้วเรียบร้อย โดยมีรายละเอียดดังนี้

                  โครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) ชุมชนขนาดเล็กรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชุมชนบ้านป่าตึงงาม หมู่ที่ 3 เทศบาลตำบลป่าสัก จ.ลำพูน,รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1ชุมชนสื่อสารรวมใจสามัคคี เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร,รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ชุมชนบ้านเหล่าใหญ่ เทศบาลตำบลกุดชุมพัฒนา จ.ยโสธรและรางวัลชมเชยมี 4 รางวัล ได้แก่ 1.ชุมชนกรมทหารปืนใหญ่ที่ 72 อบต.ท่าแคจ.ลพบุรี 2.ชุมชนบ้านหนองโง้ง เทศบาลตำบลบ้านแฮด จ.ขอนแก่น 3.ชุมชนเกาะกลาง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 4.ชุมชนบ้านกันตวจระมวล เทศบาลตำบลกันตวจระมวล จ.สุรินทร์

                       ชุมชนขนาดกลางรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชุมชนบ้านระเบิกขาม อบต.เสม็ด จ.บุรีรัมย์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชุมชนบ้านห้วยม้าโก้ง หมู่ที่ 8 เทศบาลตำบลป่าสัก จ.ลำพูน, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ชุมชนบ้านลาดวังม่วง เทศบาลตำบลหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และรางวัลชมเชย 3 รางวัล ได้แก่ 1.ชุมชนบ้านหนองวิไล เทศบาลตำบลเขมราฐ จ.อุบลราชธานี 2.ชุมชนบ้านท้องฝาย เทศบาลตำบลริมเหนือ จ.เชียงใหม่ 3.ชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร

                      ชุมชนขนาดใหญ่รางวัลชนะเลิศ ชุมชนบ้านหนองโพรง เทศบาลตำบลอิสาณ จ.บุรีรัมย์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชุมชนโนนหนองวัด 1เทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ชุมชนบ้านรางพลับ เทศบาลตำบลกรับใหญ่ จ.ราชบุรี และ รางวัลชมเชย 4 รางวัล ได้แก่1.ชุมชนหมู่ที่ 4 โนนดินแดง เทศบาลตำบลโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ 2.ชุมชนบ้านลองลือบุญ เทศบาลตำบลสอง จ.แพร่ 3.ชุมชนหมู่บ้านเอื้ออาทรระยอง (วังหว้า) เทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง 4.ชุมชนบ้านกู่แก้ว เทศบาลตำบลกู่แก้ว จ.อุดรธานี

                    โครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) โรงเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนบ้านน้ำมิน จ.พะเยา, รองชนะเลิศอันดับที่ 1 มี 2 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนเทศบาลวัดลุ่มมหาชัยชุมพล จ.ระยอง2.โรงเรียนบ้านวังโพน จ.มหาสารคาม และรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง จ.อุบลราชธานี 2.โรงเรียนดรุณวิทยา (เทศบาลเมืองน่าน) จ.น่าน

                     โรงเรียนระดับมัธยมศึกษารางวัลชนะเลิศ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 27 จ.หนองคาย, รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนวัดท่าชุมนุม จ.อ่างทอง, รองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จ.นครนายก และรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนท่านผู้หญิงจันทิมาพึ่งบารมี จ.สกลนคร และ 2.โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

                       รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า ชุมชนและโรงเรียนที่ได้รับรางวัล มีกำหนดรับมอบรางวัลถ้วยพระราชทานในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2560 ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังเตรียมจะผลักดันให้ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนและโรงเรียนปลอดขยะต้นแบบ เพื่อเป็นตัวแทนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในการเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายความร่วมมือด้านการจัดการขยะ เพื่อขยายแนวคิดไปสู่ชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

กรมชลยันพ.ร.บ.น้ำไม่กระทบเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297650

กรมชลยันพ.ร.บ.น้ำไม่กระทบเกษตรกร

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์

กรมชลยันพ.ร.บ.น้ำไม่กระทบเกษตรกร

          วันที่ 2 ต.ค.60 ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงพระราชบัญญัติ (พรบ.)ทรัพยากรน้ำว่า  ขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ใดๆทั้งสิ้น ยังอยู่ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 และแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ. เท่านั้น ซึ่งมีทั้งหมด 100 มาตรา  เพิ่งพิจารณาได้ 95 มาตรา และมีหลายมาตราที่ยังมีข้อทักท้วง  โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับการเก็บค่าน้ำ คือ มาตรฐานที่ 39 และ มาตราที่ 47 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง และปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และที่สำคัญจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนของกฎหมาย หลังจากนั้นถึงจะนำเสนอต่อที่ประชุม สนช.พิจารณาในวาระที่ 2 วาระที่ 3 ตามลำดับ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงนามพระปรมาภิไธย

สำหรับพรบ.น้ำดังกล่าว จะบังคับใช้เฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานเท่านั้น ในพื้นที่ชลประทานยังใช้ พรบ. ชลประทานหลวงบังคับใช้ ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บค่าน้ำในภาคการเกษตรไม่ว่ากรณีใดๆ แม้ว่าตามพรบ.ชลประทานหลวงจะกำหนดให้เก็บค่าชลประทาน ซึ่งไม่เรียกว่าค่าน้ำ จากภาคการเกษตรได้ในอัตราไม่เกิน 5 บาทต่อไร่ก็ตาม แต่ไม่เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนไหนออกประกาศกระทรวงฯให้จัดเก็บค่าน้ำแต่อย่างใด จะจัดเก็บเฉพาะน้ำที่จัดสรรให้กับภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และน้ำเพื่อการประปาเท่านั้น ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์  ดังนั้นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ชลประทานจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จาก พรบ.น้ำ ดังกล่าวอย่างแน่นอน

ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่พรบ.ทรัพยากรน้ำฉบับดังกล่าวจะเข้าไปดูแลนั้น ก็จะไม่ต้องจ่ายค่าน้ำเช่นกัน    เนื่องจากจะมีการกำหนดประเภทการใช้น้ำโดยแบ่งออกเป็น3 ประเภทคือ  ประเภทที่ 1  เพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภค  ในครัวเรือน เกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ  ประเภทที่ 2  เพื่อการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว  ผลิตพลังงานไฟฟ้า ประปา และกิจการอื่นๆ  และประเภทที่ 3 ใช้น้ำเพื่อกิจการขนาดใหญ่  ใช้น้ำมาก ซึ่งตามร่างพรบ.น้ำ จะจัดเก็บค่าน้ำเฉพาะประเภทที่ 2 และ 3  แต่ยังไม่มีการกำหนดว่าจะจัดเก็บเท่าไร  สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานแทบทั้งหมดในปัจจุบันจะอยู่ในประเภทที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าน้ำแต่อย่างใด

“เกษตรกรทั้งที่อยู่ในเขตและนอกเขตชลประทานสบายใจได้ว่า จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจาก พรบ.ทรัพยากรน้ำ เพราะจะไม่มีการจัดเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อยเลย แม้จะมีการรวมกันทำการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาลก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเกษตรกรรายย่อยๆ มารวมกันหลายๆ คนเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าน้ำ  ในทางตรงข้าม พรบ.ดังกล่าวจะสร้างความเป็นธรรมในการใช้น้ำให้กับทุกภาคส่วน ภาคการเกษตรมีน้ำใช้อย่างพอเพียง ทำให้ประชาชนรู้คุณค่าน้ำมากขึ้น และใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ช่วยกันรักษาคุณภาพน้ำ รักษาสิ่งแวดล้อม และเกิดความยั่งยืนในการใช้น้ำ”    รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

กรมชลคาดปริมาณน้ำสูงสุดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา9ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297598

กรมชลคาดปริมาณน้ำสูงสุดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา9ต.ค.

 กรมชลฯคาดปริมาณน้ำสูงสุดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา9ต.ค.2,240ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมผันสู่แก้มลิงลุ่มเจ้าพระยา

วันที่ 2 ต.ค.60 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ จะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตลอดช่วง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ 1 ต.ค. 60 มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 56,131 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 9,411 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 32,312 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 สามารถรองรับน้ำได้อีก 19,087        ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,279 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,657 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 10,583 ล้าน ลบ.ม.      คิดเป็นร้อยละ 58 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 7,956 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 7,592 ล้าน ลบ.ม.
ส่วนการรับน้ำเข้าทุ่งต่างๆ จนถึงปัจจุบัน( ณ 1 ต.ค. 60) มีดังนี้ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้ส่งน้ำเข้าระบบชลประทานผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ลงสู่คลองชัยนาท – ป่าสัก ก่อนจะนำน้ำส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ ซึ่งมีปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ขังอยู่ในทุ่งบางส่วน สรุปได้ดังนี้ ทุ่งเชียงราก มีปริมาณน้ำรวม 50.38 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก มีปริมาณน้ำรวม 8.19 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งท่าวุ้ง          มีปริมาณน้ำรวม 6.15 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งบางกุ่ม มีปริมาณน้ำรวม 32.98 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งบางกุ้ง มีปริมาณน้ำรวม 17.35 ล้านลูกบาศก์เมตร
ในส่วนของพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา นั้น กรมชลประทาน ได้มีการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานผ่านประตูระบายน้ำต่างๆ ก่อนจะนำน้ำบางส่วนเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ที่มีปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ขังอยู่แล้วบางส่วน สรุปได้ดังนี้ ส่งน้ำผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ ลงสู่แม่น้ำท่าจีน จากนั้นจะรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งโพธิ์พระยา มีปริมาณน้ำในทุ่งรวม 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปริมาณน้ำที่รับผ่านประตูระบายน้ำบรมธาตุลงสู่แม่น้ำน้อย จะนำไปเก็บไว้ในทุ่งผักไห่ มีปริมาณน้ำรวม 88 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งป่าโมก มีปริมาณน้ำรวม 12 ล้านลูกบาศก์เมตร และทุ่งเจ้าเจ็ด มีปริมาณน้ำรวม 52.59 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำที่มีการรับน้ำเข้าทุ่งทั้งสองฝั่งทั้งสิ้น 298.69 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำที่รับได้ทั้งหมด (ปริมาณน้ำในทุ่งที่รับได้ทั้งหมด 12 ทุ่ง รวม 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะทยอยนำน้ำเข้าไปในทุ่งต่างๆ ที่มีความพร้อมและได้รับการยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ ที่ได้มีการทำประชาคมและมีมติร่วมกันแล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ในการหมักตอซังเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การเกษตร และการประมง โดยจะควบคุมระดับน้ำในทุ่งให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนที่จะตกลงมาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีปริมาณน้ำหลากจำนวนมากไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด
สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ 2 ต.ค. 60 ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.29 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,273   ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งบริเวณเหนือเขื่อนได้รับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้ง 2 ฝั่งวันละประมาณ 577    ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งนี้ จะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.)) เพื่อลดผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ผักไห่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 8 – 11 ต.ค. 60 ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,076 – 2,240 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะมีปริมาณน้ำสูงสุดในวันที่ 9 ต.ค. 60 ในเกณฑ์ 2,240 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนี้ ฝั่งตะวันออก รับน้ำเข้าระบบชลประทานรวม 275 ลบ.ม./วินาที จากนั้นจะนำน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท – ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง และทุ่งรังสิตใต้ ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตก จะรับน้ำเข้าระบบชลประทานรวม 470 ลบ.ม./วินาที จากนั้นจะนำน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ได้แก่ ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งโพธิ์พระยา และทุ่งพระยาบรรลือ ตามความต้องการของประชาชนต่อไป
สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในฤดูแล้ง ปี 2560/61 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ปีปกติ สามารถจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2560/61 ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่อยู่ระหว่างการกำหนดแผนการเพาะปลูก คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2560 รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน มีปริมาณน้ำต้นทุน สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูฝนฤดูกาลผลิตปี 2561 ได้ ยกเว้น พื้นที่ที่ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย จึงไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังปี 2559/60 ได้

กฤษฎีกาห้ามกฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำ71%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297524

กฤษฎีกาห้ามกฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำ71%

กฟก

กฤษฎีกาห้ามกฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำ71% อ้างเสี่ยงรัฐต้องรับภาระ

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตกร(กฟก.) ได้แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยเข้าไปซื้อหนี้ของเกษตรกร จำนวน 28,266 ราย รวม 28,941 สัญญา ยอดชำระ 5,998,698,311.81 บาท

แยกเป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 12,968 ราย 13,346 สัญญา ยอดชำระ 4,774,843,211.76 บาท หรือ 45.88%หนี้ที่มีบุคคลค้ำประกัน 14,369 ราย 14,638 สัญญา ยอดชำระ 991,279,365.94 บาท หรือ 50.83%และเป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกันจำนวน 929 ราย 957 สัญญา ยอดชำระ 232,575,734.11 บาท หรือ 3.29%ซึ่งการชำระหนี้ดังกล่าวได้ดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการ กฟก. ภายใต้เงื่อนไขเมื่อซื้อหนี้แล้วสินทรัพย์ของเกษตรกรที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้ต้องตกเป็นของกองทุนนั้น

ต่อมากฟก.ได้ออกประกาศใหม่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดการหนี้พ.ศ. 2559 เพื่อให้กฟก.สามารถชำระหนี้แทนเกษตรกรกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ แต่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า กฟก.จะดำเนินการได้หรือไม่ จึงให้ทำหนังสือหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.กฟก.สามารถชำระหนี้แทนในหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกันหรือหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีอยู่กว่า 70 % ได้หรือไม่. และ 2. หากไม่สามารถชำระหนี้แทนได้ แล้วในส่วนที่กองทุนฟื้นฟูได้ชำระหนี้แทนเกษตรกรดังกล่าวไปแล้วก่อนหน้าควรจะดำเนินการอย่างไร

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและเห็นว่า ในกรณีหนี้ของเกษตรกรที่ กฟก.รับซื้อหนี้ตามโครงการส่งเสริมของรัฐที่ไม่ประสบผลสำเร็จโดยมิใช่ความผิด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน ในขณะที่เกษตรกรต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามที่กฟก.กำหนด กรณีหนี้ในระบบที่ไม่ใช่การส่งเสริมของภาครัฐ กฟก. จะรับซื้อได้เฉพาะหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน แล้วให้หลักทรัพย์นั้นตกเป็นของ กฟก. โดยเกษตรกรจะขอรับสินทรัพย์คืนได้ในกรณีเช่าซื้อ หรือซื้อ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กฟก. กำหนด

ในกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่เกษตรกร ในลักษณะของการชำระหนี้แทนแต่ยังคงไว้ซึ่งมูลนี้เดิม จึงกำหนดให้ต้องมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันเพื่อไม่ให้ กฟก. รับภาระหรือความเสี่ยงหากเกษตรกรไม่ชำระหนี้ดังกล่าวอีก ซึ่งจะกลายเป็นภาระกับงบประมาณภาครัฐเกินความจำเป็น ดังนั้น กฟก.จึงไม่สามารถรับภาระหนี้ที่มีบุคคลค้ำประกันหรือไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกันได้

ปราโมทย์ติง‘ภาษีน้ำ’หวั่นชนวนขัดแย้งเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297523

ปราโมทย์ติง‘ภาษีน้ำ’หวั่นชนวนขัดแย้งเกษตรกร

ปราโมทย์ ไม้กลัด, ภาษีน้ำ

ปราโมทย์หวั่น‘ภาษีน้ำ’ชนวนขัดแย้ง กลุ่มเกษตรเตรียมเคลื่อนหลังต.ค.

                   นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการออกกฎหมายทรัพยากรน้ำ โดยหลักใหญ่จะเป็นการเก็บค่าน้ำในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งอยากตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการทำแบบรวบรัด โดยฝ่ายราชการเสนอกฎหมาย ผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.) ไปแบบไม่มีใครรู้เรื่อง และกำลังพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อเป็นกฎหมายของหน่วยงานที่เตรียมจัดตั้งขึ้นใหม่ คือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่จะยุบกรมทรัพยากรน้ำไปรวม

             อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจกับประชาชนผู้เกี่ยวข้องในการใช้น้ำอาจยังไม่มีความชัดเจน และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งเป็นวงกว้างได้ และกฎหมายอย่างนี้เป็นได้แค่ตัวหนังสือบังคับใช้ไม่ได้

          “เรื่องนี้มีการเรียกร้องมานานให้มีการออกกฎหมายเก็บค่าน้ำในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นโรงงานต่างๆ ที่ตั้งริมแม่น้ำ เช่นแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง มีโรงงานน้ำตาล จำนวนมาก แต่สูบน้ำไปใช้ฟรีๆ สวนส้มในจ.เชียงใหม่ เป็นพันไร่ ชักน้ำเข้าสวน กวาดจากลำน้ำฝางไปหมด แย่งชิงกันใช้ ในช่วงหน้าแล้ง ธุรกิจแบบนี้ต้องเสียค่าน้ำ เพราะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำใช้ รวมทั้งสนามกอล์ฟ และกลุ่มธุรกิจประกอบกิจการเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีหลักการ ไม่เก็บค่าน้ำที่ใช้ประกอบการเพื่อยั่งชีพ”

             นายปราโมทย์ กล่าวว่าควรเก็บค่าน้ำจากการทำเกษตรแปลงใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรม ใช้แม่น้ำตามธรรมชาติ ต้องออกมาเป็นกฎกระทรวงแยกประเภทให้ชัดเจน มีการขึ้นทะเบียน ส่วนการใช้น้ำเพื่อการทำมาหากิน ไม่ต้องเสีย

            “อย่างไรก็ตามต้องไปทำความเห็นกับผู้คนให้เกิดการมีส่วนร่วม เห็นด้วยหรือไม่ ไปออกกฎหมายกว้างๆตีกันตาย ใครเป็นเจ้าของกฎหมาย ไม่ทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน”

            ทั้งนี้ ก่อนเสนอร่างกฎหมายต้องมีความชัดเจน ประเภทประกอบธุรกรรม ขึ้นทะเบียนชัดเจนว่าธุรกิจประเภทไหน พวกนี้ต้องมีมิเตอร์วัด ตั้งเครื่องวัดน้ำ ส่วนเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ แม้ว่าทำนา 50 ไร่แต่ก็ไม่ใช่ธุรกิจร่ำรวยอะไร กรมชลประทาน มีหน้าที่ผลิตน้ำเพื่อการเพาะปลูก จะทำกฎหมายขึ้นมาต้องดูธุรกิจที่มีรายได้

             “เกษตรกรใช้น้ำเพื่อยังชีพ ต้องฟรี การรวบรัดออกกฎหมาย ชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็พัง ต้องทำความเข้าใจก่อน โดยเฉพาะกับชาวนา ชาวไร่ สำหรับเมืองไทย เราต้องโอบอุ้มชาวนา ชาวไร่”

              นายปราโมทย์ กล่าวว่า ถ้ากฎหมาย มีข้อขัดแย้ง จะบังคับใครไม่ได้เลย เป็นแค่ตัวหนังสือ กระทรวงก็ขายหน้า เพราะในรัฐบาลนี้มีกี่คนรู้เรื่องกฎหมายน้ำ ซึ่งตนเห็นว่าการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับระดับอธิบดี ซึ่งกฎหมายทรัพยากรน้ำ เป็นกฎหมายที่หน่วยอยากได้ ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้น ว่าจะเก็บเงินค่าน้ำไปไหน ส่งเข้ากระทรวงคลัง ไปทำรถไฟความเร็วสูงหรือ รัฐบาลต้องแยกแยะให้ออกว่า ไม่ใช่กฎหมายน้ำที่เป็นกลางของชาติแท้จริง

               ด้านนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้(คยป.) เปิดเผยว่าภาคีเครือข่ายฯทั่วประเทศได้ศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำเห็นชัดเจนว่ามีการกำหนดอัตราเก็บภาษีค่าใช้น้ำทำเกษตรเพื่อค้าขาย ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไปถือเป็นเกษตรอุตสาหกรรม โดยจัดเก็บในอัตรา 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งการทำเกษตร 50 ไร่คือเกษตรกรรายย่อย การออกมาเช่นนี้ทำให้ทุกคนเดือดร้อนแน่นอน โดยเฉพาะชาวนา ใช้น้ำไร่ละ 1.5-2 พันลบ.ม.ต้องเสียค่าน้ำ 4-5 หมื่นบาท คงทำไปไม่รอดต้องเลิกอาชีพกันหมด

                นอกจากนี้การเก็บภาษีน้ำเกษตรกรไม่รู้มาก่อน จะเป็นการซ้ำเติมผลผลิตราคาตกต่ำ สิ่งสำคัญรัฐบาลนี้ ให้พ่อค้า นายทุนใหญ่มานั่งเป็นที่ปรึกษา มากำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ก็คือเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรมีสถานะเป็นลูกจ้าง ถูกดึงมาทำสัญญาทาส กับพ่อค้าขายเครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร บริษัทขายปุ๋ยยา นายทุนมีสิทธิเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ ให้เร่งการผลิตหลายรอบจนทำให้พื้นดินตรงนั้นจะกลายเป็นทะเลทรายปลูกอะไรไม่ขึ้น

             “เกษตรกรกำลังอดทนไม่ไหว หลังงานพระราชพิธีฯหลายกลุ่มทั่วประเทศจะลุกฮือกันหมด เพราะรัฐบาลไม่ประกันราคา กลับมาเก็บค่าน้ำเกษตรกรจำนวนมากที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรภาคใต้ เริ่มเคลื่อนไหวกันหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เช่นการควบรวม11 รัฐวิสาหกิจที่เป็นห่วงที่สุด กรมธนารักษ์ มีที่ดินทั่วประเทศอยู่ในมือ อีกที่ดินส.ป.ก.ใช้ ม.44 ปลดล็อก อนุญาตทำกังหันลม พลังงาน เหมืองแร่ ทองคำ โดยให้สิทธิคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน พิจารณาอนุญาต ในการทำธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น”

              นายทศพล กล่าวว่า จะเปิดเวทีช่วงกลางเดือน ต.ค. หยิบยกเรื่องภาษีที่ดิน ภาษีน้ำ การปฏิรูป 11 รัฐวิสาหกิจ เราต้องลุกขึ้นสู้หาแนวทางขับเคลื่อน ส่วนโครงการ 9101 ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ก็ส่อขาดทุนหมด อย่างที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โครงการทำปุ๋ยอินทรีย์ผลิตได้ 5,000 กระสอบ ขายกระสอบละ 200 บาท ต้นทุน 400 บาท ขาดทุน 1.5 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดทุน เงินกองทุนหมู่บ้านของกระทรวงมหาดไทย 2.5 แสนบาทต่อชุมชน ให้มาขุดลอก มีแต่เอาวัชพืชขึ้น ก็ไม่มีใครตรวจ เพราะไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

เครือข่ายชาวนาจ่อยื่นนายกฯยับยั้งจัดเก็บภาษีน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297402

เครือข่ายชาวนาจ่อยื่นนายกฯยับยั้งจัดเก็บภาษีน้ำ

เก็บค่าน้ำชาวนา

เครือข่ายชาวนาจ่อยื่นนายกฯยับยั้งจัดเก็บภาษีน้ำ

        จากกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…. โดยกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ1.เพื่อการดำรงชีพไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า 2.ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหาร เก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม. และธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อลบ.ม. และ 3.ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำในปริมาณมากตามมติของกนช. เก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลบ.ม.นั้น

           พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีนี้ว่า อาชีพเกษตรมีความเสี่ยงสูงทั้งจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด และมีต้นทุนทำเกษตรที่สูงอยู่แล้ว หากมีการเก็บค่าน้ำทำเกษตรอีกจะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น จึงไม่เห็นด้วยที่จะเก็บค่าน้ำจากเกษตรกร

           ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวยางแห่งประเทศไทย(สยยท.)เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยการเก็บภาษีค่าน้ำจากเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำเกษตรเกิน 70 ไร่ โดยจะคิดค่าน้ำเป็นลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้แม้จะไม่เก็บเกษตรกรรายย่อยแต่ก็ทำให้เดือดร้อนไปหมด เพราะจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะนี้แม้จะมีการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา44 ทำให้เกษตรกรรวมตัวกันไม่ได้ แต่หากทนไม่ไหวต้องออกมาเพราะเรื่องเป็นเรื่องที่ซ้ำเติมเกษตรกร

          “มองว่ารัฐบาลนี้ไม่ถอยเป็นเพราะว่ากำลังถังแตกหรือไม่ มีการเพิ่มภาษีเหล้า บุหรี่ ไม่ว่าแต่นี่วิถีชีวิตคนจน ขอให้รัฐบาลนี้คิดให้มากๆ คิดถึงผลกระทบเกิดขึ้น หากต้นทุนน้ำเพิ่มไปสู่ราคาสินค้าต่างๆที่คนจน เกษตรกรรายย่อย หาเช้ากินค่ำ ต้องซื้อของแพง จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งเรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องถามคนทั้งประเทศเสียก่อน รวมทั้งควรทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงประชาชน ” นายอุทัยกล่าว

          ด้านนายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าแกนนำชาวนาทั่วประเทศ จะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อยื่นหนังสือขอให้ยับยั้งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่านโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นลดต้นทุนการผลิต แต่กลับจะมาเก็บค่าน้ำทำนาโดยไม่มีเกษตรกรคนใดรู้เรื่องมาก่อน ผ่านการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ เรื่องนี้คาใจทั้งระบบว่า รัฐมาทำหน้าที่ขายน้ำที่มาจากธรรมชาติได้อย่างไร

        ขณะที่นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวว่าสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของประเทศไทย จึงอยู่ในระดับขาดแคลนน้ำรุนแรง ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำจึงเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งการจะออกเป็นกฎหมายลูกนั้น ภาครัฐจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้เป็นกังวลว่ารัฐจะไปขูดรีดเก็บเงินจากเกษตรกร

ปศุสัตว์ย้ำมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกช่วงปลายฝนต้นหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297363

ปศุสัตว์ย้ำมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกช่วงปลายฝนต้นหนาว

ปศุสัตว์

ปศุสัตว์ย้ำมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีก ช่วงเปลี่ยนฤดูปลายฝนต้นหนาว

                นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ระหว่างวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งฝนตกหนักทำให้อากาศค่อนข้างชื้น สลับกับอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน และหนาวเย็นลงในตอนกลางคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันต่ำลง กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ เพิ่มความถี่ในการออกตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในวิธีการเลี้ยงและการป้องกันโรคแก่เกษตรกร พร้อมค้นหาสัตว์ป่วยหรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาด หากตรวจพบจะดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องทันที
“ขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น จึงอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคหลอดลมอักเสบ และโรคอหิวาต์ ขณะเดียวกันช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลอพยพของนกจากต่างถิ่น ที่อาจจะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย ขอแนะนำให้เกษตรกรจัดเตรียมโรงเรือนที่สามารถป้องกันลมและฝนได้ กรณีโรงเรือนแบบเปิดต้องเพิ่มตาข่ายป้องกันสัตว์พาหะนำโรค หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรให้วิตามินเสริม 3-5 วันติดต่อกัน”
น.สพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า เกษตรกรควรย้ายสัตว์ปีกที่เลี้ยงหลังบ้านเข้าเลี้ยงในโรงเรือนทั้งหมด เน้นการจัดการโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ดูแลโรงเรือนให้อยู่ในสภาพดี ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและลมแรง ควรเพิ่มผ้าใบด้านข้างโรงเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์โดนละอองฝน และเข้มงวดกับการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าฟาร์มและโรงเลี้ยง ควรให้อาหารและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ที่สำคัญต้องทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนด สัตว์จะปลอดโรคและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดอัตราการป่วย-ตาย และให้ผลผลิตดีขึ้น
สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และลาว ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) กรมปศุสัตว์มีหน่วยงานเฉพาะที่เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน และเจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์ได้ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยานพาหนะต้องสังสัยที่จุดผ่านแดน ทั้งรถยนต์ รถจักรยาน และรถเข็น
โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องโรคสัตว์จากกรมปศุสัตว์และหน่วยงานสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งสามารถขอคำแนะนำและสอบถามข้อมูลต่างๆ ที่สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้าน ในวันและเวลาราชการ และขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ โปรดแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 0-9630-11946 ตลอด 24 ชั่วโมง

ชูอบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบมุ่งทำถนนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297354

ชูอบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบมุ่งทำถนนยางพารา

ชูอบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบมุ่งทำถนนยางพารา

               นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งแรกในประเทศไทยที่นำถนนยางพารามาดำเนินงานจริง และมีการตั้งงบประมาณต่อเนื่อง โดยก่อสร้างถนนด้วยงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมทบงบประมาณกับท้องถิ่นอื่นในพื้นที่อัตรา 60 ต่อ 40 ซึ่งริเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2558-2560 รวมทั้งสิ้นกว่า 120 สายทาง ได้แก่ ถนนประเภทพาราแคปซีล ที่สายหนองห้าง-มาบมวง หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำผุด เชื่อม ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง สายสระนางหงส์ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านโพธิ์ เชื่อม ตำบลน้ำผุด อ.เมืองตรัง และถนนประเภทแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายแบกพอก หมู่ที่ 6 ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรังเป็นต้น ใช้งบประมาณเกือบ 400 ล้านบาท และสามารถใช้น้ำยางพาราได้มากกว่า 200,000 กิโลกรัม เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำยางสดในจังหวัด และที่สำคัญ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถนนผสมยางพาราที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ได้ดำเนินการนำงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง นับว่าเป็นองค์กรรัฐต้นแบบที่ให้ความสำคัญในการนำยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในการแปรรูปและใช้ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างถนนผสมยางพารา ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นศักยภาพและประสิทธิภาพของถนนที่ทำจากยางพาราอย่างเป็นรูปธรรม

นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันผลักดันและส่งเสริมการใช้ยางพาราในการทำถนน เพื่อกระตุ้นการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท้องถิ่นอื่นๆ ยังไม่สามารถดำเนินการและผลักดันถนนยางพารามากนัก ซึ่งต้องให้กรมทางหลวงมีมาตรฐานราคากลางเป็นมาตรฐานที่รับรองมาให้ เพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถหยิบเอาไปใช้ได้ แต่ขณะนี้มีผลการดำเนินการชัดเจน มีหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติได้ คาดว่า ประเทศไทยจะมีการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จะส่งประโยชน์ทุกภาคส่วน และประโยชน์ที่สำคัญจะเกิดแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นทางที่จะขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม

                  ดร.ธีระชัย แสนแก้ว ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ระดับประเทศ เผยว่า จากการลงพื้นที่ศึกษา ดูงาน จ.ตรัง ในครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่ายฯ มีแนวทางร่วมกันว่า จะใช้โมเดลถนน จ.ตรัง เป็นตัวอย่างในการเสนอให้รัฐบาลมีการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม เนื่องจากถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา จะมีอายุการใช้งานที่สูงกว่ายางมะตอย 2 เท่า ในขณะที่มีต้นทุนสูงกว่ากันไม่มากนัก ตารางเมตรละ 100 กว่าบาท โดยประมาณ แต่เมื่อเทียบด้านอายุการใช้งานแล้วถือว่าคุ้มค่า และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะนำมติดังกล่าว เสนอยังกระทรวงคมนาคม ต่อไป

ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีมั่นใจเดินหน้าเทคนิค 3 สะอาดซีพีเอฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297351

ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีมั่นใจเดินหน้าเทคนิค 3 สะอาดซีพีเอฟ

ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีมั่นใจเดินหน้าเทคนิค 3 สะอาดซีพีเอฟเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและผลผลิต แก้ปัญหาโรคกุ้ง ปลดหนี้ได้

               สำหรับเทคนิคการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด คิดค้นและพัฒนาโดยบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การจัดการและแก้ปัญหาอาการกุ้งตายด่วน ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ผลผลิตกุ้งไทยเสียหายไปกว่า 50% ในช่วงปี 2555-2559 โดยเทคนิคนี้จะให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบ คือ พื้นบ่อสะอาด น้ำสะอาดและลูกกุ้งสะอาดปลอดโรค

              น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสาตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ขณะนี้ EMS ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ซีพีเอฟ ได้คิดค้นวิธี 3 สะอาด ประกอบด้วย พื้นบ่อสะอาด น้ำสะอาดและลูกกุ้งสะอาด รวมถึงการจัดการการเลี้ยงที่ดีและเหมาะสมซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้ บริษัทฯยังมีนโยบายในการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเกษตรกรทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการสร้างเกษตรกรตัวอย่างเพื่อเป็นต้นแบบในพื้นที่เลี้ยงกุ้งและให้เกษตรกรเป็นผู้ถ่ายทอดแนวทางการเลี้ยงและสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ
               “เทคนิคการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาดนี้ จะเริ่มต้นจากน้ำใส ก้าวไปแบบน้ำโปร่ง (ไม่ขุ่นไม่มีตะกอนแขวนลอย) หากเกษตรกรเข้าใจและเชื่อมั่นปฏิบัติตามแนวทางการเลี้ยงอย่างถูกต้องและจริงจัง จะสามารถต่อสู้กับโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือโรคใหม่ๆ ในอนาคตได้แน่นอน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จ นำไปสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในต่างประเทศและจะทำให้เรากลับมาเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกได้” น.สพ.สุจินต์ ย้ำ
             สำหรับการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง 3 สะอาด ของ ซีพีเอฟ เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำ โดยมีการกำหนดสัดส่วนระหว่างพื้นที่เก็บน้ำต่อพื้นที่การเลี้ยงที่เหมาะสมคือ 70:30 ซึ่งการลดพื้นที่การเลี้ยงกุ้งเพื่อนำไปใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำสะอาดมากขึ้น ให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในฟาร์มตลอดระยะเวลาการเลี้ยงกุ้ง

น.สพ.สุจินต์ กล่าวต่อไปว่า การเลี้ยงตามแนวทาง 3 สะอาด ของ ซีพีเอฟ ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้น จากเดิมที่ผลผลิต 1,000 – 3,000 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 3,000 – 5,000 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งต่อกิโลกรัมลดลง และยังช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากโรคต่างๆ ได้

               นายสิงหา สวัสดิภูมิ หนึ่งในสมาชิกสหกรณ์ฯที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง3 สะอาด ของ ซีพีเอฟ กล่าวว่า เริ่มเลี้ยงกุ้งตามแนวนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2559 หลังจากประสบปัญหาขาดทุนจากการเลี้ยงต่อเนื่องจากภาวะโรค EMS และมีหนี้สินประมาณ 600,000-700,000 บาท จนต้องหยุดเลี้ยงไปปีเศษ ในช่วงแรกที่เข้าประชุมกับโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อรับฟังการเลี้ยงกุ้งด้วยวิธี 3 สะอาดนั้นก็ยังไม่มั่นใจ แต่เมื่อได้รับทราบรายละเอียดและวิธีการอย่างเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญของ ซีพีเอฟ และเห็นผลสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จึงมั่นใจและนำแนวทางของบริษัทมาปรับเปลี่ยนฟาร์มของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีการจับกุ้งไปแล้ว 3 ครั้ง ได้รับผลกำไรทุกครั้งจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาก และสามารถแก้ปัญหาโรคได้
               “หลังจากปรับเปลี่ยนมาใช้แนวทาง 3 สะอาด ผมจับกุ้งบ่อแรกก็สามารถใช้หนี้สินที่มีได้ทั้งหมด ตอนนี้ผมกำลังวางแผนจะขยายการเลี้ยงกุ้งด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นอีก” นายสิงหา กล่าว
                 นายสิงหา กล่าวย้ำว่า วิธีการเลี้ยงกุ้งแบบ 3 สะอาด แม้จะต้องลงทุนเพิ่มเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟาร์ม แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตจาก 1-3 ตันต่อบ่อต่อไร่ เป็น 4-5 ตันต่อบ่อต่อไร่ เนื่องจากการเลี้ยงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กุ้งแข็งแรง ที่สำคัญสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้ดีขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะประสบปัญหาโรคขี้ขาวในกุ้ง แต่ทาง ซีพีเอฟ เข้ามาให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาและสามารถหยุดอาการของโรคได้ ทำให้ไม่ขาดทุนจากการเลี้ยง
                 นายปราโมทย์ เสนาะสรรพ์ เกษตรกรที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการ 3 สะอาด ในปีนี้ กล่าวว่า เมื่อสหกรณ์ฯเริ่มโครงการนี้ ตนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะได้ผลผลิตมาก ประกอบกับยังไม่มีเงินทุนเนื่องประสบปัญหาขาดทุนจากการเลี้ยงและมีหนี้สินกับสหกรณ์ฯมากกว่า 1 ล้านบาท หลังจากที่เห็นเพื่อนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประสบความสำเร็จทุกคน จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวและไม่มีโรคระบาด ทำให้ตัดสินใจลงทุนปรับโครงสร้างบ่อใหม่ตามแนวทางดังกล่าว โดยปรับพื้นที่จากเดิมเป็นบ่อใหญ่ขนาด 7ไร่ ได้ผลผลิตกุ้งรวมเพียง 2-3 ตันเท่านั้น เนื่องจากติดโรคตัวแดง-ตัวขาว และ EMS หลังจากปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟาร์มกุ้งแล้วมีพื้นที่บ่อเลี้ยงขนาด 1.8 ไร่ เท่านั้น ที่เหลือเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ
                 สำหรับผลผลิตกุ้งรุ่นแรกจะจับก่อนสิ้นเดือนกันยายนนี้ คาดว่าผลผลิตจะได้ประมาณ 10 ตัน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการแบ่งจับไปบางส่วนแล้วประมาณ 3.4 ตัน ได้เงินมาชดเชยต้นทุนค่าปรับบ่อแล้ว ส่วนผลผลิตที่ยังอยู่ในบ่อคาดว่ามีมากกว่า 7 ตัน จะสามารถปลดหนี้ได้ทั้งหมด นายปราโมทย์ กล่าว
                “การเลี้ยงแบบ 3 สะอาด เกษตรกรต้องเอาใจใส่ในการตรวจสอบสภาพบ่อและน้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ลูกกุ้งแข็งแรง ไม่ติดโรคง่าย กินอาหารเยอะและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งมันคุ้มค่ากับการลงทุนและลงแรง” นายปราโมทย์ กล่าว