เปิดโรดแมพ5ปีนวัตกรรมชาติ ยกระดับ‘สมุนไพร-ยานไร้คนขับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298092

เปิดโรดแมพ5ปีนวัตกรรมชาติ  ยกระดับ‘สมุนไพร-ยานไร้คนขับ’

นวัตกรรมแห่งชาติ

เปิดโรดแมพ5ปีนวัตกรรมชาติ  ยกระดับ‘สมุนไพร-ยานไร้คนขับ’

                นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สำนักงานได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2561-2565) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป้าหมาย 3 กลุ่ม 5 อุตสาหกรรมหลัก คำนึงถึงพื้นฐานและจุดแข็งของประเทศเชื่อมโยงถึงทิศทางตลาดโลก พร้อมปรับรูปแบบการทำงานให้ทันยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยจะยกระดับการทำนวัตกรรมของไทยในลักษณะโอเพนอินโนเวชัน อาทิ สนับสนุนภาครัฐทำนวัตกรรมเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย

              เศรษฐกิจเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจการผลิตและหมุนเวียน และเศรษฐกิจสังคม บริการและแบ่งปัน จัดแยกเป็นกรอบการสนับสนุน 5 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย สมุนไพร อาหารในเมือง ท่องเที่ยวและบริการการแพทย์ เทคโนโลยีการผลิตด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ไอโอที) และอากาศยานไร้คนขับ(ยูเอวี)

              ส่วนผลงานในปี 2560 ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งกลุ่มสตาร์ทอัพผ่านโครงการสตาร์ทอัพไทยแลนด์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และโอทอปผ่านโครงการคูปองนวัตกรรม และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมกว่า 1,500 ราย และสนับสนุนโครงการนวัตกรรมไปแล้วกว่า 353 โครงการ เป็นเงินสนับสนุน 396 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าโครงการที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกว่า 1,500 ล้านบาท

             นายพันธุ์อาจ กล่าวว่าส่วนแผนงานปี 2561 มีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการ 3,000 รายให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม 5 ด้าน คือ นวัตกรรมเชิงพื้นที่ผ่านโปรแกรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมภูมิภาคและย่านนวัตกรรม 15 แห่งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ชายแดน และระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก, นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นการใช้ข้อมูลขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม รวมถึงคาดคะเนแนวโน้มในอนาคตของนวัตกรรมในเศรษฐกิจเป้าหมาย 3 กลุ่มดังกล่าว,นวัตกรรมตลาด มุ่งสร้างศักยภาพการพัฒนาตลาดนวัตกรรมในประเทศ โดยกระบวนการแพร่กระจายทางนวัตกรรม และการเชื่อมโยงการเติบโตระดับนานาชาติ รวมถึงการเชื่อมโยงกับกลไกบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้สามารถขายในส่วนราชการได้, การเงินเพื่อนวัตกรรม การสร้างกลไกการเงินนวัตกรรมและยกระดับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนโดยเฉพาะ Venture capital และตลาดทุน ผ่านการสร้างบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทางนวัตกรรม จำนวน 100 ราย

               และสุดท้ายคือนวัตกรรมสื่อ เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดการนวัตกรรม และใช้สื่อใหม่ เพื่อสร้างรูปแบบทางนวัตกรรม เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้สาธารณะต่อนวัตกรรมในวงกว้าง ทั้งเป็นการสร้างอัตลักษณ์สำคัญของระบบนวัตกรรมแห่งชาติของไทย

                 “การจัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะทำให้ประชาชนในทุกกลุ่มตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปต่อยอดสร้างให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย และสามารถนำไปขยายผลเกิดการใช้จริงขึ้นในทุกภาคส่วนของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดระบบนวัตกรรมแห่งชาติ ที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” นายพันธุ์อาจ กล่าว

                 สิ่งที่อยากเห็นใน 5 ปีจากนี้คือ เด็กรุ่นใหม่ทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัยสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างน้อย 100 บริษัท ผ่านกลไกการสนับสนุนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แม้อาจจะไม่สำเร็จทั้งหมด เพราะการทำธุรกิจนวัตกรรม 99% จะล้มเหลว แต่ถือเป็นการนับหนึ่งที่มีคุณค่าและประสบการณ์ที่จะทำให้ก้าวต่อไปมีความมั่นคงและโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298026

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

             นายสมพร ชูก้อนทอง ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ จังหวัดระยอง  ซึ่งเป็น 1 ในโรงเรียน ภายใต้โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำแกลง  บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ  เข้ามาดำเนินโครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต : โรงเรียนต้นแบบสู่ความยั่งยืน ที่โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในปี พ.ศ.2558 โดยต่อยอดจากการปลูกข้าวในนาเพื่ออาหารกลางวันนักเรียน มาสู่การเลี้ยงไก่ไข่

และในปี 2558 ได้มีการปลูกผักปลอดภัยเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงอาหารในโรงเรียนและชุมชน ปัจจุบันโครงการนี้สร้างรายได้ให้กับโรงเรียน และสร้างภาวะโภชนาการที่ดีให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านเนินสบบูรณ์ กลายเป็นโรงเรียนต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆ และหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าศึกษาและเยี่ยมชมการดำเนินงานเพื่อนำความรู้ไปบูรณาการต่อยอดและเป็นอาชีพ

ก่อนหน้านี้โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์มีปัญหาเรื่องอาหารกลางวันนักเรียน จึงมองหาวิธีที่จะทำให้เด็กนักเรียนทั้งหมดกว่า 190 คนของโรงเรียนได้กินอิ่มและมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้มุ่งมั่นในการเรียนอย่างเต็มที่ ทางโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำแกลง จ.ระยอง ได้จัดกิจกรรมสานเสวนาชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากผู้สูงอายุในชุมชนบริจาคที่ดิน 9 ไร่เพื่อให้โรงเรียนทำนาปลูกข้าวเอง ซึ่งได้เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือในโครงการสืบสานวิถีชีวิตเกษตรกรรมเพื่ออาหารกลางวัน (ปลูกข้าว) ในปี 2551

โดยซีพีเอฟช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์บางส่วน รวมถึงมีพนักงานจิตอาสามาช่วยทั้งการปลูกและเก็บเกี่ยว จากนั้นในปี 2552 ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน โดยซีพีเอฟช่วยจัดหากรงไก่ และร่วมสมทบทุนจัดซื้อแม่พันธุ์ไก่ไข่รุ่นแรก 170 ตัว พร้อมมอบองค์ความรู้และคำแนะนำที่จำเป็น

ซึ่งต่อมายังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโรงเรียนเข้าโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จึงได้รับสนับสนุนแม่ไก่พันธุ์และอาหารสัตว์เพิ่มเติม ช่วยให้มีไข่ไก่เพียงพอสำหรับนักเรียน และมีผลผลิตจำหน่ายเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนไว้ดำเนินโครงการมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นในปี 2555 ยังได้ดำเนิน โครงการเลี้ยงปลาเพื่ออาหารกลางวัน เลี้ยงปลาดุกให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนทางเลือกอีกด้วย
ต่อมาในปี 2558 เมื่อซีพีเอฟริเริ่ม โครงการ ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต ขึ้น ทางโรงงานฯ แกลง จึงเสนอชื่อโรงเรียนให้เข้าร่วม พร้อมกับขยายมาสู่การจัดทำ โครงการผักปลอดภัยเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนมีผักสดสะอาดและปลอดภัยไว้รับประทาน เด็กๆ ที่นี่จึงมีกับข้าวหลากหลายเมนูที่มาคู่โภชาการที่ดีไว้รับประทานแบบกินอิ่ม มีความสุข พร้อมอนาคตที่สดใส อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การแปรรูปผลผลิตจากโครงการมาจำหน่าย เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยวข้าวกล้อง ขนมปังข้าวกล้องและรำข้าว

นายสมพร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ กล่าวว่า ผลผลิตจากโครงการทั้งหมดนี้คำนวณเป็นเงินทุนแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 660,000 บาท และส่วนหนึ่งได้นำมาใช้เป็นกองทุนเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไปได้แบบพึ่งพาตนเอง โดยมีเด็กๆ และคุณครูแต่ละชั้นเรียนแบ่งหน้าที่มาช่วยกันดูแลอย่างขมักเขม้น เป็นการปลูกฝังการเรียนเรียนรู้วิชาชีวิตว่าด้วยคุณค่าวิถีอาชีพเกษตรกรรมไปพร้อมๆ กัน
ส่วนโครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคตที่โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด  จ.นครราชสีมา และโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา เป็นอีก 2 โครงการต้นแบบซีพีเพื่อความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนในท้องถิ่น โดยที่โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจดได้นำที่ดินว่างเปล่าในโรงเรียนมาทำโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ปลูกผัก  โดยมีสัตวบาล และพนักงานจากโรงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ของซีพีเอฟ รวมถึงชาวชุมชนผนึกกำลังช่วยกันตามความถนัดของแต่ละองค์กร ปัจจุบันโรงเรียนสามารถลดปริมาณการซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารกลางวัน นักเรียนเข้าถึงอาหารกลางวันและมีโภชนการสมวัยตามเกณฑ์

ด้านโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา  ซีพีเอฟ โดยธุรกิจไก่พันธุ์เนื้อ สระบุรี ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างโภชนาการที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนนี้ ส่งเสริมให้มีการปลูกผักโดยใช้น้ำน้อย ในโครงการเพาะเห็ดเพื่ออาหารกลางวันและร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ปัจจุบันพบว่านักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าผ่านเกณฑ์ Thai School Lunch
มีภาวะขาดโภชนาการลดลง
สำหรับโครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคต เริ่มดำเนินการในปี 2558  เป็นโครงการเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์ด้านการมุ่งมั่นสร้างสังคมยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในข้อที่ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาพสุขภาวะที่ดี และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 2 ข้อ นั่นคือ การขจัดความหิวโหย และการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี  ปัจจุบันมีเด็กๆ กว่า 17,500 คน ในโรงเรียน 77 แห่งทั่วประเทศที่ตั้งอยู่รอบโรงงานและฟาร์มร่วมโครงการ

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298011

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง

ฝนหลวง, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง รองรับการใช้น้ำในฤดูแล้ง

                  วันที่ 5 ตุลาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ      การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่มีปริมาณน้ำเก็บกัก     ในระดับที่น้อย ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เร่งปฏิบัติการปฏิบัติการฝนหลวงตามนโยบาย            การบริหารจัดการน้ำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเดิมมีเป้าหมายการเติมน้ำให้กับ       เขื่อนลำตะคองภายในเดือนตุลาคม 2560 จำนวนปริมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากผลการปฏิบัติการ   ฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ถึงปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถปฏิบัติการ        ฝนหลวงเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคองได้ปริมาณทั้งสิ้น 24.33 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ และทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อน 144.584 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45.97% ของความจุเขื่อน

ทั้งนี้                เขื่อนลำตะคองยังสามารถเก็บกักน้ำสำหรับใช้การในฤดูแล้งได้อีก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวง   เติมน้ำในเขื่อนลำตะคองให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ปรับแผนการดำเนินงานให้หน่วยปฏิบัติการ     ฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ปฏิบัติงานร่วมกันต่อถึงวันที่           31 ตุลาคม 2560 ใช้เครื่องบินรวมจำนวน 6 ลำ ได้แก่ เครื่องบินชนิดกาซ่า จำนวน 2 ลำ ชนิดซุปเปอร์คิงแอร์ จำนวน 1 ลำ เครื่องบินชนิดบีที – 67 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบินชนิดเอยู-23 จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำให้กับเขื่อนลำตะคอง ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นเป็น         35 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้สามารถรองรับการใช้น้ำจากความต้องการอุปโภค บริโภคในฤดูแล้งได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ในภารกิจ        การเติมน้ำให้กับเขื่อนสำคัญทั่วทุกภูมิภาค พบว่า ภาคกลาง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี    มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ทองผาภูมิ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์และเขื่อนศรีนครินทร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นทีลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา         ภาคตะวันออก โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็ฐน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำพระปรง จังหวัดสระแก้ว และภาคใต้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีฝนตกปานกลางถึงหนัก บริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297983

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

แปดริ้ว

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

         วันที่ 5 ต.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าภายหลังจากที่โครงการชลประทานฉะเชิงเทราได้ลดฝายยางท่าลาดลง เพื่อพร่องน้ำในคลองท่าลาด รอรับน้ำจากคลองกะพงที่ไหลงสู่คลองระบมก่อนจะไหลลงมาคลองท่าลาด ส่งผลให้สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่หมู่ 17 บ้านหนองตานาค และหมู่ 2 บ้านท่าเลียบ ตำบลท่ากระดาน   ล่าสุดวันนี้(5 ต.ค. 60)ลดลงเกือบปกติแล้ว ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลลงสู่ปลายคลองกะพง ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณหมู่ 4 บ้านนาโพธิ์ ตำบลท่ากระดาน แต่น้ำในคลองกะพงยังคงไหลลงสู่คลองระบมได้สะดวก ทำให้คาดว่าระดับน้ำในบริเวณหมู่ 4 บ้านนาโพธิ์ จะเข้าสู่ปกติในช่วงเย็นของวันนี้
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระบม อำเภอสนามชัยเขต ที่ได้มีการยกฝายยางขึ้นสูงสุดแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุและไหลล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway)สูงประมาณ 0.23 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 3.56 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ยังคงมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในคลองระบมและคลองท่าลาด ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจะเอ่อล้นพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนตามแนวคลองระบมและคลองท่าลาด

ในช่วงเย็นวันนี้(5 ต.ค. 60) โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังนายอำเภอ สนามชัยเขต อำเภอพนมสารคาม และอำเภอราชสาส์น ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ยกสิ่งของเครื่องใช้ และเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงไปไว้บนที่สูง พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297973

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

 

เหตุที่บ่อวงร้างฟื้นคืนชีพได้ ก็เพราะกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำ “โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น” เข้าไปดำเนินการ ด้วยหลักการง่ายๆ กักน้ำวิกฤติ ไว้เป็นโอกาส ได้ใช้ประโยชน์ในน้ำวิกฤต…!!! ซึ่งหลักการนี้มีองค์ประกอบสำคัญ เพียง “บ่อวงร้างของชาวบ้าน-เทคโนโลยีและความรู้จากบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เท่านั้น โดย 2 สิ่งนี้ มีการนำร่องแล้วในพื้นที่วิกฤติหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย

บ้านหนองจอก หมู่ 6 ต.นางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท ก็เป็น 1 ในพื้นที่ที่เข้าข่ายเกิดวิกฤติน้ำจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง แต่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้…โดยที่นี่ เคยเกิดปัญหามากมาย ทั้งน้ำหลากและน้ำแล้ง ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านการส่งเสริมให้ได้ใช้น้ำบาดาล แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ชาวบ้านขุดเองในระดับตื้น โดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน ขุดบ่อขนาดเล็กที่เรียกว่า “บ่อตอก” ความลึกไม่เกิน 8-10 เมตร และใช้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งลงไปติดตั้งเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้

แต่แล้วปัญหาก็ยังไม่จบ เมื่อ “บ่อตอก” ที่ชาวบ้านขุดลงไปนั้น มีระดับน้ำลดต่ำลง อันเป็นผลมาจากการใช้น้ำมากเกินสมดุลของประชาชน ที่ทุกหลังคาเรือนนำขึ้นมาใช้ทำนาอย่างกว้างขวาง ทำให้เครื่องสูบหอยโข่งไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ จึงต้องขุดบ่อให้ลึกลงไปมากขึ้นกว่าเดิม หรือเรียกว่า “ทรุดบ่อ” เพื่อติดตั้งเครื่องสูบหอยโข่งตามระดับน้ำที่อยู่ลึกลงไป ให้สามารถสูบน้ำกลับมาใช้อีก เพราะน้ำที่เคยสูบมาใช้ได้ ที่ระดับความลึกจากชั้นผิวดิน 8-10 เมตร นั้น แห้งหายลงไปแล้ว

ดร.อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแผนจะ “ฟื้นคืนชีพบ่อวงร้าง-สร้างน้ำ-สร้างชีวิต-สู่จุดสมดุลน้ำใต้ดิน” พร้อมให้ชาวบ้านร่วมด้วยช่วยเติมน้ำใต้ดิน ด้วยกลไกของภาครัฐ ที่มุ่งเน้นแนวทางการเติมน้ำใต้ดินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยน้ำที่ลงสู่ชั้นน้ำบาดาลระดับตื้นจะต้องผ่านการกรองและระมัดระวังการปนเปื้อนอย่างดีที่สุด ก่อนให้ประชาชนได้ใช้ สิ่งนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำความรู้และวิทยาการจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มาสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน โดยผลที่ได้จะอยู่ทั้ง ในส่วนของธรรมชาติ ที่สามารถช่วยฟื้นคืนทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำใต้ดิน) ไม่ให้สูญเสียความสมดุล และไม่มีปัญหาเรื่องการระเหย ทำให้ประชาชนให้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร คลี่คลายปัญหาวิกฤติน้ำได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญ ยังทำให้ประชาชน “รู้ใช้-รู้เติม-รู้หมุนเวียน” และช่วยแก้ปัญหาการปนเปื้อนให้น้ำบาดาล จากบ่อที่ถูกทิ้งร้างได้อีกด้วย

ฉะนั้น จากนี้ไปเมื่อเกิดภาวะน้ำหลาก จะมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหลากที่เกิดขึ้น จะถูกนำไปเก็บไว้ในชั้นใต้ดินระดับตื้น ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำน้ำฝนหรือน้ำท่วมน้ำหลาก ลงไปกักเก็บในชั้นน้ำบาดาลระดับตื้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำน้ำกลับขึ้นมาใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งนับเป็นโครงการสำคัญโครงการหนึ่ง ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ให้นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ผู้ให้น้ำ-น้ำให้ชีวิต” กับ “โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น”ฟื้นบ่อวงร้าง สร้างน้ำใต้ดิน”

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297969

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101

ก่อนพัฒนาเป็น, 9101, ตามแผน, หวังความยั่งยืน

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101 ตามแผน หวังความยั่งยืน

            ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101 ตามแผน หวังความยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)       โดยการดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ วางแผน และรับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิรูปภาคการเกษตรเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน               ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้แต่ละ ศพก. สะสมข้อมูลความต้องการของเกษตรกรและชุมชน ที่จะพัฒนาการเกษตรของชุมชนไว้มากพอในระดับหนึ่ง และมีความพยายามที่จะช่วยเหลือตนเองเท่าที่กำลังความสามารถจะทำได้ จากจำนวน ศพก. 882 ศูนย์ และศูนย์เครือข่ายอีกจำนวน 10,523 ศูนย์
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สมาชิก ศพก. มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวง ร.9 พระราชทานไว้ให้มาเป็นหลักนำชัยในการพัฒนาอาชีพของตน ซึ่งแต่ละคนต่างทำกิจกรรมของตนเองตามกำลัง บางพื้นที่ก็รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมทางการเกษตร   เน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้  เมื่อรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพและขยายผล            หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการได้เดินตามรอยเท้าพ่อตามที่มุ่งหวัง จึงสอดคล้องกับการพัฒนาการเกษตรที่สมาชิก ศพก. ดำเนินการอยู่ อีกทั้งในส่วนของทางราชการได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธกส. และกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์  สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ ทั้งจากสมาชิกชุมชนด้วยกันเอง และหน่วยงานภายนอก
นายสมชาย กล่าวอีกว่า อาจมีหลายส่วนที่กังวลกับความรวดเร็วของการดำเนินโครงการ แต่ก็ต้องเข้าใจสมาชิกชุมชนด้วย ศพก.เองมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมกันมานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เองโดยลำพังของชุมชน รอคอยมานาน เมื่อมีการช่วยเหลือจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน จึงทำให้สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น พื้นที่ ต.หนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ชุมชนประสบปัญหาขยะจากเศษเปลือกกล้วยมีมากถึงวันละ 5 – 6 ตัน ชุมชนจึงเสนอความต้องการทำปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกกล้วย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีชุมชนยี่ล้น อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ชุมชนประสบปัญหาเกิดจากราคาปลา และข้าวตกต่ำ  ชุมชนเสนอขอทำฟาร์มชุมชน จนสามารถสร้างรายได้แก่ชุมชนมากกว่า 970,000 บาท
“ผมอยากให้ทุกคนมองด้วยใจเป็นธรรม การสร้างโอกาสให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะระเบิดจากข้างใน เรียนรู้ที่จะยอมรับหลักประชาธิปไตย เข้าใจกัน เอื้อเฟื้อกัน  ตรวจสอบกันเอง จะสร้างสังคมเกษตรที่เข้มแข็งและมีความยั่งยืนในการพัฒนาได้จริง” นายสมชาย กล่าว

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297960

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

เจ้าพระยา

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

             นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่ายังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 2-3 วัน โดยจะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เข้ามาปะทะกันแนวภาคเหนือตอนล่าง จ.กำแพงเพชร พิจิตร จ.นครราชสีมา โคราช มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ทำให้มีปริมาณฝนตกมากว่า 100 มม. เช่นบริเวณคลองขลุง กำแพงเพชร โดยได้แจ้งประสานผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าสถานการณ์เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งตามคาดการณ์อีก 1 สัปดาห์ ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าระดับสูงสุด ที่จ. นครสวรรค์ 2.2 พันลบ.ม.ต่อวินาที จากตอนนี้อยู่ที่ 1.9 พันลบ.ม.ต่อวินาที

              ทั้งนี้ ตนจะลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ในวันที่ 9 ต.ค. ดูสถานการณ์ปริมาณน้ำหลากมากขึ้น 300-400 ลบ.ม.ต่อวินาที มาสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนข้างล่าง โดยจะควบคุมการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้เกิน 1.5 พันลบ.ม.ต่อวินาที ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 1.4 พันลบ.ม.ต่อวินาที หากระบายเพิ่มจะท่วมพื้นที่เดิม 14 จุด เช่นพื้นที่นอกคัน จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี จากที่ระดับระบายสูงสุดไม่เกิน 2.8 พันลบ.ม. โดยใช้การบริหารน้ำเข้าคลองซ้าย-ขวาสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผันเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำแก้มลิง 12 ทุ่งมีพื้นที่หลังเก็บเกี่ยว 1.15 ล้านไร่ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นำน้ำเข้าประมาณ 800-900 นลบ.ม. จากที่เต็มศักยภาพ 1.5 พันล้านลบ.ม. เพื่อมีช่องว่างไว้รับน้ำฝนได้อีกซึ่งยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน

             นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่าให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ ลงมากรุงเทพ ยืนยันว่าน้ำเหนือไม่ล้นแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ากระทบพื้นที่กทม. ซึ่งปริมาณน้ำมาถึงอีก 1 สัปดาห์ ขณะนี้ได้บริหารน้ำออกก่อนเข้าปริมณฑล เช่น ผันน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง ระบายน้ำออกอ่าวไทย แนวตะวันออกของกรุงเทพ ใช้ระบบชลประทานลงแนวคลองชายทะเล จ.สมุทรปราการ และระบายผ่านแม่น้ำท่าจีน

               สำหรับพื้นที่ภาคใต้ จะเรียกประชุมทุกหน่วยงานวันที่ 14 ต.ค. เตรียมมาตรการรองรับ แนวร่องฝนเลื่อนลงประมาณปลายเดือนต.ค. ย้ายเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำจากภาคอีสาน ภาคเหนือ ไว้ลงภาคใต้ก่อน

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297833

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

ไทวัสดุ

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

             นายรัฐวิชญ์ ศุภสวัสดิรัตน์ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัทซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ที่สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนประชาชนอยู่บ่อยครั้งในแต่ละปี ทำให้เราตระหนักถึงวิกฤติของป่าต้นน้ำที่ถูกบุกรุกทำลายส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน ไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่ประชาชนทุกคนควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการฟื้นฟูผืนป่า เพื่อสร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติ โดยในปีที่ผ่านๆ มา
             ทางบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์เพื่อสร้างและซ่อมแซมฝายกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดเชียงราย นครราชสีมา และเพชรบุรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสร้างฝายเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าเพื่อลดการเกิดไฟป่า

           นายรัฐวิชญ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ทางบริษัทฯ ได้จัดทำ โครงการไทวัสดุร่วมสืบสานพระราชปณิธานในโครงการป่ารักษ์น้ำ ร่วมกับองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้สังคมได้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ด้วยการเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินเพื่อนำไปจัดหาปูนซีเมนต์ในการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม .แม่แจ่ม.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากประชาชนได้ร่วมกันดูแลผืนป่าอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนตลอดทั้งปีและไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลถึงร้อยละ 40 และส่งผ่านแม่น้ำปิงลงมายังแม่น้ำเจ้าพระยาถึงร้อยละ 16 และไหลออกสู่อ่าวไทย
                ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าผืนป่าแม่แจ่มมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ทั้งในการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อย่างเด่นชัด

              ทางบริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด จึงขอเชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในการซื้อปูนซีเมนต์ เพื่อสนับสนุนการสร้างฝายชะลอน้ำ ผ่านกล่องรับบริจาคที่ตั้งอยู่ในร้านไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์ ทุกสาขาทั่วประเทศ

              “เพราะปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราทุกคนอีกต่อไป ไทวัสดุจึงขอเป็นกลไกหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297812

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

กรมประมง

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

               นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ก.ย. 2560 เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ.2560 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง โดยอำนวยความสะดวกให้คนต่างด้าวที่ประสงค์ทำงานในเรือประมงอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมงที่จะออกไปทำการประมงในทะเลโดยประกาศดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2560 เพื่อเป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง ด้วย

               สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีที่ประสงค์ทำงาน ในเรือประมงแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าวสามารถ มาลงทะเบียนได้กับทางกรมประมง ณ สถานที่กรมประมงกำหนดใน 22 จังหวัดชายทะเลในระหว่างวันที่ 1-31 ต.ค. 2560โดยกระทรวงมหาดไทยได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรด้วย

               กรณีคนต่างด้าวมีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว และเอกสารถูกต้องครบถ้วน และประสงค์จะทำงานในเรือประมงสามารถขอรับหนังสือคนประจำเรือได้ตลอดเวลา แม้สิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

             สำหรับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จ้างแรงงานประมงต่างด้าวทำงานในเรือประมงสามารถยื่นทะเบียนนายจ้างเพื่อแจ้งความประสงค์จ้างแรงงานได้ทางกรมประมงในระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-10 ต.ค.2560 เพื่อทางกรมประมงจะดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อนายจ้างเพื่อให้คนงานต่างด้าวเลือกสมัครเข้าทำงาน กรณีที่มีการตกลงจ้างแรงงาน ให้นายจ้างดำเนินการให้มีการทำสัญญาจ้างระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ดำเนินการตรวจโรค พร้อมจัดทำหนังสือคนประจำเรือในระหว่างวันที่1 ต.ค.-15พ.ย. 2560

             ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการเจรจาจ้างแรงงานอาจมีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์กับทางภาครัฐด้วย

             สำหรับกรณีเจ้าของเรือที่มีขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอสซึ่งมีคนประจำเรือซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำงานอยู่ในเรือประมงอยู่จะต้องขอหนังสือคนประจำเรือภายใน 120 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้

              “แรงงานต่างด้าวขอให้รีบมาขึ้นทะเบียนประวัติเพื่อทำงานในเรือประมงภายในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้านผู้ประกอบการหากมีแรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมง ให้แจ้งแรงงานต่างด้าวมารายงานตัวและขอรับหนังสือคนประจำเรือภายในระยะเวลาหากพ้นกำหนดนายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนสอบถามรายละเอียดการขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเลหรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง “ นายอดิศร กล่าว

               ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ามาตรการในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปลายเดือน ต.ค. นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล(DG MARE) ของสหภาพยุโรปหรืออียู จะเดินทางมาไทย เพื่อติดตามตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นการเฉพาะ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด

              อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยดำเนินการด้านการตรวจสอบย้อนกลับมาแล้วกว่า 50% โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลัก และมีหน่วยงานอื่นๆ ช่วยกันสนับสนุน เช่น ท่าขึ้นปลา ขององค์การสะพานปลา(อสป.) กรมเจ้าท่า ช่วยกันดูแล เป็นต้น

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297806

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

แม่น้ำปราจีนบุรี, เพิ่มสูงขึ้น 

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

ฝนที่ตกหนักในเขตอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้น คาดจะกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรี ประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 5 ต.ค. 60 กรมชลประทาน แจ้งจังหวัดให้เตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือแล้ว
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า “ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาวะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคตะวันออก ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้ามาตามแนวร่องมรสุม ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 วัดปริมาณฝนที่อำเภอกบินทร์บุรีได้ 75 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเวลา 18.00 น.ของวันนี้(3 ต.ค. 60) ระดับน้ำที่สถานี Kgt.3 อำเภอกบินทร์บุรี วัดได้ +6.61 เมตร(รทก.) ต่ำกว่าตลิ่ง 3.59 เมตร(รทก.) ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม จะส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรี ในเวลาประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2560 คาดว่าระดับน้ำจะสูงสุด ในวันที่ 6 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 05.00 น. ที่ระดับ    +9.60 – +9.70 เมตร(รทก.) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลกบินทร์บุรี”
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ทำหนังสือรายงานสถานการณ์น้ำไปยังกรมป้องกันและบรรเทา-   สาธารณภัย เพื่อประสานกับจังหวัดปราจีนบุรี ในการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว พร้อมนี้ ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานในพื้นที่ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังและ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำไว้คอยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที