ตัดยอดน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสองฝั่งลดปริมาณน้ำไหลลงตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298354

ตัดยอดน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสองฝั่งลดปริมาณน้ำไหลลงตอนล่าง

แม่น้ำเจ้าพระยา

ตัดยอดน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสองฝั่งลดปริมาณน้ำไหลลงตอนล่าง

          วันที่ 7 ต.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ พบว่าปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อำเภอเมือง นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,390 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ยังคงมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  โดยการกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อหน่วงและชะลอน้ำไว้ พร้อมกับผันน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกให้เต็มศักยภาพ

สำหรับพื้นที่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับผลกระทบมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม ในบริเวณอ.อินทร์บุรี อ.เมือง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี , อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง , คลองโผงเผง คลองบางบาล แม่น้ำน้อย     อ.เสนา อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมชลประทาน ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ในพื้นที่ชุมชน พร้อมกับเสริมคันดินเล็กในจุดเสี่ยง รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ยันพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298280

ยันพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด

พรบคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่, ปรับปรุง

กรมวิชาการฯยัน ปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด

            นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวกรณีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช 3 ระบบ ประกอบด้วย ระบบการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเป็นการคุ้มครองเชิงทรัพย์สินทางปัญญา ให้สิทธิกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ให้สิทธิความเป็นเจ้าของกับชุมชน และระบบการแจ้งและอนุญาตให้ใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า เพื่อการศึกษา ทดลอง วิจัย และปรับปรุงพันธุ์  โดยตัวบทกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ได้ผูกโยงระบบการคุ้มครองดังกล่าวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เมื่อบังคับใช้กฎหมายมาสักระยะหนึ่งพบว่า มีข้อติดขัดทั้งในด้านกระบวนการปฏิบัติงานและการบังคับใช้กฎหมาย

           “กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังขาดสาระสำคัญบางประการทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชได้อย่างเพียงพอ มีบางข้อที่จำกัดโอกาสการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ๆ อีกทั้งไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนได้อนุรักษ์พัฒนาและใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของชุมชน รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาที่ใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า และไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่ส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันการลงทุนและการวิจัยและพัฒนาของประเทศเท่าที่ควร ดังนั้น จึงเห็นสมควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุกประการ”

        อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยต่อว่าสำหรับการปรับแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นสากลจะส่งผลดีต่อผู้เกี่ยวข้องโดยจำแนกตามกลุ่ม ประกอบด้วย 1.​เกษตรกรผู้ค้า/ผู้ปลูก มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกชนิดพืชและพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่เหมาะสมใช้เพาะปลูกตามความต้องการ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของผลผลิตให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น อาชีพเกษตรกรผู้รับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ (พืชไร่และผัก) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้เกษตรกร

          นอกจากนี้ เกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ทันสมัยไปด้วย โดยที่เกษตรกรยังสามารถใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกได้เองตามปกติ ส่วนพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธ์ไว้เพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ตามสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรกรที่กำหนดไว้ในมาตรา 35 ของร่างพระราชบัญญัติฯ

        2.​นักปรับปรุงพันธุ์พืชไทย มีแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งพันธุกรรมที่มีความหลากหลายใช้ในการปรับปรุงพันธุ์มากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มากยิ่งขึ้น และจะมีจำนวนนักปรับปรุงพันธุ์เพิ่มมากขึ้น

​          3.​ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมแปรรูป มีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกซื้อผลิตผลและผลิตภัณฑ์พืชได้ตรงกับความต้องการ มีพันธุ์พืชใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดแคลน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น

         และ 4.​การลงทุนด้านเมล็ดพันธุ์พืช มีการขยายการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์และการผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ดึงดูดให้เข้ามาลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในประเทศมากขึ้น

          ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2553 ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 40 มาตรา จาก 69 มาตรา ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่มีข้อห่วงกังวลต่อการที่จะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองได้ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ราคาเมล็ดพันธุ์ที่อาจจะสูงขึ้น และการกระทำผิด (ละเมิด) โดยไม่รู้ ซึ่งต่อมาภายหลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เกษตรกรมีความเข้าใจและไม่คัดค้านการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

          โดยปัจจุบัน การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรในระหว่างวันที่ 5-20 ตุลาคม 2560 ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการเสนอกฎหมายของหน่วยงาน ซึ่งจะต้องให้กระทรวงพิจารณาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี และหาก ครม. เห็นชอบ จะต้องส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนเสนอให้ สนช. ในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป

กรมชลฯคาดพรุ่งนี้(8 ต.ค. )น้ำที่นครสวรรค์อยู่ในระดับสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298275

กรมชลฯคาดพรุ่งนี้(8 ต.ค. )น้ำที่นครสวรรค์อยู่ในระดับสูงสุด

ลุ่มเจ้าพระยา, 8 ตค, กรมชลฯ

กรมชลฯ คาดการณ์พรุ่งนี้(8 ต.ค. )น้ำที่นครสวรรค์จะสูงสุด 2,400 ลบ.ม./วินาที

            วันที่ 7 ต.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำสูงสุดไหลผ่านในเกณฑ์ประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันพรุ่งนี้(8 ต.ค. 60) ระดับน้ำจะต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 2.80 เมตร ไม่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

        กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยการผันน้ำเข้าคลองและแม่น้ำต่างๆ ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อควบคุมปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวันนี้(7 ต.ค. 60)กรมชลประทาน ยังคงทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้มีปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,783 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนบริเวณจังหวัดสิงห์บุรีและอ่างทอง เพิ่มสูงขึ้นจากวานนี้(6 ต.ค.) ประมาณ0.25 เมตร ส่วนบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล อำเภอบางบาล อำเภอเสนา แม่น้ำน้อย อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับถัดไปในวันพรุ่งนี้(8 ต.ค. 60) จากเดิมอีกประมาณ 0.10 – 0.20 เมตร หากปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 0.30 – 0.80 เมตร ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงได้รับผลกระทบน้ำท่วมสูง

           นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ยังได้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำสูงสุดไหลผ่านที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงวันที่ 11 – 12 ต.ค. 60 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ หากมีฝนตกในพื้นที่และมีน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณดังที่กล่าวมา ก็อาจจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน

        อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน จะเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้ออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำที่จะเกิดจากฝนตกหนักลงมาอีกในระยะต่อไป ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในช่วงวันที่ 9 – 13 ต.ค. บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งกรมชลประทาน จะรายงานสถานการณ์น้ำให้ทราบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลมายังสายด่วนกรมชลประทาน โทร.1460 หรือติดตามสถานการณ์น้ำได้ที่ www.rid.go.th/2009/

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายวิทยุอีสานลุยงานปชส.การเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298273

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายวิทยุอีสานลุยงานปชส.การเกษตร

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายวิทยุภาคอีสานลุยงานบริการวิชาการเกษตร

             วันที่ 6 ตุลาคม 2560 เวลา ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น และบุคลากร เข้าร่วมประชุมกับ อาจารย์วุฒิพล ฉัตรจรัสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และทีมประชาสัมพันธ์ เพื่อหารือความร่วมมือด้านงานบริการวิชาการ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชุมชน และการเชื่อมโยงในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อันที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารสำนักงานอธิการบดี

จากนั้น ทั้งหมดได้เดินทางไปสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSU Radio FM 102.25 MHz.) เพื่อหารือความร่วมมือกับผศ.ดร.ลัดดา แสนสีหา อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสารคาม (ผู้ดำเนินรายการ) พร้อมด้วยนายแสนศักดิ์ ขันทอง นักประชาสัมพันธ์ และทีมงาน ในการเชื่อมโยงด้านการแลกเปลี่ยนรายการ และการจัดรายการร่วมกัน อาทิ รายการด้านสุขภาพ การอภิปรายข้ามแดน การจัดงานสัมมนา โดยการออกอากาศให้ความรู้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านสื่อกระจายเสียงของทั้ง 2 สถาบัน ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผศ.อนุพรเผยว่าการร่วมมือกับสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคามครั้งนี้เพื่อต้องการสร้างเครือข่ายการประชาสัมพันธ์บริการวิชาการด้านการเกษตรให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบมัลติมีเดียในลหากหลายช่องทางที่ทางวิทยุม.ก.ได้พัฒนาและทำการเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ด้วย

“การสร้างเครือข่ายมีความจำเป็นอย่างยิ่งในโลกข้อมูลข่าวสารปัจจุบันที่ทุกสื่อจะต้องมีการปรับตัว สถานีวิทยุม.ก.ก็เช่นเดียวกัน เราก็ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับทุกสื่อในทุกแพลตฟอร์ม ที่พร้อมจะก้าวไปด้วยกัน เพราะสุดท้ายผลประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกแก่ประชาชน ผู้ชมผู้ฟังจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ร่วมลงนามเอ็มโอยูกับหลายสื่อแล้ว ซึ่งมีทั้งเว็บไซต์และวิทยุ”ผศ.อนุพรกล่าวย้ำ

“บิ๊กฉัตร”ถกกรรมาธิการอียูยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298265

“บิ๊กฉัตร”ถกกรรมาธิการอียูยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

ประมง, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร”ถกกรรมาธิการอียูยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

              พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าร่วมการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรทะเล หรือ Our Ocean Conference ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่  5 – 6  ตุลาคม  ณ สาธารณรัฐมอลตา และกล่าวถ้อยแถลงถึงท่าทีประเทศไทยในการประชุมครั้งนี้แล้ว ยังได้หารือร่วมกับ นายเคอเมนู  เวลลา กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมกิจการทะเลและประมง คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ซึ่งแสดงความชื่นชมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของไทย และเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจริงจังกับการแก้ไขปัญหาไอยูยู ทั้งแนวนโยบายให้มีการจัดการทรัพยากรทุกอย่างพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งประมง ป่าไม้และเกษตรกรรม รวมถึงการพัฒนาระบบการทำงานด้านเทคนิคต่าง ๆ เพื่อทำให้ระบบการประมงของไทยมีประสิทธิภาพ เช่น การนำคณะเจ้าหน้าที่ประมงจากประเทศไทยเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ติดตามและควบคุมเรือประมงที่สเปน และส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งจากการเยี่ยมชมศูนย์เห็นว่าระบบของไทยและสเปนนั้นคล้ายคลึงกัน แต่สเปนมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า ซึ่งไทยจะนำความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาระบบของไทยต่อไป

นอกจากนั้น ยังแจ้งว่าปัญหาประมงไอยูยูเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในระดับนานาชาติ ไทยจึงเสนอให้อาเซียนมีการจัดทำนโยบายประมงร่วมกัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีอาเซียนในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 39 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่างนโยบายดังกล่าวในต้นปี 2561       ซึ่งทางอียูก็พร้อมสนับสนุนให้ข้อมูลไทยในการจัดทำกรอบแนวทางนโยบายประมงอาเซียนซึ่งอียูได้ดำเนินการมาแล้วด้วย

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกับ นายบ๊อบ มิลเล่อร์ ผู้จัดการบริหารบริษัทอาหารซี.พี.ที่อังกฤษ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมหลักในการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติด้านการบริหารจัดการสินค้าประมง (Seafood Task Force) และนายนิโคลัส ไวซ์ ผู้ก่อตั้งและผู้นำกลุ่มธุรกิจเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติด้านความยั่งยืนของทรัพยากรประมง หรือ (OceanMind) ซึ่งทั้งสององค์กรเป็นกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าประมงรายใหญ่ของโลกที่มีการนำเข้าสินค้าประมงจากไทย ซึ่งปัจจุบัน Seafood Task Force และ OceanMind มีความร่วมมือทำงานกันอย่างใกล้ชิดกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และยังเห็นถึงความก้าวหน้าและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาประมงของไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการให้ห่วงโซ่อุปทานหรือสายการผลิตสินค้าประมงของไทยไปสู่ความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากร การแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยู และปัญหาแรงงานในภาคการประมง

ซึ่งนอกจากไทยได้เน้นย้ำถึงแนวทางการจัดการประมงยั่งยืนในไทย และยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือทำงานกับ Seafood Task Force และ OceanMind แล้วทั้งสององค์กรเครือข่ายก็พร้อมยินดีให้การสนับสนุนไทย โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์การทำประมงของเรือประมงไทยขนาดต่าง ๆ เพื่อวางแผนในการควบคุมการทำประมงให้ไปสู่แนวทางการทำประมงยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงที่ส่งออกไปต่างประเทศให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้นด้วย

กยท.ตรังเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราแห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298264

กยท.ตรังเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราแห่งแรก

กยท.ตรังเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราแห่งแรก ภายใต้ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558

               นายสมยศ น้ำแก้ว ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง กล่าวว่า กยท. มีนโยบายในการพัฒนาระบบตลาดยางพาราของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ดำเนินการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางอยู่แล้วให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคามาตรฐาน ตามราคาตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ตลาด ทั่วประเทศ ได้แก่ ตลาดกลางสงขลา ตลาดกลางนครศรีธรรมราช ตลาดกลางสุราษฎร์ธานี ตลาดกลางยะลา ตลาดกลางหนองคาย และตลาดกลางบุรีรัมย์ ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 5,630คน มีทุนดำเนินงาน 1,245 ล้านบาท โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางสหกรณ์ฯ มีการพัฒนาการเจริญเติบโตตามแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะยาว และให้บริการแก่สมาชิกจำนวน 8 กิจกรรมหลัก ได้แก่ เป็นแหล่งเงินทุนให้แก่สมาชิก จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรวบรวมผลผลิตยางพารา รวบรวมผลผลิตเพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า การแปรรูปยางพาราอัดก้อนมาตรฐาน GMP การส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการออม และบริการอื่นๆ ด้วยผลงานการดำเนินกิจกรรมใช้เงินทุนในปีที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นประมาณ 2,328 ล้านบาท ทำให้สหกรณ์ฯ ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560

                 นายสมยศ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมการรวบรวมผลผลิตยางพาราจากสมาชิก สามารถสร้างมูลค่าในปีที่ผ่านมาประมาณ 700 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด ที่จะยกระดับสถาบันเกษตรกรจากการเป็นจุดรวบรวมผลผลิตยาง ให้เป็นตลาดเครือข่ายของตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทยได้ โดยจะนำผลผลิตที่แปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 จากสมาชิกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่มีประมาณ 800 กว่าตันต่อปี เฉลี่ยในช่วงฤดูกาลเปิดกรีดประมาณ100 ตันต่อเดือน ส่งเข้าประมูลผ่านตลาดกลางยางพาราสงขลา สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จึงนับเป็นตลาดเครือข่ายของตลาดกลางยางพารา กยท.แห่งแรกของประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือทั้งจากสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา และการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง ที่จะเปิดบริการซื้อ ขายยางพาราภายใต้กฎและระเบียบที่ตลาดกลางยางพาราแห่งประเทศไทยกำหนดอย่างเป็นธรรม

               “กยท.จ.ตรัง มีเป้าหมายที่จะดำเนินการผลักดันให้มีการเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 5 ตลาด ในปีงบประมาณ 2561 โดยตลาดเครือข่ายแห่งแรกของประเทศไทย ได้ดำเนินการเปิดตลาดไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว และมีอีก 4 ตลาด ใน 4 อำเภอ คือ อ.ปะเหลียน อ.รัษฎา อ.เมืองตรัง และ อ.สิเกา ที่จะดำเนินการผลักดันเพิ่มเติม เพื่อให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายผลผลิตได้ตามราคาที่มีการประกาศชัดเจน”ผอ.กยท.จ.ตรัง กล่าวทิ้งท้าย

                ด้าน นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า จังหวัดตรัง มีพื้นที่กรีดยางจำนวน 1,331,767 ไร่ มีผลผลิต 303,981 กิโลกรัม/ ปี มากเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรในจังหวัดตรัง ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง และโดยส่วนใหญ่เกษตรกรชาวสวนยาง จะส่งขายยางในรูปของน้ำยางสด และยางแผ่นดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นต้นในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางล้อรถยนต์ เครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในกระบวนการรับซื้อยางจากเกษตรกร จะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อ ไม่มีราคาแน่นอน ไม่มีการคัดชั้นยาง ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่ไม่ยุติธรรม และตลาดกลางยางพารามีเพียง 6 แห่ง ทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการขายยางให้แก่ตลาดกลางยางพาราเข้าถึงได้ยาก ดังนั้น การพัฒนาเป็นเครือข่ายตลาดกลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทยจะช่วยลดปัญหาด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้รับความยุติธรรมในการ ซื้อ- ขาย ยาง มีราคาอ้างอิงชัดเจนทุกวัน และที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดได้ง่าย เนื่องจากตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้บ้าน เกษตรกรผู้ที่ขายยางกับตลาดเครือข่ายจะได้รับสิทธิ์ตามราคาที่ประมูล เสมือนหนึ่งเป็นการขายที่ตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทยโดยตรง

“ฉัตรชัย”เยือนมอลตาถกแผนป้องทรัพยากรในมหาสมุทรทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298177

“ฉัตรชัย”เยือนมอลตาถกแผนป้องทรัพยากรในมหาสมุทรทั่วโลก

“ฉัตรชัย”เยือนมอลตาถกแผนป้องทรัพยากรในมหาสมุทรทั่วโลก

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรทะเล หรือ Our Ocean Conference ครั้งที่ 4  ระหว่างวันที่  5 – 6  ตุลาคมนี้ ณ สาธารณรัฐมอลตาว่า การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำทั่วโลกทั้งจากภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาพบกันเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางทะเล ตลอดจนรับมือผลกระทบสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต่อทะเลและมหาสมุทร  ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยมีสหภาพยุโรปเป็นเจ้าภาพ ภายใต้แนวคิดหลักของงานคือ มหาสมุทรคือชีวิต หรือ “An Ocean for Life” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แต่ละประเทศร่วมดำเนินการลดมลพิษทางทะเลการจัดการทรัพยากรทางน้ำอย่างยั่งยืนลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตั้งเขตรักษาพันธุ์ทางทะเล

สำหรับสาระสำคัญในการสัมมนาครั้งนี้จะร่วมหารือใน 5แนวทางร่วมกัน ได้แก่ 1. การปกป้องมหาสมุทร
2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3. การทำการประมงอย่างยั่งยืน4. มลพิษทางทะเล 5. ความปลอดภัยทางทะเล 6. สภาพเศรษฐกิจสีฟ้าที่ยั่งยืน โดยแต่ละประเทศที่เข้าร่วมจะมีการให้คำมั่นที่เกี่ยวข้องในหัวข้อที่เข้าร่วม
โดยจะกล่าวถึงสิ่งที่ได้กระทำอย่างเป็นรูปธรรมที่ผ่านมา รายงานผลการดำเนินการที่ผ่านมา  และเป้าหมายที่จะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องและอนุรักษ์มหาสมุทร  ซึ่งท่าทีประเทศไทยที่ได้กล่าวถ้อยแถลงในเวทีครั้งนี้
คือ ประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิรูปงานด้านประมงและแรงงานในทุกมิติ และครอบคลุมตามหลักเกณฑ์และ ข้อบังคับระหว่างประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับการประมงของไทย เพื่อเป้าหมายให้มีความยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงเข้าร่วมในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างมาตรฐานแรงงานในทะเลและมั่นใจว่าแรงงานต่างด้าวจะปลอดจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย  ที่สำคัญไทยได้นำเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าสู่กรอบนโยบายแห่งชาติของประเทศ  ในด้านความยั่งยืนทางทะเล และเราใช้ปริมาณสูงสุดของสัตว์น้ำที่จะจับมาใช้ประโยชน์ได้ หรือ MSY เป็นฐานในการปฏิรูปการประมงและกองเรือประมง โดยสร้างระบบในการดำเนินงานด้านการควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมง และการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อต่อสู้กับการประมงไอยูยูทั่วทุกน่านน้ำ  เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทะเลของไทยมีความปลอดภัยและยั่งยืน  ขณะเดียวกัน ไทยได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง 10% ภายในปี 2573  เช่น ประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา เขตป่าชายเลน กำหนดช่วงเวลาห้ามทำประมง เป็นต้น และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษทางทะเลด้วยแผนและยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษระยะยาว  โดยพร้อมให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกับทุกประเทศในการอนุรักษ์มหาสมุทร ปกป้อง ทรัพยากรทางทะเล และป้องกันปัญหามลพิษทางทะเล

“การประชุมรักษามหาสมุทรเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2014 โดยมีการดำเนินการไปแล้วกว่า 250 แผนงานทั่วโลก คิดเป็นจำนวนเงินกว่า8.2 พันล้านยูโร (9.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และได้มีการกำหนดพื้นที่ 9,900,000 ตารางกิโลเมตรเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซี่งจะส่งผลต่อการปกป้องทางทะเลและการพัฒนาเศรษฐกิจสีฟ้าอย่างยั่งยืนทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้นำจากประเทศต่างๆ กล่าวสุนทรพจน์ และร่วมในพิธีเปิด  อาทิ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มงกุฎราชกุมารอังกฤษ  เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 องค์อธิปัตย์แห่งโมนาโกนางเฟดเดอรีกา โมกรีนี  ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป. นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมกิจการทางทะเล และประมง คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐมอลต้า เป็นต้น” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

เกษตรฯชี้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298131

เกษตรฯชี้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานดีที่สุด

หนอนหัวดำมะพร้าว

เกษตรฯชี้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานดีที่สุด

               นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการที่เกษตรกรส่วนใหญ่ออกมาเรียกร้องถึงการจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูมะพร้าวที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดูแลอยู่นั้น ว่าขณะนี้การจัดซื้อสารเคมีเป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ ซึ่งมีหลายขั้นตอน จำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดซื้อเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ถูกต้อง และรัดกุมที่สุด รวมทั้งต้องตรวจสอบถึงคุณสมบัติของสารเคมี ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยขณะนี้ได้ดำเนินการจัดซื้อสารเคมีทั้ง 2 รายการ ซึ่งได้มีการขออนุมัติจัดซื้อสารเคมีไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้รับการอนุมัติ สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถส่งสารเคมีให้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดเป้าหมายได้ ภายในกลางเดือนตุลาคม 2560
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า  สำหรับการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว    ได้จัดอบรมและให้คำแนะนำกับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในทุกจังหวัดที่มีการระบาด ซึ่งสารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ที่จะใช้จะต้องใช้สำหรับเจาะเข้าต้น และเป็นมะพร้าวแกงที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรเท่านั้น ส่วนมะพร้าวแกงที่มีความสูงต่ำกว่า 12 เมตร มะพร้าวอ่อนทุกชนิด ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีชนิดนี้               แต่ให้ใช้การพ่นทางใบด้วยสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ 4 ชนิด เท่านั้น คือ สารเคมี chlorantraniliprole 5.17% SC สารเคมี flubendiamide 20% WG สารเคมี spinosad 12% SC และสารเคมี lufenuron 5% SC เท่านั้น ซึ่งจะทำให้การใช้สารเคมีสามารถกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างในน้ำ และ เนื้อมะพร้าว
นอกจากนี้ ขอความร่วมมือเกษตรกรสวนมะพร้าว ดูแลในการดำเนินการในวิธีการต่างๆ อย่างใกล้ชิดและใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การตัดทางใบมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำทำลายและนำไปเผา ซึ่งจะสามารถลดจำนวนหนอนหัวดำมะพร้าวได้ถึง 90% รวมทั้งแจ้งเตือนการระบาด สำหรับสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ที่มีการระบาด ได้มีการผลิตและปล่อย แตนเบียนหนอนบราคอน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติ  และได้แจกจ่ายให้ เกษตรกรเจ้าผู้ปลูกมะพร้าว รวมทั้งผู้ที่สนใจ นำไปปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในพื้นที่

ทั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์ศัตรูธรรมชาติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งศัตรูธรรมชาติเหล่านี้สามารถช่วยควบคุมปริมาณหนอนหัวดำไม่ให้มีการขยายพันธ์และระบาดไปสู่พื้นที่อื่นอย่างได้ผล ซึ่งวิธีการผสมผสานเหล่านี้เกษตรกรสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองและสามารถที่จะควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความสมดุลในธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต่อไป

กรมชลฯขยายผล”บางระกำโมเดล”แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298097

กรมชลฯขยายผล”บางระกำโมเดล”แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี

กรมชลฯขยายผล”บางระกำโมเดล”แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี  รุกวางแผนบริหารน้ำสั่งเขื่อนลำปาวลดการระบาย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีว่า ขณะนี้แหล่งกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำชีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นมาได้มีพายุดีเปรสชั่นตาลัส  เซินกาและพายุทกซูรี พัดผ่านทำให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำโดยกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนให้ได้มากที่สุด และชะลอการระบายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม อย่างไรก็ตามในบ้างพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมอยู่บ้าง แต่คาดว่าจะเข้าสู่ภายภาวะปกติก่อนสิ้นเดือนตุลาคม 2560 นี้อย่างแน่นอน

กรมชลฯขยายผล"บางระกำโมเดล"แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี 
สำหรับปริมาณน้ำล่าสุดของเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในลุ่มน้ำชีทั้ง 3 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 1,992 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ยังสามารถรับน้ำได้อีก 439 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 1,689 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 291 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 136 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 27 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานและ กฟผ.จะบริหารจัดการน้ำทั้งการระบายและการกักเก็บน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช่ในกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้งปี 2561 ด้วย
“โดยเฉพาะที่เขื่อนลำปาว กรมชลประทานจะเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าอย่างพอเพียง และยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมทางตอนล่างของลุ่มน้ำชี ในพื้นที่ อำเภอจังหาร อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำระบายน้ำได้ช้า โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ลดการระบายน้ำเขื้อนลำปาวลงให้น้อยที่สุด” ดร.สมเกียรติกล่าว

กรมชลฯขยายผล"บางระกำโมเดล"แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี 
นอกจากนี้ยังได้ให้เร่งระดมส่งเครื่องสูบน้ำช่วยที่พื้นที่ชุมชนเมืองขอนแก่น กาฬสินธ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ และร้อยเอ็ด พร้อมจัดทำแผนที่ทางน้ำสาธารณะ เพื่อเตรียมปรับการบริหารจัดการน้ำหลากในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตามในการเร่งระบายน้ำนั้น ให้คำนึงถึงการวางแผนการปลูกพืชในฤดูแล้งช่วงปลายปีนี้ด้วย  โดยจะต้องจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบของน้ำท่วมเป็นอันดับแรก
รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สภาพของพื้นที่ของลุ่มน้ำชีที่มีความชันสูงในตอนบน และเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำในตอนกลางและตอนล่างทำให้การระบายน้ำได้ช้า ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานร้อยเอ็ดหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน  ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการพัฒนาแก้มลิงและปรับเปลี่ยนช่วงเวลาของการปลูกพืชเหมือนพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

กรมชลฯขยายผล"บางระกำโมเดล"แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี 
นอกจากนี้ก็จะมีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพพนังกั้นน้ำฝั่งขวาของแม่น้ำชี ความยาว 60 กิโลเมตรและปรับปรุงประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำเดิมให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณรวม 990 ล้านบาท อย่างไรก็ตามจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน เพื่อที่จะบูรณาการร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะต้องใช้รูปแบบของการบริหารจัดการเป็นระบบเหมือนลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้ลุ่มน้ำชี มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 49,477 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอ่างเก็บน้ำน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว และเขื่อนจุฬาภรณ์ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 68 แห่ง นอกจากนั้นยังมีเขื่อนระบายน้ำ โครงการขนาดเล็ก แก้มลิงรวมทั้งหมดรวม 2,284 แห่ง สามารถเก็บน้ำได้ 5,419 ล้านลูกบาศก์เมตร

“คูโบต้า”จับมือกรมการข้าว ดันชาวนาไทยก้าวสู่ยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298095

“คูโบต้า”จับมือกรมการข้าว ดันชาวนาไทยก้าวสู่ยุค4.0

คูโบต้า

“คูโบต้า”จับมือกรมการข้าว ดันชาวนาไทยก้าวสู่ยุค4.0

                นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทยให้เป็นเกษตรกรรม 4.0 ทั้งการเสริมสร้างทักษะและศักยภาพเกษตรกร พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มมูลค่าด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น

               บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ กรมการข้าวหาแนวทางพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้เข้มแข็ง รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก และนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ไปปรับปรุงการทำนาของเกษตรกรไทย เป็นมุมมองใหม่ในการทำเกษตรกรรม ผสมผสานองค์ความรู้ในการเพาะปลูกเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมไปถึงการเล็งเห็นความสำคัญของการทำเกษตรแบบกลุ่ม ผ่านตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านข้าวจากหลากหลายภาคส่วนที่จะร่วมแบ่งปันความรู้และมุมมองการทำเกษตรในหลากหลายประเด็น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานสากลต่อไป

              “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ศึกษาและทดลองวิธีการที่จะเป็นแนวทางในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อช่วยให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร ด้วยการนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต และรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนนำความรู้ และวิธีการเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพนั้น มาจัดทำเป็นปฏิทินความรู้เรื่องข้าว สำหรับนำมาแจกให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่ต่อไป” นายโอภาศ กล่าว

                นายธนาวิชญ์ จินดาประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอทไวส คอนซัลติ้ง จำกัด และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาด้านการเกษตรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หัวใจหลักของไทยแลนด์ 4.0 คือ ต้องเปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อย เป็น ทำน้อยได้มาก เช่นเดียวกับ เกษตร 4.0 ต้องเปลี่ยนจากการทำแบบดั้งเดิม เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ด้วยการนำนวัตกรรม บวกกับความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย เกษตรกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยควรสานต่อ และพัฒนาสู่การเป็น “สมาร์ทฟาร์เมอ