ครม.รับทราบเร่งระบายสต็อกข้าวโพด9.4หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298621

ครม.รับทราบเร่งระบายสต็อกข้าวโพด9.4หมื่นตัน

ข้าวโพด

ครม.รับทราบเร่งระบายสต็อกข้าวโพด9.4หมื่นตัน

               นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่10 ต.ค.มีมติรับทราบการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คงเหลือโครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2551/2552 ที่มีมีข้าวโพดคงเหลือจำนวน 94,168.98 ตัน เบื้องต้นจะระบายข้าวโพด 84,134.73 ตัน ซึ่งอยู่ในเงื่อนไขที่จะระบายได้ก่อน และมอบหมายให้องค์การคลังสินค้า(อคส.)เป็นผู้กำหนดวิธีการระบาย เพื่อนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(นบขพ.) เพื่อพิจารณาอนุมัติการระบายต่อไป

               ในปี2551/2552รัฐบาลในขณะนั้นมีโครงการรับจำนำข้าวโพดกำหนดกรอบจำนวน 1.5 ล้านตัน สุดท้ายรับจำนำเข้ามาทั้งสิ้น 1.01 ล้านตัน โดยได้ระบายไปแล้วจำนวน 907,925 ตันเหลืออยู่ในสต็อก 94,168.98 ตัน หลังจากนั้นได้ตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสต็อกของรัฐบาล และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสต็อกของรัฐบาล ผลการวิเคราะห์พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในคลังของอคส.ทั้ง 10 แห่ง มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ในการประชุมนบขพ.เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2560 มีมติอนุมัติการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยให้อคส.ระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่คงเหลือ

              “การระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งนี้ ครม.ได้มีมติให้ระบายข้าวโพดไปแล้วตั้งแต่ปี 2555 ดังนั้นการระบายคราวนี้สามารถดำเนินการได้ตามมติเมื่อปี 2555 ครม.ในครั้งนี้จึงมีมติรับทราบเท่านั้น ไม่ต้องมีมติเห็นชอบให้ระบายอีก”

               ด้านพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี อคส. กล่าวว่า ข้อสงสัยที่ว่าครม.มีมติให้ระบายข้าวโพดส่วนที่เหลือไปตั้งแต่ปี2555 ทำไมเพิ่งมาระบายในช่วงนี้ เป็นเพราะ การระบายข้าวโพดจะมีผู้ประมูลหลายราย มีบางรายเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงไปยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลเพิ่งจะพิพากษาเมื่อปลายปี 2559 จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความล่าช้า สำหรับส่วนที่ค้างคดีอีก 1 หมื่นกว่าตันที่ยังไม่สิ้นสุดคดี ล่าสุดทางศาลปกครองได้กำหนดวันสิ้นสุดแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา อีกประมาณ 1 เดือนศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ได้รับ คงจะมีคำพิพากษาในเร็วๆ นี้ หลังจากนั้นคงระบายได้ตามปกติ

             สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งกรรมการตรวจสอบ ส่วนการระบายข้าวโพดทางอคส.จะตั้งกรรมการกลางขึ้นมาตรวจสอบว่าจะกำหนดราคาเท่าใด เริ่มต้นสำหรับการประมูลรอบใหม่ เพราะสภาพข้าวโพดเปลี่ยนไปจากเมื่อปี 2555 ที่กำหนดราคาระบายไว้ที่ก.ก.ละ 4 บาทเช่นตอนนี้อาจจะกำหนดราคาที่ก.ก.ละ 1 บาท เป็นต้น เพราะข้าวโพดเสื่อมคุณภาพ เจ้าของคลังที่ติดต่อเข้ามาเจรจาว่าจะซื้อข้าวโพด ระบุเบื้องต้นว่า จะเอาไปทำเชื้อเพลิงสำหรับค่าเก็บรักษาข้าวโพดที่ค้างสต็อกจำนวน 94,168.98 ตันอยู่ที่ประมาณเดือนละ 7 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2551 คิดเป็นเวลา 9 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 756 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าข้าวโพดที่รับจำนำมาในราคาก.ก.ละ 8.50 บาท คิดเป็นเงิน 800 ล้านบาท

กรมชลฯ เปิด 5 โครงการตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298618

กรมชลฯ เปิด 5 โครงการตามพระราชดำริ

กรมชล, กรมชลฯ

กรมชลฯ เปิด 5 โครงการตามพระราชดำริสืบสานศาสตร์พระราชาพัฒนาแหล่งน้ำ

 

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561กรมชลประทานจะเร่งดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้แล้วเสร็จ ตามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมกับนำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายผลแก้ปัญหาเรื่องน้ำในภูมิภาคต่างๆ เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับราษฎร

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานจะขอเปิดดำเนินการในปี 2561 ประกอบด้วยโครงการสำคัญๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ โครงการที่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากวงเงินก่อสร้างไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นโครงการขนาดกลางมีความจุ 7.43 ล้านลูกบาศก์ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 7,348 ไร่ และ โครงการอ่างเก็บน้ำป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคพื้นที่ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุ 10.46 ล้าน ลบ.ม.สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 6,490 ไร่

โครงการประเภทที่สองเป็นโครงการที่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดโครงการโดยจะใช้ระยะเวลาในก่อสร้างประมาณ 5 ปี ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 75,000 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,938 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 2,377 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 13,014 ไร่ และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่ของอำเภอพระพรหม อำเภอเมือง และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรกรรม การอุปโภค-บริโภค ในฤดูแล้ง ได้อีกประมาณ 5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม พร้อมทั้งขุดคลองผันน้ำสายใหม่ ความยาวประมาณ 18.64 กม. และก่อสร้างประตูระบายน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำเค็มหนุนในฤดูแล้ง ใช้เงินลงทุนประมาณ 9,580 ล้านบาท

นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2561 กรมชลประทานยังจะนำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ ที่ยังไม่มีระบบชลประทาน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 1,645 โครงการ มาทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คลอบคลุมในทุกมิติ เพื่อก่อสร้างระบบชลประทานให้สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้เต็มศักยภาพ เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเพาะปลูกของประชาชนได้ตลอดทั้งปี โดยจะร่วมดำเนินงานในลักษณะบูรณาการกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ จังหวัดที่ตั้งโครงการ หน่วยงานปกครองในท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่

เพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,600 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298617

เพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,600 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

ลุ่มเจ้าพระยา

เพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,600 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

         วันที่ 10 ต.ค.  นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมชลประทาน ได้ปรับแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มากขึ้นจากแผนเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังคงมีฝนตกชุกกระจาย ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะทยอยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนจนถึงอัตรา 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 12 ต.ค. 60 และจะคงการระบายน้ำในอัตรา 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องไปประมาณ 1 สัปดาห์ ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่จังหวัดชัยนาทไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.80 – 1.20 เมตร นั้น

จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ พบว่าล่าสุด(10 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 2,528 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.97 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,188 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อน นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งได้รับผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่งเดิมมีระดับสูงขึ้น ได้แก่ บริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล และริมแม่น้ำน้อย บริเวณ อ.บางบาล อ.เสนา และอ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในบริเวณดังกล่าวให้มากที่สุด โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ รวมกันวันละประมาณ 474 ลบ.ม.ต่อวินาที จากนั้นจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ รับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง เพื่อลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

               ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกโครงการในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะโครงการฯที่มีพื้นที่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดส่งเจ้าหน้าที่ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และกระสอบทราย เข้าไปช่วยเหลือเร่งระบายน้ำในพื้นที่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมแล้ว

ในส่วนของการรับน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง จนถึงปัจจุบัน(10 ต.ค. 60) พื้นที่ฝั่งตะวันออก รับน้ำเข้าไปแล้วรวมทั้งสิ้น 387.40 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่รับได้สูงสุด 437 ล้านลูกบาศก์เมตรและพื้นที่ฝั่งตะวันตก รับน้ำเข้าไปแล้วรวมทั้งสิ้น 500.27 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่รับได้สูงสุด 1,077 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งสองฝั่งรับน้ำไปแล้วทั้งสิ้น 887.67 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุเก็บกักสูงสุดที่รับได้รวมกันประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสัก นั้น ภายหลังจากที่กรมชลประทาน ได้ปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากบริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน(10 ต.ค. 60) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 878 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 91 ของความจุที่ระดับเก็บกัก คงเหลือพื้นที่รองรับน้ำได้อีกเพียง 82 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น  ในขณะที่ยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนของภาคกลาง

ล่าสุด(10 ต.ค. 60) พบว่ามีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มากถึงวันละประมาณ 42 ล้านลูกบาศก์เมตร     ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้นอีก จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นจากเดิมวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละ 30  ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกิดความสมดุลของน้ำไหลเข้าอ่างฯกับปริมาณน้ำที่ระบาย พร้อมกันนี้ ได้ควบคุมปริมาณปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ให้อยู่ในเกณฑ์ 550 – 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.20 – 0.30 เมตร ปัจจุบัน(10 ต.ค. 60)มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกลงสู่ด้านท้ายบริเวณอำเภอท่าเรือ ในเกณฑ์ 476 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่ตอนบนยังคงมีฝนตกชุก

“แม่กลอง”ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298616

“แม่กลอง”ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

“แม่กลอง”ปลื้มโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

 

วันที่ 10 ต.ค.60 เวลา 11.00 น. นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานแถลงผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดฯ โดยมี นายรพีทัศน์ อุนจิตตพันธ์ เกษตรจังหวัดฯหัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ9101 ตามรอยเท้าพ่อเข้าร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่าจังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับการอนุมัติโครงการ จำนวน 68 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 30,447,700 บาท แบ่งเป็นอำเภอเมืองสมุทรสงคราม  จำนวน 21 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 4,660,900 บาท อำเภออัมพวา จำนวน 22 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 12,837,300 บาท อำเภอบางคนที  จำนวน 26 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 12,949,500 บาท และทุกโครงการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีกระบวนการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความทั่วถึง โปร่งใส เป็นธรรม ร่วมรับผิดชอบ การตรวจสอบเป็นไปตามการบริหารงานภาครัฐและภาคประชาชน เช่น คณะกรรมการฯ ระดับชุมชน/อำเภอ คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นอกเหนือจากกลไกการบริหารงานโครงกา มีหน่วยงานอื่นๆ เช่น ปปท. สตง. ผู้บริหารกระทรวงฯ รวมทั้งองค์กรส่วนท้องถิ่น และทหาร

"แม่กลอง"ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวอีกว่า จากการดำเนินที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรวมกลุ่มกันผลิต แปรรูป เกิดเป็นสินค้าของชุมชน โดยการนำวัตถุดิบจากชุมชนมาใช้ประโยชน์ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในชุมชน และปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการต่อยอดมาเป็นอาชีพเสริม สามารถสร้างรายได้ประจำให้กับเกษตรกรที่ร่วมโครงการดังกล่าว นับว่าโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

"แม่กลอง"ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

ด้านนายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อที่สมุทรสงครามนั้น เน้นการต่อยอดโครงการ ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นจากโครงการ ของทั้ง 68 โครงการนั้น กลุ่มดำเนินการทั้ง 68 กลุ่ม จะยังไม่ปันผล แต่จะใช้เป็นทุนในการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องต่อไป ซึ่งจากการดำเนินงานนั้น ผลผลิตจากโครงการเป็นที่สนใจของผู้ซื้อ ขายได้ง่าย และราคาดี บางชนิดมีการสั่งจองล่วงหน้า ทำให้กลุ่มมีรายได้ที่แน่นอน ส่งผลให้สมาชิกของโครงการมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ย่อมจะก่อให้เกิดความยั่งยืนของโครงการ

ชาวแม่โจ้รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298497

ชาวแม่โจ้รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง

ชาวแม่โจ้รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง

            เมื่อวันจันทร์ที่  9  ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดกิจกรรม รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลือง  โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร  ยศราช  อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธี เพื่อแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย  กว่า ๑ แสนต้น ทั่วมหาวิทยาลัย

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. ณ บริเวณหน้าอาคารศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รัชกาลที่ 9 มีการขับเสภาบทอาศิรวาท, การแสดงชุดพิเศษ แม่โจ้แสงแห่งศรัทธา โดยศิลปินรับเชิญ ครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง และนักศึกษาจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแม่โจ้ ต่อด้วยรับชมวีดีทัศน์  “ในหลวง ร.9กับแม่โจ้ พระมหากรุณาธิคุณบนแผ่นดินแม่โจ้”   จากนั้นอธิการบดี นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชน  จำนวนกว่า  2,000  คน  กล่าวประกาศเจตนารมณ์ตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร” เพื่อแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย จากนั้นทุกคนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงต้นไม้ของพ่อ พร้อมทั้งเขียนปณิธานทำความดีถวายพ่อลงบนใบโพธิ์ทอง ณ บริเวณต้นไม้แห่งความดีตามรอยพ่อ และร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อโดยรอบมหาวิทยาลัย

             “ดาวเรือง” เป็นดอกไม้ประจำพระองค์ด้วยสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และนับเป็นดอกไม้ที่คนไทยนิยมปลูก ด้วยชื่อที่เป็นมงคล  และเป็นไม้ดอกเพื่อการเกษตรที่ช่วยสร้างรายได้ และยังมีสรรพคุณทางยานานัปการ  สามารถนำเอาดอกมาสกัดสีไปใช้สำหรับย้อมผ้าได้อีกด้วย

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เตรียมปลูกดอกดาวเรือง และดอกไม้สีเหลือง จำนวนกว่า 1 แสนต้น โดยได้กำหนดพื้นที่ในการปลูกดอกไม้สีเหลืองภายในมหาวิทยาลัยและสำนักฟาร์มฯ  เป็นดอกดาวเรือง 85,000 ต้น  ดอกทานตะวัน  3,000  ต้น และ ปอเทือง 20 ไร่  ซึ่งได้เริ่มดำเนินการปลูกต้นกล้าพันธุ์ลมาก่อนแล้ว รวมถึงการปลูกลงแปลงของสาขาพืชสวนประดับ คณะผลิตกรรมการเกษตร ที่ตอนนี้กำลังเริ่มทยอยบานสะพรั่งทั้งแปลง  และเชื่อว่าดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองจะเบ่งบานอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนานเท่านาน

เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนพระรามหก เตรียมรับมือระดับน้ำสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298486

เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนพระรามหก เตรียมรับมือระดับน้ำสูงขึ้น

กรมชล

เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนพระรามหก เตรียมรับมือระดับน้ำสูงขึ้น

              นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าตามที่กรมชลประทานได้ปรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้น ในอัตราวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯกับปริมาณน้ำที่ระบายลงสู่แม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 60 เป็นต้นมา ซึ่งปริมาณน้ำจำนวนนี้จะไหลลงไปรวมกับปริมาณน้ำที่มาจากคลองชัยนาท-ป่าสักบริเวณเหนือเขื่อนพระรามหก กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ไม่เกิน 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 0.80 – 1.20 เมตร ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา นั้น

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรว่า ในช่วงวันที่ 9 – 11 ต.ค. 60 ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้พัฒนาเป็นพายุดีเปรสชันแล้วปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนกลาง ในวันพรุ่งนี้ (10 ต.ค. 60) หลังจากนั้นจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือในช่วงวันที่ 10 – 11 ต.ค. 60 ตามลำดับ และมีแนวโน้มที่จะมีฝนตกต่อเนื่องในช่วงวันที่ 13 – 15 ต.ค. 60

ลักษณะเช่นนี้ จะทำให้บริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก     ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่องตามไปด้วย ปัจจุบัน(9 ต.ค. 60) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์     มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 864 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 90 ของความจุที่ระดับเก็บกัก คงเหลือพื้นที่รองรับน้ำได้อีกเพียง 96 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนของภาคกลาง ดังนั้น เพื่อให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม     กรมชลประทาน มีความจำเป็นที่ต้องระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร         เป็นวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อน้ำจำนวนนี้ไหลลงไปรวมกับปริมาณน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว จะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกให้อยู่ในเกณฑ์ 550 – 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.20 – 0.30 เมตร

กรมชลประทาน ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มอีก เนื่องมาจากมีฝนตกลงมาเพิ่ม กรมชลประทาน จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆต่อไป

“พิเชษฐ์” จี้รื้อกติกาคุมเข้มสหกรณ์ วางกรอบธุรกรรมออมทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298485

“พิเชษฐ์” จี้รื้อกติกาคุมเข้มสหกรณ์ วางกรอบธุรกรรมออมทรัพย์

สหกรณ์, พิเชษฐ์

“พิเชษฐ์” จี้รื้อกติกาคุมเข้มสหกรณ์ ขีดเส้นตายปลายปีวางกรอบธุรกรรมสหกรณ์ออมทรัพย์

             วันที่ 9 ต.ค. นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แถลงข่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกรมผ่านวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังสหกรณ์จังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศถึงนโยบายการดำเนินงานในปี 2561 ว่าจะเน้นใน 4 เรื่องหลักประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กัสหกรณ์ 2.การสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะเกษตรแปลงใหญ่ที่สหกรณ์จะเข้าไปเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก 3.การพัฒนาสผลผลิตและเพิ่มมุลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับสินค้าสหกรณ์และ4.การพัฒนาคนทั้งตัวเจ้าหน้าที่สหกรณ์และกรรมการสหกรณ์ให้ก้าวทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวไปสู่ไทยแลนด์4.0

       สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาสหกรณ์ทั่วประเทศนั้นคาดหวังว่าในปี2561 จะทำให้สำเร็จในเรื่องนำระบบการเงินมากำกับสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งจะร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์  ธนาคารแห่งประเทศ และกระทรวงการคลังเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่นำไปสู่การทุจริต โดยจะมีการเชื่อมโยงเอกชน ธนาคาร นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ จ่ายซื้อสินค้าด้วยบาร์โคด อีกทั้งเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สมาชิกรายย่อยภาคครัวเรือน ที่ขณะนี้ที่มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง

            ขณะที่ปัญหาการทุจริตนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับให้เร่งสะสางทั้งหมด จากการตรวจสอบพบว่าขณะนี้พบข้อบกพร่อง 1,228 แห่ง คาดว่าจะเกิดความเสียหาย 4.3 หมื่นล้าน ซึ่งรวมไปถึงกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นด้วยที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านได้ลงโทษปลดคณะกรรมการ 14 สหกรณ์แบ่งเป็น ลงโทษทางวินัยฝ่ายจัดการ97 ราย ,ไล่ออกดำเนินอาญา 95 สหกรณ์ ,ทางแพ่งฟ้องเรียกทรัพย์คืน 37 สหกรณ์ ทั้งนี้ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัด ดำเนินคดีทางกฎหมายภายในเดือนธ.ค.นี้

                  “สำหรับสหกรณ์ที่ทุจริต 52 สหกรณ์ มูลค่า 555ล้านบาท แบ่งเป็นเรื่องเงินกู้11 สหกรณ์,กรณียักยอก19 สหกรณ์ ,ปลอมใบถอนเงิน 6สหกรณ์ ,รวบรวมผลผลิตการเกษตร 3สหกรณ์ ,ทุจริตน้ำมัน 5 สหกรณ์, เงินยืมทดลอง 3 สหกรณ์ ซึ่งได้สั่งให้สหกรณ์จังหวัดไปหาคนทุจริตให้ได้”นายพิเชษฐ์กล่าว

            ในส่วนของการดำเนินการธุรกรรมของสหกรณ์ทั้งระบบมีสินเชื่อ ทั้งหมด 1.2ล้านๆบาท เงินฝาก 7 แสนกว่าล้าน เงินลงทุนในตลาดหุ้น ทุน พันธบัตร 8 แสนล้านบาท รวมมูลค่า 2.8 ล้านๆบาท โดยวันที่ 18 ต.ค.นี้ เตรียมหารือเรียกผู้แทนจากสหกรณ์ขนาดใหญ่มีสินทรัพย์ เกิน 5 พันล้านบาท มาหารือรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้ายก่อนจะประกาศใช้เกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนเพิ่มเติมอีก5ข้อ

            นายพิเชษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีข้อโต้แย้งจากสมาชิกสหกรณ์จำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าหากใช้เกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยมากำกับสหกรณ์ อาจส่งผลกระทบทั้งระบบ ทำให้กรมต้องมาทำหน้าที่นำหลักเกณฑ์ไปปรับปรุงเปิดรับฟังใหม่ เช่น การกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวกทุนสำรองไม่เกิน 2 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.5 เท่า กำหนดให้สมาชิกสามารถกู้วนซ้ำ ได้หลังจากผ่านมาแล้ว 1 ปี กำหนดสัดส่วนการนำเงินไปลงทุนไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของทุนตนเอง กำหนดทุนสำรองของสหกรณ์ไม่ต่ำกว่า 3%จากเดิมกำหนด สูงถึง6% โดยเป็นเงินสด1 %เป็นพันธบัตร 2% ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(กลต.)จากเดิมต้องอยู่ในมาตรฐาน ก.ล.ต. เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

               อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่มีกำหนดให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร คงต้องอาศัยความสมัครใจรวมทั้งต้องรอพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ ประกาศใช้ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมาแก้ไขในเรื่องความเสี่ยง4 ด้าน ที่นำพาไปสู่สหกรณ์ล้มทำให้สหกรณ์เกิดความมั่นคง โดยจะเพิ่มโทษผู้บริหารสหกรณ์ทำผิด ทั้งโทษทาง แพ่ง –อาญาสูงสุดไม่เกิน ปรับ 1 ล้านบาทต่อคนจนกว่าแก้ไข หรือจำคุกไม่เกิน5 ปีกรณีขัดคำสั่งนายทะเบียนทำให้สหกรณ์เสียหายเป็นต้น

กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำ‘ลุ่มเจ้าพระยา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298483

กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำ‘ลุ่มเจ้าพระยา’

สมเกียรติ ประจำวงษ์, คมชัดลึก, กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยา, อธิบดีกรมชลประทาน, พลอฉัตรชัย สาริกัลยะ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำ‘ลุ่มเจ้าพระยา’

                  10ต.ค.60-นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า รมว.เกษตรฯ มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ยังมีฝนตกชุกต่อเนื่อง โดยได้สั่งการให้เพิ่มช่องทางการระบายน้ำให้พื้นที่เสี่ยง และเตรียมแผนรองรับหากปริมาณน้ำล้นตลิ่ง โดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ประสานทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่

               สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่จ.สุโขทัย และโรงพยาบาลสุโขทัย ได้พ้นวิกฤตแล้ว ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ด้านปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ขณะนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนประมาณ 60% ด้านเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำในเขื่อนประมาณ 80% ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่า วันที่ 12 -14 ต.ค.นี้ จะมีฝนตกต่อเนื่องบริเวณภาคกลางของประเทศ และวันที่ 15 – 17 ต.ค.อาจจะมีพายุลูกใหม่เคลื่อนตัวเข้ามาในประเทศไทย

               ขณะเดียวกันจากสถานการณ์น้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าหลายวัดที่อยู่รอบเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบแล้ว โดยน้ำได้เอ่อเข้าท่วมวัดต่างๆ เช่น วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ต.บ้านป้อม ระดับน้ำที่สูงขึ้น เข้าท่วมพื้นสนามหน้าวัดเข้าไปเป็นระยะทางกว่า 50 เมตร โดยนายอภิชาต สุขสมบูรณ์ นายก องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)บ้านป้อม นำทรายพร้อมอุปกรณ์ร่วมกับพระเณรช่วยกันกรอกกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมด้านหน้าวัด เพื่อไม่ให้น้ำเข้าท่วมภายใน บางส่วนได้ปั้นคันดินสูงประมาณ 1.50 เมตรและมีความกว้างกว่า 1 เมตรช่วยป้องกัน

              ขณะที่วัดท่าการ้อง ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ก็มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปที่อยู่ริมแม่น้ำขึ้นที่สูง ส่วนตลาดน้ำซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง ทางวัดเตรียมประกาศหยุดหากน้ำขึ้นเกิน 50 ซ.ม. เพื่อความปลอดภัย

               ส่วน จ.อ่างทอง แม่น้ำเจ้าพระยายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเอ่อท่วมเป็นวงกว้าง เนื่องจากวานนี้มีฝนตกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตำบลโผงเผงเดือดร้อนหนัก เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สำหรับระดับน้ำแม่เจ้าพระยาหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง อยู่ที่ 8.36 เมตร เพิ่มขึ้น 20 เซนติเมตร

              ทั้งนี้ จังหวัดอ่างทองมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อท่วมแล้ว 5 อำเภอ กว่า 500 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 1,750 ไร่ หากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำมากขึ้นและมีฝนตกอีกจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ที่หมู่ 1 ต.จำปาหล่อ อ.เมือง ชาวบ้านยังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมสูงขึ้น

“สุวิทย์”แจงปรับแก้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรมีแต่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298422

“สุวิทย์”แจงปรับแก้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรมีแต่ได้

สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ, สุวิทย์, เกษตรกรมีแต่ได้

“สุวิทย์”แจงปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรมีแต่ได้

           วันที่ 7 ต.ค.ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แถลงชี้แจงกรณีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ว่า เป็นการปรับแก้กฎหมายที่ยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก เกษตรกรไม่ได้เสียผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และการปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ขอย้ำให้ทราบว่าเกษตรกรยังคงสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในฤดูต่อไปในพื้นที่ของตนเองได้โดยไม่มีโทษใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการขยายการคุ้มครองจากส่วนขยายพันธุ์ไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์นั้น หมายถึง ขยายความคุ้มครองไปถึงเฉพาะ “ผลผลิต” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ที่เกิดจากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาโดยมิชอบ เท่านั้นแต่หากส่วนขยายพันธุ์นั้นได้มาอย่างถูกต้องแล้ว ผู้ผลิตก็มีสิทธิในผลิตผลและผลิตภัณฑ์นั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง

            กรณีการปรับระยะเวลาคุ้มครองตามกลุ่มพืชจากเดิมพืชล้มลุก 12 ปี เป็น 20 ปี พืชไม้ผลไม้ยืนต้นจาก 17 เป็น 25 ปี และพืชให้เนื้อไม้จาก 27 เป็น 25 ปี นั้น เนื่องจากในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชกว่าจะได้พันธุ์ใหม่ที่ดีมีศักยภาพออกสู่ตลาด จำเป็นต้องใช้ต้นทุนทั้งสติปัญญา เวลา และงบประมาณ ซึ่งการปรับช่วงเวลาที่นักปรับปรุงพันธุ์จะได้ประโยชน์จากพันธุ์พืชไร่และพืชล้มลุก และพืชยืนต้น ดังกล่าวนั้น เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมทางวิชาการ และทำให้นักปรับปรุงพันธุ์มีแรงจูงใจที่จะลงทุนและลงแรงในการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมา รวมทั้ง เกษตรกร ประชาชนทั่วไปนักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่และได้จดทะเบียนคุ้มครองก็จะได้รับผลประโยชน์จากการขยายระยะเวลาการคุ้มครองนี้ด้วยเช่นกัน

             อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับพันธุ์ที่ได้มาจากการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ตั้งต้นให้มีลักษณะที่แตกต่างเพียงเล็กน้อย ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือการผสมกลับแล้วได้พันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์ตั้งต้น แต่ยังคงมีลักษณะสำคัญส่วนใหญ่เป็นของพันธุ์ตั้งต้น หรือ EDVs นั้น ในกรณีที่มีนักปรับปรุงพันธุ์รายอื่นนำเอาพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองไว้แล้วไปพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จนได้เป็นพันธุ์ EDV แล้วนำไปทำการค้า โดยไม่ขออนุญาตจากผู้ที่เป็นเจ้าของพันธุ์ตั้งต้น จึงไม่เป็นธรรมกับนักปรับปรุงพันธุ์ตั้งต้น ซึ่งข้อกำหนดของกฎหมายนี้จะเป็นการปกป้องพันธุ์พืชใหม่ของเกษตรกร และนักปรับปรุงพันธุ์พืชของไทย

             นอกจากนี้การปรับแก้ที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกร นักวิชาการ องค์กรสาธารณประโยชน์ และภาคเอกชน จากการเลือกตั้งกันเอง เป็นแต่งตั้งทั้งหมดนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อลดขั้นตอนให้การแต่งตั้งคณะกรรมการสามารถทำได้รวดเร็วขึ้นและมีความต่อเนื่อง ทำให้ดำเนินการได้ทันต่อเหตุการณ์ จึงปรับแก้ไขวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการ โดยยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเช่นเดิม

            ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชทางเว็บไซต์ใน ซึ่งเป็นขั้นตอนขั้นต้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีการแสดงความคิดเห็นประกอบการเสนอต่อกระทรวงและ ครม. ตามลำดับต่อไป ถือเป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานต้องทำการรับฟังความคิดเห็นทาง website โดยปัจจุบันหลายหน่วยงานที่มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเช่นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็เปิดรับฟังความคิดเห็น ใน website ด้วยเช่นกัน

            “การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นการเสนอร่างพ.ร.บ. ให้สอดคล้องกับข้อมูลของอนุสัญญา UPOV1991 แต่ยังมิใช่เป็นการขอความเห็นชอบในการเป็นภาคี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่าเกษตรกรไม่ได้เสียประโยชน์ใดๆ และยังได้รับประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการได้รับสิทธิ์การคุ้มครองพันธุ์พืชที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและให้ความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

“ชุติมา”ลงพื้นที่ขอนแก่นผลักดันจับคู่ซื้อขายข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298355

“ชุติมา”ลงพื้นที่ขอนแก่นผลักดันจับคู่ซื้อขายข้าว

ชุติมา

“ชุติมา”ลงพื้นที่ขอนแก่นผลักดันจับคู่ซื้อขายข้าว

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ณ จ.ขอนแก่น ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ทำให้มีกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสนใจในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงการซื้อขายผลผลิตข้าวอินทรีย์จากโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP จากโครงการยาแปลงใหญ่ โดยนำเกษตรกรและผู้ประกอบการมาพูดคุยทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของการซื้อขายข้าวในโครงการเชื่อมโยงตลาดฯ อาทิ ชนิดข้าว ปริมาณผลผลิต จุดซื้อขาย เป็นต้น

หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายผลผลิตข้าว (MOU) โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โดยแบ่งจุดลงนามออกเป็น 2 แห่ง ได้แก่ 1) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โนนพริก ต.โคกสง่า อ.พล จ.ขอนแก่น ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรจากอำเภอพล อำเภอแวงใหญ่ และอำเภอโนนศิลา และ 2) สหกรณ์เครดิตยูเนียนหนองสองห้อง จำกัด ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรจากอำเภอหนองสองห้อง อำเภอบ้านฝาง อำเภอชุมแพ อำเภอพระยืน อำเภอหนองเรือ อำเภอสีชมพู อำเภอเมือง อำเภออุบลรัตน์ และอำเภอซำสูง โดยมีผู้ประกอบการค้าข้าวร่วมลงนาม จำนวน 8 ราย กลุ่มเกษตรกรโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ จำนวน 48 กลุ่ม และกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ จำนวน 2 กลุ่ม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ครั้งนี้

สำหรับผู้ประกอบการค้าข้าวที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้ สามารถขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี โดยมีระยะเวลาได้รับการชดเชยดอกเบี้ย คือ 1) ผู้ประกอบการค้าข้าวอินทรีย์ ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 3 ปี และ 2) ผู้ประกอบการค้าข้าว GAP ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้สำหรับผู้ประกอบการที่รับซื้อข้าวอินทรีย์ จะได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกไป EU จากกรมการค้าต่างประเทศตามสัดส่วนของพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวจากเกษตรกร

ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็ได้ประโยชน์จากโครงการนี้เช่นกัน ที่จะมีผู้ซื้อรองรับแน่นอน โดยสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป อย่างน้อย 300 – 500 บาท แล้วแต่ชนิดข้าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าว

เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร หรือผู้ประกอบการที่สนใจรับซื้อผลผลิตคุณภาพจากกลุ่มเกษตรกร สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด หน่วยงานของกรมการข้าวในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4