เครือข่ายทสม.27,200 คนเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299062

เครือข่ายทสม.27,200 คนเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ

เครือข่ายทสม.27,200 คนเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ

              นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้เชิญชวน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (เครือข่าย ทสม.) และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ร่วมสมัครเป็น “จิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ” เพื่อรวมพลังความรัก ความสามัคคี และแสดงออกถึงความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสานต่อพระราชดำริโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งเป็นโครงการทำความดีร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จมหาชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยกำหนดให้มีการรับลงทะเบียนสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ในระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2560 พร้อมกันทั่วประเทศ นั้น  เครือข่าย ทสม. ทั่วประเทศ ต่างหลั่งไหลสมัครเข้าร่วมจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ในภูมิสำเนาของตนเอง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะอุทิศตนให้เป็นประโยชน์เดินตามแนวทางพระราชดำรัสเกี่ยวกับอาสาสมัครสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระองค์ในฐานะ “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”และเป็นส่วนหนึ่งในงานพระราชพิธีฯ ที่สำคัญที่สุดในชีวิต โดยมีจำนวนเครือข่าย ทสม. 77 จังหวัด ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจฯ จำนวนทั้งสิ้น  27,200 คน เตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่ตามประเภทของงานจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทั้ง 8 ประเภทได้แก่ งานดอกไม้จันทน์  งานประชาสัมพันธ์ งานโยธา งานขนส่งฯ งานบริการประชาชน งานแพทย์  งานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร ในระหว่างวันที่ 18-31 ตุลาคม 2560”

ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะยอดทะลุเป้ากว่า 4 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299061

ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะยอดทะลุเป้ากว่า 4 หมื่นคน

ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะ ยอดทะลุเป้ากว่า 4 หมื่นคน

               นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมพร้อมด้วย นายสุรชัย อจลบุญ รองอธิบดีฯ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมในพิธีปิดศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร (Volunteer for DAD) ฝ่ายจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะ” ณ ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร (Volunteer for DAD) ท้องสนามหลวง
นายรัชฎากล่าวว่า นับตั้งแต่สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แต่ละวันมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมากได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดการพื้นที่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะการเกิดปัญหาขยะในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จากปัญหาดังกล่าว พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มอบหมาย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) เข้าไปสนับสนุน กรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการให้เกิดการคัดแยกและการจัดการขยะรอบสนามหลวงอย่างเป็นระบบ ผ่านการดำเนินกิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะ” โดยจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครฝ่ายจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม” และรับจิตอาสามาปฏิบัติหน้าที่รณรงค์ให้ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ร่วมมือในการลดและจัดการขยะอย่างถูกวิธี
โดยได้เข้าไปสนับสนุนการวางระบบจัดการขยะ อบรมเรื่องการจัดการและคัดแยกขยะให้แก่อาสาสมัครฝ่ายขยะและสิ่งแวดล้อม เพื่อไปทำหน้าที่สื่อสารกับประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ให้มีวินัยในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อลดปริมาณขยะ โดยอาสาสมัครจะกระจายไปประจำจุดที่ตั้งถังขยะรอบสนามหลวง รวมทั้งมีหน่วยอาสาสมัครเคลื่อนที่ และอาสาสมัครที่ลงทำงานในเต็นท์พักคอยของประชาชนที่มากราบพระบรมศพ เพื่อคอยให้คำแนะนำการคัดแยกขยะ 3 ประเภทก่อนทิ้ง คือ เศษอาหาร ขยะทั่วไป และขยะรีไซเคิล ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2559 ถึงวันที 5 ตุลาคม 2560 มีประชาชนจิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะเข้าร่วม จำนวน
44,400 คน

ทั้งนี้ในช่วงเวลาดำเนินการทั้งหมดจำนวน 353 วัน มีผู้ที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะมากกว่า 200 ครั้ง จำนวน 5 คน ได้แก่ 1) นางจินตนา เจียรสุธรรมกุล จำนวน 340 ครั้ง 2) นายศราวุธ
สุนทะโรจน์  จำนวน 271 ครั้ง  3) นางชนัยทิพย์ ศรีเจริญ จำนวน 247 ครั้ง  4) นางสาวแสงรัตน์  ลัชชะเดช  จำนวน 245 ครั้ง  และ 5) นายปวรปรัชญ์ สันติเศรษฐ์ชัย จำนวน 211 ครั้ง  โดยนางจินตนา เจียรสุธรรมกุล เป็นผู้เข้าร่วมจิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะบ่อยครั้งที่สุด เป็นจำนวน 340 วัน
นับเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ช่วยกันทำให้ท้องสนามหลวง “หน้าบ้านของพ่อ” สะอาดเรียบร้อย  เพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พวกเราพสกนิกรชาวไทยทุกคนมีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายรัชฎา กล่าว

กรมชลฯแจงน้ำท่วมชัยนาท เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299055

กรมชลฯแจงน้ำท่วมชัยนาท เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

ชัยนาท

กรมชลฯแจงน้ำท่วมชัยนาท เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำในเขตอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ได้แก่ ตำบลโพนางดำออก ตำบลหาดอาสา ตำบลบางหลวง ตำบลสรรพยา ตำบลตลุก ตำบลโพนางดำตก และตำบลเขาแก้ว โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเพิ่มการระบายน้ำแต่ละครั้ง กรมชลประทาน ได้รายงานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้กับทางจังหวัดชัยนาท และหน่วยงานท้องถิ่นทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์และเตรียมการรับมือได้ทัน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในคันกั้นน้ำ ไม่มีพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งแต่อย่างใด

สำหรับการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง เข้าไปเร่งระบายน้ำร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และยังได้บูรณาการร่วมกันในการนำกระสอบทราย เข้าไปป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นถนนและเส้นทางสัญจรของประชาชน รวมทั้งได้ให้เจ้าหน้าที่โครงการชลประทาน ลงพื้นที่พบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจและอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ ไปมอบให้กับประชาชน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือด

นักวิจัยไทยเจ๋งคว้า 3 เหรียญทองเกียรติยศ ในงาน IWIS 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298980

นักวิจัยไทยเจ๋งคว้า 3 เหรียญทองเกียรติยศ ในงาน IWIS 2017

นักวิจัยไทยเจ๋งคว้า 3 เหรียญทองเกียรติยศ ในงาน IWIS 2017

               สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและนำเสนอผลงานในเวที “11th International Warsaw Invention Show “(IWIS 2017) ระหว่างวันที 9 – 11 ตุลาคม 2560 ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยมีผลงานของนักวิจัย/ นักประดิษฐ์ไทยเข้าร่วมประกวด จำนวน 19 ผลงาน จาก 7 หน่วยงาน

และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัล Platinum ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงานจากผลงานเรื่อง “อุปกรณ์ซ่อมสายไฟฟ้าแรงสูง โดยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ได้เหรียญทองเกียรติยศ คือผลงานเรื่อง ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าจากสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพูขนาดนาโนที่ใช้เทคโนโลยีนีโอโซมซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยกะทิ โดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ และคณะ จาก วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

นอกจากนี้ยังมีผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จำนวน 3 ผลงาน รางวัลเหรียญทองจำนวน 4 ผลงาน เหรียญเงิน จำนวน8 ผลงาน และ เหรียญทองแดง จำนวน 3 ผลงาน และรางวัล Special Prize จากประเทศต่างๆกว่า 10 ผลงาน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมนำเสนอผลงาน 32 ประเทศ มากกว่า 400 ผลงาน ซึ่ง วช. จะทำการแถลงข่าวรางวัลฯในวันที่ 20 ตุลาคม นี้ เวลา 14.00 น. ณ ห้องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช.1 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

กษ. โชว์ผลงาน ZONING BY AGRI-MAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298861

กษ. โชว์ผลงาน ZONING BY AGRI-MAP

อะกรีแมพ, Agri-map

กษ. โชว์ผลงาน Zoning by Agri-map เป้าปี 61 ปรับเปลี่ยนเพิ่มกว่า 2.6 แสนไร่

             พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม หรือ Zoning by Agri-map ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถสร้างแรงจูงใจ และสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิตที่ไม่เหมาะสมได้ถึง 190,319 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ 40,946 ราย ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตสินค้าชนิดใหม่ ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด ในปี 2560 เกษตรกรมีความสมัครใจและปรับเปลี่ยนพื้นที่แล้ว 157,701 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 34,000 ราย จาก 53 จังหวัด เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกอยู่ที่ 32,618 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วม 10,502 ราย จาก 49 จังหวัด  โดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศ.พ.ก.) และเครือข่าย ในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาระบบการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri – Map Online) โดยให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ใช้ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มความสะดวก และรวดเร็วให้กับผู้ใช้งาน สามารถตอบสนองการใช้งานในพื้นที่ได้ จึงมีการพัฒนาแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ให้อยู่ในระบบโมบาย (Agri – Map Mobile) ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูล รายละเอียดของพื้นที่ว่า ดินมีปัญหาหรือไม่ มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใด มีแหล่งรับซื้อผลผลิตชนิดใดที่อยู่ใกล้พื้นที่ของตนเอง เส้นทางไปยังแหล่งรับซื้อ เกษตรกรสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรให้ตรงตามศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมทั้งทางด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และอื่นๆ ทั้งนี้ เมื่อทำการผลิตในพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมจะเป็นทางหนึ่งในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตร ในช่วงที่ผ่านมา โครงการ Zoning by Agri-map ถือว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลังการปรับเปลี่ยน และเกษตรกรได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อาทิ การปรับเปลี่ยนจากข้าวเป็นอ้อยโรงงาน สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย ปีที่ 1 อยู่ที่ 3,093 บาท/ไร่ จากเดิมที่การปลูกข้าวจะให้ผลตอบแทน 500-700 บาท/ไร่ การปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเป็นการปลูกหญ้าเนเปียร์ สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 29,000 บาท/ไร่ ซึ่งการปลูกหญ้าเนเปียร์นั้น ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนมีตลาดรองรับการผลิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและตลาด

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 260,304 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 43,313 ราย ใน 67 จังหวัด โดยจะเน้นการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวและยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไปเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด

สำหรับโครงการ Zoning by Agri – map ได้มีการดำเนินการสร้างการรับรู้ ให้เกษตรกรทราบว่าการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ มีความเสี่ยงสูงและการปรับเปลี่ยนจะให้ผลตอบแทนดีกว่า นอกจากนั้นเกษตรกรจะเห็นข้อมูลการเชื่อมโยงของตลาด โรงงาน เพื่อรองรับความเสี่ยง ทั้งนี้เกษตรกรสามารถตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่ตนเองได้จากแผนที่ Agri – Map ที่แสดงใน ศพก.ใกล้บ้าน หรือผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต รวมถึงสมาร์ทโฟน ผ่านแอพพลิเคชั่น Agri – Map Mobile

เตรียมรับมือระดับน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298751

เตรียมรับมือระดับน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น

น้ำพอง

เตรียมรับมือระดับน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น

​นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า หลังจากฝนที่ตกชุกในพื้นที่ตอนบนของเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 60 เป็นต้นมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลหลากลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน(11 ต.ค. 60) เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับเก็บกัก ประมาณ 2,590 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการระบายน้ำวันละ 34 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากกว่าวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนกับปริมาณน้ำที่ระบาย ซึ่งคณะกรรมการจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ได้มีการประชุมร่วมกันและมีมติให้เขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มการระบายน้ำเป็นช่วงๆ โดยจะค่อยๆทยอยปรับการระบาย

ดังนี้ ในช่วงวันที่ 13 – 14 ต.ค. 60 จะเพิ่มการระบายเป็น 37 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ,ในช่วงวันที่ 15 – 16 ต.ค. 60 จะปรับเพิ่มการระบายเป็น 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน , ในช่วงวันที่ 17 – 18 ต.ค. 60 จะปรับเพิ่มการระบายเป็น 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 60 เป็นต้นไป จะปรับเพิ่มการระบายเป็น 45 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
การระบายน้ำเพิ่มดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำพองเพิ่มสูงขึ้น และเอ่อล้นตลิ่งบริเวณสถานีวัดน้ำ E.22B บ.ท่าเม่า อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงระดับน้ำในแม่น้ำชี จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ได้ให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำพอง และแม่น้ำชีอย่างใกล้ชิด โดยให้ดำเนินการเสริมพนังกั้นน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีให้สูงขึ้น พร้อมกับให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำพอง และแม่น้ำชี จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

​กรมชลยันมวลน้ำเหนือทะลักไม่ทำให้ท่วมเหมือนปี54 แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298749

​กรมชลยันมวลน้ำเหนือทะลักไม่ทำให้ท่วมเหมือนปี54 แน่

เขื่อนเจ้าพระยา

​กรมชลยันมวลน้ำเหนือทะลักไม่ทำให้ท่วมเหมือนปี54 แน่

            นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจง สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปัจจุบันกับเมื่อปี 2554ว่ามีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะปริมาณฝนที่ตกบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ หากเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนสะสมของภาคเหนือตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ต.ค. 54 รวม 1,614 มิลลิเมตร ในขณะที่ปี 2560 มีปริมาณฝนสะสมในช่วงเวลาเดียวกันเพียง 1,298 มิลลิเมตร ส่วนพื้นที่ภาคกลางปี 2554 และปี 2560 มีปริมาณฝนใกล้เคียงกัน คือ 1,417 มิลลิเมตร และ 1,406 มิลลิเมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ ฝนที่ตกในช่วงฤดูฝนของภาคเหนือเมื่อปี 2554   จะมีความเข้มของฝนมากกว่าฝนที่ตกในฤดูฝนปี 2560 ประกอบกับในปี 2554 มีพายุโซนร้อนในทะเลจีนใต้ พัดเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือน ก.ค. – ต.ค. 54 ถึง 5 ลูกด้วยกัน ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน รวมถึงลำน้ำสาขาเป็นจำนวนมาก จนเกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ส่วนในปีนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุเพียง 3 ลูกเท่านั้น
ขณะที่สถานการณ์ในปี 2560 ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก      ยังสามารถบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่ให้ไหลอยู่ในลำน้ำได้ โดยไม่เกิดปัญหาน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบางแห่งที่มีน้ำท่วมขังโดยธรรมชาติ ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบปริมาณน้ำที่ไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ เวลาเดียวกัน (11 ต.ค.) จะเห็นได้ว่าปี 2554 มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มากถึง 4,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 3,634 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3,476 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ปริมาณน้ำสูงสุดที่อ.บางไทร 3,860 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 54) ในขณะที่ปี 2560 มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์เพียง 2,630 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 2,386 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่อ.บางไทร 2,404 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าปี 2554 มาก จึงเป็นไปได้ยากมากที่สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ จะเกิดขึ้นเหมือนเช่นปี 2554
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2560 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมและบริหารจัดการน้ำได้ ปริมาณน้ำที่ไหลหลากลงมาจากพื้นที่ตอนบน ส่วนหนึ่งได้ใช้ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับใช้ประโยชน์จากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำตอนบนบริเวณทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก หน่วงและชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้มากถึง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้ใช้ทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 แห่ง ที่ประชาชนในพื้นที่ยินยอมให้นำน้ำเข้าไปเก็บพักไว้ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ปัจจุบันได้มีการนำน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในทุ่งแล้วรวม 930 ล้านลูกบาศก์เมตร(ความจุเก็บกักสูงสุดรวมกัน 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร) รวมแล้วพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆดังกล่าวข้างต้น สามารถลดปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้มากถึง 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบันในยุคของรัฐบาล คสช. ได้อนุมัติโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ การก่อสร้างระบบระบายน้ำและสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม การปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้มากยิ่งขึ้น การก่อสร้างแก้มลิงรับน้ำไว้ในในพื้นที่ต่างๆ และการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้น เพื่อใช้ทุ่งต่างๆ เป็นพื้นที่รับน้ำนองในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นต้น จึงมั่นใจได้ว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้ จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนเช่นปี 2554 อย่างแน่นอน

ชาวบ้านอยุธยาจี้ ผันน้ำลง‘แก้มลิง’ หวั่นน้ำเขื่อนฯท่วมซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298732

ชาวบ้านอยุธยาจี้ ผันน้ำลง‘แก้มลิง’ หวั่นน้ำเขื่อนฯท่วมซ้ำ

ลุ่มเจ้าพระยา, แก้มลิง

ชาวบ้านอยุธยาจี้ ผันน้ำลง‘แก้มลิง’ หวั่นน้ำเขื่อนฯท่วมซ้ำ

               จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาอ่วมซ้ำ หลังกรมชลฯเพิ่มระบายน้ำเขื่อนฯ ชาวบ้านผักไห่ จ.อยุธยา ร้องภาครัฐช่วยเหลือเจรจาขอผันน้ำลงนาที่เก็บเกี่ยวแล้ว หลังบ้านเรือนจมน้ำกว่า 400 หลังคาเรือนมานาน แถมยังถูกปริมาณน้ำท่วมสูงขึ้น ขณะชาวบ้าน อ.สรรพยา ชัยนาท ต้องอพยพนอนบนถนน หลังกระสอบทรายกั้นน้ำไม่อยู่ ส่วนอุทัยธานี เร่งกู้โบราณสถาน “ฉัตรชัย”สั่งจับตาใกล้ชิด รับมีผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

                จากสถานการณ์น้ำเต็มเขื่อนหลายพื้นที่จนต้องมีการเพิ่มระบายน้ำให้อยู่ในระดับปกติ รวมทั้งต้องเตรียมพร้อมรับพายุที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงวันที่ 15-17 ต.ค.ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ส่งผลให้มีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่ภาคกลาง โดยล่าสุดเขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำเพิ่มแล้วเช่นกัน ได้ส่งผลกระทบให้น้ำเข้าท่วมหลายพื้นที่

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ประชาชนต้องอพยพอีกครั้งเพื่อหนีน้ำไปพักริมถนน หลังกระสอบทรายต้านกระแสน้ำไม่อยู่พังเสียหายหลายจุด น้ำทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 2,386 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนที่ อ.สรรพยา สูงขึ้นอีก 26 เซนติเมตร มีบ้านเรือนนอกคันกั้นน้ำถูกน้ำท่วมแล้วกว่า 500 หลังคาเรือน

              ขณะที่ชาวบ้านในต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 400 ครัวเรือน ถูกน้ำท่วมระดับสูงขึ้น โดยชาวบ้านระบุว่าในพื้นที่ปกติจากที่มีน้ำท่วมอยู่แล้ว เมื่อมีการระบายน้ำเขื่อนเพิ่มทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ขอให้ชลประทานเปิดประตูระบายน้ำกุฎี ซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง อบต.ท่าดินแดง กับ อบต.กฎี เพื่อผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำพื้นที่แก้มลิงกว่า 35,000 ไร่ ที่เกษตรกรชาวนาได้เก็บเกี่ยวข้าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ปริมาณน้ำที่ท่วมขังลดลง บรรเทาความเดือดร้อนของชาวท่าดินแดงลงไปบ้าง เนื่องจากชาวบ้านฝั่งต.กุฎีไม่ยอมให้เปิดประตูระบายน้ำ ทั้งที่ยังสามารถรับน้ำได้อีกมาก

               ด้านนายณัฐธร มงคลร้อย นายก อบต.ท่าดินแดง กล่าวว่า ชาวบ้านมาร้องเรียนให้ไปเจรจากับกรมชลประทานเพื่อขอเปิดประตูระบายน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง แต่ทางชาวบ้านต.กุฎีไม่ยอมจนเกิดมีปากเสียงกันขึ้น ชาวต.ท่าดินแดงซึ่งถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานหลายเดือนก็อยากให้ชลประทานได้ระบายน้ำที่ขังออกไปบ้าง

              ด้าน จ.อุทัยธานี เจ้าหน้าที่ได้ระดมช่วยวัดโบสถ์ กันน้ำทะลักเข้าภายในโบราณสถานมณฑปแปดเหลี่ยม หลังจากแม่น้ำสะแกกรังสูงอีกหลังเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ โดยพ.อ.พรชัย นพรัตน์ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในอุทัยธานี นำกำลังพลช่วยชาวบ้านบรรจุทรายใส่กระสอบวางป้องกันมณฑปแปดเหลี่ยมศิลปะผสมไทยจีน โบราณสถานของวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ เนื่องจากแม่น้ำสะแกกรังระดับน้ำสูงขึ้นอีกเป็น 50 เซนติเมตร

              พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม วางแผนการจัดจราจรน้ำ ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประจำ ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมไว้ด้วย

               สำหรับสภาพน้ำที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำอ.เมืองจ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,188ลบ.ม.ต่อวินาที มีพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ที่ได้รับผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ได้แก่ บริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล และริมแม่น้ำน้อย บริเวณ อ.บางบาล อ.เสนา และ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา

              อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่ผ่าน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ น้อยกว่าปี 2554 มาก ดังนั้น ยืนยันว่าน้ำจำนวนนี้จะไม่มีผลกระทบกับ กทม.และปริมณฑล

                 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าเพื่อเป็นการรับมือกับสถานการณ์น้ำ กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่ว่างบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ชะลอน้ำไว้รวมทั้งรับน้ำส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งแต่เนื่องจากพื้นที่ชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีฝนตกเต็มพื้นที่เช่นกันส่งผลให้มีน้ำท่าไหลหลากลงสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งด้วยทำให้สามารถรับน้ำเข้าไปได้เพียง 474 ลบ.ม.ต่อวินาที

               ขณะเดียวกันสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ประกาศยกเลิกเที่ยวบิน จากท่าอากาศยาน นานาชาติเชียงใหม่ มายังท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน เที่ยวบินที่ PG 237 และท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน-ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เที่ยวบินที่ PG 238 สาเหตุมาจากทัศนวิสัยในการมองเห็นทางอากาศอยู่ในระดับต่ำ สาเหตุมาจากหมอกฝนและฝนที่ยังคงปกคลุมและตกบริเวณทั้ง 2 จังหวัด ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวน 28 คน ต้องตกค้างที่ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน

โครงการระบายน้ำสนามบินสุวรรณภูมิแม่แบบจัดการน้ำทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298731

โครงการระบายน้ำสนามบินสุวรรณภูมิแม่แบบจัดการน้ำทั้งระบบ

โครงการระบายน้ำสนามบินสุวรรณภูมิแม่แบบจัดการน้ำทั้งระบบ

                 นายจรัลธาดา  กรรณสูตร องคมนตรี กล่าวระหว่างลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงรับสั่งให้ติดตามโครงการฯ ในรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด เพื่อสำรวจว่าที่ใดเกิดปัญหาติดขัดอะไรบ้าง ทรงให้ติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อทรงรับทราบถึงสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการฯ ให้บังเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป พระองค์มีพระราชประสงค์จะให้ทุกอย่างสมบูรณ์เรียบร้อย ซึ่งหากมีปัญหาติดขัดอะไร จะได้นำข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทั้งหมดกราบบังคมทูลทราบต่อไป

“พื้นที่ของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่ลุ่ม จำเป็นจะต้องมีระบบการระบายน้ำ โดยเฉพาะเวลาฝนตกหนักจะทำให้ท่วมพื้นที่บริเวณสนามบินได้ ซึ่งโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากจะช่วยระบายน้ำจากกรุงเทพมหานครให้ลดลงแล้ว ยังช่วยระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิได้อีกด้วย โดยเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2553 นับว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ในการบริหารจัดการน้ำบริเวณอำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ที่สำคัญจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วมสนามบิน เพราะเป็นสถานที่ที่ต้องใช้งานได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ขณะที่ช่วงหน้าแล้งโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้  สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่การเกษตรและประมงของราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้ประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงปลา ทำนาข้าว ทำให้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้อย่างมาก” นายจรัลธาดา กรรณสูตร องคมนตรี กล่าว

ทางด้านนายวิชาญ  อุยขำ ราษฎรหมู่บ้านคลองสี่เจริญราษฎร์ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงปลา เล่าว่า ได้เข้ามาอาศัยทำกินในพื้นที่นี้กว่า 30 ปีแล้ว โดยในช่วงแรกได้ทำประมงเลี้ยงปลาสลิด แต่มีปัญหาเรื่องน้ำที่ใช้เลี้ยงปลามาโดยตลอด ด้วยมีน้ำไม่เพียงพอ เมื่อมีโครงการฯ แล้ว ทำให้มีน้ำเพียงพอในการเลี้ยงปลาแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้งก็ตาม ทำให้ได้รับผลผลิตอย่างเต็มที่ และสามารถเลี้ยงในปริมาณที่มากกับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี

“ผมได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยการเลี้ยงปลานิล ร่วมกับกุ้งขาวในบ่อเลี้ยงเดียวกัน และบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาก็ปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ พริก กะเพรา และปลูกเสริมด้วยไม้ผล อาทิ กล้วย ทำให้มีกินมีใช้ เหลือก็ขายสร้างรายได้ทุกวันก่อนที่จะจับปลาจับกุ้งขาย โดยปลานิลกว่าจะโตขายได้น้ำหนักต่อตัว 8-9 ขีด ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนกุ้งเลี้ยง 2-3 เดือน ก็จับขายได้แล้ว โดยกุ้งขาวสามารถจับขายได้อย่างต่อเนื่องทุกวันตามความต้องการของตลาด ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างไม่ขัดสน ปัจจุบันชาวบ้านต่างก็ใช้พื้นที่ของตนเองทำการเกษตรแบบผสมผสานได้รับผลผลิตที่ดี เพราะมีน้ำเพียงพอ สามารถบริหารจัดการน้ำในการทำการประมงได้ตลอดทั้งปี เป็นประโยชน์ที่ราษฎรในพื้นที่ต่างได้รับจากโครงการนี้ “นายวิชาญ อุยขำ กล่าว

โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นผลสืบเนื่องจากการเกิดอุทกภัยครั้งสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดผ่าน ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำท่วม ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้องรองรับน้ำระบายออกสู่ทะเล นับตั้งแต่ปี 2526 และปี 2538 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) การบริหารจัดการน้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2) การบริหารจัดการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (การบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออก) และ 3) การบริหารจัดการสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ

ปัจจุบันโครงการฯ สามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ถึง 140 ตารางกิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำท่วมขังในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมถึงลดปัญหาการจราจรของจังหวัดสมุทรปราการ ในการใช้ถนนที่เชื่อมโยงถนนสุขุมวิท-เทพารักษ์ และถนนบางนา-ตราด อีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งน้ำจืดสำรองเพื่อไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ถึง2 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการใช้ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ ที่มีการบริหารจัดการน้ำได้อย่างลงตัวและสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้ทั้งระบบ ทั้งช่วงฤดูฝน และฤดูแล้ง

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298729

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

                     นายประพิศ  จันทร์มา  ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง  กรมชลประทาน เปิดเผยว่า  หลังจากกรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร จนกลับมาใช้งานตามปกติได้ในเวลารวดเร็ว หลังถูกน้ำกัดเซาะสันทำนบพัง กรมชลประทานยังวางแผนปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น หลังจากใช้งานมานานกว่า 60 ปี  ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงวางแผนเพิ่มความจุอ่างฯอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิม 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 3.4 ล้านลูกบาศก์เมตร

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างทันทีที่สิ้นสุดฤดูฝนในราวๆเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 นี้ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 โดยในเนื้องานประกอบด้วย งานปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม งานก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน งานปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำฝั่งขวาและฝั่งซ้าย

“ส่วนที่เพิ่มความจุอ่างฯห้วยทรายขมิ้น มาจากงานขุดลอกอ่างฯบริเวณตอนบน 600,000 ลูกบาศก์เมตรและงานเสริมความสูงของสันเขื่อนเพิ่มความจุ 400,000 ลูกบาศก์เมตร รวมแล้วเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านลูกบาศก์เมตร” นายประพิศกล่าว

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นก่อสร้างตั้งแต่ปี 2496 แล้วเสร็จปี 2499 โดยมีความจุระดับเก็บกัก 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุระดับสูงสุด 2.66 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวสันเขื่อน 1,300 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 5 เมตร มีพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 อิทธิพลของพายุโซนร้อนตาลัสและพายุโซนร้อนเซินกา ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมมากถึง 254 มิลลิเมตรในชั่วระยะ 20 ชั่วโมง มีน้ำไหลลงอ่างในปริมาณมาก จึงทำให้เอ่อล้นทำนบดินและกัดเซาะจนพังทลาย 2 ช่วงด้วยกันในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมแล้วเสร็จ และเก็บกักน้ำได้ตามปกติในวันที่ 11 สิงหาคม 2560