กรมชลฯ แจงสระเก็บน้ำม.เกษตรฯแตกไม่กระทบเขตเมืองลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299371

กรมชลฯ แจงสระเก็บน้ำม.เกษตรฯแตกไม่กระทบเขตเมืองลพบุรี

สระเก็บน้ำมเกษตร, กรมชลฯ
สระเก็บน้ำมเกษตร, กรมชลฯ

กรมชลฯ แจงปริมาณน้ำที่ไหลจากสระเก็บน้ำม.เกษตรฯไม่กระทบพื้นที่เขตเมืองลพบุรี

              จากกรณีที่คันดินสระเก็บน้ำม.เกษตรฯ จ.ลพบุรีแตก เมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ (18 ต.ค.) (อ่านต่อ…สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลักบ้านหมี่-โคกสำโรงอ่วม) นายสมเกียรติ ประจำวงษ์อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ขอเรียนว่า อ่างเก็บน้ำที่ระบุในข่าวคือ สระเก็บน้ำภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตลพบุรี เป็นงานจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความจุ 700,000 ลูกบาศก์เมตร ลักษณะโครงการเป็นสระเก็บน้ำ ไม่ใช่อ่างเก็บน้ำตามที่ปรากฏในข่าว โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 04.00 . ของเช้าวันที่ 18 ตุลาคม 2560ขณะเกิดเหตุมีน้ำอยู่ประมาณ 600,000 ลูกบาศก์เมตร คาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลออกจากสระ ประมาณ320,000 ลูกบาศก์เมตร คงเหลือค้างสระประมาณ 280,000 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลหลากผ่านทุ่งนา ประมาณ 200 ไร่ ความลึก เฉลี่ยประมาณ 25 เซนติเมตรลงคลองห้วยปลาหมอ ผ่านหมู่บ้านหนองบัว เกาะแก้ว วังกระทุ่ม ลำละเลง และ ลงสู่ฝายหนองชนะชัยต่อไป

               ปัจจุบัน ฝายหนองชนะชัยมีระดับน้ำต่ำกว่าสันฝายประมาณ 1 เมตร ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำส่วนนี้ไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งปริมาณน้ำทั้งหมดจะคงอยู่ในลำน้ำ ไม่ล้นตลิ่ง หรือ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน และพื้นที่ตอนล่างในเขตพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ แต่อย่างใด

                ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 10 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดลพบุรี หน่วยทหารในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด และกรมทางหลวง ได้ร่วมกันดำเนินการนำเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าปิดทำนบที่ชำรุดดังกล่าว ด้วยเสาเข็มไม้ และถุงBig bag คาดจะดำเนินการแล้วเสร็จในวันนี้

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299351

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

ลพบุรี, อ่างฯลพบุรีแตก, คลิป, น้ำทะลัก

ลพบุรี, อ่างฯลพบุรีแตก, คลิป, น้ำทะลัก

สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลักพื้นที่บ้านหมี่-โคกสำโรงอ่วม

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 04.00 น.  ฃวันที่ 18 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 04.00 น. คันอ่างเก็บน้ำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เกิดชำรุดเสียหาย ซึ่งอ่างดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตลพบุรี หมู่ที่ 5 บ้านนกเขาเปล้า ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก กว้าง 500 เมตร ยาว 600 เมตร ลึก 5 เมตร ก่อสร้างโดยใช้งบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

ต่อมาเวลา 10.30 น.วันเดียวกันนายวีระชัย นาคมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยนายศิริศักดิ์ สกุลโสรัจจะ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบว่าคันชำรุดเป็นระยะทางยาว 15 เมตร สาเหตุเกิดจากน้ำในอ่างมีปริมาณมากเกินไปประกอบกับคันอ่างเก็บน้ำเป็นคันดินปนทรายและไม่มีการบดอัดแน่น คาดว่าน้ำจะไหลผ่านบ้านหนองบัว ตำบลเพนียดและผ่านตำบลคลองเกตุ

อย่างไรก็ตามการดำเนินการแก้ไขขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการชลประทานลพบุรี แขวงทางหลวงชนบทลพบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 16 ชัยนาท เข้าซ่อมแซมคันอ่างเก็บน้ำดังกล่าวแล้ว

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

สำหรับจุดเกิดเหตุดินสไลด์บริเวณคันดินอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่หมู่ที่ 4-5 ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นทางยางกว้างหลายเมตร ทำให้ปริมาณน้ำที่เก็บอยู่ในอ่างเก็บน้ำไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะถนนสายเพนียด-นกเขาเป้า ขณะนี้มีระดับน้ำสูงกว่า 30 ซม.รถเล็กไม่สามารถวิ่งผ่านได้แล้ว

โดยน้ำที่ไหลออกมามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอโคกสำโรงและอำเภอบ้านหมี่ ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศให้ประชาชนเก็บของขึ้นที่สูงด่วนเพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ ที่ถูกน้ำท่วมอยู่แล้วอาจจะทำให้น้ำท่วมสูงเพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ชลประทานจ.ลพบุรีที่เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุระบุว่า สระเก็บหนองโสนแห่งนี้สามารถเก็บน้ำได้สูงสุด 1.8 แสนลบ.ม.เท่านั้น ขณะที่ช่วงเวลาที่คันดินชำรุด มีน้ำอยู่ประมาณ 4 แสนลบ.ม.  ส่วนสาเหตุคันดินที่ไม่ผ่านการบดอัดอย่างแน่นหนา ทำให้เกิดชำรุดน้ำไหลทะลักดังกล่าว โดยสระเก็บน้ำแห่งนี้ก่อสร้างโดยกรมชลประทานแล้วเสร็จเมื่อปี 2550 ก่อนถูกโอนภารกิจไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)จังหวัดลพบุรี

 

**ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมชลฯ แจงสระเก็บน้ำม.เกษตรฯแตกไม่กระทบเขตเมืองลพบุรี 

อดีตส ส.ส.ลพบุรี วอนรัฐเร่งเยียวยาอ่างเก็บน้ำแตก

เตรียมรับมือน้ำเหนือหลังปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านนครสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299288

เตรียมรับมือน้ำเหนือหลังปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านนครสวรรค์

ไปแล้ว, นครสวรรค์

เตรียมรับมือน้ำเหนือ หลังปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านสถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ไปแล้วอัตรา 2,859 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

                วันที่ 17 ต.ค.60 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่าเมื่อเวลา 19.00 น. ของคืนวันที่ 16 ต.ค. 60 ที่ผ่านมาปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านสถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ไปแล้วในอัตรา 2,859 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงเช้าวันนี้(17 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านในเกณฑ์ 2,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.39 เมตร เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำต่อเนื่องมากว่า 1 สัปดาห์ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด

สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า ส่วนเขื่อนเจ้าพระยา ยังควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนในเกณฑ์ไม่เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยวันนี้   (17 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,598 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวานนี้(16 ต.ค. 60) ถึง 06.00 น. วันนี้(17 ต.ค. 60) บริเวณจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ระดับน้ำเริ่มทรงตัวลดลง 2 เซนติเมตร ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวณบ้านป้อม ระดับน้ำเริ่มทรงตัวลดลง 2 เซนติเมตร ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด ระดับน้ำเริ่มทรงตัวลดลง 1 เซนติเมตร แต่ที่บริเวณอ.บางบาล เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร แนวโน้มระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัวลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือบริเวณจังหวัดนครสวรรค์เริ่มลดลงแล้ว ประกอบกับกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง

โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 583 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง ช่วยบรรเทาและลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,202 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 310 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(17 ต.ค. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,442 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,916 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 72 สามารถรองรับน้ำได้อีก 13,812 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,342 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,646 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 70 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,531ล้าน ลบ.ม.
กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ นำถุงยังชีพและน้ำดื่ม เข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้ว

ตลาดยิ่งเจริญจัดกว่า 100 เมนูเชวนคนไทยกินเจถวายแด่พ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299273

ตลาดยิ่งเจริญจัดกว่า 100 เมนูเชวนคนไทยกินเจถวายแด่พ่อหลวง

ตลาดยิ่งเจริญจัดอาหารเจ 4 ภาค กว่า 100 เมนูเชิญชวนคนไทยถือศีลกินเจถวายแด่พ่อหลวงของปวงไทย ด้วยทานบารมี

                          ตลาดยิ่งเจริญเชิญชวนคนไทย ถือศีล กินเจ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พ่อหลวงของปวงไทย ด้วยทานบารมีวันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ณ ที่ทำการมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ ลานจอดที่ 1 ตลาดยิ่งเจริญพร้อมจัดเมนูอาหารเจ 4 ภาค กว่า 30 ร้านค้า100 เมนู ภายใต้แนวคิดอาหารปลอดภัยพร้อมจัดพื้นที่โปรโมชั่นอาหารเจและบริการ ส่งสด” ครบ จบ ในที่เดียว ส่งถึงหน้าบ้านทุกวัน ผ่านช่องทาง http://www.songsod.com

ตลาดยิ่งเจริญจัดกว่า 100 เมนูเชวนคนไทยกินเจถวายแด่พ่อหลวง

               ทางด้านมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์จัดพิธีกรรมเพื่อให้ประชาชนร่วมทำบุญสร้างกุศลพร้อมเปิดโรงทานแจกอาหารเจที่ปรุงด้วยกุ๊กระดับภัตตาคารให้รับประทานฟรี ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ตั้งแต่ วันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ณ ที่ทำการมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ ลานจอดที่ 1 ตลาดยิ่งเจริญ

                นางสาวณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด(ตลาดยิ่งเจริญ) เปิดเผยว่าตลาดยิ่งเจริญได้ร่วมกับ มูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานเขตบางเขน เอกชน และชุมชนย่านสะพานใหม่ จัดงานเทศกาลถือศีลกินเจตลาดยิ่งเจริญ น้อมเกล้าถวายแด่ พ่อหลวงของปวงไทย ด้วยทานบารมี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม อันดีงามให้คงอยู่สืบไป

            โดยในปีนี้พิเศษจัดเป็น พื้นที่โปรโมชั่นเมนูอาหารเจ 4 ภาค กว่า 30 ร้านค้า ภายใต้แนวคิดอาหารปลอดภัยกว่า 100 เมนู อาทิ ส้มตำเจ , ส้มตำไหลบัว , คั่วกลิ้งเจ , น้ำพริกอ่องเจ, หมูทอดเจ เป็นต้น ซึ่งได้สรรหาสินค้าของดี อาหารอร่อย เมนูสุขภาพ ในซุ้ม “ยิ่งเจริญ มุมอร่อย มุมสุขภาพ”มาให้เลือกสรร ทั้งอาหารคาว หวาน และผักผลไม้ปลอดสารพิษ นอกจากนี้ภายในงานตลาดยิ่งเจริญได้จัดเตรียมจุดบริการเครื่องล้างผักด้วยระบบโอโซน เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้าและผู้บริโภคได้นำผักมาล้างได้ที่จุดบริการนี้ ซึ่งจะช่วย ชะล้างสารพิษที่ตกค้างได้เป็นอย่างดีโดยมีไว้บริการที่นี่ที่เดียว ณ ลานโปรโมชั่น 60 ปี ตลาดยิ่งเจริญ

          นอกจากนี้ยังเสนอทางเลือกใหม่ เพื่อความสะดวกกับลูกค้า สามารถใช้บริการ ส่งความสดใหม่ ของอาหารเจทุกมื้อ ส่งถึงหน้าบ้านทุกวันซึ่งคาดว่าบริการ ส่งสด อาหารเจจะเป็นส่วนสนับสนุนให้ยอดขายอาหารเจของตลาดเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากอำนวยความสะดวกและไม่สร้างความจำเจกับให้ผู้ที่ทานอาหารเจ สามารถเลือกเมนูใหม่ๆ ทานได้ทุกวันผ่านช่องทาง http://www.songsod.com /messenger inbox : http://bit.ly/2ubzuqm /Line@ : @songsod

              “เทศกาลถือศีลกินเจปีนี้คาดว่าจะคึกคัก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่พร้อมใจกันร่วมทำบุญเพื่อพ่อหลวง นอกจากนี้ตลาดยังมีบริการส่งอาหารเจผ่าน ส่งสด” ส่วนราคาพืชผักในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้มีปรับขึ้นบ้างจากช่วงปกติ เพราะความต้องการมีมากขึ้น หากเปรียบเทียบราคาในเทศกาลเดียวกันจากปีที่ผ่านมายังคงราคาใกล้เคียงกันซึ่งในส่วนของตลาดยิ่งเจริญเป็นตลาดค้าส่ง มีจำนวนของผู้ค้าจำนวนมาก จึงเกิดการแข่งขันทำให้สินค้าราคายุติธรรมตามกลไกการตลาด และในภาพรวมของสินค้ากลุ่มผัก มีการบริโภคมากขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 40-50% ในขณะเดียวกัน ส่วนราคาเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ราคาได้เริ่มปรับลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ” นางสาวณฤมล กล่าว

                 ทางด้าน นางกัญจนิดา ตันติสุนทร กรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด(ตลาดยิ่งเจริญ) กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเทศกาลกินเจปี 2560 ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ จะมีเม็ดเงินใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเจสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งแม้ว่าในปีนี้จำนวนคนที่สนใจกินเจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จากการเพิ่มจำนวนวันในการกินเจของผู้บริโภค โดยส่วนใหญ่ตั้งใจจะกินเจทุกมื้อตลอด 9-12 วัน เทียบกับปีก่อนที่ส่วนใหญ่กินเจเป็นบางมื้อ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการกินเจในปีนี้โดยรวมไม่แตกต่างจากปีที่แล้ว คือมีงบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท / คน / วัน

                ด้วยเหตุนี้ตลาดยิ่งเจริญจึงมีโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย ซื้อคูปอง 1,900 บาท ได้รับกระเป๋าผ้าคุณภาพดี ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” ของร้านจิตรลดา มูลค่า 160 บาท ซึ่งจะมีการนำรายได้จำนวน 10 บาท นำไปสมทบทุนร่วมทำบุญสร้างอาคารนวมินทรบพิตร โรงพยาบาลศิริราช และรับน้ำดื่ม 3 ขวด พร้อมบัตรที่ระลึก คำสอนของพ่อ สามารถนำคูปองมาซื้ออาหารเจที่ตลาดได้ทุกวันตั้งแต่วันที่ 18-29 ตุลาคม นี้ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่น ทุกยอดซื้อ 100 บาท ได้รับสติ๊กเกอร์ 1 ดวง เพื่อสะสมในสมุดเพื่อสะสมยอดซื้อ นำมาแลกรับของสมนาคุณ อาทิ กระบอกน้ำ , เสื้อ , ร่ม UV และกระเป๋าผ้า ตั้งเป้าเงินสะพัดส่วนสะสมยอดซื้อ วันละ 300,000 บาท ตลอดเทศกาล 10 วัน คาดว่าไม่ต่ำกว่า 3,300,000 บาท

               นอกจากนี้ตลาดยิ่งเจริญยังได้ร่วมกับมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ (จิบเสียงเซี่ยงตึ๊ง)(โรงเจสะพานใหม่ ตลาดยิ่งเจริญ) จัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนร่วมทำบุญสร้างกุศล พร้อมร่วมพิธีสักการะองค์เทพเจ้าดาวเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์ สวดมนต์เวียนธูป และเข้าร่วมพิธีบูชาเทพเจ้าธรรมบาล เพื่อสะเดาะเคราะห์และเสริมบารมีพร้อมเปิดโรงทานแจกอาหารเจที่ปรุงด้วยกุ๊กระดับภัตตาคารให้รับประทานฟรีตลอดทั้ง 10 วันในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆได้ทุกวัน ณ มูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ (โรงเจสะพานใหม่) ลานจอดรถที่ 1 ตลาดยิ่งเจริญ

กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299203

  กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

อ่างยะรม

  กรมชลเดินหน้าเร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

                    นายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมชลประทานวางแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยะรม อ.เบตง จ.ยะลา โดยกำหนดระยะเวลา 4 ปี (.. 2560-2563) นั้น ตนได้สั่งการให้สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 เร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

   กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

                   ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่การเกษตร การอุปโภคบริโภคครอบคลุมพื้นที่ ต.ยะรมทั้งตำบลแล้ว ยังสอดรับกับท่าอากาศยานเบตงที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2562 และคาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปี 2563

              “เป็นการเร่งรัด เพื่อให้ครอบคลุมเป้าหมายทุกด้านพร้อมๆ กันเลยทีเดียว เพราะคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติก่อสร้างโครงการสนามบินเบตงในปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ”

                      อ่างเก็บน้ำยะรม มีขนาดความจุอ่าง 8.34 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทาน 3,500 ไร่ ขณะเดียวกันแก้ไขปัญหาราษฎรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

                  แผนงานก่อสร้างเดิมของอ่างเก็บน้ำยะรม ประกอบด้วย ก่อสร้างทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบ และงานก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ (..2560-2563)

   กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

                  อ่างเก็บน้ำยะรมจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำประปาสำหรับสนามบินเบตง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ประกอบด้วยประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งจะพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด ไม่ได้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยประเทศไทยกำหนดพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยจัดทำพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งจะเน้นด้านการท่องเที่ยว การบริการ และการค้าเป็นพิเศษที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้สะดวกยิ่งขึ้น

                  ตามแผนการก่อสร้างสนามบินเบตง ต.ยะรม อ.เบตง เริ่มก่อสร้างในปี 2560 และอาคารผู้โดยสารจะแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และทางวิ่งสนามบินแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคมเดียวกัน และเป็นส่วนสำคัญเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากปีละ 6แสนคน เป็น 1 ล้านคน เนื่องจากสะดวกในการเดินทาง จากเดิมต้องใช้เวลาเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่หรือสนามบินนราธิวาส3-4 ชั่วโมง

เช็คความพร้อมประมงไทยปูทางรับอียูตรวจเข้มพฤศจิกายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299201

เช็คความพร้อมประมงไทยปูทางรับอียูตรวจเข้มพฤศจิกายนนี้

เช็คความพร้อมประมงไทยปูทางรับอียูตรวจเข้มพฤศจิกายนนี้

 

วันที่ 16 ต.ค.60 เวลา 07.30 น. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง  ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรปราการ เพื่อตรวจติดตามการปฏิบัติงานระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำ  ก่อนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล (DG MARE)  ของสหภาพยุโรป (EU)  จะเดินทางมาตรวจประเมินในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 60 นี้  เพื่อสร้างความมั่นใจให้อุตสาหกรรมประมงไทยปราศจากการทำประมง IUU ทั้งระบบ โดยจุดแรกคณะได้เดินทางไปยังสะพานปลาสมุทรสาครเพื่อรับฟังบรรยายสรุปการควบคุมระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำจากเรือประมงไทย พร้อมตรวจการปฏิบัติงานการควบคุมการเข้า – ออก ของเรือประมง จากนั้นได้เดินทางตรวจการปฏิบัติงานการขนถ่ายสัตว์น้ำที่ท่าเทียบเรือประมงพรพีรพัฒน์ จ.สมุทรสาคร ก่อนรับฟังบรรยายสรุป และตรวจการปฏิบัติงาน ณ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ บ.ไทยยูเนียน จ.สมุทรสาคร

ส่วนในช่วงบ่ายคณะได้เดินทางต่อไปยังท่าเรือหมายเลข 23 บริษัท ธนาพรชัย จำกัด อ.พระประแดง จ.สุมทรปราการ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานควบคุมเรือประมงต่างชาติภายใต้มาตรการรัฐเจ้าของท่า (PSM) อาทิ การควบคุมก่อนการนำเข้า ข้อมูลเส้นทางการเดินเรือ การตรวจสอบความปลอดภัยของเรือ ลูกเรือ และการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกรมเจ้าท่า  รวมถึงตรวจการควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและตรวจการปฏิบัติงานตรวจการขนถ่ายสัตว์น้ำ และการออกเอกสารเพื่อควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำจากท่าเพื่อไปโรงงานและห้องเย็น

                    พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ  เปิดเผยว่า  ในภาพรวมถือว่าไทยมีการพัฒนาการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูในหลายๆ ด้านไปค่อนข้างมาก และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงไทยปราศจากการทำประมง IUU ทั้งระบบ  โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำที่กรมประมงได้มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบย้อนกลับของไทย เพื่อไม่ให้มีสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเข้ามาในประเทศไทย  รวมถึงไม่ให้มีการส่งออกสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงแบบ  IUU  อย่างเด็ดขาด  ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย  และสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ

                   โดยสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย  ได้มีการจัดวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลได้ตลอดสายการผลิต โดยกำหนดให้เรือประมงที่จับสัตว์น้ำต้องจดบันทึกการทำการประมงตามความเป็นจริงทุกครั้ง และมีรายละเอียดของชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ บริเวณที่จับ และเครื่องมือการทำประมง  เมื่อนำสัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเทียบเรือ  กำหนดให้ท่าเทียบเรือต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด  กรณีขนส่งไปขายที่ตลาดกลางโดยยังไม่มีการคัดแยกและชั่งน้ำหนัก ต้องชั่งน้ำหนักโดยประมาณของสัตว์น้ำที่ขนส่ง  และเมื่อถึงตลาดกลางต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด  และเมื่อมีการซื้อขายสัตว์น้ำ ผู้ซื้อผู้ขายต้องกรอกข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและปริมาณที่ซื้อขายในเอกสารกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ เพื่อให้มีข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ทุกขั้นตอนตลอดสายการผลิต

ส่วนสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ  ผู้ประกอบการนำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำ โดยด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมงจะดำเนินการตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสาร เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์น้ำไม่ได้มาจากการทำการประมง IUU โดยทำการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ, ล็อคบุ๊ค ใบอนุญาตทำการประมง ใบอนุญาตขนถ่าย แหล่งทำการประมง พฤติกรรมเรือ เส้นทางเดินเรือ ข้อมูลการทำการประมง และแผนผังการเก็บสัตว์น้ำ เป็นต้น หากข้อมูลถูกต้องจะอนุญาตให้เรือเทียบท่าและขนถ่ายสัตว์น้ำได้

นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมการขนถ่ายและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำที่ขนขึ้นรถบรรทุก และจัดทำเอกสารเพื่อกำกับรถบรรทุกทุกคันที่ขนส่งไปยังโรงงาน และบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อสัตว์น้ำไปถึงโรงงานจะมีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด และออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับ กรมประมงได้มีการระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย และ 2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำนำเข้า เพื่อให้สามารถตามสอบเส้นทางไหลของสัตว์น้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสายการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าสัตว์น้ำ การขึ้นท่าสัตว์น้ำ การกระจายสัตว์น้ำ การแปรรูป การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การออกใบรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนถึงกระบวนการสุดท้าย คือ การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเรือประมงที่แจ้งเข้า – แจ้งออกให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์  เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำสัตว์น้ำขึ้นท่า  ควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและลูกเรือกลางทะเล   สร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการประมงตลอดสายการผลิตให้ความร่วมมือ  และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด  และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย โดยได้มีการนำระบบเครื่องชั่ง Smart scale ที่สามารถส่งข้อมูลชนิดและน้ำหนักที่ชั่งเข้าระบบ ที่ได้มีการนำร่องใช้กับท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาที่สงขลาเป็นแห่งแรก และที่สมุทรสาครเป็นแห่งที่สอง ซึ่งจะทำให้ข้อมูลชนิดและน้ำหนักสัตว์น้ำมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้นด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

กรมชลยังคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,600 ลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299187

กรมชลยังคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,600 ลบ.ม.

เขื่อนเจ้าพระยา

กรมชลยันควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากที่ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าวันนี้(16 ต.ค. 60) ปริมาณน้ำทางตอนบนที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.39 เมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้(15 ต.ค.) 9 เซนติเมตร เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำต่อเนื่องมากว่า 1 สัปดาห์ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า
ส่วนเขื่อนเจ้าพระยา ยังควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนในเกณฑ์ไม่เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยวันนี้   (16 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,598 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวานนี้(15 ต.ค. 60) ถึง 06.00 น. วันนี้(16 ต.ค. 60) บริเวณจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง เพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวณบ้านป้อม เพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร และบริเวณอ.บางบาล เพิ่มขึ้น 5 เซนติเมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 578 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง        ช่วยบรรเทาและลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,183 ล้านลูกบาศก์เมตร      ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 310 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(16 ต.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,242 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,715 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 71 สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,007 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,219 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,523 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,653 ล้าน ลบ.ม.
ในส่วนของพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการในพื้นที่ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน นำเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล และกระสอบทราย ทำคันป้องกันน้ำที่จะไหลเข้าท่วมถนนและเส้นทางสัญจร รวมทั้งการนำถุงยังชีพและน้ำดื่ม เข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้ว

สั่งเลิกเลี้ยงกุ้งเค็มพื้นที่น้ำจืด หวั่นเสียหาย1.6 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299143

สั่งเลิกเลี้ยงกุ้งเค็มพื้นที่น้ำจืด หวั่นเสียหาย1.6 หมื่นล.

บอร์ดประมง, หมื่นล, หมื่นล้าน

บอร์ดประมงสั่งเลิกเลี้ยงกุ้งเค็มพื้นที่น้ำจืด หวั่นเสียหาย1.6 หมื่นล้าน

             บอร์ดนโยบายประมงแห่งชาติ เห็นชอบยกเลิกการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด หลังเกษตรกรร้องน้ำหลุดลงพื้นที่เกษตรอื่น เสี่ยงคู่ค้ายกข้ออ้างกีดกันสินค้า ด้านผู้เลี้ยงกุ้งลั่นเสียหายตลอดสายผลิต 1.6 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ได้พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการระงับใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด เนื่องจากเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพอื่นร้องเรียนต่อกรมประมงและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำทิ้งของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ซึ่งระบายน้ำที่มีความเข้มทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย  กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กรมประมงได้แจ้งให้ผู้เลี้ยงกุ้งที่ปล่อยน้ำออกนอกพื้นที่ฟาร์มดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดการน้ำทิ้งซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรับทราบและดำเนินการปรับปรุงตามที่ได้รับแจ้งเตือน แต่ยังมีบางรายรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลชนิดอื่นยังมีบางที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งปัญหานี้หากไม่ได้รับการแก้ไขมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตประเทศคู่ค้าจะนำมาใช้เป็นข้อกีดกันทางด้านการค้า กรณีปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ประกาศยกเลิกการเพาะเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 โดยให้ผู้ว่าราชการ 60 จังหวัดที่เพาะเลี้ยงออกคำสั่ง แต่ไม่ดำเนินการออกประกาศ 10 จังหวัด ในขณะที่ผลสำรวจของกรมประมงเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาพบว่า ยังมีเกษตรกรผู้ผลิตสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด อยู่ทั้งสิ้น 5,794 ฟาร์มคิดเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยง 82,675.51 ไร่

ดังนั้นเพื่อให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นไปตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การประมง พ.ศ.2558 กรมประมงจึงทำแผนแม่บทในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ ขึ้นซึ่งได้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ ระบุว่ากำหนดให้บังคับใช้พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ควบคู่กับการบังคับใช้มาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ฝ่ายเลขานุการฯเห็นควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6 / 2553 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 7 / 2559

โดยให้กำหนดพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ เป็นพื้นที่น้ำจืดภายใต้มาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือ เป็นพื้นที่ที่มีชั้นตะกอนทะเลลึกกว่า 1.5 เมตร (ม.) เนื่องจากชั้นดินที่มีตะกอนทะเลลึกกว่า 1.5 เมตร ดินด้านบนจะเป็นดินที่มีสภาพทางการเกษตรสูง เพราะอิทธิพลจากชั้นตะกอนทะเลจะอยู่พ้นความลึกของรากพืช จึงควรอนุรักษ์พื้นที่เหล่านี้ไว้สำหรับใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรม และเป็นพื้นที่ที่ห้ามเลี้ยงสัตว์น้ำตามกฎหมายอื่นกำหนด

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด ภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยระบุว่าจะส่งผลกระทบตลอดสายการผลิต ฟาร์มเพาะลูกกุ้ง ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ภาคการส่งออก อุตสาหกรรมห้องเย็นรวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การค้าปัจจัยการผลิตและแรงงานจากประมง คาดว่ามีความเสียหายทางเศรษฐกิจ กว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี ประกอบด้วยภาคการผลิตจากพื้นที่การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในพื้นที่น้ำจืดประมาณ 82,675.50 ไร่ผลผลิตเฉลี่ย 735 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี คิดเป็นผลผลิตรวมประมาณ 60,765 ตันหรือ 18.99% ของผลผลิตรวมทั้งประเทศปริมาณ 320,000 ตันต่อปี มูลค่าประมาณ 10,026 ล้านบาท
การยกเลิกเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดยังกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ เพราะผลผลิตกุ้งขาวที่เลี้ยงในพื้นที่น้ำจืดส่วนหนึ่งจำหน่ายภายในประเทศจึงอาจทำให้ผู้บริโภคในประเทศต้องซื้อกุ้งขาวในราคาที่แพงขึ้น

กรมชลยันยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299094

กรมชลยันยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์

กรมชล, กรมชลยัน, อยู่ในเกณฑ์

กรมชลยัน ยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในเกณฑ์ 2,600 ลบ.ม./วินาที

        วันที่ 15 ต.ค. ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวยืนยันถึงการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ว่า กรมชลประทานยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,600 ลบ.ม./วินาที โดยคงระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ระดับ +16.80 เมตร(รทก.) และได้ระบายน้ำผ่านระบบชลประทานโดยเพิ่มการรับน้ำเข้าฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่ง 531 ลบ.ม./วินาที ยืนยันไม่ได้มีการเร่งปล่อยน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาหรือปล่อยน้ำเพิ่มในเวลากลางคืนแต่อย่างใด
ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่มากกว่า 2,600-2,616 ลบ.ม./วินาที อยู่ในช่วงตั้งแต่เช้าวันที่ 14-15 ตุลาคม 2560 และระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ณ เวลา 06.00 น. ตั้งแต่วันที่ 12 -15 ตุลาคม 2560 มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นรวม 18 เซนติเมตร โดยสาเหตุที่อาจจะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น มีปัจจัยเสริมจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในช่วงวันที่ 11 – 14 ตุลาคม 2560 ซึ่งมักจะมีฝนตกในช่วงบ่ายถึงค่ำมาตลอด ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงมาเติมในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ และกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้รายงานสถานการณ์น้ำและประสานงานกับจังหวัดชัยนาท สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดชัยนาท ฝ่ายความมั่นคง รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้รับทราบ เพื่อแจ้งเตือนและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมาโดยตลอด

กรมชลยันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299093

กรมชลยันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำ

กรมชลประทาน

กรมชลยันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำ

วันที่ 15 ต.ค. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากที่ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าวันนี้(15 ต.ค. 60) ปริมาณน้ำทางตอนบนที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,804 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.48 เมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้(14 ต.ค.) 8 เซนติเมตร เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า

ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อน 2,616 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวานนี้(14 ต.ค. 60) ถึง 06.00 น. วันนี้(15 ต.ค. 60) บริเวณจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวรบ้านป้อม จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 4 เซนติเมตร ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด เพิ่มขึ้น 6 เซนติเมตร และบริเวณอ.บางบาล เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 530 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง ช่วยบรรเทาและลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,156 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 340 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(15 ต.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,036 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,509       ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,195 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,111 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,415 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 68 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,765 ล้าน ลบ.ม.