กรมชล ตั้งเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299874

 กรมชล ตั้งเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

กรมชล,  กรมชล

 กรมชล ตั้งเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

               ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวจากการติดตามสถานการณ์ฝนของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจริยะ กรมชลประทาน(SWOC) พบว่าในช่วงวันที่ 16 – 18 ต.ค. 60 มีปริมาณฝนตกกระจายในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางในจังหวัดอุตรดิตถ์ ,สุโขทัย ,ตาก ,พิษณุโลก ,เพชรบูรณ์ และกำแพงเพชร โดยมีฝนสะสม 3 วันสูงสุด วัดได้ 70 มิลลิเมตร , 168.6 มิลลิเมตร ,180.1 มิลลิเมตร ,151.5 มิลลิเมตร ,105.7 มิลลิเมตร และ 50.6 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำปิง และลุ่มน้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับในช่วงวันที่ 19 – 22 ต.ค. 60 มีฝนตกกระจายต่อเนื่องในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา
กรมชลประทาน ได้ใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาชะลอน้ำไว้ โดยคงการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาด้วยอัตรา เดิม 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งตัดยอดปริมาณน้ำแบ่งรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งผ่านระบบชลประทานอย่างเต็มศักยภาพ แต่ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงสูงขึ้น จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ +17.44 เมตร(รทก.) ดังนั้น     เพื่อไม่ให้เกิดน้ำล้นคันกั้นน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะค่อยๆ ทยอยเพิ่มการระบาย ตั้งแต่วันนี้(23 ต.ค. 60 เวลา 13.00 น.) จนถึงอัตรา 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันพรุ่งนี้(24 ต.ค. 60) จากนั้น จะคงการระบายน้ำในอัตรานี้ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์ หากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มเติมจะเริ่มลดปริมาณการระบายลงตามลำดับ ลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้น ประกอบกับอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 23 – 27 ต.ค. 60 จะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 20 – 25 เซนติเมตร
กรมชลประทาน ได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.สมุทรสาคร จำนวนทั้งสิ้น 55 ลำ ขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องแล้ว 35 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทานอีก 53 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.นครปฐม ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำลง ได้วันละประมาณ 29 ล้าน ลบ.ม.

วอน“บิ๊กตู่”แก้ทุจริตฯโซล่าฟาร์มสหกรณ์การเกษตรไชยวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299799

วอน“บิ๊กตู่”แก้ทุจริตฯโซล่าฟาร์มสหกรณ์การเกษตรไชยวาน

วอน“บิ๊กตู่” ช่วยผ่าทางตันแก้ทุจริตฯโซล่าฟาร์มสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯ อุดรธานี

               เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา นายบรรยงค์  อัมพรตระกูล ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังงานเกษตรสีเขียว และที่ปรึกษา สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมด้วยนายสุรชัย ศรีหวัง ประธานสหกรณ์เฉพาะกิจ และ เลขานุการสหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด จ.อุดรธานี พร้อมด้วย ตัวแทนสมาชิก ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, กรมส่งเสริมสหกรณ์, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อช่วยผ่าทางตันแก้วิกฤติ โซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด จ.อุดรธานี จากกรณี นายวิฑูรย์ ศรีวิชา ประธานสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯคนปัจจุบัน พร้อมกรรมการ รวม 4 คน มีพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส ในการดำเนินการโครงการโซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตร
ล่าสุดนายสุรชัย ศรีหวังได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. พิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานีและมีการดำเนินคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารกับนายวิฑูรย์แล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความเห็น “สั่งฟ้อง”  นาย วิฑูรย์  ศรีหวัง ซึ่งทางนิติกร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้พิจารณาแล้วมีมติว่าการประชุมสหกรณ์ฯ ทั้งวันที่ 12 และ 18 ก.ค. 2560 เป็นโมฆะ

นายบรรยงค์กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรม 6 ข้อดังนี้ 1. ให้ กกพ. และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยกเลิกการยื่นขอขายไฟฟ้าของบริษัท จูปิเตอร์ฯ ที่อ้างสิทธิ์เป็นผู้สนับสนุนสหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด เนื่องจากทำผิดกฎหมาย
เป็นสาเหตุให้นายวิฑูรย์  ศรีวิชา ประธานสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯ ถูกแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้อัยการกำลังส่งฟ้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
2.ขอให้รับรองประธานเฉพาะกิจและคณะกรรมการเฉพาะกิจที่สมาชิกจำนวน 101 คนซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เป็นผู้แต่งตั้งขึ้น ในวันประชุมวันที่ 3 ต.ค. 2560 เพื่อแก้ไขวิกฤติสำคัญครั้งนี้
3. ให้รับรองการยื่นขายไฟฟ้าต่อ กกพ. ของสมาชิก 101 คน ตามมติการประชุม 3 ต.ค. 2560 ซึ่งได้ไปยื่นคำร้องขอขายไฟฟ้าต่อ กกพ. ในวันที่ 9 ต.ค.2560 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ บริษัท พี เค ที กรีน จำกัด

4. ขอให้สหกรณ์จ.อุดรธานี และผวจ.อุดรธานี เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเฉพาะกิจ Solar Farm ในวันที่ 24 ต.ค. 2560 เพื่อคืนอำนาจแก่สมาชิกในการสรรหาประธาน และคณะกรรมการ ที่มีความโปร่งใสและชอบธรรม
5. ให้ปลดประธานวิฑูรย์ ศรีวิชา และพวก 3 คน ออกจากคณะกรรมการบริหารสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯเพราะมีพฤติกรรมไม่โปร่งใส กล้าทำผิดกฎหมาย และ 6. ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่สหกรณ์จ.อุดรธานี บางคนซึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามทางคณะผู้ร้องเรียนหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐที่วันนี้ได้รวมตัวกันไปร้องฯและหวังว่าทาง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงรีบดำเนินการผ่าทางตันวิกฤติสหกรณ์ไชยวานฯโดยด่วนที่สุด

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299791

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

แม่น้ำเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

              นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงจากจ.กำแพงเพชร ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จ.นครสวรรค์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วงเย็นของวานนี้(21 .. 60) ปริมาณน้ำสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ไหลผ่านสถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ไปแล้วในอัตรา 3,059 ลบ../วินาที ก่อนจะทรงตัวและเริ่มลดลงจนถึงช่วงบ่ายของวันนี้(22.. 60) วัดปริมาณน้ำได้ 3,049 ลบ../วินาที ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร แนวโน้มระดับน้ำลดลง คาดว่าเมื่อไหลมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง จะทำให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงวันที่ 22 – 24 .. 60 เพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 10 เซนติเมตร

               ปัจจุบัน(22 .. 60) ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ +17.30 เมตร(รทก.) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,598 ลบ../วินาที ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงบริเวณจ.พระนครศรีอยุธยายังทรงตัว กรมชลประทาน ยังคงการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก ในช่วงวันที่ 17 – 22.. 60 ตามมาตรการที่ได้วางไว้ โดยเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำต่อเนื่องมา 2สัปดาห์แล้ว ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนตามความเหมาะสม และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คงการระบายน้ำวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับน้ำเข้าไปรวมกัน 744 ลบ../วินาที พร้อมกันนี้ ได้ใช้ศักยภาพของระบบชลประทาน ในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้ง เครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทาน และของกองทัพเรือ ติดตั้งในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด รวมไปถึงการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำลงด้วย

             สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มดีขึ้นโดยลำดับ เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มทรงตัวลดลง ประกอบการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมา ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมและกลับเข้าสู่สภาวะปกติในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

กรมป่าไม้ สนองพระราชปณิธานดูแลต้นสนฉัตร ทรงปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299724

กรมป่าไม้ สนองพระราชปณิธานดูแลต้นสนฉัตร ทรงปลูก

กรมป่าไม้ สนองพระราชปณิธานดูแลต้นสนฉัตร ทรงปลูก “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ”

      วันที่ 21 ตุลาคม 2560 เวลา 09.00 น.  ที่โรงเรียนร่มเกล้า อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2560” พร้อมด้วยผอ.สจป.6 สาขานครพนม ผู้อำนวยการโรงเรียนร่มเกล้า ผู้แทนหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชน และนักเรียน นักศึกษา ประมาณ 500 คนเข้าร่วมพิธี

นางอำนวยพรกล่าวว่า สืบเนื่องจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ที่เสื่อมโทรมให้คืนความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์เองมาตลอดพระชนม์ชีพ และทรงให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาที่พระองค์ทรงปลูกเป็นอย่างมาก คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 ให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ เป็น “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” โดยในปี พ.ศ. 2560 นี้กรมป่าไม้ได้กำหนดจัดงานวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ภายใต้ชื่องาน “สืบสานพระราชปณิธาน องค์แม่ฟ้า และพ่อหลวง สู่ปวงชน” พร้อมกันในวันนี้ทั้งสี่ภาค

สำหรับกิจกรรมที่โรงเรียนร่มเกล้า ประกอบด้วย 1. พิธีเปิดกิจกรรม “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ เพื่อให้ทราบประวัติความเป็นมาของวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ
2.การชมนิทรรศการ การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จมาทรงเปิดโรงเรียนร่มเกล้า และเสด็จเยี่ยมทหารเป็นการส่วนพระองค์ ณ โรงเรียนร่มเกล้าแห่งนี้
3. การบำรุงรักษาต้นสนฉัตร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2519 โดยทีมรุกขกร ของ สจป.6 สาขานครพนม  4. การปลูกต้นสาละลังกา เพื่อเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นราชสักการะแด่ สมเด็จย่า และพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย
และ5. มอบพันธุ์กล้าไม้ ต้นราชพฤษ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติ ที่มีดอกสีเหลือง เป็นสีเหลือง ตรงกับสีประจำวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จำนวน 900 ต้น เพื่อให้ผู้ร่วมงานนำไปปลูกที่บ้าน เพื่อช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานองค์แม่ฟ้า และพ่อหลวง ในการดูแลรักษาต้นราชพฤกษ์เติบโต เป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง อยู่คู่กับจังหวัดสกลนครตลอดไป

กยท.ผนึกธกส.จุดประกายธุรกิจแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299597

กยท.ผนึกธกส.จุดประกายธุรกิจแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

กยท.ผนึกธกส.จุดประกายธุรกิจแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

                ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เวทีแห่งนี้ ผู้ร่วมสัมมนาจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง SMEs จาก 40 แห่ง ประมาณกว่า 100 คน จะได้รับความรู้ ความเชี่ยวชาญจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ องค์ความรู้ และการต่อยอดพัฒนาธุรกิจกลับไปเป็นเม็ดเงินที่สร้างรายได้ต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันทั้งจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่ประสบความสำเร็จสามารถส่งขายผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก กับผู้ประกอบกิจการยางรายใหม่ที่มีความพร้อมนำผลิตภัณฑ์จากยางพาราก้าวสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะพัฒนาผู้ประกอบการในทุกมิติ ตั้งแต่การเป็นนักคิด นักการตลาดในการนำผลผลิตที่มาจากต้นยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และพัฒนาตนเองเป็นนักเทคโนโลยีควบคู่ด้วย เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ตรงถึงมือผู้บริโภคได้ง่าย รวดเร็ว จึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจและเท่าทันเทคโนโลยี

                  ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตยางกำลังเผชิญกับกับปัญหาหลักๆ ที่สร้างผลกระทบต่อยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ปัญหาโครงสร้าง ในฐานะผู้ส่งออกยางรายใหญ่ แต่ประเทศไทยกลับใช้ยางพาราภายในประเทศเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อราคา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการใช้ทดแทนในประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา และยังมีปัญหาด้านต้นทุนการผลิตในประเทศไทยที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตามการสร้างให้เป็นแบรนด์ยางพาราไทยที่ไม่มีประเทศใดสามารถลอกเลียนแบบได้ ตามระบบคุณภาพที่มีมาตรฐานคุณภาพในระดับสากล เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนและรายได้ที่เข้ามา ให้เกิดความคุ้มค่ากับการลงทุน ปัญหาด้านการกีดกันทางการค้า การลดปัญหาเรื่องนี้ ต้องเรียนรู้ให้เท่าทัน เพราะโลกมีการติดต่อสื่อสารในเรื่องของข้อมูล ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานที่สากลยอมรับจะช่วยลดปัญหานี้ได้ ปัญหาแรงงาน ในอดีตมีคนเพียงพอที่จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันปัญหาแรงงานเกิดขึ้นกับทุกภาคธุรกิจ รวมถึงภาคเกษตรอย่างสวนยางพารา ดังนั้น เทคโนโลยีการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดปัญหาได้

               “การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทย ต้องมีความชัดเจนร่วมกัน ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ราคา และการส่งเสริมการขาย โดยต้องร่วมกันคิด เพื่อให้สามารถขายผลิตภัณฑ์ได้ สร้างให้เห็นเอกลักษณ์ของสินค้าอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์ และสิ่งสำคัญคือการสร้างความน่าเชื่อถือ ที่จะแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์และคุณภาพ ทั้งนี้ ต้องบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน โดยรัฐเปรียบเหมือนศูนย์บ่มเพาะที่จะช่วยสนับสนุนให้ทั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ให้เข้าใจในผลิตภัณฑ์และพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรง สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง สร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลแจงคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัยพัง ทำน้ำทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299576

กรมชลแจงคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัยพัง ทำน้ำทะลัก

อ่างฯห้วยท่าแพ, ทำน้ำทะลัก

กรมชลแจงคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัย พัง ทำน้ำทะลัก

              จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า คันดินกั้นน้ำบริเวณหน้าทางระบายน้ำล้น(Spill Way)ของอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัย พังทลายเป็นแนวยาวกว่า 40 เมตร ทำให้มวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่คลองท่าแพ และมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่ท้ายอ่างฯ นั้น

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า อ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุที่ระดับเก็บกัก 58ล้านลูกบาศก์เมตร ฝนที่ตกหนักบริเวณทางตอนบนของอ่างเก็บน้ำ ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างฯจนเต็มความจุ มีน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น(Spill Way)ตลอดในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ในขณะที่ยังอยู่ในช่วงงานก่อสร้างเพื่อเพิ่มความจุอ่างฯ เป็น 70 ล้านลูกบาศก์เมตร ผู้รับเหมาได้ทำคันดินเพื่อปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างประมาณครึ่งหนึ่งของทางระบายน้ำล้น โดยให้น้ำสามารถระบายได้ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง แต่เนื่องจากปริมาณน้ำเมื่อวันที่ 18 .. 60 มีมากถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เกิดการกัดเซาะคันดินพังเสียหาย ส่งผลให้มีน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นมากขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวได้ไหลลงสู่ลำห้วยท่าแพ มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งในช่วงที่แคบเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร บริเวณต.สารจิตร และต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย

              ปัจจุบันระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 – 3วันนี้ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จากโครงการชลประทานสุโขทัย ได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือพร้อมกับนำน้ำดื่มไปแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไปแล้ว

             ทั้งนี้ ปริมาณน้ำจากลำห้วยท่าแพจะไหลลงสู่คลองชักน้ำแม่น้ำยมฝั่งขวา ก่อนจะไหลไปรวมกับลำน้ำแม่มอกและไหลลงสู่คลองทางไม้ที่ไหลผ่านบริเวณโรงพยาบาลสุโขทัยตามลำดับ ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณโรงพยาบาล เนื่องจากโครงการชลประทานสุโขทัย ได้รักษาระดับน้ำในคลองทางไม้ให้อยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่งประมาณ 30เซนติเมตร

กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299547

กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ

กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ

              วันที่ 19 ตุลาคม 2560 กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เคาะวันแรกเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำยางข้นรายใหญ่ของประเทศ ขานรับ ราคาพุ่ง 44.50 บาท/กก. มุ่งเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด พร้อมกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจาก ตลาด กยท. ได้ เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรอง และที่สำคัญ ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ และผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสด มีระบบควบคุมคุณภาพ และรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

                นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่ในความรับผิดชอบครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 5.1ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 23.18 ของประเทศ และมีผลผลิตรวม 1,117,880 ตัน/ปี โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยึดถือการทำสวนยางเป็นอาชีพหลักมาอย่างยาวนาน ฉะนั้น ยางพาราจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่เขตภาคใต้ตอนล่างผลิตและจำหน่ายส่วนมากจะเป็นรูปแบบของน้ำยางสดเป็นหลัก ทำให้ กยท.ได้มีการผลักดันการจัดตั้งกลุ่มน้ำยางสดของเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 452 กลุ่ม พร้อมทั้ง ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมน้ำยางสดหรือบ่อน้ำยาง เพื่อรวบรวมน้ำยางสดจากกลุ่มย่อย อีกจำนวน 11 ศูนย์ สามารถรวบรวมน้ำยางสด คิดเป็นปริมาณเนื้อยางแห้ง 16,000 ตัน/ปี มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 900 ล้านบาท/ปี นับว่าเป็นผลผลิตที่สร้างมูลค่าไม่น้อยให้แก่เกษตรกร และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่

               นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมาระบบบริหารจัดการตลาดน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกร ยังไม่สามารถสร้างระบบในการบริหารจัดการน้ำยางสดให้มีประสิทธิภาพได้เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางกฎระเบียบ และข้อจำกัดของน้ำยางสดทั้งระยะเวลาในการเก็บรักษา การขนส่ง กลยุทธ์ทางการค้าการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทำให้การขายน้ำยางสดของเกษตรกรยังไม่ได้ราคาที่เหมาะสม

ฉะนั้น การพัฒนาระบบน้ำยางสดให้มีคุณภาพ และที่สำคัญมีเสถียรภาพด้านราคาที่เป็นธรรม กยท. จึงได้จัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด ซึ่งเป็นตลาดกลางแห่งแรกของประเทศที่จะเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด สามารถกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจากตลาด กยท. ได้ ซึ่งเกษตรกรสามารถขายน้ำยางสดได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรองในการขาย ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสดจะมีระบบควบคุมคุณภาพและรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

               ด้านนายชัยพจน์ อรุณชัยวัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) กล่าวว่า บริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งตลาดน้ำยางสด โดยจะเป็นบริษัทผู้รับซื้อน้ำยางสด ที่ให้ราคารับซื้อสูงที่สุดในประเทศไทย วันนี้ เป็นวันแรกที่เปิดตลาดกลางน้ำยางสด ทางบริษัท จึงขอประกาศรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ราคากิโลกรัมละ 44.50 บาท/กก. สูงกว่าราคาตลาดท้องถิ่นทั่วไปที่ขายอยู่ที่ 40 บาท/กก. โดยวันนี้มารับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางถึง กยท. จำนวนประมาณ 120 กว่าตัน ซึ่งบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาท้องถิ่นในแต่ละวัน

              นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.สาขานาทวี กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ เช่น เกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เป็นอีมีผลผลิตน้ำยางสดประมาณวันละ 30,000 กก. โดยขายตรงผ่านบริษัทเอกชนเพื่อแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ซึ่งน้ำยางทุกหยดจะรับซื้อจากสมาชิกเท่านั้น เพื่อให้การบริหารจัดการระบบขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. จะช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรสมาชิกสามารถขายได้ราคาที่สูงขึ้น เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มต่างๆ ที่ขายให้พ่อค้าเอกชนรายย่อยขณะนี้ต่างกลุ่มต่างดำเนินการขายแยกกันไปทำให้เมื่อประสบปัญหาต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพ การกดราคา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งการตั้งตลาดกลาง กยท. ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางเท่านั้น แต่กลับเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลับมารวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งและสามารถร่วมกันขายน้ำยางสดผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นระบบที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อผู้ขายต่อไปได้

                “ที่ผ่านมา กยท.เปิดตลาดกลางสำหรับซื้อขายยางแผ่นรมควันได้สำเร็จแล้ว และหากสร้างกลไกของรัฐ ตั้งตลาดกลางน้ำยางสด จะยิ่งช่วยให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขายผลผลิตในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำยางสด ซึ่งมีปริมาณที่มาก และคุณภาพที่ทำอยู่ก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ จะสามารถซื้อขายได้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายศตวรรษ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299544

 เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

เกษตรทฤษฎีใหม่,  เกษตรฯ, จัดงาน, ประสาน, ถวายในหลวง

 เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

         วันที่ 19 ต.ค.60 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เตรียมดำเนินการต่อเนื่อง ปี 2561 ตั้งเป้าเกษตรกรสมัครใจ เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มจำนวน 70,000 ราย  รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง
พลเอก ฉัตรชัย กล่าวว่า จากปัญหาของภาคเกษตรที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2560 เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร บริษัทเอกชน สนับสนุนการดำเนินงานในทั่วทุกพื้นที่เป็นอย่างดี”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ร่วมกับส่วนราชการในสังกัด สถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร และภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ เพื่อรับทราบสรุปผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี  2560 และร่วมกันขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องใน ปี 2561 โดยผลการดำเนินงานปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาความยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี พ.ศ.2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย  รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ฝนตกหนักไหลลงแม่น้ำปิง ส่งผลน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299540

ฝนตกหนักไหลลงแม่น้ำปิง ส่งผลน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้น

แม่น้ำเจ้าพระยา

ฝนตกหนักไหลลงแม่น้ำปิงที่กำแพงเพชร ส่งผลน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้น

        วันที่ 19 ต.ค.60  ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่าที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,854 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.38 เมตร ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่จ.กำแพงเพชร ทำให้แม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จ.นครสวรรค์ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปริมาณน้ำจะไหลไปรวมกับแม่น้ำสะแกกรังและไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาตามลำดับ ในขณะที่การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยายังควบคุมการระบายอยู่ที่ไม่เกิน 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

อย่างไรก็ตามคาดว่าจะทำให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ได้เขตอ.เมือง อ.วัดสิงห์ และอ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท รวมไปถึงพื้นที่ในเขตอ.เมือง จ.อุทัยธานี และอ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ สำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ส่งหนังสือแจ้งจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งฝ่ายปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ดังกล่าว ให้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งต่อไปแล้ว
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในระยะนี้ ด้วยการควบคุมการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวันนี้(19ต.ค.)ได้ระบาย 2,598 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพร้อมกับเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้สูงสุดตามศักยภาพที่รับได้ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และจนถึงขณะนี้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึง
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 ต.ค. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 58,038 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 34,512 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 73 สามารถรองรับน้ำได้อีก 13,285 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,728 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,032 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 72 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,159 ล้าน ลบ.ม.
อนึ่ง กรมชลประทาน ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกโครงการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ นำถุงยังชีพและน้ำดื่ม เข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้ว

กรมป่าไม้ ผนึกเครือข่ายปลูกต้นไม้ ในวันรักต้นไม้ประจำปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299428

กรมป่าไม้ ผนึกเครือข่ายปลูกต้นไม้ ในวันรักต้นไม้ประจำปี

วันต้นไม้แห่งชาติ, กรมป่าไม้, เนื่องใน

กรมป่าไม้ ผนึกเครือข่ายปลูกต้นไม้ เนื่องใน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ”

 

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ
โดยพระองค์ทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์เองมาโดยตลอด ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น“วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ”

นางอำนวยพร กล่าวด้วยว่าในปี 2560 นี้กรมป่าไม้จัดกิจกรรมเนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พร้อมกันกันทั้ง 4 ภาค ซึ่งแต่ละภาคจะคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม และมีต้นไม้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงปลูก โดยในภาคเหนือจัดที่จังหวัดลำปางภาคกลางที่จังหวัดราชบุรี ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคตะวันออกเฉียงจัดที่โรงเรียนร่มเกล้าตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร นี้

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นประกอบด้วยการบำรุงดูแลรักษา ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นสนฉัตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเยี่ยมหน่วยทหาร
โรงเรียนร่มเกล้าเป็นการส่วนพระองค์ และได้ทรงปลูกต้นสนฉัตร จำนวน 2 ต้น ที่มุมอาคารเรียนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2519 ปัจจุบันต้นไม้ทรงปลูกทั้งสองต้นได้เจริญเติบโตแข็งแรงดี

ทั้งนี้ทีมงานรุกขกร ของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนม กรมป่าไม้ พร้อมนักเรียน คุณครู
และประชาชนชาวสกลนครได้ร่วมแรงร่วมใจกันดูแลรักษาต้นไม้ของพ่อ ให้สวยงดงามเจริญเติบโตยั่งยืนตลอดไป
“นอกจากการดูแลรักษาต้นสนฉัตรทรงปลูกแล้ว ได้ปลูกต้นสาละลังกาเพื่อเป็นพุทธบูชาและแสดงความกตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จย่าและพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย รวมทั้ง กรมป่าไม้ได้นำกล้าไม้ต้นราชพฤกษ์ต้นไม้ประจำชาติที่มีดอกเป็นพวงระย้าสีเหลือง เป็นสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จำนวน 900 ต้น แจกให้กับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมได้นำไปปลูกที่บ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ปวงประชาได้ “สืบสานพระราชปณิธานองค์แม่ฟ้าและพ่อหลวง” ในการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ราชพฤกษ์ ให้เจริญ งอกงาม เติบโต แข็งแรงเป็นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป” ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ กล่าวทิ้งท้าย