กรมชลยันน้ำในทุ่ง 1,300 ล้านลบ.ม.ระบายลงเจ้าพระยา-ท่าจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300076

กรมชลยันน้ำในทุ่ง 1,300 ล้านลบ.ม.ระบายลงเจ้าพระยา-ท่าจีน

กรมชลประทาน, ล้าน

กรมชลแจงน้ำในทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำกว่า 1,300 ล้าน ลบ.ม.เตรียมระบายลงเจ้าพระยา-ท่าจีน หลังทำทะเลลด

 

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงว่า ปริมาณน้ำที่กรมชลประทาน ได้นำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ทั้งฝั้งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นปริมาณน้ำที่ได้แบ่งรับมาจากบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุเกือบทุกทุ่งแล้ว คงเหลือทุ่งโพธิ์พระยา ที่ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 25 ล้าน ลบ.ม. และทุ่งเจ้าเจ็ดบางยี่หน ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 127 ล้าน ลบ.ม. ส่วนทุ่งพระยาบรรลือและทุ่งรังสิตใต้ เป็นทุ่งที่ใช้เป็นทางผ่านลำเลียงน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้ระบายออกสู่ทะเล เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเมือง ไม่สามารถเอาน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ได้

       ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน(25 ต.ค. 60) มีการนำน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในทุ่งรวมกันแล้วประมาณ 1,361.50 ล้าน ลบ.ม.  ซึ่งปริมาณน้ำทั้งหมดยังเก็บกักไว้ในทุ่งทั้ง 12 ทุ่ง ยังไม่มีการระบายน้ำออกจากทุ่งลงมาสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

              ส่วนการนำน้ำออกจากทุ่งต่างๆ กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2560 โดยจะเริ่มตั้งแต่พื้นที่ลุ่มต่ำตอนบน ทุ่งบางระกำไล่ลงมาจนถึงพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง 12 ทุ่ง      ซึ่งเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆลดต่ำลงกว่าระดับน้ำในทุ่ง การระบายน้ำออกจากทุ่งจะทำได้สะดวกขึ้น แต่หากทุ่งไหนมีปัญหาการระบายออกยาก จะทำการสูบระบายออกด้วยเครื่องสูบน้ำ พร้อมกับคงปริมาณน้ำไว้ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงทำนารอบที่ 2(นาปรัง)ต่อไป

           อย่างไรก็ตามอธิบดีกรมชลประทานยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่อยู่ในทุ่ง จะระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน เป็นหลักหลังจากได้ระบายน้ำในแม่น้ำทั้งสองที่รับมาจากพื้นที่ตอนบน ลงทะเลจนระดับต่ำกว่าตลิ่งแล้ว จึงเริ่มระบายหรือสูบน้ำลงในแม่น้ำผ่านระบบชลประทาน โดยจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบางแห่งที่อาจจะมีน้ำเอ่อล้นบ้าง ซึ่งได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่วางแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบ พร้อมกับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากประชาชนมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

“กฤษณพงศ์”เรียกประชุมกก.มูลนิธิมก.มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300072

“กฤษณพงศ์”เรียกประชุมกก.มูลนิธิมก.มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม

มูลนิธิมก, กฤษณพงศ์

“กฤษณพงศ์”เรียกประชุมกก.มูลนิธิมก.มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม

             วันที่ 25 ต.ค. ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการและเลขาธิการ ในการประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2560 ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สำหรับความเป็นของมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2524 ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเสริมสร้างและสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นสาธารณกุศล และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องตามแนวทางปรัชญาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยมีอดีตนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการการจัดตั้ง ร่วมกับอดีตอธิการบดี ศาสตราจารย์พิเศษอินทรี จันทรสถิตย์ เป็นรองประธานกรรมการ และอดีตอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ เป็นกรรมการและเลขาธิการ ด้วยเงินก่อตั้งมูลนิธิฯ 880,000.- บาท
ปัจจุบันมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ 46 ที่ได้รับ การยกเว้นภาษีจากสรรพากร กระทรวงการคลัง ผู้บริจาคขอหักลดหย่อนภาษีประจำปีได้ มูลนิธิฯ มีเงินสดและทรัพย์สิน รวม 110,667,565.- บาท มีทาวเฮาส์ 2 ชั้น 5 หลัง เนื้อที่รวม 90 ตารางวา ย่านวังหิน เสนานิคม โดยมอบให้สำนักทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดูแล และบริหารจัดการ โดยมอบเงินให้มูลนิธิฯ ปีละ 100,000.- บาท

กรมชลฯ ไขความกังวลถานการณ์น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300071

กรมชลฯ ไขความกังวลถานการณ์น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54

กรมชลปนะทาน, กรมชลฯ

กรมชลฯ ไขความกังวลถานการณ์น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54

 

         วันนี้ (25 ตุลาคม 2560) ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงตามที่มีกระแสความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียจำนวนมากแสดงความคิดเห็นในเชิงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในขณะนี้  โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมเหมือนเมื่อปี 2554 นั้น กรมชลประทานขอเรียนว่า ในช่วงฤดูฝนปี 2560 ประเทศไทยได้รับอิทธิพล จากพายุโซนร้อน ตาลัส เซินกา  พายุไต้ฝุ่นทกซูรี และพายุดีเปรสชั่น ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม 1,771  มิลลิเมตร ( ณ วันที่ 24 ต.ค. 60) เมื่อเปรียบกับ ณ เวลาเดียวกัน ในปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม ที่ 1,798 มิลลิเมตร  นับว่ามีปริมาณใกล้เคียงกัน  แต่รัฐบาลได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ล่วงหน้าแล้ว ในช่วงก่อนน้ำมา และระหว่างน้ำมา ทำให้ผลกระทบและความเสียหายที่เกิดกับประชาชนไม่ขยายเป็นวงกว้าง

โดยกรมชลประทานร่วมกับหนว่ยงานที่เกี่ยวข้องได้การดำเนินการก่อนน้ำมา  อาทิ พัฒนาเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำ / แก้มลิง ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศ จำนวน 5,016 โครงการ  สามารถรับน้ำได้ 1,579 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง และขนาดกลาง 248 แห่ง  การวางแผนการระบายน้ำฤดูฝน การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกพืช ทุ่งบางระกำ  ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ เตรียมให้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก 13 ทุ่ง รับน้ำได้กว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

การกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในทุ่งเจ้าพระยา 0.865 ล้านตัน มีการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกล

สำหรับการดำเนินการระหว่างน้ำมา ได้มีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก มีการใช้อ่างเก็บน้ำในการหน่วงน้ำ (เขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์) มีการยกระดับน้ำเหนือเขื่อนทดน้ำเพื่อหน่วงน้ำ (เขื่อนนเรศวรและเขื่อนเจ้าพระยา) มีการจัดจราจรน้ำ ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำชี

การตัดยอดน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง (ที่ปรับปฏิทินส่งน้ำ ทำให้พื้นที่เกษตรเก็บเกี่ยวหมดแล้ว) นอกจกานี้ยังการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 607 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 73เครื่อง และเรือผลักดันน้ำ 64ลำ และบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมปี 2560 นี้กับ ปี 2554 ตามที่หลายฝ่ายมีความกังวลนั้นจะมีความแตกต่างกัน โดยจากข้อมูลทางด้านสถิติของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงวันและเวลาเดียวกัน  พบว่า ปริมาณที่ไหลที่ผ่านแต่ละสถานีวัดน้ำของปี 2560 น้อยกว่า ปี 2554

กล่าวคือ ปัจจุบัน (25 ตุลาคม 2560)ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านสถานี c.2 จังหวัดนครสวรรค์ 3,019 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 1,019 ลบ.ม./วินาที (4,038 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554), ปริมาณน้ำไหลเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 2,697 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 729 ลบ.ม./วินาที (3,426 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554) และปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีC.29A จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2,702 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 801 ลบ.ม./วินาที (3,503 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554)

สำหรับการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำนั้น กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และกระทรวงมหาดไทย  อย่างรวดเร็วมาโดยตลอด ภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลจากคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ จำนวน 10 หน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสถานการณ์น้ำและเตรียมความพร้อมสำหรับแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ตลอดจนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชลประทานทุกพื้นที่ร่วมประชุม วางแผน บูรณาการร่วมกับทางจังหวัดและประสานลงพื้นที่ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงกับประชาชนที่เป็นจุดเสี่ยงและเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

“บิ๊กฉัตร” สั่งชป.เตรียมรับมือปริมาณฝนภาคใต้ส่อแววอ่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299987

“บิ๊กฉัตร” สั่งชป.เตรียมรับมือปริมาณฝนภาคใต้ส่อแววอ่วม

กรมชลประทาน, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร” สั่งชป.เตรียมการล่วงหน้าหลังอุตุคาดการณ์ปริมาณฝนภาคใต้ส่อแววอ่วม

            วันที่ 24 ต.ค. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือเฉพาะกิจเพื่อติดตามสภาพอากาศ และสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย ณ ห้องประชุมธารทิพย์ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน ว่า  จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ได้คาดการณ์แนวโน้มปริมาณฝนในภาพรวม ขณะนี้มีแนวโน้มเริ่มลดน้อยลงทั้งตอนเหนือและอีสาน ก็น่าจะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาจากในช่วง วันที่ผ่านมาฝนตกมากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เป็นผลให้ต้องปรับการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาจากระบายน้ำ 2,600 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,700 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่23 ต.ค. 60  ส่งผลให้ขณะนี้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหลังจากนี้จะคงปริมาณน้ำให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องไปอีก 1สัปดาห์ พร้อมกับบริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อน โดยการแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมกันประมาณ 768 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมกับรับน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 1,347 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบาย  อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาจะส่งผลกระทบพื้นที่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้นประมาณ 2025 ซม. ในช่วงระยะสั้นๆ หลังจากนั้นจะคงการระบายและลดการระบายให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

           ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบการบริหารจัดการน้ำในปี 2554 และ ปี 2560  จากปริมาณฝนเฉลี่ยมีความใกล้เคียงกันโดยปี 2554 ปริมาณฝน 1,771 มม. ขณะที่ปี 2560 ปริมาณฝน 1,740 มม.  พบว่าสามารถลดผลกระทบจากน้ำท่วมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยวัดได้จากทั้งจำนวนพื้นที่และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการบริหารจัดการล่วงหน้า อาทิ การจัดทำแก้มลิง การเตรียมทุ่งรับน้ำ การจัดจราจรน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และ การส่งเครื่องสูบน้ำ/ผลักดันน้ำลงพื้นที่อย่างทันเวลา/ครอบคลุม ทำให้ปี 2560 มีผลกระทบน้อยกว่าปี 2554 เช่น ลดปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เปรียบเทียบ ณ วันที่ 23 ต.ค. ระดับแม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปี 2554 มีน้ำ 4,200 ลบ.ม./วินาที  ปี 2560 มีน้ำ 3,054 ลบ.ม./วินาที ที่เขื่อนเจ้าพระยาปี 2554 มีน้ำ 3,506 ลบ.ม./วินาที ปี 2560 มีน้ำ 2,598 ลบ.ม./วินาที ที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ปี 2554 มีน้ำ 3,693 ลบ.ม./วินาที ปี 2560 มีน้ำ 2,696 ลบ.ม./วินาที

          ขณะที่พื้นที่น้ำท่วม ปี 2554 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 67 จังหวัด ปี 2560 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 36 จังหวัด พื้นที่เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม ต่างๆ ที่น้ำท่วม ปี 2554 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 15 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ นครปฐม ปี 2560 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 1 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร พื้นที่การเกษตรที่เสียหายปี 2554 เกษตรกร 1.16 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 11.16 ล้านไร่ ปี 2560 เกษตรกร 0.16 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 1.37 ล้านไร่ ระยะเวลาที่น้ำท่วม เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ปี 2554 ระยะเวลาเฉลี่ย 6 เดือน (ก.ค. – ธ.ค. 54) ปี 2560 ระยะเวลาเฉลี่ย 2 เดือน (ต.ค. – พ.ย. 60)

          “ข้อมูลข้างต้นเป็นที่ชัดเจนว่าที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ วางแผนการบริหารจัดการน้ำตลอด 23  ปีที่ผ่านมา ช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบน้ำท่วมได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่เลื่อนระยะเวลาเพาะปลูกให้เร็วขึ้น เช่น ทุ่งบางระกำ และอีก 12 ทุ่งใต้เขื่อนเจ้าพระยา สามารถรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนไม่ให้ไหลลงสู่ด้านล่างได้ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการดูแลเกษตรกรพื้นที่รับน้ำดังกล่าวให้ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทั้งประชาชนและเกษตรกรให้ครอบคลุม และมีรายได้เช่น การจ้างงาน โครงการเงินกู้ฉุกเฉิน สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ เพื่อชดเชยรายได้ การลดภาระดอกเบี้ย และการเร่งสำรวจควาเสียหายตามาระเบียบกระทรวงการคลัง เป็นต้น” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

          นอกจากนี้ ยังได้สั่งการกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ สร้างการรับรู้ทั้งในและนอกเขตชลประทาน เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ปริมาณฝนทางภาคใต้มีแนวโน้มสูง จึงขอให้กรมชลฯ ประสานจังหวัดและท้องถิ่น ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการสำรวจอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก หรืออ่างเก็บน้ำที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะล้นหรือแตกได้ รวมถึงสำรวจเส้นทางน้ำและสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพไว้ในพื้นที่ล่วงหน้าในการลดผลกระทบให้ได้โดยเร็วที่สุด

ซีพีเอฟ.ผนึกเครือข่ายเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 5 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299971

ซีพีเอฟ.ผนึกเครือข่ายเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 5 จว.

ซีพีเอฟ.ผนึกเครือข่ายเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 5 จว.

               นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามโรดแมป 3 เสาหลัก ของบริษัท คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดิน น้ำ ป่า คงอยู่ ซึ่งบริษัท ฯได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน) และเครือข่ายภาคประชาสังคม วางยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ภายใต้โครงการ” ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” กำหนดแผนยุทธศาสตร์  5 ปี (ตั้งแต่ปี 2557-2561) ซี่ง ในปีนี้ ถือว่าได้ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายครบ 5 จังหวัด คือ จังหวัดชุมพร ระยอง สมุทรสาคร พังงา และสงขลา กำหนดเป้าหมายปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 จังหวัด จำนวนรวมกว่า 2,245 ไร่ ภายในปี 2561
               “ที่ผ่านมา ซีพีเอฟร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ซึ่งผลที่ได้รับจากโครงการฯถือว่าเป็นการสร้างต้นแบบที่ดีและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมพัฒนาไปสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ป่าชายเลนในพื้นที่ ตลอดจนสามารถรายงานผลการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ประเทศ” นายวุฒิชัยกล่าว   
                 นายวิชัย มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ป่าชายเลนมีความสำคัญมากต่อชุมชนในพื้นที่ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำแล้ว ยังเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอีกด้วย  การที่ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ ผนึกพลังร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย เช่น กองทัพเรือ ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทะเลอ่าวไทย ช่วยให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น 
                 “ภาคเอกชนมีศักยภาพอย่างมากในการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาช่วย และให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะลำพังภาครัฐทำเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ได้ผลสมบูรณ์และยั่งยืน แต่หากภาคเอกชนและชุมชนเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ก็จะทำให้ผลสำเร็จเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” นายวิชัยกล่าว 

กรมชลฯประสานกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำสู่ทะเลเร็วที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299970

กรมชลฯประสานกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำสู่ทะเลเร็วที่สุด

กรมชลประทาน

กรมชลฯประสานกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำติดตั้งในคลองลัดโพธิ์ระบายน้ำสู่ทะเลเร็วที่สุด

           วันที่ 24 ต.ค. ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังจากที่กรมชลประทาน ได้ทยอยเพิ่มปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,600 เป็น 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ../วินาที) ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้(23 .. 60) มาจนถึงเช้าวันนี้(24 .. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ../วินาที ซึ่งหลังจากนี้จะคงปริมาณน้ำให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,700 ลบ../วินาที ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์ พร้อมกับบริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อน โดยการแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมกันประมาณ 768 ลบ..ต่อวินาที พร้อมกับรับน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12ทุ่ง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 1,347 ล้าน ลบ.. ในขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบาย

          อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า จากการติดตามระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าบริเวณจ.ชัยนาท มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น 22 เซนติเมตร บริเวณ จ.สิงห์บุรีไปจนถึงจ.อ่างทอง เพิ่มขึ้น 7เซนติเมตร ส่วนบริเวณบ้านป้อม บ้านบางหลวงโดด และอ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำทรงตัว โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านบริเวณอ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในอัตรา 2,882 ลบ../วินาที(ปริมาณน้ำสูงสุดที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรับได้ 3,500 ลบ../วินาที) ในขณะที่ในช่วงวันที่ 23 – 27 .. 60 ยังคงได้รับอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง

          กรมชลประทาน จึงได้เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด โดยได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ 7ลำ และเรือหลวงมารวิชัย 1 ลำ จากกองทัพเรือ นำมาติดตั้งในบริเวณคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯในช่วงที่น้ำลง ให้ออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือมาแล้ว 55 ลำ ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.สมุทรสาคร พร้อมกับเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทานอีก 53 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.นครปฐม เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลได้ เร็วขึ้น นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 12 เครื่อง ในบริเวณไซฟ่อนพระธรรมราชา ไซฟ่อนพระอินทราชา คลองเปรมประชากร ประตูระบายน้ำคอกกระบือ ประตูระบายน้ำบางน้ำจืด และบริเวณท้ายท่อระบายน้ำ บึงฝรั่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้นเช่นกัน หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มในพื้นที่ตอนบน สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมและทยอยเข้าสู่สภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

             สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(24 .. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 58,953 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 83 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 35,427 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 75 สามารถรองรับน้ำได้อีก12,427 ล้าน ลบ.. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 20,292ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,596ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 75 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 4,617 ล้าน ลบ..เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้

สศก.หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำปากพนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299904

สศก.หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำปากพนัง

สศก

สศก.หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำปากพนัง

                  นายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลตัวชี้วัดความผาสุกของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และข้อมูลพื้นฐานโครงการว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 13อำเภอ 77 ตำบล 665 หมู่บ้าน 179,476 ครัวเรือน ประชากร 531,524คน  ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดความเสื่อมโทรม ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเกิดปัญหาระบบนิเวศเสียสมดุล ราษฎรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม และโยกย้ายถิ่นฐานออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่

ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงมีพระราชดำริอย่างต่อเนื่องถึง 13 ครั้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการดำเนิน “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.2753 ล้านไร่ ขึ้นในปี 2535 และแล้วเสร็จในปี  2547  โดยยึดแนวพระราชดำริ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีสองแผนงานหลัก คือ

แผนบริหารจัดการและฟื้นฟูนิเวศลุ่มน้ำปากพนัง และแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้                  โดยโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีเป้าหมายให้ราษฎรในพื้นที่อยู่ดีกินดี มีความสุข ตามพระราชประสงค์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการ สนองพระราชดำริครอบคลุมทุกด้านมาอย่างต่อเนื่อง ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาโดยลำดับ ระบบนิเวศต่างๆ ปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่โดยมีนิเวศแหล่งน้ำเป็นหัวใจหลัก ราษฎรที่อพยพโยกย้ายถิ่นฐานออกไปหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่กลับสู่ถิ่นฐานมาประกอบอาชีพในพื้นที่ มีความอยู่ดีกินดีขึ้นโดยลำดับจากการพัฒนาพื้นที่ในโครงการ

สำหรับแผนการพัฒนาล่าสุด คือ แผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2560-2564 มีวิสัยทัศน์ คือ “พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมสมดุล ประชาชนมีความผาสุก ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตัวชี้วัดหลัก คือ ความผาสุกของเกษตรกรในพื้นที่ฯ

ในการนี้ สศท. 8 ได้จัดทำผลตัวชี้วัดด้านความผาสุกของเกษตรกรฯ ยึดตามวิธีการจัดทำดัชนีความผาสุกของประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางพัฒนาการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ  โดยผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรวัดจากการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขอนามัย การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าในปี 2560 เกษตรกรในพื้นที่ฯ มีความผาสุกในระดับ 83.38 จัดอยู่ในระดับการพัฒนาดี  แต่การพัฒนายังคงไม่สมดุล โดยการพัฒนาด้านสังคม และด้านสุขอนามัย อยู่ในระดับดีมาก ด้านการศึกษา และด้านเศรษฐกิจ อยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตาม ทางด้านสิ่งแวดล้อม (สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ต่อพื้นที่ทั้งหมดของโครงการฯ) ยังอยู่ในระดับต้องปรับแก้ไข โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการการขยายพื้นที่เพื่อปลูกปาล์ม และยางพารา

ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ควรสนับสนุนการฟื้นฟูและปลูกป่าเพิ่ม เพื่อสร้างความสมดุลในระบบนิเวศให้มากขึ้น และการจัดที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้ง การส่งเสริมการดำเนินการพัฒนาปรับปรุง ฟื้นฟูทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการลดลงของคนรุ่นใหม่ ที่จะสืบทอดอาชีพเกษตรของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ จึงต้องส่งเสริม สร้างแนวทาง และสร้างความภูมิใจในอาชีพการเกษตรให้มากขึ้น  โดยการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนหรือเกษตรกรรุ่นใหม่และแรงงานที่มีคุณภาพ เข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม เพิ่มมาตรการจูงใจให้ยุวเกษตรกร สานต่ออาชีพเกษตรกรรมต่อไป

อธิบดีอุทยานฯปัดจัดฉากล่า‘พะยูน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299891

อธิบดีอุทยานฯปัดจัดฉากล่า‘พะยูน’

กรมอุทยาน, พะยูน

อธิบดีอุทยานฯปัดจัดฉากล่า‘พะยูน’

                   จากกรณีชาวบ้านพบซากพะยูน ที่บริเวณปากคลองโต๊ะ ด้านทิศตะวันออก พื้นที่ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง จึงประสานให้เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เดินทางตรวจสอบพบซากพะยูนตัวหนึ่งถูกเชือกผูกติดกับครีบหน้า แล้วนำไปโยงกับรากต้นโกงกาง ในสภาพที่เปื่อยยุ่ย เหลือเพียงลำไส้กับหนังเพียงเล็กน้อย จึงไม่สามารถระบุเพศ อายุ น้ำหนัก ความยาว หรือรายละเอียดต่างๆได้นั้น

                   ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เผยว่า ได้รับแจ้งเรื่องจากหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบง จ.ตรังแล้ว รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก อีกแง่หนึ่งก็คือเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีการล่าพะยูนกันอยู่ แต่ที่ทางกรมอุทยานฯออกมาพูดก่อนหน้านี้พูดในภาพรวมว่าสัตว์ชนิดนี้มีปริมาณลดลง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีพะยูนมากที่สุดในขณะนี้ คือ จ.ตรัง และกรมอุทยานฯเอง ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรงจะต้องมาพูดคุยวางแผนงานการอนุรักษ์ดูแลให้เข้มข้นมากกว่านี้

                 “ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ตนหรืออาจจะเป็นนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานฯ จะเดินทางไปยัง จ.ตรัง เพื่อร่วมหารือกันเรื่องนี้ และจะเชิญชาวบ้านในพื้นที่และเครือข่ายนักอนุรักษ์ร่วมประชุมด้วย”

                  เมื่อถามเรื่องที่นักอนุรักษ์ และชาวบ้านในพื้นที่เกาะลิบงออกมาบอกว่า เรื่องนี้เป็นการจัดฉากของกรมอุทยานฯ ที่ทำให้เห็นว่า มีการล่าพะยูนจริง นายธัญญา กล่าวว่า คิดแบบนั้นถือว่าแย่มาก ๆ กรมอุทยานฯจะไปทำอย่างนั้นทำไม ในเมื่อหน้าที่คือการทำงานอนุรักษ์ อย่าโทษกันไปมา ซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น คนที่จะได้รับคือทาง จ.ตรัง และชาวบ้านในพื้นที่เกาะลิบงเอง ชาวบ้านจะมีอาชีพ จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นำนักท่องเที่ยวไปชมพะยูน ถามว่ากรมอุทยานฯจะได้อะไรจากการจัดฉากล่าพะยูน

                “ผมไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะมีใครคิดแบบนี้ ใครคิดใครพูดแบบนี้ ก็ไม่ต้องมาคุยกับกรมอุทยานฯเลย ตอนได้รับรายงานเรื่องนี้ ผมยังสั่งการหัวหน้าเขตห้ามล่าลิบงเลยว่า ให้หัวหน้าเขตห้ามล่าไปคุยกับชาวบ้านและกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ดี อย่าให้กรมอุทยานฯต้องกลายเป็นเหยื่อการเมืองในพื้นที่ กรมอุทยานทำงานอนุรักษ์และดูแลไม่ให้ใครทำผิดกฎหมายเรื่องสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เท่านั้น” นายธัญญา กล่าว

กรมชลฯ วางแผนระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้สอดรับน้ำเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299880

กรมชลฯ วางแผนระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้สอดรับน้ำเหนือ

กรมชลฯ วางแผนระบายน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้สอดรับน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน

           บ่ายวันนี้ (23 ตุลาคม 2560) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  และนายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 พร้อมด้วยผู้แทนจากฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมขัง พร้อมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบน้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ลานปูน หมู่ที่ 7 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทานและคณะ ได้ลงเรือเพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเขตพื้นที่ตำบลเชียงรากใหญ่ เพื่อสร้างความรับรู้และเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชนถึงสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่นอกคันกันน้ำอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงขึ้นก็จะทำให้น้ำไหลเอ่อท่วมพื้นที่ดังกล่าวทั้งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี ทั้งจากปริมาณน้ำทางตอนเหนือที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำฝนที่ตกในพื้นที่

และในช่วงวันที่ 22-25 ตุลาคม 2560 ซึ่งจะเกิดน้ำทะเลหนุนสูงใน 2 ช่วงเวลา คือ 11.00 น. และ 21.00 น. ก็จะมีผลทำให้ระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก 20-30 เซนติเมตร และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณนอกคันกั้นน้ำ แต่จะไม่กระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในของจังหวัดปทุมธานีแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้ประสานงานกับส่วนราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวัง เสริมแนวคันกั้นน้ำให้มั่นคงแข็งแรง พร้อมแจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้รับทราบ คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติมจะสามารถทยอยระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ภายใน 2 สัปดาห์

อ.บางระกำช้ำหนักระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น 550 ล้านลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299876

อ.บางระกำช้ำหนักระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น 550 ล้านลบ.ม.

บางระกำ

อ.บางระกำช้ำหนักระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น 550 ล้านลบ.ม.

วันที่ 23 ต.ค.60 นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน เปิดเผยว่า การระบายน้ำในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ผ่านทางคลองเมมและคลองบางแก้ว ตั้งแต่ท้ายประตูระบายวังขี้เหล็ก ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม ลงมาถึงประตูระบายน้ำบางแก้วเป็นไปอย่างช้า เนื่องจากระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปริมาณน้ำที่บ่าทุ่งพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยมสายหลัก ที่มาจากทาง อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรง อ.เมือง อ.คีรีมาศ และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย มาลงแม่น้ำยม ที่ อ.กงไกรลาศ และ อ.บางระกำ ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำยมสายหลักไหลผ่าน อ.บางระกำ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเอ่อล้นตลิ่ง
“ระดับแม่น้ำยมที่สถานีวัดน้ำ Y.16 ด้านหลังที่ว่าการ อ.บางระกำ วันนี้อยู่ที่ระดับ 42.44 ม.รทก. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 337 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำ สูง 10.81 ม. สูงกว่าระดับวิกฤต 3.53 ม. (เพิ่มขึ้น) ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำบางแก้วเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการผันน้ำเข้าทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล 60 พื้นที่กว่า 240,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่อยู่ในคลองและในทุ่งนาปัจจุบันมีมากกว่า 550 ล้าน ลบ.ม.”
นายชำนาญเผยต่อว่า ขณะที่ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำบางแก้ว อ.บางระกำ วันนี้อยู่ที่ระดับ 42.63 ม.รทก. ล้น Spillway สูง 2.93 ม. (สูงกว่าระดับควบคุม 1.63 ม.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 90.00 ลบ.ม/วินาที ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 3 ได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบทุกพื้นที่ในภาพรวม โดยการลดการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำเก็บกัก 8,228 ล้าน ลบ.ม. (86.53 %) ปิดการระบาย, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำ 977.76 ล้าน ลบ.ม.(104.12 %) ระบาย 213 ลบ.ม./วินาที และยกระดับน้ำเหนือเขื่อนนเรศวร ที่ระดับ 48.20 ม.รทก. เพิ่มการระบายน้ำที่คลองผันน้ำ DR-2.8 ระบาย 160 ลบ.ม./วินาที และ DR-15.8 ระบาย 40 ลบ.ม./วินาที เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน