กรมชลเตรียมพร้อมรับมือฝนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300510

กรมชลเตรียมพร้อมรับมือฝนภาคใต้

กรมชลประทาน

กรมชลเตรียมพร้อมรับมือฝนภาคใต้

                ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและ สสนก.แจ้งว่าขณะนี้ฝนกำลังเคลื่อนตัวลงสู่ภาคใต้โดยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือในทุกๆ ด้าน  เริ่มตั้งแต่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 เพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง คือ  กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท  กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยในส่วนของกรมชลประทานได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือไปเตรียมพร้อมเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้แล้ว โดยปัจจุบันนำไปเตรียมไว้ที่จุดพักเครื่องจักร 16 จุด ในพื้นที่ 14 อำเภอ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ  380 เครื่อง  เครื่องผลักดันน้ำ  180 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 63 เครื่อง  รถบรรทุก 34 คัน รถขุดตีนตะขาบ  30 คัน  รถแทรกเตอร์  3 คัน รถลากจูง 12 คัน
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ตรวจสอบระบบชลประทาน ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทำการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นพิเศษในแต่ละจังหวัด   โดยล่าสุดได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบเร่งดำเนินการลดระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80  ให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำแล้วจำนวน  2 แห่ง คืออ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย จังหวัดเพชรบุรี และอ่างเก็บน้ำห้วยวังเต็น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 4 แห่ง  มีปริมาตรน้ำรวมทั้งหมด 5,746 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 71  สามารถรับน้ำได้อีก 2,448 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 39 แห่งมีปริมาตรน้ำรวมทั้งหมด 333 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57  สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 233 ล้าน ลบ.ม.

ในขณะเดียวกันได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชลประทานจัดส่งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   ฝ่ายความมั่นคง เพื่อทำการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับทราบ พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการวางแผนการติดตามและเฝ้าระวังเตรียมรับสถานการณ์น้ำจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนในระยะยาว กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ที่ความเสี่ยงสูง เช่น โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองบางสะพาน  ซึ่งได้ทำการขุดลอกขยายคลองเพิ่มประสิทธิภาพคลองบางสะพานทั้งคลองสายกลาง คลองฝั่งซ้ายและขวา ความยาวรวม 20 กิโลเมตร โครงการขุดลอกคลองชุมพรเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณสี่แยกปฐมพร ความยาว 20 กิโลเมตร โครงการขุดขยายคลองหลังสวนและขุดคลองบายพาสเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาล อำเภอหลังสวน  เป็นต้น

กรมชลประชุมร่วม 10 หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300508

กรมชลประชุมร่วม 10 หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ

กรมชล

กรมชลประชุมร่วม 10 หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์ฝนภาคใต้ -ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา

                 วันนี้ (30 ตุลาคม 2560) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 37/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจาก กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมVDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

                   รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ว่าในช่วงวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน ความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้อุณหภูมิจะลดลง 2 – 4 องศาเซลเซียสและมีลมแรง

                     นอกจากนี้ ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง ส่งผลให้ฝั่งตะวันตกฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 – 60 ของพื้นที่ ในช่วงวันที่31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2560 และมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 – 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน 2560

                       ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้สำนักงานชลประทานที่ 14 – 17 เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในภาคใต้ ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ สำรวจสภาพอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก และให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลอ่างเก็บน้ำที่ถ่ายโอนไปแล้ว เพื่อให้อาคารชลประทานทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดอุทกภัย รวมทั้งขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช และสำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ตามนโยบายของ พล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

                    ส่วนสถานการณ์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบชลประทาน รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยในวันนี้ กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลง 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิมคือไม่เกิน 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,647 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ใน                    ส่วนของการผันน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำตามแผนการปรับเปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูกพืชฤดูฝนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปี 2560 นั้น จะเริ่มผันน้ำออกจากทุ่งบางระกำเป็นแห่งแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 หลังจากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบชลประทานระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป 

ทยอยลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300477

ทยอยลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง

เขื่อนเจ้าพระยา

ทยอยลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง

               นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน่ำเจ้าพระยาล่าสุดวันนี้(30..60) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช้านี้วัดได้ 2,844 ลบ../วินาที ระดับน้ำลดลงจากวานนี้(29..60) 7 เซนติเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงอยู่ที่ +17.20 เมตร(รทก.) ระดับน้ำลดลง 11 เซนติเมตร ปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังคงที่ในอัตรา 2,697 ลบ../วินาที(เวลา 06.00 .)ทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนจนถึงบริเวณจ.พระนครศรีอยุธยาทรงตัว ส่วนปริมาณน้ำที่บริเวณ อ.บางไทร วัดได้2,795 ลบ../วินาที ไม่กระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แนวโน้มปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างทรงตัวและจะลดลงในระยะต่อไป

                 ทั้งนี้ เนื่องจากระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน จึงได้ปรับลดการ รับน้ำลงสู่แม่น้ำน้อย จากวันละ 196 เหลือ 186 ลบ../วินาที ส่วนคลองชัยนาทป่าสัก ได้ปรับลดการรับน้ำเข้าคลองเช่นกัน จากวันละ 195 เหลือ 185 ลบ../วินาที โดยจะปรับลดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระยะต่อไป ขณะเดียวกันในช่วงบ่ายของวันนี้(30..60) ได้ลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลง 50 ลบ../วินาที เหลือ 2,647 ลบ../วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ จ.ชัยนาท ไปจนถึงบริเวณพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล แม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับในระยะต่อไป

               สำหรับการนำน้ำออกจากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน(30..60) มีปริมาณน้ำในทุ่งรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 1,423 ล้าน ลบ.. นั้น กรมชลประทาน ได้วางแผนทยอยนำน้ำออกจากทุ่งแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 .. 60 ไปจนถึงต้นเดือน ม.. 61 โดยจะเริ่มตั้งแต่ทุ่งบางระกำก่อน จากนั้นจะไล่ลงมาจนถึงทุ่งสุดท้ายคือทุ่งโครงการฯโพธิ์พระยา เพื่อให้สอดคล้องกับการเพาะปลูกของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ การนำน้ำออกจากทุ่งต่างๆ จะใช้ระบบชลประทานในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีนเป็นหลัก โดยจะควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน

สหกรณ์เล็งจับมือกรุงไทยผุดบัตรเงินสด CO-OP MEMBER CARD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300475

สหกรณ์เล็งจับมือกรุงไทยผุดบัตรเงินสด CO-OP MEMBER CARD

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ

สหกรณ์เล็งจับมือกรุงไทยผุดบัตรเงินสด Co-op Member Card ชำระค่าสินค้าผ่านระบบ QR Code

                  นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับผู้แทนธนาคารกรุงไทย              เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินให้แก่สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ โดยทางธนาคารกรุงไทยได้นำเสนอเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ 2 รูปแบบ ได้แก่ การจัดทำบัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op   Member Card  เพื่อให้สมาชิกนำไปรูดซื้อสินค้ากับสหกรณ์ และเป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมทาง การเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก และอีกรูปแบบหนึ่ง              คือการชำระค่าสินค้าผ่านระบบ QR Code โดยสมาชิกสมาชิกใช้มือถือ แสกนรหัส QR Code เพื่อชำระค่าสินค้ากับสหกรณ์ได้โดยไม่ต้องพกเงินสด ซึ่งเทคโนโลยีทางการเงินทั้ง 2 ระบบนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพด้านธุรกรรมทางการเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ช่วยลดขั้นตอนการทำงานต่าง  ๆ ของสหกรณ์ลง และยังเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินสด ตามนโยบายของรัฐบาล Nation e-Payment                       ที่มุ่งเน้นให้มีการลดการใช้เงินสด  เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

บัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op Member Card จะเริ่มใช้กับสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ระดับอำเภอ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการ 822 แห่งทั่วประเทศ  โดยบัตร Co-op Member Card จะทำหน้าที่เป็นบัตรเงินสด ใช้สำหรับการซื้อขายสินค้าระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก  ซึ่งไม่เกี่ยวกับระบบธุรกรรมการเงินปกติของธนาคารกรุงไทย เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์ไม่ต้องไปเปิดบัญชีกับธนาคาร แต่ใช้วิธีเติมเงิน             เข้าบัตรผ่านหลากหลายช่องทางของธนาคารกรุงไทย  โดยสามารถนำบัตรนี้ไปถอนเงินสดจากตู้ ATM ได้ทุกธนาคารทั่วประเทศ และยังนำไปใช้ซื้อสินค้ากับสหกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย  ซึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการจะติดตั้งเครื่อง Mobile EDC ไว้สำหรับบริการสมาชิกรูดซื้อสินค้าต่าง ๆ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคหรือปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกัน เมื่อสหกรณ์จะจ่ายเงินกู้  เงินปันผลเฉลี่ยคืนหรือชำระค่าผลผลิตทางการเกษตรที่สหกรณ์รับซื้อจากสมาชิกสหกรณ์ก็สามารถเติมเงินดังกล่าว เข้ามาในบัตร Co-op Member Card ได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนระบบการชำระค่าสินค้าผ่านรหัส QR Code จะดำเนินการในร้านค้าสหกรณ์และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ที่มีอยู่                ทั่วประเทศ  โดยสมาชิกสหกรณ์สามารถซื้อสินค้ากับร้านค้าสหกรณ์ และใช้วิธีแสกนรหัสQR Code เพื่อตัดเงินจากบัญชีธนาคารของสมาชิกมาชำระค่าสินค้าให้กับสหกรณ์ได้ในทันที โดยสมาชิกไม่ต้องพกเงินสดไปซื้อสินค้าที่สหกรณ์  ซึ่งระบบการชำระสินค้าผ่านรหัส QR Code นี้ ธนาคารกรุงไทยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระค่าสินค้าระหว่างธนาคารที่สมาชิกมีบัญชีเงินฝากอยู่กับร้านค้าของสหกรณ์  ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกในการซื้อขายสินค้าระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก และยังเป็นการยกระดับการให้บริการของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

“ในอนาคตการทำธุรกรรมการเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกจะลดการใช้เงินสดลง แต่จะนำรูปแบบการชำระสินค้าผ่านบัตร Co-op Member Card และชำระค่าสินค้าผ่านการหักบัญชีโดยรหัส QR Code เข้ามาใช้แทน นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงินให้กับสหกรณ์แล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงให้กับสหกรณ์ โดยไม่ต้องเก็บรักษาเงินสดไว้ที่สหกรณ์จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการทุจริต และช่วยลดภาระให้กับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่ง ในระยะแรก บัตร Co-op Member Card นี้ จะทำธุรกรรมได้ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกเท่านั้น แต่ในอนาคต ก็จะพัฒนาช่องทางเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มคุณสมบัติให้เป็นบัตร Visa เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์สามารถนำบัตรนี้ไปรูดซื้อของจากร้านค้าทั่วไปได้  ซึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์และธนาคารกรุงไทย จะมีการลงนามความร่วมมือในการดำเนินโครงการบัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op Member Card และการใช้รหัส QR Code ชำระค่าสินค้าสหกรณ์ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สภาเกษตรกรฯสำรวจปัญหาเกษตรกรจัดทำแผนพัฒนาทุกตำบลทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300462

สภาเกษตรกรฯสำรวจปัญหาเกษตรกรจัดทำแผนพัฒนาทุกตำบลทั่วประเทศ

นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์

สภาเกษตรกรฯสำรวจปัญหาเกษตรกรจัดทำแผนพัฒนาทุกตำบลทั่วประเทศ

 

            นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาของเกษตรกร ว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายที่จะพัฒนาภาคเกษตรจากเกษตรกรผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นอุตสาหกรรม จึงเป็นแนวทางให้สภาฯได้จัดทำแผนพัฒนาตำบลในทุกตำบลโดยเริ่มต้นที่อำเภอละ 1 ตำบล เจตนาที่ลงไปทำแผนก็เพื่อต้องการที่จะค้นหาศักยภาพของตำบลนั้นๆ ของกลุ่มเกษตรกร, เกษตรกรรายบุคคลว่ามีศักยภาพด้านใดบ้าง การที่เราลงไปทำแผนตำบลจะได้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลที่เป็นความต้องการของเกษตรกรจริงในความต้องการที่อยากจะได้รับการพัฒนาในเรื่องอะไร ความต้องการที่อยากจะต่อยอดเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเรื่องใด โดยสภาเกษตรกรฯทำมาทุกปี ปีละ 888 อำเภอ 888 ตำบลในทุกปี

“ตอนนี้ขึ้นปีที่ 3 ซึ่งข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้น 2 ปีนี้ก็จะมีอยู่ประมาณ 2,000 ตำบล 2,000 กลุ่ม  ในจำนวนนี้แต่ละจังหวัดต้องสำรวจและจัดเก็บข้อมูลว่าเกษตรกร/หมู่บ้าน/องค์กรนี้เหมาะที่จะทำอะไร มีความสนใจเรื่องอะไร มีองค์ความรู้เดิมเรื่องอะไร เหล่านี้เป็นพื้นฐานข้อมูลที่สำคัญ เมื่อได้ข้อมูลมาสิ่งที่เราต้องดำเนินการต่อคือคลังข้อมูลหรือดาต้าแบงค์ ที่เป็นความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง สภาเกษตรกรฯจึงต้องจัดทำเรื่องนี้ระดับจังหวัดและระดับชาติด้วย เพื่อเวลาที่จะไปบูรณาการโครงการเพื่อเกษตรกรกับหน่วยงานต่างๆ หากมีคลังข้อมูลก็สามารถดำเนินการได้ทันท่วงทีและตรงกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มาในขณะนี้ความต้องการรับการพัฒนา 4 ภาคทั่วประเทศ รวม 636 หมู่บ้าน  547 องค์กร 32,292 ราย ต้องการพัฒนาด้านพืช สัตว์ ประมง อาหาร บรรจุภัณฑ์ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร แปรรูป เครื่องจักรกล เป็นต้น   สำหรับข้อมูลที่สภาเกษตรกรจังหวัดจัดเก็บเพื่อเตรียมทำแผนตำบล ณ วันที่ 16 ต.ค.2560 ภาคเหนือ 186 ตำบล ภาคกลาง 220 ตำบล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 317 ตำบล ภาคใต้ 157 ตำบล รวมทั้งสิ้น 880 ตำบล  โดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สภาเกษตรกรฯจะนำไปเชื่อมโยงในการพัฒนาเกษตรกรร่วมกับการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆด้วย เช่นที่ผ่านสภาเกษตรกรฯได้นำข้อมูลเข้าบูรณาการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค และล่าสุดประสานข้อมูลกับกรมการพัฒนาชุมชนเพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

” โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เกษตรกรควรปรับตัว กระตือรือร้น พัฒนาตนเองไปสู่ผู้ประกอบการ สภาเกษตรกรฯจะเป็นกลไกในการเชื่อมโยง ประสานหน่วยงานต่างๆนำองค์ความรู้สู่เกษตรกรให้ตรงกับปัญหาและความต้องการพัฒนา ” นายเสน่ห์ กล่าวปิดท้าย

เร่งซ่อมแซมคันคลองชลประทานบ้านคุยโพธิ์ หลังโดนน้ำซัดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300352

เร่งซ่อมแซมคันคลองชลประทานบ้านคุยโพธิ์ หลังโดนน้ำซัดขาด

บ้านคุยโพธิ์

เร่งซ่อมแซมคันคลองชลประทานบ้านคุยโพธิ์ หลังโดนน้ำซัดขาด

        เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันนี้(28 ต.ค. 60) ได้เกิดเหตุการณ์น้ำซึมลอดคลอง 3L-RMC บริเวณกม.13+895 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย บ้านคุยโพธิ์ ต.บึงเนียม อ.เมือง จ.ขอนแก่น เนื่องจากต้องรับน้ำบางส่วนจากลำน้ำพองที่มีปริมาณมาก ทำให้คันคลองเกิดการทรุดตัวค่อยๆขาดจาก 5 เมตร เป็น 30 เมตร ในเวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำจากลำน้ำพองไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบประมาณ 3,500 ไร่

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุกรมชลประทาน ได้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไข โดยการเสริมไม้ยูคาขวางคันคลองที่ขาด พร้อมกับวางถุงทราย(Big Bag)ขวางคันคลอง เพื่อป้องกันคันคลองไม่ให้ถูกน้ำกัดเซาะและทรุดตัวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้(28 ต.ค. 60) สำหรับการดำเนินการแก้ไขในระยะต่อไป จะใช้แผ่นเหล็ก Sheet-Pile กว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 5 เมตร ประมาณ 200 – 500 แผ่น พร้อมด้วยกล่องแกเบียน(Gabions)บรรจุหินขนาดใหญ่ จำนวน 300 ชุด เพื่อปิดช่องที่ขาด คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันพรุ่งนี้ (29 ต.ค.2560) ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ขนย้ายและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่ ประตูระบายน้ำ D8 จำนวน 19 เครื่อง เพื่อเร่งสูบน้ำที่เข้าท่วมขังอยู่ในพื้นที่ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้ประสานกับเทศบาลนครขอนแก่น ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่บ้านคุยโพธิ์ ต.บึงเนียม ต.เมืองเก่า ต.พระลับ อ.เมืองขอนแก่น รวมไปถึงพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมบริเวณรอบนอกเขตเทศบาลนครขอนแก่น ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม ให้ขนย้ายสิ่งของและสัตว์เลี้ยงไว้บนที่สูงแล้ว จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

อธิบดีกรมชลลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300344

อธิบดีกรมชลลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา

อธิบดีกรมชลลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา

                วันนี้ ( 28 ตุลาคม 2560 ) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมมอบถุงยังชีพและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับแผนการรับน้ำเข้าทุ่งให้เหมาะสมในปีถัดไป

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยว่า จากนี้ไประดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะทรงตัวและลดระดับลงตามลำดับตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทุ่งรับน้ำแต่ละแห่งทำหน้าที่ในการหน่วงน้ำไม่ให้ไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้เกินกว่าแผนที่วางไว้ โดยทุ่งบางระกำในจังหวัดพิษณุโลกช่วยรับน้ำไว้จากแผนเดิม 400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้านลบ.ม) เป็น 550 ล้าน ลบ.ม และทุ่งรับน้ำ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 12 ทุ่งก็เช่นเดียวกันได้รับน้ำมากกว่าแผนที่กำหนด

ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในพื้นที่ รวมกับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมา ประกอบกับมีภาวะน้ำทะเลหนุน เป็นผลทำให้มีน้ำไหลเข้าทุ่งเพิ่มขึ้นซึ่งกรมชลประทานได้ประสานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบแล้วอย่างเช่นในพื้นที่ทุ่งผักไห่และทุ่งป่าโมกข์ช่วยรับน้ำไว้ได้ประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม มากกว่าแผนถึง 100 ล้าน ลบ.ม เป็นผลทำให้มีน้ำท่วมพื้นที่ข้างเคียงเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีสั่งการผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

กรมชลประทานได้ประสานกับส่วนราชการสรุปแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการใช้ทุ่งเป็นแหล่งรับน้ำในปีต่อไป สำหรับการนำน้ำที่อยู่ในพื้นที่ตอนบนเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท รวมทั้งปริมาณน้ำที่เปิดรับเข้าเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งรับน้ำต่างๆ   โดยการทยอยลำเลียงน้ำออกตามรอบเวรและความเหมาะสมโดยคำนึงถึงพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และจะทยอยนำน้ำออกจากทุ่งบางระกำในวันที่ 1 พ.ย นี้ และนับจากนี้อีก 1 สัปดาห์ก็ค่อยๆจัดการน้ำออกจากทุ่ง 12 ทุ่งให้เหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับเตรียมแปลงด้วยและจะต้องดูแลจัดสรรน้ำให้เกษตรกรกลุ่มนี้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลด้วย

“ขอยืนยันว่าจะควบคุมปริมาณน้ำจากพื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งรับน้ำและพื้นที่ตอนบนออกลงสู่ลำน้ำและออกสู่ทะเลให้สอดคล้องเหมาะสมกับปริมาณน้ำในแม่น้ำ จังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล และจะไม่มีการปล่อยน้ำรวดเดียวตามที่เป็นข่าวในโลกโซเชียลอย่างแน่นอน ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องน้ำและสภาพอากาศจากหน่วยงานของรัฐเท่านั้น และจากนี้ไประดับน้ำในพื้นที่ต่างๆก็จะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ต่อจากนี้ฝนจะเริ่มลงสู่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งกรมชลประทานได้สั่งการให้ติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

อธิบดีกรมชลย้ำไม่ระบายน้ำเหนือผ่านกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300320

อธิบดีกรมชลย้ำไม่ระบายน้ำเหนือผ่านกทม.

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์

อธิบดีกรมชลย้ำไม่ระบายน้ำเหนือผ่านกทม.

       วันที่ 28 ต.ค. ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ตอนบนเริ่มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำในแม่เจ้าพระยาบริเวณสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงเหลือ 2,979 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วินาที)   แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ยังคงปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ.ม./วินาที มาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 60 จนถึงปัจจุบัน (27 ต.ค. 60) ยังคงระบายน้ำในอัตราเท่าเดิม โดยได้แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบางส่วน เข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวมประมาณ 769 ลบ.ม./วินาที ไม่มีแผนที่จะเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด

ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลมาถึงบริเวณจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานครแล้ว โดยไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตามที่เป็นข่าวลือในโลกโซเซียลมีเดีย ทั้งนี้ พื้นที่น้ำท่วมด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อำเภออินทร์บุรี อำเภอพรหมบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภอบางบาล อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 14 จุด เท่านั้น อีกทั้ง ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.29A อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันมีอัตราการไหลเฉลี่ย 2,826 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าความจุของลำน้ำมาก(บริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรับน้ำได้สูงสุด 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ปริมาณน้ำดังกล่าว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแต่อย่างใด

         สำหรับกรณีของคลองรังสิต นั้น เนื่องจากต้องแบ่งเบาปริมาณน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ที่จะระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเขื่อนพระรามหก ด้วยการเพิ่มการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์มากขึ้น ส่งผลให้น้ำในคลองต่างๆ รวมถึงคลองรังสิต      มีระดับน้ำสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้  เนื่องจากในคลองเหล่านี้ จะมีอาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำที่จะควบคุมปริมาณน้ำ โดยไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม สามารถแจ้งข้อมูลหรือติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานชลประทานที่ 11 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ หมายเลขโทร. 02 5312913

“ฉัตรชัย”ถกแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300318

“ฉัตรชัย”ถกแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

กรมชลประทาน, ฉัตรชัย

“ฉัตรชัย”เรียกประชุมร่วมกรมชลประทานและนักวิชาการถกแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

           เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมสถานการณ์น้ำและแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมีนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวง ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

ปัจจุบันปริมาณน้ำในแม่เจ้าพระยา บริเวณสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงเหลือ 2,979 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมชลประทานจะยังคงปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ระบายมาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 60) โดยได้แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบางส่วนเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวมประมาณ 769 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการทบทวนแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งมีทั้งหมด 9 แผนงาน สำหรับแผนงานที่ได้มีการพิจาณาในรายละเอียดร่วมกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ใน 4 แผนงาน คือ 1. คลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำได้ถึง 13 กิโลเมตร จากเดิมที่ต้องไปผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่แคบ และคดเคี้ยวถึง 35 กิโลเมตรแล้วยังเป็นจุดที่มีผลกระทบต่อชุมชนรวมถึงโบราณสถาน น้อยที่สุด โดยคลองผันน้ำจะระบายน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 2. คลองระบายน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (ชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย)               ซึ่งโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงชัยนาท – ป่าสัก เป็นการปรับปรุงคลองเดิมให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำเพิ่มขึ้นจาก 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และช่วงที่ 2 ป่าสัก – อ่าวไทย เป็นคลองขุดใหม่ เพื่อรับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักระบายออกสู่ทะเล ได้สูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะเป็นการช่วยตัดยอดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาระบายออกสู่อ่าวไทยอีกทางหนึ่ง 3. การสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งจะรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกสู่ทะเลได้สูงสุดได้ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที                   ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร อย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนแนวทางที่ 2 และ 3 นั้นที่ประชุมมีมติให้กรมชลประทานไปศึกษาทบทวนเปรียบเทียบแนวทางที่ 2 และ แนวทางที่ 3 ว่าแนวทางใดมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำดีกว่า และคุ้มค่ากับการลงทุนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการตัดสินใจหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนแนวทางที่ 4. เป็นแผนงานปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการหาแนวทางในการเพิ่มปริมาณการระบายน้ำบริเวณช่วงคอขวด (ใต้คลองมหาสวัสดิ์ – คลองภาษีเจริญ – คลองมหาชัย) ให้สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เพิ่มจาก 52 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ/ระบายน้ำของแก้มลิงคลองมหาชัย – คลองสนามชัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เกษตรฯ จัดใหญ่โชว์สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่ตลาดนัดคลองผดุงฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300255

เกษตรฯ จัดใหญ่โชว์สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่ตลาดนัดคลองผดุงฯ

กเกษตรณ, เกษตรฯ

เกษตรฯ จัดใหญ่โชว์สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่ตลาดนัดคลองผดุงฯ

               นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี              พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้ส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินการจัดงานตลาดนัดสินค้าชุมชน บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล ริมคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิต ประกอบกับรัฐบาลได้มีนโยบายมุ่งเน้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมในเชิงสร้างสรรค์ โดยผลักดันให้ภาคการเกษตรมีการพัฒนาที่เร็วขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ มีมาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ประสานความร่วมมือเป็นเจ้าภาพการจัดงาน “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6 – 26 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้าเกษตรคุณภาพ Quality Agriculture Products ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าเกษตรที่มีการคัดสรรมาอย่างพิเศษ เพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐาน

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิดหลักแบ่งเป็น 3 สัปดาห์ คือ สัปดาห์แรก “เกษตรตามรอยเท้าพ่อ” เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สัปดาห์ที่ 2 “จากรากหญ้าสู่เกษตรดิจิทัล” การเชื่อมโยงการส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตร และสัปดาห์สุดท้าย “เกษตรรุ่นใหม่ ไทยแลนด์ 4.0″การเชื่อมโยงงานพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer,Young Smart Farmer โดยภายในงานจะนำสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ที่สามารถซื้อขายผ่านระบบ Internet Bangking, QR CODE และช่องทาง Online โดยจะแบ่งโซนต่างๆ ดังนี้ (1) โซน Young Smart Farmer และแปลงใหญ่ (2) โซน GAP Organic Thailand (3) โซน Q Food Court (4) โซนผักผลไม้GAP Organic (5) โซนผู้ประกอบการ 4.0 (6) โซน Show Case (7) โซน Innovation (8) โซนแปลงใหญ่Young Smart Farmer และเครือข่าย (9) โซนหม่อนไหม แปลงใหญ่ และ (10) โซนข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว พร้อมทั้งมีกิจกรรมร่วมสนุกอีกมากมาย

“นับเป็นโอกาสดีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายในการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม      อีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 และพร้อมจะนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี ทั้งผัก ผลไม้ เทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงสินค้าแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ  และเกษตรแปลงใหญ่ มานำเสนอตลอดระยะเวลาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ภายใต้ชื่อ “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6 – 26 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วม ชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพดีของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” นางสาวดุจเดือน กล่าว