เลาะรั้วเกษตร : มาตรฐานไม้ยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290448

281225166

เลาะรั้วเกษตร : มาตรฐานไม้ยาง

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

วันก่อนอ่านข่าว การยางแห่งประเทศไทย “มั่นใจยางแตะ 60 บาท” ก็เลยถึงบางอ้อ มิน่าล่ะ ผู้นำชาวสวนยางดูเงียบเชียว…..ราคายางขยับขึ้นก็ออกจะดีใจแทนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกับลุ้นให้ราคาขยับขึ้นไปอีกเรื่อยๆ แต่อย่าให้สูงเกินความจริงไปมากมาย เพราะถ้าราคากลับมาตกต่ำอีก เกษตรกรก็จะทำใจไม่ได้ เดี๋ยวก็จะออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องกันอีก

แต่ราคายางที่ขยับสูงขึ้น มีผลมาจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง เพราะสวนยางในภาคอีสานบางพื้นที่ยังถูกน้ำท่วมอยู่ ราคาที่ขยับสูงขึ้นจึงไม่ได้ช่วยเกษตรกรบางพื้นที่สักเท่าไร

ไหนๆ ก็พูดถึงราคายางแล้ว ก็ขอพูดเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับยางไปด้วย เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องราคายางแล้ว การยางแห่งประเทศไทยก็ดูจะทำงานไปอย่างเงียบๆ เรื่องที่จะพูดถึงนี้ก็เห็นในข่าวอีกเช่นกัน และคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมตัว และทำความเข้าใจกับชาวสวนยางเสียแต่เนิ่นๆ นั่นคือเรื่องของการใช้มาตรฐานสากล FSC กับไม้ยางพารา

FSC (Forest Stewardship Council) เป็นองค์กรเอกชนภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับไม้และป่าไม้ทั่วโลก เช่น กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม กลุ่มผู้ผลิตสินค้าจากไม้ องค์กรผู้ให้การรับรองไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ กลุ่มองค์กรเหล่านี้มาร่วมกันจัดทำระบบการให้การรับรองมาตรฐานไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ว่าเป็นไม้และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม้จากป่าธรรมชาติ หรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีการปลูกไม้แบบยั่งยืน

หมายความว่า ต่อแต่นี้ไป (อันที่จริงจะมีการใช้มาตรฐานนี้ในปี 2563) การค้าไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ทุกชนิดที่จะเข้าสู่ตลาด จะต้องมีตราประทับ หรือใบรับรอง FSC ว่าเป็นไม้ที่มาจากป่าธรรมชาติ หรือป่าปลูกที่มีการจัดการป่าอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ไม้ที่ลักลอบตัดโค่นมาอย่างผิดกฎหมาย

สำหรับไม้ยางพาราในบ้านเรา นอกจากนำไปแปรรูปเป็นไม้อัด ปาร์ติเกิลบอร์ด และเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับความนิยมแล้ว เศษไม้ยางพารายังนำไปบดและอัดแท่งทำเป็น “เชื้อเพลิงชีวมวล” ที่ให้พลังงานความร้อนสูง สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วย เรียกว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษไม้
เลยทีเดียว…และอันว่าเชื้อเพลิงชีวมวลนี้ เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น และ ประเทศในยุโรป อย่างมาก

ถ้าไม้ยางที่นำมาทำเชื้อเพลิงชีวมวลไม่มีตราประทับ หรือไม่ได้การรับรอง FSC ต่างประเทศก็จะไม่ซื้อ ผู้ที่จะผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลส่งออกไปขายก็จะไม่ผลิต โอกาสทองของไม้ยางก็จะหลุดลอยไปสำหรับประเทศไทย การยางแห่งประเทศไทยจึงจับมือกับบริษัทเอกชนที่จะผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล ทำโครงการยางประชารัฐ สนับสนุนชาวสวนยางให้ทำสวนยางตามมาตรฐาน FSC ข่าวว่าดำเนินการเป็นการนำร่องในพื้นที่ 50,000 ไร่ และกำลังจะขยายผล…..ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ธีธัช สุขสะอาด คาดว่าภายใน 3 ปี จะสามารถขยายผลครอบคลุมพื้นที่สวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.

การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนที่ว่านี้ ระบุว่าเริ่มตั้งแต่ปลูกยางไปจนถึงตัดโค่น ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานนับสิบปีกว่ายางจะเจริญเติบโต และโค่นได้ ดังนั้น 3 ปีที่เหลือ ก็คงยังไม่มีไม้ยางที่ได้รับการรับรอง FSC มีแต่ไม้โตเร็วที่ปลูกแซมยางที่อาจจะตัดขายได้ ราคาก็คงไม่เท่าไม้ยาง….วันเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่เร่งดำเนินการ ชาวสวนยางยังไม่รู้ ยังไม่เห็นความสำคัญของมาตรฐาน FSC ดูท่าโครงการผลิต
เชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้ยางพาราที่ได้การรับรองมาตรฐานดังกล่าวคงยังไม่เห็นผล

หลายโครงการที่มียางเข้าไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม นานวันเข้าก็ถูกลืม อย่างโครงการคาร์บอนเครดิต ที่มีแนวคิดจะให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายคาร์บอนเครดิต เพราะสวนยางเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม หรือ กิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ประเทศใดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อตกลงภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถที่จะซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากคนอื่นมาชดเชยได้ คาร์บอนเครดิต คือ สิ่งทดแทนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวนั่นเอง

ไม่มีการพูดถึงคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน….เปลี่ยนผู้บริหาร เปลี่ยนรัฐบาล โครงการเปลี่ยนโครงการ FSC ที่ว่ามานี้ก็เหมือนกัน…จะไปได้ไกลแค่ไหน….คงต้องดูกันยาวๆ ไป…

แว่นขยาย

‘สหกรณ์ปางศิลาทอง’ลุยเลี้ยงโคขุน สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้สมาชิกเขตปฏิรูปที่ดินกำแพงเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290454

‘สหกรณ์ปางศิลาทอง’ลุยเลี้ยงโคขุน สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้สมาชิกเขตปฏิรูปที่ดินกำแพงเพชร

‘สหกรณ์ปางศิลาทอง’ลุยเลี้ยงโคขุน สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้สมาชิกเขตปฏิรูปที่ดินกำแพงเพชร

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหกรณ์เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จ.กำแพงเพชร เดิมมีสมาชิก 416 ราย ส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีรายได้ครอบครัวละ 150,000 บาทต่อปี ต่อมาปี 2549 สหกรณ์ฯได้ส่งเสริมสมาชิกร่วมโครงการเลี้ยงโคขุน ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วม 376 ราย โดยมีคอกกลาง 2 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับสมาชิกต่อ 1 รอบการเลี้ยงระยะเวลา 6 เดือน ได้แห่งละ 36 ราย โคขุน 360 ตัว หากคิดเป็นรายปี จะมีสมาชิกมาเลี้ยงรวมประมาณ 68 ราย ขุนโคกลางน้ำได้ประมาณ 680 ตัว ซึ่งที่นี่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ และฝึกฝนประสบการณ์ให้แก่เกษตรกรสมาชิก โดยจะมีการสลับสับเปลี่ยนกันไป

นอกจากการเลี้ยงในคอกกลางแล้ว สมาชิกที่มีพื้นที่ที่พร้อมจะสร้างโรงเรือน และมีพื้นที่อย่างน้อย 2 งาน ไม่เกิน 3 ไร่ เพื่อใช้ในการปลูกหญ้าเนเปียร์ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบหลักในการเลี้ยงโคขุน ก็สามารถกลับไปเลี้ยงที่บ้านได้ แต่จะต้องผ่านการเลี้ยงโคขุนแปลงรวมแล้ว 2 ปี เพื่อให้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงและให้ได้โคขุนที่สุขภาพแข็งแรง มีน้ำหนักตามที่ต้องการ ปัจจุบันมีสมาชิกกลับไปเลี้ยงที่บ้าน 180 ราย โดยสหกรณ์ฯได้ส่งเสริมให้สมาชิกนำแม่พันธุ์ไปเลี้ยงครอบครัวละ 5 ตัว เมื่อได้ลูกอายุ 4 เดือน สหกรณ์จะรับซื้อคืนราคาขั้นต่ำตัวละ 15,000 บาท โดยสมาชิกที่เลี้ยงที่บ้านจะเลี้ยงครอบครัวละ 15 ตัว เป็นวัวตัวผู้เพื่อขุน 10 ตัว และแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูก 5 ตัว โดยทางสหกรณ์ฯจะสนับสนุนเงินทุนในการเลี้ยงโค ทั้งการกู้ยืมวัสดุการจัดทำโรงเรือน จัดหาโค และอาหารโค รวมถึงการติดตาม แนะนำ ตลอดการเลี้ยง

ในระยะแรกสหกรณ์ฯ ส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคกลางน้ำ นำมาขุนแล้วส่งขายเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันสหกรณ์ฯ ได้มีการต่อยอดและพัฒนาให้มีการเลี้ยงโคขุนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่สมาชิก ปัจจุบันมีแม่พันธุ์ 800 ตัว สามารถผลิตลูกโคได้ประมาณ 800 ตัว/ปี ขณะนี้โคต้นน้ำอาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก ซึ่งมีความต้องการรอบละ 1,160 ตัว เพื่อนำไปขุนเป็นโคกลางน้ำส่งขาย ซึ่งสหกรณ์จะมีการประกันราคาให้กับสมาชิกกิโลกรัมละ 104.50 บาท แล้วจำหน่ายต่อให้สหกรณ์ในเครือข่าย นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนชำแหละ ภายใต้แบรนด์ปางศิลาบีฟ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของส่วนต่างจากการขายโคกลางน้ำตัวละประมาณ 6,000 บาท เพิ่มเป็นตัวละ 9,000-12,000 บาท

แจงสี่เบี้ย : พด.แจงความก้าวหน้านโยบาย‘กระดาษ A4’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290453

227832

แจงสี่เบี้ย : พด.แจงความก้าวหน้านโยบาย‘กระดาษ A4’

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จากการที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้วางแนวทางการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร มีการนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยแนวคิดการยกกระดาษ A4 ให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบบูรณาการทำงานขับเคลื่อนตามนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้เร่งขับเคลื่อนงาน ตามนโยบายใน 6 เรื่อง จาก 13 แผนงานประจำปี 2560 ดังนี้ 1.ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (ศพก.) อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยจัดทำจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต 2.โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีการสนับสนุนกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดินเพื่อผลิตพืช อาทิ แปลงนาข้าว พืชไร่ ผลไม้ พืชผัก 3.โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-map)

4.มาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่เกษตรกร เพื่อวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน ให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน เกษตรอินทรีย์ ได้แก่ (1) โครงการพัฒนากลุ่มเกษตรกรสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (2) โครงการฝึกอบรมด้านพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 3 หลักสูตร 5.การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ 5 ประสาน 6.โครงการธนาคารสินค้าเกษตร ผลิตปุ๋ยหมักพระราชทานและน้ำหมัก

7.การผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ปอเทือง) ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ไถเตรียมดิน ไถกลบเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด และไถกลบ 8.โครงการจัดที่ดินทำกินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูป (ส.ป.ก.) 9.การพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำ (1) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ / แหล่งน้ำขนาดเล็ก / ระบบท่อส่งน้ำ (2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชน (3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 10.Smart Farmer มีการแบ่งการจัดฝึกอบรมหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมอดินอาสาประจำตำบล หมอดินอาสาประจำอำเภอ และหมอดินอาสาประจำจังหวัด 11.Smart Office แบ่งเป็น (1)โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Office (ภายในกรมฯ) (2) โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรเป็น Smart Office (ภายนอกกรมฯ) 12.มาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรกรมีการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน มีการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตที่ได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน

แตกใบอ่อน : สมุนไพรไทยในตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290242

807934531

แตกใบอ่อน : สมุนไพรไทยในตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ขออนุญาตเก็บตกงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแค่จะสามารถจะปลุกกระแสตลาดสมุนไพรในประเทศให้คึกคักอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างกระแสให้ต่างชาติมารุมตอมได้ยิ่งกว่าเดิมอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่เชื่อลองไปถาม “ชนินทร หริ่มเจริญ” ผอ.กองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานโต้โผใหญ่จัดงานครั้งนี้ดูได้ เพราะมีคนเห็นดอดควงผู้ประกอบการทั้งในประเทศ รวมถึงต่างประเทศอย่างเอเชีย ยุโรป พาไปบุกพิสูจน์ศักยภาพการผลิตสมุนไพรไทยถึง“โรงงานชีวะโกโอสถ” อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และ “บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด” อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 2 โรงงานสมุนไพรไทยที่ได้ชื่อว่าได้มาตรฐานระดับสากล

งานนี้ได้ข่าวว่าบรรดาผู้ประกอบการต่างชาติ พากันทึ่งในสรรพคุณและศักยภาพการผลิตของโรงงานสมุนไพรไทยอย่างมาก และน่าจะเป็นทิศทางที่ดีที่ตลาดสมุนไพรไทยจะได้ขยายตัวในตลาดโลกกว้างขวางขึ้นไปอีก จากเดิมที่กระแสตอบรับดีอยู่แล้วจนทำยอดส่งออกได้ถึงปีละนับแสนล้านบาท

พูดถึงสมุนไพรไทยและองค์ความรู้“แพทย์แผนไทย” ก็ต้องบอกว่าไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะ “จีน” ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้ายุทธจักรของศาสตร์แพทย์แผนโบราณ

ที่พูดแบบนี้ ไม่ใช่คุยโวโอ้อวดหรือตะแบงเข้าข้างประเทศไทยแบบไม่ลืมหูลืมตานะครับ แต่เพราะอย่างที่เรารู้กันดีอยู่ว่าประเทศไทยมีพืชพื้นบ้าน พืชสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรคเป็นร้อยเป็นพันชนิด ซึ่งถ้าจำไม่ผิด ตามข้อมูลจาก “กรมแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” กระทรวงสาธารณสุข บ้านเรามีสมุนไพรอยู่ราวๆ กว่า 1,800 ชนิด และคนเฒ่า คนแก่ บ้านเราก็รู้จักเอามาทำยา เอามารักษาโรค หรืออย่างที่เราเรียกว่าเป็น “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” มานานเป็นร้อยปีแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเป็นที่เราเองที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแพทย์ทางเลือก หรือคิดจะพัฒนาตลาดสมุนไพรในเชิงพาณิชย์มาก่อน จนถูกฝรั่งมังค่า ถูกชาวต่างชาติ แอบนำไปจดสิทธิบัตรกันอย่างหน้าด้านๆ มาหลายชนิดแล้ว จนกระทั่งกระแสการบริโภคเพื่อสุขภาพมาบูมในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นั่นแหละ สมุนไพรไทยถึงได้แจ้งเกิดขึ้นมาได้

ขณะที่ตัวเลขของ กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า ก็ยืนยันชัดว่าตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จจากสมุนไพรไทยปัจจุบันถือว่า “มาแรง” และเติบโตไม่ใช่เล่น เพราะมีการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งสมุนไพรสด สารสกัดจากสมุนไพร ยาแผนโบราณ และที่สำคัญ คือ สินค้าจำพวกเครื่องสำอางค์สมุนไพร เช่น สบู่ แชมพู ครีมถนอมผิว ที่สร้างมูลค่าการส่งออกได้ชนิดที่ว่าทะลุทะลวง

ดังนั้น จึงถือว่าน่าจับตาทีเดียวกับทิศทาง “สมุนไพรไทย” ของเราในอนาคต เพราะถ้าพัฒนากันดีๆ ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญ ก็คือ “เกษตรกรไทย” จะได้มีทางเลือกและความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ต้องพึ่งพาแต่การปลูกข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือพืชยอดฮิตอื่นๆ จนต้องประสบปัญหาล้นตลาดวนๆ เวียนๆ อยู่แบบที่ผ่านมาทุกปี ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรของเราลืมตาอ้าปากกันไม่ได้เสียที

มะลิลา

พด.นำ ‘LDD Soil Guide’ ร่วมแสดงงาน‘Thailand Innovation and Design Expo’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290240

x

พด.นำ ‘LDD Soil Guide’ ร่วมแสดงงาน‘Thailand Innovation and Design Expo’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น

กรมพัฒนาที่ดิน เตรียมนำผลงานนวัตกรรมด้านดินและปุ๋ย เพื่อจัดแสดงผลงานด้านนวัตกรรมและการออกแบบร่วมกับกลุ่ม Startup Thailand ทั้ง 10 กลุ่มสินค้า โดยแอพพลิเคชั่น “LDD Soil Guide”เป็น 1 ใน 100 ผลงานนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกให้จัดแสดงในส่วนของนิทรรศการ Startup Showcase ในงาน Thailand Innovation and Design Expo 2017 (T.I.D.E.2017) ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“LDD Soil Guide เป็นแอพพลิเคชั่นนำเสนอแผนที่ดิน ข้อมูลและสมบัติของดิน พร้อมคำแนะนำในการจัดการดิน ปุ๋ย ตามความเหมาะสมสำหรับพืชรวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ ในเบื้องต้น ควบคู่กับแอพพลิเคชั่น “ปุ๋ยรายแปลง” ซึ่งเป็นการให้คำแนะนำจัดการดินและปุ๋ย เมื่อมีการเก็บตัวอย่างดินและมีผลวิเคราะห์ดินเป็นรายแปลง โดยใช้แอพพลิเคชั่น LDD Soil Guide ในการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ เพื่อให้ทราบลักษณะของดิน ข้อจำกัด แนวทางจัดการดินและปุ๋ย หากมีข้อสงสัยในคำแนะนำที่อาจไม่ตรงกับสภาพพื้นที่ปัจจุบัน สามารถเก็บตัวอย่างดิน ส่งตรวจวิเคราะห์ได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินหรือหมออาสาประจำหมู่บ้าน เมื่อได้รับผลการวิเคราะห์แล้ว ก็จะมีคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพประกอบมาด้วย ซึ่งเกษตรกรสามารถนำคำแนะนำมาใช้ในการปรับปรุงพื้นที่ทางการเกษตรร่วมกับการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพกรมพัฒนาที่ดิน อาทิ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ป้องกันโรคโคนเน่าหรือรากเน่า สารเร่งซุปเปอร์ พด.6บำบัดน้ำเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ และสารเร่ง พด.7 ป้องกันแมลงและศัตรูพืช รวมถึงการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน”

กรมชลฯเตรียมใช้คลองหัววัง-พนังตัก ระบายน้ำช่วยเมืองชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300681

กรมชลฯเตรียมใช้คลองหัววัง-พนังตัก ระบายน้ำช่วยเมืองชุมพร

กรมชลฯเตรียมใช้คลองหัววัง-พนังตัก ระบายน้ำช่วยเมืองชุมพร

                นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงวันที่ 1 – 5 พฤศจิกายน 2560 กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ทำการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทานไว้พร้อมแล้ว โดยที่จังหวัดชุมพรได้เริ่มพร่องน้ำในคลองต่างๆ มาตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2560 เริ่มจากคลองท่าแซะ ซึ่งอยู่ส่วนเหนือสุดของโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามแนวพระราชดำริ ปัจจุบันระดับต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 5 เมตร  สามารถรองรับน้ำได้อีก 3.35 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 50 % ของปริมาตรเก็บกัก  เชื่อมต่อไปยังคลองท่าตะเภา คลองสามแก้ว และคลองหัววัง-พนักตัก  และยังได้เปิดประตูระบายน้ำทุกแห่งเพื่อลด ปริมาณน้ำในคลองระบายทั้งระบบ

ส่วนแก้มลิงหนองใหญ่ ซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ติดกับคลองหัววัง – พนังตัก  เป็นแก้มลิงธรรมชาติสำหรับพักน้ำ ก่อนระบายน้ำลงสู่คลองหัววัง – พนังตัก  ให้ไหลออกทะเลโดยไม่ต้องผ่านตัวเมืองชุมพรนั้น มีความจุ  3.121 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1.415 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 54.65 % กำลังพร่องน้ำให้เหลือเพียง  30 %  ซึ่งจะสามารถรับน้ำได้อีก 1.706 ล้าน ลบ.ม.

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าส่วนเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ จากส่วนกลางได้นำมาไว้ในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว เช่น โป๊ะสำหรับบรรทุกรถขุดในการกำจัดสิ่งขีดขวางทางน้ำในคลองท่าตะเภา เครื่องสูบน้ำขนาด 16 นิ้ว จำนวน 20 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำจำนวน  10  เครื่อง รถแบ็คโฮ จำนวน  4  คัน กระสอบทรายจำนวน  5,000  กระสอบ พร้อมได้ทำการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน ไปยังผู้แทนผู้เลี้ยงปลา ผู้ประกอบอาชีพประมงท้ายประตูระบายน้ำต่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวังปริมาณน้ำและเมื่อระดับน้ำสูงถึงระดับเฝ้าระวัง หรือคาดว่าจะมีน้ำล้นตลิ่ง หรือน้ำท่วมขังในพื้นที่ โครงการชลประทานชุมพร จะทำการแจ้งเตือนกองอำนวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดชุมพร ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเป็นประธาน ให้แจ้งเตือนประชาชนทันที
“คลองหัววัง-พนังตัก เป็นคลองระบายน้ำเลี่ยงเมืองชุมพรสายสำคัญที่เคยช่วยให้ชาวเมืองชุมพรรอดพ้นภัยน้ำท่วมหนักจากพายุลินดามาแล้วเมื่อปี 2541ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่9 โดยมีพระราชดำริให้กรมชลประทานเร่งรัดขุดคลองที่ขุดค้างอยู่ 1,460 เมตร ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อใช้ระบายน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว ซึ่งตามแผนงาน และงบประมาณขณะนั้นยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ต้องใช้เวลา  จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์จากมูลนิธิชัยพัฒนามาให้ 18 ล้านบาท จนกรมชลประทานและส่วนราชการต่างๆ ช่วยระดมกันเต็มที่จนแล้วเสร็จ เพียงแค่วันเดียวก็เกิดฝนตกหนักทางด้านเหนือลุ่มน้ำท่าตะเภา ด้วยพระบารมี คลองหัววัง-พนังตัก ที่ทะลุแล้ว 1,460 เมตร น้ำไหลผ่านได้ ทำให้ตัวเมืองชุมพรเวลานั้นรอดพ้นอุทกภัยไปได้โดยไม่เดือดร้อน ซึ่งในครั้งนี้ถึงแม้ว่าความรุนแรงจะไม่ถึงขั้นพายุ แต่เราเชื่อว่าโครงการพระราชดำริของพระองค์ท่านจะช่วยให้เมืองชุมพรรอดพ้นจากสถานการณ์อุทกภัยได้”ดร.สมเกียรติกล่าว

จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300579

จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

ตลาดคลองผดุง

ก.เกษตรฯจัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

            วันที่ 31 ต.ค. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม พร้อมด้วยนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6 – 26 พฤศจิกายน 2560 โดยรูปแบบการจัดงาน ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ภายใต้แนวคิด “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ซึ่งจะมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในงานกว่า 150 บูท มีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้าราว 300 ร้านค้า หมุนเวียนตลอด 3 สัปดาห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้าเกษตรคุณภาพ ได้มาตรฐาน และยังมีร้านอาหาร หมุนเวียนจำหน่ายกว่า 90 ร้าน

นอกจากการจำหน่ายสินค้าแล้วยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจทุกวัน ทั้งกิจกรรมฝึกอาชีพในด้านเกษตร-หัตถกรรม-การทำอาหาร-อาชีพเสริมโดยใช้วัตถุดิบหรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานตลาด คลองผดุงกรุงเกษม ภายใต้แนวคิด “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ซึ่งจะมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในงานกว่า 150 บูท  มีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้าราว 300 ร้านค้า หมุนเวียนตลอด 3 สัปดาห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้า เกษตรคุณภาพ ได้มาตรฐาน เช่น สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP หรือเกษตรปลอดภัย ซึ่งใช้สัญลักษณ์ Q, สินค้าอินทรีย์ หรือออร์แกรนิคไทยแลนด์, สินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI , สินค้าแปรรูปที่นำมา จำหน่ายก็เป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ Q หรืออินทรีย์ หรือผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP/HACCP, สินค้าคุณภาพ มาตรฐานจากแปลงใหญ่, จากโครงการข้าวครบวงจร Young Smart Farmer, จากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งจาก โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ

จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

โดยสินค้าที่จัดจำหน่ายในตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมครั้งนี้  จะมีความหลากหลาย ทั้งสัตว์น้ำสวยงาม พันธุ์ไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้ สวนถาด ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวสี ผ้าไหม-ผ้าฝ้าย ปศุสัตว์ ประมง ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์นมจากสหกรณ์โคนม ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ, ส้มโอทับทิมสยาม GI จ.นครศรีธรรมราช, ส้มสายน้ำผึ้งที่ได้รับมาตรฐาน GAP ที่ปลูกในพื้นที่อุดมไปด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ  อ.ฝาง, ผลิตภัณฑ์เห็ดโคน-เห็ดเผาะในน้ำเกลือ, ไข่มดแดงกระป๋อง, ทุเรียนหลงลับแล ตลอดจนสินค้าเกษตรนวัตกรรม ต่างๆ  เช่น ปลาเค็มอบโอโซน ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาในกระบวนการผลิตและบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ, น้ำมันรำข้าวเพื่อ สุขภาพ,  มะนาวผง, เครื่องสำอางทั้งสบู่, ครีม , เซรั่มจากสินค้าเกษตร เช่น ข้าว, หัวหอม,  มังคุด, มาร์กหน้าจากใยไหม

ในงานนี้ท่านจะได้พบกับสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัววางจำหน่ายในงานนี้เป็นครั้งแรก เช่น ข้าว กข 43 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ เพื่อสุขภาพจากกรมการข้าว มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำตาลและผู้ป่วยเบาหวาน ปลาซิว สมพงษ์ ซึ่งเป็นปลาสวยงามที่สูญพันธุ์ไปจากไทยแล้วกว่า 30 ปี และไทยประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ขึ้นมาได้ รวมทั้งสินค้าที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับปลากัดซึ่งเป็นปลาประจำชาติ เช่น แสตมป์, แก้วน้ำ, ผ้าพันคอ, ถุงผ้า
นอกจากนี้แล้วยัง มีร้านอาหาร หมุนเวียนจำหน่ายกว่า 90 ร้าน และมี Food Truck ด้วย โดยเป็นร้านอาหารชื่อดัง รวมทั้ง Q Restaurant ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งใช้วัตถุดิบปลอดภัยและสะอาด มีสุขอนามัย สินค้าจำหน่ายทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 9 โซน ได้แก่  1.โซน Young Smart Farmer และแปลงใหญ่   2.โซน GAP และ Organic 3.โซน Q Food Court 4.โซนผู้ประกอบการ 4.0  5.โซน Show Case 6.โซนนวัตกรรม  7.โซนไม้ดอกไม้ประดับและเครือข่าย 8.โซนหม่อนไหม แปลงใหญ่ และ 9.โซนข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวครบวงจร
นอกจากการจำหน่ายสินค้าแล้วยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจทุกวัน ทั้งกิจกรรม ฝึกอาชีพในด้านเกษตร-หัตถกรรม-การทำอาหาร-อาชีพเสริมโดยใช้วัตถุดิบหรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรมฝึกทำบัญชีผ่าน Smart Phone กิจกรรมการประกวดสัตว์น้ำสวยงามผ่านระบบออนไลน์ กิจกรรมสาธิตระบบนวัตกรรมตลาดสินค้าเกษตร : ผู้ซื้อพบผู้ขายออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งมีทุกวัน เป็นต้น             จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้
“นับเป็นโอกาสดี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายในการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม อีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 และพร้อมจะนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี ทั้งผัก ผลไม้ เทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงสินค้าแปรรูป จากวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ และเกษตรแปลงใหญ่ มาน าเสนอตลอดระยะเวลาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ภายใต้ชื่อ  “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6–26 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณเลียบคลองผดุง กรุงเกษม จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วม ชม ชิม ช้อป สินค้าเกษตรคุณภาพดีของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพเป็นของขวัญปีใหม่  เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”

ส.ป.ก.จัดประชุมภาคีเครือข่ายจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300573

ส.ป.ก.จัดประชุมภาคีเครือข่ายจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ

สปก

ส.ป.ก.จัดประชุมภาคีเครือข่ายจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ

วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00 น. นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานการประชุมหารือโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแบบประชารัฐ พร้อมด้วย นายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายนำชัย พรหมมีชัย ที่ปรึกษาส.ป.ก.(อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) นายเจริญชัย พรรณาภพ ผู้ตรวจราชการกรม นายสุริยน พัชรครุกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แทนสถาบันศึกษาอื่นๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือและแสดงความคิดเห็นในการพัฒนางานต่าง ๆ ณ แปลงศูนย์เรียนรู้ฯ(อาคาร 7 เหลี่ยม) ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
ทั้งนี้ พี้นที่แห่งนี้ มีเนื้อที่ รวม ประมาณ 635 ไร่ เป็นพื้นที่กรณีพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งคสช.ที่ 36/2559(แปลงที่ดินพลตำรวจตรีชาลี เภกะนันท์และแปลงนายสุกิจเตชรัตนโชติ) ขณะนี้ ส.ป.ก.นครราชสีมา ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรรุ่นใหม่ จำนวน 37 ราย ได้เข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยเบื้องต้น(ส.ป.ก.จัดที่ดินทำกินรายละ 2 ไร่และจัดที่อยู่อาศัยรายละ 2 งาน)
โดย ส.ป.ก.มีแผนงานส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานในแปลงที่อยู่อาศัย การส่งเสริมผลิตโคเนื้อโคราชวากิว ส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมปลอดสารพิษ แผนงานแปลงต้นแบบเกษตรประณีตและเกษตรสมัยใหม่ ส่งเสริมการผลิตพืชผักอินทรีย์ ส่งเสริมธนาคารอาหารชุมชน ส่งเสริมแปลงต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่(โคกหนองนาโมเดล) แผนงานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ และการพัฒนาธุรกิจชุมชนด้วย

แนะเกษตรกรผลิตเอง“แตนเบียนบราคอน” ปราบหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300558

แนะเกษตรกรผลิตเอง“แตนเบียนบราคอน”  ปราบหนอนหัวดำมะพร้าว

แนะเกษตรกรผลิตเอง“แตนเบียนบราคอน”  ปราบหนอนหัวดำมะพร้าว

                พันตรีณรงค์ชัย  ค่ายใส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดนครราชสีมา มีบทบาทหน้าที่ในการศึกษา ทดสอบ ประยุกต์และพัฒนาการใช้เทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืช แบบผสมผสานให้เหมาะสมกับพื้นที่    ขณะนี้ศูนย์ฯ สามารถผลิตขยายศัตรูธรรมชาติได้ทั้งตัวห้ำ เช่น มวนพิฆาต  แมลงหางหนีบ แมลงช้างปีกใส  ด้วงเต่า  มวนเพชฌฆาต แมลงหางหนีบ   ตัวเบียน  เช่น แตนเบียน Anagyrus  lopezi  แตนเบียน Trichogramma Spp.  แตนเบียน  บราคอน  เชื้อ                         จุลินทรี ประกอบด้วย เชื้อราไตโคเดอร์ม่า  ฮาร์เซียนั่ม  เชื้อราบิวเวอร์เรีย  บาสเซียน่า เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม แอนนิโซฟลี สมุนไพรควบคุมศัตรูพืช เช่น  สะเดา ตะไคร้หอมหางไหล หนองตายหายาก  รวมศัตรูธรรมชาติที่ศูนย์เพาะได้หลายแสนตัว ปัจจุบันพบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หลายจังหวัด หากไม่รีบดำเนินการป้องกันกำจัดต้นมะพร้าวจะเกิดความเสียหายกระจายวงกว้างออกไปมากยิ่งขึ้น และหากปลูกใหม่ต้องใช้เวลา 3-4 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิต

               ทางศูนย์ส่งเสริมฯ ได้จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ระบาด ให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม โดยการให้ความรู้เกษตรกรผลิตแตนเบียน บราคอนกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้ด้วยตัวเอง  ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 200 บาทในการซื้ออุปกรณ์ส่วนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน   ทางศูนย์ส่งเสริมฯให้การสนับสนุน ต้นทุนการผลิตแตนเบียนบราคอนสูงถึงตัวละ 1.50 บาท แต่หากใช้วิธีดังกล่าวสามารถลดเหลือตัวละ 0.10 บาทเท่านั้น  ทั้งนี้วิธีนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเพาะแตนเบียนชนิดอื่นๆ ได้ด้วย

อย่างไรก็ตามลำดับแรกที่เกษตรกรสามารถทำได้ทันที คือการดูแลรักษาความสะอาดแปลง หมั่นสำรวจแปลงถ้าพบหนอนหัวดำมะพร้าวให้รีบตัดทางใบและเผาทำลาย เพื่อตัดแหล่งอาศัยทันที จากนั้นให้ใช้ศัตรูธรรมชาติคือปล่อยแตนเบียนบราคอน เข้าไปควบคุมประชากรหนอนหัวดำไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น

สำหรับวิธีการผลิตแตนเบียนบราคอน ทำง่ายโดยเริ่มจากเกษตรกรตัดทางมะพร้าวที่หนอนหัวดำมะพร้าวกำลังระบาด มาคัดเอาหนอนหัวดำตั้งแต่วัย 3 ขึ้นไป ลำตัวยาว 1-1.2 ซม. ซึ่งเป็นวัยที่แตนเบียน             บราคอนสามารถวางไข่ได้  ใส่ในกาละมังแล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมปากกาละมังมัดผ้าขาวบางบนขอบ           กาละมังด้วยยางหรือเชือก จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอนที่ได้จากศูนย์ส่งเสริมฯ  ใส่ลงไปใน            กาละมังพร้อมน้ำผสมน้ำผึ้ง 5-10%ชุบสำลีก้อนขนาดหัวแม่มือ เพื่อให้เป็นอาหารของแตนเบียน อัตราการปล่อยแตนเบียนบาคอน 3 คู่ ต่อหนอนหัวดำ 25 ตัว นำกาละมังไปไว้ใต้ร่มไม้ จากนั้นปล่อยให้แตนเบียนผสมพันธุ์และวางไข่บนตัวหนอนหัวดำ ประมาณ 4-5 วัน ครบกำหนดเปิดกาละมังให้แตนเบียนออกไปทำการกำจัดหนอนหัวดำในธรรมชาติ

ส่วนหนอนหัวดำที่ถูกแตนเบียนวางไข่แล้วให้เลี้ยงต่อไปอีกจนกระทั่งครบ 10-14 วัน แตนเบียนจะฟักออกเป็นตัวเต็มวัย ให้เปิดผ้าขาวบางปล่อยแตนเบียนปล่อยแตนเบียนออกสู่ธรรมชาติเพื่อไปกำจัดหนอนหัวดำต่อไป โดยสามารถเพิ่มปริมาณแตนเบียนได้อีก 4-10 เท่า ของ               แตนเบียนพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหนองหัวดำ

                    วิธีดังกล่าวนี้สามารถแก้ปัญหาและป้องกันกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนในการผลิตแตนเบียน

กยท.ผนึกกรมทางหลวงส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300527

กยท.ผนึกกรมทางหลวงงส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทาง

กยท

กยท.ผนึกกรมทางหลวงงส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทาง

              วันที่ 30 ต.ค. นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลด้านการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยผลิตและแปรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ กรมทางหลวง เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนา งานก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงสัมปทาน และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นองค์กรที่มีภารกิจในการบริหารจัดการและส่งเสริมการใช้ยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนาและการส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจกรมทางหลวง เพื่อให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา เกิดนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีในการผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ และส่งเสริมการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทางหลวง

โดยการบูรณาการร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ และการดำเนินการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าและสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขสถานการณ์ราคายางให้เกิดเสถียรภาพ สร้างความยั่งยืนทั้งระบบ และช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและวงการยางพาราต่อไปทั้งนี้ ในปี 2561 กรมทางหลวงเตรียมแผนการใช้ปริมาณน้ำยางพาราข้น จำนวน 4,586 ตัน เพื่อใช้ในงานบูรณะซ่อมแซมผิวทาง และใช้ในงานวิจัยและพัฒนาระหว่างกรมทางหลวงและการยางแห่งประเทศไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างการยางแห่งประเทศไทยและกรมทางหลวง เพื่อให้นโยบายการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมผลักดันให้เกิดการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ เพื่อให้การใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น อันนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราในประเทศต่อไป โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ต่อยอดไปจนถึงกระบวนการผลิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารา ตลอดจนนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินภารกิจของกรมทางหลวง ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเหลือด้วยการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่งด้วย