แจงสี่เบี้ย : ดินอุดมสมบูรณ์..ช่วยเพิ่มผลผลิตพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291412

227832

แจงสี่เบี้ย : ดินอุดมสมบูรณ์..ช่วยเพิ่มผลผลิตพืช

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน มีสถานีพัฒนาที่ดินกระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และมีหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ กว่า 80,000 คน ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ การอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ต่างๆ ไปใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ ทั้งนี้การนำที่ดินไปใช้ประโยชน์เพื่อทำการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยขาดการจัดการดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะทำให้สภาพดินเกิดความเสื่อมโทรม ขาดอินทรียวัตถุ เนื้อดินแน่นทึบ ดินมีสภาพเป็นกรดจัดและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ

ดังนั้นการปรับปรุงบำรุงดินจึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้ดินมีสภาพที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีปริมาณน้ำและแร่ธาตุอาหารเพียงพอ เนื้อดินมีอินทรียวัตถุอยู่มากและไม่มีสารที่เป็นพิษต่อพืช มีค่า pH ประมาณ 5.5 ถึง 7.0 จึงจะช่วยเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชให้สูงขึ้น เกษตรกรต้องทำการปรับปรุงดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ต้องมีการใส่เพิ่มอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อความอุดมสมบูรณ์ในดินให้สูงขึ้น ซึ่งแนวทางหรือการปรับปรุงบำรุงดินมีวิธีการต่างๆ ที่หลากหลาย เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้เอง เช่น การใช้วัสดุปูนในการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง เช่น นาข้าวใช้ปูนมาร์ล ไม้ผลใช้ปูนโดโลไมท์ หรือปูนขาว วิธีการไถกลบตอซังฟางข้าวร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตราการใช้ 5 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นหมักทิ้งไว้ช่วยให้ฟางย่อยสลายตัวได้เร็วขึ้น ทำให้เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หากใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ คลุกเคล้าอยู่ในดิน เกษตรกรสามารถใช้วิธีการเพิ่มฮอร์โมนในต้นพืชที่ปลูก โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำฉีดพ่นให้ต้นพืช หรือรดลงดิน ช่วยให้รากพืชแข็งแรงพืชเจริญเติบโตได้ดีให้ผลผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งการดูแลรักษาควบคุมความชื้นในดิน ให้ใช้วัสดุต่างๆ คลุมดิน เช่น ฟางข้าว ใบหญ้าแฝก แกลบสด พลาสติก หรือปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน ช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืช และช่วยรักษาความชื้นในดิน

โดยเกษตรกร ควรมีการจัดการดินภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยต้องไม่ทำการเผาตอซังพืชทุกชนิด ให้ทำการปลูกพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ฯลฯ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้ใช้กลบหรือสับกลบตอซังลงในดิน เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชในฤดูกาลถัดไป นอกจากนี้ ต้องตรวจวิเคราะห์ตรวจสอบดินทุกๆ 1-2 ปี เพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงสมบัติของดิน และหาแนวทางปรับปรุงบำรุงดินที่เหมาะสมต่อไป โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291416

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

รายงานพิเศษ : ประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมศักยภาพ แผนพัฒนาสหกรณ์ระดับอำเภอ‘จ.ปัตตานี’

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 ร่วมกับสหกรณ์จังหวัดปัตตานี จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ” ของจังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับอำเภอและพัฒนาความรู้ เกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ทั่วประเทศ

นายเสน่ห์ สภาพันธ์ ผู้ตรวจราชการกรม เขต 6 ,7 ,8 เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานี ได้จัดให้ผู้แทนสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอ ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการดำเนินงานการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ เพื่อเป็นการติดตาม ทบทวน ประเมินผล แผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ฯให้มีประสิทธิภาพ อันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอเป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารงานภายใต้อุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการเกษตรระดับอำเภอ เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐผ่านสหกรณ์ เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ระดับอำเภอ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์

นางรอซนานี สันหมุด สหกรณ์จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบาย 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ โดยจัดทำโครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ คัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ตั้งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง ที่มีความพร้อมสำหรับการทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอำเภอนั้นๆ เข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ โดยแบ่งเป็น สหกรณ์ระดับชั้น 1, สหกรณ์ระดับชั้น 2, สหกรณ์ระดับชั้น 3 และอื่นๆ สำหรับอำเภอที่ไม่สามารถคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรได้ เนื่องจากเป็นสังคมเมืองและไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในอำเภอนั้นๆว่า จำเป็นต้องจัดตั้งสหกรณ์ภาคการเกษตรขึ้นมารองรับการเป็นองค์กรหลักสำหรับพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินนโยบาย 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศภายในปี 2562

สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ในปี 2560 จะเริ่มดำเนินการในสหกรณ์ 363 แห่ง ซึ่งเป็นสหกรณ์ในระดับชั้นที่ 1 กลุ่มที่ 1 (สหกรณ์การเกษตรทั่วไป) ปี 2561 พัฒนาสหกรณ์อีกจำนวน 300 สหกรณ์ และในปี 2562 พัฒนาอีก 278 สหกรณ์ เพื่อให้การดำเนินโครงการครบทุกอำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการของสหกรณ์ วิเคราะห์สภาพแวดล้อมโดยรวมของแต่ละสหกรณ์เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศักยภาพ ได้แก่ 1.เป็นสหกรณ์ที่มีการบริหารงานภายใต้อุดมการณ์หลักการและวิธีการสหกรณ์ 2.เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจการเกษตรระดับอำเภอ 3.เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐผ่านสหกรณ์ 4.เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ 5.เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายของสหกรณ์ระดับอำเภอ

ทั้งนี้ ในปี 2560 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดปัตตานีได้ดำเนินการตามแผนงานของกรม โดยคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอจำนวนทั้งสิ้น 11 อำเภอ จาก 12 อำเภอ สำหรับอำเภอที่ไม่สามารถคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอได้คือ อำเภอทุ่งยางแดง เนื่องจากสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอหยุดดำเนินธุรกิจ จึงอยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลในพื้นที่เพื่อจะพัฒนาสหกรณ์เดิมหรือตั้งสหกรณ์ใหม่ รวมถึงรายงานผลการคัดเลือกและจัดทำแผนปฏิบัติงาน การจัดทำคำสั่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์รับผิดชอบระดับอำเภอ การประชุมทำความเข้าใจโครงการ และจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ฯ และการจัดการฝึกอบรมการพัฒนาคณะกรรมการสหกรณ์ภาคการเกษตรสู่ความเข้มแข็งตามแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสาน ดีจริงอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291413

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสาน ดีจริงอย่างไร

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสาน ดีจริงอย่างไร

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ขอทราบความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำระบบเกษตรผสมผสานด้วยครับ และมีผลดีอย่างไรบ้างครับ

นายวัตร อนุพรางกูล

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรมตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน และกิจกรรมเหล่านี้ จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน จึงเป็นระบบที่นำไปสู่ การเกษตรแบบยั่งยืน ก่อให้เกิดผลดีดังนี้

ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิต ในการดำเนินระบบการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว ที่มีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล หรือพืชผัก เมื่อมีปริมาณเกินความต้องการของตลาด ย่อมทำให้ราคาของผลผลิตต่ำลง ระบบเกษตรผสมผสาน จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถจะเลือกชนิดพืชปลูก และเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี  สามารถพลิกพื้นที่นาให้เป็นร่องสวน ปลูกไม้ผลร่วมกับพืชแซม สามารถลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตข้าวที่ไม่แน่นอน และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

ช่วยลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการดำเนินกิจกรรมการปลูกข้าว หรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงอย่างมาก เมื่อเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้น เช่น กรณีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคใบหงิก ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบปัญหา โดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัว การจัดระบบการปลูกพืชและระบบเกษตรผสมผสาน เพื่อลดกิจกรรมการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จะช่วยยับยั้งชีพจักรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้

ช่วยก่อให้เกิดการหมุนเวียน ของกิจกรรมต่างๆ ในไร่นา เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรในระดับไร่นา ไม่ให้เสื่อมสลาย หรือถูกใช้ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากระบบเกษตรผสมผสาน จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันสอดคล้องกับราย ตัวอย่างเช่น มูลและอาหารของไก่ ที่ตกลงไปในบ่อปลา จะเป็นอาหารของปลา ทำให้ปลามีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อมีมากเกินไป จะแย่งอากาศในน้ำกับปลา น้ำจะมีสีเขียวเข้ม ทำให้ปลาขาดอากาศ จึงจำเป็นต้องมีการระบายน้ำออกจากบ่อปลา โดยปล่อยลงนาข้าว กลายเป็นปุ๋ยให้กับข้าว ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวลงได้ เศษซาก ถั่วลิสง ถั่วเขียว ที่ปลูกหลังข้าว และถั่วพร้าที่ปลูกแซมระหว่างแถวของไม้ผล จะเป็นปุ๋ยให้กับข้าวและไม้ผล กิจกรรมพืชกับไก่ เศษซากพืชและข้าวเปลือกจะเป็นอาหารของไก่ มูลไก่จะเป็นปุ๋ยของพืช กิจกรรมพืชกับปลา เศษซากพืช จะเป็นอาหารของปลา น้ำจากบ่อปลาใช้ในการปลูกพืชผัก พืชไร่และไม้ผล กิจกรรมสัตว์กับปลา มูลไก่จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช และเป็นอาหารของปลาในบ่อ เป็นต้น

อีกทั้งยังช่วยกระจายการใช้แรงงาน ทำให้มีงานทำตลอดปี เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกภาคการเกษตร ช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ระบบเกษตรผสมผสานจะรองรับแรงงานเหล่านี้ได้ เพราะมีกิจกรรมหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมมีการ ใช้แรงงานแตกต่างกันไปตลอดปี

นาย รัตวิ

ฉุดไม่อยู่!สับปะรดปัตตาเวียบ้านคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291411

ฉุดไม่อยู่!สับปะรดปัตตาเวียบ้านคา

ฉุดไม่อยู่!สับปะรดปัตตาเวียบ้านคา

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า “สับปะรดปัตตาเวีย” หนึ่งในผลไม้ในโครงการชั่งหัวมันที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำเป็นโครงการตัวอย่างด้านการเกษตร และเป็นพืชต้นแบบการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นของดี จ.ราชบุรี ไปแล้ว เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่มีความเป็นกรด ด่างสูง ของกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ส่งผลให้สับปะรดปัตตาเวียมีรสชาติหวานฉ่ำ ไม่กัดลิ้น มีกลิ่นหอม เนื้อสีเหลืองสวย ละเอียด หนา นิ่มมีตาค่อนข้างตื้น ปอกง่าย สามารถรับประทานได้ทั้งเนื้อ ทั้งแกน เป็นที่ต้องการของตลาดผลไม้สด

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ หรือ “สับปะรดปัตตาเวียบ้านคา” มีพื้นที่ดำเนินการ 1,014 ไร่ จากเกษตรกร 82 ราย โดยได้รับคำแนะนำและส่งเสริมจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งด้านการบริหารจัดการกลุ่ม การตลาด การวางแผนการผลิต และบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลิตผล เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุนและกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค มีการใช้ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดความยั่งยืนทางการเกษตรและไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จนได้รับมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) ทุกแปลง และยังได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา อีกด้วย

ขณะนี้ สับปะรดปัตตาเวียบ้านคา ได้เข้าร่วม “โครงการรับซื้อสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี” กับบริษัทค้าปลีก เทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นการผสานความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทำให้เกษตรกรเข้าใจในการบริหารจัดการและทำให้ห่วงโซ่การผลิตเกิดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง นอกจากนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้มีการส่งออกสับปะรดปัตตาเวียบ้านคา ไปยังประเทศมัลดีฟส์ เพื่อเป็นการทดลองตลาดที่ประเทศมัลดีฟส์ จำนวน 300 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 25 บาท โดยคัดสรรสับปะรดผลสดคุณภาพดีที่มีขนาด 1 กิโลกรัมต่อหัว ในขณะที่ขายที่แปลงในประเทศไทยได้ราคาประมาณ 10-14 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากที่ Mr. Mohamed Rasheed ผู้แทนสำนักงานการค้าประเทศมัลดีฟส์ เข้าหารือความร่วมมือในการขับเคลื่อนการตลาดร่วมกัน ระหว่างขบวนการสหกรณ์ไทยกับผู้ประกอบการในมัลดีฟส์

กรมพัฒนาที่ดินคว้ารางวัลแห่งปี หน่วยงานคุณภาพบริหารภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291175

กรมพัฒนาที่ดินคว้ารางวัลแห่งปี หน่วยงานคุณภาพบริหารภาครัฐ

กรมพัฒนาที่ดินคว้ารางวัลแห่งปี หน่วยงานคุณภาพบริหารภาครัฐ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ดำเนินการมอบรางวัลแก่ส่วนราชการเป็นประจำทุกปปีใน 3 ประเภทสาขา ได้แก่ สาขาบริการภาครัฐ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เพื่อยกย่องหน่วยงานที่มีการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ พัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์การและพัฒนาการมีส่วนร่วมในการบริหารราชการของประชาชนได้อย่างโดดเด่น โดยในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ได้รับรางวัลบริหารภาครัฐแห่งชาติ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รางวัลการพัฒนาการบริหาร ระดับดี ผลงาน “การพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน หมู่บ้านนอแล ตำบลม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่”

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า สำหรับความสำเร็จจนเป็นที่มาของการได้รับรางวัลในครั้งนี้ เกิดจากการที่ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6 กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปดำเนินการสำรวจสภาพการใช้ดินบ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โดยการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหาร การจัดฝึกอบรมเกษตรกรให้เข้าใจในมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การป้องกันการพังทลายของดิน การดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น การปลูกแฝกเสริมขอบของขั้นบันได เพื่อป้องกันดินทรุดตัวการใช้ใบหญ้าแฝกคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น สนับสนุนการปรับปรุงดินด้วยพืชตระกูลถั่ว (ถั่วพุ่มดำ) เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ปรับสภาพดินกรดด้วยปูนโดโลไมท์ ส่งเสริมการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารอินทรีย์ชีวภาพอื่นๆ โดยใช้จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ในกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นอาคารเพื่อผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การสนับสนุนถังหมักและกากน้ำตาลเพื่อใช้ในการผลิต รวมถึงการแบ่งกลุ่มเกษตรกรมีจำนวน 24 กลุ่ม เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ พด.2 สารไล่แมลง พด.7โดยใช้เศษวัสดุจากในแปลงมาผลิต

จากการเข้าดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบันพื้นที่ที่ปรับสภาพดินมีค่า pH สูงขึ้น ปริมาณอินทรียวัตถุสูงขึ้น เกษตรกรทำกินในพื้นที่เดิมมีรายรับจากการจำหน่ายผลผลิตมากขึ้น สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายรับเฉลี่ย 68,000 บาทต่อปี ปัญหายาเสพติดลดลง และกลายเป็นจุดเรียนรู้ที่ให้บุคลากรทั้งภายในและนอกประเทศเข้ามาศึกษาดูงานทุกปี

เกษตรบูรณาการ : คุ้ยเรื่องเก่า มาปรับแผนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291174

251598

เกษตรบูรณาการ : คุ้ยเรื่องเก่า มาปรับแผนใหม่

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากที่มีการประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาให้ กับภาคการเกษตรมาหลายปี ตามแนวทางรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ที่มี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ แม้ว่าจะดึงเอาคนมาจากกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นมือไม้ ช่วยคิดช่วยแก้ตั้งแต่ระดับอดีตอธิบดี บางกรม ไปจนถึงข้าราชการระดับสูงบางคนที่ดึงมานั่งในตำแหน่งของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯแต่ดูเหมือนว่า วันนี้ แทบเป็นได้แค่รัฐมนตรีที่โลกลืมโดยคนกระทรวงเกษตรฯ และสังคม ลืมไปด้วยซ้ำว่ามีรัฐมนตรีช่วยเกษตรบนโลกใบนี้

มาวันนี้หลังจากที่กระทรวงเกษตรฯพยายามปรับภาพลักษณ์ให้ดูดี ตั้งแต่ ทุบ รื้อ ก่อสร้าง ปรับที่ทำงานกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นอาคารที่เกษตรกรรากหญ้ามาถึงมายืน มาบอกปัญหา และจับต้องได้ มาวันนี้ปรับใหม่ เป็นอาคารอินเตอร์โก้หรู แม้แต่ตัวเลขดัชนีภาคการเกษตรก็มีการปรับไปด้วย โดยบอกว่า วันนี้ ดัชนีภาคการเกษตร สู่งลิ่ว พุ่งไปกว่า 15.6 นั่นหมายถึงเกษตรกร ไทยต้องกินดีอยู่ดี ไม่ติดหนี้ติดสิน แต่ความเป็นจริง ถึงวันนี้ ไม่ติดหนี้จริงเพราะทุกอย่างโดนยึดหมดสิ้น ไม่มีกิน และปีนี้ ปฏิเสธลำบาก เพราะปัญหาภัยธรรมชาติ น้ำท่วมหนัก ทุกพื้นที่ ในภาคอีสานว่ากันว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีหนึ่งที่ราคาข้าวพุ่งสูง ลิ่วในอีกไม่กี่เดือน ส่วนจะสูงจนให้ใคร ไปอ้างเป็นผลงานหรือไม่
คงต้องลองติดตามกัน

แต่ที่แน่ๆ หลายสัปดาห์ ต่อเนื่องหลังจากที่มีแนวโน้มหลายกระแสข่าวว่า ไวๆนี้อาจจะมีการปรับเปลี่ยน ในตำแหน่ง ของ รมว.หลายกระทรวง งานนี้ ต้องบอกว่าเล่นเอาร้อนๆหนาวๆ ไปตามๆ กัน จนส่งผลให้มีการเร่งรีบปรับขบวนทัพการทำงาน กันยกใหญ่ในกระทรวงเกษตรฯ ไล่ตั้งแต่การสั่งเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เคยเป็นท่านพี่ “ฝน” ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ไปนั่งตบยุงให้ท่าน รองปลัด “เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ” มานั่งแทน  ซึ่ง วันที่ 1 ตุลาคม  ที่จะถึงนี้ ก็จะเข้าสู่ตำแหน่งเต็มตัว และเพื่อให้ เห็นว่า งานเกษตรต้องเดินหน้าเข้าตากรรมมการ สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ “ฉัตรชัย” จึงเรียกประชุมผู้บริหาร กระทรวงเกษตรฯ ระดมสมองผู้บริหารระดับสูงเกษตรฯและซิงเกิ้ลคอมมานด์ 77 จว. หวังจะดันฝันดันเกษตรกรยุค 4.0 ให้ได้ตามเป้าหมาย ที่ตั้งเป้ารายได้ 3.9 แสนบาทต่อปี พร้อมทั้งทำระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตร 4 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งในปี’61 ท่านรัฐมนตรี  “ฉัตรชัย” กำหนดเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการยกระดับคน เพื่อบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร จัดทำแผนธุรกิจ และเชื่อมโยงตลาดเป็นหลัก ยกระดับการบริหารจัดการ โดยภาคราชการต้องเน้นการทำงานแบบบูรณาการการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการในปี’61 เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการเกษตรเร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่องในปี 62-64 ตามแผนขับเคลื่อน Smart Agricultural Curve สอดรับกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาการเกษตร ระยะ 5 เพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรถึง 390,000 บาท/คน/ปี เป็น Smart Farmer และ GDP ภาคเกษตรต้องเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ตาม Roadmap

สุดท้ายต้องบอกว่าเรื่องที่ท่านๆ ว่ามาทุกอย่างเท่าที่ทราบไม่ใช่เรื่องใหม่ ของภาคการเกษตรไม่ใช่ว่า ไม่เคยมีใครคิด ส่วนใครคิดมาก่อน ต้องไปดู ไปรื้อกันเอง แต่ที่แน่ๆ ทุกเรื่องที่ว่ามา ล้วนเป็นเรื่องเก่า ที่เอามาเล่าใหม่ จากนี้ไปต้องติดตามว่า ที่ว่ามาทั้งหมด จะขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างไร มิฉะนั้นจะเป็นแค่ภาพแห่งความฝันเหมือนนโยบายกระดาษ A4 อยู่แค่บนกระดาษไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ราชดำเนิน

โชว์ผลงานล้างหนี้นอกระบบสมาชิก ‘สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง’ ช่วยพลิกชีวิต-คุณภาพพนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291176

โชว์ผลงานล้างหนี้นอกระบบสมาชิก 'สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง' ช่วยพลิกชีวิต-คุณภาพพนักงาน

โชว์ผลงานล้างหนี้นอกระบบสมาชิก ‘สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง’ ช่วยพลิกชีวิต-คุณภาพพนักงาน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.มนัส ชูผกา ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง (กลุ่มเจียเม้ง) จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่เมื่อก่อนพนักงานบริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กว่า 70-80% ของพนักงานทั้งหมด เป็นหนี้นอกระบบกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้แก่พนักงานของบริษัท จึงได้มีการก่อตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง (กลุ่มเจียเม้ง) จำกัด ขึ้น โดยเริ่มแรกมีเงินระดมทุนในการจัดตั้งเพียง 6-7 แสนบาท ซึ่งสวนทางกับจำนวนหนี้ของสมาชิกที่มีสูงมากถึง 6-7 ล้านบาทเลยทีเดียว

สหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง (กลุ่มเจียเม้ง) จำกัด ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 ปัจจุบันมีพนักงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จำนวน 400 กว่าคน ในช่วงแรกของการจัดตั้ง สหกรณ์ให้สมาชิกกู้เงินจำนวนน้อย ประมาณ 5,000 บาทต่อคน โดยให้มีคนค้ำประกันประมาณ 8 คน ดอกร้อยละ 9 ต่อปี ทั้งนี้เพื่อป้องกันให้พนักงานหยุดไปกู้เงินนอกระบบอีก เงินที่ให้กู้ไป 5,000 บาท ก็จะให้ผ่อน 1 ปี โดยหักจากเงินเดือน เดือนละ 500 บาท ก่อนจะเพิ่มวงเงินกู้เป็น 20,000 บาท ช่วง 3 ปีแรกของการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าวหงษ์ทอง (กลุ่มเจียเม้ง) จำกัด โดยการนำระบบสหกรณ์มาใช้บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก จากที่พนักงานเคยลาหยุด ลาออก บ่อยมาก ก็ลดน้อยลง ทำให้บริษัทมีต้นทุนลดลง ผลกำไรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้นและยังส่งผลให้การดำเนินงานของโรงสีดีขึ้นด้วย

“ความเข้มแข็งของสหกรณ์เราอยู่ที่ว่าเราไม่ใช่แค่ให้กู้หรือให้ฝากอย่างเดียว เราจะให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกในเรื่องการใช้เงิน เข้มแข็ง ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีหนี้เสีย และด้วยความมุ่งมั่นของคณะกรรมการสหกรณ์ที่จะช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์อย่างแท้จริง ณ วันนี้ปัญหาหนี้นอกระบบของสมาชิกทุกคนได้รับการแก้ไขแล้ว” ดร.มนัส กล่าว

แจงสี่เบี้ย : พด.เร่งโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรังปี2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/291179

227832

แจงสี่เบี้ย : พด.เร่งโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรังปี2561

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัจจุบันวิธีการลดต้นทุนการผลิตและสามารถปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินได้ง่ายที่สุด คือ การปลูกพืชปุ๋ยสด ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว อย่างถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ปอเทือง โสนอัฟริกัน ซึ่งเป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน เมื่อเกษตรกรปลูกก็จะกลายเป็นโรงปุ๋ยในแปลงนาทันที “โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ฤดูนาปรัง ปี 2561” เป็นหนึ่งในโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชให้เหมาะสมภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 (ด้านการผลิต)

โดยกรมพัฒนาที่ดิน จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดและไถกลบ เพื่อปรับปรุงบำรุงดินก่อนทำนารอบใหม่ เป้าหมาย 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 7 จังหวัด คือ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ภาคกลาง 15 จังหวัด คือ กทม. สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรสาคร ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 ถึง มิถุนายน 2561 ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 23,800 ราย

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม เพื่อลดอุปทานข้าวเปลือกด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสดในนาข้าว เพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงบำรุงดิน และตัดวงจรศัตรูพืชจากการพักดิน (ลดรอบการทำนา) โดยส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยห้ามไม่ให้นำพื้นที่ไปทำนาปรังฤดูผลิต 2561 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ถึง 30 เมษายน 2561

ขณะที่ กรมพัฒนาที่ดิน จะจัดหาเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการไร่ละ 5 กก. รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการไถเตรียมดิน ดูแลรักษา และไถกลบพืชปุ๋ยสดระยะเวลา 45-60 วัน เพื่อปรับโครงสร้างดินช่วยให้มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น โดยรัฐจะสนับสนุนค่าไถเตรียมดินให้ไร่ละ 500 บาท และค่าไถกลบไร่ละ 500 บาท ซึ่งมีการจ่ายเงินผ่าน ธ.ก.ส. หากเกษตรกรเจ้าของแปลงมีรถไถเป็นของตนเอง สามารถดำเนินการเองได้หรือรวมกลุ่มกันจัดหารถไถมาเตรียมดิน กรณีไม่สามารถดำเนินการได้กรมพัฒนาที่ดินจะจัดจ้างรถไถมาดำเนินการให้

อย่างไรก็ตาม การปลูกปอเทืองเป็นทางเลือกที่เกษตรกรมีแต่ได้ประโยชน์ เนื่องจากการปลูกปอเทือง 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทือง 5 กก. แล้วไถกลบตอนปอเทืองอายุ 50 วัน จะได้ผลผลิตมวลชีวภาพคือน้ำหนักสดที่ลงสู่ดิน จะได้ปุ๋ยไนโตรเจนเทียบเท่ากับปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 จำนวน 15 กก.ต่อไร่ แต่ถ้าไถกลบช่วงอายุ 90 วัน คือเป็นช่วงที่ปอเทืองออกดอกแล้วจึงไถกลบ จะทำให้ได้ธาตุอาหารสมบูรณ์ทั้ง N-P-K ในอัตราเทียบเท่าถึง 20 กก.ต่อไร่ ก็จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีลง รวมถึงเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดินจากการไถกลบปุ๋ยพืชสดได้ต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290456

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

สกู๊ปพิเศษ : สศก.ร่วมเวทีถก‘เอเปก’ ชูปฏิรูปภาคเกษตร-สร้างความมั่นคงอาหาร

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของฉันทามติ ความสมัครใจ และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย มุ่งการเติบโตทางการค้าและการลงทุน และให้ความสำคัญในการเสริมสร้าง ขีดความสามารถของสมาชิกเอเปกในสาขาต่างๆ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) รวม 21 ประเทศ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการแลกเปลี่ยนนโยบาย แนวปฏิบัติที่ดีของประเทศต่างๆ โดยการประชุมครั้งล่าสุด เป็นการประชุมเชิงวิชาการใน “สัปดาห์ความมั่นคงอาหารเอเปก (Food Security Week)” การประชุมระดับสูงว่าด้วยการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-25 สิงหาคม 2560 ณ เมืองเกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยนางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมดังกล่าวในฐานะตัวแทนประเทศไทย

ทั้งนี้ สศก. ได้แถลงต่อที่ประชุมให้ทราบถึงการดำเนินการของไทย ในหัวข้อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยยกตัวอย่างการนำโครงการประชารัฐ มาส่งเสริมเป็นโครงการเกษตรแปลงใหญ่สมัยใหม่ประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม 4.0 เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น สำหรับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แถลงการณ์ดำเนินการของตนเองภายใต้กรอบทิศทางของ APEC ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ซึ่งต่างให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture) เพื่อเพิ่มผลผลิต ให้ความสำคัญเรื่องการวิจัยและพัฒนาควบคู่ไปกับการลงทุนด้านการเกษตร รวมทั้งการสร้างนวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ไปในทิศทางเดียวกับไทย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์เกิ่นเทอ มุ่งเน้นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาชนบทและเขตเมืองอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการค้าและการลงทุนเพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารในภูมิภาค รวมทั้งการบริหารจัดการการสูญเสียอาหาร 2) แผนปฏิบัติการระยะหลายปีเพื่อความมั่นคงอาหาร ปี 2561-2563 เพื่อสร้างเสริมศักยภาพของสมาชิกเอเปกในการสร้างความมั่นคงอาหารในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) แผนปฏิบัติการพัฒนาชนบทและเขตเมืองเพื่อความมั่นคงอาหารและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเมืองและชนบท

ในโอกาสนี้ประเทศไทยได้เสนอตัวเพื่อจัดกิจกรรม (workshop) ภายใต้แผนปฏิบัติการดังกล่าว จำนวน 2 เรื่อง คือ 1.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และ 2.การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยกำหนดจัดขึ้นในช่วงปี 2562-2563

สำหรับการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับกลุ่ม APEC มีสินค้าส่งออกสำคัญ คือ ยางธรรมชาติ ข้าว น้ำยางธรรมชาติ ไก่ปรุงแต่ง น้ำตาลจากอ้อย ปลาทูนาปรุงแต่ง มันสำปะหลัง ยางแผ่นรมควัน สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง อาหารสุนัขและแมว สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ถั่วเหลือง อาหารปรุงแต่ง ปลาโอท้องแถบแช่แข็ง ข้าวสาลี อาหารปรุงแต่งสำหรับทารก ปลาหมึกกระดองแช่แข็ง ของปรุงแต่งใช้เลี้ยงสัตว์ ซิการ์ นมผงไม่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวาน กากน้ำมันและกากแข็งที่ได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง โดยมูลค่าการค้าของไทยกับกลุ่มเอเปก ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 ไทยส่งออกสินค้าเกษตร 5.29 แสนล้านบาท ได้ดุลการค้า 3.64 แสนล้านบาท

“การเข้าร่วมประชุมภายใต้กรอบความร่วมมือ APEC ของไทยในครั้งนี้ได้ไปแสดงบทบาทที่ชัดเจนของไทยในการรับมือความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาด้านความมั่นคงทางอาหาร ผ่านหลักการปฏิบัติที่ดีภายใต้นโยบายต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงนโยบายยกกระดาษ A4 เพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรไทย” นางสาวจริยา กล่าวย้ำ

 

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมบูรณาการ‘แปลงใหญ่’สตูล เน้นปรับปรุงดิน-หนุนปัจจัยผลิตลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/290457

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมบูรณาการ‘แปลงใหญ่’สตูล เน้นปรับปรุงดิน-หนุนปัจจัยผลิตลดต้นทุน

รายงานพิเศษ : พด.ร่วมบูรณาการ‘แปลงใหญ่’สตูล เน้นปรับปรุงดิน-หนุนปัจจัยผลิตลดต้นทุน

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแนวทางการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครบวงจร มีการนำนวัตกรรมแบบอัจฉริยะมาใช้ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด ยกระดับมูลค่าด้วยคุณภาพมาตรฐานสินค้าการเกษตร ประหยัดทรัพยากรน้ำ มีการใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสนองนโยบายประชารัฐ โดยแนวคิดการยกกระดาษ A4 ให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบบูรณาการสามารถทำงานขับเคลื่อนร่วมกัน

โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2560 เป็นอีกหนึ่งแนวคิดบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตเพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการ การใช้ทรัพยากรในการผลิต และการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรทางการเกษตรร่วมกัน ช่วยลดต้นทุนการผลิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชน ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 1,000 แปลง (พืช สัตว์ ประมง) ในพื้นที่ 77 จังหวัด

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินให้การสนับสนุนกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อผลิตพืชแต่ละชนิด 910 แปลง (ยกเว้นแปลงสัตว์-ประมง) ซึ่งเป็นแปลงนาข้าว 519 แปลง 68 จังหวัด พืชไร่ 150 แปลง 40 จังหวัด ไม้ผลไม้ยืนต้น รวม 174 แปลง 51 จังหวัด และพืชผัก 67 แปลง 52 จังหวัด ตัวอย่างเช่น พื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ข้าวครบวงจร) จังหวัดสตูล ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินและหมอดินอาสาได้ลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับสภาพดิน การวิเคราะห์ค่าดิน ซึ่งพบว่า สภาพดินในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่มีสภาพเป็นกรดสูง เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้ามาช่วยเหลือและแก้ไขโดยสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ เช่น โดโลไมท์ เพื่อลดความเป็นกรดของดิน จากนั้นจึงแนะนำให้เกษตรกรเพิ่มธาตุอาหารในดิน โดยการปลูกพืชปุ๋ยสดอย่างปอเทือง และทำการไถกลบ เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน การใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน อย่างเช่น สารเร่ง ซุปเปอร์ พด. 1 เพื่อผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ การผลิตน้ำหมักชีวภาพด้วยสารเร่ง ซุปเปอร์พด. 2 จากเศษวัสดุเหลือใช้ในครัวเรือนและไร่นา รวมถึงการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการไถกลบตอซัง แทนการเผาตอซังหลังการเก็บเกี่ยว

ด้าน นายมงคล ทองจิบ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสตูล กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสตูลให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายในการให้คำแนะนำและมอบองค์ความรู้ ด้านการพัฒนาที่ดินพื้นที่นาร้างอย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำแก่เกษตรกรให้สามารถดำเนินการได้เอง รวมถึงปัจจัยการผลิตเพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพ เพิ่มผลผลิตที่ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ที่ผ่านมาพบว่า ผลตอบรับจากเกษตรกรเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะการปฏิบัติตามคำแนะนำของเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน การใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพได้ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้อย่างเห็นผล ผลผลิตที่เกิดขึ้นมีความปลอดภัยไร้สารเคมีและมีตลาดรองรับที่แน่นอน และที่สำคัญคือการที่เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืนแท้จริง

ขณะที่ นายสมชาย เหมาะแหล่ หมอดินประจำตำบลกำแพง อ.ละงู จังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาตนในฐานะหมอดินอาสาได้เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มเพื่อพลิกฟื้นพื้นที่นาร้าง ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอีกครั้ง โดยเฉพาะการรวมกลุ่มกันเพื่อปลูกข้าวพันธุ์ “อัลฮัมดุลิลละห์”และ“พันธุ์สปอร์ต” ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมบริโภคกันทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ การให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง การใช้โดโลไมท์ การปลูกพืชปุ๋ยสด การไถกลบตอซัง การใส่น้ำหมักลงไปในแปลงนาก่อนการปลูกข้าว เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะต่อการปลูกข้าว จะเห็นได้ว่าสภาพดินในพื้นที่นาร้างกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น มีระบบนิเวศดีขึ้น เพราะในแปลงนามีไส้เดือนมาอยู่อาศัย สังเกตได้จากมูลไส้เดือนเกิดขึ้น มีสัตว์น้ำขนาดเล็กมาอาศัยอยู่อย่างเช่น ปลา ปู ที่สำคัญการปฏิบัติตามคำแนะนำและการใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้จากเดิม 5,000-6,000 บาทต่อไร่ เหลือเพียงประมาณ 3,200 บาทต่อไร่ เนื่องจากการลดใช้ปุ๋ยและสารเคมีในแปลงนา ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากสภาพดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ การรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ ยังสามารถสร้างรายได้ จากการปลูกพืชผักใช้น้ำน้อยและเหมาะสมกับพื้นที่อย่างเช่น ข้าวโพด ต้นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ตามคันนา และทางกลุ่มได้จัดส่งผลผลิตไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า เช่น แม็คโคร สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกช่องทางด้วย